ทักษะ Inbox Zero สำหรับคนใช้ Outlook

20171119_inboxzero

(โพสต์นี้เหมะสำหรับคนทำงานออฟฟิศที่ใช้ Outlook)

หนึ่งในทักษะสำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้สมัยทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์คือการจัดการอีเมล

ช่วงที่ทำงานอยู่ทีมซัพพอร์ตผมน่าจะได้เมลวันละไม่ต่ำกว่า 200 ฉบับ ก็เลยมีโอกาสได้ลองผิดลองถูกจนพบหนทางที่เหมาะกับตัวเองและอาจจะมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมเลยเปิดคอร์ส Email Inbox Zero ให้กับเพื่อนพนักงานและหลายๆ คนก็นำไปใช้แล้วได้ผลดี

เคยมีน้องคนนึงเดินเข้ามาในคลาสพร้อมเมล Unread 20,000 กว่าฉบับ หลังจาก 3 ชั่วโมงที่นั่งอยู่ด้วยกัน เธอก็เดินออกไปพร้อม Inbox Zero และหนึ่งปีหลังจากที่สอนคลาสนี้ไปแล้ว เธอบอกผมว่า Inbox เธอยังเป็น Zero อยู่

—–

ในช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมา ผมเปิดสอนคลาส Time Management ให้กับบุคคลทั่วไป พอผมพูดถึงทักษะ Inbox Zero ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ก็มีหลายคนบอกว่าผมควรจะเปิดสอนคอร์สนี้บ้าง ถึงจะเก็บตังค์เป็นพันเขาก็จะมาเรียนเพราะการจัดการอีเมลเป็นเรื่องที่ร้าวรานมาก

แต่พอลองมานั่งคิดดูแล้ว ผมรู้สึกว่าผมเขียนเป็นบทความให้อ่านฟรีๆ ดีกว่า

หนึ่งเพราะเนื้อหาเกือบทั้งหมดสามารถถ่ายทอดได้ผ่านการเขียน (ผิดกับคอร์ส Time Management ที่ต้องใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในคลาส)

สองคือมันมีเนื้อหาค่อนข้างยิบย่อย ถ้าเขียนออกมาเป็นบล็อก ทุกคนจะได้กลับมาอ่านได้บ่อยๆ

สามคือแม้ผมจะสูญเสียโอกาสจากการสร้างรายได้จากคอร์สนี้ไปแต่ผมก็เชื่อว่าผลประโยชน์มวลรวมมันคุ้มค่าและมันอาจจะนำมาสู่โอกาสดีๆ อื่นๆ ในอนาคตก็ได้

——

Inbox Zero คืออะไร ทำไมต้อง Inbox Zero?

สำหรับผม Inbox Zero คือการก้าวขึ้นเป็น “นายของอีเมล” หลังจากที่เป็น “บ่าวของอีเมล” มานมนาน

สัญญาณว่าเราเป็นนายของอีเมลก็เช่น

  • ไม่มีเมลไหนขึ้นว่าเป็น unread
  • ทุกเมลได้รับการ action ที่เหมาะสมภายในเวลาอันรวดเร็ว
  • หาเมลอะไรก็เจอ
  • และจะเท่ยิ่งขึ้นถ้า Inbox มีเมลเป็น 0 ตอนหมดวันเสมอ

ส่วนคนที่เป็นบ่าวของอีเมลก็มีอาการตรงกันข้าม คือเมลคงค้างเต็มไปหมด ตอบเมลช้ามากหรือไม่ตอบเลย ทำเมลตกหล่น มีเมล follow up หลายสิบ มีเมล Unread หลายร้อย

ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจเพราะบริษัทไม่เคยสอนเราเลยว่าควรจะจัดการอีเมลอย่างไร อาจเพราะเค้าคิดว่าอีเมลเป็นเรื่องตรงไปตรงมา เขาเลยถีบเราลงสระว่ายน้ำแล้วปล่อยให้เราป๋อมแป๋มกันเอาเอง

วันนี้ผมจะมาสอน (หนึ่งใน) วิธีว่ายน้ำที่ถูกต้องครับ

หลักการมีแค่ 4 ข้อใหญ่ๆ เท่านั้น

  1. ใช้ Search ให้เก่งๆ
  2. ลดจำนวนโฟลเดอร์ให้เหลือน้อยที่สุด
  3. พาตัวเองสู่ Inbox Zero ใน 3 นาที
  4. สร้างอุปนิสัยของ Inbox Zero Master

ผมต้องขอออกตัวก่อนว่าตอนนี้ (พฤศจิกายน 2560) ผมไม่ได้ใช้ Outlook แล้ว (เราใช้ Gmail ที่ Wongnai) ดังนั้นสิ่งที่ผมเขียนจึงวางอยู่บนพื้นฐานของ Outlook 2013 ตอนที่ผมอยู่ที่ Thomson Reuters ผมจึงไม่ค่อยมีตัวอย่างหรือภาพประกอบมาให้ ผู้อ่านอาจจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากขึ้นนิดนึงแต่ผมเชื่อว่ามันจะคุ้มค่าครับ

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

1.ใช้ Search ให้เก่งๆ

ก่อนปี 2010 Outlook มีฟังก์ชั่น Search ที่ค่อนข้างแย่ เพราะว่าเมลไม่ได้ถูก index ทำให้การหาเมลแต่ละทีใช้เวลานานมาก แต่ตั้งแต่ Outlook 2013 เป็นต้นมา การค้นหาอีเมลก็ง่ายขึ้นมาก แถมถ้าคุณรู้คีย์เวิร์ดบางอย่าง ก็ยิ่งจะทำให้การหาอีเมลของคุณรวดเร็วยิ่งขึ้น

เช่น

from:john monthly report หาเมลจากคนชื่อ John ที่มีคำว่า monthly report อยู่ในเมล

from:john sent:sep2017 หาเมลจากคนชื่อ John ที่ส่งมาในเดือน Sep 2017

from:john sent:yesterday หาเมลจากคนชื่อ John ที่ส่งมาเมื่อวานนี้

from:john *.xls หาเมลจากคนชื่อ John ที่มีไฟล์ Excel แนบมาด้วย

from:john to:jack sent:lastweek หาเมลจากคนชื่อ John ส่งหา Jack เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (ถ้าปีที่แล้วก็ใช้ sent:lastyear)

from:john to:AllStaff หาเมลจากคนชื่อที่ส่งหา distribution list ชื่อ
AllStaff ที่มีพนักงานทุกคน

from:john to:jack cc:jim หาเมลจากคนชื่อ John ส่งหา Jack และ cc Jim

from:john subject:Q2 หาเมลจากคนชื่อ John ที่ subject มีคำว่า Q2

from:john subject:”Q2 results” หาเมลจากคนชื่อ John ที่ subject มีคำว่า Q2 results

