ซื้อบ้านปีนี้ใช้ทองกี่บาท

สัปดาห์ที่แล้วมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ผมเลยพาลูกๆ ไปเล่นที่ Harborland สาขาเมกาบางนา แล้วบังเอิญเจอ “ออม” เพื่อนสมัยมัธยมปลายที่พาลูกมาเที่ยวเหมือนกัน เราเลยได้นั่งคุยสารทุกข์สุกดิบหลังจากไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปี

ออมกับภรรยาอยู่ที่ชลบุรี ทำธุรกิจส่วนตัวด้านรถบัส แต่ช่วงนี้เหนื่อยเพราะจีนเข้ามาบุกตลาด ออมบอกว่าแถวบ้านมีเด็กที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยดีๆ แต่ยังหางานไม่ได้

“สมัยเราเรียนจบกันใหม่ๆ ต่อให้เรียนแย่ยังไงก็ยังมีงานทำ แถมเงินเดือนจะน้อยยังไงก็ยังซื้อทองได้ 2 บาท 3 บาทแน่ๆ”

เป็นมุมมองที่น่าสนใจมากๆ ผมลองกลับมาหาข้อมูลดูว่าเมื่อปี 2545 (ปีที่พวกผมเรียนจบปริญญาตรี) ทองราคาบาทละ 5,000 บาทเท่านั้น และเงินเดือนเด็กจบใหม่สมัยนั้นก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 10,000 บาท ดังนั้นจึงซื้อทอง 2 บาทได้สบาย

แต่เด็กจบใหม่สมัยนี้เงินเดือน 18,000 บาท ซื้อทองได้สลึงเดียว


ถ้าไม่นับหนังสือ The Psychology of Money ของ Morgan Housel ที่ผมนับเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021 แล้ว หนังสือด้านการเงินที่ผมชอบมากที่สุดคือ The Price of Money ของ Rob Dix

มีกราฟหนึ่งที่ผมเห็นแล้วอึ้งมาก คือกราฟเปรียบเทียบราคาบ้านเมื่อคิดเป็นเงินสด กับเมื่อคิดเป็นทองคำ

ตัวอย่างนั้นเป็นราคาบ้านในอังกฤษ ถ้าปี 1970 เราตั้ง index อยู่ที่ 100 ในปี 2020 index ของราคาบ้านคือ 5,000 หมายความว่าราคาบ้านนั้นแพงขึ้น 50 เท่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาถ้าวัดเป็นหน่วยปอนด์สเตอร์ลิง (£)

แต่ถ้าวัดด้วยน้ำหนักของทอง เริ่มที่ 1970 index คือ 100 พอปี 2020 ก็ยังเป็น index 100 เหมือนเดิม

หมายความว่าหากเมื่อ 50 ปีที่แล้วคุณปู่มีทองแท่งมูลค่ามากพอที่จะซื้อบ้านในอังกฤษสักหลัง แล้วเก็บมันไว้ในตู้เซฟ จนกระทั่งหลานมาเปิดเซฟในวันนี้เพื่อนำทองออกไปขาย ก็จะสามารถซื้อบ้านเกรดเดียวกันได้เลย

คราวนี้มาดูเมืองไทยกันบ้างดีกว่า

พ.ศ. (ค.ศ.) / ราคากลางบ้าน 50 ตร.ว. (บาท) / ราคาทองคำ (ต่อ 1 บาททอง) / จำนวนทองคำที่ต้องใช้
2519 (1976) / 250,000 / 1,400 / 178 บาท
2529 (1986) / 550,000 / 4,200 / 131 บาท
2539 (1996) / 1,500,000 / 4,792 / 313 บาท
2549 (2006) / 2,400,000 / 12,900 / 186 บาท
2554 (2011) / 3,150,000 / 27,100 / 116 บาท
2559 (2016) / 4,000,000 / 22,800 / 175 บาท
2563 (2020) / 4,850,000 / 30,400 / 159 บาท
2569 (2026) / 7,500,000 / 69,000 / 108 บาท

ตัวเลขคงไม่ได้เป๊ะมาก ขึ้นอยู่กับแหล่งอ้างอิง แต่ก็น่าจะพอเห็นเทรนด์ว่าถ้าวัดด้วยทองคำแล้ว บ้านสมัยนี้ “ถูกลง” ด้วยซ้ำถ้าวัดด้วยทอง แต่เป็น “เงินบาท” ต่างหากที่ด้อยค่าลงทุกปี

จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะเงินบาทเท่านั้นที่ด้อยค่าลง เพราะมันเป็นอย่างนี้กันทั้งโลก

ผมนึกถึงหนึ่งในการสัมภาษณ์ที่น่าอึดอัดที่สุด (แต่ก็มีประโยชน์) ของ Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad, Poor Dad) หาฟังได้ใน YouTube: How money makes you poor with Robert Kiyosaki

ในนาทีที่ 11:45 คิโยซากิถามพิธีกรถึงสองรอบว่า

“Why would you save money when they are printing money?”

ทำไมถึงเก็บออมในเมื่อพวกเขา(รัฐบาล)กำลังพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆ?

ประเด็นคงไม่ใช่จะไม่ให้เราเก็บออม แต่แค่ให้เราระลึกไว้เสมอว่าเมื่อเงินมันล้นตลาด มูลค่าของเงินก็จะลดลงเรื่อยๆ ตามหลัก Demand-Supply

ดังนั้นเมื่อเก็บออมเงินสดได้ประมาณหนึ่งแล้ว เราก็ควรเอาเงินไปลงทุนกับสิ่งที่จะยังรักษาคุณค่าอยู่ได้แม้เวลาจะล่วงเลย

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน สิ่งที่เขียนมาน่าจะมีข้อผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปบ้าง หากท่านใดอ่านบทความนี้แล้วเห็นต่าง ก็ขอเชิญแสดงความเห็นได้เลยนะครับ ผมและผู้อ่านท่านอื่นจะได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ

อธิบายให้เพื่อนวิศวะฟังเรื่องการภาวนา

อธิบายให้เพื่อนวิศวะฟังเรื่องการภาวนา

เมื่อสองเดือนที่แล้ว ผมได้ร่วมโต๊ะอาหารกับเพื่อนๆ ประมาณ 6 คน ซึ่งเต็มไปด้วยคนทำงานเก่งๆ รวมถึงมีชาวต่างชาติด้วย

เพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากการฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้า จึงมีการถามไถ่ว่าต้องทำอะไรบ้าง ไปแล้วได้อะไรกลับมา (ซึ่งคนส่วนใหญ่บนโต๊ะไม่เคยไป และไม่คิดจะไปฝึกอะไรแนวนี้ด้วยซ้ำ)

แต่อาจเพราะต้องอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เลยยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนัก เพื่อนอีกคนที่เคยฝึกกรรมฐานมาอย่างเข้มข้นเลยพยายามช่วยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า เราฝึกกรรมฐานเพื่อจะได้เข้าใจถึงวงจรของปฏิจจสมุปบาท ที่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ

แต่ก็ปรากฏว่า technical ไปหน่อย คนบนโต๊ะยังไม่เข้าใจ เขาก็เลยอธิบายเพิ่มว่า เพราะ “Suffering is built-in to your life, we meditate to understand the nature of suffering, so we can be free from it.”

เพื่อนอีกคนที่ไม่เคยฝึกกรรมฐานจึงถามขึ้นมาว่า แล้วทำไมต้องโฟกัสไปที่ความทุกข์ด้วย ทำไมไม่ตั้งต้นจากความสุข – Why do you focus on suffering? Why not focus on happiness?

ถึงจุดนี้ ผมเลยผสมโรงลองอธิบายด้วยภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นดูบ้าง

“แทนที่จะมองว่า “ทุกขัง” คือ suffering อยากให้มองว่า “ทุกขัง” คือสภาพของ “tension” หรือความเค้นที่มีอยู่ในทุกสิ่งในจักรวาล เหมือนกฎข้อหนึ่งใน Thermodynamics ที่บอกว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะต้องเสื่อมสลายไป”

“Entropy ใช่มั้ย?” เพื่อนอีกคนบนโต๊ะพูดขึ้นมา

“ใช่ๆ” ผมตอบ “และเราภาวนาก็เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกัน เวลาเกิดเรื่องดีๆ เราจะไม่ยึดติด เวลาเกิดเรื่องร้ายเราก็จะไม่ผลักไสไล่ส่ง”

จากนั้นบทสนทนาก็หักเหไปที่เรื่องอื่น แต่ผมก็รู้สึกว่าน่าจะดีถ้าได้เขียนถึงเรื่องนี้ โดยใช้ภาษา “เด็กวิดวะ” เผื่อว่ามันจะถูกจริตคนที่ชอบอะไรเป็นเหตุเป็นผล ไม่นิยมเรื่องราวปาฏิหาริย์ ไม่เรียกร้องความเลื่อมใสศรัทธา แต่เชื้อเชิญให้มาลองพิสูจน์

พระพุทธเจ้าก็เคยเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ความเพียรอย่างยิ่งจึงพบสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” ซึ่งก็คือความจริงของ “ธรรมชาติ” แล้วก็ช่วยเขียนแผนที่ให้เราอย่างละเอียดลออ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอ่านแผนที่แล้วออกเดินทางหรือไม่

ผมขอทำนาย (และมุ่งหวัง) ว่าเพื่อนวิศวะบางคนที่อยู่บนโต๊ะกินข้าวในวันนั้นจะกลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้งในอนาคต หลังจากได้พิชิตภูเขาไปครบทุกลูกแล้วและพบว่ามันอาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดครับ


ภาวนาคืออะไร

คำว่า “ภาวนา” ไม่ใช่การสวดวิงวอนขอ แต่คือการ “ทำให้เจริญขึ้น” (make progress) ส่วนคนอื่นๆ อาจจะเรียกว่า “การปฏิบัติ”

อาจารย์ท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า การภาวนาหรือการปฏิบัตินั้นมีสองสเต็ป สเต็ปแรกคือทำให้ถูก สเต็ปที่สองคือทำให้พอ

แล้วการภาวนามีหลักการอย่างไร?

ถ้าให้อ้างอิงคำสอนของหลวงปู่ปาโมชฺโช การภาวนาคือการ

“มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง”

สังเกตว่าไม่ได้มีตรงไหนบอกว่าจะต้องนั่งหลับตาขัดสมาธิ เพราะการภาวนาเกิดได้ในทุกอิริยาบถตราบเท่าที่เรามีสติและไม่ลืมกายลืมใจของตัวเอง

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราต้อง Start with Why ก่อน – เราจะภาวนาไปทำไม?

สำหรับผม เราภาวนาเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี


ชีวิตที่ดีประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

การงานที่ทำแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีคุณค่า
การเงินที่มั่นคง เพราะเราอยู่ในโลกทุนนิยม
ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ toxic
สุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายใจ

ข้อสุดท้ายเรื่องสุขภาพ ช่วงนี้เทรนด์เรื่องออกกำลังกายกำลังมาแรง ทั้งวิ่ง ทั้งเต้นแอโรบิค ทั้งเตรียมไป Hyrox และอะไรอีกมากเพื่อจะได้มี healthspan ที่ยืนยาว

แต่เราอาจไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพใจมากนัก เพราะถ้ามีงานดี เงินดี ความสัมพันธ์ดี ใจเราก็ดีไป 90% แล้ว และยิ่งถ้าเคยผ่านความยากลำบากมามากพอ ความทุกข์ก็จะทำอะไรเราไม่ค่อยได้

ใช่ครับ อะไรที่เราเคยผ่านมาได้หลายครั้ง เราจะกลัวมันน้อยลง

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยผ่านในชีวิตนี้ คือความตายของตัวเอง

และเหมือนที่ในหนังสือ Four Thousand Weeks กล่าวไว้ว่า ที่พวกเราทั้งหลายชอบทำตัวเองให้ยุ่งเข้าไว้ มุ่งหวังจะประสบความสำเร็จต่างๆ นานา ก็เพราะเราไม่อยากสบตากับความจริงที่ว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องจากโลกนี้ไป


แล้วการภาวนาช่วยอะไรในประเด็นนี้?

ตามคำของครูบาอาจารย์ การภาวนาจะทำให้เราเห็นความจริงของชีวิต ว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว ทุกอย่างไม่อาจคงทนอยู่ได้ และทุกอย่างไม่อาจยึดเอาไว้ได้เลย

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งฝรั่งคนหนึ่งเคยแปลไว้เป็น 3P:

Nothing is Permanent.
Nothing is Perfect.
Nothing is Personal.

อีกคำหนึ่งที่ Haruki Murakami นักเขียนชื่อดังกล่าวไว้ และสอดคล้องกับการภาวนามากก็คือ “Pain is inevitable. Suffering is optional.”

ทุกข์กายนั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์ใจนั้นเราเลือกได้

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราคุ้นชินมาตลอดว่าทุกข์กายเมื่อไหร่ก็ทุกข์ใจเมื่อนั้น

ผมเคยเข้าคอร์สวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้ามาสองหน เพื่อจะจับจุดได้ว่า เวทนา (อ่านว่า เว ทะ นา แปลว่า ความรู้สึก (sensation)) ทางกาย กับ กับจิตใจนั้นเป็นคนละส่วนกัน

โดยจิตใต้สำนึกแล้ว เราถูกฝึกมาว่าถ้าเจอเวทนาทางกายที่เป็นสุข เราก็อยากรักษามันเอาไว้ให้นานๆ และอยากแสวงหามันอีก แต่ถ้าเจอเวทนาทางกายที่เป็นทุกข์ เราก็อยากให้มันหมดไปเร็วๆ หรือหลีกเลี่ยงมันให้ได้มากที่สุด

แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าสุขแค่ไหนมันก็จะหมดไปรวดเร็วกว่าที่เราหวัง และเราจะหนีความเจ็บปวดทางกายไม่พ้น ยิ่งอายุมากขึ้น เราจะยิ่งรู้ซึ้งและเข้าถึงความจริงข้อนี้

เมื่อเราสามารถเป็นกลางกับเวทนาที่เราชอบ และเป็นกลางกับเวทนาที่เราไม่ชอบได้ เราก็จะเป็นนายเหนือความรู้สึกเหล่านั้น

ในเมื่อเราใช้พลังอย่างมากมายไปกับการมีอิสรภาพทางการเงิน เราก็ควรจะแบ่งปันพลังบางส่วนเพื่อสร้างอิสรภาพทางใจด้วยเช่นกัน

การดูเวทนานั้นเป็นหนึ่งในเส้นทางของ “สติปัฏฐาน 4” อีกสามเส้นทางคือการดูกาย ดูจิต และดูธรรม เปรียบเหมือนทางขึ้นภูเขาที่มีสี่เส้นทาง ไม่ว่าจะขึ้นทางไหนก็ถึงยอดเขาได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับจริตนิสัยของแต่ละคน ตัวผมเองเคยดูเวทนาแล้วไม่สามารถยืนระยะได้ และพบว่าถนัดดูกายมากกว่า


ว่าด้วยเรื่องการเวียนว่าย

นอกจากการภาวนาเพื่อจะได้สร้างภูมิคุ้มกันกับความทุกข์ที่เราจะได้ประสบตอนแก่-เจ็บ-ตาย แล้ว ก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะอิงความเชื่อมากหน่อย แต่ถ้าผมไม่เขียนถึงก็คงไม่แฟร์กับผู้อ่าน

นั่นคือ หากเรามีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงในวินาทีที่เราจะจากโลกนี้ไป เรามีแนวโน้มที่จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี หรือที่ว่า “ไปสู่สุคติ”

ซึ่งก็คือการได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นอะไรที่สูงกว่านั้นเช่นเทวดา เป็นรูปพรหม หรือเป็นอรูปพรหม (พรหมที่ไม่มีร่าง)

ส่วน “ทุคติภูมิ” คือภูมิที่อยู่ต่ำกว่าโลกมนุษย์อันได้แก่นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน

คำอธิบายเรื่องนรก-สวรรค์ที่ผมชอบก็คือ ไม่ได้มีผู้ใดตัดสินว่าเราจะไปเกิดในภพภูมิไหน สิ่งเดียวที่ตัดสินก็คือ “คุณภาพของจิตใจ” ตอนนั้นว่าเป็นแบบไหน ก็ย่อมไปสู่ภพภูมิที่เหมาะกับสภาพของจิตแบบนั้น เช่นจิตที่สว่างและเบาสบายก็จะไปสู่สุคติภูมิ จิตที่มืด-หนัก-บิดเบี้ยว ก็จะไปสู่ทุคติภูมิ เหมือนน้ำกับน้ำมันที่จะแยกกันอยู่คนละชั้น

เราไม่อาจรู้ได้ว่านรก-สวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่ แต่เรารู้ว่าภพภูมิมนุษย์กับภพภูมิสัตว์เดรัจฉานนั้นมีอยู่จริงแน่ๆ และพวกเราส่วนใหญ่ก็น่าจะอยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มากกว่าจะเกิดเป็นหมูหมากาไก่

คำถามก็คือเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะกลับมาเกิดอีก?

ผมว่าเราสามารถแบ่งความเชื่อเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรกคือตายแล้วจบ กลุ่มที่สองคือตายแล้วไปรอการพิพากษาจากพระเจ้า และกลุ่มที่สามคือตายแล้วกลับมาเกิดเรื่อยๆ

ผมอ่านเจอคอนเซ็ปต์หนึ่งที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่ผมชอบมากจากหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์

อาจารย์บอกว่า เวลาเราทำโปรเจกต์อะไรยากๆ สมมติโอกาสสำเร็จแค่ 20% โอกาสล้มเหลว 80% แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ และทำไปเรื่อยๆ “โอกาสจะไม่สำเร็จเลยสักครั้ง” ก็จะยิ่งน้อยลงไปตามจำนวนครั้งที่เราพยายาม

ลองหนึ่งครั้ง โอกาสไม่สำเร็จคือ 80%
ลองสองครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80%*80% = 64%
ลองสามครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80% ยกกำลัง 3 = 51.2%
ลองสิบครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80% ยกกำลัง 10 = 10.7%

ดังนั้น ถ้าเราพยายาม 10 ครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งมีเพียง 10.7% และโอกาสสำเร็จอย่างน้อย 1 ครั้งก็คือ 100%-10.7% = 89.3%

คราวนี้ลองมานึกถึงการที่พระสงฆ์หลายท่านที่เราเคารพนับถือ ออกมายืนยันว่าชาติหน้ามีจริง ซึ่งท่านไม่ได้พูดจากการความเชื่อหรือการคาดเดา แต่เพราะท่านผ่านการปฏิบัติภาวนาจนรู้เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น

การจะประกาศอย่างนี้ก็มีความเป็นไปได้สามอย่าง

หนึ่งคือท่านตั้งใจโกหก
สองคือท่านเข้าใจผิด หรือพูดเพียงเพราะเชื่อต่อๆ กันมา
สามคือท่านพูดความจริงเพราะประสบมาแล้วด้วยตนเอง

สมมติว่าผมให้โอกาสรวมกันของสองข้อแรกเท่ากับ 80% และโอกาสที่ท่านจะรู้แจ้งเห็นจริงแค่ 20%

และสมมติว่ามีพระสงฆ์ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบออกมาคอนเฟิร์มคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างหนักแน่นสัก 30 รูป/องค์ โอกาสที่ทุกรูป/ทุกองค์จะโกหกหรือเข้าใจผิดนั้นเท่ากับ 80% ยกกำลัง 30 หรือเพียง 0.1% เท่านั้น

ผมเข้าใจว่าวิธีคิดแบบนี้มีจุดอ่อน เพราะทุกศาสนาก็อาจเคลมได้เหมือนกัน ทุกคนต่างก็ถือว่าตัวเองถือความจริงสูงสุดเอาไว้ ผมจึงเชื่อว่าสุดท้ายแล้วทุกศาสนาล้วนบรรจุความจริงอยู่ไม่มากก็น้อย (รวมถึงคนไม่มีศาสนาด้วย) ก็แล้วแต่เราแล้วว่าแนวไหนเหมาะกับจริตของเรามากที่สุด

ผมเองเลือกเชื่อเรื่องการเวียนว่ายฯ เพราะมันเป็น “story” ที่ดูสมเหตุสมผลว่าทำไมแต่ละคนเกิดมาไม่เท่ากัน เพราะทำดีก็ได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ทุกแรงกระทำจะมีแรงตีกลับเสมอ เหมือนกฎข้อที่สามของนิวตันที่ว่า For every action, there is an equal and opposite reaction.


เข้าสู่กระแส

เกร็ดอีกอย่างที่อยากเล่าไว้ตรงนี้ คือความหมายของอริยบุคคลทั้ง 4 ระดับ

โสดาบัน – แปลว่าผู้อยู่ในกระแส

สกิทาคามี – ผู้ที่กลับมาอีกหนึ่งครั้ง

อนาคามี – ผู้ที่ไม่กลับมาแล้ว

อรหันต์ – ผู้ที่ประหารศัตรู

อร คือ อริ ศัตรูในที่นี้ก็คือกิเลส พระอรหันต์คือผู้ที่กำจัดกิเลสได้หมดจด

อาคามี แปลว่า ผู้กลับมา อนาคามีจึงแปลว่าผู้ที่จะไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์แล้ว ส่วนสกิทาคามียังกลับมาเกิดบนโลกมนุษย์อีกครั้งเดียว (“สกี” แปลว่าครั้งเดียว)

“โสดา” แปลว่า กระแส ส่วน “อาปันนะ” แปลว่าผู้เข้าถึงแล้ว โสดาบันจึงหมายถึงผู้เข้าถึงกระแสธรรม และจะไม่มีวันไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ได้อีก

ดังนั้น สมมติว่าชาติหน้ามีจริง และถ้าเราสามารถเป็นผู้อยู่ในกระแสได้ เราก็จะปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเกิดเป็นหมูหมากาไก่หรืออะไรที่แย่กว่านั้น

นอกจากจะมีงานที่ดี สุขภาพกายที่แข็งแรง ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ฐานะการเงินที่มั่นคง การภาวนาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วย “ซื้อประกันทางจิตวิญญาณ” ให้กับเรา

และถึงชาติหน้าไม่มีจริง การเป็นที่คนรู้จักความจริงของชีวิต ไม่ยึดมั่นถือมั่น บางเบาจากกิเลส ก็น่าจะช่วยให้เรามีความสุขความสงบใจได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่สำคัญว่าชาติหน้าจะมีจริงหรือไม่

บางคนอาจจะถามว่า ถ้าไม่มีกิเลส แล้วจะเอาอะไรขับเคลื่อน เราจะกลายเป็นคนขี้เกียจไม่คิดทำมาหากินหรือไม่

ผมกลับคิดว่าเมื่อเรากิเลสเบาบาง เราจะขยันยิ่งกว่าเดิม

ถ้าแจ๊ค หม่าโด่งดังจากสูตร 9-9-6 คือทำงาน 9 โมงเช้า เลิก 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ สูตรของพระพุทธเจ้าน่าจะเป็น 4-10-7 คือทรงงานตั้งแต่ตี 4 ถึง 4 ทุ่ม 7 วันต่อสัปดาห์ (สมัยนั้นยังไม่มีคอนเซ็ปต์วันหยุดเสาร์-อาทิตย์)

หรือถ้าไปดูช่อง YouTube ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ก็จะพบว่ามีคลิปธรรมบรรยายเกือบสี่พันคลิป ถ้าเรานับหลวงปู่เป็น content creator ก็ย่อมเป็นหนึ่งในอินฟลูที่ขยันผลิต content ที่สุดในเมืองไทยอย่างแน่แท้


Next Steps

ถ้าเพื่อนวิศวะ (หรือไม่วิศวะ) อ่านมาถึงจุดนี้แล้วรู้สึกสนใจ ก็อาจมีคำถามว่า แล้วยังไงต่อ?

ผมก็ขอแนะนำสองอย่างที่ลงมือทำได้ทันที

หนึ่ง คือลองภาวนาแบบง่ายๆ และไม่เก้อเขินด้วยการไปเดินเล่นแล้วคอยรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย และพอใจเราเผลอไปคิดอะไรจนลืมดูกายไปก็คอยรู้ตัวแล้วกลับมาดูกายอีกครั้ง ทำวันละ 10-15 นาที ถ้าเยอะไปก็ลดเวลาได้

สอง ฟังคลิปธรรมบรรยายของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ไม่ใช่เพราะหลวงปู่เทศน์ดีที่สุด แต่เพราะว่าหาฟังง่าย และเข้าใจได้ไม่ยาก น่าจะถูกจริตเด็กวิศวะและคนเมือง-คนทำงาน

ทำแค่สองข้อนี้ก่อนก็พอ สำคัญคืออย่ารีบร้อนหรือตั้งใจจนเกินไป ให้ทำไปแบบชิลล์ๆ แต่สม่ำเสมอ แล้วคอยสังเกตว่าเห็นความคิดตัวเองบ่อยขึ้นมั้ย โกรธสั้นลงรึเปล่า มีใจที่เบาสบายขึ้นหรือไม่

ย้ำอีกครั้งว่าการภาวนาไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตา หรือซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ การภาวนาคือการ “มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง”

ถ้าทำแล้วเครียดกว่าเดิม แน่นกว่าเดิม แปลว่าเรายังทำไม่ถูก ยังโลภเกินไป ยังเล็งผลเลิศเกินไป เพราะถ้าทำถูกเราจะรู้สึกได้ว่าทำไปอย่างมีความสุขด้วยใจที่โล่งสบาย

อย่างที่เขียนไปตอนต้นว่าการภาวนามีสองสเต็ป สเต็ปแรกคือทำให้ถูก สเต็ปที่สองคือทำให้พอ เมื่อทำครบสองข้อแล้วเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ผมก็เชื่อว่าเราจะเริ่มขวนขวายหาความรู้ต่อยอดไปได้ด้วยตนเอง

เมื่อเราภาวนาถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันความทุกข์ ไม่หัวฟัดหัวเหวี่ยงไปกับโลกที่ AI เข้ามาดิสรัปต์อะไรต่อมิอะไร

และแม้ AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน ผมก็ยังเชื่อว่างานท้ายๆ ที่ AI จะทำแทนเราได้คืองานภาวนา

ก่อนจากกัน ผมขอฝากเอาไว้อีกสามประโยค

ประโยคแรกจากคำสอนของพระสักรูป/องค์ที่ส่งต่อกันมาทางไลน์

“วิชาทางโลกเรียนอย่างไรก็ไม่จบ วิชาทางธรรมนั้นเรียนจบได้”

ประโยคที่สองจาก “หลวงปู่ดูลย์” อาจารย์ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช:

“การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง”

และประโยคสุดท้ายจากคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนเสด็จปรินิพพาน

“สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

สิ่งที่ควรรีบทำเมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์

ในหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ได้กล่าวถึง “4 พญามาร” ที่เป็นโรคไม่ติดต่อแต่ส่งผลให้คนในยุคนี้เสียชีวิตได้มากมาย

4 พญามารนั้นได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม

ใน 4 ตัวนี้ โรคสมองเสื่อมเป็นตัวที่น่าหนักใจที่สุด เพราะป้องกันได้ยากและยังไม่มีหนทางรักษา เมื่อเป็นแล้วเรามักทำได้แค่การประคับประคองและดูแลกันไปเท่านั้น

โรคสมองเสื่อมไม่ได้ทำลายผู้ป่วยก่อน เพราะถึงจุดหนึ่งผู้ป่วยจะเข้าสู่สภาวะไม่รับรู้อะไร และมีความสุขในโลกของตัวเอง คนที่รับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยต่างหากที่จะพังเสียก่อน

มีบทความหนึ่งใน Substack ของคุณ Vance Frost ที่ว่าอะไรบ้างที่เราควรรีบทำในช่วง 90 วันแรกหลังจากที่คนในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อม

จึงขอสรุปเนื้อหามาบางส่วน เพื่อช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมใจ รวมถึงได้กลับมาอ่านใหม่เพื่อใช้เป็นแนวทางในวันที่โชคไม่เข้าข้างเราครับ

1. ทำหนังสือมอบอำนาจ

เพื่อให้เรามีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินได้อย่างเบ็ดเสร็จ แน่นอนว่ามันอาจดูเหมือนการฮุบสมบัติ แต่มันอาจดีกว่าการที่เราต้องไปให้การต่อหน้าผู้พิพากษาว่าทำไมเราถึงมีสิทธิ์ขายบ้านหลังนี้เพื่อนำเงินมาดูแลพ่อแม่

การขอเป็นผู้อนุบาลผ่านศาลต้องใช้เงินมากมายและเสียเวลาเป็นปี แต่การทำหนังสือมอบอำนาจตั้งแต่วันนี้ใช้เงินเพียงไม่กี่บาท

2. จำกัดการใช้เงิน

ผู้ป่วยสมองเสื่อมคือเหยื่ออันโอชะของมิจฉาชีพ ยิ่งในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยสแกมเมอร์ยิ่งอันตรายเป็นเท่าตัว เราจึงต้องระวังอย่าให้ผู้ป่วยมีบัตรเครดิต อย่าให้มีเงินในแอปธนาคารมากเกินไป บล็อกการกู้เงินออนไลน์ และหมั่นเช็คว่าเขาเผลอสมัครบริการอะไรในมือถือของเขาหรือเปล่า

3. ปรับเปลี่ยนพื้นที่

ให้คิดภาพว่าบ้านของเราเต็มไปด้วยกับระเบิด และความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดคือการที่ผู้ป่วยหกล้มจนกระดูกสะโพกหัก เราต้องเอาพรมออกให้หมดเพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการลื่นล้ม ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ และควรทำพื้นห้องน้ำให้ไม่ลื่น อาจต้องเสียเงินหลักพันหรือหลักหมื่นในตอนนี้ แต่ยังถูกกว่าค่ากายภาพบำบัดเป็นสิบเท่า

4. ติดป้ายไว้ทุกที่

เวลาออกไปข้างนอก ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะหลงทางหรือไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน และจะกลับบ้านยังไง การให้ท่านพกโทรศัพท์มือถืออย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะท่านอาจจะลืมไว้ที่ไหนก็ได้ เราควรมีระบบติดตามตัว (GPS tracker) ที่ไม่ได้แค่ใส่ไว้ในกระเป๋าแต่ควรฝังติดไปกับรองเท้า และควรติดป้ายชื่อและเบอร์ติดต่อไว้บนเสื้อผ้าทุกชิ้น (ใช้แบบรีดติดผ้าถาวรไปเลยก็ดี)

5. พึ่งพาจิตแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเปลี่ยนไป ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน เริ่มมีอาการก้าวร้าว ถือของมีคมเดินไปเดินมา หรือเริ่มขว้างปาสิ่งของ การที่เราพยายามนั่งลงพูดคุยกับเขาดีๆ จะไม่ช่วยอะไร เพราะมันเป็นความผิดปกติของสมองส่วนหน้า เราต้องพาเขาไปหา “จิตแพทย์ผู้สูงอายุ” (Geriatric Psychiatrist) เพื่อให้ช่วยจัดยาให้

6. อย่าหวังพึ่งสวัสดิการรัฐ

รัฐอาจช่วยค่าหมอได้บ้าง แต่รัฐจะไม่ได้ช่วยเรื่องค่าคนดูแล ทั้งการอาบน้ำ ป้อนข้าว เปลี่ยนผ้าอ้อม เราต้องควักเงินจ้างคนดูแล หรือไม่ก็ลาออกจากงานมาดูแลท่านเอง (ซึ่งสุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลย)

7. เล่นไปตามบท

ถ้าท่านเห็นผีอยู่ที่มุมห้อง อย่าไปพยายามอธิบายว่ามันไม่มีอยู่จริง เราทำได้เพียงช่วยไล่มันออกไปซะ

8. เลิกคาดหวังว่าพ่อแม่ของเรายังอยู่

นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุด เราต้องโยน “เด็กน้อยในตัวเรา” ทิ้งไป เด็กน้อยที่ยังโหยหาการยอมรับและแววตาที่คุ้นเคยจากพ่อแม่ เพราะคนที่เลี้ยงดูเรามาจะค่อยๆ จากเราไปทีละน้อย เหลือเพียงร่างกายที่ยังดำเนินไปตามกลไกของชีวิต

สิ่งสำคัญคือเราควรมีเมตตาให้มาก อย่าตำหนิตัวเองเวลาที่เราหงุดหงิด และอย่าคาดหวังคำขอบคุณ จงสวมวิญญาณของยอดมนุษย์ที่มีจุดมุ่งหมายในการดูแลท่านให้ปลอดภัย รักษาจิตใจตัวเองให้มั่นคง และดูแลทรัพย์สินไม่ให้ร่อยหรอ

ผมเองไม่ได้มีประสบการณ์ตรง และเนื้อหาที่นำมาแชร์ด้านบนก็เป็นของต่างประเทศ อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนหรือทุกสถานการณ์ ดังนั้นสามารถท้วงติงและให้ความเห็นเพิ่มได้เลยนะครับ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตครับ


ป.ล. ภาวะสมองเสื่อมมีหลายประเภท โรคอัลไซเมอร์เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด

ขอบคุณเนื้อหาจาก

Vance Frost: Your Parent Has Dementia. Here’s the $405,000 Survival Guide Nobody Gave You.

Outlive ตอนที่ 4 – โรคอัลไซเมอร์

สามหนุ่ม สามมุม สามเล่ม

ตอนผมเรียนอยู่ชั้นประถม ในสมัยที่คำว่า “ซิทคอม” ยังไม่ได้ถูกใช้กันแพร่หลาย ซิทคอมเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากคือ “3 หนุ่ม 3 มุม

พี่ชาย​คนโต “เอกพล” รับบทโดย “กบ” ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ผู้จัดการธนาคารหนุ่มวัยกลางคน ที่มีการดำเนินชีวิตที่เป็นระบบ มีแบบแผน ขี้งก และมีแนวความคิดหัวโบราณนิดๆ

พี่ชาย​คนกลาง “ทศพล” รับบทโดย “แท่ง” ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง สถาปนิก รักอิสระ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์หรือการถูกบังคับ ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ เพราะเป็นนักเรียนนอก และเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ

น้องชาย​คนเล็ก “พีรพล” รับบทโดย “มอส” ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ นักศึกษามหาวิทยาลัยวัยรุ่นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่กำลังค้นหาตัวเองว่าชอบ ไม่ชอบอะไร และควรจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางไหน

จำได้ว่าเรื่องนี้ดังจนชื่อของทั้งสาม “กบแท่งมอส” มักจะถูกเรียกติดกันเสมอ ผมเองชอบพี่แท่งในเรื่องนี้มากจนเลียนแบบการที่ “ทศ” แทนตัวเองว่า “เรา” จนติดตัวมาถึงทุกวันนี้

วันนี้เลยอยากพูดถึง 3 หนุ่ม 3 มุม 3 เล่ม

พี่เอ๋ นิ้วกลม กับหนังสือ “ทั้งชีวิตคือบทเรียน”

ต้นสน สันติธาร กับหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่”

ทอย กษิดิศ กับหนังสือ “Life’s Missing Manual คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป”

สองเล่มแรกออกในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา ส่วนเล่มของทอยออกในงานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ผมอ่านจบแล้วทั้งหมด เลยคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะเขียนถึงทั้งสามหนุ่ม และสามเล่มนี้ครับ


พี่เอ๋ – สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์

ผมเจอพี่เอ๋ (และชิงชิง) ตัวเป็นๆ ครั้งแรกตอนทำงานที่พี่เอ๋มาพูดที่ทอมสัน รอยเตอร์เมื่อประมาณปี 2013 ประโยคหนึ่งที่ผมจำได้แม่นคือ “ความคันคือความจริง” ถ้าเรารู้สึกคันกับสิ่งใด สิ่งนั้นคือความจริง และเราควรจะเกามันซะ พี่เอ๋เล่าว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเกิดมีอาการคันอยากทำหนังสือทำมือ ก็เลยชวนเพื่อนๆ ทำกันแล้วก็ซีร็อกซ์แจกฟรี

ตอนผมไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ผมติด “โตเกียวไม่มีขา” ไปด้วย และอ่านจบบนเครื่องบินก่อนจะแลนดิ้งที่ฮาเนดะ ส่วน “ผึ้ง” ภรรยาของผมก็ตามอ่านนิ้วกลมอยู่เช่นกัน และพี่เอ๋ก็เคยเขียนโน้ตอวยพรให้ผึ้งว่า “ฝันแข็งแรงครับ” ซึ่งตอนนั้นผึ้งไม่ค่อยเก็ท แต่คุยกับผึ้งเมื่อสักครู่นี้ผึ้งก็บอกว่าตอนนี้เก็ทแล้ว ว่าสิ่งที่เรามีในวันนี้ ก็เกิดจากความฝันอันแข็งแรงในอดีตนั่นเอง

หลังจากผมเริ่มเขียนบล็อกมาสักพัก ได้ออกหนังสือไปสามเล่มแล้ว ก็เคยคุยกับผึ้งเล่นๆ ว่าถ้างานของผมได้ออกกับ KOOB บ้างก็น่าจะดี เพราะดูแล้วแนวทางน่าจะสอดคล้องกัน แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงเมื่อพี่เอ๋ทักมาว่าสนใจทำหนังสือกับ KOOB มั้ย จนเกิดเป็น “คำถามร้อยบาท กับคำถามล้านบาท” ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว และเป็นเล่มที่ผมชอบมากที่สุดใน 4 เล่มของ Anontawong’s Musings


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “ทั้งชีวิตคือบทเรียน”

ผมอ่านแล้วก็เข้าใจว่าทำไมพี่เอ๋ถึงบอกว่ารักหนังสือเล่มนี้มาก ผมเดาว่าพอเราได้ทบทวนชีวิตตัวเองอย่างละเอียด ก็จะพบว่ามีผู้คนมากมายเต็มไปหมดที่เป็นเหมือนลมใต้ปีกที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้ ความรู้สึกขอบคุณจึงท่วมท้น

ตัวละครลับที่ผมเพิ่งได้รู้จัก คือเพื่อนที่ชื่อ “กบ” และผมยกให้เป็น MVP เพราะถ้าไม่มีคนคนนี้ อาจไม่มีนักเขียนที่ชื่อว่านิ้วกลมก็ได้ เพราะแต่ก่อนพี่เอ๋ไม่ชอบการอ่านหนังสือเลย อ่านแต่การ์ตูน จนกระทั่งวันหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่เพื่อนกบยื่นหนังสือ “จินตนาการไม่รู้จบ” (The Never Ending Story) มาให้ลองอ่าน และทำให้พี่เอ๋เข้าสู่โลกแห่งหนังสือจนสามารถขลุกอยู่ในห้องสมุดได้ทั้งวัน

แถมก็เป็นเพื่อนกบคนเดิมที่เอาหนัง Dead Poets Society ให้พี่เอ๋ดู จนคำว่า Carpe Diem (คาร์เพเดียม – จงฉวยวันเวลาเอาไว้) น่าจะเป็นหนึ่งในคติประจำใจของการใช้ชีวิตของพี่เอ๋มาตลอดเลยก็เป็นได้

อ่านเล่มนี้แล้วเราก็จะพบว่า ชีวิตของคนคนหนึ่งมันมีจุดหักเหได้มากมาย ไม่ต่างอะไรกับหลักการในหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas ที่บอกว่า หากย้อนกลับไปเปลี่ยนอะไรแม้แต่นิดเดียว เหตุการณ์ทุกอย่างอาจพลิกผันไปได้อย่างมหาศาล ถ้าพี่เอ๋ไม่ได้เชื่อในความคันจนลงมือทำหนังสือทำมือ ก็อาจไม่ได้มาเจอชิงชิง (ที่ทำหนังสือทำมือเหมือนกัน) ในกาลต่อมา แล้วก็จะไม่มีสำนักพิมพ์ KOOB และ “คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท” ก็อาจไม่มีอยู่ในโลกนี้เช่นกัน


ต้นสน – สันติธาร เสถียรไทย

ในสามหนุ่มที่กล่าวมา ผมน่าจะได้เจอกับต้นสนเยอะที่สุด ได้ใช้เวลาด้วยกันมากที่สุด แต่ได้คุยกันไม่เยอะเพราะเราจะเจอกันในห้องซ้อมดนตรีเป็นหลัก

ต้นสนเป็นเพื่อนสนิทกับ “พล” (ผู้ก่อตั้ง Moreloop) มาตั้งแต่เด็ก พลเล่นเบส ต้นสน (หรือ “สน” เฉยๆ แบบที่พลเรียก) เล่นกีตาร์โซโล และก็เป็นพลนี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตีตั้งวง IMET Band* ขึ้นมา ผมเลยได้มาร่วมวงด้วยในฐานะกีตาร์ริธึ่มและ “ผู้จัดการวง” (จำเป็น)

ต้นสนเป็นคนสบายๆ เป็นกันเอง ยิ่งเวลาต้นสนคุยกับพลและต้อง (กวีวุฒิ) เรื่องดนตรียิ่งมีดวงตาเป็นประกาย ส่วนฝีมือเล่นกีตาร์ก็ไม่ธรรมดา (ถ้าไม่ลืมแกะมา) จนดูไม่ออกเลยว่านี่คือนักเศรษฐศาสตร์ปริญญาเอกจาก Harvard และมีส่วนสำคัญในหลายนโยบายที่ขับเคลื่อนประเทศไทย

ในปี 2024 มีหนังสือภาษาไทย 3 เล่มที่ผมได้อ่านแล้วชอบมากเป็นพิเศษ เล่มแรกคือ “ฉันอาจจะผิดก็ได้” (I May Be Wrong) เล่มที่สองคือวิชาคนตัวเล็ก ของคุณพูนลาภ อุทัยเลิสอรุณ เจ้าของสำนักพิมพ์วีเลิร์น และเล่มที่สามก็คือ Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม ของต้นสน เมื่อได้รู้ว่าปีนี้จะออกเล่มใหม่จึงไปหาซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือตั้งแต่วันแรกๆ


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่”

ผมอ่านตัวหนังสือของต้นสนแล้วรู้สึกเหมือนเขาอยู่อีกมิติหนึ่ง (He’s living on a different plane) ซึ่งผมก็เคยเกิดความรู้สึกนี้กับหัวหน้าเก่าชาวอังกฤษชื่อ David Beattie (ซึ่งจบด็อกเตอร์มาเหมือนกัน)

คนที่อยู่อีกมิติหนึ่งในนิยามของผมคือคนที่มองเห็นในมุมที่เราไม่เคยมอง และมีแนวคิดที่ทำให้เราประหลาดใจ ผมเดาว่าเพราะต้นสนมีโอกาสพูดคุยและทำงานร่วมกับคนระดับ Top 1% มาเยอะ ซึ่งไม่ใช่แค่ Top 1% ของประเทศ แต่เป็น Top 1% ของวงการ (industry) นั้นๆ ด้วย ดังนั้นสิ่งที่ต้นสนเขียนในหนังสือจึงมีความสดใหม่และหาอ่านไม่ได้ทั่วไป

หนึ่งในเทคนิคที่ต้นสนใช้เป็นประจำคือการอุปมาอุปไมย เช่นการแบ่งความรู้เป็นสามประเภท คือนมที่บูดง่าย วิสกี้ที่ยิ่งเก่ายิ่งดี และน้ำเปล่าที่ดื่มได้ทุกวัน หรือการบอกว่าชีวิตไม่ใช่ UFO เราจึงต้องสร้างรันเวย์

หนังสือแบ่งออกเป็น 3 ภาค – เปิดใจ รับมือ และ เปลี่ยนแปลง ผมชอบภาคสามที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่แทบทุกองค์กรมี “คนที่เห็นอนาคต” อยู่แล้ว แต่ผู้นำไม่รู้ว่าคนนั้นรู้ และคนนั้นก็ไม่รู้ว่าองค์กรอยากฟัง หรือประเด็นที่ว่าเมื่อวิกฤติเกิดบ่อยขึ้น นั่นย่อมหมายถึง “หน้าต่างเล็กๆ ของการเปลี่ยน” ก็เปิดบ่อยขึ้นเช่นกัน

รวมถึงคำแนะนำที่ว่าเรา (ประเทศไทย) อาจไม่จำเป็นต้องวิ่งตามโลก เพราะเราสามารถวิ่งนำโลกได้ในเรื่องที่เราถนัด เช่นธุรกิจเรื่อง wellness และ longevity

Future You ของต้นสนเล่มนี้มีพี่เอ๋ นิ้วกลม และพี่เจี๊ยบ ปฐมา จันทรักษ์ เขียนคำนิยมให้ ผมจึงขอยกบางประโยคจากคำนิยมของพี่เจี๊ยบที่น่าจะสรุปหัวใจของหนังสือ Future You ได้เป็นอย่างดี

“ดร.สันติธารไม่ได้ชวนให้เราวิ่งเร็วขึ้น
แต่ชวนให้เรารู้ทิศทางก่อนวิ่ง…
ในเวลาที่หลายคนกำลังถามว่า
“อาชีพอะไรน่าจะรอด”
หนังสือเล่มนี้กลับชวนถามว่า
“ตัวตนแบบไหนที่จะมีคุณค่า””


ทอย – กษิดิศ สตางค์มงคล

ผมได้ยินชื่อ “ทอย” จากเพจ DataRockie และน้องในทีมของผม 2 คนก็ลงเรียนคอร์สด้าน Data Analytics กับทอยตั้งแต่ปี 2023 ในเพจก็มีความรู้และเทคนิคต่างๆ มาแชร์เต็มไปหมด

ผมได้รู้จักกับทอยด้วยการที่ผมทักไปหาเขาเองทางเฟซบุ๊ค เหตุเกิดจากหลังจากที่ผมอ่านหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas จบแล้วรู้สึกว่าอยากให้ทอยได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และเผอิญวันนั้นทอยก็แชร์บทความของผมพอดี ก็เลยมีเรื่องให้ได้คุยและแลกเปลี่ยนกัน

ทอยเป็นคนหิวกระหายในความรู้มาก แต่สิ่งที่ทำให้ทอยโดดเด่นที่สุดคือนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ด้วยความที่มีทักษะด้าน technical ติดตัวอยู่ก่อนแล้ว ทอยเลยไม่กลัวที่จะเดินเข้าหาสิ่งใหม่ เจออะไรเรียนได้หมด แถมยังเอามาถ่ายทอดต่อด้วยใจที่กว้างขวางและเข้าใจคนเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ทอยเป็นคนที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น เพราะทอยทำเพื่อลูกเพจเยอะมาก อย่างตอนที่ทอยเชิญ Sean D’Souza (ฌอน เดอซูซา) มาสอน The Brain Audit ทอยก็ควักเงินออกเองไปไม่น้อย และช่วยให้คนนับร้อยได้มาฟังฌอนฟรีๆ ส่วนใครอยากเรียนเพิ่มแบบคอร์สแบบเต็มวันก็ได้เรียนในราคาเป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่นานมานี้ทอยแชร์อีกโปรเจ็คต์นึงให้ผมทราบ ซึ่งผมก็ตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงผมว่าจะสร้างสีสันให้วงการแน่นอน


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “Life’s Missing Manual คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป”

ตอนที่ผมอ่านหนังสือของทอยจบเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว (แต่ไม่ได้เขียนถึงเพราะน้องชายยืมไปอ่านต่อทันที!) ก็รู้สึกว่าผมกับทอยเสพเรื่องคล้ายๆ กัน ทั้งปรัชญา Stoic แนวทางของ Naval Ravikant และความเชื่อเรื่องการเก่งแบบเป็ดหรือการเป็น generalist

แต่ก็มีบางเรื่องที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก เช่นทฤษฎี Dark Forest ซึ่งทอยบิดให้เข้ากับโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างน่าสนใจ

มีเกร็ดบางอย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน เช่นการที่ทอยเคยเป็นแชมป์หมากล้อมเยาวชน เคยคิดจะหารายได้พิเศษด้วยการติวหนังสือน้องๆ ที่มหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจสอนฟรี และเคยเรียน(เกือบจบ) ปริญญาโทใบที่สองด้วยเกรดเฉลี่ย 3.96 ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เข้าใจเหตุผลและแนวทางในการดำเนินชีวิตและการผลิตผลงานของทอยได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

เมื่อได้กลับมาพลิกอ่านหนังสืออีกครั้งก่อนจะเขียนบล็อกนี้ ก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเราอายุสัก 20-35 ปี และกำลังรู้สึกว่าชีวิตไร้หางเสือ อยากจะอ่านหนังสือ self-help ซักเล่มที่เขียนโดยคนไทย การได้อ่าน Life’s Missing Manual เพียงเล่มเดียวก็น่าจะเกินพอที่จะทำให้เรามีไฟและลุกขึ้นมาหาเส้นทางให้กับตัวเองในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

และพออ่าน Life’s Missing Manual ของทอยจบ ก็ยังสามารถอ่าน Future You ของต้นสนต่อเพื่อให้เห็นภาพใหญ่และช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้นในการเลือกทางที่จะเดิน (หรือวิ่ง!)


พอมองสามหนุ่มสามมุมพร้อมๆ กันก็จะเห็นความแตกต่างและความเชื่อมโยงของทั้งสามคน

พี่เอ๋เป็นลูกคนเล็ก มีพี่สาวหนึ่งคน

ต้นสนเป็นลูกคนเดียว

ทอยเป็นพี่คนโต มีน้องชายสองคน

พี่เอ๋เน้น spiritual & society

ต้นสนเน้น society & technology

ทอยเน้น technology & spiritual

แต่พี่เอ๋ก็มีมุมเรื่องเทค – ผมรู้จัก Claude จากโพสต์ที่พี่เอ๋คุยถามตอบกับมันเรื่องชีวิต

ต้นสนก็มีมุม spiritual – ในหนังสือ Future You ต้นสนก็พูดถึงการนั่งสมาธิ

และทอยเองก็สร้างแรงกระเพื่อมให้ society ด้วยการสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ให้คนจำนวนไม่น้อย

ในท้ายเล่ม Future You ต้นสนแนะนำตัวเองว่าเป็น “นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต”

ถ้าต้นสนเป็น Futuristic Strategist ผมก็อยากขนานนามพี่เอ๋ว่าเป็น Idealistic Storyteller และทอยเป็น Eudaimonic* Practitioner

คนโตใช้ถ้อยคำในการเล่าเรื่องเพื่อสังคมที่ดีกว่า คนกลางมองกว้างและมองไกล ส่วนคนน้องก็ต้องการบรรลุศักยภาพในตัวตนด้วยการลงมือทำจนเห็นผลที่จับต้องได้

นี่คือสามหนุ่มสามมุมที่น่าจับตาในพ.ศ.นี้

และผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้รู้จักกับทั้งสามคนครับ


อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียว

ช่วงหยุดสงกรานต์ผมกับครอบครัวไป staycation ที่โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่งอยู่ 3 คืน

นอนตื่นสายๆ กว่าจะได้กินข้าวเช้าก็เกือบสิบโมง กลับมาซุกตัวบนเตียงนอนอ่านหนังสือ ตอนบ่ายออกไปเดินห้างหรืออาร์ตแกลเลอรี่ ตอนเย็นเดินถนน ย่ำค่ำนั่งกินของอร่อยอยู่ริมน้ำ กลางคืนอยู่กันจนดึกดื่นแล้วก็วนลูปไป

กินขนมเยอะ นอนดึก ตื่นสาย รูทีนต่างๆ ที่เคยมีอย่างการออกกำลังกายและการภาวนาถูกวางเอาไว้ชั่วคราว น้ำหนักขึ้นมาเกือบหนึ่งกิโล

เช้าวันสุดท้ายก่อนเช็คเอาท์ ระหว่างนั่งกินข้าวเช้าตอนสิบโมงกว่า ผมก็ฉุกคิดได้ว่า นี่อยู่มาแค่สามคืนยังรู้สึกอ้วนขึ้นขนาดนี้ ถ้าอยู่แบบนี้ไปอีกสามเดือน สุขภาพน่าจะย่ำแย่

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้สบายเกินไป ยิ่งสบายยิ่งอ่อนแอ

แล้วผมก็เห็นถึงความย้อนแย้ง ของ “สองเรื่องเล่าแห่งยุคสมัย”

เรื่องเล่าแรกคือเราต้องพยายามมีอิสรภาพทางการเงิน ด้วยการหารายได้ให้มากๆ มีเงินไปลงทุนจนได้ passive income เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

เช่นถ้าในวัยเกษียณเราอยากมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท (ปีละ 600,000 บาท) เราก็ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 20 ล้านบาท เพราะเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ให้คูปอง 3% ต่อปี แล้วเราจะได้ผลตอบแทน 600,000 บาททุกปีตลอดไป

การมีเงินเก็บหลักสิบล้านดูเป็นเรื่องห่างไกลสำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศ และห้าหมื่นบาทสำหรับหลายคนก็ไม่พอด้วย บางคนอยากมีใช้เดือนละแสน หรือสองแสน รายได้ทางเดียวจึงไม่พอ ต้องหาความรู้เพิ่มเติม ต้องทำธุรกิจเสริม ต้องนำเงินไปลงทุน รู้สึกว่าต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นตอนแก่น่าจะลำบาก

ความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังแนวทางนี้ก็คือ “มีเงินมากๆ เอาไว้ก่อนอุ่นใจดี แต่วันนี้ต้องยอมเหนื่อย”

ส่วนเรื่องเล่าที่สองก็คือเรื่องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กระแส Longevity กำลังมาแรง ทั้งคาร์ดิโอ ทั้งเวตเทรนนิ่ง ทั้ง IF ทั้งลดคาร์บ ทั้ง Hyrox เราจะมีชีวิตที่แข็งแรงและยืนยาวได้ก็ด้วยการมีวินัยและใช้ชีวิตละม้ายคล้ายคลึงกับพลทหารและนักบวชเข้าไปทุกที

และนี่คือสองเรื่องที่ดูเหมือนจะขัดกัน

เรื่องแรกคือเราต้องมีเงินเก็บหลักสิบล้านเพื่อซื้อความสบายกายและสบายใจ

เรื่องที่สองคือเราควรใช้ชีวิตอย่างมีวินัย บริโภคแต่น้อย

ก็เลยกลายเป็นว่าเรากำลังใช้เวลาและพลังชีวิตไปมากมายเพื่อสะสมทรัพย์สิน ทั้งที่จริงแล้วเมื่อถึงเวลา เราแทบไม่มีความจำเป็นต้องใช้มันเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้อยู่แก่ใจการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลสจะทำให้ป่วยทั้งวันนี้และวันหน้า

ซึ่งย่อมมีคนเถียงว่าไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร การมีเยอะไม่ได้แปลว่าเราจะต้องตามใจกิเลสเสียหน่อย มันเป็นไปได้ที่เราจะมีเงินเยอะและเสพแต่น้อย ถ้าเกิดอะไรเลวร้ายขึ้นมาจะได้ล้มบนฟูก

ประเด็นของผมก็คือฟูกนี้มันจำเป็นต้องหนาแค่ไหน และเราต้องจ่ายอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้ฟูกนี้มา

ผมเห็นความเสี่ยงอยู่สามประการของการมุ่งเพิ่มความหนาของฟูก

หนึ่ง เมื่อเรามุ่งมั่นสร้างอนาคต เราอาจบกพร่องหรือละเลยในการดูแลคนใกล้ตัวของเราในปัจจุบัน

สอง หากเรามุ่งมั่นจะไปให้ถึงเส้นชัยด้วยความเร็วสูง เราก็อาจไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจและอาจสูญเสียสิ่งที่เคยสะสมมา

สาม เมื่อฟูกเราหนา เราก็มีทีท่าที่จะจับจ่ายใช้สอยแบบไม่ระมัดระวัง มันจะไม่ทำให้เราจนลงหรอก แต่มันจะทำให้บ้านเรารกขึ้น ตู้เย็นจะเต็มไปด้วยอาหารที่กินไม่ทันวันหมดอายุ ห้องนั่งเล่นมีแต่ข้าวของที่แทบไม่เคยได้หยิบมาใช้ และห้องเก็บของจะเต็มจนไม่มีที่ให้เดิน

การตั้งเป้าว่าต้องมี passive income เดือนละ 50,000 บาทโดยไม่กินเงินต้น อาจทำให้ทางเลือกของเราแคบลงเพราะมันไม่ใช่ First Principles Thinking

First Principles Thinking (การคิดเชิงหลักการพื้นฐาน) คือกระบวนการแก้ปัญหาด้วยการย่อยปัญหาซับซ้อนให้กลายเป็น “ความจริงพื้นฐาน” (Fundamental Truths) ที่ไม่อาจย่อยได้อีก

ถ้ากลับมาที่ความจริงพื้นฐาน เราสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยปัจจัยสี่ – อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค

เสื้อผ้าอาจจะเป็นโจทย์ที่ง่ายสุด อย่างน้อยก็สำหรับผู้ชายที่ไม่ได้ต้องแต่งตัวอะไรมากมาย

ยารักษาโรคอาจจะง่ายรองลงมา เพราะคนไทยเข้าถึงการแพทย์ได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ คนที่มีสตางค์หน่อยก็สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ และคนที่มองการณ์ไกลก็จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้

ที่อยู่อาศัยเป็นโจทย์ที่ยาก ยิ่งเห็นป้ายโฆษณาบ้านสมัยนี้ยิ่งถอดใจ แต่ถ้าเราตัดสินใจได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่กรุงเทพไปตลอด โจทย์นี้อาจจะง่ายขึ้น

อาหารอาจจะเป็นโจทย์ที่วุ่นวายที่สุด เพราะต้องหาใหม่ทุกวัน และเราคุ้นชินกับการซื้อกินมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมืองไทยในน้ำมีปลาในนามีข้าว ถ้าเราทำความรู้จักกับทรัพย์ในดิน เราก็อาจจะสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวได้

ที่ผมเขียนมาไม่ใช่ว่าผมเองจะทำได้ ผมทำอาหารไม่เป็น ซื้อกับข้าวก็ไม่เป็น ปลูกผักยังไม่ค่อยขึ้น แต่ก็คิดว่าสมควรแก่เวลาที่จะเริ่มศึกษาจริงจัง

และผมเองก็ไม่ได้คัดค้านหากใครจะตั้งใจเก็บเงินล้านเพื่อวัยเกษียณ มันคือสิ่งที่ผมเองก็กำลังทำ แต่ก็ต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่าในโลกที่ผันผวนและเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ การฝากความหวังไว้ที่ “การมีเงิน” เพียงอย่างเดียวอาจจะเสี่ยงไปหน่อย

ประเทศ / ปี / อัตราเงินเฟ้อ

ไทย / 2022 / 6%
ตุรกี / 2022 / 55%
ศรีลังกา / 2022 / 60%
อาร์เจนตินา / 2024 / 267%
เวเนซูเอลา / 2018 / 1,700,000%

กล่าวโดยสรุป โดยเนื้อแท้แล้วกายหยาบเราไม่ได้ต้องการบริโภคอะไรมากมาย ความเสี่ยงที่แท้จริงของคนที่ได้อ่านบล็อกนี้จึงไม่ใช่ความอดอยาก แต่เป็นการเสพที่ล้นเกิน เราจึงต้องรักษาวินัยในการนอน การเคลื่อนไหว และการกินให้คล้ายกับคนในเครื่องแบบ เพราะถ้าปล่อยตัวปล่อยใจเหมือนตอนที่ผมไป staycation น่าจะไม่เป็นการดี

การมีทรัพย์สินและเงินเก็บเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่ก็ให้ระวังว่าเราไม่จำเป็นต้องมีฟูกของเงินที่หนาเกินพอดี เพราะราคาที่ต้องจ่ายมันค่อนข้างสูง และสุดท้ายฟูกมันอาจจะแฟ่บลงภายในไม่กี่ปีโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย เราควรหันมาศึกษาการสร้างฟูกแห่งปัจจัย 4 เพราะเงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง

อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียวครับ