ไม่ต้องเก่งมากก็ได้

20170923_forgetperfection

แค่รู้ตัวว่าเรายังไม่ดีตรงไหนก็พอ

“Forget perfection. Learn just enough so you can correct yourself along the way.”
-Zdravko Cvijetic

บางทีความสำเร็จอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าความสามารถที่จะคอยตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่าเรายังบกพร่องตรงจุดไหน

ผมเริ่มเขียนบล็อกจริงจังเมื่อสองปีที่แล้ว ไม่ใช่เพราะว่ามั่นใจว่าผมเขียนเก่งหรือมีความรู้อะไรมากมาย รู้แค่ว่าพอจะเขียนได้และมีเรื่องที่อยากเล่า

ที่สำคัญกว่า คือผมรู้ตัวด้วยว่าตอนไหนผมเขียนดี ตอนไหนผมยังเขียนได้ไม่ดี

ตอนที่เขียนดี ผมก็จะกดปุ่ม Publish อย่างมั่นใจ

ตอนที่เขียนไม่ดี แต่ไม่มีเวลาหรือไม่สามารถเขียนให้ดีกว่านี้ได้แล้ว ก็ต้องกดปุ่ม Publish อยู่ดี เพราะถ้ามัวแต่รอให้สมบูรณ์แบบ บทความ 90% ของผมคงไม่ได้รับการตีพิมพ์แน่ๆ

Seth Godin เคยบอกไว้ว่า Artists must ship

“ship” ในที่นี้ไม่ใช่เรือ แต่หมายถึงการส่งของ

คนเป็นศิลปินต้องส่งผลงานออกสู่สายตาประชาชน

หากเขียนบทความแล้วไม่ตีพิมพ์ แต่งเพลงแล้วไม่ร้องให้ใครฟัง วาดรูปแล้วไม่โชว์ให้ใครดู ก็อย่าได้เรียกตัวเองว่าศิลปินเลย

เพราะศิลปะจะมีคุณค่าอันใดหากไม่มีใครได้สัมผัสมัน?

ดังนั้น หากคุณอยากเขียนก็จงเขียน อยากทำ Facebook Live ก็จงทำ อย่าติดกับความคิดที่ว่าเรายังไม่เก่งพอ ใครจะมาสนใจเรา

ในฐานะศิลปิน เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินตัวเองขนาดนั้น คนเดีียวที่จะตัดสินได้คือคนดู

ส่วนเรื่องยังไม่เก่งพอก็ไม่เห็นเป็นไร คนที่เราเห็นว่าเทพๆ เขาก็เคยห่วยกันมาแล้วทั้งนั้น

ประเด็นสำคัญคือเราต้องหาโอกาสให้ตัวเองได้ฝึกฝนอยู่เสมอ และมีสายตาที่เที่ยงตรงเพียงพอที่จะบอกได้ว่าเรายังพัฒนาตรงไหนได้อีก

เมื่อได้ลงมือทำ ก็จะเห็นจุดอ่อน และเมื่อแก้ไขจุดอ่อน เราก็จะเก่งขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“Forget perfection. Learn just enough so you can correct yourself along the way.”

อย่ารอความเพอร์เฟ็คอยู่เลย เพราะมันไม่มีอยู่จริงหรอก แค่เก่งพอที่จะรู้ตัวและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

สุดท้ายก็จะเป็นตัวจริงได้เอง

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

นิทานพารา

20170914_para

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เช้าวันหนึ่ง

ประชาตื่นมา โทร.ไปลางาน กินพาราสองเม็ด แล้วนอนต่อ

วิมลตื่นมา กินพาราอีกสองเม็ด แล้วเดินเข้าครัว

ทั้งสองมีไข้ หนึ่งในนั้นเป็นแม่คน

[จบบริบูรณ์]

ชีวิตที่ดี

20170921_goodlife

คือชีวิตที่เราเป็นคนเลือกเองว่า “ดี” คืออะไร

โลกทุนนิยมนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ

เชื่อว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ พรุ่งนี้ธุรกิจเราจะโตกว่าวันนี้ พรุ่งนี้เราจะมีเงินมากกว่าวันนี้

