เราเปลี่ยนตอนแรกไม่ได้

20170424_newending

แต่เราเปลี่ยนตอนจบได้

“‎Though nobody can go back and make a new beginning… Anyone can start over and make a new ending.”
― Chico Xavier

พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า คนเรามี 4 เหล่า มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป และสว่างมาสว่างไป

ขามาเราจะมาแบบมืดหรือมาแบบสว่างก็กำหนดชะตาชีวิตเราได้ในระดับหนึ่ง

คนที่มาแบบมืดๆ อาจจะหมายถึงเกิดมาด้วยฐานะยากจน รูปร่างหน้าตาไม่ดี หรือไม่ได้มีสติปัญญาหลักแหลมนัก ซึ่งย่อมเสียบเปรียบคนที่ “สว่างมา” เห็นๆ

แต่ที่สำคัญกว่าคือ ไม่ว่าเราจะมืดมาหรือสว่างมา เราได้ลงมือทำอะไรเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าตอนจบมันจะดีกว่าตอนเริ่มได้รึเปล่า

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกตายก็ไม่ได้

แต่เราเลือกทำได้เสมอนะครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Sapiens ตอนที่ 18 – ครอบครัวล่มสลาย

20170423_sapiens18

ถ้าเอาคนทั้งโลกมาชั่งน้ำหนักรวมกัน พวกเราจะหนักประมาณ 300 ล้านตัน

ถ้าเอาสัตว์เลี้ยงและสัตว์ในฟาร์มทั้งโลกมาชั่งรวมกัน พวกมันจะหนัก 700 ล้านตัน

แต่ถ้าเอาสัตว์ป่าทั่วโลกมาชั่งรวมกัน จะหนักเพียง 100 ล้านตันเท่านั้น

ทั่วโลกมียีราฟอยู่ 80,000 ตัว แต่มีวัวถึง 1.5 พันล้านตัว

มีหมาป่า 200,000 ตัว แต่มีหมา 400 ล้านตัว

มีลิงชิมแปนซี 250,000 ตัว เทียบกับมนุษย์ 7 พันล้านคน

มนุษย์ได้ขึ้นมาครองโลกอย่างแท้จริง

ในบทที่แล้วเราพูดถึงความสามารถของมนุษย์ที่จะสรรหาวัตถุดิบและแหล่งพลังงานใหม่ๆ แต่สิ่งหนึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติที่มนุษย์ได้ก่อขึ้นไปทั่วหัวระแหง

เราชอบพูดกันว่ามนุษย์นั้นทำลายธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้วธรรมชาติไม่อาจถูกทำลายได้ มันแค่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง

เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว มีอุกกาบาตตกมายังโลกและทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เป็นการเปิดทางให้สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่าง Homo Sapiens ขึ้นมาลืมตาอ้าปากได้

ในวันนี้มนุษย์อาจจะกำลังทำให้สัตว์ป่าจำนวนมากสูญพันธุ์ รวมถึงเผ่าพันธุ์ของตัวเองด้วย แต่สัตว์ตระกูลอื่นๆ อย่างหนูกับแมลงสาบก็ยังอยู่ดีมีสุข หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น ก็เชื่อได้เลยว่าหนูจำนวนมากจะคลานออกมาจากซากปรักหักพังและขยายเผ่าพันธุ์ได้อยู่ดี

ใครจะรู้ อีก 65 ล้านปีต่อจากนี้ หนูอาจจะครองโลก และบรรดาหนูอัจฉริยะเหล่านั้นอาจรู้สึกขอบคุณที่เกิดสงครามนิวเคลียร์ เหมือนกับที่มนุษย์รู้สึกขอบคุณที่อุกกาบาตชนโลกและล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ให้พวกเรา
—– นาฬิกาตรงเวลาเรือนแรก —–

ก่อนจะเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมนั้น มนุษย์ไม่เคยต้องสนใจเรื่องเวลา เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือสภาพอากาศและแสงแดด

สมัยก่อนช่างทำรองเท้าหนึ่งคนจะทำทุกส่วนของรองเท้า ดังนั้น หากช่างทำรองเท้าคนหนึ่งนอนตื่นสาย ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับช่างทำรองเท้าคนอื่น

แต่เมื่อการผลิตรองเท้าถูกเปลี่ยนไปอยู่ในโรงงาน แต่ละคนจะรับหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในสายพานการผลิต หากมีพนักงานคนไหนมาสาย ย่อมหมายถึงการผลิตจะหยุดชะงัก

การมีตารางเวลาจึงสำคัญมาก ทุกคนต้องเข้างานพร้อมกัน กินข้าวเที่ยงพร้อมกัน (แม้จะยังไม่หิว) และเก็บของกลับบ้านเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งหมดเวลาโดยไม่สนว่างานเสร็จหรือไม่

การปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงทำให้ตารางเวลาและสายพานการผลิตเป็นตัวกำหนดกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ ไม่ช้าไม่นานโรงเรียน โรงพยาบาล และรัฐบาลก็เริ่มมีตารางเวลากับเขาบ้าง แม้กระทั่งสถานที่ๆ ไม่มีสายพานการผลิตอย่างผับก็ยังต้องให้ความสำคัญกับตารางเวลา เพราะถ้าคนเลิกงานตอน 5 โมงเย็น ผับก็ควรจะเปิดตอน 5 โมง 5 นาทีเป็นอย่างช้า

สมัยก่อนนั้นยังไม่มีเวลามาตรฐานของประเทศ แต่ละเมืองจึงมีเวลาเป็นของตัวเอง ถ้าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงในลอนดอน ที่ลิเวอร์พูลอาจจะเป็นเวลาเที่ยงยี่สิบ แต่ในเมื่อสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีโทรทัศน์ และไม่มีรถไฟ เวลาที่ต่างกันจึงไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

ในปี 1830 ขบวนรถไฟพาณิชย์เที่ยวแรกเริ่มให้บริการระหว่างแมนเชสเตอร์กับลิเวอร์พูล อีก 10 ปีต่อมาตารางเวลารถไฟฉบับแรกก็ถูกตีพิมพ์ และเวลาของแต่ละเมืองที่ไม่ตรงกันจึงเริ่มสร้างปัญหา ในปี 1847 บริษัทรถไฟต่างๆ จึงตกลงกันว่าตารางเวลาการเดินรถทั้งหมดจะอิงกับหอดูดาวกรีนิช (Greenwich Observatory) ในปี 1880 รัฐบาลอังกฤษจึงตัดสินใจบังคับให้ตารางต่างๆ ทั้งหมดอ้างอิงกับเวลากรีนิช นี่เป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศท้้งประเทศเลือกใช้เวลาเดียวกันหมด

—– ครอบครัวล่มสลาย —–
นอกจากการใช้เวลาสากลแล้ว อีกผลกระทบหนึ่งจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือการลดบทบาทครอบครัวและชุมชน และเพิ่มบทบาทให้กับรัฐและตลาด

เป็นเวลานับหลายแสนปีที่มนุษย์และบรรพบุรุษอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ แม้การมาถึงของ Cognitive Revolution หรือ Agricultural Revolution ก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมนี้เปลี่ยนไป เพราะถึงหมู่บ้านจะใหญ่ขึ้นจนเป็นเมืองหรืออาณาจักร แต่มนุษย์ก็ยังเหนียวแน่นกับญาติพี่น้องที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขอยู่ดี

แต่ภายในเวลาเพียง 200 ปี การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบนี้ไปตลอดกาล

ในสมัยก่อน ครอบครัวของคุณจะดูแลคุณในทุกภาคส่วนของชีวิต ทั้งให้สวัสดิการ การศึกษา แหล่งเงินทุน ประกันภัย หรือแม้กระทั่งดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หากใครคนหนึ่งป่วย ครอบครัวจะคอยช่วยป้อนน้ำป้อนข้าว ถ้าใครแก่ชรา ลูกหลานก็จะดูแล หากใครอยากสร้างบ้าน ครอบครัวก็จะช่วยกันออกแรง ถ้าใครอยากทำธุรกิจ ครอบครัวก็จะช่วยหาเงินมาสนับสนุน ถ้าใครจะแต่งงาน ครอบครัวจะช่วยเลือกคู่ให้ ถ้าใครมีปัญหากับเพื่อนบ้าน ครอบครัวจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย แต่ถ้าปัญหาใดๆ ใหญ่เกินกว่าที่ครอบครัวจะรับมือได้ ชุมชนก็จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วยอีกแรง

พระราชาและรัฐของแต่ละเมืองนั้นมีบทบาทเป็นเพียง Godfather ของเมืองนั้นๆ หน้าที่หลักของท่านคือการปกป้องคุ้มครองพสกนิกรไม่ให้คนเมืองอื่นมารังแก

แต่รัฐไม่ได้ถูกคาดหวังให้ทำอะไรมากกว่านี้ เพราะการเกษตรสมัยก่อนไม่ได้มีผลผลิตมากมาย ส่วยและภาษีที่รัฐเก็บได้จึงเพียงพอแค่เลี้ยงกองทัพและคนแค่หยิบมือ ไม่อาจนำไปจ้างข้าราชการ ตำรวจ หรือนักสังคมสงเคราะห์ได้ ครอบครัวและชุมชนจึงต้องดูแลกันเอง

ในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน รัฐจะปล่อยให้แต่ละบ้านสะสางความยุติธรรมกันเอาเอง ถ้าคนอีกตระกูลหนึ่งมาฆ่าพี่ชายของผม ผมก็สามารถกลับไปฆ่าคนของตระกูลนั้นเพื่อเป็นการล้างแค้นได้โดยรัฐจะไม่เข้ามาขัดขวาง ตราบใดที่ความขัดแย้งนี้ไม่ลุกลามใหญ่โตจนเกินไป

ในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) จะมีระบบที่เรียกว่าเป๋าเจี่ย (baojia) ครอบครัว 10 ครอบครัวจะรวมตัวกันเป็น 1 เจี่ย และ 10 เจี่ย คือ 1 เป๋า ถ้าใครคนใดในเป๋าทำผิด สมาชิกอื่นๆ ในเป๋านั้น (โดยเฉพาะสมาชิกอาวุโส) ก็อาจโดนลงโทษไปด้วย และสมาชิกอาวุโสเหล่านี้ก็มีหน้าที่ประเมินว่าในเป๋าของตัวเองมีรายได้เท่าไหร่เพื่อเก็บภาษีในจำนวนที่เหมาะสมนำส่งรัฐ ระบบนี้มีประโยชน์อย่างมากเพราะรัฐไม่จำเป็นต้องเปลืองตังค์จ้างเจ้าหน้าที่รัฐมาคอยสังเกตการณ์และเก็บส่วยเลย

ข้อเสียอย่างหนึ่งของวิถีชีวิตแบบนี้ก็คือ หากใครสูญเสียครอบครัวหรือถูกขับออกจากครอบครัวก็จะเหมือนไร้แขนไร้ขา เพราะเขาจะกลายเป็นคนไม่มีบ้าน ไม่มีงานทำ ไม่ใครกล้ารับเข้าทำงาน ไม่มีใครให้ยืมเงิน ไม่มีใครดูแลยามป่วยไข้ คนที่ตกอยู่ในสภาวะนี้จึงต้องเร่งรีบหาครอบครัวใหม่โดยเร็วที่สุด

แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้มีเงินทุนในตลาดมากขึ้น เมื่อเกิดการเติบโต รัฐก็เก็บภาษีได้มากขึ้น และเพียงพอที่จะนำมาจ้างเจ้าหน้าที่รัฐได้มากขึ้น รัฐจึงเริ่มใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการลดทอนสายสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนลง การแก้แค้นกันระหว่างครอบครัวจึงถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลสถิตยุติธรรม ธุรกิจครอบครัวจึงถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมและแรงขับเคลื่อนของตลาด

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำลายสายสัมพันธ์ในครอบครัวลงก็คือทัศนติที่เปลี่ยนไป รัฐและตลาดจะบอกกับคนรุ่นใหม่ว่า

“คุณคือปัจเจกชน นี่คือชีวิตของคุณคนเดียว ดังนั้นอยากแต่งงานกับใครก็จงแต่งโดยไม่ต้องขออนุญาตจากครอบครัว อยากทำงานอะไรก็จงทำแม้ว่าครอบครัวจะไม่สนับสนุน อยากอยู่ที่ไหนก็จงอยู่ไป แม้ว่านั่นจะหมายความว่าคุณจะไม่ได้เจอหน้าครอบครัวทุกวัน คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครอบครัวเหมือนแต่ก่อนแล้ว จากนี้เราจะดูแลคุณเอง ทั้งอาหาร ที่พัก การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ และการจ้างงาน”

สรรพากรและศาลจึงปฏิบัติกับเราเป็นปัจเจกชน และไม่ได้คาดหวังให้เราถูกลงโทษหรือถูกเก็บภาษีแทนคนในครอบครัวอีกต่อไป

 

—– ชุมชนในจินตนาการ —–

ชุมชนในจินตนาการหรือ Imagined Communities นั้นมีมานานแล้ว ในแผ่นดินจีนสมัยก่อน ผสกนิกรนับล้านต่างเชื่อว่าทุกคนต่างอยู่ในครอบครัวเดียวกันโดยมีองค์จักรพรรดิเป็นพ่อของแผ่นดิน คนมุสลิมก็เชื่อว่ามุสลิมทั้งผองเป็นพี่น้องกัน แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังมีบทบาทเป็นรองเมื่อเทียบกับความเป็นกลุ่มก้อนในชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่

ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ชุมชนในจินตนาการที่มีบทบาทมากที่สุดคือ คือรัฐชาติ (nation state) และ กลุ่มผู้บริโภค (consumer tribe)

รัฐชาตินั้นอาจมีมานานแล้วก็จริง แต่คนสมัยก่อนไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นชาติขนาดนั้นเพราะครอบครัวมีบทบาทในชีวิตเขามากกว่าเยอะ รัฐชาติที่เรารู้จักส่วนใหญ่ในปัจจุบันเพิ่งจะเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมมานี่เอง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในตะวันออกกลาง ที่ประเทศซีเรีย เลบานอน จอร์แดนและอิรักนั้นเกิดจากการขีดเส้นแบ่งอาณาเขตเอาเองของพวกฑูตฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของพื้นที่เลย ในปี 1918 ฑูตเหล่านี้ตัดสินใจเองว่าคนในเคอร์ดิสถาน แบกแดด และ บาซราจะถูกเรียกว่าชาวอิรัก ส่วนคนอีกพื้นที่นึงจะเรียกว่าชาวซีเรีย

อีกหนึ่งชุมชนในจินตนาการนั้นคือ Consumer Tribe ที่อ้างอิงจากสิ่งที่เราเสพหรือบริโภคร่วมกัน เราจึงเรียกตัวเองว่าแฟนคลับของมาดอนน่า หรือกองเชียร์แมนยู เราทุกคนมองว่าตัวเองเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้เพราะเราซื้อของหรือบริการจากแหล่งเดียวกัน

—– สันติภาพอันยืนยง —–
พวกเราส่วนใหญ่อาจยังไม่สำเหนียกว่ายุคที่เราอยู่ตอนนี้มีความสงบสุขแค่ไหน

ในปี 2002 มีคนตาย 57 ล้านคน คนที่ตายในสงครามหรือการฆาตกรรมมี 741,000 แต่คนที่ฆ่าตัวตายมีถึง 873,000 คน ดังนั้นในโลกยุคใหม่คุณมีโอกาสจะตายจากน้ำมือตนเองมากกว่าน้ำมือคนอื่นเสียอีก

ยุโรปในช่วงยุคกลาง (ศตวรรษ 5-15) 20-40 คนในประชากร 100,000 คนจะตายเพราะความรุนแรงที่มนุษย์ก่อขึ้น แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เหลือเพียง 1 ใน 100,000 คนเท่านั้น

เหตุผลหลักที่ความรุนแรงที่ลดลงนั้นเกิดจากความเข้มแข็งของรัฐที่มีกำลังตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลบ้านเมืองให้สงบสุข

อีกเหตุผลหนึ่งที่ความรุนแรงระดับนานาชาติลดลงก็คือการสิ้นสุดของยุคล่าอาณานิคม เมื่อ 70 ปีที่แล้วอังกฤษปกครองพื้นที่ถึง 1/4 ของโลก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอังกฤษได้ถอนตัวออกจากประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมโดยมีการเสียเลือดเสียเนื้อน้อยมาก

การถอนตัวของจักรวรรดิฝรั่งเศสมีความรุนแรงมากกว่า และคนนับแสนคนในเวียดนามและอัลจีเรียต้องสังเวยชีวิตในช่วงถ่ายเทอำนาจ แต่หลังจากฝรั่งเศสคืนอำนาจอธิปไตยเสร็จเรียบร้อย ประเทศเหล่านี้ก็อยู่กันอย่างสงบสุข

สหภาพโซเวียตก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการคืนอำนาจให้กับผู้คนในพื้นที่โดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ ทั้งๆ ที่รัฐมีกำลังทหารและอาวุธร้ายแรงอยู่มากมาย แต่ก็ไม่เคยคิดนำมันมาใช้ทำร้ายประชาชน ในวันที่ผู้มีอำนาจเห็นแล้วว่าการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ไม่เวิร์ค พวกเขาก็พร้อมลงจากอำนาจโดยดุษณีย์

—– ระเบิดนิวเคลียร์สันติภาพ —–
นับตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา ไม่เคยมีประเทศใดถูกยึดครองหรือล่มสลายอีกเลย แม้จะยังมีสงครามและได้มีคนตายในสงครามไปนับล้านคน แต่สงครามกลับไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป

สันติภาพไม่ใช่แค่เพียงสภาวะที่ไร้สงคราม แต่เป็นสภาวะที่สงครามยากที่จะเกิดขึ้นด้วย (implausibility of war) ก่อนปี 1900 มีกฎแห่งป่าดงดิบ (Law of the Jungle) ที่กล่าวไว้ว่า หากมีรัฐสองรัฐที่อยู่ติดกัน มันจะมีสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่จะทำให้สองประเทศนี้สู้รบกันภายใน 1 ปีข้างหน้าได้ ยุโรปในยุคนั้นจึงมีโอกาสเกิดสงครามได้ตลอดเวลา กองทัพ นักการเมือง และประชาชนต่างก็เตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของสงครามอยู่เสมอ

แต่ในสมัยนี้ โอกาสที่ประเทศที่มีชายแดนติดกันจะประกาศสงครามนั้นเป็นไปได้ยากมาก เราจะนึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่จะทำให้เยอรมันนียกกองทัพรุกรานฝรั่งเศส หรือทำให้ประเทศจีนประกาศศึกกับญี่ปุ่น

มีเหตุผลสามสี่ข้อที่ทำให้โลกสงบสุขอย่างทุกวันนี้

อย่างแรกคือระเบิดนิวเคลียร์ จริงๆ แล้วนายโรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์และทีมงานที่สร้างระเบิดนิวเคลียร์นั้นควรจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาได้สร้างเทคโนโลยีที่ทำให้การเอาชนะกันด้วยอาวุธกลายมาเป็นการฆ่าตัวตายหมู่ (collective suicide) ประเทศมหาอำนาจล้วนแล้วแต่มีอาวุธนิวเคลียร์ การยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่กันย่อมนำไปสู่การสูญเสียมากเกินไป ทุกๆ ฝ่ายจึงต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

