เราทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคน

20180524_wewanttobegood

เดือนที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าได้รับการเอ็นดูจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นพิเศษ

ก่อนหน้านี้มีแต่คนเตือนว่าให้ระวังตัวให้ดี คุณป้าคนนี้เขี้ยวลากดินมาก

แต่หลังจากที่ผมรู้จักกันคุณป้ามาปีกว่าๆ ผมกลับได้รับความเมตตาจากคุณป้าบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

แล้วผมก็ได้ข้อสรุปว่า เราทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคนเสมอ

นักเลงลูกไม้ไร้อนาคต อาจเป็นพี่ชายที่น้องๆ รักมาก

หมาบ้านนี้จะดุแค่ไหน มันก็กระดิกหางทุกครั้งเมื่อเจ้านายเรียกหา

มนุษย์ป้าที่แสนจะเรื่องมาก อาจเป็นซูเปอร์มัมในสายตาลูกสาว

นักการเมืองน้ำเน่า อาจเป็นคนเดียวที่เข้าอกเข้าใจคนในพื้นที่

ขนาดองคุลีมาลที่ฆ่าคนนับร้อย ก็เพราะว่าเขาอยากเป็นลูกศิษย์ที่ดีในสายตาอาจารย์

ขอให้เราอย่าลืมข้อนี้ โดยเฉพาะตอนที่เจอคนไม่น่ารัก

เพราะการไปคาดหวังให้เขาทำตัวน่ารักขึ้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า คือปรับตัวเราเอง เพื่อเพิ่มโอกาสที่เราจะเป็นคนที่เขาอยากทำดีด้วย

เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคนเสมอครับ

—-

Time Management Workshop รุ่นที่ 9 บ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ยังเหลืออีก 4 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด, นายอินทร์, B2S, ศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ความลับของการเป็นผู้นำที่ดี

20180523_followers

เช้านี้ผมเพิ่งฟังพอดคาสท์ TED Radio Hour ตอนล่าสุด “Inspire To Action” ที่ศึกษาว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างร่วมกันเช่นการชุมนุม การประท้วง หรือแม้กระทั่งการปฏิวัติ

แขกรับเชิญในตอนนี้คือ Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือ Start with Why และโด่งดังจากการพูดเรื่อง How Great Leaders Inspire Action ซึ่งเป็น TED Talk ที่มีคนดูมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาตร์ TED

พิธีการถามไซม่อนว่า เหตุใดผู้นำบางคนถึงสามารถนำพามวลชนได้ ในขณะที่ผู้นำบางคนไม่สามารถทำได้

ไซม่อนตอบว่า สิ่งแรกที่สำคัญคือผู้นำเหล่านี้ต้องเชื่อมั่นในอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าตัวของเขาเอง (they must believe in a cause that’s bigger than themselves) และเขาต้องสามารถวาดภาพอนาคต (paint a future) ที่ชัดเจนจนผู้คนจับต้องได้

และข้อทิ้งท้ายที่ไซม่อนฝากไว้ก็คือ “ผู้นำ” ที่ดีคือ “ผู้ตาม” ที่ดี

“ผู้ตาม” ในที่นี้ หมายถึงผู้เดินตามความฝัน หรือเดินตามความเชื่ออะไรบางอย่างอย่างแน่วแน่ จนคนอื่นอดไม่ได้ที่จะชื่นชมและขอมีส่วนร่วมด้วย

ในวันที่ 28 สิงหาคม 2506 หรือ 55 ปีที่แล้ว มีประชาชน 250,000 คนมารวมตัวกันหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์นในนครวอชิงตันเพื่อฟัง ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ปราศรัย I Have a Dream ซึ่งเป็นหนึ่งในการปราศรัยที่ทรงพลังที่สุดแห่งยุค

ถามว่าใน 250,000 คนที่มาในวันนั้น มีคนมาเพื่อดร.คิงซักกี่คน

คำตอบคือไม่มีซักคนเดียว ทุกคนมาเพื่อตัวเองทั้งนั้น เขามารวมตัวกันเพราะเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามและปรารถนาที่จะเห็นอเมริกาปฏิบัติต่อคนทุกผิวสีอย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น ถ้าเราอยากเป็นผู้นำที่ดี เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีใครมาตามเรารึเปล่า

หาสิ่งที่เราเชื่อมั่น สิ่งที่เราพร้อมจะทุ่มเท แล้วเดินตามสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

แล้วเมื่อ “คนพันธุ์เดียวกัน” ผ่านมาทางนี้ เขาจะเลือกเดินตามคุณเองครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลือ 7 ที่)

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด, นายอินทร์, B2S, ศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ข้อแนะนำสำหรับคนอยากเป็นซีเนียร์

20180522_senior

คนทำงานทุกคนย่อมอยากเห็นความก้าวหน้าในวิชาชีพของตัวเอง

และหนึ่งในบันไดขั้นแรกๆ ที่อยากก้าวขึ้นไปคือการเป็นพนักงานที่มีคำว่า senior นำหน้าชื่อตำแหน่ง ซึ่งบ่งบอกว่าเราเป็นพี่ใหญ่ที่ต้องคอยดูแลน้องๆ และเป็นหูเป็นตาให้หัวหน้าทีม

ผมเลยมีข้อแนะนำที่อยากฝากไว้ให้พิจารณาสำหรับคนที่อยากเป็นซีเนียร์นะครับ

ซีเนียร์มีสี่ทาง
เท่าที่ผมสังเกต คนจะถูกโปรโมตเป็นซีเนียร์ได้ใน 4 กรณี

1. Hard Skills – คือเราทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เทพมากๆ เป็นกูรูด้านนี้จนใครก็ต้องมาพึ่งพาเรา

2. Soft Skills – คือเรามี people skills ที่สูงส่ง มีความเป็นผู้ใหญ่ มีความน่าเชื่อถือ เป็นเหมือนเสาหลักของทีมให้น้องๆ แม้อาจจะไม่ได้เทพแต่เราก็มักจะหาทางช่วยคนในทีมได้เสมอ อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านจิตใจ

3. เงินเดือน – แต่ละตำแหน่งจะมี job band หรือ job level อยู่ ซึ่งก็จะผูกติดกับช่วงเงินเดือน เช่นตำแหน่งจูเนียร์เงินเดือน 15,000 – 30,000 ตำแหน่งซีเนียร์เงินเดือน 25,000-50,000 เป็นต้น โดยช่วงเงินเดือนของแต่ละเลเวลเหลื่อมกันได้

หากเงินเดือนของเรา “ชนเพดาน” แล้ว เช่นในกรณีนี้เราเงินเดือน 30,000 บาทแล้ว จะขึ้นให้อีกก็จะทำให้เงินเดือนหลุดช่วง จึงเป็นเวลาที่ต้องปรับตำแหน่งเป็นซีเนียร์เพื่อให้เราขึ้นมาอยูู่ในช่วงเงินเดือนที่สูงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อให้คุ้มกับเงินเดือนครับ

4. ระยะเวลา – คืออยู่ในตำแหน่งนี้มานานหลายปี น้องๆ ที่มาทีหลังบางคนก็แซงหน้าไปแล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องปรับตำแหน่งให้เสียที

มันยังมีอีกกรณีหนึ่งคือย้ายทีมหรือย้ายบริษัท แต่ถ้าคุณไม่มีหนึ่งในสี่ข้อข้างต้นที่กล่าวมา โอกาสจะได้เป็นซีเนียร์ก็คงมีไม่มากนัก

ถ้าเลือกได้ อยากให้เลือกข้อ 1 หรือ 2 เพราะเป็นปัจจัยที่เราพอจะควบคุมได้บ้าง ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

ทำงานของตัวเองให้ดี (Do your job well)
ข้อนี้เป็นพื้นฐานเลย อย่าหวังว่าจะได้เป็นซีเนียร์ถ้าเรายังรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ไม่สมบูรณ์

ทำให้มากกว่าที่ขอ (Go the extra mile)
ถ้าเจ้านายสั่ง 10

พนักงานทั่วไปจะทำมา 8

พนักงานที่ดีจะทำมา 10

พนักงานที่โดดเด่นจะทำมา 12

คนที่ทำมา 12 มีโอกาสจะขึ้นเป็นซีเนียร์มากกว่าคนที่ทำมา 10 หรือ 8

สังเกตว่า เมื่อเทียบกับพนักงานที่ดี เราแค่ออกแรงมากกว่าเขาแค่ 2 หน่วย ก็เพิ่มโอกาสการเป็นซีเนียร์ได้มหาศาลแล้ว

ทำโดยไม่ต้องให้ใครมาขอ (Be proactive)
คนที่ proactive หรือริเริ่มงานได้เองโดยที่ไม่ต้องรอให้เจ้านายสั่งนั้นหายากมากๆ เพราะหนึ่งเขาต้องจัดการงานตัวเองได้ดีจนมีเวลาเหลือ สองเขาต้องรู้ใจเจ้านายว่าต้องการอะไร สามคือต้องโน้มน้าวคนอื่นๆ ให้เห็นดีเห็นงาม และสี่ต้องนำมันไปทำจนเกิดผล

เพราะทำได้ยาก จึงหายาก และเพราะหายาก เจ้านายและองค์กรจึงให้ค่าคนที่ proactive มากเป็นพิเศษครับ

ขยันอย่างฉลาด (Work hard & work smart)
คนขยันนั้นดีแน่ แต่ต้องหัดขี้เกียจบ้าง

ขี้เกียจในแง่ที่ว่า เราต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่าที่เราทำๆ อยู่ทุกวันนี้มันมีวิธีอื่นที่จะประหยัดแรงกว่านี้หรือทำได้เร็วกว่านี้มั้ย

พนักงานที่ดีอาจจะทำงานเสร็จเร็วกว่าคนอื่น 20%

แต่พนักงานที่จะได้เป็นซีเนียร์คือคนที่ออกแบบกระบวนการหรือสร้างเครื่องมือใหม่ที่ทำให้ทุกคนในทีมทำงานได้เร็วขึ้น 20% ครับ

