จนตรอกไม่บอกใคร

20170722_desperation

“The mass of men lead lives of quiet desperation.”

คนจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตสิ้นหวังอย่างเงียบๆ

– Henry David Thoreau, Walden

ผมเพิ่งรู้ว่าคำว่า desperate หรือ desperation นี่หาคำแปลไทยตรงๆ ยากชะมัด

เพราะถ้าเปิดดิคเราจะเจอคำว่า “สิ้นหวัง” เสียเป็นส่วนใหญ่

แต่จริงๆ คำว่า desperate มันแปลว่าการดิ้นรนแบบหมาจนตรอกด้วย

เช่น นายสมชายนี่น่าจะต้อง desperate มากเลยนะ ถึงไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยเดือนละ 20% มาใช้

Desperate มันสื่อได้ถึงคนที่ไม่มีทางไปแล้ว จึงต้องดิ้นรนในแนวทางที่ไม่ฉลาดนักและอาจส่งผลเสียยิ่งกว่าเดิม

คำว่า quiet desperation ของจึงเป็นคำที่เพราะมาก เพราะมันเป็นเหมือนสองคำที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้

ตามความเข้าใจของผม quiet desperation คือความรู้สึกจนตรอกที่อยู่ภายในใจ แต่ไม่(กล้า)แสดงออกมาให้ใครรู้

ผมว่าคนเราสมัยนี้มีไม่น้อยที่ใช้ชีวิตแบบจนตรอกไม่บอกใคร

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือคนที่ตำแหน่งหน้าที่การงานดี แต่จริงๆ ก็เบื่องานที่ตัวเองทำจะแย่อยู่แล้ว ใจจริงอยากจะออกไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง แต่อีกใจนึงก็กลัวว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่เพียรสร้างมา สุดท้ายก็เลยเลือกอยู่กับ comfort zone ต่อไป

ภายนอกจึงดูเหมือนว่าเขามีชีวิตดี๊ดี แต่ใครจะรู้ว่าภายในนั้นมันร่ำร้องเสียงดังขนาดไหน

ก็เลยเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นการจนตรอกที่บอกใครไม่ได้

ใครที่ประสบภาวะนี้ อาจจะลองถามคำถามนี้ดูครับ

ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่าง

ลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแล้วล้มเหลว

กับการอยู่ที่เดิมที่ไม่ได้ชอบแต่ก็ชินแล้ว และเห็นภาพชัดเลยว่าวันเวลาที่เหลือของเราก็จะเป็นอย่างนี้แหละ

สำหรับผม ผมว่าอย่างที่สองน่ากลัวกว่านะ

เพราะชีวิตที่คาดเดาอนาคตได้ทุกอย่าง ยังจะเรียกว่า “ชีวิต” ได้อีกเหรอ?

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

นิทานสามก้าว

20170721_3steps

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายผู้หนึ่ง โง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้วยโชควาสนาที่พอมีอยู่ ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน

อาจารย์เซนแนะนำว่า “ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?”

ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า “ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?”

พระรูปนั้นตอบว่า “ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก”

ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า “ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย”

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า “อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น”

เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า “ที่แท้ “ปัญญา” ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?” เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง

ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า

“ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา”

เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร

เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ

พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?”

เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า “หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่”

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เคล็ดลับความสุข

20170719_happiness

คือการมีสุขภาพที่ดีบวกกับการเป็นคนขี้ลืม

“Happiness is good health and a bad memory.”
–Ingrid Bergman

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ อันนี้เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้กันดี

แต่การเป็นคนขี้ลืมนี่ทำให้เรามีความสุขได้ยังไง?

ผมเดาว่าคุณเบิร์กแมนน่าจะหมายถึงการไม่เก็บเรื่องเก่าๆ มาคิดให้รกสมอง

การเป็นคนขี้ลืมเสียบ้างจะทำให้เราเลิกเจ้าคิดเจ้าแค้นหรือมุ่งแต่เอาชนะ

เมื่อวานทะเลาะกับแฟน วันนี้ก็ดีกันได้ สัปดาห์ที่แล้วหัวหน้าพูดจาไม่ดีกับเรา วันนี้เราก็ยังยกมือไหว้เขาได้ เดือนที่แล้วเพื่อนยืมเงินเราแล้วยังไม่คืน เราก็ไม่เก็บมาคิดจนนอนไม่หลับ ถือซะว่าพลาดไปแล้วก็ได้

บางคนอาจแย้งว่า ถ้าขี้ลืมไปซะทุกอย่าง ก็เท่ากับเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากอดีตเลยน่ะสิ

แต่จริงๆ แล้วเราสามารถเก็บบทเรียนเอาไว้ได้โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์กับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างหาก

จดจำบทเรียน ปล่อยวางความรู้สึก เป็นอิสระจากอดีต เพื่อจะได้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

2 วิธีที่จะดูว่าเราทำงานได้ดีพอรึยัง

20170718_goodenough

ถ้าอยากจะเติบโตในหน้าที่การงาน สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือการสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่าเราทำหน้าที่ของเราได้ดีพอแล้วหรือยัง

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านสไลด์วัฒนธรรมองค์กรของ Netflix และหนังสือของอดีตประธานบริษัท LINE จึงได้เรียนรู้เคล็ดลับ 2 ข้อง่ายๆ ในการประเมินผลงานตัวเองโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกครับ

1.ถ้าเราเดินไปลาออกกับหัวหน้าตอนนี้ เค้าจะออกแรงรั้งเราแค่ไหน? เขาจะพยายามถามหาสาเหตุและช่วยแก้ปัญหาให้เรารึเปล่า? เขาจะให้โอกาสเราลองไปทำตำแหน่งอื่นที่อาจเหมาะสมกว่ารึเปล่า? หรือเขาจะรู้สึกโล่งใจที่จะได้หาคนใหม่มาแทนเราเสียที?

2.เรามีคนมาขอความช่วยเหลือบ่อยแค่ไหน? ถ้าเราถูกมองว่าเป็นคนที่พึ่งพาได้ ก็จะมีคนมาขอให้ช่วยเรื่องโน้นเรื่องนี้หรือขอคำปรึกษาบ่อยๆ ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่มีใครมาขอให้ช่วยเลย แสดงว่าเราไม่ผ่านการประเมินจากคนรอบข้างนั่นเอง

ข้อหนึ่งคือแนวทางที่บริษัท Netflix ซึ่งย้ำให้ลูกน้องคอยถามหัวหน้าบ่อยๆ ว่าถ้าผมจะลาออกคุณจะรั้งผมไว้มั้ย เป็นคำถามที่ทำให้กระอักกระอ่วนใจทั้งสองฝ่ายอยู่เหมือนกัน แต่ก็เป็นคำถามที่ตรงเป้าที่สุดว่าเราทำงานได้ตรงกับที่หัวหน้าต้องการรึเปล่า ถ้าไม่ จะได้ปรับตัวทันก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้

ส่วนข้อที่สองเป็นแนวทางที่บริษัท LINE ใช้ เขาจะมีการประเมิน 360 องศา คือการประเมินจากหัวหน้า จากเพื่อนร่วมงาน และจากลูกน้องว่าเราช่วยเหลือทีมได้แค่ไหน ถ้าเราตกอยู่ในช่อง “ไม่มีคุณอยู่ในบริษัทนี้ก็ไม่เป็นไร” ก็ถึงเวลาต้องปรับปรุงตัวโดยด่วนเช่นกัน

วัฒนธรรมองค์กรไทยหลายๆ ที่คงยังไม่เอื้อให้ใช้กระบวนการแบบนี้ได้ แต่สิ่งที่เรานำมาประยุกต์ใช้ได้เลยคือหมั่นถามคำถามสองข้อนี้กับตัวเองบ่อยๆ ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

Netflix Culture on Slideshare

คิดแค่ 1 แต่ได้ผล 100 โดยโมริกะวะ อากิระ

 

หากเราไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีตอนนี้

20170717_appreciatewhatyouhave

คิดหรือว่าตอนที่เรามีมากกว่านี้เราจะมีความสุข?

“If you aren’t grateful for what you already have, what makes you think you would be happy with more.”
-Roy T. Bennett, The Light in the Heart

สำหรับบางคน ชีวิตคือการมองไปข้างหน้า

ต้องดีกว่านี้ ต้องเก่งกว่านี้ ต้องทำให้ได้มากว่านี้

เมื่อดวงตาจับจ้องเพียงยอดเขาอันสูงส่ง จึงอดชื่นชมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง

สำหรับผู้อ่านวัยกลางคน หากมองไปรอบๆ ตัวเราตอนนี้ จะพบว่ามีตั้งหลายสิ่งที่เราเคยต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะได้มันมาหรือรักษามันไว้

ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี

ร่างกายที่แข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย

ทรัพย์สินสำคัญอย่างที่อยู่อาศัย

หรือคนสำคัญอย่างภรรยา สามี หรือลูก

ผมเห็นด้วยครับว่าเป้าหมายมีไว้พุ่งชน แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าเราพุ่งชนไปเพื่อใคร

ไม่อย่างนั้น วันหนึ่งเราอาจพบตัวเองยืนอยู่บนยอดเขาเพียงคนเดียวก็ได้


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก

20170715_whatyoulove

และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่เรายอมให้มากวนใจเราได้

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

– Robert Anton Wilson

คนที่สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมนี้ ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อหรือความยึดมั่นในอะไรบางอย่าง

Bill Gates อยากให้บ้านทุกหลังมีคอมพิวเตอร์

Steve Jobs นำความงามและความง่ายมาสู่เทคโนโลยี

Mark Zuckerberg อยากทำให้ทุกคนในโลกนี้ติดต่อกันได้

และ Elon Musk ที่สร้าง SpaceX เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งโลกนี้มันอยู่ไม่ได้จริงๆ มนุษยชาติก็ยังมีดาวอังคารเป็น “แผนสอง”

ความเชื่อ – ความฝัน – ความรัก

สามคำนี้เป็นพี่น้องกัน

ดูอย่างเพลงของพี่ตูนบอดี้แสลมที่มักจะมีสามคำนี้โผล่มาเสมอ

ความฝันของเราคงไม่ต้องใหญ่เท่าสตีฟ จ๊อบส์ หรือ อีลอน มัสก์ก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าเราควรจะมีความฝันบางอย่างที่จะผลักดันให้เราได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

บางคนอาจฝันเขียนบล็อกที่มีคนอ่านเป็นหมื่น

บางคนอาจฝันทำเพลงที่มีคนร้องตามได้เป็นแสน

บางคนอาจฝันทำแอ็ปพลิเคชั่นที่มีคนใช้เป็นล้าน

ยิ่งความฝันมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ การกระทำและตัวตนของเราก็จะต้องใหญ่ตามไปด้วย

แต่ต่อให้ฝันใหญ่แค่ไหน ทุกคนก็มีจุดอ่อน

บางคนอาจใจร้อน บางคนอาจขี้น้อยใจ บางคนอาจขี้อิจฉา บางคนอาจคิดมาก

หากอยากจะมีเวลาและพลังไปจัดการกับสิ่งที่เราเชื่อ ก็ต้องระวังที่จะไม่สูญเสียมันไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้างานที่เราทำอยู่ในสปอตไลท์ ก็ย่อมต้องมีคนวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา คำถามคือเราจะยอมให้คำเหล่านั้นมีผลกับเราแค่ไหน

เราจะหัวเสียจนไม่เป็นอันทำงานเลยรึเปล่า เราจะยอมเปลี่ยนแนวทางเพื่อเอาใจคนกลุ่มนี้รึเปล่า หรือเราจะแค่มองมันอย่างขำๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งที่เราเชื่อต่อไป?

“You are precisely as big as what you love and precisely as small as what you allow to annoy you.”

เราจะยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่เรารัก และกระจ้อยร่อยเท่ากับสิ่งที่กวนใจเราได้

อย่าปล่อยให้อะไรมากวนใจเราง่ายๆ นะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานลิงเกลียดกะปิ

20170714_monkey

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ใครที่มาจากต่างจังหวัดหลายคนจะรู้ว่าเจ้าลิงเกลียดกะปิที่สุดในชีวิต

คนที่อยากจะแกล้งลิงก็จะเอากะปิไปทาที่มือลิง เจ้าลิงก็จะเอามือมาดม เมื่อพบว่ามีกลิ่นกะปิที่ไม่ชอบติดอยู่ มันก็จะถูมือไปกับสิ่งต่าง ๆ จนเลือดไหลท่วมมือ

ถามว่าสิ่งที่ทำให้ลิงบาดเจ็บจนเลือดไหลคือ กะปิ หรือความเกลียดกะปิในใจลิง

เจ้าลิงไม่เคยฝึกตามรู้จิตใจตัวเอง มันจึงไม่รู้ว่า ตัวมันนั่นเองที่หยิบกะปิมาดมตลอดเวลา แล้วความเกลียด ความอยากผลักไสของมัน ก็ทำร้ายตนเองอย่างแสนสาหัส

คนที่แกล้งลิงอาจจะหัวเราะเยาะว่าลิงโง่ แต่เราทุกคนก็เคยเป็นเหมือนตัวลิง ที่หยิบกะปิมาดม ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว

เหมือนกับคำพูด การกระทำ เหตุการณ์ที่เราไม่ชอบใจ อาจจะจบลงไปตั้งนานแล้ว แต่ตัวเรานี่แหละที่หยิบคำพูดการกระทำ เหตุการณ์นั้น ๆ มาเปิดดู เปิดฟังในหัวเราซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เหมือนกับคนอื่นเขาแทงเราได้แค่เพียงครั้งเดียว แต่ตัวเรานี่แหละ ที่หยิบมีดด้ามนั้นมาแทงตัวเราเอง ไม่ยอมจบ ไม่ยอมวาง

ถ้าเราเฝ้าสังเกตจิตใจตัวเอง เราจะรู้ทันทีที่ใจหยิบมีด หยิบความคิดมาทิ่มแทงตัวเอง

เมื่อฝึกตามรู้ ตามดู ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง เราจะพบว่า ความคิดร้าย ๆ ความทรงจำที่ทิ่มแทงเข้ามาตลอดเวลา ห้ามไม่ได้ บังคับควบคุมไม่ได้

ได้รู้ความจริงอย่างหนึ่งคือ ตัวเราเอง เรายังควบคุมบังคับให้เป็นอย่างใจไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น หรือเหตุการณ์อื่น ที่เราอยากให้เป็นอย่างใจเราตลอดเวลา

—–

ขอบคุณนิทานจาก ลิงกับกะปิและมีดปักใจ หนังสือเข็มทิศชีวิต  โดยคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง (โพสท์ลง Gotoknow.org โดยนายวาโย)

ป.ล.หนังสือเข็มทิศชีวิตเล่ม 1 กับ 2 เป็นหนังสือที่ดีมากครับ แต่เล่มหลังๆ ผมอ่านแล้วไม่ชอบเท่าไหร่

อย่าเพิ่งกินกบ

20170712_donteatthatfrogyet

เมื่อวานผมเขียนบทความเรื่อง “กินกบตัวนั้นซะ” ที่บอกว่า ทุกเช้าเราควรจะเลือกเอางานที่ยากที่สุดขึ้นมาทำก่อน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ willpower เราอยู่สูงที่สุด และถ้าเรากินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดสำเร็จแล้ว กบตัวอื่นๆ ก็จะดูน่ารักขึ้นมาทันที

แต่บางคนก็ไม่ได้จิตแข็งขนาดที่จะกินกบตัวใหญ่ได้ทุกเช้า

วันนี้เลยมานำเสนออีกหนึ่งทางเลือกครับ

นั่นคือเลือกทำงานเล็กๆ ก่อนซักสองสามชิ้น ให้เป็น quick wins

Quick wins คืองานง่ายๆ ใช้เวลาทำ 5-15 นาทีก็เสร็จ เช่นส่งเมลตามงาน หรือเซ็นอนุมัติเอกสาร หรือเดินไปอัพเดตงานกับเพื่อนร่วมทีม อะไรก็ได้ที่ใช้สมองน้อยๆ และจบได้ไวๆ

การได้ทำงานง่ายๆ ให้เสร็จก่อน ถือเป็นการวอร์มอัพ และเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเองว่า วันนี้มันจะไปได้สวย

พอเครื่องเริ่มร้อนแล้วจึงค่อยหยิบงานชิ้นใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุดขึันมาทำ

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

กินกบตัวนั้นซะ

20170712_eatthatfrog

ความเดิมตอนที่แล้ว willpower หรือความสามารถในการควบคุมจิตใจเรานั้นมีขีดจำกัด ยิ่งเราตัดสินใจบ่อยแค่ไหน willpower ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ

หนังสือ Eat That Frog ของ Brian Tracy ซึ่งเป็นหนังสือด้าน productivity ขึ้นหิ้งเล่มหนึ่ง ก็เข้าใจความจริงข้อนี้ เขาเลยออกกฎง่ายๆ ว่า

ในแต่ละวัน ให้กินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดก่อน

กบตัวที่น่าเกลียด ก็คืองานที่เราไม่อยากทำที่สุด

มีหลายเหตุผลที่เราควรเอางานที่ยากที่สุดขึ้นมาทำเป็นอย่างแรกของวัน

– บ่อยครั้ง กบตัวที่น่าเกลียดที่สุด มักจะเป็นงานที่สำคัญและส่งผลกระทบมากที่สุดเช่นกัน

– ตอนเช้า เข็มพลัง willpower ของเรายังเต็มอยู่ ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับการกินกบตัวนี้

– ถ้าไม่ยอมกินกบตัวนี้ในตอนเช้า ตกบ่าย willpower ของเราก็จะลดต่ำจนเราไม่มีใจไปกินกบตัวนั้นแล้ว ทำให้การกินกบตัวนี้ต้องล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน

– ถ้าเช้านี้เรากินกบตัวใหญ่ตัวนี้ได้แล้ว งานอื่นๆ ที่เหลือของวันก็จะดูเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที

แต่หลายคนก็กังวลว่า กบหน้าตาน่าเกลียดขนาดนั้น ตัวโตขนาดนั้น จะไปกินอย่างไรไหว

คำตอบคือ “กินทีละคำ” ครับ

ซึ่งก็จะไปเชื่อมโยงกับ “กฎ 5 นาที” ที่ผมเขียนไว้เมื่อวันเสาร์ ว่าหากเราอยากจะเริ่มทำอะไร ให้บอกกับตัวเองว่าจะทำมันแค่ 5 นาทีพอ

อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองคิดดูนะครับว่า อะไรคือกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดที่คุณจะต้องกินในวันนี้

แล้วใช้ willpower ที่ยังมีอยู่เต็มแม๊กซ์จัดการมันเลย

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

ทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่น

20170711_facebookscrolling

ในปี 2011 มีการตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า Extraneous factors in judicial decisions ซึ่งว่าด้วยการตัดสินของคณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) ในอิสราเอล

คณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้พิพากษา 8 ท่าน โดยหน้าที่ของพวกเขาคือการพิจารณาคำขอการปล่อยตัววันละประมาณ 14-35 คน

เนื่องจากเวลามีจำกัด หลังจากฟังคำร้องขอของนักโทษแต่ละคนแล้ว คณะกรรมการจะใช้เวลาประมาณ 6 นาทีในการตัดสินว่านักโทษคนนี้จะได้กลับบ้านหรือต้องนอนคุกต่อไป

จากการวิเคราะห์ผลการพิจารณานักโทษ 1112 คน นักวิจัยพบว่าโอกาสในการได้กลับบ้านของนักโทษนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกับว่าเป็นคดีอะไร นักโทษเป็นคนเชื้อชาติไหน หรือมีความประพฤติอย่างไร

แต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการหยิบคำขอนั้นขึ้นมาพิจารณาตอนกี่โมง!!

economix-14hungryjudges-custom1

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกในวันนั้นที่ได้รับการพิจารณา โอกาสที่คุณจะได้กลับบ้านมีสูงถึง 65% แต่โอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ และจะเหลือต่ำกว่า 10% ก่อนที่ผู้พิพากษาจะได้ไปพักทานคอฟฟี่เบรค

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังจากที่คณะกรรมการได้พักกินกาแฟแล้ว โอกาสที่คุณจะได้รับการปล่อยตัวจะพุ่งกลับมาที่ 65% อีกครั้ง และค่อยๆ ลดลงจนเหลือประมาณ 10% ก่อนที่คณะกรรมการจะไปพักทานข้าวกลางวัน

และเช่นเคย คุณจะมีโอกาส 65% ที่จะได้กลับบ้าน หากคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังพักทานข้าวเที่ยง และโอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบเหลือศูนย์หากคุณเป็นนักโทษคนสุดท้ายที่ได้รับการพิจารณาในวันนั้น

นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานและ willpower (จิตตานุภาพ = พลังในการควบคุมจิตใจตนเอง) เมื่อสมองทำงานหนัก น้ำตาลกลูโคสในร่างกายจึงถูกใช้ไปเรื่อยๆ

พอต้องตัดสินใจหลายๆ ครั้งเข้าเหล่าผู้พิพากษาจึงเกิดภาวะการเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (decision fatigue) สมองก็เลยยึดกับทางออกที่ง่ายดายและปลอดภัยที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการตัดสินไม่ปล่อยตัวนักโทษนั่นเอง

แต่พอผู้พิพากษาทั้ง 8 คนได้ไปพักกินกาแฟหรือทานข้าวเที่ยง willpower ก็ได้รับการเติมเต็ม คณะกรรมการจึงกลับมามีแรงตัดสินใจเรื่องยากๆ อีกครั้งหนึ่ง

การค้นพบนี้มีนัยหลายอย่าง เช่นเวลาคุณร่อนใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยดังๆ คุณอาจมีโอกาสได้เข้าเรียนมากกว่าคนอื่นเพียงเพราะประวัติของคุณถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นคนแรกๆ

ในทางกลับกัน พนักงาน QC (Quality Control) ในโรงงาน ก็มีโอกาสปล่อยของไม่ได้คุณภาพให้ผ่านไป หากตอนนั้นใกล้เวลาเลิกงานแล้ว

นักวิจัยบอกว่า ในกรณีของคณะกรรมการพักการลงโทษนั้น จะให้เบรคกินขนมกินกาแฟบ่อยๆ คงไม่ใช่ทางออก (ไม่งั้นคงอ้วนตาย – อันนี้ผมคิดเอง) สิ่งที่พอจะช่วยได้คือการมี checklist ที่จะเตือนสติคณะกรรมการว่าควรจะต้องพิจารณาเหตุผลและปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องและได้มาตรฐานที่สุด ซึ่งการใช้เช็คลิสต์นี้ถือเป็นเรื่องปกติในอาชีพนักบิน แต่ในวงการอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้กัน

แล้วที่จั่วหัวว่าทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่นล่ะ?

งานวิจัยนี้สอนให้รู้ว่า willpower นั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้มากๆ ยิ่งล้า และทำให้การตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลนั้นด้อยคุณภาพลงไปเรื่อยๆ

ช่วงเวลาหมดวัน คือช่วงที่ willpower ของเราลดต่ำจนแทบเหลือศูนย์ สมองจะเริ่มคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลไม่ค่อยได้แล้ว ดังนั้นแม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าการนอนไถเฟซบุ๊คนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาและทำให้เรานอนไม่พอ เราก็ยังคงจะนอนไถต่อไปเพราะมันง่ายและสบายดี

วิธีแก้ที่ผมลองแล้วพอจะได้ผล คือชาร์จมือถือไว้ให้ไกลหูไกลตา ก่อนจะนอนก็อย่าเดินไปหยิบมันขึ้นมาเป็นอันขาด เพราะเกือบจะร้อยละร้อย “เราจะแพ้” เสมอ

พรุ่งนี้จะขอมาเล่าต่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของ willpower ได้อย่างไรนะครับ

—–

หนังสือ The One Thing by Garry Keller with Jay Papasan

งานวิจัย Extraneous factors in judicial decisions by Shai Danzigera, Jonathan Levavb, and Liora Avnaim-Pessoa

The New York Times Economix – Up for Parole? Better Hope You’re First on the Docket by Binyamin Appelbaum

Beyond the times by Walter Frick – Don’t blog on an empty stomach

Gotoknow คณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) โดยวินัย เจริญเฉลิมศักดิ์ (น.ม.)

ขอบคุณภาพกราฟจาก New York Times