เมื่อเราใช้ Search จนคล่องแล้ว เราจะมีความมั่นใจมากในระดับที่ว่าเราน่าจะหาเมลอะไรก็เจอ
2. ลดจำนวนโฟลเดอร์ให้เหลือน้อยที่สุด

ถ้าคุณมีโฟลเดอร์ใน Outlook น้อยอยู่แล้วก็อาจข้ามข้อนี้ไปได้เลยนะครับ

แต่สำหรับคนที่มีโฟลเดอร์เกิน 5 แฟ้มขึ้นไป ขอให้อ่านข้อนี้ให้ดีๆ

ก่อนอื่นผมขอถามก่อนว่า

1.เราเก็บเมลไว้ทำไม?
2.เรามีโฟลเดอร์ไว้ทำไม?

ข้อแรกอาจตอบง่ายหน่อย คือเราเก็บเมลเอาไว้เพราะวันหนึ่งเราอาจต้องกลับมาเปิดมันอีก

สำหรับข้อสอง คำตอบอาจไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่คิด

เช่นบางคนอาจตอบว่า เรามีโฟลเดอร์ไว้จัดระเบียบ ไว้แบ่งเมลเป็นหมวดหมู่ ฯลฯ

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราควรมีโฟลเดอร์ใน Outlook ครับ

เราอาจจะติดภาพจากโลกแอนาล็อกที่มีตู้เอกสารสีเทา 4 ชั้น แต่ละชั้นพอดึงออกมาก็มีแฟ้มสีชมพูบานเย็นแขวนเรียงรายเต็มไปหมด

แต่ในโลก digital เราไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเมลให้เรียบร้อยเหมือนโลกกายภาพซักนิด

เราเก็บเมลเอาไว้เพื่อวันนึงเราจะกลับมาเปิดมันได้อีกครั้ง และหากเราใช้ฟังก์ชั่่น Search จนคล่อง เราก็น่าจะหาเมลได้ทุกฉบับอยู่แล้ว ยังจะเหลือเหตุผลอะไรที่จะต้องมีโฟลเดอร์อีกหรือ?

สำหรับผม เหตุผลเดียวที่เราควรมีโฟลเดอร์ ก็ต่อเมื่อมันช่วยให้เราหาเมลได้เร็วกว่าการ Search

ย้ำอีกครั้งนะครับ ถ้ามีโฟลเดอร์แล้วหาเมลได้ช้ากว่า Search ก็อย่ามีโฟลเดอร์เสียดีกว่า

ผมเดาว่าปัญหาโฟลเดอร์เยอะเกินไป น่าจะเกิดกับคนที่ทำงานมาเกิน 10 ปี เพราะสมัยก่อนฟังก์ชั่น Search ใน Outlook ยังกระจอกมาก เราจึงต้องพึ่งพาโฟลเดอร์ในการจัดเก็บและในการค้นหา โดยเรามักจะจำแนกโฟลเดอร์โดยใช้เนื้อหาเป็นหลัก เช่น แบ่งตามโปรเจ็ค แบ่งว่าเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ฯลฯ

แต่แม้ Search ใน Outlook จะดีขึ้นมากแล้ว เราก็ยังเคยชินกับการมีโฟลเดอร์เยอะๆ อยู่ดี ซึ่งมันนำมาซึ่งความปวดหัวหลายอย่าง เช่น

  • เมลบางเมลไม่สอดคล้องกับโฟลเดอร์ไหนเลย เราเลยต้องสร้างโฟลเดอร์เพิ่มขึ้นมาถ้าไม่อยากเก็บมันไว้ใน Inbox
  • เมลบางเมลก็เหมาะที่จะอยู่ได้หลายโฟลเดอร์ พอคิดไม่ออกว่าจะเอาไปลงอันไหนดี ก็เลยทิ้งไว้ใน Inbox อย่างนั้นแหละ
  • พอเมลบางเมลอยู่ใน Inbox บางเมลอยู่ในโฟลเดอร์ คุณก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเมลที่คุณคิดจะหาอยู่ตรงไหนกันแน่ เลยต้องดูมันทั้งสองที่

สรุปรวบยอดก็คือ การมีหลายโฟลเดอร์ที่แบ่งแยกตามเนื้อหาอีเมลนั้น ใช้พลังงานในการจัดการมากเกินไป แถมตอนหาก็ยังหายากอีก ผิดวัตถุประสงค์ของการมีโฟลเดอร์สุดๆ

แล้วจะแก้ปัญหานี้ยังไง?

ผมกลับมาถามตัวเองว่า เวลาผมไม่ใช้ฟังก์ชั่น Search ผมหาเมลยังไง

ก็ได้คำตอบว่า ผมมักจะ sort by sender โดยกดไปที่หัวคอลัมน์ From จากนั้นก็พิมพ์ตัวอักษรแรกของคนที่ผมค้นหา เช่นพิมพ์ “K” เพื่อกระโดดไปยังเมลจากคนที่ชื่อขึ้นต้นด้วยตัว K

แต่ในกรณีที่จำชื่อคนส่งไม่ได้ ผมก็จะ sort by date โดยกดไปที่หัวคอลัมน์ Received แล้วก็ไล่ดูจากวันที่ได้รับเมลนั้น เช่นเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว แล้วมองหา Subject ที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น เมื่อเข้าใจพฤติกรรรมในการค้นหาเมลของตัวเองแล้ว ผมเลยจำแนกเมลออกเป็น 2 ประเภทเท่านั้น

1. เมลที่ผมจำชื่อคนส่งได้
2. เมลที่ผมจำชื่อคนส่งไม่ได้

เมลที่ผมจำชื่อคนส่งได้ผมก็จะเก็บไว้ในโฟลเดอร์เดียวเลย ซึ่งมีเมลประมาณ 99% ของเมลทั้งหมด สมมติผมตั้งชื่อว่าโฟลเดอร์ Friends แล้วกัน

