บทเพลงและลำนำ คือจดหมายถึงลูกหลานในอนาคต

เมื่อเดือนที่แล้ว จู่ๆ “เนเน่ รอยัล” ก็โด่งดังเป็นพลุแตกหลังผ่านรอบออดิชั่นของรายการ America’s Got Talent

น้องเลือกเล่นกีตาร์ไฟฟ้าและร้องเพลง Zombie ของวง The Cranberries

ซิงเกิ้ลเพลงนี้ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 1994 จึงเป็นเพลงที่มีอายุ 32 ปี นับเป็นสองเท่าของอายุเนเน่

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้พูดถึงเพลงนี้ในคลิป “ธรรมะจากซอมบี้” ว่า

“ซอมบี้เป็นเพลงต่อต้านนะ ประท้วงความรุนแรง แม้มันจะเป็นการประท้วงความรุนแรงระหว่างคนไอริชกับคนอังกฤษ แต่ที่จริงแล้วความหมายของเพลงนี้มันรวมไปถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วโลกด้วย

แล้วมันมีเนื้อร้องที่เป็นท่อนฮุคนะ ก็คือท่อนที่บอกว่า ‘ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ครอบครัวของฉัน แต่มันอยู่ในหัวของคุณ’

(But you see, it’s not me, it’s not my family
In your head, in your head, they are fightin’)

อันนี้คนก็ตีความแตกต่างกันไป แต่ถ้าจะตีความในแบบของอาตมา คนเขียนเพลงก็ต้องการบอกว่า ศัตรูของคนอังกฤษไม่ใช่ฉันซึ่งเป็นนักร้องชาวไอริช ไม่ใช่ครอบครัวของฉัน แต่มันอยู่ในหัวของคุณ…

มันก็เป็นการเตือนว่า ทุกวันนี้คนเรามองศัตรูอยู่ข้างนอก คนที่พูดคนละภาษา คนที่นับถือคนละศาสนา คนที่นับถืออุดมการณ์คนละอย่าง แต่ศัตรูที่แท้มันอยู่ในหัวของเรา คืออะไร คือความโกรธ ความเกลียด อคติ

คนเขียนเพลง-คนร้องเพลง ต้องการบอกว่าไอ้สิ่งนี้ สิ่งที่อยู่ในหัวของคุณ หรือสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุด”


ปลายปีนี้ “ปรายฝน” ลูกสาวของผมจะอายุครบ 11 ขวบ ส่วน “ใกล้รุ่ง” ลูกชายจะอายุครบ 9 ขวบ

ทั้งสองคนเรียนเปียโนมาได้หลายปีแล้ว โดยที่ผมกับภรรยาไม่ได้คาดหวังให้ไปสอบเลื่อนชั้นหรือลงรายการแข่งขันอะไร แค่รู้สึกว่าการที่พวกเขามีพื้นฐานทางดนตรีน่าจะเป็นสิ่งที่ดี

หลังจากที่ผมดูคลิปเนเน่ได้สองวัน ผมก็เปิดคลิปนั้นให้ทั้งสองคนดูบ้าง เพื่อให้เขาเห็นว่าเพดานนั้นสูงแค่ไหนสำหรับคนที่มีใจรักและขยันฝึกซ้อม

วันต่อมา ปรายฝนที่ไม่เคยเล่นกีตาร์มาก่อนในชีวิตก็เดินมาบอกผมว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ไฟฟ้า ผมถามว่าเพราะดูเนเน่ใช่มั้ย ปรายฝนบอกว่าเปล่า เพียงแต่ช่วงหลังๆ เขาเห็นคนเล่นกีตาร์ไฟฟ้าคัฟเวอร์เพลงที่ปรายฝนชอบหลายเพลง

ผมก็เลยหยิบกีตาร์ไฟฟ้าออกมาจากกระเป๋า รวมถึงตู้แอมป์ขนาดเล็กที่เพิ่งซื้อมาไม่นาน ปรายฝนแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นผมเล่นกีตาร์ไฟฟ้ามาก่อน

ปรายฝนเลยขอให้ผมสอนเพลงที่เหมาะกับกีตาร์ไฟฟ้าให้เขาสัก 1 เพลง ผมเลยตัดสินใจเลือกเพลง บุษบา ของวงโมเดิร์นด็อก มาสอนเขา เพราะมีแค่ 4 คอร์ด Bm / D / G / F# และเล่นแบบพาวเวอร์คอร์ดที่จับแค่สองเส้นได้ไม่ยากนัก

ผมเปิดเพลงบุษบาออกลำโพงบลูทูธ และเล่นกีตาร์ไฟฟ้าออกตู้แอมป์ไปพร้อมๆ กับเพลง

พอเพลงจบ ปรายฝนถามผมว่า มาลัยคืออะไร? ผมเลยอธิบายว่ามาลัยก็คือดอกไม้ที่เอามาร้อยเป็นพวงๆ จริงๆ ที่บ้านก็มีเอาพวงมาลัยมาไหว้พระอยู่บ้าง แต่ไม่ได้บ่อยและเขาคงไม่ทันสังเกต

แล้วผมก็อธิบายความหมายของเพลงว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อบุษบา แล้วชอบไปเด็ดดอกไม้มาร้อยเป็นพวงมาลัย แต่วันหนึ่งดอกไม้ก็หายไปไหนไม่รู้

ก่อนจะมาถึงท่อนสุดท้ายที่ว่า

แล้วบุษบาก็พบว่าความจริงนั้น
โลกที่มันไม่มีดอกไม้เหลืออยู่
เพราะเธอเด็ดไปมากมายเท่าไหร่ก็ไม่รู้
เด็ดไปไม่เคยดู จะเหลืออยู่ได้อย่างไร

ปรายฝนที่โตพอจะรู้ว่า “ดอกไม้” เป็นเพียงตัวแทนของอะไรบางอย่าง ถึงกับอุทานออกมาว่า “The song’s meaning is so peak!”

(เด็กเจน Alpha จะชอบใช้คำว่า peak เวลาชื่นชมอะไรสักอย่างว่าสุดยอด)

อาจจะด้วยความบังเอิญ “เสริมสุขภาพ” อัลบั้มแรกของวงโมเดิร์นด็อกที่มีเพลงบุษบานั้น วางแผงในเดือนกันยายน 1994 นั่นแปลว่า ทั้งบุษบาและ Zombie มีอายุเท่ากันพอดี

ตอนที่พี่ป๊อด ธนชัย อุชชิน แต่งเพลงนี้ขึ้นมา เขาคงจะไม่ได้จินตนาการเอาไว้เลยว่า อีกสามทศวรรษถัดมา เพลงนี้จะไปโดนเส้นเด็กสาววัยสิบขวบนิดๆ เข้าอย่างจัง


อาจารย์ศิลป์ พีระศรี (ชื่อเดิม กอร์ราโด เฟโรชี) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร มักจะหยิบยกคำพูดของ Hippocrates หมอชาวกรีกโบราณที่ว่า “Ars longa, Vita brevis”

ชีวิตคนเราแสนสั้น แต่ศิลปะนั้นยืนยาว

ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงอย่างซอมบี้และบุษบา ที่เดินทางข้ามผ่านวันเวลามาถึงเนเน่และปรายฝน

รวมถึงรูปวาดและสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่อยู่ยั้งยืนยงมาเป็นพันปี

และรวมถึงบางถ้อยคำ บางประโยคในหนังสือที่ถูกบันทึกไว้

แต่ถ้าให้ถามว่าศิลปะรูปแบบใดอยู่ยั้งยืนยงที่สุด ก็น่าจะเป็น “เพลง” หรือ “บทกวี” เพราะมันไม่ต้องอาศัย “ตัวกลางทางวัตถุ” ใดๆ

ไม่ต้องใช้กระดาษ ไม่ต้องใช้น้ำหมึก ไม่ต้องใช้อิฐหินปูนทราย ใช้เพียงถ้อยคำและท่วงทำนองที่ส่งต่อจากหนึ่งไปสู่ผู้คนได้อเนกอนันต์ เหมือนเพลง Happy Birthday ที่ร้องกันได้ทุกชาติ หรือบทสวดมนต์ที่ส่งต่อกันมาสองพันกว่าปี


เมื่อวานนี้ผมเพิ่งได้ดู The Odyssey ของ Christopher Nolan

ฉากจบของหนัง 3 ชั่วโมง เป็นการออกเดินทางครั้งใหม่ของเพเนโลเป้และโอดิสซิอุส คู่สามีภรรยาที่จากกันมานานถึง 20 ปี

Penelope: Why will the stories only be sung?

Odysseus: Because song will be all they have to remember those of us who could write.

ทำไมเรื่องราวของสงครามเมืองทรอยถึงจะถูกกล่าวขานผ่านเพียงลำนำ?

เพราะบทเพลงจะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่คนรุ่นต่อไปจะจดจำเราได้*

นึ่คือความมหัศจรรย์ของความคิดและความทรงจำที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนลำนำของสงครามเมืองทรอย เหมือน Zombie ในจิตใจ เหมือนดอกไม้ของบุษบา

บทเพลงและลำนำ คือจดหมายถึงลูกหลานในอนาคตครับ


* โอดิสซิอุสทำนายว่า หลังจบยุคสำริด (Bronze age) อารยธรรมจะถูกทำลายจนแทบไม่เหลือผู้คนที่อ่านออกเขียนได้

ไม่มีวันใดที่สูญเปล่า

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความหนึ่งที่ชอบมาก โดยเฉพาะกับคนที่อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามาโดยตลอด (แม้ช่วงหลังอาการจะทุเลาลงบ้างแล้วก็ตาม)

บทความมีชื่อว่า “everything is a win when the goal is to experience.” ของ sentimental being

ตัวบทความนั้นยาวมาก ผมจึงขอถอดความมาแค่บางส่วน และหวังว่ามันน่าจะพอเตือนใจเราให้ไม่ต้องใช้เวลาให้ productive เสมอไปก็ได้ครับ


ทุกอย่างคือชัยชนะ หากเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์

ถ้อยคำนี้วิ่งวนอยู่ในหัวราวกับเหรียญที่กำลังกลิ้งไป

เพราะถ้าข้อความนี้เป็นความจริง ชีวิตทั้งหมดของฉันก็ย่อมลงตัวไปโดยปริยาย

วันที่ฉันเคยคิดว่าเป็น “วันที่ล้มเหลว” วันที่ฉันนอนขดอยู่บนเตียงนานเกินไป วันที่ฉันไม่ได้ทำอะไรสำเร็จเลยสักอย่าง วันที่ฉันแค่อยู่ตรงนั้นและรู้สึกเศร้าหน่อยๆ และนอนดูพัดลมบนเพดานหมุนไปเรื่อยๆ วันแบบนั้นไม่ได้สูญเปล่าเลย มันคือวันที่ฉันได้เป็นมนุษย์อีกหนึ่งวันเช่นกัน วันที่ฉันได้อาศัยอยู่ในกายหยาบนี้ วันที่ฉันยังมีลมหายใจ มีความคิดคำนึง ยังมีชีวิต ยังอยู่ตรงนี้ ยังมีส่วนร่วมในการทดลองอันน่าฉงนฉงายที่ชื่อว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ การอกหักย่อมไม่ใช่เรื่องน่าอาย มันคือหลักฐานว่าฉันได้รักใครบางคนอย่างหมดจิตหมดใจ ความสับสนก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ มันเป็นเพียงความสงสัยที่ไม่ยอมลดราวาศอก และแม้กระทั่งความเบื่อหน่ายก็มีสัมผัส มีอุณหภูมิ และมีรูปร่างของมัน ไม่มีอะไรเลยที่ไร้ความหมาย เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านตัวฉันและทิ้งตะกอนเล็กๆ เอาไว้คล้ายฝุ่นผง คล้ายละอองเกสร คล้ายความทรงจำ และฉันคิดว่านั่นก็อาจเพียงพอแล้ว บางทีชีวิตที่สมบูรณ์อาจไม่จำเป็นต้องเป็นชีวิตน่าประทับใจก็ได้ บางทีชีวิตก็แค่ต้องถูกรับรู้อย่างลึกซึ้งและซื่อตรงเท่านั้น

บางคราวฉันก็นึกถึงตัวเองในหลายทศวรรษต่อจากนี้ ตัวฉันที่แก่กว่าตอนนี้ นุ่มนวลกว่านี้ และกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างที่ไหนสักแห่ง ฉันพยายามจินตนาการว่า ถ้าถึงวันนั้น ฉันจะคิดถึงอะไร ฉันคงจะไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ทำให้ฉันเครียดอยู่บ่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องความสำเร็จหรือเรื่องที่ฉันได้พิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็น สิ่งที่ฉันจะคิดถึงคงจะเป็นเรื่องที่บางเบาเอามากๆ อย่างเช่นเรื่องแดดยามบ่ายที่ทาบทาอยู่บนพื้นห้อง หรือเสียงของใครบางคนในห้องครัว หรือความรู้สึกของวัยหนุ่มสาวที่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะพบเจอกับอะไร และสิ่งที่ฉันจะคิดถึงมากที่สุดน่าจะเป็นการที่ฉันได้มาอยู่ ณ ที่นี่ ณ ตรงนี้

หากเรากระเถิบเข้ามาใกล้มากพอ เราจะพบว่าแท้จริงแล้วชีวิตนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มันไม่ได้ประกอบไปด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ หรือบทชีวิตที่เข้าใจง่ายๆ แบบที่เราเล่าให้คนอื่นฟังในงานปาร์ตี้ ชีวิตประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยและรายละเอียดที่เราจะสังเกตเห็นก็ต่อเมื่อเราหยุดที่จะเอาเป็นเอาตายกับชีวิต เราจะเห็นดอกไม้ที่โผล่ขึ้นมาตรงรอยแตกบนฟุตบาทราวกับจะย้ำเตือนว่าผืนแผ่นดินนั้นนุ่มนวลขนาดไหน สังเกตเห็นฝุ่นละอองนับร้อยพันล่องลอยอยู่ท่ามกลางแสงแดดราวกับดวงดาวที่อาบไปด้วยทองคำ ได้ยินเสียงของใครบางคนกำลังล้างจานอยู่ในห้องข้างๆ ที่ทำให้อุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนการได้ดื่มน้ำอึกแรกโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังกระหาย สัมผัสของกลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูบนหมอนที่เราหนุนนอน สังเกตเห็นลายมือของเราที่เปลี่ยนไปตามสภาพของจิตใจ รู้สึกถึงน่องที่ปวดเมื่อยหลังจากเดินมาทั้งวันและกระซิบบอกว่าเราได้เคลื่อนที่ไปในโลกใบนี้ สังเกตรสชาติของชาที่เปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนชง หนังสือเล่มเก่าที่มีกลิ่นของวันเวลา ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่เสียจนปัญหาของเราเหมือนเป็นเพียงเรื่องที่ปั้นแต่งขึ้นมา

เมื่อฉันจินตนาการถึงวันสุดท้ายที่จะมาถึง ไม่ใช่ในมุมที่น่าหวาดหวั่น แต่ในมุมที่ว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ แล้วทุกอย่างก็ลงตัวด้วยตัวมันเอง เพราะเมื่อเราระลึกได้ว่าวันหนึ่งเราจะไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งเรื่องที่แสนจะธรรมดาก็ดูจะมีประกายเรืองรองขึ้นมาทันที วันหนึ่งฉันจะไม่มีโอกาสได้รู้สึกถึงสบู่ตรงง่ามนิ้วมือ ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเอง หรือนอนอยู่บนพื้นและจ้องมองพัดลมหมุนวนบนเพดานอย่างแช่มช้า ไม่มีอีกแล้วเพลงที่จะทำให้ฉันน้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว ไม่มีอีกแล้วบทสนทนายามดึกดื่น ไม่มีอีกแล้วภาพของพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ฉันก็อยากจะเหนี่ยวรั้งทุกอย่างให้เข้ามาใกล้ฉันขึ้นอีกนิด แม้กระทั่งเรื่องน่าเบื่อ แม้กระทั่งเรื่องเศร้าๆ – โดยเฉพาะเรื่องเศร้าๆ – เพราะการที่ฉันเศร้าแสดงว่าฉันแคร์ ความเศร้าคือสิ่งที่บอกว่ามันสัมผัสฉันลึกมากพอที่จะฝากรอยช้ำเอาไว้

และรอยช้ำก็ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากหลักฐานที่ว่ามีการสัมผัสเกิดขึ้น ฉันไม่อยากจากโลกนี้ไปโดยไม่ถูกสัมผัส ไม่อยากร่อนผ่านโลกนี้ไปอย่างสวยๆ และไร้ซึ่งบาดแผล ฉันอยากเปรอะเปื้อน อยากมีรอยบุ๋ม อยากเต็มไปด้วยลายนิ้วมือ

ฉันอยากจะบอกว่า ใช่แล้ว ฉันเคยอยู่ตรงนี้ ฉันปล่อยให้ชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นกับฉัน ฉันไม่ได้เอาแต่ยืนอยู่ข้างสนามและเอาแต่จดบันทึก

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ ย่อมไม่มีวันใดที่สูญเปล่าเลย

เราเตรียมใจที่จะไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกหรือยัง

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton Christensen จบ

มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาหลายวัน จนอยากจะนำมาเขียนถึงวันนี้เพื่อคนเป็นพ่อคนแม่คน

คนสมัยนี้มีลูกยาก เพราะต้องใช้เงินเยอะ พอตัดสินใจมีลูกทั้งทีก็เลยอยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก

สมัยที่เรายังเด็ก โอกาสที่เราจะเข้าถึงสิ่งต่างๆ น้อยกว่านี้หลายเท่าตัว เราอาจเคยอยากได้ของเล่นบางชิ้นแล้วแม่ไม่ซื้อให้ เคยอยากเรียนดนตรีแต่ค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์แพงเกินไป เคยเบื่อกับเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เป็นมรดกตกทอดจากพี่ชายหรือพี่สาว พอโตมาได้มีลูกกับเขาบ้างก็เลยตั้งใจว่าอะไรที่เราเคยอยากได้แล้วเราไม่เคยได้ หรืออะไรที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำ ถ้าวันนี้มีกำลังก็อยากจะมอบมันให้แก่ลูกให้เต็มที่

แม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนาดี แต่วิธีคิดแบบนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน ซึ่งหนังสือของ Christensen ชี้ให้ผมเห็นตรงนี้

Clayton Christensen (1952-2020) เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก รวมถึงเป็นศาสตราจารย์แห่ง Harvard Business School ด้วย

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้คือ “Finding fulfilment using lessons from some of the world’s greatest businesses” สร้างชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าผ่านการเรียนรู้จากหลากหลายธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในหนังสือคริสเตนเซนมักจะเอาบทเรียนจากภาคธุรกิจมาประยุกต์ใช้กับการสร้างครอบครัวและการเป็นพ่อแม่ที่ดี

หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึง คือขีดความสามารถขององค์กร (capabilities) นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสามประการ – ทรัพยากร กระบวนการ และลำดับความสำคัญ (resources, processes, and priorities)

ทรัพยากรก็เช่น เงินทุน พนักงาน เครื่องมือ เทคโนโลยี ซัพพลายเออร์

กระบวนการ คือวิธีที่ทรัพยากรเหล่านั้นถูกนำไปใช้งาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากและไม่สามารถแสดงในรายงานทางการเงินของบริษัทได้

และลำดับความสำคัญ จะเป็นตัวตัดสินว่าจะนำทรัพยากรและกระบวนการนั้นไปสร้างสรรค์สิ่งใด

ขีดความสามารถของลูกก็จำเป็นต้องมีปัจจัยทั้งสามอย่างเช่นกัน

ทรัพยากร ก็เช่นเงินที่ใช้เลี้ยงดู สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ เวลาและพลังชีวิตที่ลูกมี

กระบวนการคือวิธีที่ลูกเราใช้ทรัพยากรเหล่านั้นในการนำไปสร้างสิ่งใหม่ มันคือวิธีคิด วิธีถามคำถาม วิธีแก้ไขปัญหา วิธีที่ลูกทำงานร่วมกับเพื่อนคนอื่น

ลำดับความสำคัญก็คือลูกจะใช้ทรัพยากรและกระบวนการที่ได้รับมานั้นไปทำอะไรและเพื่ออะไร

Resources คือ What

Processes คือ How

และ Priorities คือ Why


สิ่งที่พ่อแม่ Gen Y มอบให้ลูก Gen Alpha ได้ดีกว่าพ่อแม่รุ่นก่อนๆ คือทรัพยากร

อยากได้ของใช้มั้ย เดี๋ยวสั่งออนไลน์ให้ หิวใช่มั้ย เดี๋ยวสั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ให้ อยากเรียนสิ่งนี้ใช่มั้ย เดี๋ยวสมัครให้

ลูกของเราจึงได้รับทรัพยากรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่พ่อแม่จะจัดให้ได้

แต่สิ่งที่พ่อแม่รุ่นเราอาจจะยังขาดไป – รวมถึงตัวผมเอง – คือเราอาจไม่ได้ให้ลูกมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ “กระบวนการ” หรือ processes มากเพียงพอ

ประโยคหนึ่งในหนังสือที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาตลอด 2-3 วันนี้ก็คือ

“As I look back on my own life, I recognize that some of the greatest gifts I received from my parents stemmed not from what they did for me – but rather from what they didn’t do for me.”

“เมื่อมองย้อนกลับไป ผมก็คิดได้ว่าของขวัญที่สำคัญที่สุดที่ผมได้รับจากพ่อแม่ ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ท่านทำให้ผม แต่เกิดจากสิ่งที่ท่านไม่ได้ทำให้ผมต่างหาก”

สมัยเด็กครอบครัวของคริสเตนเซนค่อนข้างกระเบียดกระเสียร ตอนเขาอยู่ชั้นป.2 แม่ของคริสเตนเซนเพิ่งมีลูกคนที่หกและไม่สามารถแบ่งเวลามาดูแลทุกคนในบ้านได้

วันหนึ่งคริสเตนเซนทำถุงเท้าขาด และรู้อยู่แล้วว่าบ้านเขาไม่มีเงินซื้อถุงเท้าใหม่ให้ เขาจึงเอาถุงเท้าไปให้แม่ดู แม่ยื่นเข็มและด้ายให้กับเขา และบอกให้เขาเอาด้ายไปร้อยรูเข็ม

คริสเตนเซนใช้เวลาเกือบสิบนาที (ถ้าเป็นแม่คงใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที) จากนั้นแม่ก็สาธิตให้ดูว่าจะเย็บถุงเท้ายังไงเพื่อให้ซ่อมรูได้ แล้วก็ยื่นถุงเท้าอีกข้างให้เขาลองทำเอง แล้วแม่ก็หายไปทำธุระอย่างอื่นในบ้าน

ปีถัดมาตอนอยู่ป.3 คริสเตนเซนทำกางเกงยีนส์ขาด แม่ก็เลยพาคริสเตนเซนไปที่จักรเย็บผ้าและสอนวิธีการใช้งาน จากนั้นแม่ก็หายไปและปล่อยให้คริสเตนเซนปะกางเกงด้วยตัวเอง ตอนแรกเขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่พอได้ลองผิดลองถูกไปสักพัก เขาก็ปะกางเกงของตัวเองได้เป็นครั้งแรก

ตอนที่ใส่กางเกงที่ปะแบบมือสมัครเล่นออกไปโรงเรียนนั้น คริสเตนเซนไม่ได้รู้สึกอับอายแต่อย่างใดว่าทำไมกางเกงถึงซ่อมออกมาได้ไม่สวย ตรงกันข้าม เขารู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่มองเห็นรอยปะนั้น

เมื่อแม่ไม่ได้ช่วยปะกางเกง สิ่งที่คริสเตนเซนได้รับมาคือ self-esteem หรือความภูมิใจในตนเอง รวมถึงความเชื่อมั่นว่าหากเขาเจอปัญหาอื่นๆ อีกในอนาคต เขาก็จะผ่านมันไปได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเด็กชายคริสเตนเซนคือ process หรือกระบวนการที่เราไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ง่ายเหมือน resource

กลับมาที่การเลี้ยงลูกของบ้านผม ที่ค่อนข้างจะอยู่สุขสบาย อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน อยากได้ของเล่น ขนม หรือหนังสือ ผมกับภรรยาก็แทบไม่เคยปฏิเสธ และจากที่ดูในฟีด ผมเดาว่าเพื่อนๆ น้องๆ หลายคนก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่

เรามอบ resources ให้ลูกเสียมากมาย แต่เราอาจหลงลืมที่จะมอบโอกาสให้ลูกเรียนรู้ processes ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ผมนึกถึงคำของ “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท MFEC ที่เคยบอกกับผมและเพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองคนว่า เราควรเลี้ยงลูกแบบ “ทิ้งๆ ขว้างๆ” บ้าง เพื่อให้ลูกเข้มแข็ง ทำอะไรเองเป็น แถมลูกจะรักเรามากกว่าการเลี้ยงแบบประคบประหงมเสียด้วยซ้ำ

บอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะลูกก็ยังเป็นเด็กน้อยในสายตาเราเสมอ ลูกเคยขอให้เราช่วยอะไรตอนเขา 4 ขวบ มาตอนนี้เขา 10 ขวบแล้วเราก็ยังทำสิ่งนั้นให้เขาอยู่ดีเพราะความเคยชิน

แต่สองสามวันมานี้ เวลาลูกขอให้ผมช่วยอะไร ผมจะระลึกขึ้นได้ และบอกให้เขาพยายามเองก่อน ลูกอาจจะมีบ่นกระปอดกระแปดนิดหน่อย แต่พอลองทำไปสักพักแล้วเขาทำได้เอง ก็ดูมีรอยยิ้มอยู่ไม่น้อย

ปล่อยให้ลูกได้ลองกระเสือกกระสนดูบ้าง แล้วเขาจะได้อะไรบางอย่างที่เงินหาซื้อให้ไม่ได้

พ่อแม่ควรเตรียมใจที่จะไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกครับ

สอนลูกยังไงไม่ให้เป็น Perfectionist

เช้านี้ผมเพิ่งได้อ่านข้อเขียนของ Adam Grant ชื่อว่า “There’s More to the Mental Health Crisis Than Smartphones and Social Media

เป็นประเด็นที่น่าสนใจและทำให้ผมถึงกับอุทานกับตัวเองว่า “เออ…จริงด้วย”

แกรนต์บอกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พ่อแม่ผู้ปกครองและโรงเรียนเริ่มมีความตื่นตัวเรื่องข้อเสียของสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดีย อย่างในออสเตรเลียถึงกับออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเลยทีเดียว

แต่การปกป้องเด็กๆ ในโลกดิจิทัลอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเราจำเป็นต้องปกป้องพวกเขาในโลกของอารมณ์ความรู้สึกด้วย

American Psychological Association เพิ่งตีพิมพ์ผลการศึกษารวบรวมงานวิจัย 307 ฉบับตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษากว่า 83,000 คนในอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ งานวิจัยนี้นำเสนอข้อสรุปว่า คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะเป็น “เพอร์เฟกชันนิสต์” (Perfectionist) หรือคนที่รักความสมบูรณ์แบบมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเทรนด์นี้เริ่มมาตั้งแต่ก่อนยุคโซเชียลมีเดียจะบูมด้วยซ้ำ (กราฟเริ่มหักหัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2003)

เมื่อสองปีที่แล้ว ผมเขียนถึงหนังสือ The Perfectionist Trap ของ Thomas Curran ที่แยก Perfectionist เอาไว้ 3 ประเภท คือ

  1. SOP (Self-Oriented Perfectionism): คาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ
  2. SPP (Socially-Prescribed Perfectionism): รู้สึกว่าคนรอบข้างคาดหวังให้เราสมบูรณ์แบบ
  3. OOP (Other-Oriented Perfectionism): คาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ

ในตอนนั้นผมเขียนบทความโดยนึกถึงคนวัยทำงานเป็นหลัก

แต่พอมาเช้านี้ก็เพิ่งคิดได้ว่า ลูกๆ ของผมเองก็มีอาการเหล่านี้อยู่เหมือนกัน!

“ใกล้รุ่ง” ลูกชายคนเล็กวัย 8 ขวบครึ่ง เป็นแบบข้อ 1 และ 3 คือทั้งคาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ และกดดันให้คนอื่นต้องสมบูรณ์แบบไปด้วย

ส่วน “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตวัย 10 ขวบครึ่ง แม้ไม่ได้มีความเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์เข้มข้นเท่าใกล้รุ่ง แต่ก็มีอาการตามข้อ 1 และ 2 แบบอ่อนๆ

เมื่อกลับมามองที่ตัวผมกับภรรยา ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ ส่วนภรรยาน่าจะมีข้อ 2 กับข้อ 3 อยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น เราทั้งคู่ก็เลี้ยงลูกแบบชิลๆ มาตลอด ไม่เคยคาดหวังให้ลูกต้องเข้าโรงเรียนดัง และไม่เคยเคี่ยวเข็ญเรื่องคะแนนสอบ

นั่นหมายความว่าความรู้สึกอยากสมบูรณ์แบบของเด็กๆ น่าจะมาจากสื่อที่พวกเขาเสพ ในเมื่อเราไม่สามารถไปหยุดยั้งภาพใหญ่ (Macro) ของสังคมได้ สิ่งที่พอจะทำได้ในฐานะพ่อแม่ คือการคอยเตือนสติกันและกันบ่อยๆ

Adam Grant มีคำแนะนำ 10 ข้อที่ผมตั้งใจจะพรินต์ออกมา แล้วเอาไปแปะไว้ตรงกระดานหรือตู้เย็นในบ้าน เพื่อให้ลูกๆ ได้อ่านผ่านตาบ่อยๆ ครับ

  1. Mistakes don’t make you a failure. They make you a learner.
    ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนล้มเหลว มันทำให้เรากลายเป็นนักเรียนรู้
  2. Achievements are not a symbol of your worth. They’re a snapshot of your performance.
    ความสำเร็จไม่ใช่มาตรวัดคุณค่าในตัวเรา มันเป็นเพียงภาพสะท้อนผลงานของเรา ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
  3. Beating yourself up doesn’t make you stronger; it leaves you bruised. Don’t say anything to yourself that you wouldn’t say to a good friend.
    การก่นด่าตัวเองไม่ได้ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น แต่มันทำให้เราช้ำใจกว่าเดิม ประโยคไหนที่เราไม่คิดจะพูดกับเพื่อนรัก เราก็ไม่ควรพูดกับตัวเองเช่นกัน
  4. It’s impossible to please everyone. Decide whose opinion matters to you—and whose doesn’t.
    เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ทุกคนพอใจ จงเลือกให้ดีว่าความเห็นของใครมีค่าสำหรับเรา และความเห็นของใครที่เราไม่ควรใส่ใจ
  5. Character is not revealed by how many setbacks you face. It’s forged by how you face them.
    เนื้อแท้ของเราไม่ได้วัดกันที่ว่าเราเจออุปสรรคบ่อยแค่ไหน แต่วัดจากวิธีที่เราเผชิญหน้ากับอุปสรรคเหล่านั้นต่างหาก
  6. People gauge your competence mostly by your hits, not your misses.
    คนอื่นมักจะประเมินความสามารถของเราจากสิ่งที่เราทำสำเร็จ ไม่ใช่จากสิ่งที่เราทำพลาด
  7. The objective is not to be the best; it’s to get better. The person you’re competing with is your past self, and the bar you’re setting is for your future self.
    เป้าหมายไม่ใช่การเป็นคนที่ดีที่สุด เป้าหมายคือการเป็นคนที่ดีขึ้น คนเดียวที่เราควรแข่งขันด้วยคือตัวเราในอดีต และมาตรฐานที่เราควรตั้งไว้ก็คือตัวเราที่อาจบรรลุได้ในอนาคต
  8. Our biggest regrets aren’t actions—they’re inactions. Don’t set yourself up to wish you’d taken more chances.
    สิ่งที่เราจะเสียใจที่สุดมักไม่ใช่สิ่งที่ได้ทำลงไป แต่เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ทำ อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องตื่นมาในวันข้างหน้าแล้วเสียดายว่าเราน่าจะคว้าโอกาสให้มากกว่านี้
  9. Healthy goals include two targets: an aspirational result and an acceptable outcome. If you fall anywhere between them, you haven’t failed.
    การตั้งเป้าหมายที่ดีควรมี 2 ระดับ ระดับแรกคือผลลัพธ์ในฝันที่อยากไปให้ถึง ระดับที่สองคือผลลัพธ์ขั้นต่ำที่เราพอยอมรับได้ หากผลงานของเราตกอยู่ตรงกลางระหว่างสองจุดนี้ก็ถือว่าเราทำได้ไม่เลวเลย
  10. Success is not a straight line. It’s a squiggly line.
    ความสำเร็จไม่เคยเป็นเส้นตรง แต่มันเป็นเส้นขยุกขยุย

ซื้อบ้านปีนี้ใช้ทองกี่บาท

สัปดาห์ที่แล้วมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ผมเลยพาลูกๆ ไปเล่นที่ Harborland สาขาเมกาบางนา แล้วบังเอิญเจอ “ออม” เพื่อนสมัยมัธยมปลายที่พาลูกมาเที่ยวเหมือนกัน เราเลยได้นั่งคุยสารทุกข์สุกดิบหลังจากไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปี

ออมกับภรรยาอยู่ที่ชลบุรี ทำธุรกิจส่วนตัวด้านรถบัส แต่ช่วงนี้เหนื่อยเพราะจีนเข้ามาบุกตลาด ออมบอกว่าแถวบ้านมีเด็กที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยดีๆ แต่ยังหางานไม่ได้

“สมัยเราเรียนจบกันใหม่ๆ ต่อให้เรียนแย่ยังไงก็ยังมีงานทำ แถมเงินเดือนจะน้อยยังไงก็ยังซื้อทองได้ 2 บาท 3 บาทแน่ๆ”

เป็นมุมมองที่น่าสนใจมากๆ ผมลองกลับมาหาข้อมูลดูว่าเมื่อปี 2545 (ปีที่พวกผมเรียนจบปริญญาตรี) ทองราคาบาทละ 5,000 บาทเท่านั้น และเงินเดือนเด็กจบใหม่สมัยนั้นก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 10,000 บาท ดังนั้นจึงซื้อทอง 2 บาทได้สบาย

แต่เด็กจบใหม่สมัยนี้เงินเดือน 18,000 บาท ซื้อทองได้สลึงเดียว


ถ้าไม่นับหนังสือ The Psychology of Money ของ Morgan Housel ที่ผมนับเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021 แล้ว หนังสือด้านการเงินที่ผมชอบมากที่สุดคือ The Price of Money ของ Rob Dix

มีกราฟหนึ่งที่ผมเห็นแล้วอึ้งมาก คือกราฟเปรียบเทียบราคาบ้านเมื่อคิดเป็นเงินสด กับเมื่อคิดเป็นทองคำ

ตัวอย่างนั้นเป็นราคาบ้านในอังกฤษ ถ้าปี 1970 เราตั้ง index อยู่ที่ 100 ในปี 2020 index ของราคาบ้านคือ 5,000 หมายความว่าราคาบ้านนั้นแพงขึ้น 50 เท่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาถ้าวัดเป็นหน่วยปอนด์สเตอร์ลิง (£)

แต่ถ้าวัดด้วยน้ำหนักของทอง เริ่มที่ 1970 index คือ 100 พอปี 2020 ก็ยังเป็น index 100 เหมือนเดิม

หมายความว่าหากเมื่อ 50 ปีที่แล้วคุณปู่มีทองแท่งมูลค่ามากพอที่จะซื้อบ้านในอังกฤษสักหลัง แล้วเก็บมันไว้ในตู้เซฟ จนกระทั่งหลานมาเปิดเซฟในวันนี้เพื่อนำทองออกไปขาย ก็จะสามารถซื้อบ้านเกรดเดียวกันได้เลย

คราวนี้มาดูเมืองไทยกันบ้างดีกว่า

พ.ศ. (ค.ศ.) / ราคากลางบ้าน 50 ตร.ว. (บาท) / ราคาทองคำ (ต่อ 1 บาททอง) / จำนวนทองคำที่ต้องใช้
2519 (1976) / 250,000 / 1,400 / 178 บาท
2529 (1986) / 550,000 / 4,200 / 131 บาท
2539 (1996) / 1,500,000 / 4,792 / 313 บาท
2549 (2006) / 2,400,000 / 12,900 / 186 บาท
2554 (2011) / 3,150,000 / 27,100 / 116 บาท
2559 (2016) / 4,000,000 / 22,800 / 175 บาท
2563 (2020) / 4,850,000 / 30,400 / 159 บาท
2569 (2026) / 7,500,000 / 69,000 / 108 บาท

ตัวเลขคงไม่ได้เป๊ะมาก ขึ้นอยู่กับแหล่งอ้างอิง แต่ก็น่าจะพอเห็นเทรนด์ว่าถ้าวัดด้วยทองคำแล้ว บ้านสมัยนี้ “ถูกลง” ด้วยซ้ำถ้าวัดด้วยทอง แต่เป็น “เงินบาท” ต่างหากที่ด้อยค่าลงทุกปี

จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะเงินบาทเท่านั้นที่ด้อยค่าลง เพราะมันเป็นอย่างนี้กันทั้งโลก

ผมนึกถึงหนึ่งในการสัมภาษณ์ที่น่าอึดอัดที่สุด (แต่ก็มีประโยชน์) ของ Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad, Poor Dad) หาฟังได้ใน YouTube: How money makes you poor with Robert Kiyosaki

ในนาทีที่ 11:45 คิโยซากิถามพิธีกรถึงสองรอบว่า

“Why would you save money when they are printing money?”

ทำไมถึงเก็บออมในเมื่อพวกเขา(รัฐบาล)กำลังพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆ?

ประเด็นคงไม่ใช่จะไม่ให้เราเก็บออม แต่แค่ให้เราระลึกไว้เสมอว่าเมื่อเงินมันล้นตลาด มูลค่าของเงินก็จะลดลงเรื่อยๆ ตามหลัก Demand-Supply

ดังนั้นเมื่อเก็บออมเงินสดได้ประมาณหนึ่งแล้ว เราก็ควรเอาเงินไปลงทุนกับสิ่งที่จะยังรักษาคุณค่าอยู่ได้แม้เวลาจะล่วงเลย

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน สิ่งที่เขียนมาน่าจะมีข้อผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปบ้าง หากท่านใดอ่านบทความนี้แล้วเห็นต่าง ก็ขอเชิญแสดงความเห็นได้เลยนะครับ ผมและผู้อ่านท่านอื่นจะได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