สองสิ่งที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

20180419_incompatible

คือความสำเร็จกับข้อแก้ตัว

You can have results or excuses. Not both
-Arnold Schwarzenegger

ตอนนี้ผมอยู่ที่เชียงใหม่ครับ

มาทำหน้าที่เป็น Trainer ให้กับโครงการ Northern Innovative Startup Thailand สองวัน

ใครที่เคยเป็นเทรนเนอร์น่าจะพอนึกภาพออกว่ามันต้องใช้พลังงานเยอะพอสมควร เพราะเราต้องขับเคลื่อนคนอีกหลายสิบคนตลอด 6 ชั่วโมงทั้งเช้าบ่าย

สอนเสร็จ ผมไปหา “อาเข้ม” ที่อยู่เชียงใหม่มาสี่สิบกว่าปี ไปนั่งฟังเขาเล่าถึงที่มาที่ไปของ ทวารบาล บ้านเทวาลัย ที่อาเข้มปลุกปั้นมา 15 ปี ก่อนที่จะพาไปกินร้านโอ้กะจู๋ อยู่กันจนถึงร้านปิด

กว่าจะกลับถึงห้องก็ 4 ทุ่มแล้ว รู้ตัวว่ายังไม่ได้เขียนบล็อกแต่ก็คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร จึงนอนอ้อยอิ่งไถเฟซบุ๊คอยู่เกือบชั่วโมง (สี่ทุ่มคือช่วงที่ willpower อยู่ในขีดต่ำสุดแล้ว จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะผลาญเวลาไปกับมือถือ)

แต่เมื่อถึงจุดที่ตัดใจวางมือถือลงได้ ก็เดินไปเปิดกระเป๋าและหยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาเปิดเครื่องด้วยหัวสมองอันว่างเปล่า

แล้วประโยคนี้จะผ่านเข้ามาในหัว เป็นคำพูดที่ผมเจอบนโปสเตอร์ขนาดใหญ่หน้าฟิตเนสในมาเลเซียเมื่อเดือนที่แล้ว

You can have results or excuses. Not both

จะเอาผลลัพธ์ก็ได้ จะเอาข้อแก้ตัวก็ได้ แต่จะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่แก้ตัวเป็น เราจึงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่หลอกตัวเอง

เมื่อหลอกตัวเองได้สนิทใจ ก็เลยไม่ได้ลงมือทำ

เมื่อไม่ได้ลงมือทำ มันก็เลยไม่เกิดผล

เมื่อไม่เกิดผล ความสำเร็จจึงต้องรอคอยเราต่อไป

ข้อแก้ตัวกับความสำเร็จจึงเป็นปรปักษ์กัน

ถ้าคิดอีกมุม เราก็จะได้สูตรความสำเร็จที่เรียบง่ายที่สุดในโลก

แค่อย่ามีข้อแก้ตัวเท่านั้นเอง


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

บริหารคนด้วยเทคนิค MBWA

20180418_mbwa

หนังสือ In Search of Excellence ของ Tom Peters พูดถึงเทคนิคการบริหารอย่างหนึ่งที่เรียบง่ายแต่มีประโยชน์มาก

เทคนิคนั้นมีชื่อว่า MBWA – Management by Wandering Around หรือการบริหารคนด้วยการเดินไปเดินมา

ข้อดีของ MBWA มีหลายมิิติ

หนึ่งคือมันทำให้คุณได้คุยกับคนแบบเห็นหน้ามากขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าคุยผ่านจออยู่แล้ว

สองคือคุณมีโอกาสได้เจอคนใหม่ๆ ได้คุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

สามคือคุณได้เห็นว่าในสนามจริงเขาทำงานกันยังไง บรรยากาศในทีมเป็นอย่างไร ใครขยัน ใครที่ดูก็รู้ว่าไม่ค่อยทำงานเท่าไหร่

สี่คือมันเอื้อให้เกิดความคิดหรือไอเดียใหม่ๆ เมื่อความคิดของคุณและของลูกทีมมาผสมกันแบบฉับพลันโดยไม่ตั้งใจ (spontaneous)

ห้าคือมันแสดงว่าคุณใส่ใจความเป็นอยู่ของลูกน้อง

หกคือคุณได้เดินยืดเส้นยืดสาย

เจ็ด แปด เก้า ถ้าคิดจะเขียนผมคงเขียนไปได้เรื่อยๆ

เอาเป็นว่า หัวหน้าคนไหนที่ชอบขดตัวอยู่หลังจอคอม ลองใช้ MBWA ดูนะครับ ชีวิตการทำงานของคุณน่าจะสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่มากก็น้อย

ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นหัวหน้า ไม่ได้เป็นผู้บริหาร ก็มีสิทธิ์ใช้ MBWA ได้เหมือนกัน เพราะข้อดีที่กล่าวมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริหารซักหน่อย

อย่างน้อยที่สุดก็คิดซะว่าเราได้ซ้อมไว้ก่อน เวลาขึ้นเป็นผู้บริหารจะได้ใช้เทคนิคนี้ได้คล่องครับ

สติจะทำให้เรามีเวลา

20180416_sati

เวลาจะทำให้เรามีทางเลือก

และถ้าเราเลือกดีๆ เราก็จะมีอิสระ

“Mindfulness gives you time. Time gives you choices. Choices, skillfully made, lead to freedom.”
-Henepola Gunaratana

สติทำให้เรามีเวลาอย่างไร

“เวลา” ในที่นี้ น่าจะหมายถึง “ช่องว่าง” ระหว่าง “สิ่งเร้าจากภายนอก” กับ “การตอบสนองของเรา”

สำหรับคนที่ไม่มีสติ เมื่อโดนอะไรกระทบ ก็จะตอบสนองแทบจะทันที

ยกตัวอย่างเช่น เวลามีใครมาพูดจาไม่เข้าหู เราก็จะโกรธและโต้ตอบกลับทันที

เป็นการโต้ตอบกลับตามความเคยชินที่ว่า เมื่อมีคนพูดจาไม่ดี เราก็ต้องเอาคืน

เมื่อไม่มีสติ จึงไม่มีเวลาหยุดคิด เมื่อไม่มีเวลาหยุดคิด ก็เลยตอบสนองตามความเคยชิน ซึ่งก็เท่ากับไม่มีทางเลือก

เมื่อไม่มีทางเลือก จึงไม่มีอิสรภาพ เราจะไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ที่โดนโปรแกรมเอาไว้แล้วว่า เมื่อใส่ input อย่างนี้ ก็จะตอบสนองแบบนี้เสมอ

ในทางกลับกัน คนที่มีสติจะมีเวลาหยุดคิด แม้จะสั้นเพียงนิดเดียวก็มากพอที่จะเลือกได้ว่าจะตอบสนองเดิมหรือจะเลือกทางใหม่ที่ฉลาดกว่านั้น ซึ่งหมายความว่าเราจะตกเป็นทาสของความเคยชินหรือทาสทางอารมณ์ของคนอื่นอยู่เรื่อยไปครับ

ถ้าอยากย้ายภูเขา

20180416_movemountain

เริ่มด้วยการย้ายหินก้อนเล็กๆ ก่อน

ถ้าอยากวิ่งมาราธอน เริ่มด้วยการวิ่ง 1 กิโลให้ได้ก่อน

ถ้าอยากเขียนหนังสือ เริ่มด้วยการเขียนบทความซักบทให้ได้ก่อน

ถ้าอยากมีเงินล้าน ลองเก็บเงินหมื่นให้ได้ก่อน

จากนั้นก็ใส่ความเสมอต้นเสมอปลายลงไป

และให้คณิตศาสตร์และเวลาได้ทำหน้าที่ของมัน

The man who moves a mountain begins by carrying away small stones.
-Confucius

ไม่ว่าเป้าหมายจะยิ่งใหญ่แค่ไหน เราเริ่มต้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดได้เสมอครับ

 

อย่ารอแรงบันดาลใจ

20180414_motivation

เพราะมันอาจจะไม่มา

ลงมือทำไปก่อน แม้จะทำแล้วติดๆ ขัดๆ ก็ไม่เป็นไร

อยากแต่งเพลง ก็แค่หยิบกีตาร์ขึ้นมาตีคอร์ดแล้วฮัมไปเรื่อยๆ

อยากเขียนบล็อก ก็แค่เปิด Notepad ขึ้นมาแล้วเขียนอะไรก็ได้ที่นึกออก

อยากมีธุรกิจส่วนตัว ก็แค่หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่นหรือโทร.หาเพื่อนซักหนึ่งคน