เหตุผลที่สองก็คือการทำสงครามนั้นไม่ได้ “สร้างกำไร” เหมือนเก่า ในสมัยก่อนประเทศหนึ่งจะรุกรานอีกประเทศหนึ่งเพราะต้องการนำทรัพยากรธรรมชาติของประเทศนั้นมาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง แต่สมัยนี้ความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ในทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป

ยกตัวอย่างแคลิฟอร์เนีย ที่เคยสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นเหมืองทอง แต่ในสมัยนี้กลับกำลังอู้ฟู่จากซิลิคอนและเซลลูลอยด์ – Silicon Valley และ Celluloid ในฮอลลีวู้ด ถ้าวันนี้จีนตัดสินใจส่งกองทัพนับแสนไปรุกรานแคลิฟอร์เนีย จีนย่อมกลับบ้านมือเปล่า ไม่มีเหมืองซิลิคอนอยู่ในแคลิฟอร์เนีย เพราะ “ขุมทอง” ที่แท้จริงอยู่ในหัวของโปรแกรมเมอร์ของกูเกิ้ลและผู้กำกับฮอลลีวู้ด ซึ่งคนเหล่านี้คงขึ้นเครื่องบินไปอยู่ที่อื่นก่อนกองทัพจีนจะมาถึงเสียอีก

สังเกตได้ว่าสงครามระดับประเทศที่ยังเกิดขึ้นในยุคนี้มักจะเกิดในดินแดนที่ความมั่งคั่งยังขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่นตอนที่อิรักรุกรานคูเวตเพื่อครอบครองแหล่งน้ำมันเป็นต้น

เหตุผลข้อที่สามคือ ในขณะที่สงครามสร้างกำไรน้อยลง ความสงบสุขนั้นกลับสร้างกำไรได้มากขึ้น เมื่อทุนนิยมเฟื่องฟู การขนส่งและระบบโลจิสติกส์ได้พัฒนาขึ้นมาในระดับที่ทำให้การนำเข้า-ส่งออกสินค้ากลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศคู่ค้าย่อมส่งผลดีกว่าการทะเลาะกัน ตราบใดที่จีนและอเมริกายังเป็นมิตรต่อกัน จีนย่อมได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าไปอเมริกาและลงทุนในวอลสตรีทมากกว่าการไปยึดแคลิฟอร์เนียเป็นไหนๆ

เหตุผลข้อสุดท้ายก็คือความเชื่อของผู้นำที่เปลี่ยนไป ในยุคก่อนเก่า ไม่ว่าจะเป็นขุนนางในราชวงศ์ฮั่นหรือนักบวชในอาณาจักรแอซเทคต่างก็มองว่าสงครามเป็นเรื่องดี ส่วนหากจะมีใครมองว่าสงครามเป็นเรื่องไม่ดีก็จะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้มันให้เปิดประโยชน์กับตัวเองให้มากที่สุด

แต่ยุคนี้เป็นยุคแรกในประวัติศาสตร์ที่เหล่าผู้นำประเทศเกือบทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่าสงครามเป็นเรื่องเลวร้ายและหลีกเลี่ยงได้

นี่คือยุคที่ทุกประเทศต้องพึ่งพากันและกัน จึงไม่มีประเทศไหนทำอะไรตามอำเภอใจได้ เมื่อโลกได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันจนกลายเป็นจักรวรรดิโลก สันติภาพโลกจึงอาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เช่นกัน

แต่สันติภาพจะคงอยู่อย่างนี้ได้นานเท่าใด? มนุษยชาติอาจกำลังยืนอยู่หน้าประตูสองบาน บานหนึ่งพาเราไปสวรรค์และบานหนึ่งพาเราไปนรก

ยังไม่มีใครตอบได้ว่า สุดท้ายแล้วเราจะเลือกเปิดประตูบานไหน

 


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม
Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน

ใช้ชีวิตให้ช้า

20170523_livefastsแต่ทำงานให้เร็ว

พวกเราส่วนใหญ่มักจะมองตัวเองว่าเป็น “คนช้า” หรือ “คนเร็ว”

คือถ้าช้าก็ช้าทุกอย่าง ทำงานก็ช้า กินข้าวก็ช้า ขับรถก็ช้า

ถ้ามองตัวเองว่าเป็นคนเร็ว ก็เร็วเกือบทุกอย่าง ทำงานก็เร็ว  กินข้าวก็เร็ว ขับรถก็เร็ว

แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือเป็นคนทำงานเร็ว และใช้ชีวิตช้า ซึ่งมีประโยชน์ถึงสองเด้ง

เมื่อเราทำงานเร็ว สร้างผลงานได้ต่อเนื่อง เพื่อนร่วมงานก็ชื่นชม เจ้านายก็ยิ่งอยากให้ความรับผิดชอบเยอะขึ้น เพราะยิ่งเราทำงานดี เขาก็ยิ่งสบายและยิ่งดูดี โอกาสในการก้าวหน้าจึงมีสูง

ที่สำคัญเมื่อเราทำงานเร็ว เราก็จะไม่ต้องอยู่ดึก และติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่จำนวนชั่วโมงทำงานเยอะแต่ประสิทธิภาพต่ำเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ

เมื่อทำงานเสร็จเร็ว เราจึงมีเวลาเพียงพอสำหรับ “เรื่องธรรมดาๆ” อย่างการกินกับข้าวคนในครอบครัว ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องธรรมดาๆ นี่แหละคือเรื่องใหญ่ในชีวิต

ทำงานให้เร็ว ใช้ชีวิตให้ช้า

ผมว่าน่าจะเป็นเทคนิคที่ดีนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ เส้นทางแห่งความเพียร ทำอย่างไรถึงจะเป็นคนที่ยอดเยี่ยม โดยไฉ่ถง

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานอรหันต์ทองคำ

20170323_goldenbudhha

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีชายยากไร้ผู้หนึ่ง ดำรงชีพอยู่ด้วยการตัดฟืนหาเลี้ยงครอบครัว ผ่านชีวิตไปวันๆ ด้วยความยากระกำลำบาก

เขาได้แต่จุดธูปไหว้พระ ภาวนาขอให้โชคชะตาของตนเองดีขึ้น จะได้ปลดเปลื้องความทุกข์ยากของกายและใจนี้ไปบ้าง

แล้ววันหนึ่ง.. โชคก็มาถึง ชายผู้นี้บังเอิญขุดพบรูปปั้นอรหันต์ทองคำ มูลค่ามหาศาลองค์หนึ่ง เขาจึงรีบนำอรหันต์ทองคำกลับมาที่บ้านด้วยความยินดี

หลังจากนั้นชีวิตของชายผู้ยากจนก็เปลี่ยนไป เขานำอรหันต์ทองคำไปขาย ได้เงินมามากมาย กลายเป็นมหาเศรษฐีในพริบตา

เขาสวมใส่อาภรณ์หรูหรา สร้างบ้านใหญ่โต ครอบครัวอยู่ดีกินดี เพื่อนฝูงญาติมิตรล้วนยกย่องชื่นชม และยินดีในโชคลาภครั้งนี้ของเขา

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวของชายผู้โชคดี เพราะยิ่งผ่านเวลาไปนานเท่าใด เขากลับเอาแต่นั่งหน้าเศร้าอมทุกข์ยิ่งขึ้น วันๆไม่พูดจากับใคร ได้แต่ถอนหายใจ

จนกระทั่งคนรอบข้างอดรนทนไม่ได้ จึงเอ่ยถามเขาว่า “บัดนี้ท่านก็กลายเป็นมหาเศรษฐีแล้ว ยังมีเหตุอันใดให้กลัดกลุ้มอีกหรือ?”

มิคาด ชาวนาผู้นั้นกลับตอบว่า “ย่อมกลัดกลุ้ม.. ย่อมกลัดกลุ้ม.. เพราะข้ากำลังขบคิดว่า ในเมื่อ 18 อรหันต์ทองคำ ข้าขุดพบเพียงองค์เดียว เช่นนั้นแล้ว อรหันต์ทองคำที่เหลืออีก 17 องค์ ถูกฝังไว้ที่ไหนกันแน่ หากได้มาทั้งหมดก็คงหายกลัดกลุ้มได้!”


ขอบคุณนิทานจาก ASTV ผู้จัดการ นิทานเซน : อรหันต์ทองคำ

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ชีวิตไม่มีรีโมต

20170420_remote

ถ้าอยากจะเปลี่ยน ก็ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนเอง

“Life has no remote….get up and change it yourself!”
― Mark A. Cooper

ไม่รู้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกับผมรึเปล่า ว่าชีวิตหลังจบมหาวิทยาลัยนั้นมันผ่านไปเร็วมาก

เราอาจจะเริ่มมีผมหงอกแล้ว ตีนกาขึ้นชัดจนครีมดีๆ ก็ปิดบังไม่ได้ เดินขึ้นบันไดนิดหน่อยก็หอบ ทั้งๆ ที่ตัวตนข้างในเรายังรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 21 อยู่เลย

ยิ่งตอนนี้มีอุปกรณ์ฆ่าเวลาอย่างโทรศัพท์มือถือ เราไม่เหลือเวลาให้เบื่อ เวลาแต่ละวันจึงผ่านไปเร็วมาก กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืน

แล้วชีวิตก็เหลือน้อยลงไปอีก 1 วัน

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นทีวี ก็คงเป็นทีวีรุ่นเก่าที่ไม่มีรีโมตคอนโทรล เราจึงไม่อาจ “เปลี่ยนช่อง” ได้ด้วยการกดรีโมตจากโซฟาหรือบนเตียง

ถ้าชีวิตในตอนนี้ไม่ใช่ช่องที่เราอยากดู ก็คงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างแล้ว

อย่าทนดูช่องที่เราไม่ชอบจนถึงรายการสุดท้ายประจำวันเลยนะครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

รักคน ใช้สิ่งของ

20170420_lovepeople

อย่ารักสิ่งของ และ(หลอก)ใช้คน

“Most of us must learn to love people and use things rather than loving things and using people.”
― Roy T. Bennett

เราโตมากับโลกทุนนิยมและบริโภคนิยม และความคิดตามระบอบนี้คือเราต้องหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อจะได้ซื้อได้เสพ

พออยู่กับโลกแบบนี้นานๆ เข้า บางทีเราก็หลงลืมไปว่าอะไรสำคัญ

โดยเฉพาะเวลาที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับเป้าหมายอะไรบางอย่าง เช่นทำยอดให้ได้เท่านั้น หรือเก็บเงินให้ได้เท่านี้

เมื่อจดจ่อกับ “สิ่งของ” เราก็จะหลงลืม “ผู้คน” โดยเฉพาะคนใกล้ตัวที่ใกล้เสียจนเรามองข้ามไป

แต่ไม่ว่าทุนนิยมหรือบริโภคนิยมต่างก็(อ้างว่า) มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

คือการทำให้เรามีความสุข

ดังนั้น ทุกๆ อย่างที่ทำลงไป จริงๆ แล้วไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองหรือสิ่งของ แต่เพื่อให้เรามีความสุข

และถ้าลองมองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาแห่งความสุขในอดีต หลายครั้งมันไม่ได้ใช้เงินมากมายเลย ภาพที่เด่นชัดในความทรางจำคือคนที่เราได้ใช้เวลาในห้วงนั้นด้วยต่างหาก

ผมเคยอ่านความเห็นผู้ใช้คนหนึ่งในพันทิปที่เขียนไว้ว่า ในคืนที่คุณรู้สึกหนาวเหน็บและอ้างว้าง ต่อให้คุณนอนกอดเงินสิบล้านมันก็ไม่ช่วยให้คุณอุ่นขึ้นมาหรอกนะ

“Most of us must learn to love people and use things rather than loving things and using people.

รักผู้คนและใช้สิ่งของ อย่ารักสิ่งของและใช้ผู้คนเลย

 


 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

 

เสื้อของชีเปลือย

20170419_nakedshirt

“I don’t trust people who don’t love themselves and tell me, ‘I love you.’…There is an African saying which is: Be careful when a naked person offers you a shirt.”

“อย่าไปเชื่อคำว่า ‘ฉันรักเธอ’ ที่ออกจากปากคนที่ไม่รักตัวเอง เหมือนคำพังเพยแอฟริกันที่ว่า ถ้าชีเปลือยมายื่นเสื้อให้ ก็จงระวังให้ดีๆ ”

– Maya Angelou

—–
หลักการหนึ่งที่ผมใช้กับชีวิตมาตลอดก็คือ ทำตัวเองให้มีความสุขก่อน แล้วที่เหลือจะดีเอง

เพราะถ้าเรายังมีความสุขไม่ได้ โอกาสที่เราจะทำให้คนอื่นมีความสุขนั้นยิ่งได้เป็นไปได้ยาก

เหมือนเห็นคนกำลังจะจมน้ำ ถ้าเราว่ายน้ำไม่เป็นแล้วยังลงไปช่วย เหตุการณ์จะยิ่งแย่กว่าเดิม ตอนแรกมีคนจมน้ำแค่คนเดียว ตอนนี้มีคนจมน้ำสองคนแล้ว

เหมือนกฎหน้ากากอ๊อกซิเจนที่ผมเคยเขียนไป  ว่าเวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราต้องสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเราก่อน ไม่ใช่สวมให้เด็กก่อน

ฟังดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า

ถ้าเรายังช่วยตัวเองไม่ได้ เราจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร

ถ้าเราไม่มีเงินของตัวเอง เราจะให้เงินคนอื่นได้อย่างไร

ถ้าเราไม่มีความรักให้ตัวเอง เราจะมอบความรักให้คนอื่นได้อย่างไร

ต่อให้เราหวังดีแค่ไหน แต่เราก็ไม่อาจมอบสิ่งที่เราไม่มี – you cannot give what you don’t have.

ทุกอย่างจึงต้องเริ่มต้นจากตนเองเสมอ

ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นชีเปลือยที่คอยยื่นเสื้อให้คนอื่นอยู่ร่ำไปครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เราจะเป็นพระเอก

20170418_hero

เพราะสิ่งต่างๆ บังคับไม่ได้ ชีวิตจึงไม่ได้เป็นดั่งใจเราไปเสียหมด

ถ้าชีวิตคือหนังที่ดำเนินมาถึงฉากที่เกิดเหตุการณ์เลวร้าย เราเลือกได้ว่าจะเล่นบทไหน ระหว่างบทเหยื่อ (victim) กับบทพระเอก (hero)

สิ่งที่แยกแยะระหว่างเหยื่อกับพระเอกไม่ใช่รูปร่างหน้าตา การศึกษา ฐานะ หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ที่กำลังประสบอยู่ เพราะใครๆ ก็เจอเรื่องดีหรือร้ายได้ทั้งนั้น

ความแตกต่างเดียวคือสิ่งที่เขาเลือกที่จะทำหลังเกิดเหตุ

เหยื่อจะร้องระงมขอความช่วยเหลือ หรืออาจจะโกรธเกรี้ยวโทษฟ้าดินหรือโชคชะตาที่ไม่ยุติธรรม

ส่วนพระเอกจะรีบกลับมาตั้งสติแล้วหาทางออก เมื่อช่วยตัวเองได้แล้วยังช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย

ไม่ว่าชีวิตจะเล่นตลกกับเราแค่ไหน เราเลือกได้เสมอว่าจะสวมบทอะไรในละครเรื่องนี้

ถ้าเล่นบทเหยื่อจนเบื่อแล้ว ลองเปลี่ยนไปเล่นเป็นพระเอกนางเอกดูบ้างก็น่าจะดีนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก The Jame Altucher Show: Ryan Holiday

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน

20170417_sapiens17

เมื่อ 500 ปีที่แล้วเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ทำให้มนุษย์เชื่อว่าความรู้ใหม่ๆ จะสามารถนำไปสร้างเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้ การปฏิวัติครั้งนี้มาพร้อมกับการล่าอาณานิคมและระบอบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนให้โลกพัฒนาในเชิงวัตถุอย่างก้าวกระโดด

มาตอนนี้เราจะพูดถึงอีกการปฏิวัติหนึ่ง นั่นคือ Industrial Revolution หรือการปฏิวัติอุตสาหรรมที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว

 


แล้วแต่พระอาทิตย์
มนุษย์นั้นรู้จักการใช้พลังงานจากหลากหลายแหล่งมานานมากแล้ว เช่นเผาไม้เพื่อเอาความร้อนมาต้มน้ำ หรือใช้พลังลมในการแล่นเรือ

แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำเป็นคือการแปรรูปพลังงาน มนุษย์ไม่รู้วิธีการเปลี่ยนพลังงานความร้อนไปทำให้อย่างอื่นเคลื่อนไหวได้ และไม่รู้ว่าจะนำพลังงานที่ได้จากลมมาเปลี่ยนเป็นความร้อนได้อย่างไร

วิธีแปรรูปพลังงานอย่างเดียวที่มนุษย์รู้จักคือการเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปให้กลายเป็นกำลังของกล้ามเนื้อ โดยพลังงานที่อยู่ในอาหารก็คือพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่พืชสังเคราะห์มาเก็บไว้ก่อนที่มนุษย์หรือสัตว์อื่นๆ จะนำไปทาน

ดังนั้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์จึงถูกกำกับด้วยวงจรสองอย่าง ได้แก่วงจรการออกดอกออกผลของพืชและวงจรการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก ในฤดูหนาวที่แดดไม่ค่อยมี พืชพันธุ์ไม่ออกดอกออกผล ชาวนาก็เก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย ส่วยและภาษีจึงต่ำ ทหารไม่มีเสบียง และพระราชาแคว้นต่างๆ จึงเก็บตัวอยู่แต่ในวัง

ในฤดูที่พระอาทิตย์ร้อนแรง ผลหมากรากไม้เต็มทุ่งให้ชาวนาได้เก็บเกี่ยว รัฐเก็บส่วยได้มาก ทหารมีกำลังวังชาและเริ่มลับดาบ พระราชานัดประชุมกับเหล่าอำมาตย์เพื่อวางแผนเปิดศึกกับต่างเมือง

 


ความลับที่อยู่ในครัว

จริงๆ แล้วควรจะมีแม่บ้านซักคนคิดออกนานแล้วว่าพลังงานความร้อนสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ที่ทำให้สิ่งของเคลื่อนไหวได้ เพราะมนุษย์เราต้มน้ำมาหลายปีดีดัก และเวลาน้ำเดือดเราก็จะได้ยินเสียงฝากากระทบกับหม้อ แต่กลับไม่มีใครเอะใจคิดจะนำมันไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่น

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว เมืองจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รัฐจำเป็นต้องถางป่าเพื่อสร้างแหล่งที่อยู่อาศัย เมื่อป่าหายไปอังกฤษจึงเหลือไม้ให้ใช้เป็นฟืนน้อยลงทุกที อังกฤษจึงเริ่มมาเผาถ่านหิน (coal) แทน

แต่เหมืองถ่านหินส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นหนองน้ำ ถ่านหินชั้นลึกๆ จึงเข้าถึงได้ยากเพราะมีน้ำท่วมปิดอยู่ และปัญหานี้เองที่กระตุ้นให้คนคิดค้น “เครื่องจักรไอน้ำ” (steam engine) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระเอกของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

เครื่องจักรไอน้ำมีวิธีการทำงานง่ายๆ คือคุณเผาเชื้อเพลิงอะไรบางอย่าง และนำความร้อนที่ได้นั้นมาต้มน้ำ เมื่อน้ำเดือดก็จะเกิดไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาจนไปดันลูกสูบให้ขยับ

นี่คือครั้งแรกที่มนุษย์สามารถแปรรูป “ความร้อน” ให้กลายเป็น “การเคลื่อนไหว” ได้

เครื่องจักรไอน้ำถูกใช้เพื่อนำมาวิดน้ำออกจากเหมืองถ่านหินอยู่นับสิบปี ก่อนที่คนอังกฤษจะลองเอามันไปปรับใช้กับเครื่องทอผ้า ซึ่งก็ทำให้อังกฤษก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสิ่งทอของโลก

ในปี 1825 วิศวกรชาวอังกฤษลองใช้เครื่องจักรไอน้ำขับเคลื่อนรถไฟที่ขนถ่านหินเต็มขบวน และทำให้มันวิ่งไปตามรางเหล็กได้ถึง 20 กิโลเมตร อีกเพียง 5 ปีต่อมารถไฟเชิงพาณิชย์ขบวนแรกของโลกก็เปิดให้บริการระหว่างเมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล ในชั่วเวลาเพียงสองทศวรรษอังกฤษก็มีทางรถไฟยาวนับหมื่นกิโลเมตร

จากนั้นเป็นต้นมามนุษย์ก็หลงใหลการการแปรรูปพลังงานด้วยวิธีอื่นๆ

ก่อนปี 1900 น้ำมันถูกใช้เพียงเอาไว้เคลือบหลังคาหรือเป็นสารหล่อลื่นในเพลาล้อ แต่เมื่อมนุษย์คิดค้นเครื่องยนต์สันดาปภายในได้ (internal combustion engine) น้ำมันก็กลายมาเป็นขุมทรัพย์ที่ทุกประเทศต่างอยากมีไว้ในครอบครองขนาดที่ยอมทำสงครามเข่นฆ่ากัน

พลังงานไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ของพลังงานน้องใหม่มาแรง เมื่อ 200 ปีที่แล้วไฟฟ้าถูกใช้เพียงในการทดลองทางวิทยาศาสตร์และเอาไว้เล่นมายากลบ้านๆ แต่แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็ได้พัฒนามันจนไฟฟ้ากลายมาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเราจนมันกลายเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้ไปแล้ว


มหาสมุทรแห่งพลังงาน
มีคนเคยทำนายไว้นานแล้วว่า หากมนุษย์ใช้พลังงานอย่างสุรุ่ยสุร่าย พลังงานจะหมดโลก แต่ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่แหล่งพลังงานหนึ่งทำท่าจะขาดแคลน มนุษย์ก็จะค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้เรามีพลังงานใช้มากกว่าเดิมเสียอีก

เราจึงได้เรียนรู้ว่าพลังงานนั้นมีมากมายไม่จำกัด สิ่งที่จำกัดคือขอบเขตความรู้ของเราในการนำพลังงานนั้นมาใช้ต่างหาก

พลังงานที่อยู่ในเชื้อเพลิงปิโตรเลียมนั้นถือว่าจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่โลกเราได้รับมาฟรีๆ ปีละ 3,776,800 exajoules

1 joule คือพลังงานที่เราใช้ในการยกแอปเปิ้ลให้สูงขึ้น 1 เมตร

1 exajoules = 1 ตามด้วยศูนย์ 18 ตัว

ในพลังงานเกือบสี่ล้านเอ๊กซาจูลส์ที่มาจากแสงอาทิตย์นี้ ต้นไม้ทั่วโลกจะสังเคราะห์แสงและดูดซับพลังงานไว้ได้ประมาณ 3,000 exajoules

และพลังงานที่คนทั้งโลกใช้ต่อปีคือ 500 exajoules หรือเท่ากับพลังงานที่แสงอาทิตย์ส่งมายังโลกภายในเวลา 90 นาทีเท่านั้น

เรายังถูกรายล้อมด้วยพลังงานอื่นๆ อีก เช่นพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานแรงโน้มถ่วง (ที่เห็นได้ชัดๆ คือน้ำขึ้นน้ำลงอันเกิดจากแรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์มีต่อโลก)

มนุษย์เราจึงถูกรายล้อมด้วยมหาสมุทรแห่งพลังงาน เหลือเพียงแต่ว่าเราจะค้นพบวิธีดึงพลังงานเหล่านั้นมาใช้รึเปล่า


 จานอลูมิเนียมของนโปเลียน 
ประโยชน์อีกข้อที่มนุษย์ได้จากการแปรรูปพลังงาน คือมันได้ช่วยให้เราคิดค้นสสารใหม่ๆ เช่นพลาสติก หรือค้นพบธาตุใหม่ๆ อย่างซิลิคอนหรืออลูมิเนียม

อลูมิเนียมถูกค้นพบในช่วงปี 1820 แต่การสกัดอลูมิเนียมออกมาในสมัยนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เป็นเวลาหลายทศวรรษที่อลูมิเนียมมีราคาแพงยิ่งกว่าทอง ช่วงปี 1860 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 (คนละองค์กับองค์ที่ดังที่สุด) จะจัดเตรียมจานชามอลูมิเนียมให้เฉพาะแขกซุเปอร์วีไอพีเท่านั้น ส่วนแขกที่สำคัญรองลงมาจะได้กินจากจานทองคำเท่านั้น!

ถ้าคุณลองหยิบครีมกันแดดหรือครีมทามือขึ้นมาดู คุณจะเห็นว่าส่วนผสมมีแต่ชื่อประหลาดๆ ทั้งนั้น เกือบทั้งหมดของส่วนผสมเหล่านี้เพิ่งถูกคิดค้นในช่วง 200 ปีที่ผ่านมานี้เอง


ปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่สอง
เวลาได้ยินคำว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม เรามักจะนึกถึงภาพโรงงานที่มีแต่ปล่องควันดำเต็มไปหมด แต่ผู้เขียนบอกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น โดยเนื้อแท้แล้วคือการปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 2 นั่นเอง

เมื่อมนุษย์คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำได้ ผลิตภาพ (productivity) ของมนุษย์ก็พุ่งทะยาน งานที่เคยต้องใช้แรงงานคนก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร ปุ๋ยเคมีถูกคิดค้นเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ตู้เย็นและยานพาหนะทำให้สามารถเก็บอาหารได้ยาวนานและส่งอาหารออกไปยังประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลก

ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่แนวคิดมนุษย์นิยมเริ่มเฟื่องฟู (humanist religions – แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และการยกให้ประโยชน์ต่อมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญกว่าสิ่งใด) สัตว์ที่อยู่ในฟาร์มจึงถูกลดค่าจากสิ่งมีชีวิตที่เจ็บปวดเป็นให้กลายเป็นเพียง “ผลิตภัณฑ์” เท่านั้น

ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมฟาร์มไข่ ลูกไก่ที่เพิ่งฟักออกมาจะถูกส่งไปตามสายพาน ลูกไก่ตัวเมียจะถูกคัดเก็บไว้ ลูกไก่ตัวผู้หรือลูกไก่ที่ไม่สมประกอบจะถูกคัดออกและนำไปส่งห้องรมแก๊ส เสร็จแล้วจึงถูกส่งลงเครื่องบด ในแต่ละปีลูกไก่ตัวผู้นับร้อยล้านตัวจะถูกฆ่าในรูปแบบนี้

ในตอนที่แล้วเราพูดถึงการค้าทาสแอฟริกันที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะว่าคนยุโรปเหยียดคนผิวสี มันเป็นเพียงกลไกของตลาด

อุตสาหกรรมอาหารก็เช่นกัน สัตว์ในฟาร์มจำนวนมากโดนสังหารไม่ใช่เพราะว่ามนุษย์เกลียดสัตว์เหล่านี้ มันเป็นเพียงผลลัพธ์ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและทุนนิยมเท่านั้นเอง

คนดำและลูกไก่ไม่ได้ถูกทารุณเพราะความชิงชังแต่เพราะความชินชา



ยุคแห่งการช็อปปิ้ง

สองร้อยปีที่ผ่านมา ผลผลิตของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่หากจะให้สภาวะนี้คงอยู่ได้ การซื้อและการบริโภคก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

และนี่คือที่มาของลัทธิบริโภคนิยมเหรือ Consumerism นั่นเอง

นี่เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการสมัยก่อนที่พร่ำสอนให้คนรู้จักมัธยัสถ์และอดออม ยิ่งถ้าเราเป็นชนชั้นล่างด้วยแล้ว การบริโภคอะไรตามใจกิเลสถือเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้นเป็นเรื่องของชนชั้นสูงเท่านั้น

แต่เมื่อยุคบริโภคนิยมเฟื่องฟู ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ทุกคนถูกแนะนำว่าเราจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเราจับจ่ายใช้สอย ชีวิตคุณจะดีขึ้นถ้าคุณซื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้ คุณจะฟินสุดๆ ถ้าคุณได้กินอาหารจานนี้

ทุกอย่างจึงกลับด้านจากสมัยก่อน ในอเมริกาคนจนกลายเป็นคนที่มีปัญหาโรคอ้วนมากกว่าคนรวยเพราะได้กินแต่อาหารขยะราคาถูก พอเป็นโรคอ้วนแล้วก็ต้องไปซื้ออาหารหรือยาลดความอ้วนอีก (นายทุนได้เงินสองต่อเลยทีเดียว) เม็ดเงินที่คนอเมริกันใช้ไปกับการซื้อผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนนั้นมีขนาดใหญ่พอที่จะซื้ออาหารแจกคนอดอยากทั่วโลกเลยทีเดียว

ส่วนคนที่รวยจริงๆ แทนที่จะใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเหมือนสมัยก่อน กลับเอาเงินที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อให้งอกเงยตามตำราของทุนนิยม

ทุนนิยมและบริโภคนิยมนั้นจึงเป็นเหมือนหัวและก้อยของเหรียญเดียวกันที่มีบทบัญญัติสองประการจารึกไว้

บัญญัติของคนรวยก็คือ “ลงทุน!”

ส่วนบัญญัติของคนจนก็คือ “ซื้อ!”

ถ้ามองทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมเป็นศาสนา ก็ถือได้ว่ามันประสบความสำเร็จมากยิ่งกว่าศาสนาหลักๆ ของโลกเสียอีก

ศาสนาแต่ก่อนเก่าสอนว่าสวรรค์นั้นรออยู่ แต่เราต้องมีความเมตตา มีความอดทน มีความเสียสละ และระงับกิเลสได้ แต่นี่เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ชาวพุทธส่วนใหญ่จึงไม่ได้เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า และชาวคริสต์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามพระเยซู

ทุนนิยมและบริโภคนิยมนั้นจึงนับเป็นศาสนาแรกที่ผู้คนทำตามความคาดหวังของระบอบอย่างเคร่งครัด โลกนี้จะเป็นดั่งสรวงสวรรค์หากคนรวยยังไม่คิดจะหยุดรวยและคนส่วนใหญ่ยังใช้เงินซื้อความสุขอยู่ร่ำไป

 


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม

ข้ออ้างที่เราใช้บ่อยเกินไป

20170414_excuse

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”
-Thomas Szasz

ผมเชื่อว่าความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือความต้องการที่จะเห็นความยุติธรรม

เราจึงมัก “ของขึ้น” เวลาเห็นอะไรไม่ถูกต้อง

ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาฆ่าข่มขืน และชาวเน็ตจึงแสดงความสะใจเมื่อเด็กวัยรุ่นเกเร ถูกลุงวิศวะยิงดับ

ความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญนะครับ แต่ก่อนที่เราจะทำอะไรเพื่อแสดงออกว่าเรารักความยุติธรรม ก็ต้องถามตัวเองให้ดี ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างการแสดงออก กับความเป็นมนุษย์ในตัวเรา

มนุษย์แปลว่าผู้มีจิตใจสูง ดังนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าไหร่ที่จะปล่อยให้การกระทำไม่ดีของคนอื่นมาดึงจิตใจและการกระทำของเราให้ต่ำลงไปด้วย

และหากเรารู้สึกว่า “ถึงเราจะต่ำแต่ก็ยังดีกว่าเขา” ผมว่าเรากำลังโดนกิเลสในใจเราหลอกเข้าเต็มเปาแล้ว

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองว่าการลงประชาทัณฑ์กับการสะใจในความตายของผู้อื่นเป็นเรื่องผิด แต่การทำผิดเพราะว่าคนอื่นทำผิดนั้นยังมาในรูปแบบอื่นที่แยบยลกว่ามาก

เช่นการมาสายหรืออู้งาน เพราะเห็นว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นมาสายกว่าเราอีก

หรือยัดเงินตำรวจเวลาทำผิดกฎจราจร เพราะขี้เกียจเสียเวลา และใครๆ ก็ทำกัน

หรือหลบหลีกไม่ยอมเสียภาษี โดยอ้างว่านักการเมืองชอบโกงกินภาษีประชาชน

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”

การอ้างความผิดของคนอื่น ไม่ได้ทำให้การทำผิดของเราถูกต้องขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

กรรมของเขาก็เป็นกรรมของเขา กรรมของเราก็ยังเป็นกรรมของเรา

ยิ่งใช้ข้ออ้างนี้บ่อยเท่าไหร่ ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเดือดร้อนมากขึ้นในภายภาคหน้าครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/