นิทานผีหลอก

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นานมาแล้ว มีสามีภรรยาคู่หนึ่งรักกันมาก ต่อมาภรรยาเกิดล้มป่วยหนักจะไม่รอดแล้ว จึงได้ขอร้องสามีว่า ถ้านางตายจากไปแล้วขออย่าได้ไปมีหญิงอื่นอีก ถ้าไม่เชื่อนางก็จะเป็นผีมารบกวนไม่หยุด

หลังจากภรรยาตายไปแล้ว ชายผู้นั้นก็ได้ปฏิบัติตามคำขอร้องด้วยดี จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 3 เดือน ก็ได้พบรักกับหญิงคนใหม่จนถึงกับทำการหมั้นหมายกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น พอตกกลางคืน ผีภรรยาเดิมก็มาตัดพ้อต่อว่าต่างๆ นานา แม้ชายผู้นั้นจะชี้แจงอย่างไร ผีภรรยาเดิมก็ไม่ยอม เขาไปทำอะไรๆ มาแม้จะลับอย่างไรผีภรรยาก็รู้หมด เป็นเช่นนี้ทุกคืน เขาจึงกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอม ญาติมิตรก็ได้แต่ปลอบโยน แต่ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้

เมื่อสุดที่จะทน ชายผู้นั้นจึงได้ไปหารือกับอาจารย์เซ็น ซึ่งอยู่วัดใกล้ๆ บนเขา ท่านอาจารย์นั่งฟังอย่างเห็นใจ ท่านรู้อยู่เต็มอกว่าผีภรรยาที่มาหาเขาทุกคืนนั้นคืออะไร แต่จะอธิบายให้เขาฟังคงยาก

“โอ ผีเมียเจ้านี่ช่างรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเลยรึ ตอนนี้ถ้ามันมาอีกเจ้าลองให้มันทายปัญหาดู และสัญญาไว้เลยว่า ถ้าหากผีตอบปัญหาได้ เจ้าจะยอมถอนหมั้นและอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต” หลวงพ่อแนะ

“จะให้ผมถามอะไรล่ะครับ?” ชายผู้นั้นสงสัย

“เจ้าจงหาเมล็ดถั่วไว้กำมือใหญ่ แล้วให้ผีทายว่ามีกี่เมล็ด หากผีทายไม่ได้ เจ้าจะได้รู้เสียที ว่าผีที่เจ้ารู้เห็นนั้นคืออะไร”

ตกคืนนั้นผีก็มาอีก ชายผู้นั้นก็กล่าวยกย่องว่าผีฉลาด รู้อะไรไปเสียหมดทุกอย่าง

“แน่ละซี วันนี้เธอไปหาอาจารย์บนเขาฉันยังรู้เลย” ผีรับคำ

ชายผู้นั้นจึงรีบถามคำถามที่หลวงพ่อแนะนำมา

“เธอรู้ดีอย่างนั้น ลองบอกมาซิว่า ถั่วในกำมือนี้มีกี่เมล็ด ?”

ในที่สุด ชายผู้นั้นก็ทราบว่า “ผี” ที่มาหลอกทุกคืนนั้นคืออะไร

ผีตอบไม่ได้ เพราะตัวเขาเองไม่ได้นับถั่วไว้ก่อนนั่นเอง


ขอบคุณนิทานจากเว็บประตูสู่ธรรมเรื่องของผี http://www.dharma-gateway.com/misc/misc-zen-34.htm

ติมาก็วางไว้ ชมมาก็วางไว้

ที่บอกอย่างนี้เพราะเราชอบเข้าไปถือ

ใครติเราเพียงนิดเดียว หัวเราจะร้อน อยากกระโดดออกไปปกป้องชี้แจง

ใครชมเราเพียงนิดเดียว ตัวเรามักจะลอย ขาไม่ค่อยติดดิน

บางทีการที่เราโดนติ ก็ไม่ใช่เพราะเราทำผิด และก็ไม่ใช่เพราะเขาเข้าใจผิด แต่มีหลายๆ ปัจจัยรวมกัน หน้าที่ของเราคือแยกแยะส่วนที่มีประโยชน์เอาไปปรับปรุงตัวเองต่อ

บางทีการที่เราโดนชม ก็ไม่ใช่เพราะว่าเราเก่ง หรือเพราะว่าเขาชมชอบเรา บางทีอาจเป็นเพียงแค่จังหวะหรือโชคดี อย่าไปคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป อย่าไปหิวกระหายที่จะได้รับการยอมรับเพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้

ติมาก็วางไว้ ชมมาก็วางไว้ครับ

นี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย

สมัยเด็กๆ เราจะมีเพื่อนข้างบ้านที่ออกไปเล่นด้วยกันอยู่เสมอ

เจอหน้ากันเกือบทุกวัน เล่นเสร็จก็ไปกินน้ำกินขนมของบ้านใครบ้านหนึ่ง ได้รู้จักพ่อแม่ของเพื่อน เพื่อนก็รู้จักพ่อแม่ของเรา สนิทสนมกันยิ่งกว่าญาติบางคน

แล้ววันที่เราได้เจอเพื่อนคนนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก็มาถึง โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันคือครั้งสุดท้าย เผลอๆ ไม่ได้บอกลากันด้วยซ้ำ

หลายๆ อย่างในชีวิตที่เกิดขึ้นจากนี้ไป อาจเป็นครั้งสุดท้ายโดยที่เราไม่รู้ตัว

ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น

ครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

ครั้งสุดท้ายที่ได้กอดคนที่เรารัก

ชีวิตนั้นไม่แน่นอน ถ้าเราตระหนักได้ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของอะไรบางอย่าง ใจเราอาจ”อยู่ตรงนี้” ได้มากกว่าที่ผ่านมาครับ

เมื่อลูกน้องไม่ได้ดั่งใจ

ให้กลับมาดูตัวเองว่าเราเองก็เป็นลูกน้องที่ไม่ได้ดั่งใจของหัวหน้าเราเช่นกัน

ดูว่าเรายังขาดตกบกพร่องตรงไหน แล้วปรับปรุงตัวเองก่อน

เมื่อเราดีขึ้น ลูกน้องก็จะดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ต่างอะไรกับที่เวลาเราเก็บห้องให้เรียบร้อย แล้วคนอื่นๆ ในบ้านก็หันมาเก็บห้องของตัวเองบ้าง

วิธีการนี้ใช้ได้กับคนที่ไม่ใช่ลูกน้องด้วย

เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อแฟนไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อคนในครอบครัวไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เพราะเราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราใช้ความบกพร่องของคนอื่นเป็นตัวเตือนสติให้เราเปลี่ยนตัวเองได้ครับ

อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดคือความหิว

หนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดมื้อนึงในชีวิตของผม คือเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมูที่เพิงร้านอาหารตามสั่งตรงปากซอย

จำได้ว่าวันนั้นทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน นั่งรถไฟฉึกฉักมาลงสถานีหัวหมากและต้องเดินอีกกิโลเมตรกว่าๆ กว่าจะมาถึงร้าน ตอนสั่งอาหารก็รอนานเพราะวันนั้นลูกค้าเยอะ แต่พอได้กินแล้วอร่อยสุดๆ ผมจำได้แม้กระทั่งว่าวันนั้นนั่งอยู่โต๊ะไหน

เมื่อถูกที่ ถูกเวลา ผัดซีอิ๊วจานละ 40 บาทก็อาจติดตาตรึงใจกว่าอาหารเหลา

ยานอนหลับที่ดีที่สุดคือกายที่เหนื่อยกำลังดีและใจที่ไม่มีอะไรติดค้าง

ในวันที่เราทำงานมาเต็มที่ พอตกกลางค่ำกลางคืน อาบน้ำหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย

แต่ถ้าวันไหนเราไม่ค่อยได้ทำอะไร นั่งๆ นอนๆ ทั้งวัน ตอนกลางคืนก็จะนอนไม่หลับเพราะร่างกายยังเหนื่อยมาไม่พอ

และถ้าวันไหนทำมาเยอะและยาวนานเกินไป หัวถึงหมอนแล้วแต่สมองยังคิดเรื่องงานไม่หยุด เราก็นอนไม่หลับเช่นกัน

นาฬิกาปลุกที่ดีที่สุดคือการนอนหลับอย่างเพียงพอและตื่นเป็นเวลา

ตื่นเช้าไม่ยากเท่านอนเร็ว หากเราตัดทอนสิ่งล่อตาล่อใจยามดึกไปได้ บอกตัวเองว่าหลังสามทุ่มจะไม่เปิดจออิเลคโทรนิกส์ใดๆ การตื่นนอนตี 5 จะเป็นเรื่องที่ง่ายดายจนไม่ต้องพยายาม

เราจึงควรกินเมื่อหิว นอนเมื่อง่วง ตื่นเมื่อนอนมาเต็มอิ่ม

หลายสิ่งหลายอย่างในร่างกายคนเรามันลงตัวอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

มีแต่เรานี่แหละที่ทำให้ผิดธรรมชาติครับ

จดหมายจาก นีล อาร์มสตรอง เมื่อถูกครหาว่าไม่ได้ไปดวงจันทร์จริงๆ

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมปี 1969 (พ.ศ.2512) ยานอพอลโล 11 ได้ลงจอดบนดวงจันทร์และ Neil Armstrong ก็เป็นมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เหยียบดวงจันทร์

“ก้าวเล็กๆ ของคนคนหนึ่ง ก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ” ทำให้นีล อาร์มสตรองมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และมีผู้คนเขียนจดหมายไปหาอาร์มสตรองหลายพันฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทางที่ชื่นชม แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อว่าอาร์มสตรองได้ไปเดินบนดวงจันทร์จริงๆ

เหล่าผู้ที่เชื่อในทฤษฏีสมคบคิด (conspiracy theory) ตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับภาพถ่ายและวีดีโอของการลงจอดบนดวงจันทร์ เช่นตอนปักธงชาติอเมริกาแล้วธงเหมือนถูกลมพัดทั้งๆ ที่บนดวงจันทร์ไม่มีลม หรือภาพถ่ายบางภาพที่มีแสงและเงาผิดปกติ

เมื่อ 21 ปีที่แล้ว อาจารย์จากโรงเรียนแห่งหนึ่งได้เขียนจดหมายหาอาร์มสตรองด้วยเนื้อหาดังนี้

1 สิงหาคม 2000

เรียนคุณอาร์มสตรอง

อย่างน้อยที่สุดผมควรจะส่งการ์ดอวยพรวันเกิดครบรอบ 70 ปีมาให้คุณ แต่เนื่องจากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผมต้องทนดูคุณหลอกลวงผู้คนว่าคุณได้ไปเดินบนดวงจันทร์มาแล้ว ผมเลยอยากจะบอกว่าคุณและนักบินอวกาศคนอื่นๆ กำลังเป็นตัวตลกในสายตาคนทั้งโลกเพราะอินเทอร์เน็ตได้เปิดโปงเรื่องของพวกคุณหมดแล้ว

บางทีคุณอาจจะไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำว่ามีหลักฐานมากมายแค่ไหนที่วนเวียนอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต ทุกคนรู้แล้วว่าการไปดวงจันทร์นั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ แถมหลักฐานก็มีพร้อมสรรพ เรารู้ว่าภาพเหล่านั้นถูกตกแต่งขึ้น เรารู้ว่าใครเป็นคนแต่งภาพ และการลงจอดยานรวมถึงการเดินบนพระจันทร์นั้นถูกถ่ายทำขึ้นที่ Langley Research Center และเราก็ยังรู้ถึงเหตุผลที่นาซ่าต้องสร้างยาน Apollo ของปลอมขึ้นมาด้วย

บางทีคุณก็อาจะเป็นเหมือนคนแก่วัยเกษียณคนอื่นๆ ที่ไม่เล่นอินเทอร์เน็ตเพราะคุณเล่นไม่เป็น แต่ผมอยากแนะนำให้คุณลองไปที่เว็บ (เว็บถูกถอดชื่อออก) เพื่อจะได้เห็นกับตาตัวเองว่า เมื่อเวลาผ่านพ้นไป 30 ปี การกล่าวอ้างว่าได้ไปเหยียบดวงจันทร์นั้นมันฟังดูงี่เง่าแค่ไหน

ในฐานะคุณครูที่ต้องสอนเด็กๆ ผมมีหน้าที่ที่จะต้องเล่าประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องลวงโลก

(ลงชื่อผู้เขียนจดหมาย)


นี่คือจดหมายตอบจากนีล อาร์มสตรองครับ

คุณ Whitman ครับ

จดหมายของคุณที่พูดถึงข้อสงสัยโดยอ้างอิงจากนักทฤษฎีสมคบคิดทำให้ผมงุนงงเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาอยากให้คุณเชื่อว่ารัฐบาลอเมริกาต้มตุ๋นประชาชนของตัวเอง และเหล่าคน 400,000 คนที่ทำงานอยู่ในภารกิจลับนี้ล้วนรู้เห็นเป็นใจในการต้มตุ๋นครั้งใหญ่นี้โดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวออกมาแพร่งพราย

ถ้าคุณเชื่ออย่างนั้นจริงๆ คุณก็ไม่ควรเขียนจดหมายมาหาผมหรอกนะ เพราะผมก็เป็นหนึ่งใน 400,000 คนที่หลอกลวงอยู่ดี ผมเชื่อว่าในฐานะที่คุณเป็นคุณครู คุณย่อมมีการศึกษาที่ดี คุณย่อมรู้วิธีการติดต่อคนที่มีความรู้ความสามารถที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการต้มตุ๋นได้อยู่แล้ว

ในเมื่อข้อกล่าวหาคือยานอพอลโลไม่เคยไปถึงดวงจันทร์จริงๆ คุณจึงควรจะติดต่อผู้เชี่ยวชาญในประเทศอื่นๆ ที่ track เที่ยวบินของอพอลโล (Jodrell Bank ของอังกฤษหรือแม้กระทั่งนักวิชาการในรัสเซีย) คุณควรจะติดต่อนักดาราศาสตร์ที่ Lick Observatory ที่ยิงเลเซอร์บีมไปยังกระจก Lunar Ranging Reflector หลังจากที่ผมติดตั้งมันบนดวงจันทร์เสร็จเพียงไม่กี่นาที และถ้าคุณรู้สึกว่าพวกเขายังไม่น่าเชื่อถือมากพอ คุณก็ลองติดต่อนักดาราศาสตร์ที่ Pic du Midi Observatory ในฝรั่งเศสก็ได้ พวกเขาจะเล่าให้คุณฟังว่ายังมีนักดาราศาสตร์ทั่วโลกมากมายขนาดไหนที่กำลังวัดผลจากการยิงเลเซอร์บีมไปยังกระจกที่ผมได้ติดตั้งเอาไว้ แล้วคุณก็ควรไปสอบถามคนเหล่านั้น

หรือไม่อย่างนั้นคุณก็อาจจะเข้าอินเทอร์เน็ตและค้นหารายชื่อนักวิจัยในห้องแล็บตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกที่กำลังศึกษาตัวอย่างดินและหินที่ยานอพอลโลเก็บมาได้ ซึ่งตัวอย่างบางส่วนยังไม่เคยถูกพบเจอบนโลกมาก่อน

แต่จริงๆ คุณก็ไม่ควรจะฟังผมหรอกนะ เพราะยังไงผมก็ไม่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว

นีล อาร์มสตรอง


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ A Reluctant Icon: Letters to Neil Armstrong และ Quora: Hasmal Dawn’s answer to Did anyone ask for Armstrong’s response to the fake moon landing theory before he died?

เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่เงินซื้อเวลาได้

เพราะกว่าจะได้เงินมา เราต้องเอาเวลาและพลังชีวิตไปแลกมาไม่รู้เท่าไหร่

เงินกับเวลาจึงเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

ถ้าเราจัดการเรื่องการเงินได้ดี เราก็จะเริ่มให้ความสำคัญกับเงินน้อยลง และให้ความสำคัญกับเวลามากขึ้น

เราอาจจะหยุดทำงานบ้าน แล้วจ้างแม่บ้านมาช่วยทำความสะอาด หรือสั่ง food delivery แทนที่จะขับรถออกไปซื้อเอง

บางคนประหยัดมาทั้งชีวิต แม้กระทั่งพอมีฐานะดีขึ้นแล้วก็ยังชินกับการใช้เงินอย่างระมัดระวังอยู่ดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ต้องหาให้เจอว่าประหยัดแค่ไหนถึงจะพอดี เวลาที่ต้องเสียไปเพื่อประหยัดเงินไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยบาทนั้นมันคุ้มกันจริงหรือ

เพราะเงินนั้นตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ แต่ถ้าเราใช้เงินซื้อเวลา เราจะเอาเวลานั้นไปทำในสิ่งที่เราอยากทำและสร้างประสบการณ์ที่ดีได้นะครับ

นิทานโทสะ

สมัยก่อน ตามแถบชานเมืองหรือตามชนบทในประเทศเรา มักจะนิยมฟังพระเทศน์แบบหลายธรรมมาส เช่น 2 หรือ 3 ธรรมมาส ในทำนองปุจฉา วิสัชนา ถาม ตอบกัน มากกว่าจะฟังพระเทศน์องค์เดียวแบบในปัจจุบัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 50-60 ปีมาแล้ว แถบชานเมืองกรุงเทพฯ นี่เอง วันนั้นชาวบ้านต่างนิมนต์พระที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเทศน์ที่ตนเองชื่นชอบมาแสดงธรรมเรื่อง “อาทิตตปริยายสูตร” โดยพระทั้งสามรูปต่างก็ไม่รู้จักกันมาก่อน

สมัยนั้น ขอให้ทราบว่าจะเทศน์เรื่องอะไรเท่านั้น ท่านก็สามารถแสดงธรรมได้ โดยใช้ความสามารถและปฏิภาณของตนเองซักไซ้ไล่เรียงจนผู้ที่นั่งฟังรู้แจ่มแจ้ง

ก่อนเทศน์ พระท่านก็จะมีการสมมุติมอบหมายหน้าที่กัน ปกติองค์กลางจะรับหน้าที่เป็นผู้ถาม ซักไซ้ไล่เรียง ที่เหลือองค์ซ้ายและองค์ขวาจะมีหน้าที่วิสัชนา ตอบชี้แจงให้เข้าใจ

องค์กลาง เมื่อรับหน้าที่ ก็ดำเนินการซักถามองค์ซ้ายมือก่อนเกี่ยวกับเรื่อง “ไฟคือราคะ” ทั้งสององค์ซักถามโต้ตอบกันด้วยปฏิภาณเป็นที่เฮฮาถูกใจญาติโยมเป็นอย่างยิ่ง

จากนั้น ท่านองค์กลางก็หันมาถามท่านองค์ขวามือ ขอให้วิสัชนา “โทสัคติ” ไฟคือโทสะว่าเป็นอย่างไร

ท่านองค์ที่สามนั่งฟังท่าน 2 องค์แรกโต้ตอบกันอย่างเงียบๆ โดยดุษฎี พอถูกถามว่าโทสะคืออะไร แทนที่ท่านจะเจื้อยแจ้วเทศน์ตามธรรมเนียม ท่านกลับนั่งนิ่งเงียบ ได้แต่จ้องมองดูท่านองค์กลางอย่างไม่วางตา สร้างความอึดอัดให้กับท่านองค์กลาง และญาติโยมเป็นอย่างยิ่ง

สักพักท่านองค์ที่สามก็เอ่ยเสียงต่ำๆ ไม่ดังนักว่า

“ส้นตีน!” แล้วจ้องตาเป๋งไปที่ท่านองค์กลาง

ทุกคนตกตะลึงไปหมด ท่านองค์กลางหน้าตาแดงก่ำไม่ยอมสบตากับใคร นั่งกระสับกระส่ายอยู่บนธรรมมาส ครู่หนึ่งพอสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านองค์ที่สามก็เทศน์วิสัชนาเกี่ยวกับไฟคือโทสะต่อไปอย่างหน้าตาเฉย


ขอบคุณนิทานจากเว็บประตูสู่ธรรม: โทสัคติ

สระว่ายน้ำและความสุข

ถ้าผมขอให้คุณลองนึกย้อนถึงภาพวันเก่าๆ ที่มีความสุข ทั้งๆ ที่ไม่ได้มี event อะไรเป็นพิเศษแต่เป็นความทรงจำที่ชัดเจนและจำได้จนถึงทุกวันนี้ คุณมีภาพอะไรเข้ามาในหัวบ้าง?

สำหรับผม ภาพความทรงจำมักจะมีสระว่ายน้ำอยู่ในนั้นด้วยเสมอ

ครั้งแรกตอนอยู่ประมาณป.3 ไปนอนโรงแรมที่มีห้องติดสระว่ายน้ำ คุณลุงที่ฐานะดีออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ผมเลยได้ใช้ชีวิตช่วงสุดสัปดาห์ไปกับการนอนอ่านการ์ตูน กินขนม แล้ววิ่งกระโดดลงสระว่ายน้ำ ก่อนจะปีนขึ้นมาอ่านการ์ตูนต่อ

ครั้งที่สอง ช่วงป.5 ได้ไปว่ายน้ำในหมู่บ้านของพี่คนหนึ่ง พอว่ายน้ำเสร็จ ท้องกำลังหิวโซ พี่เขาก็ทำมาม่าหมูสับใส่พริกขี้หนูมาให้กิน จำได้ว่าอร่อยมาก และเป็นมาม่าหมูสับพริกขี้หนูชามเดียวที่ได้กินนับตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้

ครั้งที่สาม ช่วงทำงานแล้ว ไปทริปต่างจังหวัดกับทีม Sales ของบริษัท เอาของเข้าที่พักเรียบร้อย ทุกคนก็มารวมตัวกันที่สระว่ายน้ำ แดดร่มลมตกกำลังดี ผมพกกีตาร์ไปด้วยและเล่นเพลงริมสระ ทั้งคนที่ว่ายน้ำและคนที่นั่งอยู่รอบๆ ผลัดกันขอเพลง

จริงๆ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่สระว่ายน้ำเข้ามาเกี่ยวพัน แต่สามความทรงจำที่กล่าวมานั้นเด่นชัดในความทรงจำผมมากที่สุด

ผมไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะนึกถึงสระว่ายน้ำเหมือนผมมั้ย ผมเดาว่าไม่ แต่อยากจะลองชวนทุกคนให้นึกถึงอดีตของตัวเอง แล้วสังเกตดูว่ามีอะไรที่เป็น common theme บ้างรึเปล่า

ถ้าพบ common theme ก็ควรพาตัวเองไปเจอสิ่งนั้นให้บ่อยขึ้น อาจจะเป็นกิจกรรมบางอย่าง สถานที่บางสถานที่ หรือคนบางคน

เผื่อเราจะได้สร้างความทรงจำที่ดีเก็บไว้เป็นเสบียงสำหรับอนาคตครับ

สำเร็จเพราะมั่นใจ มั่นใจเพราะเตรียมตัว

ลองนึกถึงช่วงเวลาที่เราต้องเจอบททดสอบ

ไม่ว่าจะเป็นการพรีเซนต์ขายโปรเจ็ค การสัมภาษณ์งาน หรือแม้กระทั่งการจีบสาว

ระดับความมั่นใจของเรานั้นส่งผลอย่างมากต่อโอกาสที่จะสอบผ่านบททดสอบนั้น

เหมือนที่ใครเคยบอกว่า ผู้หญิงไม่ได้ชอบ bad boy เขาแค่ชอบคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง

เพราะคนที่มั่นใจนั้นดูแข็งแรง น่าเชื่อถือ พึ่งพาได้

กลับกัน กับคนที่ดูไม่มั่นใจ เราก็ไม่อยากที่จะฝากงาน ฝากเงิน หรือฝากชีวิตไว้กับเขาเหมือนกัน

สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจ และคิดว่าคงเป็นอย่างนี้ไปทั้งชาติ อยากให้รู้ว่าแม้กระทั่งคนอย่าง Steve Jobs ยังต้องใช้เวลาซ้อมพูดอยู่หลายวันกว่าจะพร้อมขึ้นพูดเปิดตัวสินค้าใหม่

ที่เขาดูมั่นใจ ไม่ใช่เพราะว่าเก่งเพียงอย่างเดียว แต่เพราะว่าซ้อมมาอย่างเยอะ

ถ้าเรายังไม่ประสบความสำเร็จกับบางเรื่อง อาจเป็นเพราะเรายังมั่นใจไม่พอ

และหากเรายังมั่นใจไม่พอ ทางหนึ่งที่จะช่วยได้ คือให้เวลากับการเตรียมตัวมากกว่าที่เคยครับ