ระหว่างคนที่ลงมือทำ กับคนที่อยู่เฉยๆ แรงบันดาลใจจะเลือกวิ่งเข้าหาคนกลุ่มแรกมากกว่าครับ

กฎ 5 ข้อจาก Simon Sinek

20180414_5rulessimonsinek

Simon Sinek (ไซมอน ซิเน็ค) เป็นนักพูดที่โด่งดังมาจากเวที TED ในหัวข้อ How great leaders inspire action จนต่อมาได้กลายเป็นหนังสือ Start with Why ที่ขายดีไปทั่วโลก

ครั้งหนึ่งเขาได้รับเชิญไปพูดในงานของ Usher’s New Look

Usher คือศิลปินผิวสีชาวอเมริกัน และ Uher’s New Look คือองค์กรที่ Usher ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยชี้แนะโค้ชเด็กวัยรุ่นให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ในงาน Usher’s New Look ไซมอนพูดถึงกฎ 5 ข้อที่เขาอยากให้ทุกคนจำไว้ในระหว่างที่กำลังค้นหาตัวเอง – 5 rules to follow as you find your spark ซึ่งผมเห็นว่าดีมากเลยอยากนำมาสรุปไว้ตรงนี้ครับ

 

กฎข้อที่ 1

ไซมอนเคยไปวิ่ง fun run กับเพื่อนใน Central Park พอถึงเส้นชัย ก็มีสปอนเซอร์เอาเบเกิลมาแจก (bagel หน้าตาคล้ายโดนัท แต่จะหั่นครึ่งใช้เหมือนขนมปังทำแซนด์วิช)

มีโต๊ะวางอยู่เรียงกัน ฝั่งหนึ่งมีคนแจกเบเกิลอยู่หลายคน ส่วนอีกฝั่งก็เป็นนักวิ่งที่เข้าคิวรอเลือกเบเกิลที่ตัวเองอยากกินอยู่

ไซมอน: อ๊ะ เบเกิลฟรี ไปหยิบกันเถอะ

เพื่อน: ไม่เอาดีกว่า แถวยาว

ไซมอน: เบเกิลฟรีเชียวนะ

เพืื่อน: ไม่เอาว่ะ เราขี้เกียจเข้าคิว

แล้วไซมอนก็คิดได้ว่า โลกนี้มีคนอยู่ 2 แบบ

แบบแรก คือคนที่เห็นแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น

แบบที่สอง คือคนที่เห็นแต่อุปสรรคเท่านั้น

ไซมอนเห็นแต่เบเกิล ส่วนเพื่อนของเขาเห็นแต่คิวยาวๆ

ไซมอนจึงเดินไปที่คิว ก้มตัวลง เอามือสอดเข้าไประหว่างคนสองคนที่เข้าคิวอยู่ และหยิบเบเกิลออกมาสองชิ้น โดยไม่มีใครว่าอะไร

ไซมอนสรุปว่า บางทีคุณก็ไม่ต้องเข้าคิว บางทีคุณแหกกฎก็ยังได้ ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

ตัวเขาเองไม่ได้เข้าคิว และราคาที่ต้องจ่ายคือการไม่ได้เลือกว่าจะได้เบเกิลรสอะไร (เพราะเอื้อมมือไปหยิบโดยไม่ได้ดู)

(กฎนี้จริงๆ ผมเองก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่จะตัดออกก็ใช่ที่ เพราะผมยังชอบประโยคที่ว่าคนบางคนเห็นแต่เป้าหมาย ส่วนบางคนเห็นแต่อุปสรรค)

 

กฎข้อที่ 2

ในคริสตศตวรรษที่ 18 มีโรคโรคหนึ่งระบาดไปทั่วยุโรป

โรคนั้นมีชื่อว่าโรคไข้หลังคลอด หรือ Childbed Fever แม่ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไข้ขึ้นสูงหลังคลอดบุตร และเสียชีวิตลงภายใน 48 ชั่วโมง บางโรงพยาบาลมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 70%

แต่ศตวรรษที่ 18 คือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ที่คนไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ บรรดาหมอล้วนแล้วแต่ต้องการจะศึกษาและหาคำตอบว่าอะไรคือต้นเหตุของโรคนี้ พวกเขาจึงแบ่งเวลาตอนเช้าเพื่อใช้ในการชันสูตรศพที่ตายจากโรค Childbed Fever ส่วนตอนบ่ายจึงทำหน้าที่คลอดบุตรตามปกติ

ผ่านไปเกือบร้อยปี ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 คุณหมอนาม Oliver Wendell Holmes ก็ตั้งข้อสังเกตว่า หมอหลายคนที่ชันสูตรศพในตอนเช้าไม่ได้ล้างมือก่อนไปทำคลอดในตอนบ่าย

Holmes จึงบอกกับหมอเหล่านั้นว่า “จริงๆ แล้วคุณนั่นแหละคือต้นเหตุของปัญหา” (Guys – you are the problem) และแนะนำให้หมอล้างมือให้สะอาดก่อนทำคลอด แต่กลับไม่มีใครเชื่อหมอโฮล์มส์ และต้องใช้เวลากว่า 30 ปีกว่าที่หมอจะหันมาล้างมือ จนโรค Childbed Fever ค่อยๆ หมดไปในที่สุด

 

กฎข้อที่ 3

หน่วย SEAL ของอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดในโลก การฝึกที่แสนหฤโหดนั้นหมายความว่ามีชายหนุ่มจำนวนไม่น้อยที่ถอดใจไประหว่างช่วงฝึกซ้อมก่อนจะได้เป็นทหาร SEAL

มีคนเคยถามนายทหาร SEAL ว่าคนแบบไหนที่จะอดทนและผ่านการฝึก SEAL ไปจนได้บรรจุ

นายทหารคนนี้ตอบว่า

พวกคนกล้ามใหญ่ๆ มีรอยสักเต็มตัว ขี้โม้ๆ พวกนี้ไม่ผ่าน

พวกคนที่ชอบออกคำสั่งโดยไม่ค่อยอยากทำอะไรเอง พวกนี้ก็ไม่ผ่าน

พวกนักกีฬาคนดังจากมหาลัยที่ไม่เคยเจอความลำบากอย่างแท้จริง พวกนี้ก็ไม่ผ่าน

คนที่อยู่กับการฝึก SEAL จนตลอดรอดฝั่ง บางคนก็ตัวไม่ใหญ่ บางคนก็กลัวจนตัวสั่น แต่คนเหล่านี้ เวลาที่โดนบททดสอบจนหมดทั้งแรงกายและแรงใจ พวกเขากลับยังสามารถขุดพลังบางอย่างออกมาเพื่อจะช่วยเหลือเพื่อนทหารที่อยู่ข้างๆ ได้

ไซมอนจึงบอกว่า จงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และจงกล้าที่จะเอ่ยขอความช่วยเหลือเมื่อรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้

เมื่อคุณเอ่ยปาก คุณจะแปลกใจว่ามีคนพร้อมจะช่วยคุณเต็มไปหมด ที่ก่อนหน้านั้นเขาดูเฉยๆ เพราะเขานึกว่าคุณไม่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะคุณมัวแต่แสร้งว่าทุกอย่างโอเค

แต่ถ้าคุณกล้าพูดว่าทุกอย่างไม่โอเค คุณไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ก็จะมีคนมากมายเข้ามาพยุงคุณไว้ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณพร้อมจะช่วยเขาในวันที่เขาลำบากเช่นกัน

 

กฎข้อที่ 4

เนลสัน แมนเดลลา อดีตประธานาธิบดีของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เป็นหนึ่งในผู้นำไม่กี่คนที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมจากทั่วโลก

มีคนเคยถามแมนเดลลาว่าเขาเรียนรู้ทักษะการเป็นผู้นำที่ดีมาจากใคร

แมนเดลลาตอบว่า พ่อของเขาเป็นหัวหน้าเผ่า (tribal chief) เวลามีประชุมประจำเผ่า แมนเดลลาก็จะติดสอยห้อยตามพ่อเขาไปด้วยเป็นประจำ

มีสองอย่างที่แมนเดลลาจำได้

หนึ่ง ทุกคนจะนั่งล้อมเป็นวงกลมเสมอ

สอง พ่อของเขาจะพูดเป็นคนสุดท้ายเสมอ

ไซมอนบอกว่า เราถูกสอนมาตลอดชีวิตให้เป็นผู้ฟังที่ดี แต่ไซมอนเชื่อว่า เราต้องเรียนรู้ที่จะพูดเป็นคนสุดท้ายต่างหาก

ในองค์กรมากมาย เราเห็นผู้นำหรือท่านประธานเดินเข้ามาในห้องประชุมแล้วพูดเปิดว่า ปัญหาคืออย่างนี้ ผมคิดอย่างนี้ แต่ผมก็อยากฟังความคิดเห็นของแต่ละคนนะ

ซึ่งถึงจังหวะนั้นก็สายเกินไปแล้ว เพราะความคิดของคุณส่งผลกับทุกคนในห้องไปเรียบร้อยแล้ว

ในฐานะผู้นำ การปล่อยให้ทุกคนได้พูดก่อนมีข้อดีสองข้อ

หนึ่ง คือทุกคนได้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเพราะได้มีส่วนช่วยออกความคิดเห็น

สอง คือคุณจะได้รู้ว่า จริงๆ แล้วแต่ละคนคิดอย่างไร

ระหว่างที่คุณฟัง คุณไม่ควรแสดงออกว่าตัวเองคิดอะไรอยู่

ถ้ามีใครพูดแล้วคุณเห็นด้วย คุณก็อย่าไปพยักหน้า และถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับใคร คุณก็อย่าไปส่ายหน้า

สิ่งเดียวที่คุณควรทำคือถามคำถามเพื่อให้เข้าใจว่าเพราะอะไรเขาถึงคิดอย่างนี้

จงอดทนที่จะไม่ออกความเห็น และสุดท้ายก็จะถึงตาคุณได้พูดแน่นอน

 

กฎข้อที่ 5

ครั้งหนึ่ง อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมได้รับเชิญให้ไปปาฐกถาในงานประชุมที่มีคนเข้าร่วมนับพันคน

ระหว่างที่พูดอยู่นั้น เขาก็หยิบกาแฟจากแก้วโฟมขึ้นมาจิบ

ยังไม่ทันจะพูดต่อ เขาก็มองลงไปที่แก้วกาแฟอีกครั้งแล้วอมยิ้ม ก่อนที่จะพูดออกนอกเรื่อง

“คุณรู้มั้ย ปีที่แล้วผมก็มาพูดที่งานนี้ ตอนนั้นผมยังเป็นปลัดกระทรวงอยู่ ผมบิน business class ให้ พอถึงสนามบิน ก็มีคนมาต้อนรับขับสู้ ขับรถพาผมไปส่งถึงโรงแรม ทำการเช็คอินให้เรียบร้อยและขึ้นไปส่งผมถึงบนห้อง วันรุ่งขึ้น ก็มีคนมารอผมที่ล็อบบี้ และขับรถพาผมมาที่นี่ พาเข้าประตูหลังเพื่อไปนั่งรอในห้องรับรอง แล้วเอากาแฟมาเสิร์ฟในแก้วเซรามิคอย่างดี”

“ปีนี้ผมไม่ได้เป็นปลัดกระทรวงแล้ว ผมนั่งเครื่องบินชั้นประหยัด พอถึงสนามบินก็เรียกแท๊กซี่ไปโรงแรมเอง เช้านี้ไม่มีใครรอผมที่ล็อบบี้ ผมต้องเรียกแท๊กซี่มาที่นี่ เข้าทางประตูหน้า หาทางเดินมาหลังเวที แล้วพอผมถามว่าพอจะมีกาแฟมั้ย เขาก็ชี้ไปที่เครื่องทำกาแฟ ผมเลยเดินไปชงกาแฟให้ตัวเองและรินกาแฟใส่ถ้วยโฟมใบนี้”

“บทเรียนก็คือ แก้วเซรามิคใบนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อผม มันมีไว้สำหรับตำแหน่งของผมต่างหาก ตัวผมจริงๆ แล้วคู่ควรกับแก้วโฟมเท่านั้น” (The ceramic cup was not meant for me. It was meant for the position I held. I deserve a styrofoam cup.)

จงจำไว้ว่าเวลาคุณเริ่มมีชื่อเสียงเงินทอง หลายคนจะเปิดประตูให้คุณ เอากาแฟมาเสิร์ฟให้คุณโดยที่คุณไม่ได้ขอ เขาจะเรียกคุณว่า “ท่าน” หรือ “คุณผู้หญิง” และประเคนหลายสิ่งอย่างให้กับคุณ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคุณเลย มันมีไว้เพื่อตำแหน่งของคุณหรือสำหรับความสำเร็จที่คุณได้สร้างมาต่างหาก

ในวันที่คุณรุ่งเรือง คุณมีสิทธิ์ที่จะเพลิดเพลินไปกับอภิสิทธิ์ต่างๆ ที่คุณได้รับ แต่อย่าลืมที่จะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนที่จะระลึกไว้เสมอว่า แท้จริงแล้วคุณนั้นคู่ควรกับแก้วโฟมเท่านั้น

—–

ขอสรุปกฎ 5 ข้ออีกครั้งดังนี้

1. อย่ารีรอที่จะมุ่งมั่นเพื่อสิ่งที่คุณต้องการ ตราบใดที่คุณไม่ได้ไปขวางทางคนอื่น – You can go after whatever you want. You just cannot deny anyone else to go after whatever they want.

2. บางทีคุณนั่นแหละคือตัวปัญหา – Sometimes you are the problem.

3. จงช่วยเหลือคนอื่นและขอความช่วยเหลือ – Help each other. Learn to ask for help.

4. ฝึกฝนที่จะพูดเป็นคนสุดท้าย – Practice being the last to speak.

5. คุณคู่ควรกับแก้วโฟมเสมอ – You always deserve a styrofoam cup.

หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ 🙂

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Usher’s New Look on Youtube: 5 Rules to Follow as You Find Your Spark by Simon Sinek 

ขอบคุณภาพจาก U.S. Air Force photo/Chief Master Sgt. John Evalle 

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

BookAdvertise

นิทานยูโด

20180413_judo

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กชายอายุ 10 ขวบประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนสูญเสียแขนซ้ายไป เมื่อออกจากโรงพยาบาล เขาอยากจะเข้มแข็งกว่านี้ เลยตัดสินใจเรียนยูโด

เด็กชายแขนเดียวไปฝากเนื้อฝากตัวกับเซนเซชาวญี่ปุ่นที่แก่พอจะเป็นปู่เขาได้

เด็กชายสนุกกับการเรียนยูโดมาก แต่เวลาผ่านไปสามเดือนแล้ว อาจารย์ก็ยังให้ฝึกท่ายูโดอยู่เพียงท่าเดียว

“เซ็นเซครับ ผมควรจะเรียนท่าอื่นๆ ด้วยรึเปล่า?”

“นี่คือท่าเดียวที่เธอทำเป็น แต่ก็เป็นท่าเดียวที่เธอจำเป็นต้องรู้” เซ็นเซตอบ

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่เด็กน้อยก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกต่อไป

จากนั้นไม่นาน อาจารย์ก็พาเขาไปแข่งทัวร์นาเมนต์

ด้วยความแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เด็กชายเอาชนะคู่ต่อสู้ในสองรอบแรกได้อย่างง่ายดาย

แมทช์ที่สามนั้นยากกว่าเดิม แต่เมื่อถึงจังหวะที่คู่ต่อสู้หมดความอดทนและกระโจนเข้ามา เด็กชายก็ใช้ท่าเดียวที่เขามีอยู่ล้มคู่ต่อสู้เขาได้

เด็กชายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอย่างงๆ คู่ชิงนั้นเป็นเด็กที่ตัวใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่ามาก แต่แล้วเมื่อถึงจังหวะที่คู่ชิงประมาท เด็กชายก็เข้าประชิดตัวแล้วใช้ท่าเดิมในการเผด็จศึก

“เซ็นเซครับ เป็นไปได้ไงที่ท่าเพียงท่าเดียวทำให้ผมชนะเลิศทัวร์นาเมนต์ได้”

“เหตุผลมีสองข้อ ข้อแรกคือเธอได้ฝึกฝนหนึ่งในท่าที่ยากที่สุดของยูโดจนเชี่ยวชาญ”

เซนเซกล่าวต่อ

“ข้อที่สองก็คือ วิธีเดียวที่คู่ต่อสู้จะป้องกันท่านี้ได้คือการคว้าแขนซ้ายของเธอไว้”

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Harshil Pathak’s answer to What are some good short stories? 

อย่างมงายกับตรรกะ

20180412_logic

“A mind all logic is like a knife all blade. It makes the hand bleed that uses it.”

“คนที่ใช้แต่ตรรกะก็เหมือนมีดที่ไร้ด้ามจับ ใครใช้ย่อมโดนมีดบาด”

-Rabindranath Tagore (รพินทรนาถ ฐากูร)

จุดอ่อนอย่างหนึ่งของผู้ชาย คือการใช้ตรรกะจนเคยตัว

พอผู้หญิงรู้สึกไม่ดีขึ้นมาด้วยเหตุผลที่(เราคิดว่า)ไม่เข้าท่า ผู้ชายจึงไม่ค่อยเข้าใจ

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว อารมณ์ก็เป็นเหตุผลอย่างหนึ่ง เพียงแต่เป็นเหตุผลที่ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองเท่านั้นเอง

ผมจึงต้องเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าอย่างมงายกับตรรกะ

งมงายในความหมายที่ว่าเรามักยึดมันเป็นสรณะในการแก้ทุกปัญหา-ทุกสถานการณ์

ใช้ตรรกะเพื่อจะหาว่าอะไรถูก-อะไรผิด

หรือหนักกว่านั้นคือใช้มันเพื่อระบุว่าใครถูก-ใครผิด

แต่ในความสัมพันธ์ ความผิด-ถูกมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

เราอาจจะถูกเชิงตรรกะก็จริง แต่ถ้าผิดในเชิงความรู้สึก ความสัมพันธ์ย่อมสั่นคลอน

ในเมื่อความสัมพันธ์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยตรรกะแต่เพียงอย่างเดียว เหตุใดเราจึงเรียกร้องที่จะใช้แต่ตรรกะในการแก้ปัญหาความสัมพันธ์?

วางตรรกะลงบ้าง หยุดหาทางออก ฟังให้มากขึ้น ยอมรับให้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจก็ได้

เหมือนที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยให้พรคู่บ่าวสาวว่า เวลาทะเลาะกัน ขอให้ใช้เหตุผลให้น้อยๆ แต่ใช้ความรักให้เยอะๆ

ความสัมพันธ์จะได้มั่นคงและยืนยาวครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

สิ่งที่เราทำวันนี้

20180411_tomorrows

อาจเปลี่ยนทุกวันพรุ่งนี้ของชีวิต

“What you do today can change all the tomorrow’s of your life.”
-Zig Ziglar

อนาคตของคนเรามีมากมายไม่จำกัด

แค่ออกจากบ้านห่างกันแค่ 5 นาที ผู้คนและรถราที่เราเห็นบนท้องถนนก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว

แค่วันนี้เราทำงานชิ้นนี้เสร็จ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกังวลกับงานชิ้นนี้อีกต่อไปแล้ว

แค่ระงับอารมณ์ไม่พูดจาตอบโต้ ปัญหาที่จะงอกตามมาก็หายไปแล้ว

แค่ข้ามถนนไม่ดูรถ เราอาจไม่ได้เดินข้ามถนนอีกแล้วก็ได้

พรุ่งนี้คือผลของวันนี้ และมะรืนคือผลของพรุ่งนี้ เชื่อมต่อเรื่อยไปเป็นอนันต์

ดำรงสติไว้ให้มั่น เพราะทุกสิ่งที่เราทำเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเราได้เสมอ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ข้อมูลมากมายก็ตัดสินใจได้เท่าเดิม

20180410_toomuchinfo

ในปี 1974 Paul Slovic ที่เป็นนักจิตวิทยาระดับโลกได้ทำการทดลองเพื่อจะดูว่าข้อมูลที่มากขึ้นมีผลต่อการตัดสินใจเพียงใด

สโลวิคนัดหมายเซียนพนันม้า 8 คน เพื่อให้แต่ละคนแทงว่าม้าตัวไหนจะเข้าวิน

โดยแต่ละรอบจะมีม้าเข้าแข่ง 10 ตัว และจะมีการแทงทั้งหมด 4 รอบ โดยที่ไม่มีม้าซ้ำกันเลย

ถ้าใช้วิธีเดาสุ่ม เซียนพนันมีโอกาสถูกเพียง 10% (ม้า 1 ตัวใน 10 ตัวที่เข้าวิน)

สโลวิคเพิ่มความน่าจะเป็นในการแทงถูก ด้วยการให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยรอบแรก เซียนพนันแต่ละคนจะขอข้อมูลใดๆ ก็ได้เกี่ยวกับม้าที่แข่งในรอบนั้นจำนวน 5 ชิ้น (เช่นเวลาที่เร็วที่สุดที่ม้าแต่ละตัวเคยทำได้ ประสบการณ์ของจ๊อกกี้แต่ละคน ฯลฯ)

รอบที่สอง เซียนพนันสามารถขอข้อมูลได้ 10 ชิ้น

รอบที่สาม ขอข้อมูลได้ 20 ชิ้น

และรอบสุดท้าย ขอข้อมูลได้ 40 ชิ้น

ก่อนการแข่งแต่ละรอบ สโลวิคถามเซียนพนันด้วยว่ามีความมั่นใจแค่ไหนว่าจะทายถูก

รอบแรก เซียนพนันมีความมั่นใจ 19%

รอบที่สองและรอบที่สาม เซียนพนันก็มีความมั่นใจมากขึ้นอีก เพราะมีข้อมูลมากขึ้น

ส่วนรอบสุดท้าย ที่ได้ข้อมูลคนละ 40 ชิ้น เซียนพนันมีความมั่นใจถึง 34% ว่าจะทายถูก

แล้วผลลัพธ์เป็นเช่นไร?

รอบแรก เซียนพนันทายถูก 17%

รอบที่สอง เซียนพนันทายถูก 17%

รอบที่สาม เซียนพนันทายถูก 17%

รอบสุดท้าย เซียนพนันก็ยังทายถูกแค่ 17%*

การได้ข้อมูลมากขึ้น ไม่ได้เพิ่มโอกาสในการทายถูกให้กับเซียนพนันเลย

สิ่งเดียวที่แตกต่าง คือความมั่นใจว่าจะทายถูก คือเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 34%

Slovic ได้ข้อสรุปว่า ข้อมูลนั้นมีประโยชน์สำหรับัการตัดสินใจก็จริง แต่เมื่อเลยจุดๆ หนึ่งไปแล้ว มันมีแต่จะทำให้เราเชื่อในสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้วหนักแน่นยิ่งขึ้น (confirmation bias) ข้อมูลอะไรที่ขัดไปจากความเชื่อที่เรามี เราก็จะโยนทิ้งหรือไม่สนใจ ดังนั้นมันจึงไม่ได้เพิ่มโอกาสที่เราจะตัดสินใจถูกได้เลย

สิ่งเดียวที่มันทำคือทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เรากล้าเสี่ยงมากขึ้น จนสุดท้ายก็สูญเสียมากขึ้นนั่นเอง

การทดลองนี้สอนให้รู้ว่าข้อมูลต่างๆ ก็มีข้อจำกัดของมัน เพื่อที่เราจะได้ไม่มั่นใจกับการตัดสินใจของเราจนเกินเหตุ

ในทางกลับกัน ถ้าจะลงมือทำอะไรซักอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลครบทุกอย่างก็ได้ เพราะถึงมีมากเกินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี มีแต่จะทำให้เราเสียเวลาและเสียโอกาสมากขึ้นเท่านั้นเอง

—–
ขอบคุณเนื้อหาจาก Tribe of Mentors Short Life Advice from the Best in the World by Timothy Ferriss

* ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลข 17% มาอย่างไรเหมือนกัน เพราะถ้านักพนันมี 8 คน ค่าการคำนวณควรจะเป็น 1/8 = 12.5% หรือ 2/8 = 25%