มีเรื่องหนึ่งที่ติดค้างในใจผมมานาน
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี 2023 ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับ ใหม่ — สมิทธิ หาเรือนพืชน์ ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการปฏิบัติงานพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และใหม่ยังเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผมในโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 5 ด้วย
ใหม่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากการเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า ก้าวเข้าสู่โลกของที่ปรึกษาทางธุรกิจและการทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนจะผันตัวเองสู่งานพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มตัว ตั้งแต่การลงพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-พม่า การขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคม (social enterprise) จนมาถึงการเป็นผู้นำโครงการ carbon credit ภาคป่าไม้
กรุงเทพเพิ่งผ่านฝนตกหนักช่วงสุดสัปดาห์ แม้ว่าฝนจะหยุดตกมาแล้วหลายวัน บ้านผมแถวอ่อนนุชก็ยังน้ำท่วมสูง รถเล็กยังผ่านไม่ค่อยได้ นี่ยังต้องลุ้นว่าต้นเดือนตุลาคมจะมีน้ำเหนือมาอีกหรือไม่
ปัญหาคราวนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเหตุสุดวิสัย ส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานของภาครัฐ และอีกส่วนสำคัญคือเรื่องธรรมชาติที่แปรปรวนขึ้นทุกที ผมก็เลยนึกถึงบทสนทนาที่เคยคุยกันไว้กับใหม่ แต่ไม่เคยมีเวลาได้สรุปออกมาเป็นบทความเสียที
ด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยี วันนี้ถึงเวลาที่บทสัมภาษณ์จะได้ปรากฎต่อผู้อ่านเสียที ผ่านคำถามเหล่านี้
- จุดเปลี่ยนทางความคิดแบบไหนที่ทำให้คนทำธุรกิจอย่างใหม่หันมาอินกับงานพัฒนาสังคม?
- ทำไมแม่ฟ้าหลวงถึงเลือกเน้นการ “ดูแลป่าเดิม” มากกว่าแค่การปลูกป่าใหม่
- ทำไมการทำ CSR แบบเดิมๆ ถึงไม่เพียงพออีกต่อไป และองค์กรเอกชนยุคใหม่จะหล่อหลอมความยั่งยืนเข้าไปในแกนหลักของธุรกิจได้อย่างไร?
ลองมาฟังมุมมองและประสบการณ์ตรงจากใหม่กันครับ
รุตม์: เจตนาคืออยากเข้าใจแม่ฟ้าหลวงมากขึ้น และอยากเข้าใจสิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ เพราะถ้าคนไทยรับรู้และช่วยกันได้ น่าจะร่วมสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ ใหม่เคยจบวิศวกรรมไฟฟ้า ช่วยเล่าเส้นทางชีวิตหน่อยว่าเป็นมาอย่างไร ทำไมตอนนั้นถึงเลือกเรียนไฟฟ้า
ใหม่: ตอนนั้นอยู่เตรียมอุดมฯ ก็มีแค่หมอกับวิศวะเป็นทางเลือกหลัก เราเลือกวิศวะเลยเพราะไม่ชอบชีวะ กะว่าถ้าอยู่จุฬาฯ ก็คงเป็นสังคมเดิมจากเตรียมอุดมฯ เลยมองหาสังคมใหม่ และได้ไปเรียนที่พระจอมเกล้าลาดกระบัง พอจบมาก็ทำงานวิศวะได้ 1 ปี แล้วรู้สึกไม่ใช่สายที่ชอบ จึงเปลี่ยนไปทำสายธุรกิจ ไปสมัครงานบริษัท consulting ช่วงนั้นบริษัทกำลังโต มีพาร์ทเนอร์อยู่ออสเตรเลีย เกาหลี ญี่ปุ่น ทำให้เราโตไปกับเขาด้วย ทำอยู่จนปีที่ 8 ถึงมาเจอตัวเองว่าจริงๆ ไม่ได้อยากทำธุรกิจขนาดนั้น
รุตม์: เป็นที่ปรึกษาเชิงไหน
ใหม่: เป็น business เชิง operation เลย เช่นทำเทรดดิ้งระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ทำเรื่องยางรถยนต์ ช่วยจับคู่พาร์ทเนอร์ลูกค้าในแต่ละประเทศ พออายุ 28 ปี ก็ไปเรียนต่อ MBA ที่จุฬาฯ ตอนเทอมสุดท้าย อาจารย์พาไปดูงานเกี่ยวกับหลักการของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงเกิดไอเดียว่า จริงๆ แล้วธุรกิจกับการพัฒนาสังคมมันไปด้วยกันได้ มันเกิดความ “ตื่นรู้” ระดับหนึ่ง จังหวะนั้นเลยเริ่มออกทัวร์ไปดูโครงการหลวง ลางาน 10 วัน พาแม่ไปด้วย ไปดูงานที่โครงการหลวงอ่างขาง ดูเสร็จก็อิน
หลังจากนั้นก็สมัครเรียนปริญญาโทอีกใบด้านพัฒนาชุมชนที่ธรรมศาสตร์ เพื่อเช็คว่าเราชอบงานพัฒนาจริงหรือเปล่า พอไปเรียนก็อินมากๆ ตอนทำธีสิสก็เลือกทำเรื่อง “กลไกสหกรณ์เกษตรกับการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดร้อยเอ็ด” ไปฝังตัวอยู่ 3 เดือนเพื่อให้แน่ใจว่าเรารักสิ่งนี้จริงๆ ตอนนั้นก็ออกจากบริษัท consult เดิม มาตั้งบริษัทของตัวเอง ทำเกี่ยวกับการเทรดข้าว ช่วยกลุ่มเกษตรกรส่งออกข้าวไปต่างประเทศ และทำเรื่องการขาย biomass พวกแกลบ กากอ้อย เข้าโรงงานไฟฟ้า
พอเรียนจบเลยไปสมัครเป็นเด็กฝึกงานที่ UN เพื่อเข้าใจภาพการพัฒนาเชิงนโยบาย พอทำได้ 6 เดือนก็อินมาก ตัดสินใจว่ามาสายนี้แน่ๆ แล้วก็ได้เป็น junior consult ต่อ ทำโครงการเกี่ยวกับรักษาสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงพื้นที่ชุ่มน้ำป่าพรุที่นครศรีธรรมราช สงขลา และชายแดนภาคใต้ รวมถึงทำโครงการปรับปรุงที่ดินในภาคอีสาน พอช่วงจะต่อสัญญา ก็เริ่มมองหาองค์กรที่ทำงานด้านพัฒนาสังคมเป็นหลัก ก็เจองานของ “แม่ฟ้าหลวง” กับ “มูลนิธิชัยพัฒนา” เราสมัครไปทั้งสองที่ แต่แม่ฟ้าหลวงรับก่อน
ตำแหน่งที่เข้ามาทำตอนอายุ 32 (ปี 2012) คือเป็นผู้ช่วยประธานบอร์ด จึงได้ติดตามไปดูงานพัฒนา ด้วยความที่ท่านประธานเป็นนักพัฒนาชุมชนระดับต้นๆ ของไทย ทำให้เราได้เห็นภาพว่า การสร้าง impact ใน สเกลใหญ่มันเป็นอย่างไร
รุตม์: ยกตัวอย่างสิ่งที่เห็นแล้วประทับใจในช่วงนั้นหน่อย
ใหม่: เราได้เข้าใจคำว่า “คนจนชายขอบ” คือเราเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นคนชายแดนที่ขาดโอกาสสุดๆ ในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน เช่น การศึกษา สาธารณสุข หรือแม้กระทั่งบ้านเรือน มันยากลำบากขนาดนั้น พวกเขาเป็นคนชนเผ่า มีจีนฮ่อ ลาหู่ อาข่า บางส่วนมีบัตรประชาชน บางส่วนไม่มี ถ้าจะไปทำบัตรประชาชนบางทีก็โดนเจ้าหน้าที่ขูดรีด
เราคุยกับคนกลุ่มนี้ เราไม่ได้แตะเรื่องที่เขาทำผิดกฎหมาย ไม่แตะเรื่องค้ายาหรือปลูกฝิ่น แต่เราเข้าไปเสนอโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้น ให้เขาปลูกพืชมูลค่าสูงขึ้น ปลูกฝิ่น 1 ไร่ อาจได้กำไร 5,000 บาท แต่ถ้าปลูกกาแฟได้ 8,000 บาท ด้วยกฎเศรษฐศาสตร์ทั่วไป อะไรที่ดีกว่า ใช้แรงน้อยกว่า ต้นทุนถูกกว่า เขาก็พร้อมเปลี่ยน และกาแฟเป็นพืชใต้ป่าด้วย
สิ่งที่จำได้แม่นอีกเรื่อง คือปีที่สองเราได้ไปทำโครงการค่ายผู้ลี้ภัยที่แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี มีทั้งหมด 9 ค่าย มีผู้ลี้ภัยสงครามอยู่รวมกันแสนกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรัฐกะเหรี่ยงที่อพยพมาจากสงครามพม่าเมื่อ 38 ปีก่อน