ส่วนเมลที่ผมจำชื่อคนส่งไม่ได้ เช่นเมลจากส่วนกลาง เมลจากคนข้างนอกที่นานๆ คุยกันที หรือเมลที่ตั้งชื่อแปลกๆ ผมก็จะมีอีกโฟลเดอร์นึง อาจตั้งชื่อว่า Strangers*

ดังนั้น ใน Outlook ผมก็จะเหลือ แค่ 3 โฟลเดอร์เท่านั้น คือ Inbox, Friends แล้วก็ Strangers

ระหว่างวัน ถ้าผมเจอเมลจากคนข้างนอก หรือเมลจากส่วนกลาง ผมก็จะย้ายไปอยู่ใน Strangers

พอหมดวัน ผมก็จะกด Ctrl+A เพื่อจะเลือกเมลทั้งหมดใน Inbox แล้วลากมันไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์ Friends

เมื่อมีโฟลเดอร์น้อย แยกตามประเภทของคนส่ง การย้ายเมลออกจาก Inbox จึงง่ายดาย ไม่ซับซ้อนเหมือนตอนที่เรามี 10 โฟลเดอร์

อีกสิ่งที่ตามมาเมื่อมีโฟลเดอร์ที่ง่าย ก็คือเราไม่จำเป็นต้องมี Outlook Rules อะไรมากมาย ซึ่งคนที่จบสายวิทย์ชอบใช้กัน และมีแนวโน้มที่จะ over-engineer หรือใช้มันมากจนเกินเหตุด้วย

—–
3.พาตัวเองสู่ Inbox Zero ใน 3 นาที

คงมีคนจำนวนไม่น้อยมีเมลค้างไม่ได้อ่านหลายสิบ หลายร้อย หรือแม้กระทั่งหลายพันฉบับ

แต่ไม่ว่าคุณจะมีเมลค้างมากมายแค่ไหน คุณก็สามารถพาตัวเองไปสู่ Inbox Zero ได้ภายใน 3 นาทีครับ

ก่อนอื่น สำหรับคนที่มีเมล Unread นับพันหรือนับหมื่นฉบับ เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะมี RSS Feeds ที่แผนก IT เค้าเปิดไว้ให้โดย Default (น้องคนที่มีเมลค้าง 20,000 กว่าฉบับที่ผมเล่าถึงตอนต้นก็เพราะเหตุผลนี้)

ใน Panel ด้านซ้าย ลองเลื่อนไปดูด้านล่างว่าเรามี RSS Feeds จากพวก Microsoft อะไรอยู่หรือไม่ ถ้าเจอก็ลบโฟลเดอร์ทิ้งได้เลย

คราวนี้ก็จะเหลือแต่เมลงานจริงๆ แล้ว

ผมขอถามก่อนว่า ถ้าคุณส่งเมลหาเพื่อนร่วมงานแล้วเค้าไม่ตอบ คุณจะรอนานแค่ไหนถึงจะส่งเมลตาม?

แน่นอนว่ามันขึ้นอยู่กับความสำคัญหรือความเร่งด่วนของงาน เช่นถ้างานปกติ ก็อาจจะรอซักสองวันแล้วส่งไปหาใหม่ แต่ถ้าด่วน ก็อาจจะรอแค่วันเดียว

แล้วถ้าเขาไม่ตอบอีกล่ะ?

ก็อาจจะส่งเมลตามอีกครั้ง

และถ้าเขายังไม่ตอบอีกล่ะ?

ผมก็คงจะใช้วิธีโทร.ไปหา เดินไปหา Instant Message ไปหา หรือไม่ก็แจ้งให้หัวหน้าเค้ารับทราบ หรือไม่ก็ส่งเมลหาคนอื่นแทน

ดังนั้น หากส่งเมลแล้วไม่ตอบ ผมจะรอเต็มที่ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ก่อนจะพยายามติดต่อด้วยช่องทางอื่นแทน

ในทางกลับกัน ถ้าใครส่งเมลหาคุณมาเกิน 2 สัปดาห์แล้วคุณยังไม่ได้เปิดอ่าน ก็แสดงว่าเมลนั้นหมดอายุไปแล้ว ถ้าเขามีเรื่องสำคัญจริงๆ ป่านนี้เค้าคงโทร.หาคุณหรือฟ้องเจ้านายคุณไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะเก็บเมลที่เก่ากว่า 2 สัปดาห์ให้เป็น Unread ไว้

ผมแนะนำว่าเมลที่เก่ากว่า 2 สัปดาห์ให้ Mark as Read ให้หมดครับ แต่ไม่ต้องลบเมลนะ** เพราะอนาคตเราอาจต้องใช้มัน

บางคนอาจบอกว่า 2 สัปดาห์น้อยไป รู้สึกไม่ปลอดภัย จะเพิ่ม cut off date เป็น 3 หรือ 4 สัปดาห์ผมก็ได้ แต่ถ้าเกิน 4 สัปดาห์ผมว่าคุณกำลังหลอกตัวเองแล้ว

เอาล่ะ เรามาเริ่มทำ Inbox ให้เป็น Zero ใน 3 นาทีกันดีกว่า

1.เปิดโฟลเดอร์ Unread Mail ขึ้นมา โดยไปที่ File > New > Search Folder > Unread Mail จากนั้นก็คลิ้กขวาไปที่ Unread Mail แล้วเลือก Show in Favorites จะได้เห็นง่ายๆ

2. ในโฟลเดอร์ Unread Mail ให้ sort by date เลือกเมลที่เก่ากว่า 2 สัปดาห์แล้ว “Mark as Read”

3. สร้างโฟลเดอร์ใหม่ชื่อ ToRead

4. ย้ายเมลที่ใหม่กว่า 2 สัปดาห์ที่ยังอยู่ใน Unread Mail มาไว้ในโฟลเดอร์ ToRead แล้ว Mark as Read ให้หมด ซึ่งจะทำให้คุณไม่เหลือ Unread Mail ซักฉบับเดียว

5. สร้างโฟลเดอร์ใหม่ชื่อ InboxOld แล้วย้ายเมลทั้งหมดใน Inbox มาไว้ใน InboxOld

เท่านี้คุณก็มี Inbox Zero ครั้งแรกในรอบหลายปีแล้ว เย่!

หลายคนอาจประท้วงว่านี่มันเป็นการซุกใต้พรมชัดๆ

ใช่ครับนี่เป็นการซุกใต้พรม แต่มันคือ “จุดพลิกผัน” ที่เปลี่ยนสถานะคุณจาก “บ่าว” ให้เป็น “นาย” ของอีเมล

ตอนนี้งานยังเหลืออยู่สองอย่าง คือทยอยอ่านเมล/ตอบเมลใน ToRead ให้เสร็จ และย้ายเมลจาก InboxOld รวมถึง ToRead ที่อ่านแล้ว ไปไว้ในที่ๆ ควรอยู่ ซึ่งน่าจะทำได้ไม่ยากหาคุณลดจำนวนโฟลเดอร์ให้เหลือเท่าที่จำเป็น

ถ้าเมลใน ToRead มีหลายร้อยฉบับ ไม่สามารถอ่านจบได้ภายในครั้งเดียว ผมแนะนำให้สร้าง event ใน Calendar วันละ 15 หรือ 30 นาทีในการมาจัดการเมลใน ToRead นี้ ซึ่งถ้าคุณทำติดต่อกัน 5 วัน คุณจะจัดการอีเมลครบทุกฉบับอย่างแน่นอน

เมื่ออ่านเมลครบและจัดการย้ายไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่แล้ว ก็จะไม่เหลือเมลในโฟลเดอร์ ToRead และ InboxOld อีกต่อไป จึงสามารถลบสองโฟลเดอร์นี้ทิ้งได้เลย

4.สร้างอุปนิสัยของ Inbox Zero Master

ส่วนตัว ผมจะเช็คเมลแค่วันละ 4-5 รอบ และแต่ละรอบผมจะ “จัดการให้จบไป”

เช่นหากเช้านี้เปิดคอมมาเจอเมล 30 ฉบับ ผมก็ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีจัดการอีเมลรวดเดียว 30 ฉบับเลย ไม่มีเลือกที่รักมักที่ชัง เพราะไม่อย่างนั้น Unread Mail จะกลับมาล้นอีกครั้ง

เมลมีอยู่ไม่กี่ประเภท

  • เมลที่อ่าน subject ก็พอ เช่นคนล่าป่วย หรือเมล invitation เมลพวกนี้ Mark As Read ที่ละหลายๆ ฉบับเลยก็ได้
  • เมลที่อ่านแล้วเก็บเป็น reference ไว้เฉยๆ
  • เมลที่อ่านแล้วต้องส่งต่อให้คนอื่นๆ ได้อ่านต่อ เราก็ส่งต่อไปเลย
  • เมลที่อ่านแล้วใช้เวลาตอบกลับไม่เกิน 2 นาที ก็ตอบกลับไปเลย (ใช้กฎ 2 นาที)
  • เมลที่อ่านแล้วอาจใช้เวลาในการ action ต่อ นานเกิน 2 นาที แนะนำให้ติด follow up flag เอาไว้

แค่นี้เราก็จะจัดการเมลทั้ง 30 ฉบับได้ภายในเวลาอันไม่นาน

จากนั้นก็มาดูเมลที่ติด follow up ไว้ว่า จะเลือกอันไหนขึ้นมาทำต่อ หรือมันจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งใน To Do List ของเราวันนี้อย่างไรบ้าง

หลักการที่ผมยึดถือคือ ถ้ามี follow up เกิน 10 ฉบับ ผมจะบล็อกเวลาตัวเองอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงเพื่อมาจัดการเมลเหล่านี้ เพราะไม่อยากเป็นคอขวดที่ทำให้คนอื่นเสียเวลา

สำหรับคนที่มีเมล follow up เป็นร้อย ขอให้ตั้งสมมติฐานไว้เลยว่าคุณกำลังใช้เครื่องมือผิดประเภท เช่นติด follow up เอาไว้เพื่อที่จะหาเมลสำคัญๆ ได้ง่ายๆ ซึ่งจริงๆ แค่ใช้ search จากข้อ 1 หรือทำโฟลเดอร์ให้หาของง่ายๆ อย่างข้อ 2 ก็เพียงพอแล้ว หรือถ้ามันต้องเปิดดูบ่อยๆ ก็สร้างโฟลเดอร์ชื่อ Frequent และย้ายเมลจำพวกนั้นมาไว้ตรงนี้ก็ได้

Follow up ควรจะใช้เฉพาะกับเมลที่เราต้องมี action ต่อจริงๆ เท่านั้น

เมื่อเราใช้เครื่องมือถูกประเภท และให้ความสำคัญกับการจัดการอีเมลมากพอ (ด้วยการบล็อกเวลาเพื่อมาจัดการอีเมลโดยเฉพาะ) การเป็น Inbox Zero Master จะไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไป


สุดท้ายแล้ว Inbox Zero ไม่ใช่ทักษะ แต่เป็นนิสัย เหมือนการเก็บเตียงนอนหรือการแปรงฟัน

หลังจากอ่านบล็อกตอนนี้ ทุกคนจะรู้วิธีการพาตัวเองไปสู่ Inbox Zero แล้ว

เหลือแค่เพียงจะลงมือทำรึเปล่า และเมื่อได้ทำแล้ว จะทำอย่างสม่ำเสมอแค่ไหน

“การบ้าน” อย่างหนึ่งที่ผมมอบให้เพื่อนพนักงานที่มาเข้าคลาส Email Inbox Zero ก็คือ ทุกเย็นวันศุกร์ก่อนกลับบ้าน เขาต้องส่งสกรีนช็อต Outlook ของเขาที่เป็น Inbox Zero มาให้ผม ถ้าทำอย่างนี้ได้ 4 สัปดาห์ติดต่อกัน นั่นแสดงว่าเขาได้ทำ Inbox Zero จนเป็นนิสัยแล้ว ได้กลายร่างจากบ่าวมาเป็นนาย ได้ชื่อว่าเป็น Inbox Zero Master แล้ว

ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเดินทางบนวิถี Inbox Zero Master หากมีข้อสงสัยอะไรมาคุยกันต่อที่เพจ Anontawong’s Musings ได้นะครับ


* ในความเป็นจริง ตอนนั้นผมไม่ได้ตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า Friends ครับ แต่ตั้งชื่อว่า comm ซึ่งย่อมาจาก communication manager ตำแหน่งที่ผมทำอยู่ ส่วนโฟลเดอร์ Strangers ผมตั้งชื่อว่า Outside (สำหรับคนนอก) และ Corporate สำหรับเมลจากส่วนกลาง

** เราไม่ควรลบเมลทิ้ง (ยกเว้นเมลที่ไม่มีข้อมูลเช่น Accept/Decline invitation) สำหรับคนที่มีปัญหาเมลเกินโควต้า ให้ Archive mail ลงเครื่องแทนครับ ใครไม่แน่ใจลองคุยกับแผนก IT ดู

ช่วงขายของ หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

วิธีดูคน

20171117_howtosee

เมื่อหนุ่มสาวจีบกันใหม่ๆ ย่อมต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายประทับใจมากที่สุด

อาจจะด้วยการไปรับไปส่ง โทร.ไปเซย์กู๊ดไนท์ หรือมอบของขวัญในวันสำคัญ

แต่ถ้าคิดจะคบกันยาวๆ การดูแค่ว่าเขาทำดีกับเราหรือไม่นั้นอาจไม่เพียงพอ

เราต้องดูด้วยว่าเขาปฏิบัติกับคนอื่นยังไง

ถ้าเขาดีกับเรา แต่ทำตัวแย่กับคนอื่น นั่นนับเป็น “ธงแดง” (red flag) ที่ส่งสัญญาณว่าเขาอาจไม่ได้ดีอย่างที่คิด

แต่บางคนก็ไม่เห็นหรือทำเป็นมองไม่เห็นสัญญาณนั้น เพราะการที่เขาดีกับเราเพียงคนเดียวมันทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญ และเราก็อยากเป็นคนสำคัญกันทั้งนั้น

แต่เมื่อใดก็ตามที่ตกร่องปล่องชิ้นกันแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความประทับใจกันอีกแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีเพียงตัวตนที่แท้จริง

A person who is nice to you, but rude to the waiter, is not a nice person.
-Dave Barry

ถ้าเขาสุภาพกับเราแต่หยาบคายกับบ๋อย วันหนึ่งเขาอาจจะหยาบคายกับเราก็ได้นะครับ

นิทานตะแกรงสามชั้น

20171117_sieve

มีชายคนหนึ่งกระหืดกระหอบไปหานักปราชญ์ท่านหนึ่งแล้วพูดขึ้นมาว่า “ข้ามีข่าวจะมาบอกกับท่าน”

นักปราชญ์ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “เรื่องที่ท่านจะเล่าร่อนผ่านตะแกรงสามชั้นแล้วหรือยัง?”

ชายคนนั้นไม่เข้าใจ “ตะแกรงสามชั้น…ตะแกรงสามชั้นไหน?”

“ตะแกรงชั้นแรกคือ ความจริง ข่าวที่ท่านจะเล่าเป็นความจริงหรือเปล่า?”

“ไม่รู้เหมือนกัน ข้าฟังมาจากที่เขาเล่า”

นักปราชญ์พูดต่อว่า “ตอนนี้ท่านลองใช้ตะแกรงชั้นที่สองตรวจสอบดู ข่าวที่ท่านจะบอกข้า แม้จะไม่ใช่ความจริง แต่ก็ควรจะเป็นข่าวที่มีเจตนาดี”

ชายนั้นลังเลสักครู่แล้วพูดว่า “ไม่ ข่าวนี้มีเจตนาตรงข้ามกันเลย”

“ถ้าอย่างนั้นเราจะใช้ตะแกรงชั้นที่สาม ข้าจะถามท่านอีกครั้ง ข่าวที่ทำให้ท่านเร่งรีบอย่างนี้เป็นข่าวสำคัญหรือเปล่า?”

ชายคนนั้นรู้สึกเขินนิดๆ “ก็ไม่ได้สำคัญอะไร”

นักปราชญ์ยิ้มน้อยๆ “เรื่องที่ท่านจะเล่าให้ข้าฟัง อาจไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ได้มีเจตนาที่ดี แล้วก็ไม่สำคัญ งั้นก็อย่าเล่าเลย ข่าวนั้นจะได้ไม่รบกวนจิตใจของท่านและข้า”

ชีวิตคู่จะราบรื่น

20171116_marriage

ถ้าสามีและภรรยาตระหนักได้ว่าจริงๆ แล้วเขาอยู่ทีมเดียวกัน

“Many marriages would be better if the husband and the wife clearly understood that they are on the same side.”
-Zig Ziglar

แก๊กที่เราคุ้นเคยกันดีในนิตยสารขายหัวเราะ คือผู้ชายไปเที่ยวจนเมา กลับบ้านมาดึกๆ แล้วเจอเมียถือสากยืนรออยู่

ชีวิตคู่หลังแต่งงานของบางคน จึงเหมือนฉากสงครามย่อมๆ ที่เปิดศึกกันทุกวัน

เพราะเราต่างเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก การมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันวันละเป็นสิบชั่วโมงย่อมมีการกระทบกระทั่งอยู่แล้ว

คำถามคือกระทบแล้วจะลุกลาม หรือกระทบแล้วจะแสวงหาสันติ?

ในวันที่เราจดทะเบียนสมรส เรากลายเป็นคนคนเดียวกันทางกฎหมาย

และในวันที่เรารดน้ำสังข์ เราก็ได้กลายเป็นคนคนเดียวกันทางจิตวิญญาณ

การทะเลาะกันของสามีภรรยา จึงไม่ต่างอะไรกับการฟาดฟันกันของมือขวาและมือซ้าย

ไม่ว่ามือไหนชนะ เจ้าของมือก็ยังเจ็บอยู่ดี

เราพรีเซนต์ไปเพื่ออะไร

20171115_present

คนทำงานออฟฟิศจำนวนไม่น้อยน่าจะได้ดูได้ฟัง Powerpoint Presentation จากผู้บริหารหรือเพื่อนร่วมงานมาแล้วนับร้อยครั้ง

แต่พรีเซนต์ที่เราประทับใจ อาจมีอยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น

คำถามคือ ทำไมคนส่วนใหญ่จึงพรีเซนต์ได้ไม่ดี

สมมติฐานของผม คือคนพรีเซนต์อาจลืมถามตัวเองว่า เขาพรีเซนต์ไปเพื่ออะไร

เราพรีเซนต์ไปเพื่ออะไรครับ?

ลองใช้เวลาซักนิดเพื่อลองคิดคำตอบ

.
.
.
.
.
.
.
.