เป็นคนไว้ใจได้ (Be reliable)
ข้อนี้สำคัญมาก

ถ้ารับปากว่าจะทำ ก็ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องท้องจะเสีย

และถ้ามีเหตุสุดวิสัยจนทำให้ไม่สามารถทำได้ตามที่รับปาก ก็ต้องรีบบอกเจ้านายแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ให้เขามารู้เองทีหลัง

คนที่จะเป็นซีเนียร์คือคนที่เจ้านายสามารถวางใจได้ว่า คนๆ นี้จะสามารถดูแลทีมได้ตอนที่เขาไม่อยู่ ดังนั้นการสร้างความไว้ใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากถึงมากที่สุด

กล้าแสดงความคิดเห็น (Speak up)
คนไทยไม่ค่อยกล้าพูดต่อหน้า แต่ลับหลังคุยกันสนุกปาก

คนที่จะเป็นซีเนียร์ต้องทำกลับกัน คือต่อหน้าต้องพูด ลับหลังต้องไม่พูด

อะไรที่ดี อะไรที่ไม่ดีควรจะสื่อออกมา แต่ก็ต้องดูทิศทางลมด้วยว่าจะพูดอย่างไร พูดจังหวะไหน คนถึงจะฟังและคล้อยตาม

ที่สำคัญ ต้องไม่ชี้แค่ปัญหาอย่างเดียว แต่ควรจะมีข้อแนะนำสำหรับทางออกด้วย

พร้อมช่วยเหลือคนอื่นเสมอ (Be there when someone needs you)
ซีเนียร์คือคนที่พึ่งพาได้

ดังนั้นเราต้องใจกว้างพอที่จะเอาผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน (แต่ก็ต้องไม่ทำให้งานตัวเองเสีย – กลับไปดูข้อแรก)

การช่วยเหลือคนอื่นอยู่เป็นประจำจะทำให้เราได้รับการยอมรับ และเพื่อนๆ จะแอบเชียร์ให้เราเป็นซีเนียร์เร็วขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะใครๆ ก็ชอบพระเอก

เป็นแบบอย่างที่ดี (Be a role model)
หนึ่งในคำถามที่ “ผู้ใหญ่” ในองค์กรมักจะถามกับหัวหน้าที่ส่งชื่อน้องมาให้พิจารณาก็คือ “เขาเป็นแบบอย่างที่ดีรึเปล่า?”

ถ้าทำงานเก่ง ช่วยเหลือคนในทีม แต่ยังมีพฤติกรรมบางอย่างไม่เหมาะสม เช่นชอบบ่นลอยๆ บนเฟซบุ๊ค มาสายเป็นประจำ หรือหัวร้อนง่ายไฝว้กับคนอื่นไปทั่ว คนๆ นั้นอาจจะตกม้าตายไม่ได้รับการโปรโมตก็ได้

ต้องระลึกไว้เสมอว่าการโปรโมตแต่ละครั้ง ผู้บริหารต้องคำนึงด้วยว่ามันเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้กับคนอื่นๆ ในองค์กรรึเปล่า เพราะถ้าเด็กๆ เห็นคนนิสัยแย่แต่ทำงานดีได้รับการโปรโมต เขาก็อาจจะเข้าใจว่านี่คือพฤติกรรมที่องค์กรรับได้แถมยังสนับสนุนด้วยซ้ำ

ผูกพันกับองค์กร (Be an engaged employee)

ศัพท์ที่สำคัญคำหนึ่งใน HR คือคำว่า Employee Engagement ซึ่งไม่มีคำแปลไทยตรงตัว แต่มันหมายถึงหลายๆ อย่างรวมกัน คือเรามีความผูกพันกับองค์กรแค่ไหน เวลามีกิจกรรมบริษัท เรามาร่วมงานหรือไม่ เวลาบริษัทต้องการความช่วยเหลือ เราอาสาตัวเองรึเปล่า เวลาใครมาว่าบริษัทเรา เราเดือดเนื้อร้อนใจรึเปล่า

องค์กรย่อมอยากโปรโมตคนที่ผูกพันและอยากเติบโตไปกับองค์กร ไม่ใช่คนที่จะไปจากเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

คิดเหมือนเราเป็นเจ้าของบริษัท (Think & act like the owner)
เป็นข้อสุดท้าย แต่ถ้าทำข้อนี้ได้ ข้ออื่นๆ ก็น่าจะทำได้ไปโดยปริยาย เพราะหากเราคำนึงถึงผลประโยชน์มวลรวมของบริษัทอยู่เสมอ เราก็จะทำงานอย่างฉลาด ทำโดยที่ไม่ต้องมีใครสั่ง และพร้อมช่วยเหลือคนอื่นๆ เป็นประจำ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อความเจริญก้าวหน้าของบริษัทและทุกๆ คนในองค์กร

ต้องเตือนกันนิดนึงว่าแม้เราจะทำได้ทุกข้อที่กล่าวมาทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้เป็นซีเนียร์เสมอไป เพราะมันยังมีอีกหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่นสภาพทีม สภาพบริษัท และสภาพเศรษฐกิจ

แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราทำตามข้อแนะนำเหล่านี้ คนที่จะได้ไปเต็มๆ ก็คือตัวเราเอง

เพราะผมมีความเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว เราจะได้รับผลตอบแทนที่คู่ควรกับเราเสมอครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCA, ร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

คิดเองเออเอง

20180521_naive

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมมีเรื่องคิดเองเออเองบ่อยเสียจนอยากเขกหัวตัวเอง

เรื่องมันเกิดมาจากผมกับแฟนคิดจะรีไฟแนนซ์บ้าน เลยเล็งธนาคารที่น้องชายใช้บริการกู้บ้านอยู่ เป็นธนาคารที่ไม่ใช่สัญชาติไทย

รอจนวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ขับรถไปห้างซีคอนที่มีสาขาของธนาคารนี้เปิดอยู่ แต่พอเดินเข้าไปคุยปรากฎว่าสาขานี้ไม่รับคุยเรื่องรีไฟแนนซ์บ้าน ต้องไปคุยที่สำนักงานใหญ่วันธรรมดาเท่านั้น

เผอิญสัปดาห์ถัดมามีธุระให้ต้องเข้าเมืองพอดี เลยจัดเวลาให้เข้าไปที่สำนักงานใหญ่ด้วย เดินไปกดบัตรคิวแล้วมานั่งลงตรงหน้าเจ้าหน้าที่ พอเอ่ยปากบอกว่าจะมาคุยเรื่องรีไฟแนนซ์ เขาบอกว่าต้องขึ้นไปคุยบนออฟฟิศ

ขึ้นไปชั้นสิบกว่าๆ เป็นออฟฟิศปกติ ผมเข้าประตูไม่ได้ รอจนมีพนักงานเดินผ่านและเอา access card มาทาบให้ เลยได้เข้าไปจุดให้ลูกค้านั่งรอ ผมบอกคนแถวนั้นว่าจะมารีไฟแนนซ์บ้าน เขาก็บอกว่าจะไปตามเจ้าหน้าที่มาให้ รออยู่เกือบสิบนาทีเจ้าหน้าที่ถึงจะมา พอบอกเรื่องไปเขาก็หายไปอีกเกือบยี่สิบนาทีเพื่อจะเอาโบรชัวร์มาให้พร้อมเขียนรายละเอียดว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และทิ้งเบอร์ของเขาไว้ให้

กลับมาถึงบ้านใช้เวลาอีกร่วมสองสัปดาห์กว่าจะเตรียมเอกสารทุกอย่างครบ วางแผนว่าต้องลางานครึ่งวันเพื่อเข้าไปสำนักงานใหญ่อีกรอบ แต่เอะใจขึ้นมาว่า เอกสารที่เขาระบุมามีแต่ฝั่งเรา ไม่เห็นมีใบสมัครให้กรอกเลย พอโทร.ไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะนัดหมายเข้าไปในวันพรุ่งนี้เพื่อกรอกใบสมัคร เขาบอกว่าไม่ต้องเข้ามาก็ได้ เดี๋ยวส่งเจ้าหน้าที่ไปรับเอกสารถึงบ้านและเอาใบสมัครไปให้กรอก

เห็นได้ชัดว่าผมมีความคิดเองเออเองหลายรอบมาก

คิดเองว่าทุกสาขาจะรับเรื่องรีไฟแนนซ์บ้าน

คิดเองว่าต้องเข้าไปคุยเองถึงสำนักงานใหญ่ถึงจะได้เอกสารครบ

คิดเองว่าต้องเข้าไปส่งเอกสารเองกับมือ

ทำให้ผมเสียเวลาเดินทาง เสียเวลานั่งรอเจ้าหน้าที่ และเสียเวลาวางแผนการเข้าไปในเมืองอยู่ไม่น้อย

ทั้งๆ ที่เพียงผมกูเกิ้ลเสียหน่อยให้ได้เบอร์ติดต่อมา แล้วเอาเบอร์นั้นโทร.เข้าไป ผมอาจจะไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าออกจากบ้านเลยด้วยซ้ำ

โอเค ผมอาจจะเถียงว่าก็ธนาคารอื่นมันทำได้หมด ธนาคารนี้สิแปลก

แต่สุดท้ายแล้ว ใครจะผิดใครจะถูกไม่สำคัญเท่ากับว่าวิธีไหนจะทำให้ผมเสียเวลาน้อยที่สุด

ความคิดเองเออเองนี่มีซ๋อนตัวอยู่ในทุกหนแห่ง เพราะเราเอามาตรฐานที่เห็นอยู่ทั่วไปมาเป็น heuristics หรือ rule of thumb ที่ช่วยประหยัดแรงในการคิด ที่เราเห็นเป็นประจำก็เช่น

คนนี้เข้าวัดถือศีล คงไม่โกหกเราหรอก

คนนี้แต่งตัวเปรี้ยว สงสัยเจ้าชู้แน่ๆ

คนนี้เปิดคอร์สสอนสัมมนา แสดงว่าต้องเทพสุดๆ แหงๆ

คนนี้เรียนเก่งมากเลย ต้องทำงานเก่งด้วยแน่ๆ

คนนี้เขารวยจะแย่แล้ว คงไม่คิดโกงเรา

ซึ่งเราก็ได้พบแล้วว่ามันไม่ได้จริงเสมอไป

คิดเองเออเองนั้นมีประโยชน์ในหลายวาระ แต่ต้องพึงระลึกว่ามันไม่อาจใช้ได้กับทุกวาระนะครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