นั่นคือเหตุผลที่ธนาคารยอมให้คนกู้เงิน เพราะธนาคารเชื่อว่าในอนาคตคนที่กู้เงินจะมีกำลังเอาเงินมาจ่ายคืนธนาคารได้ทั้งต้นและดอก

และนั่นคือเหตุผลที่คนธรรมดากล้ากู้เงินมาลงทุน เพราะเชื่อว่าเงินที่เขาจะได้จากธุรกิจนั้นจะมากพอจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ย แถมยังมีเงินเหลือให้เขาจับจ่ายใช้สอยอีกด้วย

ถ้าความเชื่อมั่นในอนาคตไม่มี ธนาคารก็จะไม่กล้าปล่อยกู้ เศรษฐกิจก็จะชะลอตัวหรือถึงขั้นถอยหลัง

โลกทุนนิยมจึงมีประโยชน์ตรงที่มันเปิดโอกาสให้เงินได้เปลี่ยนมือและเปิดให้โอกาสคนบางกลุ่มได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

แต่ข้อดีนี้ก็มาพร้อมกับข้อเสีย เพราะกงล้อแห่งทุนนิยมนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มันจึงจำเป็นต้องป่าวประกาศให้ทุกคนเชื่อว่า ชีวิตจะได้ดีได้ก็ต่อเมื่อคุณซื้อให้มากขึ้น เสพให้มากขึ้น

สมัยเราเด็กๆ เราจึงได้ยินโฆษณาในวิทยุ ได้ดูโฆษณาในทีวี ว่าชีวิตของคุณตอนนี้มันยังไม่โอเคหรอกนะ จนกว่าจะได้ซื้อผลิตภัณฑ์นั้นหรือใช้บริการนี้

สมัยนั้นเราอาจใช้เวลาประมาณวันละ 2-3 ชั่วโมงในการเสพโฆษณาชวนเชื่อนี้ ซึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะพาเราแต่งตัวออกจากบ้านวันเสาร์อาทิตย์เพื่อไปหาซื้อสิ่งของเหล่านั้นมาใช้

มาสมัยนี้สถานการณ์ยิ่งเข้มข้นมากกว่าเดิม เมื่อ “โฆษณาชวนเชื่อ” มาอยู่ในมือเราวันละนับสิบชั่วโมง

แถมโฆษณาชวนเชื่อนี้ไม่ได้มาจากแค่แบรนด์ใหญ่ๆ อีกต่อไป แต่ยังมาจากแบรนด์เล็กแบรนด์น้อย, กูรูโลกออนไลน์, เน็ตไอดอล รวมถึงเพื่อนของเราหลายๆ คนด้วย

ยิ่งส่องเฟซเท่าไหร่ เราจึงยิ่งสุขน้อยลงเท่านั้น เพราะมีแต่เพื่อนได้กินอาหารอร่อยๆ ได้เที่ยวที่สวยๆ ได้ขับรถป้ายแดง

ถ้าเราปล่อย “ชีวิตที่ดีของเขา” มากำหนด “ชีวิตที่ดีของเรา” ความพอใจจะกลายเป็นสิ่งหายาก เพราะเราเอาสถานภาพของเราไปเปรียบกับสถานภาพ (ที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว) ของคนอื่นตลอดเวลา

เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง?

ผมเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจมากนัก เพราะผมก็เป็นหนูที่อยู่ในกงล้อนี้ไม่ต่างกับคุณ แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าน่าจะพอช่วยได้บ้าง ก็คือการตั้งคำถามอยู่เสมอ ว่าไอ้ที่เขาว่าดีๆ กันน่ะ เราจำเป็นต้องมีเหมือนเขารึเปล่า

เพราะ “ไอ้ที่เขาว่าดี” มันเปลี่ยนตลอด แล้วแต่ว่าอะไรจะอยู่ในกระแส และการวิ่งตามกระแสนั้นเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ

แต่หากเราค้นพบ “สิ่งที่ดีสำหรับเราจริงๆ” ชีวิตก็จะง่ายขึ้นและเหนื่อยน้อยลง

โลกทุนนิยมนั้นซับซ้อน แต่ความสุขนั้นไม่เคยซับซ้อนเลย

ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่เราเป็นคนเลือกเองว่า “ดี” คืออะไร

อย่าปล่อยให้ใครมาเลือกแทนนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Good Life Project: Seth Godin On Books, Business And Life

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผมได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

ไม่เคยมีใครยากจนจากการเป็นผู้ให้

20170920_poor

“No one has ever become poor by giving.”
Anne Frank

ความจนของคนเราเกิดจากอะไรได้บ้าง?

เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน

ขาดความรู้

ขาดโอกาส

ไม่ขยัน ไม่ขวนขวาย

ใช้ชีวิตอย่างประมาท

ทำธุรกิจผิดพลาดจนล้มละลาย

วิกฤติเศรษฐกิจ

แต่การเป็น “ผู้ให้” ไม่น่าจะใช่หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้เรายากจนได้

ในทางฟิสิกส์พลังงานและสสารนั้นไม่มีวันหายไปไหน มันแค่แปรรูปไปเท่านั้น

การที่เราให้อะไรบางอย่างกับใครบางคน เงินหรือเวลาของเราจึงแปรรูปเป็นสิ่งของหรือการกระทำ และแปรรูปเป็นความรู้สึกดีๆ หรือคำอนุโมทนาของผู้ที่ได้รับจากเรา

ความรู้สึกดีๆ ที่เขามีต่อเรานั้นเป็นเหมือน “บัญชีเงินฝากทางอารมณ์” (emotional bank account) ยิ่งเราทำดีกับเขามากๆ ยอดในบัญชีก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันหนึ่งเราต้องการความช่วยเหลือบ้าง เราก็จะสามารถถอนเงินในบัญชีนี้กลับมาได้ แถมบางทีได้มากกว่าที่เราให้เขาเสียอีก เพราะกรรมดีบางอย่างนั้นมีดอกเบี้ยทบต้น

อย่ารอให้มีเงินเสียก่อนถึงจะเป็นผู้ให้ได้ เพราะจริงๆ แล้วการให้ต่างหากที่จะทำให้เรามีมากขึ้นในภายหลัง

“No one has ever become poor by giving.”

ไม่มีใครเคยจนเพราะการให้

แต่คนรวยทุกคนล้วนผ่านการให้มาหมดแล้ว

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

เราเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก

20170919_hardtolivewith

“A happy marriage is the union of two good forgivers.”
การสมรสที่แช่มชื่นเกิดจากคนสองคนที่ให้อภัยเก่งทั้ังคู่
-Ruth Graham

Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องท้าทายกว่าที่เราคิด

เพราะเราทุกคนล้วนเป็นคน “ไม่ปกติ” เราต่างมีนิสัยหรือความคิดอะไรบางอย่างแปลกๆ ทั้งนั้น แต่เรามักคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเป็นคนปกติ เพราะพ่อแม่ที่รักเรามากก็ไม่เคยบอกเรา ส่วนเพื่อนก็ไม่บอกเพราะไม่อยากทำให้เราไม่สบายใจ ส่วนคนรักเก่าเขาจะบอกเราก็ต่อเมื่อเราทะเลาะจนมองหน้ากันไม่ติดและไม่คิดจะฟังอีกฝ่ายแล้วเท่านั้น

เราแต่ละคนก็เลยตกอยู่ใน “ฟองอากาศ” ของตัวเอง และคิดว่าปัญหาในความสัมพันธ์นั้นมีต้นเหตุมาจากอีกฝ่ายเสมอ

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่า “เราเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก” เราก็อาจจะเริ่มตระหนักได้ว่าปัญหาต่างๆ ไม่ได้เกิดจากอีกคนเพียงฝ่ายเดียว เราเองก็มีส่วนทำให้มันเกิดเช่นกัน

เมื่อคิดได้อย่างนี้ เราก็อาจเต็มใจที่จะเอ่ยปากขอโทษมากขึ้น เต็มใจที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองมากขึ้นเพื่อให้ความสัมพันธ์นี้ไปต่อได้

“A happy marriage is the union of two good forgivers.”

สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับชีวิตคู่จึงอาจไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการยอมรับความไม่เพอร์เฟ็คท์ของตัวเอง และความไม่เพอร์เฟ็คของอีกคน เพื่อที่เราจะได้ยกโทษให้กันได้เสมอครับ

—–

สมัครเรียน Time Management คลาสสุดท้ายของปีนี้ได้ที่ https://goo.gl/R1PJAT

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ไม่อยากทำ

20170918_dontwanttodo

ป่านนี้เราคงมีทุกอย่างที่เราอยากมีไปเรียบร้อยแล้ว

“If you only ever did the things you don’t want to do, you’d have everything you’ve ever wanted.”
-Mel Robbins

ประโยคนี้ผมต้องอ่านซ้ำสองรอบเพราะมันค่อนข้างขัดกับสามัญสำนึก

ยิ่งยุคนี้คนชอบบอกว่าให้ follow your passion หรือทำแต่สิ่งที่เรารักด้วย การมาบอกว่าให้เราทำสิ่งที่เราไม่ชอบเพื่อจะได้มีทุกอย่างที่เราอยากมีนี่มันคืออะไร?

แต่ถ้าเราแปลความหมายประโยคนี้ดีๆ จะเข้าใจได้ว่า

ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิต จงทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ (แต่รู้ว่าจำเป็นต้องทำ)

อยากหุ่นดี แต่ไม่อยากออกกำลังกาย

อยากจะมีแฟน แต่ไม่อยากโดนปฏิเสธ

อยากมีธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่อยากเสี่ยง

อยากขึ้นเงินเดือน แต่ไม่อยากทำงานให้ดีกว่านี้

อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่อยากเก็บตังค์

ถ้าเราทำแต่สิ่งที่เราไม่อยากทำ ป่านนี้เราคงหุ่นดี มีแฟนสวย มีธุรกิจของตัวเอง มีเงินใช้ และได้ไปเที่ยวต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

การ follow your passion ของเด็กรุ่นใหม่ มักตีความเข้าข้างตัวเองว่าฉันจะเลือกทำเฉพาะแต่สิ่งที่ตัวเองชอบเท่านั้น พอเจอเรื่องที่ตัวเอง(ยัง)ไม่ถนัดหรือไม่ชอบ ก็พร้อมจะวิ่งไปหาสิ่งอื่นทันที

แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะเก่ง เมื่อไหร่จะเติบโต?

ลองคิดดูดีๆ ที่ชีวิตคนบางคนไปไม่ถึงไหนก็เพราะว่าเราทำแต่สิ่งที่อยากทำไม่ใช่เหรอ?

ส่องเฟซ ซื้อมือถือใหม่ เดินห้าง ดูซีรี่ส์ ล้วนเป็นสิ่งที่เราอยากทำทั้งนั้นเลย

“If you only ever did the things you don’t want to do, you’d have everything you’ve ever wanted.”

หากวันนี้เรายอมกัดฟันทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ

พรุ่งนี้เราจะมีสิ่งที่เราอยากมีครับ

—–

สมัครเรียน Time Management คลาสสุดท้ายของปีนี้ได้ที่ https://goo.gl/R1PJAT

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

เพียงนั่งใกล้หน้าต่างก็ทำงานได้ดีขึ้น

20170917_windowseat

เวลาพูดถึง productivity หรือผลิตภาพของคนทำงานนั้น เรามักจะเน้นเรื่อง “ทักษะ” เป็นหลัก เช่นจะจัดการ to do list อย่างไร จะรับมืออีเมลที่ถาโถมอย่างไร จะใช้เครื่องมืออะไร? ฯลฯ

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือเราจะจัดสภาพแวดล้อมอย่างไรเพื่อให้เรามีสภาพจิตใจที่พร้อมกับการทำงานมากที่สุด

Dr.Ron Friedman ผู้เขียนหนังสือ The Best Place to Work บอกว่า เราควรเรียนรู้จากมนุษย์ถ้ำ

สังเกตว่า พวกเราส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบเวลาได้นั่งอยู่ในที่ร่มที่มองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล บ้านพักตากอากาศริมทะเลหรือในภูเขาจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีสตางค์

นี่เป็นความคุ้นเคยของเรามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่การมีหลังคาคุ้มหัวและอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการอยู่รอด เพราะจะช่วยให้เราเห็นว่าแหล่งอาหารของเราอยู่ที่ไหน สัตว์ทีี่เป็นอันตรายอยู่ในละแวกนั้นหรือเปล่า

แม้สมัยนี้การได้เห็นทิวทัศน์จะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอีกต่อไป แต่สัญชาติญาณลึกๆ ของเราก็ยังโหยหาสิ่งเหล่านี้อยู่ดี

และนี่คือไอเดียบางอย่างจากมนุษย์ถ้ำที่เราอาจจะนำไปปรับใช้กับที่ทำงานของเราได้ครับ

หาที่นั่งริมหน้าต่าง เคยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2003 ระบุว่า พนักงาน call center ที่ได้นั่งริมหน้าต่างนั้นสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้มากกว่าปกติถึง $3000 ต่อปี

รับแสงอาทิตย์ ถ้าเราไม่ได้มีที่นั่งริมหน้าต่าง อย่างน้อยเราควรจะหาโอกาสได้รับแสงอาทิตย์อยู่เรื่อยๆ เพราะแสงอาทิตย์เป็นตัวจัดระเบียบนาฬิกาในร่างกายเรา งานวิจัยในปี 2013 ชี้ว่าพนักงานที่นั่งในจุดที่แสงอาทิตย์ส่องถึงนั้นนอนหลับได้ดีกว่าพนักงานที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ถึง 46 นาที ดังนั้นหากที่นั่งเราแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ก็ควรออกไปเดินยืดเส้นยืดสายนอกตัวตึกบ้าง

หาต้นไม้มาปลูก ในปี 2011 ได้มีการทดลองด้วยการสุ่มแจกต้นไม้เล็กๆ ให้พนักงาน ปรากฎว่าพนักงานที่นั่งใกล้ต้นไม้เหล่านี้ทำงานที่ต้องใช้สมาธิและความจดจ่อได้ดีขึ้นมาก

หารูปธรรมชาติมาประดับในออฟฟิศ ภาพที่มีสีเขียวหรือสีน้ำเงิน (สีที่ปรากฎในธรรมชาติอย่างป่าและทะเล) จะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ผมเชื่อว่าองค์กรสมัยใหม่จะเริ่มใส่ใจการออกแบบออฟฟิศที่จะตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้มากขึ้น แต่ถ้าองค์กรที่เราอยู่ยังใช้วิธีคิดแบบเก่า ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปรับสภาพแวดล้อมของออฟฟิศด้วยตัวเองเพื่อช่วยให้การทำงานของเราราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ


ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ความฝันเคาะประตู

20170917_knock

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ตอนแรกความฝันมันอาจเป็นไปไม่ได้
จากนั้นความฝันอาจเป็นไปได้ยาก
และหากเราตั้งใจมากพอ
ฝันก็จะกลายเป็นจริงอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

-Christopher Reeve

—–

วันนี้ในเฟซบุ๊คของบอดี้แสลม พี่ตูนโพสท์รูปที่ถ่ายกับ “อัสนี-วสันต์” โดยขึ้นสเตตัสว่า “…แฮปปี้แมน 🙂 #ความสุขของอาทิฯ #ใช้ชีวิตให้สนุกครับ”

ผมเชื่อว่า “เด็กชายตูน” เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ต้องเคยมองพี่ป้อม-พี่โต๊ะเป็นฮีโร่เหมือนที่เด็กๆ หลายคนมองบอดี้แสลมในวันนี้ และเด็กชายตูนในวันนั้นก็อาจเคยมีความฝันว่าซักวันหนึ่งได้ร่วมงานพี่ๆ เขา

มาวันนี้ความฝันของเด็กชายตูนใกล้ความจริงขึ้นอีกนิดแล้ว

—–

ตอนเด็กๆ หากใครมาถามผมว่ามีความฝันอะไร คำตอบของผมน่าจะหนีไม่พ้นการได้ไปเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประเทศอะไรไม่รู้สวยไปหมด บ้านก็สวย น้ำก็ใส ภูเขาก็ปกคลุมไปด้วยหิมะ เป็นประเทศที่ดีงามเสียจนพี่เบิร์ดธงไชยยังต้องไปซื้อบ้านพักตากอากาศที่นั่น

แต่ตอนนั้นผมก็รู้ด้วยว่าความฝันคงเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะค่าครองชีพสวิตเซอร์แลนด์แพงติดอันดับต้นๆ ของโลก คงต้องรอให้เรียนจบ มีงานทำ และใช้เวลาซักพักเพื่อเก็บเงินได้ก้อนโตถึงจะพอมีโอกาสได้ไปท่องประเทศในฝันนี้

แต่แล้ววันหนึ่งสวิตเซอร์แลนด์ก็มาเคาะประตูโดยไม่ได้ตั้งตัว

ตอนผมเรียนอยู่ปี 3 อาจารย์ท่านหนึ่งมาบอกพวกเราเรื่องทุนไอเอสเต้  (IAESTE – International Association for the Exchange of Students for Technical Experience) โครงการนานาชาติที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาสายวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ได้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศ

ผมจึงกับเพื่อนจึงไปสอบข้อเขียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (สมัยนั้นยังใช้ “สถาบัน” นำหน้า) พอสอบข้อเขียนผ่านก็ได้สอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ จะด้วยความฟลุ้คหรือวาสนาอันใดไม่รู้ ผมดันสอบได้อันดับหนึ่งในสายวิศวกรรมไฟฟ้า

ทุนฝึกงานต่างประเทศสายวิศวกรรมไฟฟ้าในปีนั้นมีอยู่ประมาณ 13 ทุน โดยทุนส่วนใหญ่มาจากบริษัทในเยอรมันนี แต่ก็มีหนึ่งทุนที่มาจากบริษัท ABB ในสวิตเซอร์แลนด์ ผมได้คะแนนอันดับหนึ่งเลยมีโอกาสได้เลือกเป็นคนแรกว่าอยากจะฝึกที่ไหนใน 13 บริษัทนี้ ซึ่งคำตอบผมก็มีเพียงคำตอบเดียวอยู่แล้ว

จากความฝันที่จะได้ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ในอนาคตอันห่างไกล จู่ๆ ก็กลายเป็นจริงกว่าที่คิดเป็นสิบปี แถมยังได้ไปอยู่ที่นั่นถึง 3 เดือนแทนที่จะแค่ได้ไปเที่ยวเฉยๆ เสียด้วย

—–

เมื่อปี 2558 ตอนที่เริ่มเขียนบล็อกจริงๆ จังๆ ผมก็มีความฝันเล็กๆ ว่าจะได้ออกหนังสือเป็นของตัวเอง (กลับไปอ่าน “ร่องรอย” ของความฝันนั้นได้ในบทความ “ทำตามความฝัน”  ) ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าหากเขียนบล็อกวันละตอนไปซัก 3 ปี ผมก็น่าจะมีบทความที่ดีเพียงพอจะนำไปรวมเล่มได้บ้างแหละ

ปรากฎว่าเขียนไปได้แค่ปีกว่าๆ เท่านั้น “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade และผู้เขียนหนังสือ “ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย” ก็ติดต่อมาชักชวนให้ผมออกหนังสือกับเขา โดยพี่ปิ๊กอาสาดูแลเรื่องการจัดหาทีมงานและค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เรารวมตัวกันเมื่อกันยายนปี 2559 และหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ก็คลอดออกเมื่อเดือนที่แล้ว กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของผม และเล่มแรกของสำนักพิมพ์ “อะไรเอ่ย” ของพี่ปิ๊กด้วย

—–

So many of our dreams at first seem impossible,
then they seem improbable,
and then, when we summon the will,
they soon become inevitable.

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความฝันกันทั้งนั้น

อาจมีหลายความฝันที่ไม่มีวันเป็นไปได้

และบางความฝันก็ยากที่จะเป็นไปได้

แต่ก็อาจมีบางความฝันที่กลายเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” หากโอกาสมาถึงในตอนที่เราพร้อม

เหมือนตอนที่ผมได้โอกาสเลือกว่าจะฝึกงาน IAESTE ที่ไหน นาทีที่ผมเลือกสวิตเซอร์แลนด์ ความฝันที่จะได้ไปเยือนสวิตฯ ก็กลายเป็นความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปทันที

โอกาสจะมาถึงเมื่อไหร่ หรือจะมากถึงหรือเปล่า เราไม่มีทางรู้

สิ่งเดียวที่เราทำได้คือทำหน้าที่ของเราให้ถึงพร้อม

ถ้าจะเล่นดนตรีก็เล่นให้ดี แล้วคุณอาจได้ขึ้นเวทีกับฮีโร่ในวัยเด็ก

ถ้าเรียนก็เรียนให้ดี แล้วคุณอาจได้ทุนไปทำงานประเทศในฝัน

ถ้าคิดจะเขียนก็เขียนให้ดี แล้วคุณอาจจะได้ออกหนังสือ

ไม่มีอะไรการันตี มีแต่การเพิ่มความน่าจะเป็นเท่านั้น

ขอเพียงรู้ว่าต้องการอะไร และลงมือทำอย่างตั้งใจ

วันหนึ่ง ความฝันอาจจะมาเคาะประตูครับ

นิทานแมวศักดิ์สิทธิ์

20170914_holycat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เรื่องราวเริ่มต้นในค่ำคืนหนึ่ง ณ วัดประจำเมืองในนครเอโดะ

ขณะที่เจ้าอาวาสและลูกศิษย์กำลังทำวัตรเย็น ปรากฎว่าแมวที่วัดเลี้ยงเอาไว้เดินเข้ามาป้วนเปี้ยนเพ่นพ่านรบกวนการสวดมนต์ภาวนาของพระหลายรูป

วันถัดมา เจ้าอาวาสจึงสั่งให้ลูกศิษย์นำแมวตัวนั้นไปผูกไว้กับเสาตรงระเบียงทุกครั้งที่มีการทำวัตรเย็น

หลายปีผ่านไป เมื่อเจ้าอาวาสมรณภาพ แมวตัวนั้นก็ยังถูกผูกไว้ที่เสาต้นเดิมเวลามีการทำวัตรเย็น

10 ปีผ่านไป แมวตัวนั้นก็ได้ตายลง ลูกศิษย์จึงหาแมวตัวใหม่มาผูกไว้ที่เสาต้นนั้น

100 ปีผ่านไป วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเรื่อง “แมวประจำพิธี” ที่จะถูกผูกไว้ที่เสาต้นนั้นทุกครั้งที่ทำวัตรเย็น ชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่แหนมากราบไหว้และขอพรจากแมวตัวนี้โดยเชื่อว่าจะได้รับโชคลาภและสิริมงคลกลับบ้านไปทุกคน

—-

ขอบคุณนิทานจาก Katinka Hesselink.Net: Ritual Cat

คนขับรถไร้มารยาท

20170914_baddrivers

ผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

ผมเคยวิ่งผ่านทางม้าลายโดยไม่ได้จอดรอให้คนข้ามถนน

ผมเคยนั่งเหม่อรอรถติดไฟแดงแถวๆ เหม่งจ๋ายจนโดนคันหลังบีบแตรไล่เพราะไปขวางทางเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดของเขา

ผมเคยขับคร่อมเลนจนคนขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่วิ่งแซงขึ้นมาแล้วหันมาส่งสัญญาณมือว่าทำไมวิ่งไม่ชิดซ้าย

ผมเชื่อว่าเราทุกคนที่ขับรถเป็นล้วนเคยทำผิดพลาดจนโดนคันอื่นบีบแตรใส่หรือโดนคนเดินถนนค้อนใส่มาแล้วทั้งนั้น

ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่ได้เป็นคนแย่อะไรนะ เพียงแต่ในจังหวะนั้นอาจจะฟังเพลงเพลินไปหน่อย หรือกำลังไปสาย หรือกำลังโดน Google Maps สับขาหลอกอยู่

คราวหน้าที่เราเจอคนขับรถไร้มารยาท การคิดว่าเราเองก็อาจเคยเป็น “คนขับรถไร้มารยาท” เช่นกันอาจจะช่วยให้เราใจเย็นลงได้บ้างนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce