อโรคยา

20151017_Arokaya

อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

พระพุทธภาษิต

——

วันนี้ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

นอนตื่นสาย ทานข้าวกับแม่ พาแฟนไปตรวจครรภ์ กลับมานอนดู The Voice เข้าไปดูบ้านใหม่ตอนเย็น พอแฟนไปหาหมอเพราะแฟนบ่นเจ็บหู แล้วจึงทานข้าวเย็น กลับมาก็นอนต่ออีกหน่อย ก่อนต้องฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมาเขียนบล็อก แต่กว่าจะทำได้ก็มัวแต่เถลไถลดูโน่นดูนี่จนหมดไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง

สาเหตุหลักของการใช้ชีวิตสะเปะสะปะอย่างนี้ก็เพราะว่าผมไม่ค่อยสบาย

จริงๆ ผมไม่สบายมาสามวันแล้ว คืนวันพุธนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน วันพฤหัสฯ จึงลางานนอนอยู่กับบ้านแล้วดีขึ้นมาก แต่พอวันศุกร์กลับไปทำงานก็อาการแย่ลงหน่อย ส่วนวันนี้อาการทรงๆ จนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

นี่แค่ป่วยแบบเป็นหวัดเจ็บคอนิดๆ หน่อยๆ ความสามารถยังลดลงไปมากกว่า 50%

ถ้าป่วยหนักกว่านี้ ความสามารถอาจจะลดลงเป็น 0% หรือติดลบก็ได้ (ติดลบเพราะคนอื่นต้องสละเวลามาดูแลเราด้วย)

มาลองคิดดู การที่เราทำอะไรในแต่ละวันได้น้อยลงครึ่งหนึ่ง ก็มีค่าเท่ากับชีวิตของเราสั้นลงไปครึ่งวัน

เพราะแทนที่จะทำสิบเรื่องได้ในวันเดียว เรากลับทำได้แค่ห้าเรื่อง ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการนอนซมหรือท่องเน็ตเพราะหัวสมองมันตื้อเกินกว่าจะคิดทำเรื่องที่มีประโยชน์

ผมได้ยินพระพุทธภาษิต อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ สมัยยังอยู่ชั้นประถม

เวลาผ่านไป 25 ปี ร่างกายถึงเริ่มออกแววชำรุด และผมเพิ่งจะเริ่มรู้สึก “อิน” กับประโยคนี้

ความเจ็บป่วย จะว่าไปก็เป็นเหมือนกัลยาณมิตรที่มากระซิบบอกเราว่า “จะใช้ชีวิตเหมือนสมัยวัยรุ่นไม่ได้แล้วนะ” แม้ว่าความรู้สึกของเราจะคัดค้านแค่ไหนก็ตาม

คงต้องกินให้ดีกว่านี้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอกว่านี้ และพักผ่อนให้เพียงพอกว่านี้

Take care of your body and your healthy body will take care of the rest.

ผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Pic & Pause: Hugh Herr

20151016_HughHerr

สวัสดีครับ

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานมาเล่าให้ฟัง แต่มี Pic & Pause ที่ร้างลาไปนาน

Pic & Pause คือรูปที่ผมดูแล้วต้อง “หยุดกึก” ไปแป๊บนึง เพราะมันมีพลังและมีความหมายแฝงอยู่

รูปนี้เป็นของชายที่ชื่อว่า ฮิ้ว เฮอร์ (Hugh Herr)

ผมเจอรูปนี้ใน Quora ภายใต้หัวข้อ What has been the greatest comeback in history?

Comeback ในที่นี้หมายถึงคนที่ล้มลงแล้วลุกขึ้นมาใหม่ หรือคนที่เคยตกต่ำแต่กลับมายิ่งใหญ่ได้

ฮิ้วเคยได้รับขนานนามว่าเป็น “นักปีนเขาอัจฉริยะ” (prodigy rock climber) ตอนอายุ 8 ขวบฮิ้วก็ปีนเขาความสูง 3,544 เมตรแล้ว!

ปี 1982 ในวัย 17 ปี ฮิ้วกับเพื่อนไปปีน Mount Washington ใน New Hampshire แล้วเจอพายุหิมะกระหน่ำจนติดอยู่บนภูเขาถึงสามวัน แม้จะมีทีมเข้ามาช่วยชีวิตเอาไว้ได้ แต่ขาของฮิ้วก็โดนน้ำแข็งกัดอย่างรุนแรงจนหมอตัดสินใจให้ตัดขาฮิ้วทั้งสองข้าง

ฮิ้วยิ่งสะเทือนใจเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่า หนึ่งในทีมงานที่ออกตามหาฮิ้วนั้นเสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจ

ฮิ้วพูดไว้ใน Ted.com ว่า ตอนแรกเขารู้สึกว่าตัวเอง broken (ชีวิตพังทลาย) แต่เมื่อมีสติก็คิดขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้ broken – a human can never be broken คนเราไม่มีใครมาทำลายได้

สิ่งที่ broken จริงๆ คือเทคโนโลยีต่างหาก ถ้าหากเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่านี้ ก็ย่อมช่วยให้คนที่สูญเสียอวัยวะไปกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

ตอนเป็นวัยรุ่นฮิ้วเรียน technical college (อารมณ์คงคล้ายๆ เพาะช่าง) เลยมีทักษะและความรู้เรื่องการประดิษฐ์อุปกรณ์ ฮิ้วจึงศึกษาวิธีการทำขาเทียมและสร้างขาเทียมด้วยตัวเองจนทำให้เขากลับมาปีนเขาได้อีกครั้ง

แถมขาเทียมที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมายังมีข้อได้เปรียบกว่าขวาปกติตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงเพื่อให้เข้ากับรอยแยกบนหน้าผาได้

สุดท้ายฮิ้วที่ใส่ขาเทียมสามารถปีนเขาได้สูงกว่าสมัยที่ฮิ้วมีขาจริงอยู่เสียอีก!

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น จากเด็กที่ไม่ได้สนใจการเรียนเท่าไหร่ ฮิ้วศึกษาต่อปริญญาตรีในสาขาฟิสิกส์ที่ Millersville University จากนั้นก็ไปเรียนต่อด้าน Mechanical Engineering ที่ MIT ปิดท้ายด้วย PhD ด้าน Biophysics จาก Harvard โอ้แม่เจ้า!

ตอนนี้ฮิ้วเป็นอาจารย์อยู่ที่ MIT และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Bionics (ชีวประดิษฐศาสตร์) และได้ผลิตขาเทียมที่ใส่แล้วรู้สึกราวกับว่าเป็นขาคนจริงๆ

คนที่เคยสูญเสียขาไปแล้วได้ใส่ขาเทียมของฮิ้วเป็นครั้งแรกมักอุทานว่า Oh My God! ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่น้ำใสๆ จะไหลรินจากตา

ฮิ้ว เฮอร์คือตัวอย่างของมนุษย์ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นแรงผลักดันที่จะสร้างความก้าวหน้าให้กับโลกใบนี้

นับถือใจเขาจริงๆ ครับ

—–
ขอบคุณภาพจาก Quora.com

ขอบคุณข้อมูลจาก
Quora: What has been the greatest comeback in history?
Wikepedia: Hugh Herr
TED: The new bionics that let us run, climb and dance
Jothy Rosenberg: Who Says I Can’t : Hugh Herr full episode

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Tool or Toy?

20151015_ToolOrToy

สมัยเด็กๆ ใครเคยโดนตีเพราะติดเกมบ้างมั้ยครับ?

ผู้หญิงไม่น่าจะเคย แต่ผู้ชายอย่างเราๆ ที่โตมากับเครื่องเกมอย่าง Family / Nintendo / Play Station น่าจะต้องเคยโดนกันบ้าง

ผมเคยโดนตีเพราะเรื่องเกมสองครั้ง ครั้งแรกเพราะเล่นเกมที่บ้านแล้วไม่ยอมกินข้าวกินปลา น้าแดง (ซึ่งเป็นน้องสาวของแม่ที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก) เลยสั่งสอนไปหนึ่งยก

ครั้งที่สองผมโดนตีเพราะว่าไปเล่นเกมที่ร้านเกมโดยไม่ได้บอกใครที่บ้าน แถมวันนั้นเขามีนัดจะไปดูหนังกันด้วย สุดท้ายแม่แกะรอยจนเจอแล้วก็เอาไม้เรียวมาตีถึงในร้านเลย เจ็บก็เจ็บ เขินก็เขิน

—–

สัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีเหตุให้ผมต้องคิดถึงความแตกต่างระหว่าง เครื่องมือ กับ ของเล่น – Tool & Toy

“เครื่องมือ” คือสิ่งที่เราใช้เพื่อทำงานหรือบรรลุจุดประสงค์อะไรบางอย่าง

ตัวอย่างของเครื่องมือก็เช่นไม้บรรทัด ที่เราหยิบมาใช้เพื่อตีเส้นหรือวัดความยาว

“ของเล่น” คืออะไรซักอย่างที่เราใช้เพื่อความเพลิดเพลิน โดยไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรที่มีสาระแก่นสารนัก

ตัวอย่างของของเล่นก็คือเกม ที่ผมเคยเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน และการเล่นเกมก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรนอกจากเอาชนะบอส หรือเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุด ซึ่งในสายตาของ “ผู้ใหญ่” ก็คงดูเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลาชะมัด

ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “ของเล่น” ก็คือเครื่องมือจะไม่ทำให้เราเสพติด แต่ของเล่นทำให้เราเสพติดได้

คนที่ติดเกมจึงมีมากมาย แต่คนที่ติดไม้บรรทัดคงหาได้ยาก

ความแตกต่างระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “ของเล่น” อีกหนึ่งอย่างก็คือ เครื่องมือเป็นสิ่งที่เราต้องใช้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่

แต่ของเล่นนั้น พอเรา “โตขึ้น” ระดับหนึ่ง เราก็จะเลิกเล่นไปเอง

—–

สมัยผมเป็นเด็ก เรามีแต่โทรศัพท์บ้าน ที่ใช้เป็น “เครื่องมือ” สำหรับติดต่อและพูดคุยกับคนโน้นคนนี้

จากนั้นพวกเราก็มีโทรศัพท์มือถืออย่าง Nokia 3310 ที่เป็นทั้ง “เครื่องมือ” และ “ของเล่น” เพราะมันเปิดโอกาสให้เราส่งข้อความและเล่นเกมงูได้

จากนั้นเราก็มีอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนและไอแพดและเฟซบุ๊คและไลน์

แล้วโทรศัพท์ก็ได้กลายร่างจาก “เครื่องมือ” มาเป็น “ของเล่น” โดยสมบูรณ์

เพราะ 8 ใน 10 ครั้งที่เราหยิบมือถือขึ้นมา ไม่ใช่เพราะเราต้องการจะติดต่อใครหรือหาข้อมูลอะไร

แต่เราใช้มันเพื่อจะเปิดเฟซบุ๊คแล้วสโครลดาวน์ทามไลน์อย่างเพลิดเพลิน หรือนั่งไล่อ่านข้อความในกรุ๊ปไลน์ที่เขาบอกว่า “วีดีโอนี้ดีมากต้องดู” หรือ “บทความนี้ดีมาก อ่านแล้วอย่าลืมส่งต่อ” ฯลฯ

เผลอแป๊บเดียว ก็หมดไปอีกหนึ่งวัน

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เด็กอายุ 6 ขวบและ 60 ขวบติดของเล่นชิ้นเดียวกัน

แถมติดแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าตีด้วย

—–

ตั้งแต่ผมหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือ ผมก็ใช้มือถือน้อยลงไปมาก

แอพที่อยู่บนหน้าจอ ผมคัดเฉพาะที่ spark joy และใช้ประจำจริงๆ จนเหลือแค่เพียงหน้าเดียว วันก่อนน้องชายจะมาดูว่ามือถือของผม “ลื่น” แค่ไหนก็ทดสอบไม่ได้เพราะมันไม่มีหน้าอื่นให้หมุนไปดู

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างที่นั่งทานข้าว ผมหยิบมือถือขึ้นมาตามความเคยชิน แล้วพบว่าไม่มีอะไรให้ดูเพื่อ “ฆ่าเวลา” อีกแล้ว

และผมก็รู้สึกได้ถึง “ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป” ระหว่างผมกับมือถือ

ผมรู้สึกว่ามือถือได้กลับมาเป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ “ของเล่น” อีกต่อไป

แว้บแรก ก็แอบรู้สึกเศร้านิดๆ ที่ต้องอำลาของเล่นชิ้นนี้

แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ตัวเอง “โตขึ้น” อีกนิดนึงแล้ว

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เรื่องแปลก

20151014_Pramote

แปลกมั้ย?
ยิ่งรู้จักทุกข์ เรายิ่งมีความสุข
ยิ่งวิ่งหาความสุข เรายิ่งทุกข์

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

ใครที่อ่าน a day น่าจะรู้จักการ์ตูน hesheit ของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร

(ส่วนคนที่ไม่รู้จัก ชื่อการ์ตูนอ่านว่า he-she-it นะครับ)

มีตอนหนึ่งที่ผมประทับใจมาก

หนุ่มออฟฟิศคนหนึ่งเพิ่งได้โบนัส 9 เดือน (ขอเรียกว่า “เม่น” แล้วกัน) เม่นดีใจมาก เลยไล่ถามเพื่อนๆ ในทีมว่าได้โบนัสกี่เดือนกันบ้าง

เพื่อนคนแรกบอกว่าได้ 6 เดือน…เม่นรู้แล้วก็กระหยิ่มในใจ

ถามคนที่สอง บอกว่าได้ 3 เดือน…เม่นยิ้มไม่หุบ

ถามคนที่สาม บอกว่าได้ 4 เดือน…เม่นยิ่งดี๊ด๊า

ถามคนที่สี่ บอกว่าได้ 12 เดือน…

เม่นจ๋อยเป็นหมาหงอยเลยครับ

ความสุขเต็มปรอทเมื่อกี๊หายวับไปกับตา

ในเฟรมสุดท้ายของการ์ตูน นางเอกที่เห็นพฤติกรรมของเม่นมาตั้งแต่ต้นก็พูดขึ้นว่า “เพราะเธอโลภมากความสุขน่ะสิ”*

—–

มีคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่าพระพุทธเจ้ามองโลกในแง่ร้าย เพราะบอกว่าชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ

ถ้าบอกว่าชีวิตเป็นทุกข์ แล้วจบอยู่แค่นั้น ก็คงจะมองโลกในแง่ร้ายจริงๆ นั่นแหละ

แต่นี่ท่านช่วยชี้ทางออกให้ ด้วยการเชื้อเชิญให้เราเข้าไปศึกษาเรื่องความทุกข์ แถมยังได้ “ปักหมุด” บอกหมดเลยว่าระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง

พวกเราเกือบทุกคน ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อวิ่งหนีสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ และวิ่งหาสิ่งที่ตัวเองพึงพอใจ

ซึ่งนั่นหมายความว่าเราต้อง “ดิ้นรน” อยู่ตลอดเวลา

และเมื่อไหร่ที่ดิ้นรน เมื่อนั้นก็ย่อมทุกข์

ไหนๆ ก็หนีความทุกข์ไม่พ้นแล้ว สู้เผชิญหน้ากับมันซักตั้งดีกว่ามั้ย

เหมือนอย่างที่แมรีคูรีเคยกล่าวไว้ว่า Nothing in life is to be feared, it is only to be understood.

ในชีวิตไม่มีอะไรน่ากลัว มีแต่เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจเท่านั้นเอง

—–

* เนื่องจากอ่านมานานมากแล้ว รายละเอียดคงคลาดเคลื่อนไปไม่น้อย ถ้าใครมีต้นฉบับก็วานบอกหน่อยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก ชุมชนธรรมอารีย์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จะทำสไลด์ อย่าเปิด Powerpoint

20151013_Powerpoint

สมัยที่ผมเรียนอยู่นิวซีแลนด์นั้น ผมเตะบอลให้กับทีมประจำเมืองด้วย (ไม่ได้เตะบอลเก่งอะไรนะครับ เพราะเมืองของเขามีคนแค่ 4500 คนเท่านั้น และคนเตะบอลจริงๆ ก็มีไม่เท่าไหร่)

ทีมของเราจะมีซ้อมกันทุกค่ำวันอังคารกับค่ำวันพฤหัสฯ ใช้เวลาซ้อมประมาณ 2-3 ชั่วโมง

แต่เกือบทุกครั้ง ช่วงหนึ่งชั่วโมงแรก โค้ชจะไม่ยอมให้เราได้แตะบอลเลย (บอลหลายสิบลูกจะถูกเก็บไว้ในตาข่ายที่โค้ชวางไว้ข้างกาย)

กิจกรรมอย่างแรกที่พวกเราต้องทำคือวิ่งวอร์มรอบสนามบอลซัก 4-5 รอบให้เหงื่อซึมๆ ก่อน

จากนั้นจึงมายืนล้อมวงยืดเส้นยืดสายแล้วค่อยจัดแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งยืนตรงเส้นหลังประตู แล้วเริ่มวิ่งเหยาะๆ ซัก 20 เมตร วิ่งหันข้าง 20 เมตร วิ่งถอยหลัง 20 เมตร แล้วค่อยกลับตัววิ่งสุดแรงไปจนถึงเส้นหลังประตูอีกฝั่งหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปกลับอย่างน้อยสี่รอบ

ยังไม่พอ เรายังมีฝึกความแข็งแกร่งและความว่องไวเช่นการวิ่งซิกแซกผ่านโคน หรือวิ่งเปี้ยวเพื่อไปแตะทีมฝั่งตรงข้าม

จนเหงื่อท่วมกายแล้วนั่นแหละ โค้ชถึงจะเอาลูกฟุตบอลมาให้เราได้เตะกัน

—–

ถามว่าทำไมซ้อมฟุตบอล แล้วไม่ให้แตะลูกฟุตบอล?

โค้ชอธิบายว่า ในสนามมีผู้เล่น 22 คน แต่ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง จะมีคนที่ได้แตะบอลอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

ดังนั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ในเกม 90 นาที ผู้เล่นแต่ละคนจึงได้แตะบอลแค่เพียง 4 นาที

ส่วนอีก 86 นาทีคือการ “เล่นบอล” โดยปราศจาก “ลูกบอล”

ดังนั้น สิ่งที่เราทำระหว่างที่ไม่มีบอลจึงสำคัญมาก อาจจะสำคัญกว่าตอนมีบอลเสียอีก

—–

ผมว่าการซ้อมบอลก็เหมือนการทำสไลด์

เวลาจะทำสไลด์ขึ้นมาซักชุด คุณทำยังไง?

หลายคนจะเปิดโปรแกรม Powerpiont / Keynote ขึ้นมาเลย โดยอาจจะเปิดไฟล์เก่า (เพื่อจะได้ใช้เท็มเพลตเดิม) แล้ว Save As ก่อนจะนั่งแก้เนื้อหา

วิธีการทำสไลด์อย่างนี้ไม่ต่างกับการมาถึงสนามฟุตบอล ใส่รองเท้าเสร็จแล้ว ก็ลงไปแข่งเลย

นอกจากจะเล่นไม่ค่อยออกแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บอีกด้วย

ถ้าต้องทำสไลด์ที่มีเนื้อหาใหม่และมีความสำคัญ ผมขอนำเสนออีกทางเลือกหนึ่ง

  • เอากระดาษเปล่าๆ มา 1 แผ่น
  • เขียนหัวข้อเรื่อง
  • เขียนจุดประสงค์ว่าเราจะพรีเซ้นต์เรื่องนี้ไปทำไม
  • ใช้กระดาษโพสต์อิทจดประเด็นต่างๆ ที่เราต้องการจะพูด โดยหนึ่งโพสต์อิทมีได้เพียงหนึ่งประเด็นเท่านั้น
  • บางประเด็นที่ควรมีภาพประกอบ ก็เขียนลงไปในโพสต์อิทด้วยว่าควรจะใช้ภาพอะไร ประมาณไหน
  • ขยับโพสต์อิทไปมาเพื่อจัดกลุ่มความคิด และวางแผนว่าเราจะดำเนินเรื่องอย่างไร ควรจะนำเสนอประเด็นอะไรก่อนหลัง
  • เราจะพบว่า ประเด็นบางประเด็นอาจจะควบรวมเป็นหนึ่งสไลด์ก็ได้ และบางประเด็นอาจจะต้องแตกย่อยออกมาเป็นหลายสไลด์ก็ได้
  • อย่าลืมด้วยว่าตอนทิ้งท้าย เราจะฝากอะไรให้ผู้ฟังไปทำต่อรึเปล่า

ต่อเมื่อเราเคลียร์แล้วเท่านั้นว่าเราจะนำเสนออะไร เพื่ออะไร และจะเล่าเรื่องอย่างไร เราจึงค่อย เปิด Powerpoint ครับ

เพราะ Powerpoint ก็เหมือนลูกฟุตบอลที่เราใช้ยิงเข้าประตู (Deliver you presentation)

แต่เนื้อหนังของการนำเสนอจริง ๆ คือสิ่งที่เราทำระหว่างที่ไม่ได้  “ครองบอล” อย่างกระบวนการคิด ตรรกะ และวิธีการนำเสนอต่างหาก

อาจจะใช้เวลามากกว่าหน่อย แต่เท่าที่ได้ลองทำ ผมว่าสไลด์นั้นจะเข้าใจง่ายและลื่นไหลกว่ากันเยอะเลยครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่