ความกลัวสิ้นสุดตรงไหน

20180520_fearends

ชีวิตก็เริ่มต้นตรงนั้น

“Life begins where fear ends.”
-Osho

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะเลือกทางที่ปลอดภัยไว้ก่อน เพราะมันเป็นกลไกของวิวัฒนาการที่ต้องเพิ่มความน่าจะเป็นสำหรับการสืบเผ่าพันธุ์ของตัวเองให้มากที่สุด

ในยุคก่อนที่มนุษย์จะหัดทำฟาร์ม เราออกล่าสัตว์เป็นอาหารและมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย มีโอกาสตายวันตายพรุ่งได้เสมอ

“ความกลัว” จึงเป็นกลไกที่สำคัญสำหรับการอยู่รอดมานับหมื่นนับแสนปี

มาวันนี้ โลกอันตรายน้อยลงไปมาก อย่างน้อยก็สำหรับมนุษย์ เราไม่ต้องห่วงเลยว่าออกจากบ้านวันนี้เราจะโดนเสือกินรึเปล่า แต่ต่อมความกลัวก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ไม่ต่างอะไรกับเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว

เราจึงกลัวไปหมด – กลัวถูกปฏิเสธ กลัวทำผิดพลาด กลัวโดนเจ้านายด่า กลัวเสียหน้า กลัวพ่อแม่ไม่รัก

เมื่อทุกการกระทำถูกตีกรอบด้วยความกลัว ขนาดของชีวิตจึงจำกัดยิ่ง

“Life begins where fear ends.”

หากอยากมีชีวิตที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าเดิม บางทีเราอาจต้องกลับมาสำรวจตัวเองว่ากำลังกลัวอะไร แล้วความกลัวนั้นมันยังสมเหตุสมผลอยู่หรือไม่ครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

เด็ดขาดกับเรื่องเล็กน้อย

20180518_trivialstuff

เวลาไปวิ่งจ็อกกิ้ง ถ้าผูกเชือกรองเท้าแบบปกติ เชือกมักจะหลุดอยู่เสมอ วิธีแก้ของผมคือเอาเชือกมาผูกเป็นปมสองรอบจนเป็นเงื่อนตาย แล้วค่อยเอาปลายเชือกสอดไว้ในช่องตรงกลาง

มีวันหนึ่งผมไม่ได้เอาปลายเชือกสอดไว้มิดชิดนัก เวลาวิ่ง ปลายเชือกความยาวประมาณหนึ่งนิ้วก็เลยสะบัดโดนรองเท้าเป็นเสียงแปะ แปะ แปะ ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร แต่พอวิ่งไปได็ซัก 10 นาทีก็ทนรำคาญไม่ไหวจนต้องหยุดวิ่งเพื่อจัดการเก็บปลายเชือกให้เรียบร้อย

It isn’t the mountain ahead that wears you out; it is the grain of sand in your shoe.
-Anonymous

ผมว่าชีวิตคนเราก็มีปลายเชือก หรือ เศษทรายในรองเท้า หรือ loose ends ที่สร้างความรำคาญใจและรบกวนสมาธิอยู่เต็มไปหมด

เช่นอีเมลที่ยังไม่ได้อ่านเป็นร้อยฉบับ

หรือ To Do List ที่เราไม่ได้รีวิวมาหลายสัปดาห์

หรือแท็บหลายสิบแท็บใน Chrome ที่เปิดค้างไว้

หรือโต๊ะทำงานรกๆ

หรือ Desktop ที่เต็มไปด้วยไฟล์ร้อยพ่อพันแม่

เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ โดยตัวมันเองอาจไม่ได้สร้างความเสียหาย เราจึง “เอาไว้ก่อน” โดยลืมคำนึงว่า ถ้าเราต้องเห็นหรือกังวลถึงมันอยู่ทุกวันก็ย่อมทำให้เราเสียพลังงานไปโดยอย่างประโยชน์วันแล้ววันเล่า

สู้กัดฟันดูซักตั้ง ใช้กฎสองนาทีเพื่อจัดการกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ให้สะอาดหมดจด

เอาเศษทรายออกจากรองเท้าและเก็บปลายเชือกให้เรียบร้อย ชีวิตและการทำงานจะได้ราบรื่นยิ่งขึ้นครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรอบบ่ายเพิ่ม วันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

นิทานมากเกินไป

20180517_toomuchlove

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระอาจารย์แก่พรรษารูปหนึ่งได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์ที่โรงเรียนมัธยมทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน

“พึงระลึกไว้เสมอว่าอะไรที่มากเกินไปนั้นมีอันตราย

ในการต่อสู้ โทสะที่มากเกินไปอาจทำให้เธอประมาทและเสียชีวิตได้

การบูชาความเชื่อบางอย่างมากจนเกินไปอาจทำให้เธอใจแคบและคอยแต่ตัดสินผู้อื่นได้

ความรักที่มีต่อคนอื่นมากจนเกินไป จะทำให้เธอสร้างภาพของคนที่เธอรักขึ้นมา ภาพที่สุดท้ายเธอจะได้พบว่ามันไม่มีอยู่จริง แล้วเธอก็จะโมโหและผิดหวัง รักที่ล้นเกินไม่ต่างอะไรกับการเลียน้ำผึ้งบนใบมีด”

นักเรียนหญิงคนหนึ่งยกมือถามด้วยความสงสัย

“ทำไมนักบวชที่ถือพรหมจรรย์อย่างท่านถึงเข้าใจเรื่องความรักคะ?”

พระอาจารย์ยิ้มแล้วตอบว่า

“ไว้วันหนึ่งอาตมาจะเล่าให้ฟังว่าทำไมอาตมาถึงตัดสินใจบวช”

—–

ขอบคุณนิทานจาก avilpage.com: 4 Delightful Short Zen Stories About Women & Love!

ถ้าอดเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้

20180517_compare

อย่างน้อยก็อย่าลืมเทียบทั้งสองด้าน

ถ้าเราชอบเทียบกับคนที่เด่นกว่าแล้วรู้สึกต่ำต้อยหรืออิจฉา ก็ให้คิดว่าเรามีอะไรดีๆ ที่คนคนนั้นไม่มีบ้าง

เช่นเขาอาจจะรวยกว่า หน้าที่การงานดีกว่า แต่เราอาจผอมกว่า สุขภาพดีกว่า แฟนใจดีกว่าก็ได้

ถ้าเราชอบเทียบกับคนที่ด้อยกว่าเราแล้วเผลอไปดูถูกเขาบ่อยๆ ก็ให้ระลึกว่าเขาอาจเครียดน้อยกว่า ครอบครัวใกล้ชิดกันมากกว่า หรือมีชีวิตยืนยาวกว่าเราก็ได้

คนเรานั้นชอบเปรียบเทียบอยู่แล้ว แต่อย่าให้การเปรียบเทียบนั้นทำให้เราหมองหม่นหรือทะนงตนจนเกินเลยครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 & 9 เปิดรับสมัครแล้วครับ รอบเช้าและรอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (รอบเช้าเหลืออีก 3 ที่ รอบบ่ายเหลืออีก 12 ที่)

5 นาทีสุดท้าย

20180516_lastfive

ผมเป็นแฟนทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยเฉพาะในยุคที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีม

สมัยนั้นเรามีคติประจำใจเลยว่า ตราบใดที่กรรมการยังไม่เป่านกหวีด เกมนี้ก็ยังไม่จบ ด้วยความที่นักเตะไม่เคยยอมแพ้ แมนยูฯ จึงยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกมได้เสมอ

โดยแมทช์ที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบไฟนอลระหว่างแมนยูกับบาเยิร์นมิวนิคในปี 1999

แมนยูนั้นคว้ามแชมป์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพมาเรียบร้อยแล้ว หากชนะเกมนี้ก็จะได้ Treble หรือสามแชมป์ในฤดูกาลเดียวกัน ซึ่งแมนยูไม่เคยทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปีของสโมสร

ในวันนั้นบาเยิร์นมิวนิคขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 6 และคุมเกมได้ดีตลอด (สมัยนั้นบาเยิร์นมิวนิคซึ่งมีโลธ่าร์ มัทเธอุสบัญชาการ ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่เกมรับเหนียวแน่นสุดๆ)

แมนยูตามอยู่ 1-0 จน ตั้งแต่นาทีที่ 6 จนหมดเวลา 90 นาที กรรมการชูป้ายทดเวลา 3 นาที มัทเธอุสถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อไปพักเตรียมขึ้นรับถ้วย และช่างฝีมือเริ่มสลักชื่อทีมบาเยิร์นมิวนิคงบนถ้วยรางวัลแล้ว

แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อตัวสำรองอย่างเทดดี้ เชอริงแฮม ยิงตีเสมอในนาทีที่ 91 และ โอเล่ กุนนาร์ โซชา ตัวสำรองอีกคนก็ยิงประตูชัยในนาทีที่ 93 ทำให้แมนยูคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก และได้สามแชมป์ประวัติศาสตร์มาครอง

—–

ตอนผมเล่นฟุตบอลให้กับทีมประจำเมืองและทีมมหาลัย โค้ชจะบอกเสมอว่าช่วง 5 นาทีแรกกับ 5 นาทีสุดท้ายเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด

ใน 5 นาทีแรก เรายังตื่นสนาม ยังไม่ได้สัมผัสบอล ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเสียประตูได้ง่าย

ส่วน 5 นาทีสุดท้ายคือช่วงที่เราล้าเต็มที่แล้ว รอฟังเสียงนกหวีดอย่างใจจดใจจ่อจนไม่มีสมาธิอยู่กับเกม

ดังนั้นโค้ชจะตะโกนจากข้างสนามว่าให้เราตั้งสติให้มั่นในช่วง 5 นาทีแรก กับ 5 นาทีสุดท้ายไว้เสมอ อย่าไปทำอะไรผลีผลาม

—–

เหตุที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหนังสือ 3 เล่มที่ผมอ่านล่าสุดครับ

เป็นหนังสือของนักเขียนที่มีชื่อเสียงถึง 3 ท่าน งานเขียนของแต่ละท่านน่าจะขายไปได้แล้วอย่างน้อยๆ 50,000 เล่ม

สิ่งที่ผมพบทั้งสามเล่มคือตัวสะกดผิดหรือพิมพ์ตกหล่น ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในช่วงหน้าท้ายๆ ของหนังสือ

ที่สำคัญ หนังสือแต่ละเล่มหนาเกิน 200 หน้า แต่ผมเจอจุดผิดพลาดแค่จุดเดียวเท่านั้น

ผมเลยสันนิษฐานว่า ฝ่ายพิสูจน์อักษรอาจเห็นว่าใกล้จะจบเล่มแล้ว ล้าเต็มทีแล้ว เตรียมฉลองชัยชนะแล้ว เฝ้ารอเสียงนกหวีดอย่างใจจดใจจ่อจนอาจเสียสมาธิไป

อย่ากระนั้นเลย เมื่อวานนี้ที่ผมเขียนบล็อกซึ่งค่อนข้างยาว ก็พิมพ์ผิดตรงย่อหน้าสุดท้ายเหมือนกัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือเรื่องใช้ชีวิต ให้ระวังช่วง 5 นาทีสุดท้ายไว้ให้ดี

แม้ความเสียหายคงไม่เท่าที่บาเยิร์นมิวนิคเจอ แต่ถ้าทำดีมาตลอดแล้วมาพลาดช่วงท้ายมันก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia: Winners: Photo by Seán Murray Cropped and retouched by Danyele – Winners

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนเช้าวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลืออีก 2 ที่ – ถ้าคนสมัครเกิน จะเปิดรอบบ่ายเพิ่ม)

เราพูดคุยกันด้วยหัวใจแบบไหน

20180515_transactionalanalysis

เคยสงสัยมั้ยครับ ว่าทำไมคนบางคนถึงคุยกันได้ยาว ในขณะที่บางคนคุยได้แค่สองสามประโยคก็ไปต่อไม่ได้แล้ว

มิหนำซ้ำ คนที่ควรจะคุยกับเราได้ยาว (เช่นแฟน) ในบางอารมณ์ก็มีต่อกับเราไม่ติดเหมือนกัน

Eric Berne จิตแพทย์ชาวแคเนเดี้ยน ได้พยายามอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยการสร้างทฤษฎีที่ชื่อว่า Transactional Analysis ขึ้นมา

เขาบอกว่า เวลาเราสื่อสารกับผู้อื่น เราสามารถสวมหัวใจได้สามแบบ (ego states)

Parent Ego State: หัวใจพ่อแม่

Adult Ego State: หัวใจผู้ใหญ่

Child Ego State: หัวใจเด็ก

ผมขอเรียกสั้นๆ ว่า P, A และ C แล้วกัน

เมื่อเราทำตัวแบบ P เราจะสวมวิญญาณ “ขุ่นแม่” ที่อยากจะดูแลเทคแคร์คน แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบสั่งสอนหรือเทศนาคนอื่นด้วย

เมื่อเราทำตัวแบบ A หรือสวมวิญญาณผู้ใหญ่ เราจะคุยกับคนอื่นด้วยเหตุด้วยผล ไม่ค่อยมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

เมื่อเราทำตัวแบบ C หรือสวมวิญญาณเด็ก เราจะมีความสนุก ความขี้เล่น ความสร้างสรรค์ แต่ก็สามารถจะงอแง งอนตุ๊บป่อง โต้เถียง หรือประชดประชันได้

เบิร์น (Berne) บอกว่า บทสนทนาจะเกิดขึ้นได้สามแบบ คือ Complimentary, Crossed และ Ulterior (อ่านว่าอัลเทอริเอ้อ) – สอดคล้อง, กากบาท, และมีวาระซ่อนเร้น

ถ้าคู่สนทนาสวมบทบาทที่สอดคล้องกัน (Complimentary) ก็จะคุยกันได้ยาว

เช่น เวลาแม่คุยกับลูก แม่ก็สวมบท P ส่วนลูกก็สวมบท C ต่างฝ่ายต่างสวมบทบาทที่เหมาะสมกับตัวเอง การสนทนาก็จะดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ

หรือแม้กระทั่งในที่ทำงาน หัวหน้าก็สามารถสวมบท P และให้ลูกน้องสวมบท C ก็ได้

หัวหน้า: เป็นอะไรรึเปล่าเจน หน้าตาดูไม่ค่อยสดใสเลย มีอะไรให้พี่ช่วยมั้ย

ลูกน้อง: ช่วงนี้หนักมากพี่ อยากจะร้องไห้ ขอหลังไมค์ได้มั้ย?

2018-05-15 08_22_33-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

ในที่นี้ หัวหน้าจะสวมบทเป็นผู้พิทักษ์ดูแล ส่วนลูกน้องที่ชื่อเจนก็ยอมแสดงความอ่อนแอและร้องข้อความช่วยเหลือไม่ต่างกับเด็กที่ต้องการให้แม่มาโอ๋

ยังมีโอกาสเกิดบทสนทนาแบบ Complimentary ได้อีก เช่นเราเป็น A เขาก็เป็น A

หัวหน้า: ช่วงนี้งานหนักนิดนึงนะ มีอะไรติดขัดก็มาคุยกันได้
ลูกน้อง: ขอบคุณครับพี่ ช่วงนี้ต้องกัดฟันหน่อย พอจบเดือนก็น่าจะโอเคแล้ว

เราเป็น C เขาก็เป็น C

หัวหน้า: ช่วงนี้หนักหน่อยนะมึง ทนๆ ไปก่อนละกัน (พูดด้วยอารมณ์ขัน)
ลูกน้อง: แค่นี้จิ๊บๆ อ่ะหัวหน้า มีหนักกว่านี้อีกมั้ย (ต่อปากต่อคำ)

การสนทนาแบบ C->C และ C<-C นี้มีให้เห็นบ่อยแม้กระทั่งในผู้ใหญ่ เช่นตอนที่หนุ่มและสาวจีบกันใหม่ๆ ตัวเองอย่างงั้น ตัวเองอย่างงี้ ฯลฯ

—–

บทสนทนาจะมาถึงทางตัน หากเราคาดหวังให้เขาสวมบทหนึ่ง แต่คู่สนทนาดันสวมอีกบทหนึ่ง

เช่นเราทำตัวเป็น A และคาดหวังว่าเขาจะเป็น A แต่เขาดันทำตัวเป็น C กับเรา

เรา: ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ (A->A)
แฟน: ทำไมต้องมาเร่งกันด้วยเนี่ย! (C->P)

 

2018-05-15 08_22_40-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

 

เราไม่มีนาฬิกาเลยถามเวลาไปซื่อๆ แต่แฟนมองว่าเราไปจุกจิกเขาเหมือนเราเป็นแม่

หรือในบางกรณี คำถามเดียวกัน แต่โดนเหน็บกลับมาอย่างกับเราเป็นลูก เช่น

เรา: ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ (A->A)
แฟน: ถามทำไม ยังก็เธอก็สายประจำอยู่แล้ว (P->C)

 

2018-05-15 08_22_44-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

 

พอบทบาทของคู่สนทนาไม่สอดคล้องกัน เลยเกิดเส้นกากบาท หรือเป็นบทสนทนาที่ Crossed นั่นเอง (คำว่า Crossed แปลว่าโกรธได้ด้วย)

—–

อีกบทสนทนาหนึ่งที่น่าสนใจ คือบทสนทนาแบบ Ulterior หรือบทสนทนาแบบมีวาระซ่อนเร้น

นั่นคือเราพูดราวกับว่าคู่สนทนาสวมหัวใจอย่างหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเรากำลังคาดหวังให้ผู้ฟังสวมหัวใจอีกอย่างหนึ่งแทน

2018-05-15 08_22_49-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

เช่นหัวหน้าพูดกับลูกน้องว่า “งานนี้มันยากมากเลยนะ ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะทำได้รึเปล่า”

ฟังดูเหมือนเป็นบทสนทนาแบบ A->A แต่จริงๆ แล้วหัวหน้ากำลังคุยแบบ A->C เพื่อยั่ว “เด็ก” ในตัวลูกน้องให้ฮึดสู้แล้วเถียงว่า “ผมทำได้สิครับ ขอแค่หัวหน้าให้โอกาสผม”

หรืออย่างเช่นในหนังฮอลลีวู้ด พระเอกไปส่งนางเอกที่บ้านตอนดึกดื่น ก่อนจะลงจากรถ นางเอกหันมาถามพระเอกว่า “ขึ้นมาดื่มกาแฟที่ห้องฉันมั้ย?”

บทสนทนาแบบ Ulterior นี้อาจจะดูเหมือนเป็นการไม่ตรงไปตรงมาหรือ หลอกใช้ (manipulate) อยู่บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทุกวัน

—–

เมื่อรู้แล้วว่าคนเราสามารถสวมหัวใจพ่อแม่ หัวใจผู้ใหญ่ และหัวใจเด็กได้ในวาระที่แตกต่างกัน เราก็จะตระหนักได้ว่าตอนนี้บทสนทนาของคุณเป็นแบบใด ใครกำลังสวมบทบาทอะไร

ถ้าบทสนทนามันไปต่อลำบาก เพราะเกิด Crossed เราก็ต้องพยายามดึงคู่สนทนาให้กลับไปอยู่ในโหมดที่จะ complimentary กับเราได้ ไม่ว่าจะด้วยการดึงสติเขา หรือปรับโหมดของตัวเองชั่วคราวเพื่อให้คุยกันต่อรู้เรื่องครับ

2018-05-15 08_23_03-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

—–

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Spam Cast

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนเช้าวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลืออีก 4 ที่ – ถ้าเกินอาจเปิดรอบบ่ายเพิ่ม)