เราพรีเซนต์เพื่อ…

โชว์ผลงาน

ขายของ

สอนหนังสือ

รายงานความคืบหน้า

ของบประมาณ

ขอความร่วมมือ

สร้างความบันเทิง

โน้มน้าว

เล่าเรื่องราว

สร้างแรงบันดาลใจ

ฯลฯ

เหตุผลของการพรีเซนต์ดูเหมือนจะมีมากมาย

แต่เหตุผลที่ผมชอบมากที่สุดมาจาก Seth Godin บล็อกเกอร์คนโปรดของผม ที่เคยเขียนไว้ว่า

เราพรีเซนต์เพื่อจะเปลี่ยนคนฟัง

ทวนอีกครั้งนะครับ

เราพรีเซนต์เพื่อจะเปลี่ยนคนฟัง

คีย์เวิร์ดมีสองคำ คือ “เปลี่ยน” และ “คนฟัง”

เปลี่ยนจากคนไม่รู้ ให้กลายเป็นรู้

เปลี่ยนจากศัตรู ให้กลายเป็นมิตร

เปลี่ยนจากคนไม่สนใจ ให้หันมาสนใจ

เปลี่ยนจากคนเฉยๆ ให้ตื่นเต้น

เปลี่ยนจากคนที่ไม่เชื่อ ให้กลายเป็นเชื่อ

เปลี่ยนจากคนที่ไม่คิดจะทำอะไร ให้ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง

เหตุผลที่การพรีเซนต์ส่วนใหญ่ไม่น่าจดจำ เพราะคนพรีเซนต์ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ เลยไปโฟกัสกับการทำสไลด์มากเกินไป ผลก็คือหลังการพรีเซนต์จบ คนฟังก็ยังเหมือนเดิมทุกประการ

ดังนั้น ถ้าอยากให้พรีเซนต์ของเราออกมาดี ก่อนจะเปิด Powerpoint ขึ้นมาทำสไลด์แรก ขอให้ตอบคำถามสำคัญที่สุดนี้ก่อนว่า

เราต้องการจะเปลี่ยนคนฟังยังไงบ้าง?

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หลายคนยกย่องให้สตีฟ จ๊อบส์ เป็นนักพรีเซนต์ที่เก่งที่สุดในโลก

เพราะแต่ละครั้งที่จ๊อบส์ขึ้นพรีเซนต์ เขาเปลี่ยนคนฟังในสเกลที่ใหญ่มาก

ปี 2001 จ๊อบส์เปิดตัว iPod ซึ่งก็ทำให้คนจำนวนมากเลิกใช้เครื่องเล่น mp3 มากมายที่มีเกลื่อนตลาด

ปี 2007 จ๊อบส์เปิดตัว iPhone ซึ่งทำให้คนนับร้อยล้านคนเปลี่ยนจาก Nokia และ Blackberry มาใช้สมาร์ทโฟน

ปี 2010 จ๊อบส์เปิดตัว iPad ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนให้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราได้ใกล้ชิดกับเทคโนโลยีมากกว่ายุคใด

เราพรีเซนต์เพื่อจะเปลี่ยนคนฟัง

จำเหตุผลนี้ให้ขึ้นใจ แล้วเราจะทำพรีเซนต์ได้ดีขึ้นครับ

เราจะไม่แก่

20171114_notold

ตราบใดที่ความฝันยังไม่ถูกแทนที่ด้วยความเสียดาย

“A man is not old until regrets take the place of dreams.”
-John Barrymore

อะไรที่ทำให้คนอายุ 60 บางคนยังดูหนุ่มแน่น ขณะที่บางคนอายุ 40 กว่าๆ ก็ดูแก่มากแล้ว

หนึ่งอาจะเป็นเรื่องการดูแลตัวเอง กินดี พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ เขาก็จะมีร่างกายที่สมบูรณ์

สองคงเป็นเรื่องการดูแลจิตใจ ซึ่งทำได้สองวิธี ถ้าทำได้ทั้งคู่ก็น่าจะยิ่งดี คือการมีความฝันกับมีธรรมะในจิตใจ

ความฝันอาจจะไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไร ขอแค่เพียงมันช่วยให้เรามุ่งหวังถึงวันข้างหน้าที่ดีกว่า ก็เพียงพอที่จะเป็นแรงขับให้เราลุกขึ้นมาจากเตียงทุกเช้า เพราะเรารู้แล้วว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร

และถ้าความฝันทำให้เราลงมือทำ ธรรมะจะเป็นตัวบอกว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุด และเมื่อไหร่ควรจะพอครับ

ทำแล้วได้อะไร?

20171113_whatsinit

“Successful people are always looking for opportunities to help others. Unsuccessful people are always asking, What’s in it for me?”

“คนสำเร็จจะหาโอกาสช่วยเหลือคนอื่นก่อนเสมอ
ส่วนคนไม่สำเร็จจะถามก่อนเสมอว่า ‘ทำแล้วฉันได้อะไร’ ”

-Brian Tracy

เพราะความสำเร็จไม่ได้วัดกันแค่เรื่องตัวเงิน แต่ยังมีมิติอื่นๆ เช่นเรื่องความสบายใจ ความสัมพันธ์ที่ดี การได้ใช้ความรู้ความสามารถ การได้พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ

คนที่ไม่มัวมานั่งถามว่า “ทำแล้วได้อะไร” จึงมีแนวโน้มที่จะลงมือมากกว่า สร้างคุณค่าได้มากกว่า และมีโอกาสเป็น “ผู้ให้” มากกว่า

เมื่อได้เป็นผู้ให้ คุณค่าก็เกิด ความสุขใจก็มา

ดังนั้น ถ้าอยากสำเร็จ จงสร้างคุณค่าให้คนอื่นเยอะๆ แม้มันจะเหนื่อยหน่อย พรุ่งนี้ตื่นมาก็หาย

แต่สิ่งดีๆ ที่เราทำเอาไว้ จะนอนตื่นอีกกี่พรุ่งก็จะยังอยู่ในใจเราและในใจผู้รับไปอีกนานครับ

เมื่อคนใกล้ตัวหยุดหายใจและต้องทำ CPR

20171112_cpr

บล็อกนี้เขียนเอาไว้ให้ตัวเองอ่านครับ

หลังจากที่ได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของ โจ บอยสเก๊าท์ ที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ล้มหมดสติบนเวที แล้วไม่มีใครมีความรู้เพียงพอที่จะช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้

ข้อมูลทั้งหมดผมเอามาจากเพจ Drama-addict , Street Hero Project แอป EMS 1669 และช่อง BES โดยคัดเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดเท่านั้น

เพราะบางทีปัญหาไม่ใช่ข้อมูลไม่พอ แต่เพราะข้อมูลมากเกินไป

โดยผมหวังว่า ถ้าใครอ่านบล็อก Anontawong’s Musings เป็นประจำ หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน จะมีสติพอที่จะ google คำประมาณว่า “anontawong CPR หยุดหายใจ” แล้วจะเจอบทความนี้ทันทีครับ

สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุการณ์คนหมดสติและปลุกไม่ตื่น

  1. โทร.1669 เรียกรถพยาบาล ให้ข้อมูลครบถ้วน ” พบผู้ป่วยหมดสติไม่หายใจ เป็นผู้ชายอายุประมาณ 50 ปี ที่ผับ ABC ซ.ทองหล่อ XX ผมผู้พบเหตุ ชื่อนายต้น เบอร์ติดต่อ 081-XXX-XXXX) ให้นำเครื่อง AED มาด้วย
  2. เปิดทางเดินหายใจ ด้วยการดันศีรษะของผู้ป่วยไปด้านหลังและเชยคางของเขาขึ้น
  3. ทำ CPR วางผู้ป่วยบนพื้นราบแข็ง เรานั่งคุกเข่าข้างลำตัวผู้ป่วย วางส้นมือที่ถนัดลงตรงกลางอกระหว่างราวนมทั้งสอง เอามือที่ไม่ถนััดวางทับ แล้วกดให้ลึก กดให้เร็ว ขึ้นสุด-ลงสุด ประมาณ 100 ครั้งต่อนาที ความเร็วเท่ากับจังหวะเพลง Stayin’ Alive ของ Bee Gees ครับ
  4. ผายปอด (เฉพาะกรณีที่จมน้ำมา) หลังจากกดหน้าอกครบ 30 ครั้ง ควรทำการช่วยหายใจ  โดยวางปากของเราให้ครอบปากผู้ป่วยให้แนบสนิท บีบจมูกผู้ป่วยให้แนบสนิท เป่าลมเข้าไปประมาณ 1 วินาที และทำอย่างนี้สองครั้ง ก่อนจะกลับไปกดหน้าอกอีก 30 ครั้ง
  5. ทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ารถพยาบาลจะมา จะดีมากถ้ามีคนช่วยแบ็คอัพ เพราะการทำ CPR ต้องใช้แรงเยอะ (คนหนึ่งอาจทำ CPR อีกคนรอผายปอดก็ได้)

การจากไปของคุณโจ บอยสเก๊าท์เป็นเรื่องน่าเศร้า แต่จะเศร้ายิ่งกว่านี้ถ้าเราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับคนใกล้ตัวเราครับ

 


ขอบคุณข้อมูลจาก  Drama-addict , Street Hero Project แอป EMS 1669 และช่อง BES

ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม

20171111_youmayberight

ท่ามกลางกระแสการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของรัฐบาลหลายโครงการที่ประชาชนยังตั้งข้อกังขา โครงการระดมทุนเพื่อโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอาจถูกมองได้ว่าเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงการดำเนินงานของภาครัฐ กระนั้น คำตอบของตูนบอกชัดว่าโครงการของเขาต่อยอดขึ้นมาจากความสุข และหากโครงการนี้จะตั้งคำถามต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่ใช่นโยบายใดนโยบายหนึ่งของรัฐ หากแต่เป็นการกระทำหรือไม่กระทำอะไรของประชาชนทุกคนนี่เอง

“ผมก็เห็นโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก อีก 10-20 ปีข้างหน้า ก็ยังอาจจะเป็นแบบนี้ต่อไป เท่าไหร่ก็ไม่พอ ต่อให้รัฐบาลช่วยแล้วก็อาจไม่พอ เราเองนี่แหละที่ถึงเวลาแล้ว ไม่ต้องโทษใคร ไม่ใช่เวลาหาคนผิด มันเป็นเวลาของการช่วยคนละเล็กละน้อย ช่วยแรง ช่วยเป็นกระบอกเสียง ช่วยสมทบกองรวม อะไรก็แล้วแต่ ทำได้ในส่วนที่ทำได้ ไม่ใช่เวลาคอมเมนต์ คนนี้ผิด ทำไมคนนี้ไม่ทำ ไม่ใช่แล้ว มันไม่เกิดประโยชน์ ระหว่างทาง ผมวิ่งเจอเด็กน้อยคนหนึ่งยกกระปุกออมสินมาให้ผมทั้งกระปุก ทั้งปีเขาเก็บออมมา อยากจะได้ของเล่นสักชิ้น แต่พอรู้ว่าจะเอาเงินมาช่วยคนป่วย เขายกกระปุกที่เขาสะสมมาเป็นปีๆ ตัดใจไม่เอาของเล่นนั้น เอามายกให้คนอื่น เงิน 5 บาท 10 บาทของเด็กน้อยยังเกิดประโยชน์มากกว่าคอมเมนต์ที่เราตัดสินกัน ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม”

-อาทิวราห์ คงมาลัย
ธันวาคม 2559
Optimise Magazine – เบื้องหลังการวิ่ง 400 กม.ของตูนบอดี้แสลมที่ไม่ใช่แค่การบริจาค
เรื่อง: ธนกร จ๋วงพานิช

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนิตยสาร Optimise และคุณธนกรที่ได้สร้างบทสัมภาษณ์ที่เจ๋งที่สุดบทนึงเท่าที่ผมเคยได้อ่านมา

มันเป็นบทสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากพี่ตูน “ออกวิ่ง” เป็นครั้งแรก เพื่อระดมทุนให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน 85 ล้านบาท

คราวนั้นที่วิ่ง 400 ก.ม.ใน 10 วันก็ถือว่าเท่สุดๆ แล้ว มาปีนี้ที่พี่ตูนออกวิ่งจากเบตงมุ่งหน้าแม่สายเป็นระยะทางสองพันกว่ากิโล กระแสพี่ตูนจึงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

แต่แม้จะมีคนคอยตามเชียร์มากแค่ไหน ก็ยังมีคนเห็นต่างและท้วงติงว่าทำไมภาระนี้ต้องมาตกกับพี่ตูน รัฐบาลเอาเงินไปทำอะไรหมด

—–

เมื่อสามเดือนที่แล้ว พี่ต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก ได้มาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟังที่บริษัทวงใน

หนึ่งในสิ่งที่พี่ต่อบอก และกลายเป็นคำพูดติดปากของผมกับเพื่อนๆ ที่วงในมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ อะไรที่ “ไม่สร้างการผลิต” ก็อย่าไปทำ

เช่นทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง – ไม่สร้างการผลิต

ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ – ไม่สร้างการผลิต

นั่งคุยกันเรื่องการเมือง – ไม่สร้างการผลิต

แน่นอน บ้านเมืองเรา เราก็ต้องเป็นห่วง แต่แทนที่จะถกกันแล้วด่าคนโน้นคนนี้ สู้ออกไปทำอะไรซักอย่างให้มันดีขึ้นจะดีกว่ามั้ย

—–

กรณีของพี่ตูนก็เหมือนกัน

ใครจะวิจารณ์ว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ยั่งยืน หรือเป็นการกลบปัญหาให้รัฐบาล เขาก็อาจจะถูกของเขา

แต่คำวิจารณ์ไม่สร้างการผลิต

แม้ว่าคำวิจารณ์นั้นจะถูกต้องและเป็นจริงทุกประการ มันก็ยังไม่สร้างการผลิต

ถ้าคำวิจารณ์มันสร้างการผลิตจริงๆ บ้านเมืองเราน่าจะพัฒนาไปเยอะมากแล้ว เพราะเรามีนักวิจารณ์เต็มเมือง แต่มีนักลงมือเพียงหยิบมือ

15 ตุลาคม 2559 ผมเขียนไว้ในบทความ 9 บทเรียนจากสามวันที่ผ่านมาว่า ในวันที่พ่อไม่อยู่ ถึงเวลาที่คนไทยต้องโตกันได้แล้ว

เราคุ้นชินกับการเป็นลูกแหง่ เป็นเด็กงอแงมานาน พอเกิดปัญหาก็จะโทษคนโน้นคนนี้ว่าไม่ทำหน้าที่

แล้วเราล่ะ ได้ทำหน้าที่ในฐานะ active citizen แล้วหรือยัง?

ถ้าจะมีความฝันอันสูงสุดซักอย่างที่ผมอยากให้เป็นจริง ก็คงเป็นเรื่องที่คนไทยลุกขึ้นมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ด้วยแรงและสติปัญญาที่เรามีเพื่อช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอหรือเรียกร้อง ซึ่งพี่ตูนก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้

“When you pray, move your feet”
-African proverb

ปากจะบ่นไม่ว่ากัน เพราะนั่นแสดงว่าคุณก็แคร์ และสิ่งที่คุณบ่นอาจจะถูกก็ได้

แต่บ่นเสร็จแล้วยังไงต่อ?

เราเป็น “คนถูก” ที่ไม่สร้างการผลิตมานานเกินพอแล้ว

ลองปล่อยวางความต้องการที่จะเป็น “คนถูก” และมาร่วมกันเป็น “คนทำ” กันดีมั้ยครับ

—–

ติดตามการวิ่งของพี่ตูนและร่วมบริจาคได้ที่ Facebook Page: ก้าวคนละก้าว

นิทานลมกับพระอาทิตย์

20171111_windsun

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานนิสปที่ผมเคยอ่านตอนเด็กๆ ตอนนั้นก็เฉยๆ แต่พอโตขึ้นมากลับคิดถึงนิทานเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… ณ เทือกเขาแห่งหนึ่งในยุโรป “ลม” ผู้มีนิสัยคุยโวโอ้อวดเอ่ยปากกับ “พระอาทิตย์” ว่า

“ฉันแข็งแรงกว่าเธอ ฉันสามารถพัดต้นไม้ให้ล้ม พัดหลังคาบ้านให้ปลิวว่อน หรือแม้กระทั่งพัดเมฆให้ไปบังแสงของเธอก็ยังได้ ฉันจึงมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าใครๆ บนโลกนี้”

พระอาทิตย์ยิ้มให้ลม แล้วตอบด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “ฉันรู้ว่าเธอทำได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความเธอยิ่งใหญ่กว่าฉัน”

“ไม่จริง ฉันยิ่งใหญ่กว่า” ลมคำราม “มาแข่งกันดีกว่าว่าใครจะแข็งแรงกว่ากัน” ลมท้า

“ก็ได้” พระอาทิตย์ตอบตกลง “เธอเห็นผู้ชายที่เดินอยู่บนถนนนั่นไหม มาแข่งกันไหม ใครทำให้เขาถอดเสื้อคลุมออกได้ก่อนเป็นผู้ชนะ”

“ฮ่ ฮ่า” ลมหัวเราะลั่น “ขนาดต้นไม้ต้นใหญ่ฉันยังโค่นมาแล้ว นับประสาอะไรกับผู้ชายตัวเล็กๆ อย่างนี้”

“เดี๋ยวก็รู้” พระอาทิตย์ตอบ “ฉันให้เธอลองก่อนก็ได้”

ลมจึงสูดหายใจลึกๆ แล้วพ่นลมหายใจออกมาจนแก้มป่อง พายุที่รุนแรงและหนาวเย็นพุ่งไปที่ชายคนนั้น หวังจะพัดให้เสื้อคลุมหลุดจากตัว แต่ยิ่งลมพัดแรงเท่าไร เขาก็ยิ่งเอามือจับเสื้อคลุมไว้ให้แน่นขึ้นเท่านั้น

ลมออกแรงจนหน้าเขียว ในที่สุดก็ยอมแพ้ แล้วหันมาบ่นกับพระอาทิตย์ว่า “ถ้าฉันออกแรงขนาดนี้ยังทำไม่ได้ ก็ไม่มีใครทำได้แล้ว!”

พระอาทิตย์ไม่พูดอะไร เพียงแค่เริ่มฉายลำแสงลงมาสู่ชายคนนั้น ไออุ่นจากพระอาทิตย์ทำให้ความหนาวเย็นก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น นักเดินทางเริ่มรู้สึกได้ถึงอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเดินถึงริมธาร เขาจึงนั่งลง ถอดเสื้อคลุม วักน้ำขึ้นดื่มดับกระหาย ก่อนจะนั่งตากแดดรับไออุ่นอย่างมีความสุข

เวลาที่เราพยายามจะเปลี่ยนใจใครซักคน ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ตอนนี้เราเป็นลมหรือเป็นพระอาทิตย์อยู่

—-

ขอบคุณนิทานจาก เรื่องเล่าก่อนเข้านอน และ Bed Time Short Stories