หลายสิ่งหลายอย่าง เราคิดเองเออเองทั้งนั้น

20180923_kideng

ไม่กล้ารับงานยากๆ เพราะกลัวทำไม่ได้

ไม่กล้ากลับบ้านเร็วกว่าเพื่อนในทีม (ทั้งๆ ที่ตัวเองทำงานเสร็จแล้ว) เพราะกลัวว่าจะโดนมองไม่ดี

ไม่กล้านำเสนอวิธีการทำงานที่ดีกว่านี้ เพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ

ไม่กล้าออกจากงานที่ไม่สนุก ไม่มีโอกาสพัฒนา เพราะกลัวว่าจะหางานอื่นไม่ได้

ทั้งหมดนี้ สามารถย่อยเหลือเป็นปัญหาแค่สองข้อ

1. เราประเมินความสามารถในการทำนายอนาคตของเราสูงเกินไป
2. เราประเมินความสามารถในการปรับตัวของเราต่ำเกินไป

นิ้วกลมเคยสัมภาษณ์พี่เก้ง จิระ มะลิกุลแห่ง GTH และ GDH ว่าการทำหนังร้อยล้านมีปุ่มกดมั้ย ประมาณว่าถ้ากดปุ่มนี้ร้อยล้านแน่นอน พี่เก้งตอบว่า “มี” แต่ปุ่มมันเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ หนังเรื่องนี้กดปุ่มนี้ได้ร้อยล้าน หนังเรื่องหน้ากดปุ่มเดิมกลับเจ๊งไม่เป็นท่า

คำตอบก็คือไม่มีนั่นเอง

ลองนึกถึงศิลปินที่เราชื่นชอบ แล้วถามตัวเองว่าเราร้องเพลงเขาได้ทุกเพลงมั้ย หรือเพลงเขาดังทุกเพลงรึเปล่า คำตอบก็คือไม่

แต่ถามว่าตอนทำเพลง เขาตั้งใจทำทุกเพลงมั้ย คำตอบก็คือใช่ คงไม่มีศิลปินคุณภาพคนไหนบอกว่า อัลบั้มนี้ทำ 10 เพลง ตั้งใจทำให้ดังแค่ 3 เพลงพอ ที่เหลืออีก 7 เพลงก็ทำส่งๆ ไป

เพราะในแง่คนทำงาน เขาต้องทำให้ดีที่สุดทั้ง 10 เพลงอยู่แล้ว ส่วนเพลงไหนจะเด่น เพลงไหนจะดัง ก็ขึ้นอยู่กับแฟนเพลง เขาไม่สามารถคาดเดาหรือกำหนดอนาคตได้

ขนาดเจ้าของค่ายหนังหรือศิลปินชื่อดังยังไม่สามารถทำนายอนาคตได้ ทำไมเราถึงคิดว่าเราจะทำนายอนาคตได้?

หลายสิ่งหลายอย่าง เราจึงคิดเองเออเองทั้งนั้น

ดังนั้น ถ้ากำลังกลัวอะไรบางอย่าง ลองสำรวจความคิดเองเออเองของเราให้ดีนะครับ

เพราะมันอาจจะผิดก็ได้

และวิธีเดียวที่จะพิสูจน์ว่าที่เราคิดนั้นถูกหรือผิด คือต้องลองดูเท่านั้น

อย่าให้ชีวิตต้องพลาดโอกาสดีๆ ด้วยการคิดเองเออเองเลยนะครับ

เสพก่อนผ่อนทีหลัง

20180922_consumefirst

วันนี้มาเขียนค่ำหน่อย เพราะเพิ่งกลับมาจากการจัด Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ไปครับ

ผมพูดเรื่อง Storytelling ส่วน “ผึ้ง” แฟนผมพูดเรื่อง Powerpoint

การสอนจบไปด้วยดี แต่นักเรียนคงไม่รู้ว่ากว่าจะมาสอนวันนี้ได้ ผึ้งต้องตื่นนอนตอนตี 3 มาตลอดทั้งสัปดาห์เพื่อมานั่งทำสไลด์ก่อนไปทำงาน

—–

ธรรมดาที่บ้านผมจะไม่กินข้าวเย็น ส่วนใหญ่จะกินแค่ผลไม้หรือซุปเห็ด

แม่ผมเอาทุเรียนมาให้เมื่อต้นสัปดาห์ ผึ้งก็เลยได้กินหนึ่งเม็ดตอนค่ำวันจันทร์ และอีกหนึ่งเม็ดตอนค่ำวันพุธ

และทั้งสองครั้ง ผึ้งก็จะบ่นในเช้าวันถัดมาว่านอนไม่สบายเลย ไม่น่ากินทุเรียนเข้าไปเลย

—–

ไม่ได้อยากจะเอาแฟนมานินทา เพียงแต่ว่ามันเป็นพฤติกรรมที่น่าสนใจ

พฤติกรรมของการเสพก่อนผ่อนทีหลัง

ทุเรียนนี่เห็นภาพง่ายหน่อย คือกินทุเรียนก่อน ได้เสพความอร่อยก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายด้วยความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวตลอดทั้งคืน

ส่วนการที่แฟนผมไม่ยอมทำสไลด์แต่เนิ่นๆ ก็คือการเสพความสบายในวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วผ่อนจ่ายด้วยการตื่นนอนตี 3 ติดต่อกันในวันธรรมดา

ไอ้อาการเสพก่อนผ่อนทีหลังนี่ผมว่าเป็นกันทุกคนนะครับ จะมากหรือจะน้อยเท่านั้นเอง

คำถามคือทำไมเราถึงทำตัวกันอย่างนี้?

คำตอบที่ผมพอจะนึกได้ก็คือ เพราะตอนที่เรากำลังจะเสพสิ่งนั้นมันดูเหมือนจะฟรี

ทุเรียนเม็ดนี้มีคนให้มาฟรีๆ และบัดนี้มันก็ถูกใส่จานวางอยู่ตรงหน้าแล้ว แค่ตักเข้าปากก็อร่อยได้ทันที

เมื่อความสุขรออยู่ตรงหน้า ใครเล่าจะไม่คว้าไว้

แต่เราลืมไปว่าทุกอย่างมีราคาของมัน อาจจะคิดเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่เราก็ต้องจ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ดูบอลแชมเปียนส์ลีก ได้เชียร์ทีมรัก แต่ผ่อนจ่ายด้วย productivity ที่รวนไปทั้งสัปดาห์

ช็อปกระหน่ำช่วง flash sale ได้ฟินจากการซื้อของถูก แล้วค่อยผ่อนจ่ายด้วยพื้นที่ในบ้านที่หายไป

เข้าเฟซบุ๊คที่ทำงานทุกๆ 15 นาที ได้รู้เรื่องชาวบ้าน แล้วค่อยผ่อนจ่ายด้วยสมาธิที่สั้นลงทุกวัน

อะไรก็ตามที่เราซื้อแบบผ่อนนั้น ย่อมมีดอกเบี้ยแฝงอยู่ด้วยทุกครั้ง ต้นทุนมันจึงแพงกว่าการอดเปรี้ยวไว้กินหวานแน่นอน

ก่อนจะปล่อยตัวปล่อยใจไหลตามกิเลส หากเราคำนึงถึงราคาทั้งหมดที่ต้องจ่ายในวันหลัง ก็น่าจะพอลดพฤติกรรมเสพก่อนผ่อนทีหลังได้บ้างนะครับ

—–

ป.ล. บทความนี้ขออนุญาตผึ้งก่อนเขียนแล้ว

นิทานต้นไผ่

20180913_bamboo

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บนภูเขาสูงเทือกหนึ่ง มีต้นไผ่ต้นหนึ่งได้ผลิดอกออกใบบานสะพรั่งเป็นที่ร่ำลือถึงความงดงามกับผู้คนที่ได้พบเห็น

ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ใบไผ่ได้เอ่ยขึ้นว่า “การที่ต้นไผ่มีชื่อเสียงนั้นเป็นเพราะข้า ใบที่เขียวสดจึงทำให้ต้นไผ่ดูมีชีวิตชีวา”

ขณะที่ใบไผ่พูดยังไม่จบ ดอกไผ่ก็เอ่ยขึ้นว่า “เป็นเพราะดอกไผ่ต่างหาก ดอกไผ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาก คนที่มาชื่นชม เขามาชื่นชมความมหัศจรรย์ของดอกไผ่กันทั้งนั้น”

“เปล่าเลย ยอดไผ่ต่างหากที่งดงาม พวกเจ้าไม่เห็นเวลาสายลมมาแล้วเราลู่ลมเหรอ อ่อนช้อยสวยงามที่สุด ผู้คนชอบตรงนั้นแหละ ” แว่วเสียงแทรกมาจากยอดไผ่

ในขณะที่ทุกส่วนของต้นไผ่กำลังถกเถียงกัน ต้นไผ่ซึ่งอยู่กับกอไผ่มานานได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า

“อาจจะเป็นเพราะปุ๋ยไผ่ด้วยกระมัง”

พูดเสร็จก็ชำเลืองมองดูเศษใบไผ่ กิ่งไผ่รุ่นเก่าๆ ที่ร่วงลงไปเป็นปุ๋ยไผ่

พอต้นไผ่พูดจบ ใบไผ่ ดอกไผ่ และยอดไผ่ก็หยุดพูดและคิดตาม

แต่ไม่ทันที่จะเข้าใจความหมายที่ต้นไผ่สื่อสาร ทันใดนั้นก็มีลมพายุใหญ่พัดมาอย่างหนัก ทำเอาใบไผ่ ดอกไผ่ กิ่งไผ่ ร่วงลงไปกองรวมเป็นปุ๋ยไผ่

คงเหลือแต่ต้นไผ่ที่ยืนอย่างเดียวดายและเฝ้ารอใบไผ่และดอกไผ่รุ่นต่อๆไป

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

การตัดสินใจจะถูกต้องขึ้น

20180919_decisions

ถ้าเราชัดเจนว่าอะไรสำคัญกับเราจริงๆ

เพราะคนแต่ละคนให้ความสำคัญกับเรื่องแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน

บางคนให้ความสำคัญกับงาน

บางคนให้ความสำคัญกับเงิน

บางคนให้ความสำคัญกับสุขภาพ

บางคนให้ความสำคัญกับเวลา

บางคนให้ความสำคัญกับการรักษาคำพูด

บางคนให้ความสำคัญกับครอบครัว

บางคนให้ความสำคัญกับความยุติธรรม

บางคนให้ความสำคัญกับการดูดี

ไม่มีอะไรถูก-ผิด มีแค่ว่ามันพาเราไปสู่ที่ที่เราอยากจะไป หรือทำให้เราเป็นคนที่เราอยากจะเป็นรึเปล่า

เมื่อถึงคราวต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง ถ้าเราชัดเจนว่าอะไรสำคัญกว่ากัน เราก็จะตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น วันนี้เราบอกแม่ว่าจะกลับไปกินข้าวเย็นด้วย แต่ก่อนเลิกงานเจ้านายดันสั่งงานด่วน ขอเร็วที่สุด

เราจะเลือกทำอะไร?

ถ้าคนที่ไม่ชัดเจนว่าอะไรสำคัญ เราอาจจะเลือกทำงานด่วนก่อน แล้วค่อยไปกินข้าวกับแม่วันหลัง

เพราะเรามักจะสับสนว่าเรื่องด่วนคือเรื่องสำคัญ

แต่ถ้าเราชัดเจนว่าเราให้ความสำคัญกับครอบครัวและการรักษาคำพูด มากกว่าความต้องการที่จะดูดีในสายตาเจ้านาย เราก็จะคิดทางออกเพิ่มได้อีกหลายทาง เช่น

ต่อรองกับเจ้านายว่าขอส่งพรุ่งนี้

ไหว้วานคนอื่นให้ช่วยทำงานนี้แทน (แล้วค่อยซื้อขนมมาขอบคุณทีหลัง)

ไปกินข้าวกับแม่ แล้วค่อยทำงานต่อที่บ้านให้เสร็จ (แม้จะต้องอดหลับอดนอน)

ส่วนจะเลือกวิธีไหนในสามทางนี้ ก็ขึ้นอยู่ว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเช่นกัน

ลองคิดให้ดีถึงคุณค่าที่เรายึดถือ รวมไปถึงเป้าหมายระยะยาวที่เรามี แล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นเข็มทิศนำทางในการตัดสินใจของเราในทุกๆ วันครับ

จะเป็นนกแก้วหรือจะเป็นอินทรี

20180919_parrot

นกแก้วพูดเก่ง สีสันสดใส แต่บินได้ไม่สูง บินได้ไม่ไกล

นกอินทรีเงียบราวเป็นใบ้ แต่บินได้ไกล บินได้สูง

คนที่พูดเยอะ-ทำน้อยก็เหมือนนกแก้ว ลีลาแพรวพราว ฟังเพลิน แต่ก็แค่ชั่วคราว

ส่วนคนที่พูดน้อย-ทำเยอะก็เหมือนนกอินทรี บินได้สูง บินได้ไกล แม้ไม่ค่อยพูดอะไร ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครได้อีกนานครับ

สิ่งที่เราทำวันนี้

20180918_whatyoudotoday

อาจทำให้ทุกๆ วันพรุ่งนี้ดีขึ้นได้

What you do today can improve all your tomorrows
-Ralph Marston

ปัจจุบันเป็นผลของอดีต และเป็นเหตุแห่งอนาคต

เรามักจะลืมความจริงข้อนี้ โดยเฉพาะเวลาที่เรายุ่งๆ

เราจึงทำเรื่องแต่ละเรื่องให้เสร็จไปในแต่ละวัน โดยไม่เคยมีเวลามานั่งไตร่ตรองดูว่า มันจะส่งผลดีกับเราอย่างไรบ้างในสามปีหรือห้าปีต่อจากนี้

คำถามสำคัญก็คือ วันนี้เราจะทำอะไรที่จะทำให้ทุกๆ วันพรุ่งนี้ของเราดีขึ้นได้บ้าง?

ออกกำลังกาย

อ่านหนังสือดีๆ

เลิกนิสัยแย่ๆ

กินอาหารที่มีประโยชน์

วางแผนการเงิน

ทบทวนวิธีการทำงาน

ลดงานที่ไม่สำคัญ

ตัดสินใจเรื่องที่เราผัดผ่อนมานาน

เรื่องพวกนี้ไม่มีเดดไลน์ แต่มันมีศักยภาพสูงที่สุด

(ในทางกลับกัน เรื่องที่มีเดดไลน์หลายๆ เรื่องก็ไม่ได้สลักสำคัญเท่าที่เราคิด)

What you do today can improve all your tomorrows

ความขยันเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าเราขยันถูกจุดครับ

นิทาน Comfort Zone

20180917_comfortzone

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานไป มีผู้อ่านเข้ามาแสดงความเห็นหลายท่าน มีท่านหนึ่งถามคำถามน่าสนใจว่า การที่ผู้ชายคนนี้ปฏิเสธที่จะลองสัมภาษณ์ตำแหน่งงานที่สูงกว่าเดิมเพื่อจะได้มีเวลากับครอบครัว แสดงว่าเขากำลังอยู่ใน comfort zone อยู่รึเปล่า

ผมจึงตอบไปว่า หรือเราจะโดนนิทาน comfort zone หลอกเราอยู่?

พวกเรามักจะลืมคิดไปว่า เรื่องราวต่างๆ ที่เรายึดมั่นว่าเป็นความจริงนั้น ส่วนใหญ่มันเป็นนิทานที่เราเลือกที่จะเชื่อเท่านั้น (อ่านโดยละเอียดได้ในบทความ คุณจะเชื่อนิทานเรื่องไหน)

นิทาน comfort zone บอกเราว่า เราต้องไม่กลัวที่จะออกจากพื้นที่ comfort zone ของเรา เราต้องกล้าทำอะไรที่ยากกว่าเดิม เสี่ยงกว่าเดิม เราจะได้เติบโต และสุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมามันจะเหนือกว่าการที่เราเอาแต่อยู่ใน comfort zone แน่นอน

ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็เชื่อนิทานเรื่องนี้มาตลอดนะครับ

แต่ผมก็กลับฉุกคิดได้ว่า การออกจาก comfort zone ที่เราได้ยินมา มักจะผูกติดกับเรื่องงานเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มันแทบไม่เคยพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เลย

นิทาน comfort zone จึงเชียร์ให้เราออกไปพูดต่อหน้าธารกำนัล แต่ไม่เคยเชียร์ให้เราคุยกับพ่อให้มากขึ้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้เราออกไปตามหาความฝัน แต่ไม่เคยสอนให้เรากลับบ้านเร็ว

นิทานบอกให้เรากล้าทักทายคนแปลกหน้า แต่ไม่เคยบอกให้เราสะสางเรื่องค้างคาใจกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด

ผู้ชายคนที่ผมพูดถึงเมื่อวาน การที่เขาปฏิเสธการเปลี่ยนงานเพราะอยากจะทำหน้าที่เป็นพ่อที่ดี อาจไม่ใช่คนที่ขาดความกล้าก็ได้

จริงๆ แล้วเขาอาจมีความกล้ามากกว่าพวกเราที่ป่าวประกาศว่าเราต้องออกจาก comfort zone เสียอีก

การที่เขาเลือกที่จะไม่เปลี่ยนงาน เลือกที่จะมีเงินเดือนเท่าเดิม เลือกที่จะลางานเพื่อไปร่วมประชุมผู้ปกครองทุกครั้ง ก็คือการออกจาก comfort zone แบบหนึ่งเช่นกัน

เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกให้ความสำคัญกับครอบครัวในขณะที่ทั้งโลกตะโกนบอกว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตในหน้าที่การงานและความมั่นคงทางการเงิน

นิทาน comfort zone เวอร์ชั่นที่เราฟังและเชื่อตามกันมา จึงอาจยังไม่สมบูรณ์นัก

และเราคงมิอาจตัดสินได้ว่าคนๆ หนึ่งติดอยู่ใน comfort zone

เพราะเขาอาจจะกำลังออกจาก comfort zone ในมิติอื่นๆ ของชีวิตอยู่ก็ได้

มิติที่เราเองไม่กล้าแม้แต่คิดจะทำด้วยซ้ำไปครับ

เรื่องราวของชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงาน

20180916_top

ผมชื่อสตีฟ ทำหน้าที่เป็น recruiter ที่สรรหาคนเก่งๆ มาร่วมงานกับองค์กร

วันหนึ่งผมเจอโปรไฟล์ของคนที่น่าสนใจเลยโทร.ไปหาเพื่อเชิญให้เขามาสัมภาษณ์ เขาจะได้เงินและตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมมาก และเขาก็มีทักษะและคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งนี้

“ขอโทษด้วยครับ แต่ผมไม่สนใจครับ” เขาปฏิเสธ

ผมถามเพิ่มว่าทำไม เขาตอบว่า

“ผมถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานแล้วครับ” (“I already made it to the top”)

ผมดูเรซูเม่ของเขาอีกครั้ง เขาไม่ได้ตำแหน่งสูงอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งผู้จัดการด้วยซ้ำ

เขาเลยอธิบายว่า “การไปถึงจุดสูงสุด” สำหรับเขาคือการที่เขารักงานที่เขาทำในแต่ละวัน เขารักบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ทุกๆ คนปฏิบัติกับเขาด้วยความเคารพ เงินเดือนเขามากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ มีสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม มีความยืดหยุ่นในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยพลาดเกมแข่งเบสบอสของลูก การแสดงที่โรงเรียน การประชุมผู้ปกครอง วันครบรอบแต่งงาน วันเกิด หรือวันสำคัญๆ ของครอบครัวเลย

เขารู้ดีว่าการก้าวขึ้นไปอีกขั้นในหน้าที่การงานคืออะไร มันต้องใช้เวลามากขึ้น ต้องเดินทางมากขึ้น ต้องเสียสละมากขึ้น

“มันไม่คุ้มกันครับ” เขาบอก

คุณจะนิยาม “จุดสูงสุดในหน้าที่การงาน” ของคุณว่าอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้มันมาจากตัวคุณเอง ไม่ใช่มาจากสังคมหรือคนอื่นๆ คุณเท่านั้นที่เป็นคนตัดสิน

ขอบคุณเรื่องราวจาก LinkedIn: Steve Crider, Executive Recruiter

อย่ารอเลี้ยงรุ่นที่งานศพ

20180913_reunion

ตั้งแต่ผมอายุ 35 เป็นต้นมา ก็พบว่าตัวเองไปงานศพบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนใหญ่จะเป็นงานศพพ่อหรือแม่ของเพื่อนสมัยเรียนหรือเพื่อนที่ทำงาน

และงานศพมักจะเป็นงานที่ผมได้เจอเพื่อนเก่าเยอะที่สุด บางคนไม่เห็นหน้ามาหลายปีก็จะได้มาเจอกันที่งานนี้

จนผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่าเราต้องรอให้ถึงงานเหล่านี้ก่อนเราถึงจะได้เจอกันหรือ?

ผมเชื่อว่า พออายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เราจะเริ่มไม่ได้ไปงานศพของพ่อแม่เพื่อนแล้ว แต่จะเป็นงานศพของเพื่อนเราเองนี่แหละ

อาจได้เจอเพื่อนเก่าหลายคนก็จริง แต่ก็จะมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่จะขาดหายไป ถึงตัวจะอยู่แต่ก็พูดคุยอะไรกันไม่ได้แล้ว

จะดีกว่ามั้ยถ้าเราได้เจอกันตอนที่ยังมีชีวิต?

เขียนบล็อกตอนนี้เสร็จแล้วผมว่าจะ LINE นัดเพื่อนกินข้าวครับ

นิทานภูเขาลูกเดิม

20180913_mountain

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ผู้หญิงคนหนึ่งได้ระบายปัญหาของตนกับอาจารย์เซนว่า หลายปีก่อนสมัยเธอเป็นสาวแรกรุ่น เธอได้แต่งงานกับสามีที่อายุห่างกันประมาณ 10 ปี

ในตอนนั้นสามีของเธอดูยิ่งใหญ่มาก แต่หลังจากอยู่กินกันมาหลายปี เขาก็เปลี่ยนไป ไม่เหลือความน่าเกรงขาม ไม่เหลือซึ่งความน่าสนใจเหมือนครั้งอดีตอีกแล้ว

เธอถามอาจารย์เซนว่าเป็นเพราะเหตุใด? หรือการแต่งงานคือสุสานของความรักใช่หรือเปล่า?

อาจารย์เซนจึงบอกกับเธอว่า “เธอจงตามอาตมามา”

อาจารย์เซนพาเธอมายืนอยู่หน้าภูเขาลูกหนึ่ง แล้วถามว่า

“ภูเขาลูกนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

“สูงใหญ่ ตระหง่านตาและสวยงามเป็นที่สุด” เธอบอก

“ตามอาตมาขึ้นเขาเถอะ!” อาจารย์เซนกล่าว

ตลอดทาง ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ มีแต่เดินกับเดิน เธอเริ่มเหนื่อยและอ่อนล้า อีกทั้งทางเดินที่ขรุขระ เธอจึงบ่นกระปอดกระแปดตลอดทาง

เมื่อถึงยอดเขา อาจารย์เซนบอกเธอว่า

“นี่คือภูเขาที่เธอเห็นเมื่อสักครู่นี้”

“ภูเขาลูกนี้ไม่สวยเลย ทางเดินก็มีแต่หิน ต้นไม้ก็ไม่สวย ดูๆ แล้ว ภูเขาลูกโน้นสวยกว่าซะอีก!”

อาจารย์เซนหัวเราะและกล่าวว่า

“ตอนที่เป็นคนรักกัน ก็เหมือนกับมองภูเขาจากที่ไกล ในสายตามีแต่ความชื่นชมเลื่อมใส

เมื่อแต่งงานแล้ว ก็เหมือนกับการขึ้นเขา สิ่งที่เธอได้เห็นคือความปกติธรรมดาของกันและกัน เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา สายตาของเธอก็เห็นแต่ภูเขาลูกอื่น ไม่เห็นภูเขาลูกเดิม

ที่จริงแล้วภูเขาไม่ได้เปลี่ยน แต่เป็นเธอต่างหากที่เปลี่ยน เพราะใจเธอเปลี่ยน แววตาของเธอจึงเปลี่ยนไป เมื่อหมดซึ่งความชื่นชม ภูเขาก็ไม่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป เธอปรักปรำพร่ำบ่นมากเท่าใด ความเสียหายก็มีมากเท่านั้น”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม