พุทธคยาจาริก (ตอนจบ)

หลังจากหายไปนาน วันนี้ผมจะมาเขียนตอนที่ 3 ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายของการได้มาแสวงบุญที่พุทธคยาเมื่อวันที่ 8-12 มกราคม พ.ศ. 2569 นะครับ

ใครที่เพิ่งได้มาอ่านบทความพุทธคยาจาริกเป็นครั้งแรก แนะนำให้กลับไปอ่านสองตอนแรกก่อนนะครับ

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ


วันที่ 3 ภาคบ่าย: เวฬุวัน – หลวงพ่อองค์ดำ – นาลันทา

เวฬุวัน คือวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา โดยพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ถวาย

วัน แปลว่า ป่า เวฬุ แปลว่า ไผ่ เวฬุวันก็คือป่าไผ่นั่นเอง

จากคิชฌกูฏไปเวฬุวัน ใช้เวลาไม่นานนัก ระหว่างทางรถต้องผ่าน “ตโปธาราม” ที่เป็นที่อาบน้ำของชาวฮินดู บ่อน้ำของวรรณะกษัตริย์อยู่ชั้นบนสุด น้ำใสเป็นสีฟ้า น้ำทิ้งจากด้านบนจะกลายมาเป็นน้ำอาบของวรรณะที่ต่ำลงมา ชั้นล่างสุดที่เป็นบ่อน้ำดำคร่ำจึงเป็นของวรรณะจัณฑาล

เราไม่ได้แวะตโปธาราม แต่ก็สงสัย จึงถามพี่ก็ (ดร.วิรไท สันติประภพ) หัวหน้าคณะว่าถ้าพวกเราเข้าไป จะได้อาบบ่อไหน พี่ก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าจะให้เดาก็น่าจะได้อาบบ่อของจัณฑาล เพราะพวกเราเป็นคนนอกศาสนาของเขา

ก่อนจะถึงเวฬุวัน รถยังผ่านสถานที่สำคัญอีกแห่ง คือคุกของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นที่ที่พระองค์เคยโดนพระเจ้าอชาตศัตรูกุมขังเอาไว้ แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ยังเดินจงกรมและคอยทอดพระเนตรผ่านทางหน้าต่างไปทางเขาคิชฌกูฏเพื่อชื่นชมพระพุทธเจ้าที่เสด็จลงจากคิชฌกูฏทุกเช้า แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบเรื่อง จึงสั่งให้ทหารกรีดข้อเท้าพระเจ้าพิมพิสารและโรยเกลือ พระเจ้าพิมพิสารไม่อาจเดินได้อีกต่อไป และสิ้นพระชนม์ในคุกนั้นเอง

เวฬุวันคือมหาวิหารแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าประทับถึง ๕ พรรษา แต่ก็ถูกทิ้งไว้ให้เสื่อมโทรม แถมยังเคยมีสุสานของศาสนาอื่นมาตั้งอยู่ด้วย โดยพื้นที่แห่งนี้อยู่ในความดูแลของกองโบราณคดีอินเดีย (ASI) และไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาเป็นการถาวร แต่มีเหตุการณ์สำคัญที่พระสงฆ์ไทยได้ขออนุญาตเข้าไปจำพรรษาที่นั่นได้สำเร็จ นั่นคือพระอาจารย์อารยะวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัดลำพูน

ในปี พ.ศ. 2557 พระอาจารย์อารยะวังโสและพระผู้ติดตามอีก 5 รูปได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอินเดียให้เข้าไปจำพรรษาในเวฬุวัน ซึ่งถือเป็นการจำพรรษาของพระสงฆ์ไทย (และพระสงฆ์นิกายเถรวาท) อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบกว่าพันปีนับตั้งแต่ยุคเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย

จากการที่ท่านได้เข้าไปจำพรรษาและปฏิบัติธรรมที่นั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ท่านเห็นสภาพความเสื่อมโทรมของลานที่ใช้สวดโอวาทปาฏิโมกข์ ท่านจึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงประสานงานกับรัฐบาลอินเดียเพื่อขอประดิษฐานพระพุทธรูปปางโอวาทปาฏิโมกข์

แต่ก่อนจะอัญเชิญพระพุทธรูปปางโอวาทปาฏิโมกข์มาประดิษฐานได้นั้น ต้องมีการทำ “พิธีสวดถอน” เสียก่อน

ตามพระวินัย การที่จะตั้งเขตอุโบสถใหม่ในที่ที่เคยเป็นวัดเก่าแก่มาก่อน จะต้องทำการสวดถอน “สีมาเก่า” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความทับซ้อนกันของเขตสังฆกรรมเดิมซึ่งอาจมองไม่เห็นร่องรอยแล้ว เพราะหากเขตสีมาทับซ้อนกันจะทำให้การทำสังฆกรรม เช่นการบวชพระหรือการสวดปาฏิโมกข์ในบริเวณนั้นไม่สมบูรณ์

พิธีสวดถอนนี้เกิดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 โดยพระอาจารย์อารยะวังโสได้นิมนต์พระพรหมวชิรเมธาจารย์มาเป็นประธานในพิธี และพระพรหมวชิรากรร่วมเป็นประธานและนำการสวดประกาศเขตอุโบสถ

การสวดถอนและสวดสมมติสีมาในวันนั้น ทำให้ลานหินอ่อนและพื้นที่โดยรอบกลายเป็นอุโบสถที่ถูกต้องตามพระวินัยอีกครั้ง ทำให้พระสงฆ์สามารถมาทำสังฆกรรมและสวดปาฏิโมกข์ได้อย่างสนิทใจ

ในวันสวดถอน “พี่ก็” เองก็เป็นหนึ่งในคณะด้วย พี่ก็เล่าให้ฟังว่า สัปดาห์นั้นทั้งสัปดาห์อากาศร้อนมาก แต่พอถึงช่วงทำพิธีอากาศกลับเย็นสบาย พี่ก็ทำหน้าที่นั่งปิดจุดที่เป็นทางเข้าเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวหรือสุนัขเข้ามารบกวนพิธี แถมยังมีเหตุการณ์ประหลาดที่มีกิ่งไม้ขนาดใหญ่ตกลงมากั้นทางเข้าต่อหน้าต่อตาพี่ก็ที่นั่งอยู่อีกด้วย

เราได้ไปนั่งสมาธิอยู่ตรงลานนั้นได้ประมาณ 20 นาที แดดออกแต่ไม่ร้อน ลมโกรกเย็นสบาย ถ่ายรูปออกมาก็สวย เป็นอีกที่หนึ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำและอยากกลับไปอีกแน่ๆ

จากเวฬุวัน เราไปรับประทานอาหารกลางวันที่ Indo Hokke Hotel ที่ทำให้เราประหลาดใจด้วยไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารไทย ผมกับผึ้ง (ภรรยา) ได้นั่งโต๊ะเดียวกับพี่เม่น ผู้บริหารธนาคารใหญ่ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวญี่ปุ่น และ จอย ที่เคยทำงานอยู่บริษัทเทคข้ามชาติก่อนจะออกมาทำธุรกิจ wellness ของตัวเอง

เมื่อปีก่อนหน้าคณะของพี่ก็ที่มีเชอรี่ร่วมมาด้วยก็มานอนค้างที่โรงแรมแห่งนี้ เพื่อจะตื่นแต่เช้าไปขึ้นเขาคิชฌกูฏ ผมเดาว่าบรรยากาศตอนเช้าตรู่บนนั้นคงจะสัปปายะน่าดู แต่เชอรี่บอกว่าห้องของโรงแรมนี้ค่อนข้างเก่า ไม่แนะนำ ถ้าจะมาพักแถวนี้ก็ควรหาโรงแรมอื่นนอนดีกว่า

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปสักการะ “หลวงพ่อองค์ดำ” พระุทธรูปปางมารวิชัยที่สลักจากหินแกรนิตสีดำ พระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาวางคว่ำที่พระชานุ (เข่า) องคุลี (นิ้วมือ) ของพระหัตถ์ขวาทั้งหมดชี้ให้พระแม่ธรณีมาเป็นพยาน

หลวงพ่อองค์ดำเคยประดิษฐานอยู่ในนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลกที่ถูกสร้างเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 5 โดยราชวงศ์คุปตะ และรุ่งเรืองที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ที่พระถังซัมจั๋งเดินทางมาศึกษา ก่อนจะล่มสลายจากการถูกกองทัพมุสลิมเติร์กบุกมาเผาทำลายในปี ค.ศ.1193 โดยหลวงพ่อองค์ดำเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปไม่กี่องค์ที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์เกือบ 100%

การจะไปหลวงพ่อองค์ดำและนาลันทานั้น เราใช้รถบัสไม่ได้ ต้องนั่งริกชอว์ไปทั้งสองที่

ชาวอินเดียนับถือศรัทธาความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อองค์ดำเป็นอย่างมาก เวลาลูกไม่สบายก็พากันเอาน้ำมันเนยมาทาที่องค์ท่านก่อน แล้วลูบเอาน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวลูก หรือถ้าใครเจ็บส่วนไหนในร่างกาย ก็เอาน้ำมันไปทาส่วนนั้นของหลวงพ่อก่อนที่จะเอามาทาอวัยวะที่บาดเจ็บของตัวเอง

ตอนที่คณะของเราไปกราบสักการะหลวงพ่อองค์ดำ ก็มีคนท้องถิ่นมาเร่ขายน้ำมันเนยให้เรา ผมได้แต่คิดถึงคำของอาจารย์ดนัยที่กล่าวเอาไว้ในหนังสือ “Buddhist Holy Day: หนีตามพระพุทธเจ้า” ว่าการเอาน้ำมันมาทาพระพุทธรูปอาจทำให้องค์พระยิ่งสึกหรอ และแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังป่วย ยังต้องไปหาหมอชีวกให้ช่วยรักษาเลย

ไหว้หลวงพ่อองค์ดำเสร็จ พวกเราก็กระโดดขึ้นรถริกชอว์เพื่อมุ่งหน้าไปยังนาลันทา

หลังนาลันทาถูกเผา พื้นที่ตรงนี้ถูกทิ้งร้างอยู่หลายร้อยปีจนกลายเป็นเนินเขาและกลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย จนกระทั่ง Sir Alexander Cunningham ชาวอังกฤษได้อ่านบันทึกของพระถังซัมจั๋ง จึงเชื่อว่า ณ จุดนี้เคยมีมหาวิทยาลัยสงฆ์อยู่ จึงนำคณะมาขุดสำรวจในปี ค.ศ.1861 จนพบหลักฐานสำคัญ เช่นจารึกบนผนังและฐานสถูปซึ่งยืนยันชื่อ “นาลันทา”

พื้นที่ของนาลันทามหาวิหารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และเปิดให้เข้าชมในปัจจุบัน มีเนื้อที่ประมาณ 75 ไร่ ยาว 500 เมตร กว้าง 250 เมตร ประกอบด้วยวิหาร 11 แห่ง และสถูป อีก 6 แห่ง

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพื้นที่ทั้งหมดของมหาวิทยาลัย เคยเป็นที่พักอาศัยของนักศึกษาถึงหนึ่งหมื่นคน มีห้องสมุดเก้าชั้น (Dharmaganja) มีสวน สระน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรมที่กษัตริย์พระราชทานให้ อาจครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,000 ไร่ หรือใหญ่กว่าสวนลุมบ้านเราเกือบ 3 เท่า

ตอนเดินในนาลันทา เราได้ไกด์ชาวอินเดียซึ่งพูดยาวและสำเนียงฟังค่อนข้างยาก ดีที่แดดไม่แรง เดินสบายๆ โดยมีไฮไลต์คือสถูปพระสารีบุตรที่เป็นสถูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้าง x ยาว 35 เมตร และสูง 30 เมตร

ก่อนออกบวช พระสารีบุตรมีนามว่า “อุปติสสะ” และเกิดที่ “หมู่บ้านนาละ” ซึ่งอยู่ในนาลันทาแห่งนี้ และก่อนที่จะปรินิพพาน พระสารีบุตรก็กลับมาโปรดโยมมารดาจนท่านบรรลุโสดาบันที่หมู่บ้านนาละเช่นกัน

อีกจุดที่เป็นไฮไลต์และมีขนาดใหญ่มาก คือหอพักนักศึกษาโบราณ ซึ่งเป็นวิหารที่สำคัญที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาวิหารทั้งหมด 11 แห่ง เราสามารถมองเห็นห้องพักนักศึกษาเรียงราย มีลานอเนกประสงค์ ตรงกลางมีแท่นบรรยายของอาจารย์ และเห็นท่อระบายน้ำและเตาไฟโบราณที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมในสมัยนั้น

ตอนที่เข้าไปอยู่ในห้องพักนักศึกษา ไกด์ก็บรรยายว่าชีวิตนักศึกษานับหมื่อนคนที่ย้ายเข้ามาอยู่นั้นมีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง แต่ด้วยสำเนียงที่ฟังยาก เราจึงได้ยินเขาพูดคำว่า “โอเด้ง” อยู่หลายประโยค ฟังไปก็งงไปว่ามันเกี่ยวกับของกินญี่ปุ่นได้ยังไง จนมีใครสักคนไปถามไกด์อีกรอบจึงรู้ว่าเขาพูดคำว่า “wooden” ไม่ไช่โอเด้ง

อีกหนึ่งความประทับใจของการมาเยือนที่นี่ ก็คือ “ผึ้ง” ภรรยาของผม มีกลุ่มเด็กนักเรียนผู้หญิงมาขอถ่ายรูปด้วยถึงสองรอบ รอบแรกตอนเดินชมลานอเนกประสงค์ อีกรอบตอนก่อนกลับ

เราอยู่กันจนถึงห้าโมงเย็นซึ่งเป็นเวลาปิดทำการ ระหว่างที่เดินออกจากนาลันทา เราเห็น “ระบำนก” นับร้อยที่บินออกจากต้นไม้พร้อมๆ กันก่อนจะบินกลับมาที่ต้นเดิมและบินออกไปอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียงราวกับมากล่าวอำลาแขกผู้มาเยี่ยมเยือน

ออกจากนาลันทามาได้ราวครึ่งชั่วโมง “มล” ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะของเราก็เดินมาแจ้งให้ทุกคนบนรถทราบว่ามือถือไอโฟนของเธอหายไป น่าจะเป็นช่วงที่นั่งรถริกชอว์จากรถบัสไปหลวงพ่อองค์ดำ (ตอนแรกมลคิดว่าอาจลืมไว้บนรถบัสก็เลยยังไม่ได้ทำอะไร) พยายามโทรเข้าเครื่องก็ไม่ติด เลยต้องใช้ฟังก์ชั่นของ Find my iPhone ให้ส่งเสียงร้อง ล็อกเครื่องและใส่เบอร์ติดต่อกลับ ซึ่งก็คือเบอร์ของ “รามจี” ทัวร์ไกด์ผู้น่ารักของเรานี่เอง

สักพักคนที่เก็บไอโฟนได้ก็โทรกลับมาที่เบอร์รามจี แล้วก็ต่อรองกันอยู่นานว่าจะเอาเครื่องมาคืนอย่างไร เขาบอกว่าพรุ่งนี้เขาจะนั่งรถมาส่งให้ โดยขอเรียกค่าตอบแทน 10,000 รูปี (3,500 บาทไทย) และค่าเดินทางอีกต่างหาก โชคดีมากที่เรามีรามจีคอยคุยกับอีกฝ่ายให้ ไม่อย่างนั้นน่าจะแทบหมดโอกาสได้โทรศัพท์คืน

การนั่งรถกลับโรงแรมใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า กลางทางเราจึงแวะวัดนวมินทรธัมมิกราช ซึ่งมีพระพุทธรูปหินทรายแดงขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดีย องค์พระมีความสูง 33 เมตร และหน้าตักกว้าง 29 เมตร มีพระชาวอินเดียมาทักทายเราเป็นภาษาไทยด้วย

เนื่องจากวันถัดไป (อาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026) จะมีบางคนในคณะต้องกลับก่อน พวกเราเลยใช้ช่วงชั่วโมงสุดท้ายบนรถบัสด้วยการให้ตัวแทนออกมาเล่าความรู้สึกของการมาเยือนพุทธคยาครั้งนี้ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ผมเล่าให้ฟังว่าเส้นทางของผมเริ่มต้นตอนไปเรียนมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ และขนหนังสือมากมายจากเมืองไทยไปอ่าน และในกองหนังสือเหล่านั้นก็มีหนังสือของท่านพุทธทาสติดไปด้วย จึงได้เริ่มทำความรู้จักกับคำสอนทางพุทธศาสนาตั้งแต่ตอนนั้น พอกลับมาไทยและเข้าสู่วัยทำงาน ก็มีโอกาสได้ไปฝึกวิปัสสนากับอาจารย์โกเอ็นก้าสองหน ส่วนปัจจุบันก็ฟังธรรมะบรรยายของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชโชเป็นประจำ และฝึกความรู้สึกตัวด้วยการเดินจงกรมและขยับมือแบบหลวงพ่อเทียน

การมาเยือนพุทธคยาครั้งนี้ สิ่งที่ประทับใจคือพลังงานอะไรบางอย่างใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ช่วย “พยุง” ให้เราสามารถนั่งภาวนาได้เป็นเวลานานท่ามกลางเสียงจอแจ การได้ไปเยี่ยมเยียนสถานที่ต่างๆ ที่เราคุ้นชื่อในพุทธประวัติก็ยิ่งทำให้ผมมีศรัทธาในการมีอยู่จริงของพระพุทธเจ้าและธรรมะที่พระองค์ทรงค้นพบ

ความท้าทายที่สุดต่อจากนี้ คือเราจะนำสิ่งที่ได้ปรารภไว้ในคำอธิษฐานใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์มาทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไรเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพ ต้องเผชิญชีวิตจริงที่เต็มไปด้วยภาระหน้าที่ แถมยังมีสิ่งเย้ายวนกิเลสมากมายที่จะฉุดให้เรากลับไปยังจุดเดิม ไม่ต่างจากตอนก่อนที่เราจะได้มาเยือนพุทธคยา

เรากลับถึงโรงแรมราวสองทุ่ม เป็นวันแรกและวันเดียวที่ไม่ได้ไปมหาเจดีย์ทั้งเช้าและค่ำ รับประทานข้าวมื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะแยกย้ายขึ้นห้องนอน เป็นอันจบคืนที่สามของพุทธคยาจาริก


วันที่ 4 – เช้าอันหนาวเหน็บ – พิธียกช่อฟ้า – วัดนานาชาติ

เช้านี้เราออกจากโรงแรมช่วงตีห้าเช่นเดิม ไปนั่งภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เช่นเดิม แต่ครั้งนี้จำได้แม่นเลยว่าเป็นเช้าที่หนาวที่สุด ผมนั่งใกล้ “ช่องลม” คือตรงหัวมุมของเจดีย์พอดี ทำให้มีลมมาสัมผัสหลังอยู่เรื่อยๆ นั่งไปก็น้ำมูกไหลไป มือเย็นเฉียบจนแทบไม่รู้สึกตอนยุงกัด อุณหภูมิรุ่งเช้าวันนั้นน่าจะเข้าใกล้ศูนย์องศาที่สุดในทริปนี้

หลังจากลุกขึ้นจากใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ผมกับผึ้งก็ไปเดินจงกรมรอบเจดีย์ ผึ้งชี้ให้เห็นหมาตัวหนึ่งนอนขดตัวสั่นระริก ผึ้งบอกว่าเกิดเป็นสัตว์ก็น่าสงสารเนอะ แค่อยากจะหาอะไรมาห่มให้ตัวอุ่นขึ้นยังทำไม่ได้

ใช่ เมื่อเราเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์แล้ว เรื่องง่ายๆ อย่างการหาความอบอุ่นให้ร่างกายยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

กลับถึงโรงแรม อาบน้ำ ลงมารับประทานอาหารเช้า เราก็พร้อมสำหรับทริปวันนี้

ระหว่างที่รอทุกคนพร้อมที่ล็อบบี้ “รามจี” มาอัปเดตกับมลเรื่องไอโฟนว่าคนที่เก็บได้ ยังไม่ได้เดินทางมา และเรียกร้องว่าต้องโอนเงินให้เขาก่อน 10,000 รูปี ซึ่งทางเราก็ไม่ยอมเพราะไม่รู้ว่าได้เงินไปแล้วเขาจะเอาโทรศัพท์มาคืนให้จริงหรือเปล่า

รามจีเลยเสนอวิธีที่ฉลาดมาก คือต่อรองให้คนที่เก็บไอโฟนได้เอาโทรศัพท์ไปให้ที่ร้านร้านหนึ่งที่รามจีรู้จัก โดยร้านนั้นจะถ่ายรูปส่งมาให้ว่าใช่โทรศัพท์เครื่องเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่ ทางร้านก็จะให้เงินคนคนนั้นกลับไป และเอาโทรศัพท์มาส่งให้รามจี แล้วค่อยเคลียร์ค่าใช้จ่ายทีเดียว แผนการนี้ฟังดูดี ก็เลยอุ่นใจขึ้นแต่ก็ยังต้องลุ้นไปอีกทั้งวัน

ก่อนขึ้นรถบัส เราเจอกับ “ผู้ชายขายผ้า” ซึ่งจริงๆ แล้วเราเจอมาตั้งแต่วันแรกแต่ผมลืมเล่าถึงในสองตอนที่ผ่านมา

พวกเขามากัน 3-4 คน และเราจะได้เจอทุกครั้งตอนเช้าก่อนออกจากโรงแรม และตอนค่ำตอนที่เรากลับถึงโรงแรม

“ส่องร่อยบัทๆ”

“ห่าผืนพันๆ”

ราคาจะวิ่งอยู่ประมาณนี้ แต่พวกเราในกลุ่มก็ไม่มีใครใจอ่อนเสียที

จุดหมายแรกในวันนี้คือวัดไทยพุทธคยา ท่านพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ให้โอกาสพวกเราได้มาทำพิธียกช่อฟ้า

ผมเองเคยได้ยินแต่คำว่า “ช่อฟ้าใบระกา” แต่ไม่เคยแน่ใจว่าตรงไหนคือช่อฟ้า ตรงไหนคือใบระกา ถ้าคุณผู้อ่านรู้ตัวว่าตัวเองก็ไม่ทราบเช่นกัน ลองเสิร์ชหารูปภาพของสองอย่างนี้ดูนะครับ

เราไปถึงก่อนพิธีจะเริ่ม เลยมีเวลาดื่ม “กาลัมจาย” (ซึ่งเราชอบเรียกเล่นๆ ว่า “กำลังใจ”) ชานมของอินเดียที่ทางวัดเตรียมไว้ให้ผู้มาเยือน พร้อมด้วยโรตีกรอบเปล่าๆ ที่เข้ากันเป็นอย่างยิ่ง

ในพิธียกช่อฟ้าที่คณะของเราไปร่วมด้วยนั้น มีแม่ชีมาตีฆ้อง เป่าสังข์ และเขย่าระฆังมือ ทำให้บรรยากาศดูขรึมขลังและประทับอยู่ในความทรงจำ พวกเราพนมมือถือสายสิญจน์มองเห็นช่อฟ้าที่ค่อยๆ ถูกรอกดึงขึ้นไปประดิษฐานบนยอดสุดของหลังคา

ผมเคยได้ยินมาว่า ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เรามักจะระลึกถึงอดีตที่ประทับแน่นฝังอยู่ในความทรงจำ ถ้าเคยทำกรรมดีเอาไว้ เราก็จะนึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลและทำให้จิตใจสงบและมีโอกาสได้ไปสู่สุคติ ผมคิดว่าภาพและเสียงของพิธียกช่อฟ้าก็จัดอยู่ในความทรงจำประเภทนี้

เมื่อจบพิธี คณะไปนั่งดื่มเครื่องดื่มและรับประทานอาหารตรงทางเข้าวัด แต่ผมเห็นพี่ก็กำลังพาพี่ปลาไปซื้อเบาะนั่งสมาธิ (เพราะพี่ปลาต้องเดินทางกลับวันนี้แล้ว) ผมเลยติดตามไปด้วย เดินออกจากวัดเลี้ยวขวาไปประมาณ 300 เมตร ร้านเป็นเพิงอยู่ด้านขวาชื่อ Real Tailors ตรงข้ามกับโรงแรมตึกสีขาวที่ชื่อ Royal Sujata Inn พี่ก็มาอุดหนุนร้านนี้หลายครั้งแล้วเพราะว่าเบาะคุณภาพดี ราคาสมเหตุสมผล ผมก็เลยได้เบาะติดมือกลับมาด้วยเหมือนกัน

เมื่อกลับถึงวัด เราก็บอกลาพี่ๆ ที่จะต้องบินกลับวันนี้ 6 คน – พี่เม่น พี่แตง พี่ชาย พี่ณัฐ พี่ต้า และพี่ปลา ส่วนอีก 10 คนที่เหลือได้แก่ พี่ก็ พี่เด่น พี่ปุ้ย เชอรี่ ผึ้ง รุตม์ จอย เตย มล และภูมิ

เอเจนด้าที่เหลือของวันนี้เต็มไปด้วยการเดิน ไม่ว่าจะเป็นการเดินซื้อของและเดินชมวัดจากหลากหลายประเทศ

พี่ก็พาคณะของเรากลับไปที่ร้านเบาะอีกครั้ง ได้เบาะและกระเป๋าผ้ากันมาหลายคน จากนั้นจึงแวะไปร้านสูท และร้านหนังสือและงานศิลปะของธิเบตที่อยู่ชั้นใต้ดิน ซึ่ง “ภูมิ” อาจารย์ที่จุฬาก็ได้ภาพวาดขนาดใหญ่ใส่กรอบให้แบกติดตัวไปด้วยตลอดวันที่เหลือ

เราแวะร้าน Himalaya ที่ทั้งร้านขายแต่สินค้าของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้ ทั้งสบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน ยาปลูกผม ผมว่าน่าจะมีสินค้ายี่ห้อนี้ไม่ต่ำกว่า 100 SKU อัดแน่นอยู่ในร้านคูหาเดียว

ระหว่างเดินซื้อของ ซึ่งน่าจะกินเวลาเกินชั่วโมง มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุราว 10 ขวบเดินตามผมมาตลอดทางเพื่อจะขอเงิน แม้ว่าเขาจะอดทนและมีลูกตื๊อมาก แต่ก็ไม่เคยล้ำเส้น เวลาที่พวกเราเข้าไปในร้าน เขาจะรออยู่ด้านนอกร้านอย่างสงบเสงี่ยม พอเราออกจากร้าน เขาก็จะเดินตามผมต่อ

จบการเดินช็อปปิ้งแล้ว เราก็เริ่มเดินไปยังวัดต่างๆ เริ่มต้นด้วยวัดป่าพุทธคยา อีกหนึ่งวัดไทยซึ่งอยู่ใกล้กับพระมหาเจดีย์และเงียบสงบมาก พี่ก็เล่าว่าในบางวันที่มีพิธีสำคัญจนคนในมหาเจดีย์เยอะเกินไป เราก็สามารถเลือกมานั่งปฏิบัติในวัดป่านี้ได้เช่นกันเพราะสามารถมองเห็นมหาเจดีย์ได้ชัดเจน

จากวัดป่าพุทธคยา เราเดินไปต่อที่วัดธิเบต ซึ่งพี่ก็บอกว่าท่านดาไลละมะเคยเสด็จมาพักที่นี่ และพี่ก็เคยโชคดีเคยได้เข้าไปเยี่ยมชมห้องนอนของท่านดาไลลามะด้วย ซึ่งเป็นห้องธรรมดาขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไร บ่งบอกถึงความเรียบง่ายและสมถะของประมุขและผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวธิเบต

ออกจากวัดธิเบต เราแวะดื่มกาแฟที่ร้าน Be Happy Cafe ที่อร่อยทั้งเครื่องดื่มและเค้ก ผมเดินขึ้นไปเข้าห้องน้ำชั้นสอง เจอพนักงานที่มาเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำด้วย เมื่อผมล้างมือที่อ่างล้างหน้าเสร็จ เขาก็รีบตามมาเช็ดอ่างล้างหน้าให้ทันที จึงคิดได้ว่า เพราะผู้คนที่นี่ยากจน ใครที่ได้งานจึงถือเป็นคนโชคดี เขาจึงมีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด

จากนั้นเรากระโดดขึ้นรถริกชอว์เพื่อไปที่วัดภูฏาน ซึ่งสำหรับผมเป็นหนึ่งในวัดที่ชอบที่สุดที่ได้ไปในวันนั้น เพราะบนผนังมีพุทธประวัติเป็น 3D ซึ่งผมไม่เคยเห็นที่วัดไหนมาก่อน

ออกมาจากอุโบสถ เราเห็นสนามหญ้าที่คิดว่าถ่ายรูปแล้วน่าจะสวย จึงใช้เวลาอยู่ตรงนี้อย่างเย็นใจ แถมยังได้รับข่าวดี คือมลได้รับไอโฟนกลับมาเรียบร้อย ต้องขอบคุณรามจีที่ช่วยเจรจาและคิดหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับ

เราเดินต่อไปที่ “ไดโจเคียว” ที่มีรูปปั้นพระใหญ่แห่งไดโจเคียว (The Great Buddha of Daijokyo) สูง 19.5 เมตร ทำจากหินทรายและหินแกรนิตที่ตั้งเด่นตระหง่าน เห็นแล้วชวนให้นึกถึงพระใหญ่ไดบุทสึที่ผมกับผึ้งเคยไปสักการะที่เมืองคามาคุระประเทศญี่ปุ่น

อีกจุดหนึ่งที่น่าประทับใจ คือโดยรอบรูปปั้นพระใหญ่นั้นมีรูปปั้นพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าถึง 10 องค์ ซึ่งทุกองค์ล้วนเป็น “อสีติมหาสาวก” หรือพระสาวกผู้ใหญ่ 80 องค์ของพระพุทธเจ้า

ผมถ่ายรูปเก็บเอาไว้ทั้ง 10 องค์ ถ้าเริ่มจากเบื้องขวาขององค์พระใหญ่แล้วเดินทวนเข็มนาฬิกา ก็จะเจอรูปปั้นพระสาวกดังนี้ – พระอานนท์ พระสารีบุตร พระปุณณะ พระสังกัจจายน์ พระราหุล พระสุภูติ พระอุบาลี พระมหากัสสปะ พระโมคัลลานะ และพระอนุรุทธะ

จากนั้นเราเดินไปวัดญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเรียบง่ายว่า “วัดญี่ปุ่น” (Japanese Temple) ความพิเศษของที่นี่คือเราเข้าไปในช่วงที่มีพระหนุ่มรูปหนึ่งกำลังทำพิธีอยู่พอดี รูปเดียวทำหน้าที่สวดมนต์ ตีกลอง และตีระฆัง เสียงสวดก้องกังวานจนนึกว่าน่าจะใช้ไมโครโฟน (แต่จริงๆ แล้วไม่มีอุปกรณ์ขยายเสียงอะไรเลย) อากัปกิริยาและท่วงท่าของท่านนั้นนิ่งสงบและลื่นไหลดูน่าเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง เราเดินออกมาจากวัดแล้วก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็นอีกหนึ่ง magic moment ของวันนี้

อีกหนึ่งโมเมนต์ที่จำได้ คือยุงที่นี่ดุมาก คนในคณะเราคนหนึ่งมียุงบินอยู่บนหัวไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ตัวตั้งแต่อยู่ในโบสถ์จนมาถึงลานวัดก็ยังตอมอยู่

ฟ้าเริ่มมืด เราเดินกลับไปที่จุดนัดพบเพื่อนขึ้นรถบัสกลับโรงแรม และมีเหล่าผู้ชายขายผ้าขี่มอเตอร์ไซค์มาดักรอเราที่หน้าโรงแรมราวกับนัดกันไว้ แต่ก็ยังไม่มีใครใจอ่อนยอมควักเงินซื้อผ้า

รับประทานอาหารเย็นเสร็จ เรากลับไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกเช่นเคย รอบนี้ตอนที่ผมนั่งภาวนา ผมตั้งจิตบอกว่า นี่เป็นคืนสุดท้ายที่จะได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว หากเป็นไปได้ ขอให้มี “สัญญาณอะไรบางอย่าง” เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้มีความเพียรในการภาวนาต่อจากนี้

ปรากฎว่าไม่มีสัญญาณใดๆ เกิดขึ้น ผมผิดหวังเล็กน้อย บอกตัวเองว่าพรุ่งนี้เช้ายังมีโอกาสอีกครั้งที่จะได้มานั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกหนึ่งคำรบ

กลับถึงโรงแรมกลุ่มชายขายผ้าก็ยังมารอเจอเราอยู่เช่นเดิม ทั้งที่ไม่มีใครเคยซื้อผ้าจากพวกเขาแม้แต่ชิ้นเดียว แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมแพ้และคอยกลับมาอยู่เรื่อยๆ ขายของอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน


วันที่ 5 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์ – วัดเมตตาพุทธาราม – สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายของการมาเยือนพุทธคยา เราออกจากโรงแรมช่วงตีห้าเหมือนทุกครั้งเพื่อมานั่งภาวนาที่พระมหาเจดีย์ (ลืมบอกไปว่ารอบๆ พระมหาเจดีย์มีพื้นที่ให้นั่งภาวนาได้หลายจุด ไม่จำเป็นต้องมานั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์)

นี่เป็นการนั่งครั้งสุดท้ายของผมจริงๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนอีกเมื่อไหร่ จึงมีความตั้งใจเป็นพิเศษ

หลังจากที่นั่งไปได้ชั่วโมงกว่าๆ แสงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ก็รู้สึกขึ้นกับตัวเองว่า “จิตตั้งมั่น” ที่เป็นผู้สักว่ารู้ สักว่าดู น่าจะประมาณนี้ แล้วก็ยิ้มในใจกับตัวเองเบาๆ

หลังจากไปกราบลาพระพุทธเมตตา พวกเราทั้งคณะเดินวนรอบมหาเจดีย์อีกครั้งเพื่อซึมซับบรรยากาศ ก่อนกลับมาที่โรงแรมเพื่อเก็บกระเป๋าเดินทาง อาบน้ำอาบท่าและรับประทานอาหารเช้า

เช็คเอาต์จากโรงแรมตอนเก้าโมงกว่าๆ เดินออกมาเพื่อขึ้นรถบัส ก็ได้เจอกลุ่มชายขายผ้าอีกครั้ง ผมใจหายเล็กน้อยที่จะไม่ได้เจอพวกเขาอีกแล้ว เมื่อได้พบกันทุกวันตอนออกจากโรงแรมและตอนกลับถึงโรงแรม ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำที่สุนัขจิ้งจอกเอ่ยกับเจ้าชายน้อย:

“ถ้าเธอเคยมาตอนบ่ายสี่โมง ประมาณสักบ่ายสามโมง ฉันก็เริ่มเป็นสุขแล้ว”

“ส่องร่อยบัทๆ”

“หนึ่งร้อยบัทๆ”

“ห่าซิบบัทๆ”

ราคาเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาเห็นเราทยอยเอากระเป๋าเดินทางขึ้นท้ายรถบัส

เราขึ้นรถบัสและคุยกันว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี ซื้อแล้วจะเอาไปฝากใคร ฯลฯ แต่คุ้นๆ ว่ามีคนใจอ่อนยอมซื้อผ้าจนได้

เราควรไปถึงสนามบินไม่เกินเที่ยง จึงยังพอมีเวลาแวะไหว้พระที่วัดเมตตาพุทธาราม ซึ่งเห็นปราดแรกก็ทำให้นึกถึงวัดร่องขุ่นของอาจารย์เฉลิมชัย เพราะมีพระประธานองค์สีขาว และด้านหน้าวัดก็มีแม่พระธรณีบีบมวยผมองค์สีขาวเช่นกัน ส่วนตัวอุโบสถนั้นสีเงินจนคนอินเดียเรียกวัดนี้ว่า Silver Temple

เดินออกจากวัดมาก็กึ่งแปลกใจและยินดี เพราะเหล่าผู้ชายขายผ้าตามมารอถึงหน้าวัดนี้ ความใจแข็งพังทลายและหลายคนก็ตัดสินใจซื้อผ้าจากพวกเขา – รวมถึงภรรยาผมด้วย

เราไปถึงสนามบินและกินข้าวเที่ยงจากอาหารกล่องที่เตรียมมาจากโรงแรม ก่อนจะเข้าด่านตรวจที่เขาให้เอาสายชาร์จมือถือออกมาไว้นอกกระเป๋า

ตอนที่เดินจาก boarding gate ผ่านทางเชื่อมไปขึ้นเครื่องบิน ภาพสุดท้ายที่ผมถ่ายเอาไว้คือภาพวาดบนกระจกหน้าต่าง

เป็นเหตุการณ์เมื่อ 4 อสงไขยแสนมหากัปที่แล้ว เมื่อสุเมธดาบสได้ทอดกายลงบนโคลนตมเพื่อให้พระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จผ่าน พระองค์ทรงเห็นความตั้งใจอันแน่วแน่ จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตดาบสผู้นี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า “พระสมณโคดม”

เป็นภาพปิดการเดินทางที่เหมาะสมเหลือเกินสำหรับการมาเยือนพุทธคยา

กว่าจะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนี ต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรถึง 4 อสงไขยแสนมหากัป ขณะที่พระพุทธศาสนาของท่านนั้นถูกทำนายไว้ว่าจะอยู่ได้เพียง 5,000 ปีเท่านั้น

ชื่อเดิมของผมคือ “วรุตม์” ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้ใหญ่ที่พ่อแม่นับถือตั้งให้ตอนกำเนิด

ชื่อปัจจุบันของผมคือ “อานนทวงศ์” ซึ่งก็เป็นชื่อที่ผู้ใหญ่อีกท่านตั้งให้อีกเช่นกันเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีความหมายว่า “เป็นผู้ที่มีความรื่นเริงในการท่องเที่ยวไป”

ฟังดูเหมือนจะดี แต่ถ้าเราต้องท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏที่ยาวนานไม่รู้กี่อสงไขยก็คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก

ผมเลยขอคิดเข้าข้างตัวเองว่าชื่อของผมหมายถึงการเป็นวงศาคณาญาติกับพระอานนท์ ผู้ถวายตัวรับใช้พระพุทธและพระธรรม

แม้การเดินทางไปเยือนพุทธคยาจะจบลง แต่เส้นทางธรรมของผมยังคงอีกยาวไกล

ขอขอบพระคุณ “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ ที่เป็นสารตั้งต้นและหัวใจของทริปนี้ ขอบคุณเชอรี่ เข็มอัปสร ที่ทำหน้าที่รองหัวหน้าทัวร์ได้อย่างไร้ที่ติ ขอบคุณผึ้งที่จัดเตรียมทุกอย่างสำหรับการเดินทาง และขอบคุณเพื่อนร่วมคณะทุกคนที่สร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน

หวังว่าเราจะมีโอกาสร่วมทางกันอีกหลายวาระ

ทั้งการเดินทางภายนอก และการเดินทางภายในครับ


พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 3 – นาลันทาและวัดนานาชาติ

สองเล่มน่าอ่านในงานสัปดาห์หนังสือ 2569

วันนี้แล้วนะครับที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะเริ่มขึ้น (26 มีนาคม – 6 เมษายน)

หากคุณชอบหนังสือแนวพัฒนาตนเอง มีหนังสือสองเล่มที่ผมอยากให้ไปลองพลิกอ่านดูเมื่อได้ไปเยี่ยมเยียนบู๊ธของสำนักพิมพ์วีเลิร์น

คือหนังสือ “think simple” ของคุณโสภณ ศุภมั่งมี กับหนังสือ “Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ” ของฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza)

สองเล่มนี้มีความเชื่อมโยงกันหลายอย่าง

หนึ่ง คือผมรู้จักกับนักเขียนทั้งสองท่าน และรู้ว่าเป็นคนที่น่ารักและมีแนวทางปฏิบัติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

สอง คุณโสภณเขียนถึงฌอนในหนังสือ think simple ส่วนในหนังสือ Suddenly Talented ของฌอนก็มีคำนิยมจากคุณโสภณ

สาม ทั้งสองเล่มช่วยย้ำเตือนแนวทางในการครองตนในโลกที่สับสนและไม่แน่นอน นั่นคือการเป็นคนน่ารัก และการเป็นคนที่สนุกสนานกับการเรียนรู้


ใครอยากชิมลางว่าหนังสือ think simple มีรสชาติประมาณไหน ลองไปอ่านบทความในเพจ “เก่งแบบเป็ด : Producktivity” ได้เลย

แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึงมากกว่าหนังสือคือตัวนักเขียน

ปัจจุบันคุณโสภณเป็นบรรณาธิการเพจ aomMONEY เป็นนักเขียนและนักแปลอิสระ และมีแหล่งพำนักอยู่ที่เชียงใหม่

หลังจากหนังสือ think simple เปิดตัว สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็น “ปรากฎการณ์เล็กๆ” ก็คือมีคนเขียนถึงหนังสือคุณโสภณเยอะมาก ฟีดของผมเต็มไปด้วยปกหนังสือสีฟ้าส้มพาสเทลเย็นตา จะเป็นเพราะว่าผมอยู่ใน echo chamber ที่เต็มไปด้วย “เพื่อนร่วม” (mutual friends) ก็คงได้

แต่เอาเข้าจริงผมก็มีเพื่อนบนเฟซที่เป็นนักเขียนอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยเห็นหนังสือเล่มไหนถูกรีวิวกันอย่างพร้อมเพรียงขนาดนี้มาก่อน

อะไรคือความลับหรือเคล็ดลับที่ทำให้หนังสือ think simple ถูกพูดถึงขนาดนี้?

คำใบ้ของคำตอบอาจพบได้ในบทที่ 9 – กฎของการคุยสนุก:

.

[ “รู้ไหม คุณน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ผมคุยด้วยแล้วไม่หยิบมือถือขึ้นมาดูเลย ดีมากๆ เลยนะ” นี่เป็นคำพูดของ ฌอน เดอซูซา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Brain Audit บอกผมหลังจากเรากินอาหารเสร็จ และนั่งคุยกันยาวตั้งแต่ช่วงเย็นๆ ไปจนเกือบสี่ทุ่ม

ผมขอบคุณเขา แล้วก็กลับมานั่งคิดว่า ในการสนทนา นอกจากคำพูดแล้ว พฤติกรรมเล็กๆ ที่เราแสดงออกก็สามารถสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่เขาจำได้ไม่ใช่สิ่งที่ผมพูด แต่เป็นสิ่งที่ผมไม่ทำ นั่นคือการไม่หยิบมือถือขึ้นมาดูระหว่างคุย ]

.

และอีกหนึ่งคำใบ้ในบทที่ 20 – วิธีทำให้โลกใจดีกับคุณ

.

[ “โสภณรู้ไหมว่าทำไมพี่มาออกรายการนี้” พี่โจ้ ธนา เธียรอัจริยะ ถามผมก่อนจบการสัมภาษณ์ในรายการ “หาเงินได้ ใช้เงินเป็น” ของเพจ aomMONEY

ช่วงหลังพี่โจ้ไม่ค่อยรับสัมภาษณ์ เพราะเบื่อนักเลงคีย์บอร์ดตามคอมเมนต์ แต่ครั้งนี้เขาตอบตกลง

“นี่คือทักษะ Likeability แบบหนึ่งนะ เพราะโสภณเอาหนังสือพี่ไปอ่าน ไปพูดถึงในรายการ แถมยังพูดถึงในทางที่ดี พี่เลยอยากมา” พี่โจ้อธิบาย

คำว่า “Likeability” ในมุมของพี่โจ้ (และที่ผมตกผลึกได้) จึงไม่ใช่แค่การเป็นคนปากหวานที่ชมคนอื่นพร่ำเพรื่อ แต่คือความสามารถในการสร้าง “บรรยากาศแห่งความเป็นมิตร” ทำให้คนรอบข้างรู้สึกปลอดภัย รู้สึกมีคุณค่า และอยากหยิบยื่นความช่วยเหลือให้โดยที่เราไม่ต้องร้องขอ ]

การที่คนรอบตัวเขียนรีวิวหนังสือ think simple กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง – รวมถึงตัวผมในบทความนี้ – ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าทักษะ Likeability หรือการเป็นคนน่ารักนั้นมีคุณค่าเพียงใด


อีกเล่มที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ และผมอยากพูดถึงคือ “Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ” ของ ฌอน เดอซูซา

ผมได้เจอกับฌอนจากการแนะนำและเชิญชวนจาก “ทอย DataRockie” (ซึ่งมีทักษะ Likeability ระดับสูงเช่นกัน) ให้ไปเข้าเวิร์คช็อป The Brain Audit ที่ทอยเป็นคนจัดและเป็นคนเชิญฌอนให้มาสอนที่เมืองไทยเมื่อปีกลาย

ผมประทับใจการพบกันคราวนั้นมาก จนต้องเขียนถึงในบทความ “3 ประโยคฝังใจจาก Sean D’Souza

พอตอนต้นปีที่ทางสำนักพิมพ์วีเลิร์นได้ติดต่อผมมาเชิญให้ผมเขียนคำนิยมให้กับหนังสือ Suddenly Talented ของฌอน ผมจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

ผมขอยกคำนิยมของหนังสือมาไว้ตรงนี้ครับ:

.

[ ผมอ่านหนังสือเรื่อง Suddenly Talented ของฌอน เดอซูซา จบแล้ว รู้สึกอยากให้เขาได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะประเทศไหนก็ได้

เพราะฌอนมีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างลึกซึ้ง

ไม่ใช่แค่สอนเก่ง แต่ยังยอมรับด้วยว่าหากเด็กเรียนไม่รู้เรื่อง หรือเรียนด้วยความยากลำบาก นั่นไม่ใช่เพราะเด็กไม่ฉลาดหรือไม่มีพรสวรรค์ แต่เป็นความผิดของครูที่ออกแบบกระบวนการการเรียนรู้ได้ไม่ดีพอ

ฌอนเป็นคนที่มองอะไรไม่เหมือนคนอื่น แค่การนำเสนอว่าการที่เราจะเรียนรู้ทักษะอย่างหนึ่งได้ เราต้องมี “พลังงาน” และ “ความมั่นใจ” เสียก่อน ก็ถือเป็นแนวคิดที่ผมไม่เคยได้ยินได้ฟัง (หรือได้อ่าน) มาจากที่ไหน

ส่วนแนวคิดเรื่อง Doable Greatness หรือความเก่งพอตัว ก็ช่างเปี่ยมไปด้วยความเข้าอกเข้าใจคนทั่วไปที่มีมันสมองและความขยันในระดับธรรมดา

หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับใครก็ตามที่อยากจะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จนเก่งระดับ 7 เต็ม 10 โดยไม่จำเป็นต้องอดหลับอดนอนหรือลุกขึ้นมาปฏิวัติตารางชีวิต

ถ้าเราเป็นเด็กประถม ฌอนก็เหมือนพี่ชายชั้นมัธยมต้นที่อาสามาติวให้เรา พี่ชายที่อารมณ์ดี เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ แต่ก็มีความเก่งกาจที่เราสัมผัสได้ แถมเขายังทำให้เรามีความเชื่อลึกๆ ด้วยว่านี่ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร ถ้าเขาทำได้ เราก็ทำได้เหมือนกัน

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบด้วยความเพลิดเพลิน แถมระหว่างทางยังเดินไปหยิบดินสอและกระดาษมาวาดรูปวาฬและตึกรามบ้านช่อง ราวกับเป็นพิธีกรรมปลดล็อกบางอย่างในอดีตที่ได้คะแนนวิชาศิลปะต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาโดยตลอด

ในวันที่ทุกอย่างไม่แน่นอน หนึ่งในทักษะแห่งยุคสมัยคือการเรียนรู้ว่าเราจะเรียนรู้อย่างไร (Learning how to learn)

ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีพลังและความเชื่อมั่นที่จะฝึกฝนทักษะใหม่ๆ ด้วยความสบายใจและด้วยความเพลิดเพลินครับ

อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
มีนาคม 2569]

.

ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ ผมจึงฝาก think simple และ Suddenly Talented จากสองมิตรสหายในบรรณพิภพไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนครับ

คณิตศาสตร์กับการหาคู่ และเหตุผลที่เราควรหัดเป็นฝ่ายรุก

เมื่อเดือนมกราคมผมได้อ่านบทความ The stable marriage problem ที่เขียนโดย Ajeya Cotra บน Substack

เป็นบทความที่มีความเนิร์ดพอสมควร แต่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเห็นว่าคอนเซ็ปต์ในบทความนี้น่าจะมีประโยชน์ในหลายวาระ เลยขอนำมาเล่าต่อตามความเข้าใจของผม และใช้ชื่อตัวละครที่เหมาะกับคนไทยนะครับ


วิชาหนึ่งที่ Ajeya ผู้เขียน ชอบมากตอนเรียนที่ UC Berkeley คือวิชา CS 70 Discrete Mathematics and Probability Theory ที่สอนโดยอาจารย์ Anant Sahai

และหัวข้อที่สนุกเป็นพิเศษคือ The Stable Marriage Problem หรือ “การสมรสที่มั่นคง” โดยมีสถานการณ์ดังนี้:

  1. มีผู้ชายและผู้หญิงจำนวนเท่ากัน
  2. ผู้ชายมีการเรียงลำดับผู้หญิงที่เขาชอบจากมากสุดไปน้อยสุด และผู้หญิงก็เรียงลำดับผู้ชายที่เธอชอบจากมากสุดไปน้อยสุดเช่นกัน
  3. โจทย์คือต้องจับคู่ให้ชายและหญิงได้แต่งงานกัน โดยเมื่อได้คู่กันครบเรียบร้อยแล้วจะไม่มีการเลิกกันหรือหย่าร้างกัน เพราะแต่ละคนได้คู่ที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะหาได้แล้ว

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

สมมติว่ามีผู้ชายสามคน อาร์ท แบงค์ แชมป์ (Art, Bank, Champ)

และมีผู้หญิงสามคน ดิว อีฟ เฟิร์น (Dew, Eve, Fern)

และสามคู่นี้กำลังคบกันอยู่ Art-Dew, Bank-Eve, Champ-Fern

แต่ถ้าสมมติว่าอาร์ทชอบอีฟมากกว่าดิว และอีฟก็ชอบอาร์ทมากกว่าแบงค์ ดังนั้นทั้งอาร์ทและอีฟจะเลิกกับแฟนของตัวเพื่อมาคบกัน แบบนี้คือสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงหรือ unstable marriage

แต่ถ้าสมมติว่าอาร์ทชอบอีฟมากกว่าดิว (เหมือนเดิม) แต่อีฟไม่ได้ชอบอาร์ทมากกว่าแบงค์ แม้อาร์ทจะอยากเลิกกับดิวเพื่อไปคบกับอีฟ แต่อีฟไม่เล่นด้วย ดังนั้นต่างฝ่ายต่างจะคบกับคู่ของตัวเองต่อไป นี่คือสถานการณ์การคบกันที่มั่นคง – stable marriage

หนึ่งในสิ่งที่วิชา Discrete Mathematics and Probability Theory สอนก็คือ ไม่ว่าจะมีหญิงและชายกี่คน และแต่ละคนจะเรียงความชอบที่มีต่อเพศตรงข้ามอย่างไร เราสามารถเขียนอัลกอริธึมเพื่อจับคู่ให้ทุกคนและสร้าง stable marriage ได้เสมอ ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก ไม่มีการเลิกกันเพื่อเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ

ลองจินตนาการตามนี้

อาร์ทชอบดิวที่สุด ชอบอีฟรองลงมา และชอบเฟิร์นน้อยที่สุด จะเขียนออกมาเป็นสูตรได้ว่า

Art: Dew > Eve > Fern

และสมมติว่าแบงค์ชอบดิวที่สุด ชอบเฟิร์นรองลงมา และชอบอีฟน้อยที่สุด ก็จะเขียนได้ว่า

Bank: Dew > Fern > Eve

เราก็จะสามารถเขียนการจัดลำดับของทุกคนได้ตามนี้ (คนที่เหลือผมก็สุ่มเอาเหมือนสองคนที่ผ่านมา)

Art: Dew > Eve > Fern
Bank: Dew > Fern > Eve
Champ: Fern > Dew > Eve

Dew: Champ > Bank > Art
Eve: Bank > Champ > Art
Fern: Bank > Champ > Art

หนึ่งในอัลกอริธึมที่จะช่วยให้เกิดการจับคู่จนได้ stable marriage มีชื่อว่า the Gale-Shapley algorithm โดยมีหลักการดังนี้

  1. ให้เริ่มต้นจากทุกคนโสด
  2. ให้ฝ่ายชายจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบมากที่สุด และถ้าผู้หญิงปฏิเสธ วันต่อมาค่อยจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบรองลงมา
  3. ผู้หญิงจะเลือกคบกับผู้ชายที่ชอบที่สุดที่มาจีบในวันนั้นๆ

ลองมาไล่ตามอัลกอริธึมนี้กัน ขอนำการเรียงลำดับมาแปะไว้ตรงนี้อีกที

Art: Dew > Eve > Fern
Bank: Dew > Fern > Eve
Champ: Fern > Dew > Eve

Dew: Champ > Bank > Art
Eve: Bank > Champ > Art
Fern: Bank > Champ > Art

วันที่ 1 (1st iteration)

อาร์ทกับแบงค์แข่งกันจีบดิว ดิวเลือกคบกับแบงค์ เพราะดิวชอบแบงค์มากกว่าอาร์ท (แต่จริงๆ แล้วดิวชอบแชมป์ที่สุด เพียงแต่แชมป์ไม่ได้มาจีบ)

แชมป์ขอคบกับเฟิร์นซึ่งเป็นคนที่แชมป์ชอบที่สุด จริงๆ เฟิร์นชอบแบงค์มากกว่า แต่แบงค์ไม่ได้มาจีบ เฟิร์นเลยเลือกคบกับแชมป์

อีฟไม่ได้มีใครมาจีบเพราะไม่ได้เป็นช้อยส์แรกของใครเลย

จบวันเราได้สองคู่ คือ Bank-Dew และ Champ-Fern ส่วน Art และ Eve ยังโสด

วันที่ 2 (2nd iteration)

อาร์ทที่ยังโสดขอคบกับอีฟ แม้อีฟจะชอบอาร์ทน้อยที่สุดในบรรดาผู้ชายทั้งสามคน แต่อีฟก็ตอบตกลง เพราะทั้งแบงค์กับแชมป์มีคู่ไปแล้ว

ดังนั้นเราจะจบวันที่สองด้วยสามคู่นี้

Art-Eve
Bank-Dew
Champ-Fern

ซึ่งเป็นคู่ที่ stable เพราะว่าแม้อาร์ทจะชอบดิวมากกว่าอีฟ แต่ดิวไม่สนใจเพราะชอบแบงค์มากกว่าอาร์ท

ส่วนอีฟเองแม้จะชอบอาร์ทน้อยที่สุด แต่แบงค์กับแชมป์ก็ชอบอีฟน้อยกว่าคู่ของตัวเองในปัจจุบัน

แบงค์นั้นชอบดิวที่สุดอยู่แล้วจึงไม่คิดนอกใจ ส่วนดิวถึงจะชอบแชมป์มากกว่าแบงค์ แต่แชมป์ไม่สนใจเพราะแชมป์มีเฟิร์นเป็นช้อยส์แรกอยู่แล้ว

เฟิร์นนั้นแม้จะชอบแบงค์มากกว่าแชมป์ แต่แบงค์เองก็ไม่สนใจเฟิร์นเช่นกันเพราะมีดิวเป็นที่หนึ่งในดวงใจ

ดังนั้นสามคู่นี้จึงเป็น stable marriage ไม่มีการเปลี่ยนคู่กันเกิดขึ้น

คราวนี้ลองมาดูความพึงพอใจกันบ้าง

สมมติว่าเราได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบที่สุด ความพึงพอใจ 3 คะแนน
ถ้าได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบเป็นอันดับสอง ความพึงพอใจ 2 คะแนน
และถ้าได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบเป็นอันดับสาม ความพึงพอใจ 1 คะแนน

เขียนออกมาได้ว่า

Art: Dew (3) > Eve (2) > Fern (1)
Bank: Dew (3) > Fern (2) > Eve (1)
Champ: Fern (3) > Dew (2) > Eve (1)

Dew: Champ (3) > Bank (2)> Art (1)
Eve: Bank (3) > Champ (2) > Art (1)
Fern: Bank (3) > Champ (2) > Art (1)

และสามคู่ที่เป็น stable marriage ก็คือ

Art-Eve
Bank-Dew
Champ-Fern

คะแนนความพึงพอใจจะเป็นดังนี้

อาร์ทได้เป็นแฟนกับอีฟ คะแนนความพึงพอใจ 2
แบงค์ได้เป็นแฟนกับดิว คะแนนความพึงพอใจ 3
แชมป์ได้เป็นแฟนกับเฟิร์น คะแนนความพึงพอใจ 3

รวมคะแนนความพึงพอใจของฝ่ายชายคือ 8 คะแนน

ดิวได้เป็นแฟนกับแบงค์ คะแนนความพึงพอใจ 2
อีฟได้เป็นแฟนกับอาร์ท คะแนนความพึงพอใจ 1
เฟิร์นได้เป็นแฟนกับแชมป์ คะแนนความพึงพอใจ 2

รวมคะแนนความพึงพอใจของฝ่ายหญิงคือ 5 คะแนน

จะเห็นว่าฝ่ายชายได้คะแนนความพึงพอใจสูงกว่าฝ่ายหญิง

อัลกอริธึม Gale-Shapley ที่ให้ฝ่ายชาย active จีบคนที่ชอบที่สุดก่อน และให้ฝ่ายหญิง passive เลือกคบกับคนที่ชอบที่สุดที่เข้าหา จะนำไปสู่ stable marriage ที่ฝ่ายชายจะได้คู่ที่ดีที่สุด (เท่าที่ตัวเองจะหาได้) เสมอ ส่วนฝ่ายหญิงก็มักจะไม่ได้ชอยส์ที่ดีที่สุด แม้ตัวเองจะเป็นช้อยส์แรกของผู้ชายหลายคนก็ตาม

นี่คือตัวอย่าง 3×3 หรือชายสาม หญิงสาม แต่ในชีวิตจริงเราไม่ได้มีตัวเลือกแค่ 3 คน เราพอจะจินตนาการได้ว่าตัวเลือก (และการจัดลำดับ) อาจมีหลายสิบคนหรือแม้กระทั่งหลายร้อยคน

ดังนั้น “คะแนนความพึงพอใจโดยรวม” ของฝ่ายชายก็จะยิ่งถ่างออกจากฝ่ายหญิง ถ้าสังคมนั้นเป็นสังคมที่ฝ่ายชายจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบที่สุดก่อน ส่วนฝ่ายหญิงก็เฝ้าแต่รอให้มีคนดีๆ เข้าหา

แน่นอนว่าชีวิตจริงมันซับซ้อนกว่านี้ อาจมีคนขออยู่เป็นโสดดีกว่าต้องอยู่กับคนที่ไม่ชอบ อาจมีคนที่ชอบเพศเดียวกันมากกว่าเพศตรงข้าม

แต่ผมชอบคอนเซ็ปต์นี้เพราะเมื่อเรามองสังคมด้วยเลนส์ของคณิตศาสตร์ มันก็จะช่วยให้เราเห็นภาพ (แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ) ว่า social norms นำไปสู่ผลลัพธ์ในภาพใหญ่อย่างไรบ้าง

และเรื่องนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่การหาคู่ แต่ยังใช้ได้กับหลายๆ สถานการณ์ในชีวิต

ว่าถ้าเราเป็น “ฝ่ายรับ” อย่างเดียวในเรื่องความสัมพันธ์ การทำงาน การทำธุรกิจ และการเรียนรู้ เราก็อาจกำลังเสียโอกาสที่ดีที่สุดไป ซึ่งไม่ได้เกิดจากโชคชะตาหรือฟ้ากลั่นแกล้ง แต่เกิดจากความจริงทางคณิตศาสตร์

เราจึงควรเล่นให้เป็นทั้ง “รุก” และ “รับ” ในเกมสำคัญที่เรียกว่า “ชีวิต” ครับ

เหตุผลที่เราควรเข้าออฟฟิศ (ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง)

เมื่อสามปีที่แล้ว ผมเขียนบทความ “เหตุผลที่บริษัทไม่ควรบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศทุกวัน” ซึ่งมีคนมาแสดงความเห็นกันอุ่นหนาฝาคั่ง

ตอนนั้นบริษัทผมมีนโยบายค่อนข้างหลวม ทีม tech จะเข้าหรือไม่เข้าออฟฟิศก็ได้ ส่วนทีม non-tech ให้เข้าประมาณ 1-2 วัน

สามปีผ่านไป สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราย้ายออฟฟิศใหม่ และตอนนี้เรามีนโยบายให้ทีม tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละอย่าง 1 วันเป็นอย่างน้อย และทีม non-tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 3 วัน

แน่นอนว่าตอนเปลี่ยนนโยบายก็มีพนักงานบ่นว่าทำงานที่บ้านได้งานเยอะกว่า ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย

แต่การที่บริษัทชั้นนำทั่วโลกหันมาปรับนโยบายให้คนเข้าออฟฟิศมากขึ้นก็ย่อมมีเหตุผล เพราะว่าเขาเชื่อว่ามันจะ productive มากกว่า แต่ถามว่ามีหลักฐานประกอบแบบชัดเจนหรือไม่ผมก็ยังไม่แน่ใจ

ช่วงแรกบริษัทผมก็ไม่ได้จริงจังกับการบังคับใช้นโยบายนี้มากนัก เพราะอยากให้มันค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อ Q3 2025 เราก็เริ่มเอาข้อมูลขึ้นมาดูกันอย่างจริงจังว่าทีมไหนเข้าออฟฟิศอย่างที่เราคาดหวังไว้บ้าง

คนที่เข้าออฟฟิศตามที่เราคาดหวัง – 1 วันสำหรับทีม tech และ 3 วันสำหรับทีมที่เหลือ เราจะเรียกพวกเขาว่า office lovers

ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าตามที่เราคาดหวัง เราเรียกกลุ่มนี้ว่า home lovers

ชื่ออาจจะฟังดูจั๊กกะจี้นิดนึง แต่ผมก็ยังนึกคำที่สื่อความหมายและไม่กล่าวโทษที่ดีกว่านี้ไม่ได้

เราเริ่มมีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าออฟฟิศโดยดูจากการ “ตี๊ดบัตร” ที่ประตูทางเข้า แล้วเอามาสรุปเป็นรายแผนก ส่งให้ผู้บริหารทุกคนดูเพื่อจะได้รู้ว่าทีมไหนยังไม่ค่อยเข้าออฟฟิศ เพื่อให้พวกเขาไปพูดคุยกับทีมงานของตัวเอง

ช่วงกลางปี เรามี office lovers แค่ประมาณ 50% เท่านั้น แต่ผ่านไป 3 เดือน เรามี office lovers ประมาณ 75% ซึ่งทำให้วันที่คนเข้าออฟฟิศเยอะๆ (อังคารกับพุธ) มักมีปัญหาที่นั่งไม่พอและเน็ตช้าในบางโซน

ซึ่งทางทีม HRBP ก็ช่วยกันเจรจากับหัวหน้าฝ่ายให้กระจายการเข้าออฟฟิศของคนมากขึ้น โดยแต่ก่อนวันจันทร์กับศุกร์ออฟฟิศจะเงียบมาก แต่ตอนนี้เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาแล้ว

สิ่งที่เราแก้ต่อมาคือเพิ่มโต๊ะ เก้าอี้ และจอมอนิเตอร์ และกำลังจะปรับปรุงระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งจะทำให้ออฟฟิศของเรารองรับพนักงานได้อย่างเต็มที่

แต่ถึงออฟฟิศจะมีศักยภาพพร้อมรองรับคนมากขึ้นแล้วก็ตาม พนักงานส่วนหนึ่งก็อาจจะยังตั้งคำถามและไม่เชื่อว่าการเข้าออฟฟิศจะมีประโยชน์เท่ากับการทำงานที่บ้าน

ที่ผ่านมา นโยบายเรื่อง hybrid work มักจะถกเถียงกันในประเด็นที่ว่าอะไร productive กว่ากัน การได้ทำงานที่บ้านอย่างมีสมาธิ หรือการได้เข้าออฟฟิศเพื่อจะได้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนโคจรอยู่รอบคำถามที่ว่า การทำงานแบบไหนถึงจะเกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า

แต่วันนี้ผมอยากจะเสนออีกมุมมองหนึ่งที่คนน่าจะยังไม่ค่อยได้พูดถึงกันเท่าไหร่ และโคจรอยู่บนคำถามที่ว่าการทำงานแบบไหนถึงจะมีประโยชน์ต่อคนทำงานในระยะยาวมากกว่ากันครับ

วันนั้นผมกับแฟนขับรถกลับจากห้างแถวบ้าน แฟนที่ทำงานสำนักพิมพ์เล่าให้ฟังว่ากำลังหาทางทำให้สิ่งที่สำนักพิมพ์โพสต์ในช่องทางโซเชียลต่างๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เลยมีความคิดจะว่าจ้างเอเจนซี่เพื่อช่วยยิงแอด

แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็น่าจะตั้งตัวเป็นเอเจนซี่ได้ไม่ยาก ต่อให้ไม่ได้มีประสบการณ์มากนักก็ยังเรียนรู้เอาเองได้ แถมติดขัดอะไรก็ถามเอไอได้เสมอ

คำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ ในวันที่ทุกคนใช้เอไอเป็น แล้วเราจะมีจุดเด่นกว่าคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อชุดความรู้ต่างๆ บนโลกใบนี้มันถูก democratized หรือถูกทำให้เข้าถึงอย่างง่ายดายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์?

และนี่คือคำตอบที่ผมได้ครับ

เอไอที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นตั้งอยู่บน LLM หรือ Large Language Models (LLMs)

โดย LLMs ยุคแรกนั้นถูก “เทรน” ด้วยข้อความในหนังสือ เว็บไซต์ บทความ และโค้ดในโปรแกรมต่างๆ

ส่วน LLMs ยุคหลังที่เป็น Multimodal LLMs นั้นเอาเสียง รูปภาพ และวิดีโอมาเทรนด้วยเช่นกัน

ดังนั้นเอไอจึงรู้ไปหมดราวกับเป็นสัพพัญญู (ตัว o ใน GPT-4o ก็คือ Omni ที่แปลว่าสัพพัญญูนี่เอง)

แต่ถึงอย่างไร ข้อมูลที่เอไอรู้ ก็เป็นเพียงความรู้ที่เคยถูก “บันทึก” เอาไว้เท่านั้น

แต่ความรู้ในโลกใบนี้ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นสองแบบ คือความรู้ชัดแจ้ง (explicit knowledge) กับความรู้ฝังลึก (tacit knowledge)

อะไรที่เป็น explicit knowledge ย่อมถูกบันทึกเอาไว้ในรูปแบบต่างๆ และเอไอย่อมจะเรียนรู้มาเกือบหมดแล้ว

แต่ยังมีความรู้อีกมากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เพราะมันเป็น tacit knowledge สอนกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เป็นปัจจัตตัง ต้องอาศัยการสังเกตและซึมซับ การเล่าเรียนสมัยก่อนศิษย์จึงต้องไปฝากตัวกับครูบาอาจารย์เป็นสิบปีเพื่อที่จะได้เรียนรู้ tacit knowledge นี้

ในที่ทำงาน อะไรบ้างที่เป็น tacit knowledge?

จังหวะจะโคนในการพูด น้ำเสียงที่ใช้ การสบตาคู่สนทนา การจับอารมณ์ของคนในห้องประชุม การใช้อารมณ์ขันระหว่างที่ความตึงเครียดในห้องประชุมกำลังพุ่งสูง การเลือกที่จะใช้ความเงียบแทนการตอบโต้ การครองสติเอาไว้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สิ่งเหล่านี้ให้เขียนอธิบายออกมาอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจเท่ากับการได้เห็นกับตาได้ยินกับหู

ถ้าเรายังเป็นคนทำงานที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก วิธีที่จะได้มาซึ่ง tacit knowledge เหล่านี้ คือการพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ กับคนที่เก่งกว่า เก๋ากว่า ประสบการณ์มากกว่า ผ่านสนามรบมามากกว่าเรา แล้วใช้ความสังเกตสังกา ครูพักลักจำ บวกกับโยนิโสมนสิการ เพื่อเรียนรู้และซึมซับสิ่งที่เขาเป็นและสอนให้กับเราโดยไม่ได้เจตนา

พูดอีกนัยหนึ่ง การเข้าออฟฟิศจะช่วยให้เรามีทักษะบางอย่างที่เอไอไม่มีทางสอนเราได้ และทักษะที่ได้มาด้วยความลำบากเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น ในวันที่ทุกคนเข้าถึงเอไอได้ไม่ต่างจากเรา แถมทักษะที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมนุษย์เหล่านี้ไม่น่าจะมีวันหมดอายุเสียด้วย

และนี่คือเหตุผลที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ว่าทำไมเราจึงควรเข้าออฟฟิศบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

ดราก้อนบอลกับแก๊งสแกมเมอร์

ผู้ชายคนไหนที่อายุเกิน 40 ปีน่าจะรู้จักการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล (สมัยนั้นเรายังไม่ใช้คำว่า “มังงะ” กัน)

ในภาคที่โกคู/โงกุน/หงอคง ยังเด็ก หนึ่งในการต่อสู้ที่สนุกมากคือตอนที่ไปพบแม่เฒ่าพยากรณ์ เพราะอยากให้แม่เฒ่าช่วยบอกว่าดราก้อนบอลลูกที่ 7 อยู่ที่ไหน

แม่เฒ่าพยากรณ์คิดค่าใช้จ่าย 10 ล้านเชนี แต่พวกโกคูไม่มีเงินมากขนาดนั้น แม่เฒ่าจึงเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องยอมต่อสู้กับนักสู้ทั้ง 5 คนของแม่เฒ่าเสียก่อน

พวกของโกคูชนะมาเรื่อยๆ จนถึงนักสู้คนที่สี่ ที่ชื่อว่า “แอ๊คแมน”

แต่เมื่อแอ๊คแมนสู้โกคูไม่ได้ เลยตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายที่ชื่อว่า “ลำแสงแอ๊คไมท์” ยิงใส่โกคู โดยลำแสงนี้จะค้นหา “ความชั่วร้าย” ในจิตใจของคู่ต่อสู้ แล้วขยายมันให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างกายของคนนั้นระเบิดออก

แต่เป็นความโชคร้ายของแอ๊คแมน ที่โกคูเป็นเด็กใสซื่อ ไม่มีความชั่วร้ายในจิตใจแม้แต่น้อย ลำแสงแอ๊คไมท์จึงใช้ไม่ได้ผล


หนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ ความเสียหายมีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักล้าน หลายคนอยู่ในวัยเกษียณและสูญเสียเงินที่เก็บมาทั้งชีวิต

ผมเองเคยเฉียดกับสแกมเมอร์ 3 ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรกมีจดหมายมาจากสำนักงานทนายความ บอกว่าพี่เขยที่เคยอยู่บ้านหลังนี้ติดเงินค่าโทรศัพท์อยู่หลายร้อยบาท ให้รีบชำระไม่อย่างนั้นจะดำเนินการทางกฎหมาย ผมกำลังจะสแกน QR Code จ่ายให้อยู่แล้ว แต่ก็เอะใจเลยทักไปถามพี่เขยก่อน เขาบอกว่านี่น่าจะเป็นพวกสแกมเมอร์ พอลองเอาชื่อสำนักงานทนายความไปเสิร์ชดูก็ไม่เจอจริงๆ

ครั้งที่สอง มีผู้หญิง (ที่รูปโปรไฟล์) หน้าตาดีทักมาทางไลน์ บอกว่ากำลังส่งของมาให้ ผมบอกว่าไม่ได้สั่งอะไรไป เขาก็เลยบอกว่า อ๋องั้นน่าจะทักผิด แล้วก็ชวนคุยต่อ พอผมไม่ตอบเขาก็เลยเงียบไป

ครั้งที่สาม แฟนได้รับการติดต่อมาจากพนักงานของพรินเตอร์ยี่ห้อหนึ่ง บอกว่าพรินเตอร์รุ่นที่เราซื้อมาเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว (เขาระบุชื่อรุ่นถูกด้วย) มีปัญหา และอยากจะส่งรุ่นใหม่มาให้เพื่อเป็นการชดเชย แต่คุยได้สักพักก็รู้ว่าน่าจะเป็นพวกหลอกลวงเช่นกัน

กรณีแรกใช้ความเป็นเจ้าหน้าที่และกฎหมายในการข่มขู่ให้เรากลัว

กรณีที่สองใช้การโปรยเสน่ห์เพื่อสร้างความสัมพันธ์และอาจทำให้เราใจอ่อน

กรณีที่สาม ใช้การดึงความโลภในใจเรา เพื่อให้เราโอนเงินให้

แม้แก๊งสแกมเมอร์จะพัฒนาไปไกลแค่ไหน ผมว่าพวกเขาก็เล่นอยู่กับแค่ 3 อารมณ์นี้ – คือโลภ โกรธ(กลัว) หลง(ใหล)

และผมขอเดาเอาเองว่า อารมณ์ที่แก๊งสแกมเมอร์ใช้บ่อยสุด และได้ผลมากที่สุด ก็คือการเล่นกับความโลภของเรา

ความโลภที่จะได้ของราคาถูก ได้ของฟรี ได้ผลตอบแทนแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหน

หากเรา “ตัดโลภแต่ต้นลม” เสียได้ ก็ย่อมลดโอกาสที่จะกลายเป็นเหยื่อ

“This is true: it is hard to cheat an honest man”
-Kevin Kelly

ถ้าเราประคองสติและจิตใจให้ซื่อสัตย์เหมือนโกคู “ลำแสงแอ๊คไมท์” ที่แก๊งสแกมเมอร์ยิงตรงเข้าสู่ใจก็จะทำอะไรเราไม่ได้ครับ