อะไรคือสิ่งที่น่าจะสร้างปัญหาให้เราได้มากที่สุด

20191021

ความปวดหัวและความวุ่นวายนั้น หลายครั้งก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้

ที่เราต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ ก็เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้ใส่ใจมันอย่างเพียงพอ

เราจึงควรจัดสรรเวลา เพื่อไตร่ตรองและประเมินความเสี่ยง ว่าในหนึ่งปีต่อจากนี้ มีอะไรบ้างที่น่าจะสร้างปัญหาให้เราได้มากที่สุด เราจะป้องกันมันได้อย่างไร หรือถ้ามันเกิดขึ้นแล้วเราจะจัดการอย่างไร

แน่นอน เราไม่สามารถทำนายอนาคตได้ครบถ้วน แต่เราควรฝึกคาดการณ์และเตรียมตัวให้พร้อมไว้เสมอ

เพื่อที่ว่าในวันที่อนาคตเดินทางมาถึง เราจะได้ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ และจะได้รับมือกับมันได้อย่างมีสติและมีวิชาครับ

อย่าใส่ปุ๋ยให้วัชพืช

20191021b

ความคิดที่ติดลบ คนที่ปล่อยพลังงานลบ กิจกรรมที่เป็นโทษ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นวัชพืชในชีวิต

นอกจากไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังมาแย่งทรัพยากรอันมีค่าจนเราไม่เหลือพื้นที่สำหรับปลูกพืชพันธุ์อื่นๆ

แต่เราก็ยังมิวายใส่ปุ๋ยให้วัชพืชเหล่านี้อยู่บ่อยๆ ด้วยการทำกิจกรรมที่ไม่มีประโยชน์ ด้วยการถกเถียงกับคนแปลกหน้าบนอินเตอร์เน็ต ด้วยการคิดบั่นทอนตัวเอง

แล้วจะไม่ให้วัชพืชเหล่านั้นเติบโตได้อย่างไร

มองให้ออกว่าเรากำลังใส่ปุ๋ยให้กับวัชพืชใดบ้าง เมื่อเจอแล้วก็หยุดให้ปุ๋ย หยุดรดน้ำ หยุดพรวนดินให้มัน

จะได้ใช้แรงและทรัพยากรที่เรามีอย่างจำกัดไปกับผลหมากรากไม้ที่จะออกดอกออกผลให้เราได้เก็บกินในวันข้างหน้าครับ

เรารู้ทุกอย่างที่เราต้องรู้แล้ว

20191021c

ที่เหลือก็แค่ลงมือทำเท่านั้น

ในโลกที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลมากมายได้อย่างง่ายดาย ช่องว่างระหว่างเด็กม.5 กับศาสตราจารย์นั้นอาจไม่ได้กว้างอย่างที่คิด

Google เข้ามาเปลี่ยนโลกด้วยมิชชั่นที่จะจัดระเบียบข้อมูลให้กับโลกใบนี้ (organize the world’s information)

“ข้อมูล” ที่ผ่านการจัดระเบียบแล้วและได้รับการเสพอย่างเป็นระบบอาจเรียกได้ว่า “ความรู้”

แต่ความรู้ในตัวมันเองก็ยังมีคุณค่าน้อย มันจะทรงคุณค่าก็ต่อเมื่อมันได้รับการนำมาพิจารณา ทดสอบ บ่มเพาะและประยุกต์ใช้

เมื่อผ่านการบ่มเพาะเพียงพอ “ความรู้” จะกลายเป็น “ปัญญา”

ปัญญาเป็นเรื่องปัจเจก ไม่สามารถถ่ายทอดกันได้ ต้องผ่านประสบการณ์ตรง เล่นจริง เจ็บจริงเท่านั้นปัญญาถึงจะเกิด

เรารู้ทุกอย่างที่เราต้องรู้อยู่แล้ว

ดังนั้นอย่ามัวแต่ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่เลย เพราะหายังไงก็ไม่จบไม่สิ้น

รู้เท่าที่ต้องรู้ แล้วลงมือทำ เพื่อที่จะได้รู้ว่าเรายังไม่รู้อะไร

ด้วยกระบวนการนี้ เราถึงจะได้มาซึ่งปัญญา

แล้วปัญญานั้นจะนำมาซึ่งโอกาสและความเจริญรุ่งเรืองให้ชีวิตครับ

โศกนาฏกรรมของหมออยู่เวร

20191020

บทความนี้ผมเขียนขึ้นในฐานะของคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวงการการแพทย์เลย

แต่เนื่องจากโดนจุดประกายจากหนังสือเล่มหนึ่ง เลยได้ลองศึกษาเพิ่มเติม และพบว่าถ้าไม่เขียนเรื่องนี้คงไม่ได้

จึงขอมาแบ่งปันข้อมูลและมุมมอง พร้อมทั้งน้อมรับข้อมูลและความคิดเห็นของทุกฝ่ายนะครับ

 


กล้าพอไหม?

ลองคิดภาพว่าคุณเป็นผู้ป่วยที่เพิ่งถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด แสงไฟเหนือเตียงสว่างจ้า พยาบาลหลายคนเดินไปมาขวักไขว่

สักพักคุณก็เห็นหมอที่จะเป็นคนผ่าตัดคุณเดินเข้ามาในห้อง

…พร้อมกับเหล้าหนึ่งกลมในมือ

หมอเปิดฝาขวด ยกเหล้าขึ้นซด 2-3 กรึ๊บ ก่อนจะวางขวดลงแล้วเดินเข้ามาที่เตียงพร้อมหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา

คุณจะกล้าให้หมอคนนี้ผ่าตัดคุณหรือไม่?

คงไม่มีใครยอมให้หมอที่เพิ่งกินเหล้ามาทำอะไรกับร่างกายของเราแน่ๆ

แต่ทราบมั้ยครับว่า หากคนๆ หนึ่งไม่ได้นอนเป็นเวลา 22 ชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานของสมองและร่างกายของคนๆ นั้นจะไม่ต่างอะไรกับคนที่ดื่มเหล้าเมาในระดับที่ถ้าขับรถจะก็โดนจับข้อหาเมาแล้วขับได้เลย


 

ตัวเลขจากลุงแซม

ต้นเหตุสำคัญที่สุดสำหรับการเสียชีวิตของชาวอเมริกัน 3 อันดับแรกได้แก่

1. หัวใจวาย
2. มะเร็ง
3. ความผิดพลาดทางการแพทย์

แพทย์ฝึกหัด 1 ใน 20 คนจะทำให้คนไข้เสียชีวิตเพราะข้อผิดพลาดอันเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอของตัวแพทย์ฝึกหัด

ที่อเมริกามีแพทย์ฝึกหัด 100,000 คน ดังนั้นจะมีผู้ป่วย 5,000 คนที่เสียชีวิตเพราะหมออดนอน

หมอที่ทำงานติดต่อกันมา 30 ชั่วโมงมีโอกาสที่จะพลาดทำเข็มตำตัวเองหรือใช้มีดตัดโดนเนื้อตัวเองเพิ่มขึ้น 73% และมีโอกาสวินิจฉัยผู้ป่วยใน ICU ผิดพลาดเพิ่มขึ้น 460% (พิมพ์ไม่ผิดครับ)

หมออยู่เวรมีโอกาสประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เพิ่มขึ้น 168% หลายครั้งจึงเกิดตลกร้ายที่หมอที่เพิ่งรักษาคนไข้ในห้อง ICU หยกๆ ขับรถกลับบ้านแล้วหลับในจนต้องกลับมาเป็นคนไข้ใน ICU เสียเอง

ถ้าคุณเป็นคนไข้ที่ต้องผ่าตัด และหมอที่ต้องผ่าตัดคุณได้นอนไม่ถึง 6 ชั่วโมง โอกาสที่หมอจะทำให้อวัยวะของคุณเสียหายหรือทำให้เกิดภาวะตกเลือดจะเพิ่มขึ้นถึง 170% (พิมพ์ไม่ผิดอีกเช่นกัน)

 


 

หมอเวรที่เมืองไทย

ข้อความส่วนหนึ่งจากกระทู้พันทิป:

เคยสงสัยมั้ยครับว่าในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐทำไมเวลาเข้าไปถึงมักจะเห็นแต่หมอเด็กๆ แล้วหมอแก่ๆ เขาไม่มาอยู่กันเหรอ คำตอบคือทุกวันนี้แพทย์ที่ปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐแทบทุกโรงพยาบาลนอกเวลาราชการเกือบ 100% คือแพทย์จบใหม่ครับ

ฟังแล้วดูแย่เนาะ เหมือนหมอที่จบมานานแล้วเป็นหมอที่เชี่ยวชาญแล้วเอาเปรียบน้อง ไม่มาช่วยอยู่เวรห้องฉุกเฉินเลย แล้วอย่างนี้คนไข้จะได้รับการรักษาที่ดีหรือ จริงๆแล้วมันคือวัฎจักรที่เกิดขึ้นเช่นนี้มานานแสนนานแล้ว

เพราะอะไร เวรห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการสำหรับหมอคือเวรที่เป็นเหมือนยาขมครับ นอกจากต้องอดหลับอดนอนแล้ว งานหนัก เหนื่อย แล้วยังต้องมาเครียดปวดประสาทกับปัญหาของคนไข้และญาติ และยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องทางกฎหมายมากกว่าจุดอื่นอีก

ถ้าถามความคิดเห็นของหมอ ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่แทบทั้งหมดไม่อยากอยู่เวรห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการ ดังนั้นวิถีชีวิตของหมอส่วนใหญ่คือเมื่อเรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิต ใช้ทุนครบแล้วก็ต้องพยายามไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางเพื่อที่จะได้ทำงานในจุดที่สบายกว่า เครียดน้อยกว่า และที่สำคัญคือได้เงินมากกว่า เพราะทุกคนก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้นและต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองเสมอ

แพทย์จบใหม่ทำงานตามเวลาราชการ 8:30-16:30 จากนั้นก็เข้าเวรช่วง 16.30 – 8.30 แล้วก็ทำงานต่อ 8:30-16:30 รวมเวลาทำงาน 32 ชั่วโมง

สัปดาห์หนึ่งอาจต้องอยู่เวรเช่นนี้ 3-4 ครั้ง แพทย์จบใหม่บ้านเราจึงทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 100-120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 


นิสัยนี้ท่านได้แต่ใดมา?

สงสัยมั้ยครับว่า วัฒนธรรมการอยู่เวร-ทำงานข้ามวันนี่มันเริ่มขึ้นมาได้อย่างไร

จากเพจ รู้ทันหมอ By Dr.P (ซึ่งอ้างอิงกระทู้พันทิปที่เนื้อหาถูกลบไปแล้ว)

ประเทศไทยเรา นำระบบการเทรนนิ่งหลักๆมาจากสหรัฐอเมริกา และเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านั้นเราไม่มีแพทย์เฉพาะทางนะครับ

เป็นเวลาเกือบ 100 ปีตั้งแต่ Osler ริเริ่ม Residency Training

แพทย์ประจำบ้าน หรือ Resident ทำงานหนักมาก รับผิดชอบคนไข้ 24 ชั่วโมง 7 วันต่ออาทิตย์

แทบไม่มีวันหยุด อยู่เวรกันแล้วแต่ปริมาณคนไข้และ house staff

โมเดลนี้ จะคล้ายคลึงกับแพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้านของเราในปัจจุบัน

ผมจึงคิดว่า ที่หมอไทยต้องอยู่เวรกันดึกๆ น่าจะได้รับอิทธิพลจากอเมริกาไม่มากก็น้อย

พอผมค้นคำว่า Osler Residency Training ก็พบ Osler Medical Residency ของโรงพยาบาล Johns Hopkins Hospital ที่เราคุ้นหูกันดี โรงพยาบาลนี้ตั้งอยู่ในรัฐ Maryland เมืองบัลติมอร์ (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตัน) และประกาศว่าเป็นโรงพยาบาลแรกในอเมริกาที่มีโปรแกรมการเรียนการสอนแบบ Residency

Residency แปลว่าการอยู่อาศัย ซึ่งหมายถึงการให้แพทย์ฝึกหัดใช้เวลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อจะเก็บเกี่ยววิชาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติไปให้ได้มากที่สุด

ซึ่งก็โป๊ะเชะกับสิ่งที่ผมอ่านเจอในหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ที่อธิบายถึงจุดกำเนิดของการทำงานหนักเหนือมนุษย์ของหมอ

เรื่องมันเริ่มต้นจากคุณหมอที่ชื่อว่า William Stewart Halsted ครับ

ฮัลสติดเป็นผู้ก่อตั้ง Surgical Training Program ในโรงพยาบาล Johns Hopkins เมื่อปี 1889

ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของโปรแกรมนี้ ฮัลสติดคาดหวังให้แพทย์ฝึกหัดทำงานแบบ Residency เป็นเวลา 6 ปี และบังคับให้ Residents (“แพทย์ประจำบ้าน”) ทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมง เพราะเขามองว่าการพักผ่อนนอนหลับนั้นเป็นความย่อหย่อน และเป็นการตัดโอกาสการเรียนรู้และการทำงาน

แถมคำพูดของฮัลสติดก็มีน้ำหนักเสียด้วย เพราะเขาเองก็เป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นด้วยการทำงานติดต่อกันหลายวันราวกับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย

แต่จริงๆ แล้วฮัลสติดกุมความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้

ในสมัยวัยหนุ่ม ฮัลสติดได้ทำการวิจัยยาที่น่าจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัดได้

และหนึ่งในยาที่ฮัลสติดศึกษาก็คือโคเคน

ใครที่เคยเสพโคเคน (หวังว่าคงไม่!) หรือดูหนังที่ตัวละครเสพโคเคนอาจจะพอทราบว่า หลังจากที่สูดโคเคนเข้าไปทางจมูกแล้ว หน้าจะชาไปทั้งหน้า ไม่ต่างอะไรกับการโดนหมอฟันฉีดยาชาเกินขนาด

เมื่อศึกษาอย่างจริงจัง ฮัลสติดก็เลยลองใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง

และเพียงไม่นานฮัลสติดก็ติดโคเคนเสียเอง!

หากคุณได้อ่านบทความวิชาการที่ฮัลสติดเขียนลง New York Medical Journal ฉบับวันที่ 12 กันยายน 1885 คุณจะพบว่าบทความนั้นอ่านแทบไม่รู้เรื่อง คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์ไม่น้อยเชื่อว่าฮัลสติดน่าจะเขียนบทความนี้ขณะที่กำลังเสพโคเคนอยู่

แพทย์ที่ได้ร่วมงานกับฮัลสติดหลายคนสังเกตว่าเขามักมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นหายตัวไปเฉยๆ ระหว่างการผ่าตัด ปล่อยให้หมอฝึกหัดจัดการกันเอง หรือบางทีก็มือสั่นจนผ่าตัดเองไม่ได้โดยอ้างว่าเป็นเพราะติดบุหรี่

ฮัลสติดกลัวว่าจะมีคนจับได้ว่าเขาติดโคเคน จึงเข้ารับการบำบัดอย่างลับๆ อยู่บ่อยครั้งโดยใช้ชื่อกลางแทนนามสกุล (William Stewart) แต่ก็ไม่เคยเลิกโคเคนได้เสียที

ครั้งหนึ่งที่เขาเข้ารับการบำบัด ฮัลสติดทรมานกับอาการลงแดงเป็นอย่างมาก หมอจึงอนุญาตให้ใช้มอร์ฟีนบรรเทาอาการปวด ออกจากการบำบัดคราวนั้นฮัลสติดก็เลยติดทั้งโคเคนและมอร์ฟีน!

คนที่ติดโคเคนนั้นมีอาการตื่นตัวเกินคนปกติอยู่แล้ว ฮัลสติดจึงสามารถทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมงราวกับเป็นยอดมนุษย์ แต่สิ่งที่ควรประณามก็คือการที่เขาคาดหวังและบังคับให้นักเรียนแพทย์ที่ Johns Hopkins ทำให้ได้เหมือนอย่างเขา

ฮัลสติดเก็บความลับไว้ได้ดีทีเดียว เพราะไม่มีใครล่วงรู้ว่าฮัลสติดติดยาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตไปแล้วหลายปี

ทิ้งไว้เพียงมรดกให้กับหมอทั่วทั้งอเมริกา และน่าจะรวมถึงหมอในเมืองไทยด้วย นั่นก็คือวัฒนธรรมการทำงานหลายสิบชั่วโมงอันบ้าคลั่งนี้เอง

 


ทางออกคืออะไร?

กลับมาที่เมืองไทย…เราจะทำอย่างไรให้หมอไม่ต้องทำงานหนักผิดมนุษย์มนาอย่างนี้

แน่นอน ปัญหานี้มันไม่ได้แก้กันได้ง่ายๆ เพราะมันซับซ้อนอิรุงตุงนัง จำนวนหมอต่อประชากรของเราน้อย หมอบางส่วนไม่ยอมอยู่เวรเพราะมีคลีนิคต้องดูแล หมอที่เคยผ่านช่วงนรกมาแล้วก็ไม่อยากต้องกลับไปเจออีก หมอไม่น้อยเลือกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนหรือแม้กระทั่งเดินออกจากอาชีพนี้ ซึ่งย่อมทำให้อาชีพหมอขาดแคลนเข้าไปอีก

คำถามก็คือคนอ่านอย่างเราจะช่วยอะไรได้บ้าง?

ที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือดูแลร่างกายตัวเองให้ดี

พี่ตูนบอดี้แสลมเคยบอกว่าการที่แกออกมาวิ่งจากเบตงถึงแม่สายนั้น เขาไม่ได้ต้องการแค่ซื้อเครื่องมือให้โรงพยาบาลเท่านั้น แต่เขาต้องการให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เมื่อเราแข็งแรง เราก็ไม่เจ็บป่วย เราก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่ต้องไปรบกวนคุณหมอเขา

ส่วนเรื่องระบบการอยู่เวรของหมอ เรื่องจำนวนหมอต่อโรงพยาบาล เรื่องการไม่ยอมอยู่เวรของหมอที่อาวุโสสูงกว่า ผมคงมิหาญกล้านำเสนอทางออก

ที่ทำได้ในวันนี้เพียงแค่ชี้ทางเข้า ว่าวัตรปฏิบัติที่ทำให้หมอของเราต้องทุกข์ทนและทำให้คนไข้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนับ 100% นั้น อาจจะเกิดจากน้ำมือของหมอขี้ยาคนหนึ่งที่จากไปแล้วร่วมร้อยปี

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens เคยกล่าวไว้ว่า

เราไม่ได้เรียนรู้อดีตเพื่อจะทำนายอนาคต

เราเรียนรู้อดีตเพื่อที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองจากอดีตได้ต่างหาก

ผมได้ฉายภาพอดีตบางส่วนให้พวกเราได้รับชมกันแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะเริ่มต้นที่จะปลดปล่อยตัวเองจากอดีต และร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ร่วมกันนะครับ


เรียบเรียงโดย Anontawong’s Musings

Facebook Page: bit.ly/tgimfb
LINE@: bit.ly/tgimline
Blockdit: Anontawong’s Musings

ขอบคุณภาพจาก Rare Historical Photos: Dr. Zbigniew Religa monitors his patient’s vitals after a 23 hour long heart transplant surgery, 1987

ขอบคุณข้อมูลจาก:

หนังสือ Why We Sleep: Unlocking the Power of Sleep and Dreams by Matthew Walker

Joe Rogan Experience Podcast: Matthew Walker 

เพจรู้ทันหมอ by Dr.P ที่มาของแพทย์และการอยู่เวร 

HFocus กางชีวิตหมอโรงพยาบาลชุมชน “ทำงานหนัก-พักผ่อนน้อย-เสี่ยงอุบัติเหตุถึงตาย” 

Pantip:
อีกมุมหนึ่งของดราม่าการอยู่เวรของหมอ
เรื่องการจัดเวร หมอ ใน รพ ยังไม่มีประสิทธิภาพ
สอบถามเวลาการทำงานของแพทย์เมืองไทย

ตอนฝันให้คิดใหญ่ ตอนทำอะไรให้คิดเล็ก

20191019.png

When making plans, think big.
When making progress, think small.
-James Clear

เพราะความฝันคือการวาดสิ่งที่อยู่ในหัว คือการเต้นรำกับความเป็นไปได้ ขีดจำกัดมีเพียงความเชื่อและจินตนาการของเราเอง

ส่วนการลงมือทำ คือการเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นความจริง ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา และแต่ละวันเราก็มีเวลาไม่มากนัก หากมัวแต่ตั้งความหวังว่าเราจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ในวันนี้หรือในชั่วโมงนี้ เราก็อาจจะเกร็งจนไม่กล้าลงมือทำเสียที

จึงไม่ผิดที่จะฝันใหญ่ มองให้ไกลสุดขอบฟ้า แต่ตอนลงมือทำให้มองไม่เกินห้าเมตร

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรามีความฝันจะเขียนหนังสือ bestseller ตอนลงมือเขียน เราควรจะโฟกัสกับแค่หนึ่งย่อหน้า หนึ่งประโยค หรือแม้กระทั่งหนึ่งคำที่กำลังจะพิมพ์ลงไป

เมื่อคิดใหญ่ทำเล็ก เราจะสร้างความก้าวหน้าได้ทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ในวันไหนเลย

เพราะจะหนึ่งลี้หรือหมื่นลี้ ก็เดินได้แค่ทีละก้าวเท่านั้นครับ

นิทานหนีเสือ

20191018

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในขณะที่ชายสองคนเดินป่า ก็มองเห็นเสือตัวหนึ่งอยู่ลิบๆ กำลังพุ่งตรงมาทางนี้

ชายคนแรกวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ชายคนที่สองกลับหยิบรองเท้าวิ่งในกระเป๋าขึ้นมาใส่

เพื่อนอดสงสัยไม่ได้ หันไปตะโกน

“มึงบ้ารึเปล่า? คิดว่าเปลี่ยนรองเท้าแล้วจะวิ่งเร็วกว่าเสือรึไง?”

“กูไม่ต้องวิ่งเร็วกว่าเสือหรอก แค่เร็วกว่ามึงก็พอแล้ว”

—–

ขอบคุณนิทานจาก reddit

ถ้าชีวิตไม่โอเคให้นอนเยอะๆ

20191017

สำหรับผม สูตรสำหรับการมีสุขภาพที่ดีคือ EMS

Eat เลือกกินของที่ดีมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงแป้งและน้ำตาลที่ทำให้พลังงานตก

Move ขยับร่างกายให้เหงื่อออก ถ้าอยากมีความสุขจงทำอะไรก็ได้ให้เหงื่อออกทุกวัน

Sleep ก็คือนอนหลับให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง

ใน EMS สามข้อนี้ ผมเชื่อว่าการนอนหลับให้เพียงพอสำคัญที่สุด

หนึ่ง เพราะถ้านอนไม่เพียงพอ ต่อให้กินดี ออกกำลังกายแค่ไหนชีวิตก็พังอยู่ดี

สอง เพราะชีวิตคนกรุงที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มอะไรลงไปในตารางชีวิตตลอดเวลา สิ่งแรกๆ ที่เราจะทำกันก็คือการยอมอดนอน

ที่ทำงาน เวลาเจอน้องๆ ที่มีปัญหา performance ตก, burnout, ปล่อยพลังงานลบ สิ่งหนึ่งที่ควบคู่มาด้วยเสมอคือการนอนไม่เพียงพอเป็นเวลาติดกันหลายวันหรือหลายสัปดาห์

เท่าที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสัตว์ทุกชนิดในโลกมา ไม่มีสัตว์ชนิดไหนเลยที่ไม่นอนหลับ

การนอนหลับเป็นความต้องการทางชีวภาพที่น่าพิศวงมาก เพราะดูเผินๆ แล้วมันไม่ได้ตอบโจทย์การอยู่รอดเลย เพราะตอนที่เรานอนหลับเราหาอาหารก็ไม่ได้ กินก็ไม่ได้ สืบพันธุ์ก็ไม่ได้ ป้องกันตัวเองจากภยันตรายต่างๆ ก็ไม่ได้

เมื่อคำนึงถึงข้อเสียดังที่กล่าวมา การที่ evolution หรือวิวัฒนาการใส่การนอนหลับมาให้กับสัตว์ทุกชนิดบนโลกนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันต้องมีเหตุผลที่สำคัญมากๆ แน่ๆ

การนอนหลับคือยาวิเศษ เหมือนเวลาที่เราป่วยเป็นหวัด แค่ได้นอนหลับเยอะๆ ก็ดีวันดีคืนแล้ว

เร็วๆ นี้ผมจะมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับการนอนหลับโดยละเอียดอีกครั้ง แต่โพสต์นี้ขอเขียนแค่สั้นๆ แค่ว่า ถ้าตอนนี้ชีวิตเราไม่โอเค ลองเริ่มต้นจากการนอนให้ได้คืนละ 7 ชั่วโมงก่อน

เมื่อนอนได้เพียงพอแล้ว ก็กินของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายบ้าง

ดูแลตัวเองให้ดี ถึงจะมีแรงกายและแรงใจไปดูแลงานและดูแลคนอื่นได้ดีครับ

เรากำลังทำเรื่องอะไรที่ไม่ฉลาดอยู่รึเปล่า

20191016

ลองมองไปรอบตัว เราจะเห็นคนที่ฉลาดสุดๆ ทำเรื่องที่ไม่ค่อยฉลาด

เช่นศาสตราจารย์ที่สูบบุหรี่วันละซองจนมีโรครุมเร้า

หรือหมอที่นอนแค่คืนละ 4 ชั่วโมงจนสุขภาพแย่กว่าคนไข้

หรือเจ้าของกิจการที่กินเหล้ากับลูกน้องแล้วขับรถกลับบ้านเอง

ถ้าคนที่ฉลาดระดับศาสตราจารย์ยังทำเรื่องที่คนอย่างเราดูก็รู้ว่าไม่ฉลาด นั่นแสดงว่าเราเองก็มีโอกาสที่จะทำอะไรที่ไม่ฉลาดอยู่เช่นกัน

อย่างตัวผมเองบางทีก็กินของไม่มีประโยชน์บ่อยเกินไป หรือบางทีก็นั่งทำงานไม่ลุกไปไหนราวกับต้องการจะเชื้อเชิญ office syndrome ให้มาเยี่ยมเยียน

สำรวจดูนะครับว่าเรากำลังทำเรื่องอะไรที่ไม่ฉลาดอยู่บ้าง ถ้าเจอก็หยุดเสีย

จะได้ไม่ต้องมานั่งเขกหัวตัวเองทีหลังครับ

เพราะหิวจึงกินข้าวอร่อย

20191014b

เพราะเหนื่อยจึงนอนหลับได้สนิท

เพราะแพ้มาก่อนจึงดื่มด่ำกับชัยชนะ

เพราะเคยเจอคนแย่ๆ จึงเห็นคุณค่าของคนดีๆ

ประสบการณ์ที่ยากลำบากนั้นเป็นพร เพราะมันสอนให้เราไม่ประมาท

ก็ได้แต่หวังว่าในวันที่คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก เราจะไม่ take things for granted จนมองไม่เห็นสิ่งดีๆ ที่รายล้อมเราอยู่

สิ่งดีๆ ที่ครั้งหนึ่งเราเคยใฝ่ฝันว่าอยากจะมีครับ

จงเห็นแก่ตัว

20191014

ด้วยการตั้งใจทำงาน จะได้เติบโตทั้งตำแหน่งและเงินเดือน

จงเห็นแก่ตัว ด้วยการนอนเยอะๆ จะได้มีสมองที่โปร่งใส

จงเห็นแก่ตัว ด้วยการกินของที่มีประโยชน์ จะได้มีพลังไปทำสิ่งดีๆ

จงเห็นแก่ตัว ด้วยการเก็บหอมรอบริบ จะได้มีเงินใช้ยามแก่เฒ่า

จงเห็นแก่ตัว ด้วยการรักตัวเองให้มากๆ เมื่อตัวเองได้รับความรักเพียงพอ เราจึงจะสามารถรักคนอื่นได้

เห็นแก่ตัวให้ถูกวิธีแล้วชีวิตน่าจะโอเคครับ