เราถูกปลูกฝังกันมาแต่เด็กว่าพม่าทำลายไทย แต่วันที่เราไปเห็นคุณภาพชีวิตของคนในค่าย ถ้ารุ่นบรรพบุรุษเราแพ้สงคราม เราก็อาจจะไปอยู่ในจุดเดียวกับเขา คนทุกคนเท่ากัน นั่นคือการเรียนรู้ครั้งใหญ่ของชีวิตว่าเราอยู่ในอคติมาโดยตลอด ถูกปลูกฝังค่านิยมบางอย่าง แต่ความจริงแล้วคนยุคนี้เขาไม่ได้ผิดอะไร คนทุกคนเท่ากัน ความรู้ความสามารถที่เรามี มันต้องทำให้สังคมดีขึ้นให้ได้
รุตม์: ตอนนั้นเข้าไปช่วยทำอะไรในค่ายผู้ลี้ภัย
ใหม่: ไปสำรวจข้อมูลและความต้องการของประชากรทั้งแสนคน เพื่อตอบว่าในอนาคตเขามองตัวเองอย่างไร คัดเลือกเด็กตัวแทนในค่ายอายุ 14–20 ปี มาฝึกอบรม เก็บข้อมูลผ่านระบบแท็บเล็ต สัมภาษณ์รายครัวเรือน เพื่อดูว่าเขามาจากไหน มีครอบครัวกี่คน มีการศึกษาแค่ไหน และมองอนาคตอย่างไร นำฐานข้อมูลทั้งหมดมาสรุปเพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขและขอทุนจาก UN และรัฐบาลญี่ปุ่น ใช้เวลาทำอยู่ 1 ปี 3 เดือน (ช่วงปี 2013–2015)
รุตม์: จากแสนกว่าคน ได้ข้อสรุปออกมาเป็นอย่างไรบ้าง
ใหม่: หลักๆ คือเขาอยากไปประเทศที่สาม หรือไม่อย่างนั้นก็อยากกลับพม่า ซึ่งคำว่าอยากกลับพม่ามันก็นำมาสู่โครงการถัดไป คือเราต้องไปเตรียมพื้นที่ที่เหมาะสมในฝั่งพม่าเพื่อรองรับการย้ายกลับ มีระบบน้ำเพื่อการเกษตร มีการศึกษา มีแพทย์ แต่ช่วงปี 2016–2017 พม่าเกิดการปฏิวัติขึ้นมาเสียก่อน โครงการย้ายกลับจึงต้องชะงักไป
พอจบจากตรงนั้น เราก็กลับมาช่วยงานพัฒนาในเรื่อง social enterprise ช่วยผลักดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เพราะแม่ฟ้าหลวงเราเองก็เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมรูปแบบหนึ่ง จุดตัดของการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมายไทยคือต้องมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจเกิน 50% ที่ไม่ได้มาจากเงินบริจาค
รุตม์: แล้วโครงการเกี่ยวกับ carbon credit เริ่มต้นขึ้นมายังไง
ใหม่: เรามองว่าแม่ฟ้าหลวงดูแลป่า ปลูกป่า และดูแลคนมาตั้งนานแล้ว พอกลไกของโลกเรื่อง carbon credit มันมา เราจึงต้องการสร้างมาตรฐานที่ไม่ให้เกิด greenwashing (“การฟอกเขียว” คือ การที่องค์กรให้ข้อมูลว่าการดำเนินธุรกิจของตนมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนมากกว่าความเป็นจริง) ต้องเมคชัวร์ว่า carbon credit ในภาคป่าไม้มีอยู่จริง และเกิดผลลัพธ์กับชุมชนจริงๆ
เราเริ่มทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2560 ที่ดอยตุง เริ่มก่อนที่เมืองไทยจะบูมเรื่องนี้กันเสียอีก จนตอนนี้เรามีพื้นที่ป่าในดูแลภาคเหนือรวมกว่า 200,000 ไร่
รุตม์: แม่ฟ้าหลวงป้องกัน greenwashing และทำกลไก carbon credit ให้ถูกต้องได้ยังไง
ใหม่: กลไก carbon credit มันเริ่มจากองค์กรเอกชนถูกบังคับให้ทำรายงานเพื่อแสดง carbon footprint ที่ตัวเองมี แต่สิ่งที่แม่ฟ้าหลวงเน้นย้ำคือ เอกชนต้องมีแผนลดคาร์บอนของตัวเองก่อน เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ LED, ใช้พลังงานสะอาด, ทำ waste management ไม่ใช่ว่าตัวเองปล่อยคาร์บอน 100 แล้วจะมาซื้อชดเชย 100 โดยไม่ลดการปล่อยเลย แบบนั้นเราไม่สนับสนุน
สิ่งที่องค์กรทำกันเองมันมันไม่ทำให้คาร์บอนที่มีอยู่แล้วในอากาศหายไป สิ่งที่แม่ฟ้าหลวงทำคือภาคป่าไม้ที่มีการดูดคาร์บอนจากอากาศเข้าไปในตัวเนื้อไม้ ให้มันวัดได้ทางวิทยาศาสตร์ แม่ฟ้าหลวงไม่ได้ทำแค่ปลูกป่า เราจะเน้นเรื่องของการมีส่วนร่วมของชุมชน เราถึงไปทำในพ.ร.บ. ป่าชุมชน 2562 พ.ร.บ.นี้เปิดทางให้ชาวบ้านทุกคนทุกหมู่บ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลป่าได้ เพราะว่าถ้าเราอาศัยรัฐบาลในการดูแลป่าอย่างเดียวด้วยงบภาษีประชาชนมันไม่พอ เราจึงต้องให้ประชาชนมีส่วนในการดูแล ซึ่งในอดีต ป่าชุมชนทั้งหมดในประเทศไทยกลับมาสมบูรณ์ ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่เกิดจากชาวบ้านเขาดูแล
ส่วนเรื่องการวัดผล เราใช้ภาพถ่ายดาวเทียมกำหนดขอบเขต และส่งทีมลงไปวัดขนาดความเจริญเติบโตของต้นไม้จริงตามหลักสถิติ โดยมีฝ่ายตรวจสอบภายนอกเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้ามาออดิต ยอมให้มีความคลาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 5%
รุตม์: แล้วชาวบ้านที่ช่วยดูแลป่า เขาได้รับประโยชน์อย่างไร
ใหม่: สมมติราคา carbon credit 100 บาท เราคำนวณค่าวางแปลง 45 บาท ส่วนอีก 55 บาทจะส่งตรงเข้ากองทุนชุมชนเพื่อนำไปใช้ดูแลป่าโดยตรง เงินตัวนี้จะกระจายไปเป็นค่าจ้างรายวันให้ชาวบ้านที่ออกไปทำแนวกันไฟ หรือไปลาดตระเวน จากเดิมที่ชาวบ้านดูแลป่าโดยไม่ได้เงิน ได้แค่เก็บเห็ดเก็บหน่อไม้ ตอนนี้เขามีรายได้จากการดูแลป่าเพิ่มเติม เงินโอนตรงถึงกรรมการชุมชนโดยไม่ผ่านหน่วยงานกลาง
รุตม์: ปัจจุบันมีเอกชนมาร่วมทำโครงการกับแม่ฟ้าหลวงเยอะมั้ย?
ใหม่: มีมากกว่า 20 องค์กร ภาคเอกชนส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เงื่อนไขสำคัญของเราคือพาร์ทเนอร์ทุกเจ้าที่มาร่วมจะต้องส่งทีมลงพื้นที่ไปเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านร่วมกับเรา เราไม่รับจ้างปลูกป่าเฉยๆ คุณต้องลงไปเห็นกระบวนการ เพื่อให้ทีม CSR หรือทีม sustainability ของเอกชนเข้าใจจริงๆ ว่า คุณต้องหลอมรวมความยั่งยืนเข้าไปใน operation หลักของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ทำ CSR แบบแจกเงินหรือแต่งหน้าทาปาก
รุตม์: แล้วเป้าหมายสูงสุดของแม่ฟ้าหลวงในเรื่องนี้คืออะไร
ใหม่: เราต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยทำ carbon credit ภาคป่าไม้อย่างยั่งยืน ชุมชนที่ดูแลป่าต้องได้รับประโยชน์จริง เอกชนต้องเข้าใจเรื่องผลประโยชน์ร่วม เช่นเรื่องแหล่งน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความยั่งยืนของชุมชน
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีกำลังดูแลคนได้หลักแสนคน แต่ถ้าเราสามารถสร้างแรงบันดาลใจ หรือร่วมมือกับภาคเอกชนรายใหญ่ที่มี supply chain กว้างขวาง ให้เขานำค่าใช้จ่ายในการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้าไปในการทำธุรกิจได้ impact มันจะขยายไปถึงคนหลายล้านคน
โลกเราไม่มีโอกาสครั้งที่สอง (second chance) ถ้าเราดูแต่กำไรเป็นหลักโดยละเลยต้นทุนทางธรรมชาติ มันคือการเอาเปรียบสังคม ยุคของผู้บริหารรุ่นใหม่ เราต้องมองว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องหลอมเข้าไปในเนื้อเค้กของธุรกิจ เพื่อให้ระบบทั้งหมดเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนจริงๆ




