นิทานก้อนหินในกระเป๋า

เย็นวันหนึ่ง ในขณะที่พวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์กำลังเตรียมตั้งกระโจมทำการพักผ่อนนอนหลับนั้นเอง พวกเขาก็เห็นลำแสงเปล่งรัศมีเจิดจ้าขึ้น

ประสาทที่หกบอกพวกเขาว่า เทพเจ้ากำลังจะปรากฏ ณ บัดนี้แล้ว พวกเขารีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม และแล้ว เทพเจ้าก็ปรากฏกายขึ้นจริงๆ

เทพเจ้าพูดกับเหล่าสาวกผู้ซื่อสัตย์ว่า

“พรุ่งนี้ เวลาเดินทาง เจอก้อนหินที่ไหนก็ให้เก็บใส่กระเป๋ามากๆ ตกกลางคืน พวกเจ้าจะมีความสุขสุดๆ แต่ขณะเดียวกัน พวกเจ้าจะมีความทุกข์ด้วย”

พูดจบ เทพเจ้าก็หายไป เหล่าสาวกต่างผิดหวังไปตามๆกัน พวกเขาคิดว่าเทพเจ้าจะนำโชคก้อนใหญ่มาให้พวกเขาเสียอีก ที่ไหนได้ เทพเจ้ากับสั่งให้พวกเขาทำงานบ้าๆ บอๆ ชิ้นหนึ่ง

เช้าวันรุ่งขึ้น แม้พวกเขาจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเทพเจ้า พวกเขาหลับหูหลับตาเก็บก้อนหินก้อนเล็กๆ ใส่กระเป๋าไปตามเรื่อง แล้ววันนั้นก็ผ่านไปอย่างเซ็งๆ

ตกเย็น ได้เวลาที่พวกเขาจะต้องกางเต็นต์นอนพักกันแล้ว สาวกบางคนล้วงก้อนหินในกระเป๋าออกมาดูโดยมิได้ตั้งใจ ปรากฏว่าหินในกระเป๋ากลายเป็นทองคำ

พวกเขาดีใจมาก แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกเสียใจเป็นที่สุดที่มิได้เก็บก้อนหินใส่กระเป๋าให้มากกว่านี้


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน

ป.ล. หนึ่งในวิธีการตีความ: เทพเจ้า = หัวหน้า, คนร่อนเร่ = ลูกน้อง

ชวนฟังเพลง ภาษาใจ

วันก่อน เพื่อนของผมชื่อ “สิธี” มาหาที่บ้าน

สิธีเล่าให้ฟังว่าชอบสาวอยู่คนหนึ่ง วันนี้วันวาเลนไทน์ อยากจะโทรไปหา แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เลยมาขอไอเดีย

ผมก็เลยถามสิธีว่าอยากพูดอะไรบ้าง สิธีก็บอกว่าตัวเองไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่อยากให้ดูสิ่งที่เขาทำมากกว่า แล้วผู้หญิงคงรู้ได้เองว่าเขาคิดอย่างไร

คุยไปคุยมา ผมก็เลยเกิดไอเดียว่าทำไมไม่แต่งเพลงซะเลย โทรไปร้องเพลงให้เขาฟังเขาน่าจะประทับใจน่าดู

แล้วผมก็หยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นทางคอร์ดที่ผมเคยคิดเอาไว้ให้สิธีฟัง แล้วเราก็เริ่มนั่งแต่งเพลงกันตรงนั้น สิธีรับผิดชอบเนื้อร้อง ผมดูแลเรื่องทำนอง แต่จนค่ำแล้วก็ยังไม่เสร็จ เลยตัดสินใจแยกย้ายให้ต่างคนต่างไปทำการบ้านมา

ใช้เวลาอยู่เกือบๆ หนึ่งสัปดาห์ เพลงนั้นก็แต่งเสร็จสมบูรณ์ เป็นเพลงแรกในชีวิตของทั้งผมและสิธี เราตื่นเต้นกันมาก รีบหยิบซาวด์อะเบาท์ยี่ห้อ Aiwa มาอัดเสียงกันในห้องนอนของผมที่เมืองเทมูก้า ประเทศนิวซีแลนด์

ครับ นี่คือเพลงที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1996 สมัยผมเรียนอยู่มัธยมปลาย

ตอนแรกเพลงนี้ยังไม่มีชื่อ แต่พอผมกลับมาเมืองไทยแล้วเล่นเพลงนี้ให้พ่อ แม่ และน้องชายฟัง พ่อก็ตั้งชื่อเพลงว่า “ภาษาใจ”

ผมได้เล่นเพลงภาษาใจอีกนับร้อยครั้ง เล่นให้เพื่อนชาวฮ่องกงที่อยู่บ้านเดียวกันที่ NZ จนเขาร้องตามได้ กลับมาอยู่เมืองไทยก็เล่นให้เพื่อนที่คอนโดฟังก็ชอบกันอีก พอเข้ามหาลัยภาษาใจก็เป็นเพลงที่ทุกคนในวง(เหล้า)ร้องกันได้อย่างเสียงดังฟังชัด

ผมจึงมีความเชื่อเสมอมาว่าภาษาใจเป็นเพลงที่ดี และตั้งใจเอาไว้ว่าเมื่อถึงวันที่พร้อมก็อยากจะลองทำเพลงภาษาใจออกมาเป็น studio version ให้คนอื่นๆ ได้ฟังกันบ้าง

หลังจากที่ “คัน” และค้างคาใจมาตลอด 24 ปี วันนี้ความตั้งใจของผมก็สำเร็จแล้ว และอยากชวนทุกคนมาฟังเพลงนี้ด้วยกัน

การทำเพลงและ MV ภาษาใจได้รับความช่วยเหลือจากหลายคนมาก แต่คนที่อยากจะขอบคุณเป็นพิเศษก็คือ

สิธี (มด – สิทธิพร ทองคำ) ขอบคุณที่คิดโทรหาสาวในวันนั้นเมื่อ 24 ปีที่แล้วจนได้เพลงภาษาใจที่เรารักมาก

เม ทีม People ที่ช่วยแนะนำให้ได้รู้จักทีมงาน Pop in the Box

บิว Lemon Soup และทีมงาน Pop in the Box ที่ช่วยไกด์ตอนอัดเสียง ช่วยเล่นดนตรี ประสานเสียง และประสานงานให้ทุกอย่าง

รัฐ Tattoo Colour ที่เรียบเรียงเพลงภาษาใจออกมาได้อย่างกลมกล่อม และขอบคุณสำหรับคำแนะนำให้โยกตัวเวลาร้องเพลงในห้องอัด อยากบอกว่ามันช่วยให้หายเกร็งได้จริงๆ

ตูน Content Manager ของ LINE MAN Wongnai ผู้กำกับมิวสิควีดีโอ ที่ช่วยคิดคอนเซ็ปต์และประสานงานให้ทุกอย่าง

Cherchan Studio ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ และมอบบรรยากาศอันแสนอบอุ่นให้กับมิวสิควีดีโอเพลงนี้

ออม พรรักษา @aommprst AE ของ LMWN ที่นอกจากจะเอื้อเฟื้อ Cherchan Studio แล้ว ยังมาร่วมเล่นเป็นนางเอกให้อีกด้วย

พฤทธ์ @ppruet พระเอก MV ที่แสดงได้เนียนมาก โดยเฉพาะแววตา ขอให้เส้นทางนักแสดงอาชีพของพฤทธ์ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ

เก้า ล่ามทรง @gaoeiii นักแสดงของ LMWN ผู้สร้างสีสันทั้งใน MV และในกองถ่าย – Very Good!

และสุดท้าย ขอบคุณ “ผึ้ง” คนข้างกายและแม่ของปรายฝนกับใกล้รุ่ง ที่มาเป็นกำลังใจให้ตั้งแต่ตอนทำเดโม่จนถึงวันปิดกองถ่าย แม้ตอนแต่งเพลงภาษาใจเราจะยังไม่ได้เจอกัน แต่ตอนร้องอัดเพลงนี้เราคิดถึงผึ้งตลอดนะ สุขสันต์วันเกิดนะครับ 🙂

เวลาเป็นของมีค่า เราจึงควรอยู่เฉยๆ บ้าง

บ้านหลังหนึ่ง จะสวยได้ก็ด้วยการตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกมาประดับ

แต่ลองคิดภาพบ้านที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ทุกตารางนิ้วจนไม่เหลือพื้นที่ว่าง จนเฟอร์นิเจอร์ต้องเอาวางซ้อนกัน ความสวยนั้นก็จะอันตรธานไปในทันที

“มี” จะดูดีก็เพราะว่าความ “ไม่มี”

เฟอร์นิเจอร์จะดูดีได้ก็เพราะว่ามีพื้นที่ว่างให้มันอย่างเพียงพอ

ถ้าเปรียบเวลาที่เรามีเป็นพื้นที่ว่างภายในบ้าน หากเราใช้ความคิดแบบทุนนิยมที่เน้นเรื่องการผลิตและ productivity มองว่าทุกนาทีนั้นมีค่าแล้วพยายามแปลงมันเป็นการกระทำและการผลิต ชีวิตก็จะไม่เหลือความสวยงาม

การอยู่เฉยๆ จึงมีคุณูปการอย่างน้อยสามข้อ

หนึ่ง มันทำให้เรามีเวลาพักหายใจ มีพื้นที่ให้กับความรื่นรมย์ที่อยู่ตรงนี้มาตลอด

สอง เมื่อได้พักหายใจและมีเวลาอยู่กับตัวเอง เราจะมีเวลาถามคำถามสำคัญ

และสาม เมื่อถามคำถามสำคัญ มันอาจทำให้เราระลึกได้ว่า เรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไรครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรายของอาจารย์พศิน อินทรวงค์ บน Youtube

หัวหน้าที่ดีต้องดับความกลัวของลูกน้อง

กลัวว่าจะทำไม่ได้

กลัวว่าทำพลาดแล้วจะโดนดุ

กลัวว่าจะดูโง่

กลัวโดนเอาเปรียบ

กลัวว่าตัวเองจะไม่เก่งจริง

กลัวว่าตัวเองอยู่ถูกที่รึเปล่า

เหล่านี้ล้วนเป็นความกลัวที่คนทำงานทุกคนมี และหัวหน้าที่ดีย่อมช่วยขจัดความกลัวเหล่านี้จากใจลูกน้องได้

เมื่อความกลัวหายไป ความกล้าจะเข้ามาแทน การกระทำจะเกิด ผลงานจะมี แล้วทุกคนก็จะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าครับ


ป.ล. เข้าใจว่าหัวหน้าบางคนใส่ความกลัวลงในใจลูกน้อง ซึ่งนั่นก็อาจจะสร้างผลงานได้เหมือนกัน แต่ผลกระทบที่ตามมาย่อมไม่เหมือนกันครับ

10 คนชมไม่เท่า 1 คนด่า

กุศลกับอกุศลนั้นมีทิศทางตรงกันข้าม แถมยังน้ำหนักไม่เท่ากัน

ถ้าคำชมทำให้เราตัวลอยเหมือนแก๊สไฮโดรเจนในลูกโป่ง และคำด่านั้นทำให้เราหนักอกเหมือนโดนหินถ่วงไว้ ดูเหมือนกรวดเพียงก้อนเดียวก็หนักพอที่จะทำให้ลูกโป่งไม่อาจลอยไปไหนได้แล้ว

เรื่องนี้เกิดเป็นประจำเวลาผมเขียนบทความและมีคนมาคอมเมนท์ ซึ่งส่วนใหญ่จะแสดงความเห็นไปในทางเห็นด้วยหรือชื่นชม นานๆ ทีจะมีคนมาต่อว่าต่อขาน แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อกลับไปคิดถึงบทความนั้น ผมมักจะจำคำชมไม่ได้ แต่จำคำด่าได้แม่นยำ

ในที่ทำงาน การมีคนพลังงานลบอยู่ในทีมแค่คนเดียว ก็ทำให้ขวัญและกำลังใจของทั้งทีมเสียไปได้ สิบคนที่เหลือต้องขับพลังบวกออกมาพอสมควรถึงจะกลบพลังงานลบจากคนคนเดียวไหว

หรือเวลามีประชุมใหญ่แล้วมีช่วงที่เปิดโอกาสให้พนักงานถามคำถามผู้บริหาร เจอคำถามดีๆ มาสิบคำถามก็ไม่คิดอะไร พอเจอคำถามแย่ๆ แค่ 2-3 คำถาม ก็อาจทำให้ผู้บริหารมองภาพพนักงานแย่ไปเลย ทั้งๆ ที่คนที่ถามไม่สร้างสรรค์นั้นมีแค่คนสองคนในคนฟังนับร้อย

สอดคล้องกับสำนวนไทยที่บอกว่าปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง

เราจึงต้องพยายามลดหรือขจัดต้นตอของพลังงานลบ เพราะมันส่งผลกระทบได้รวดเร็วและรุนแรง

ในขณะเดียวกัน ในฐานะคนทำงานที่อาจโดนติชมหรือโดนคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ ก็ต้องคอยเตือนตัวเองว่านี่เป็นเพียงคนส่วนน้อย และไม่ไปฟาดงวงฟาดงาจนทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อนไปด้วยครับ

ยิ่งใหญ่มิใช่เพราะเก่งกาจ

ยิ่งใหญ่เพราะสม่ำเสมอ

แน่นอนว่าพรสวรรค์ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง เราจึงควรเลือกทำในสิ่งที่เราทำได้ดีและมีฉันทะ เพราะมันจะทำให้เราไปได้เร็วและสร้างผลงานได้โดดเด่น

แต่พรสวรรค์ที่ไม่ได้ถูกค้ำจุนด้วยวินัยย่อมตกม้าตายกลางทาง

เราจึงต้องไม่หลงระเริง ต้องพร้อมที่จะนับหนึ่งใหม่ ต้องเป็นคนที่รอได้

เมื่อมีความสม่ำเสมอที่จะสร้างงานของเราโดยไม่เร่งรีบ ผ่านเวลาหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี ตาน้ำจะกลายเป็นน้ำตก หนึ่งก้าวจะกลายเป็นหมื่นลี้ และก้อนอิฐก็จะกลายเป็นกำแพงเมืองจีนครับ

นั่งคุยกับพ่อ

วันพรุ่งนี้ 14 กันยายน 2563 พ่อผมจะมีอายุครบ 72 ปี

เย็นวานนี้เพื่อนฝูงของพ่อจึงจัดงานเลี้ยงให้พ่อหนึ่งงาน และเที่ยงวันครอบครัวก็จัดงานเลี้ยงให้พ่ออีกหนึ่งงาน

แขกที่มาร่วมงาน จะได้ของที่ระลึกกลับไปด้วย และหนึ่งในนั้นคือหนังสือชื่อ “นั่งคุยกับพ่อ” ซึ่งตั้งใจเขียนขึ้นมาสำหรับวาระพิเศษนี้โดยเฉพาะ

ในหนังสือ ผมเขียนคำนำเอาไว้ดังนี้


สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวของ ประสาร-กาญจน์ลดา มฤคพิทักษ์ ไม่คุ้นเคย ก็คือการจัดงานวันเกิด

ตั้งแต่ผมจำความได้ ทั้งพ่อและแม่ไม่เคยฉลองวันเกิดเลยสักครั้ง ส่วนผมกับน้องชายที่เกิดวันเดียวกันแต่ห่างกัน 4 ปีก็เคยจัดงานวันเกิดแค่ครั้งเดียวตอนที่ผมอยู่ม.1 ทุกวันเกิดที่ผ่านๆ มาจึงเป็นเหมือนวันธรรมดาอีกวันหนึ่ง อย่างมากเราก็แค่ส่งข้อความแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันทางกรุ๊ปไลน์ของครอบครัว ส่วนพ่อจะพิเศษหน่อยคือเขียนคำอวยพรเป็นบทกลอนแต่ก็ยังส่งผ่านไลน์อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม วันที่ 14 กันยายน 2563 เป็นวันเกิดที่พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะพ่อจะมีอายุครบ 72 ปี กลุ่มเพื่อนพ้องของพ่อจึงนัดหมายเพื่อจะจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้พ่อ ส่วนแม่ก็มองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนัดคนในตระกูลรวมถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคยเกื้อกูลกันมามาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันสักมื้อ

เมื่อต้องมาเจอกัน เราเลยคิดว่าน่าจะดีถ้ามีของที่ระลึกติดไม้ติดมือให้แขกเสียหน่อย และของที่ระลึกที่เราคิดจะทำก็คือ “หนังสือ” แม้รู้ว่าคนอ่านหนังสือนั้นเหลือน้อยลงทุกที แต่หนังสือก็มีคุณค่าในแบบที่สื่ออื่นมอบให้ไม่ได้

ธรรมดาคนมีอายุครบ 6 รอบน่าจะอยากมีหนังสือที่บอกเล่าชีวประวัติของตัวเอง ว่าผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความสำเร็จและความล้มเหลวอะไรมาบ้าง แต่พ่อไม่ใช่คนแบบนั้น พ่อไม่ได้อยากเล่าเรื่องอะไรของตัวเองเลย พ่อจึงเลือกที่จะนำบทความที่เคยเขียนลงเฟซบุ๊คนับร้อยบทความมาคัดสรรเหลือ 72 เรื่องเป็นหนังสือชื่อ “หอมกลิ่นความดี”

แต่กระนั้น ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นการดีที่จะบันทึกประสบการณ์ตลอด 72 ปีของพ่อเอาไว้บ้าง เพราะพ่อมีส่วนในเหตุการณ์สำคัญทางบ้านเมืองหลายต่อหลายครั้ง “ผึ้ง” ภรรยาของผมเลยบอกว่าทำไมผมไม่เขียนเองดูล่ะ น่าจะได้มุมมองที่น่าสนใจและได้อรรถรสดี

หนังสือเล่มนี้จึงเกิดขึ้นด้วยการไปนั่งคุยกับพ่อ ส่วนใหญ่จะเป็นตอนค่ำหลังมื้อเย็น ไล่เรียงตั้งแต่วัยเยาว์ที่พ่อเป็นสมาชิกวงอังกะลุง เป็นประธานชมรมที่สวนกุหลาบ เป็นนายฉันท์แก่นที่จุฬาฯ เป็นหนึ่งใน 100 คนที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญในปี 2516 เป็นสหายที่เข้าป่าจับปืน เป็นเจ้าของรายการชีวิตธุรกิจ เป็น ส.ส. สอบตก เป็นวุฒิสมาชิก เป็นคนร่วมถอดถอนรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่โดนนักการเมืองใหญ่ฟ้องร้อง เป็นผู้ปราศรัยบนเวที กปปส. จนกระทั่งมาเป็นปู่ของหลานสี่คนในวันนี้

นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้นั่งคุยกับพ่ออย่างเจาะลึกในทุกแง่มุม ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้เข้าใจในสิ่งที่เข้าใจผิดมาโดยตลอด ได้เห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปและสิ่งที่ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงของคนที่ผมเรียกว่า “พ่อ” มาทั้งชีวิต

ขอบคุณผึ้งที่เป็นเจ้าของไอเดีย ขอบคุณแม่ที่เข้ามาร่วมวงตอบคำถาม ขอบคุณรองที่ช่วยออกแบบปกหนังสือ ขอบคุณขวัญ ภรรยาของรองที่ช่วยรีวิวต้นฉบับ ขอบคุณกัลยาณมิตรของพ่อที่ร่วมเขียนมุมมองที่มีต่อพ่อด้วยไมตรีจิต

และแน่นอน ต้องขอบคุณพ่อที่เป็นตาน้ำของเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในบทสนทนาและข้อความระหว่างบรรทัดจะทำให้ผู้อ่านได้แง่คิดอะไรบางอย่างที่จะนำมาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง คนใกล้ตัว และสังคมต่อไป

ขอให้อ่านหนังสือให้สนุกครับ

รุตม์ – อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
สิงหาคม 2563


ผมมีหนังสือนั่งคุยกับพ่อมาแจก 5 เล่ม

ใครอยากลุ้น ลองมาคอมเมนท์ครับว่า เรามีความประทับใจอะไรในตัวพ่อบ้าง

โดยจะแจกให้กับผู้ติดตามทางเพจเฟซบุ๊ค 3 เล่ม และทาง blockdit 2 เล่มครับ

คอมเมนท์ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 กันยายน และจะประกาศผลวันอังคารที่ 15 กันยายนครับ

สิ่งที่คนไทยมักจะพลาดเวลาตัดสินใจทำธุรกิจ

เมื่อวานนี้ “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ ผู้เขียนหนังสือ “วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน” และเจ้าของเพจ Trick of the Trade ได้มาร่วมสนทนาในกิจกรรม WeShare ที่จัดขึ้นที่บริษัท LINE MAN Wongnai นับเป็น WeShare ครั้งแรกหลัง COVID-19

พี่ปิ๊กมาเล่าให้ฟังเรื่อง Designing Your Life ที่ใช้หลักการ Design Thinking มาจับ ซึ่งพี่ปิ๊กลงทุนไปเรียนเองกับต้นตำรับอย่าง Bill Burnet และ Dave Evan โดยบิลคือผู้คิดค้น Mac Powerbook และผู้อำนวยการหลักสูตรของ d.school ของ Stanford ส่วนเดฟคือผู้คิดค้น Apple mouse รุ่นแรกของโลก

ก่อนอื่นเราต้องทำความรู้จักตัวเองก่อนว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ด้วยการจดบันทึกว่ากิจกรรมที่เราทำในวันนี้ แต่ละอย่างเราทำด้วยความมีส่วนร่วมแค่ไหน (engagement) เราทำไปด้วยพลังบวกหรือพลังงานลบ และกิจกรรมไหนที่สร้างสภาวะลื่นไหล หรือ flow ให้กับเราได้บ้าง

เมื่อทำได้ 21 วัน เราจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นว่ากิจกรรมใดที่เราทำด้วยความสุข ทำด้วยพลังงานบวก และทำให้เราเกิด flow ได้อย่างสม่ำเสมอ

จากนั้นเราก็เลือกคำคำหนึ่งในกิจกรรมนั้นมาทำ mindmap แล้วให้เวลาตัวเอง 3 นาทีในการเขียนมายด์แม็ปที่แตกหน่อมาจากคำๆ นั้น โดยต้องแตกออกไปอย่างน้อย 4 คำ และแต่ละคำต้องแตกออกไปอีก 2 ชั้นเป็นอย่างน้อย

ภายในเวลาอันจำกัด เราต้องเขียนให้เยอะที่สุดโดยไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมาก เพราะถ้าคิดเยอะเกินไปมันจะไปบล็อคความคิดสร้างสรรค์ของเรา

เมื่อครบสามนาทีแล้ว ให้ดูว่า bubble ที่อยู่วงนอกสุดของ mind map มีคำว่าอะไรบ้าง แล้วเราก็เลือกสามคำที่สะดุดตาเอามาคิดต่อว่าจะสร้างธุรกิจจากสามคำนี้อย่างไร

น้องคนหนึ่งได้คำว่า ออสเตรเลีย BBQ Plaza และ MK

ธุรกิจที่อาจทำได้ก็เช่น

  • ไปเปิด BBQ Plaza ในออสเตรเลีย
  • จัดทัวร์ไปออสเตรเลียสำหรับลูกค้าระดับ top spender ของ BBQ Plaza
  • นำเข้าเนื้อวัวจากออสเตรเลียมาขายให้กับ MK

สมมติว่าน้องเลือกข้อสาม มาถึงจุดๆ นี้ หลายคนอาจจะเริ่มด้วยการเข้าเน็ตและหาข้อมูลเกี่ยวกับราคาและแหล่งซื้อเนื้อในออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ปิ๊กบอกว่าสำคัญกว่าและควรทำก่อน คือหาคนที่ทำธุรกิจที่ใกล้เคียงกันแล้วไปนั่งคุยกับเขา

พี่ปิ๊กบอกว่าต่อให้สามคำที่เราได้มาจะสุดโต่งแค่ไหน และไอเดียของเราจะดูพิลึกพิลั่นเพียงใด แต่เราสามารถหาคนที่ทำธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเราได้เสมอ แค่ถามคนรอบข้างก็จะเจอคนที่สามารถแนะนำคนที่อยู่ในธุรกิจนั้นให้เราได้แน่นอน

ในกรณีของน้องที่อยากนำเข้าเนื้อจากออสเตรเลีย อาจจะลองไปคุยกับคนที่นำเข้าปลาแซลมอนก็ได้ เพราะเนื้องานใกล้เคียงกัน ปัญหาที่เจอน่าจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย

เพราะคนไทยมักจะพลาดตรงจุดนี้ คือไม่ยอมไปคุยกับคนที่อยู่ในธุรกิจนี้มาก่อน ทำให้เรามองเห็นแต่ภาพด้านบวกหรือภาพที่เราฝันหวานเอาไว้ โดยไม่ได้คำนึงถึงมุมลบๆ ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย

คนไทยไม่น้อยอยากเปิดร้านกาแฟ โดยเห็นแต่ภาพที่เรายืนดริปกาแฟแบบเท่ๆ ได้สนทนากับลูกค้าไม่ซ้ำหน้า แต่ถ้าคุณไปคุยกับเจ้าของร้าน คุณก็จะรู้ว่าต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่มารับน้ำแข็ง ตอนหมดวันก็ต้องคอยปิดร้าน ต้องทำความสะอาดร้านให้เรียบร้อยถึงจะกลับบ้านได้

และประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าคุณจดบันทึก 21 วันแล้วพบว่าคุณเป็นคนเกลียดการทำความสะอาดบ้านมาก พอคุณต้องมาเจองานทำความสะอาดร้านกาแฟ กิจกรรมนี้มันจะบั่นทอนคุณจนคุณทำธุรกิจร้านกาแฟไม่สำเร็จ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเริ่มทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมไปคุยกับที่เคยทำมาก่อนแล้วเสมอ จากนั้นก็หาโอกาสลงสนามจริง โดยขอเข้าไปทำงานให้เขาฟรีๆ ก็ได้ จะได้รู้ว่าหน้างานเป็นอย่างไร เจอปัญหาอะไรบ้าง flow ที่ได้มามันคุ้มค่ากับการต้องทำงานบางอย่างที่เราไม่ชอบได้รึเปล่า

และถ้ามันไม่ใช่ เราก็จะได้เดินออกมาแล้วไปลองอย่างอื่นต่อ โดยไม่ต้องเสียเงินลงทุนแม้แต่บาทเดียว หากเราสามารถ “ทดลอง” ได้โดยไม่ใช้เงินเลยหรือใช้เงินให้น้อยที่สุด เราก็จะมีโอกาสทดลองได้เยอะขึ้นและนานขึ้น ซึ่งก็จะเพิ่มโอกาสให้เราได้เจอกับงานที่ลงตัวและชีวิตที่ใช่โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทิ้งงานหลักเลยด้วยซ้ำ

ขอบคุณพี่ปิ๊กที่มาร่วม WeShare กับเรา บทเรียนที่พี่ปิ๊กเล่าให้ฟังน่าจะช่วยลดโอกาสในการสูญเสียหยดเลือด หยาดเหงื่อ และน้ำตาของคนที่อยากเริ่มทำธุรกิจได้ไม่น้อยครับ

นิทานหนูตกถังข้าวสาร

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หนูตัวหนึ่งตกลงไปในถังข้าวสารใบใหญ่

มันมีความสุขมากเพราะไม่ต้องไปวิ่งหาอาหารที่ไหนอีกแล้ว

หนูค่อยๆ กินข้าวสารไปทุกวัน มารู้ตัวอีกทีตอนยืนอยู่ที่ก้นถังข้าวสาร ว่าถังใบนี้ใหญ่เกินกว่าที่มันจะปีนออกไปได้

ทางเดียวที่มันจะรอดชีวิตคือรอคนมาเติมข้าวสารลงในถัง ไม่ว่าจะเป็นข้าวชนิดไหนมันก็ต้องกินอย่างไม่มีทางเลือก

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนบางคนก็อาจเป็นเช่นนั้น


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Bhaskar Dutta’s answer to What are the biggest lessons you have learned in the corporate world?

เราเชื่อใจกันมากพอที่จะเถียงกันตรงๆ รึเปล่า

เพราะถ้าคนในองค์กรไม่เชื่อใจกันมากพอ เราจะพบเห็นสถานการณ์เหล่านี้

  • ในที่ประชุมไม่มีใครถาม ไม่มีใครเห็นแย้ง แต่พอออกมานอกห้องก็บ่นกันอุบอิบ
  • ในที่ประชุมรับปากกันดิบดี แต่พอถึงเวลาก็ไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันไว้
  • เวลาเห็นข้อผิดพลาดหรือความบกพร่องของเพื่อนร่วมทีม เราไม่กล้าบอก กลัวทำให้เสียความรู้สึก กลัวเกิดปัญหา เลยเก็บสะสมเอาไว้ พอทนไม่ไหวก็ไปบอกหัวหน้าให้แก้ปัญหาให้หน่อย
  • หัวหน้าไม่กล้าไปกินข้าวกับลูกน้อง กลัวถูกหาว่าจะลำเอียง
  • เมื่อผลงานของลูกน้องไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หัวหน้าไม่กล้าเรียกไปคุยเพื่อให้ปรับปรุงตัว

แล้วเราก็พยายามไปแก้ปัญหาเหล่านี้ที่ปลายเหตุ สร้าง process เพิ่ม ให้ทำรายงานเพิ่ม ให้ทำพรีเซนต์เพิ่ม ซึ่งนอกจากจะไม่สร้างคุณค่าอะไรให้กับลูกค้าและผู้ใช้งานแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนศักยภาพและกำลังใจคนทำงานอีกด้วย

หากอยากให้คนในองค์กรเชื่อใจกันมากพอ ต้องเริ่มที่ข้างบนก่อน ผู้บริหารต้องวางตัวและทำตัวให้น่าเชื่อใจ สื่อสารอย่างโปร่งใส ตัดสินใจอย่างมีหลักการ ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนแฮปปี้กับการตัดสินใจแต่อย่างน้อยทุกการตัดสินใจต้องมีเหตุผลรองรับที่ดี

เมื่อคนในองค์กรมีความเชื่อใจกันมากพอ เราจะกล้าเถียงกันตรงๆ ปัญหาจะไม่ถูกซุกไว้ใต้พรมแต่จะถูกแก้ที่ต้นเหตุ

และเราทุกคนจะได้ใช้แรงและเวลาไปทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ให้สมน้ำสมเนื้อกับสติปัญญาของเราครับ