นิทานเกิดใหม่

20200710

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ตอนที่เกิดเหตุ เธอกำลังเดินทางกลับบ้าน

มันเป็นอุบัติเหตุรถชน ไม่มีอะไรรุนแรงเป็นพิเศษ แต่เธอก็เสียชีวิตอยู่ดี เธอมีภรรยาและลูกเล็กสองคน เป็นการตายที่ไม่เจ็บปวด หมอพยายามช่วยเธอเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่เป็นผล ร่างของเธอมันแหลกเหลวเสียจนการที่เธอตายเป็นเรื่องที่ดีแล้วล่ะ

แล้วนั่นคือตอนที่เธอมาพบฉัน

“เกิดอะไรขึ้นกับผม?” เธอถาม “ผมอยู่ที่ไหนเนี่ย?”

“เธอตายแล้ว” ฉันบอกไปตามจริง ไม่มีความจำเป็นต้องระวังคำพูด

“ผมจำได้ว่ารถบรรทุกไถลเข้ามา”

“ใช่”

“แล้วผมก็ตายเหรอ?”

“ใช่ แต่อย่ารู้สึกแย่ไปเลยนะ ใครๆ ก็ตายทั้งนั้น”

เธอมองไปรอบๆ ไม่มีอะไรเลย มีแค่เธอกับฉันเท่านั้น

“ที่นี่คือที่ไหนเหรอ?” เธอถาม “นี่คือชีวิตหลังความตายรึเปล่า?”

“ก็ประมาณนั้น”

“คุณคือพระเจ้าใช่มั้ย?”

“ใช่ ฉันเป็นพระเจ้า”

“ลูกๆ ผม เมียผม…”

“ทำไมเหรอ?”

“พวกเค้าจะเป็นอะไรมั้ย?”

“นั่นล่ะคือสิ่งที่ฉันอยากได้ยิน” ฉันบอก “เธอเพิ่งจะเสียชีวิตและสิ่งแรกที่เธอเป็นห่วงคือครอบครัวของเธอ นับเป็นสัญญาณที่ดี”

เธอมองฉันด้วยความประหลาดใจ สำหรับเธอแล้วฉันคงดูไม่เหมือนพระเจ้าเท่าไหร่ ฉันดูเหมือนผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง หรืออาจจะเหมือนผู้หญิง เป็นคนในเครื่องแบบซักคน รูปร่างหน้าตาฉันอาจดูเหมือนครูสอนภาษาไทยมากกว่าพระผู้สร้าง

“ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาจะไม่เป็นอะไร ลูกๆ จะจดจำว่าเธอเพอร์เฟ็กต์ทุกอย่าง พวกเขาไม่ได้อยู่กับเธอนานพอที่จะรู้สึกไม่ดีกับเธอ ภรรยาของเธอจะร้องไห้ แต่ลึกๆ แล้วเธอคงโล่งใจ เอาจริงๆ ชีวิตสมรสของเธอสองคนก็กระท่อนกระแท่นเต็มทีอยู่แล้ว จะรู้สึกดีขึ้นมั้ยถ้าฉันบอกว่าภรรยาเธอก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ตัวเองดันโล่งใจกับการตายของเธอ”

“อ่อ” เธอตอบ “แล้วต่อจากนี้จะเป็นยังไงครับ ผมจะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกรึเปล่า?”

“ไม่ใช่ทั้งคู่” ฉันตอบ “เธอจะได้ไปเกิดใหม่”

“งั้นความเชื่อของชาวฮินดูก็ถูกต้องน่ะสิ”

“ทุกศาสนาก็ถูกต้องในแบบของมัน” ฉันบอก “เดินมากับฉันสิ”

เธอเดินตามฉันมาบนทางเดินที่ว่างเปล่า “เรากำลังจะไปไหนเหรอครับ?”

“ก็ไม่ได้ไปไหนหรอก แค่เดินไปคุยไปมันเพลินดี”

“แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ” เธอถาม “พอผมลงไปเกิดใหม่ ผมก็ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใช่มั้ย? เป็นแค่เด็กทารกคนหนึ่ง ความทรงจำและประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาของผมก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นซักหน่อย” ฉันตอบ “ตัวเธอยังเก็บความรู้และประสบการณ์จากทุกๆ ชีวิตที่เธอเคยผ่านมาเอาไว้ แค่ตอนนี้เธอยังจำมันไม่ได้เท่านั้นเอง”

ฉันหยุดเดินแล้วเอื้อมมือไปโอบไหล่เธอ

“จิตวิญญาณของเธอนั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าที่เธอจินตนาการมากมายนัก ใจของมนุษย์นั้นเป็นแค่เศษเสี้ยวของตัวตนที่แท้จริงของเธอ เหมือนเอานิ้วจุ่มลงในน้ำเพื่อจะดูว่าน้ำนั้นร้อนหรือเย็น เธอแค่หย่อนส่วนเล็กๆ ของเธอลงไปในภาชนะ และเมื่อเธอดึงมันขึ้นมาเธอก็ได้รับประสบการณ์ทั้งหมดที่ภาชนะนั้นบรรจุเอาไว้”

“เธอเป็นมนุษย์มา 48 ปี เธอเลยอาจจะสนิมขึ้นนิดหน่อยถึงความตระหนักรู้อันยิ่งใหญ่ที่เธอมี ถ้าเธออยู่ที่นี่กับฉันนานพอเธอก็จะเริ่มจดจำทุกอย่างได้ แต่ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะทำอย่างนั้นในช่วงพักเบรคก่อนที่เธอจะเริ่มชีวิตถัดไป

“แล้วผมเกิดมากี่ชาติแล้ว?”

“หลายชาติมากๆ เลยล่ะ และเป็นชีวิตที่แสนหลากหลายด้วย” ฉันบอก “ชาติที่จะถึงนี้เธอจะลงไปเกิดเป็นเด็กผู้หญิงชาวนาในจีนช่วง 540 ปีก่อนคริสตกาล”

“อะ…อะไรนะครับ?” เธอพูดตะกุกตะกัก “คุณจะส่งผมไปอดีตเหรอ?”

“ถ้าพูดในเชิงเทคนิคก็คงอย่างงั้นแหละ ‘เวลา’ ที่เธอรู้จักนั้นมันมีอยู่จริงแค่ในจักรวาลของเธอเท่านั้น หลายสิ่งหลายอย่างไม่เหมือนกับบ้านเกิดของฉัน”

“บ้านเกิดของคุณงั้นเหรอ?” เธอถาม

“ใช่สิ ฉันมาจากที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ใช่ที่นี่ และก็มีอีกหลายคนที่เป็นเหมือนฉัน ฉันรู้ว่าเธอคงอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง แต่บอกตามตรงว่าถึงพูดไปเธอก็ไม่เข้าใจหรอก”

“ว้า…” สีหน้าเธอดูผิดหวังเล็กน้อย “แต่เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าเกิดผมไปเกิดได้ในหลายยุคหลายสมัย ก็แสดงว่ามีบางครั้งที่ผมจะได้เจอตัวเองในชาติอื่นด้วยสิ”

“แน่นอน เจอกันตลอดเวลาเลยล่ะ แต่ต่างคนต่างก็ไม่รู้ตัว”

“แล้วทุกอย่างนี่มันเพื่ออะไรกันแน่ครับ?”

“เอาจริงเหรอ?” ฉันถาม “เธออยากถามฉันจริงๆ เหรอว่าความหมายของชีวิตคืออะไร? มันไม่ดูเชยไปหน่อยเหรอ?”

“ผมว่ามันก็เป็นคำถามที่สมเหตุสมผลอยู่นะครับ” เธอยืนกราน

ฉันสบตาเธอ “ความหมายของชีวิต…เหตุผลที่ฉันสร้างจักรวาลนี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้เธอได้เติบโต”

“คุณหมายถึงมนุษยชาติเหรอ? คุณอยากให้พวกเราเติบโตเหรอ?”

“ไม่ใช่หรอก แค่เธอคนเดียว ฉันสร้างจักรวาลนี้สำหรับเธอเท่านั้น ทุกๆ ครั้งที่เธอมีชีวิตใหม่เธอจะเติบโตขึ้นและมีปัญญาที่ลุ่มลึกกว่าเดิม”

“แค่ผมงั้นเหรอ? แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?”

“ไม่มีคนอื่นหรอก จักรวาลนี้มีแค่เธอกับฉันเท่านั้น”

“แต่คนทั้งหมดบนโลก…”

“ทุกคนก็คือเธอไง เป็นการกลับมาเกิดใหม่ของเธอทั้งนั้น”

“เดี๋ยวนะ ผมคือทุกคนเหรอ!?”

“เริ่มจะเก็ทแล้วใช่มั้ยล่ะ” ฉันบอกพลางตบไหล่เธอแสดงความชื่นชม

“ผมเป็นมนุษย์ทุกคนที่เคยเกิดมาเหรอ?”

“และก็เป็นมนุษย์ทุกคนที่จะเกิดจากนี้ไปด้วย”

“ผมเป็นประธานาธิบดีลินคอล์นเหรอ?”

“และเธอก็เป็นคนที่ยิงลินคอล์นด้วย”

“ผมเป็นฮิตเลอร์ด้วย?”

“แล้วก็เป็นคนนับล้านคนที่ฮิตเลอร์ฆ่าด้วย”

“งั้นผมก็เป็นพระเยซูด้วยสิ”

“แล้วก็เป็นทุกคนที่นับถือพระเยซูด้วย”

เธอนิ่งเงียบ

“ทุกครั้งที่เธอทำร้ายใคร เธอก็กำลังทำร้ายตัวเอง ทุกครั้งที่เธอดีกับใคร เธอก็กำลังทำดีกับตัวเอง ทุกความสุขและความทุกข์ที่มนุษย์เคยพบพานและจะต้องพานพบล้วนเป็นประสบการณ์ของเธอทั้งสิ้น”

เธอนิ่งคิดอยู่นาน

“ทำไมล่ะครับ” เธอถาม “ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย?”

“เพราะวันหนึ่งข้างหน้าเธอจะกลายมาเป็นเหมือนฉัน เพราะนั่นคือตัวตนที่แท้จริงของเธอ เราคือพวกเดียวกัน เธอคือลูกของฉัน”

“โห…” เธอพูดเหมือนจะไม่เชื่อ “แปลว่าผมเป็นพระเจ้าอย่างงั้นเหรอ?”

“ยังหรอก เธอยังเป็นแค่ตัวอ่อนที่กำลังโตเท่านั้น หลังจากที่เธอได้ใช้ชีวิตของทุกคนจนครบแล้วเธอถึงจะโตพอที่จะไปเกิดได้”

“แสดงว่าจักรวาลทั้งหมดเป็นเพียง…”

“ไข่ฟองหนึ่งเท่านั้น” ฉันตอบ “ถึงเวลาที่เธอต้องลงไปใช้ชีวิตถัดไปแล้วล่ะ”

แล้วฉันก็ส่งเธอไปตามทาง

—–

ขอบคุณนิทานจาก Andy Weir – The Egg

สองวิธีรับมือคนร้ายๆ

20200707b

วิธีแรกมาจาก Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนหนังสือ The Black Swan

คือให้คิดเสียว่าคนที่กำลังมาราวีนั้นเป็นลิงที่ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ (Imagine that the person is a variant of a noisy ape with little personal control)

วิธีที่สองมาจาก Robert Greene ผู้เขียน The 48 Laws of Power

ให้มองว่าคนๆ นั้นเป็นตัวละครตัวหนึ่งในหนังที่เรากำลังดู อย่าเอาตัวเองลงไปเล่นด้วย แต่ให้ถอยออกมาแล้ววิเคราะห์ว่าตัวละครตัวนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้างจึงกลายเป็นคนเช่นนี้

เราเจ็บปวดจากการรุกรานทางวาจาของคนอื่นเพราะเราลงไปเล่นเกมเดียวกันกับเขา

แต่ถ้าเรามองเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากอีกมิติหนึ่ง เราก็จะขำๆ ไม่ถือสาหาความหรือหัวฟัดหัวเหวี่ยงโดยไม่จำเป็นครับ

ให้งานเดินหน้าด้วยการ disagree and commit

20200707c

ในที่ทำงาน เป็นเรื่องปกติที่เราจะมีความเห็นต่าง

ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง มีข้อมูลที่ตัวเองได้รับ มีภาพอนาคตที่ตัวเองเห็นสำหรับทางเลือกแต่ละทาง

แต่ถ้าเราไม่ใช่คนตัดสินใจหรือ decision maker บทบาทของเราย่อมสิ้นสุดตรงการนำเสนอความเห็นของเราให้หมดจด จากนั้นหัวหน้าจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเคารพการตัดสินใจนั้น

ประโยคหนึ่งที่ใช้ในองค์กรต่างชาติคือคำว่า disagree and commit

คือไม่เห็นด้วยหรอกนะ แต่ก็เอาไงเอากัน เพราะลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ซึ่งดีกว่าวิธีตรงกันข้าม คือ agree but no commitment – ในที่ประชุมไม่ยอมบอกว่าต้องการอะไร เขาฟันธงมาอย่างไรก็ไม่ขัดขืน แต่พอออกมานอกห้องกลับไปคุยกันลับหลังว่าไม่เห็นด้วย ถ้าทำงานกันอย่างนี้ก็ไปต่อลำบาก

องค์กรที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมี “ความสามัคคีทางความคิด” จริงๆ แล้วถ้าทุกคนคิดเหมือนกันแสดงว่ามีหลายคนที่ไม่ได้ใช้ความคิดด้วยซ้ำ

เป็นการดีกว่าที่เราจะเห็นต่างและถกเถียงกันให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นเมื่อตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว ก็ขอให้มีความเป็นมืออาชีพพอที่จะ commit แล้วนำมันไปสานต่อจนกว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นครับ

30% ของเงินเดือนคือค่าอดทน

20200707

ผมเคยคิดเล่นๆ ว่าในเงินเดือน 100 บาท เป็นค่าแรง 40 บาท ค่าความสามารถ 30 บาท และค่าความอดทน 30 บาท

ลูกน้องเงินเดือน 20,000 เป็นค่าอดทนเสีย 6,000

อดทนกับการรอรถ อดทนกับงานที่เลือกไม่ได้ อดทนกับความเอาแต่ใจของหัวหน้า

หัวหน้าเงินเดือน 50,000 เป็นค่าอดทนเสีย 15,000

อดทนกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น อดทนกับลูกน้องที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจ อดทนกับการถูกนินทา อดทนกับการอยู่ตรงกลางระหว่างข้างล่างกับข้างบน

เจ้าของเงินเดือน 300,000 เป็นค่าอดทนเสีย 90,000

อดทนกับภาระที่ต้องดูแลคนนับสิบนับร้อยคน อดทนกับการหาเงินสดมาให้ทันจ่ายเงินเดือน อดทนเป็นผู้ร้ายในสายตาของลูกจ้าง อดทนกับการนอนไม่หลับ อดทนกับความเสี่ยงที่อาจต้องสูญเสียสิ่งที่เคยสร้างมาทั้งหมด

ขึ้นชื่อว่าคนทำงาน มันมีเรื่องให้ต้องอดทนกันทั้งนั้น ยิ่งเงินเดือนสูงความอดทนยิ่งต้องสูงตามไปด้วย

ถ้าคิดเสียว่าส่วนหนึ่งของเงินเดือนคือค่าอดทน เราก็จะวางใจได้ถูกต้องขึ้นเมื่อเจอเรื่องที่เราไม่ชอบใจครับ

—–

หาซื้อหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ซึ่งว่าด้วยเรื่องการทำงานอย่างมีความสุขได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ

เป้าหมายคือกลับมาใหม่พรุ่งนี้

20200706

การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และต้องมุ่งไปให้ถึงนั้นมีจุดอ่อนอยู่หลายประการ

หนึ่ง คนบางคนไม่ได้มีความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดขนาดนั้น

สอง เรามักจะเห่อแค่ช่วงแรกและเบื่อเสียกลางทาง

สาม บางทีเราก็ไม่ได้เบื่อ แต่ด้วยความที่หักโหมเกินไป เราก็เลยบาดเจ็บหรือเข็ดขยาดจนขาดความต่อเนื่อง

ถ้าเราเคยทดลองวิธีการตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วล้มเหลวมาแล้วหลายครา ลองเปลี่ยนเป้าหมายดู

“The only goal is to come back tomorrow.”
-Alan Trapulionis

เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวคือทำอะไรก็ได้เพื่อให้เราพร้อมจะกลับมาทำมันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ยกตัวอย่างคนที่อยากจะหัดวิ่งให้เป็นกิจวัตร

ถ้าเราไม่เคยวิ่งมาก่อน แล้ววันแรกเราซัดไป 5 กิโลเมตร พรุ่งนี้เราจะล้า มะรืนนี้เราจะลังเลสงสัย และวันถัดไปเราจะมีข้ออ้างอื่นๆ

แต่ถ้าวันแรกเราวิ่งแค่เพียง 500 เมตร ถ้าเราหยุดทั้งๆ ที่เรายังไม่หมดก๊อก พรุ่งนี้เราจะมีแรงกายและแรงใจกลับมาซ้อมวิ่งอีกหน

เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากที่เราย่อหย่อนเเกินไป แต่เกิดจากที่เราตึงเกินไปต่างหาก

ตึงเพราะเอาตัวเองไปเทียบกับคนเก่งๆ ตึงเพราะอยากได้ชัยชนะมาเร็วๆ ตึงเพราะลืมไปว่าของดีๆ ย่อมต้องใช้เวลา

ไม่ว่าจะเริ่มทำสิ่งใด ความต่อเนื่องสำคัญกว่าความเข้มข้นเสมอ

สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับสิ่งๆ นั้น แล้วเราจะทำมันได้อย่างยั่งยืนครับ

The Black Swan ตอนที่ 10 – แก้เผ็ดหงส์ดำ

20200705

ตอนที่แล้วเราคุยกันไปแล้วว่ากราฟระฆังคว่ำหรือ Bell Curve นั้น จะใช้งานได้เฉพาะใน Mediocristan เท่านั้น (ดินแดนที่ค่าเฉลี่ยเป็นใหญ่) แต่หากนำมาใช้ใน Extremistan ที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ กราฟระฆังคว่ำจะเป็นเครื่องมือที่ไม่มีความหมายไปในทันที

ปัญหาก็คือนักเศรษฐศาสตร์และนักวางแผนการเงินนั้นยังใช้ Bell Curve ในการประเมินความเสี่ยงของการลงทุนอยู่เลย แล้วประชาชนตาดำๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็เอาเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตไปฝากไว้กับ “ผู้เชี่ยวชาญ” เหล่านี้เพราะเชื่อว่ากองทุนนี้ “ความเสี่ยงต่ำ”

ถ้าตลาดหุ้นและตลาดทุนใช้ Bell Curve ในการประเมินความเสี่ยงได้จริง เหตุการณ์อย่าง market crash ซึ่งตัวเลขหลุดออกจากค่าเฉลี่ยไปไกลถึง 20 standard deviations จะเกิดขึ้นได้แค่หนึ่งครั้งในรอบหลายพันล้านปีเท่านั้น

การใช้ Bell Curve ผิดที่ผิดทางของบรรดา “ผู้เชี่ยวชาญความเสี่ยง” จึงทำให้เรามักประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง เหมือนกำลังพาตัวเองไปนั่งบนกองระเบิดไดนาไมต์แล้วพอมันระเบิดขึ้นมาเราก็แปลกใจและคิดว่ามันเป็น Black Swan

ถ้าคุณกำลังจะซื้อกองทุนแล้วอ่านเจอคำอธิบายอย่าง sigma, standard deviation, variance, correlation, และ Sharpe ratio ให้ระวังตัวไว้เลยว่ากองทุนนั้นกำลังใช้ Bell Curve ในการประเมินความเสี่ยงอยู่

—–

เรียนรู้จากผู้ใหญ่

ผู้ใหญ่นั้นผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ได้พบเจอ Black Swans มาหลายตัวแต่ก็ยังรอดมาได้ ดังนั้นเราจึงควรฟังและเรียนรู้จากเขาให้มากๆ

และ “ผู้ใหญ่” ที่มีอายุยืนยาวที่สุดก็คือ “ธรรมชาติ” หรือ Mother Nature นั่นเอง ถ้าธรรมชาติไม่แน่จริงโลกนี้คงสิ้นสลายไปนานแล้ว

เรื่องแรกที่เราเรียนรู้จากธรรมชาติได้ ก็คือธรรมชาตินั้นจะมี redundancy หรือการมีมากเกินความจำเป็นเสมอ

ลองดูร่างกายมนุษย์ก็ได้ เรามีตาสองดวง หูสองหู ปอดสองข้าง ไตสองไต แม้กระทั่งสมองก็มีสองซีก (อาจจะยกเว้นผู้บริหารหรือนักการเมืองบางคน) ทั้งๆ ที่ตาดวงเดียวก็มองเห็นได้ ไตอันเดียวก็มีชีวิตอยู่ได้ แต่ธรรมชาติก็ยังเลือกที่จะมี “อะไหล่” เผื่อเอาไว้แม้ว่ามันจะต้องสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้นก็ตาม

สิ่งที่ตรงข้ามกับ redundancy คือ naive optimization หรือการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร้เดียงสา

ถ้ามองด้วยเลนส์ของนักเศรษฐศาสตร์ การมีปอดสองข้างและมีไตสองไตนี่มันช่างไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย การมีอวัยวะเพิ่มขึ้นมาสองชิ้นในร่างกายทำให้การเดินทางในทุ่งสะวันนาของ Sapiens ยุคบุกเบิกนั้นต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกไม่รู้เท่าไหร่

ถ้ามองด้วยเลนส์ของนักเศรษฐศาสตร์เราไม่จำเป็นต้องมีไตก็ได้ ขายมันทิ้งซะ แล้วค่อยใช้ไตส่วนกลางแบบ sharing economy หรือตอนกลางคืนที่เรานอนหลับเราก็ให้คนอื่นยืมดวงตาเราไปใช้ก็ได้

ยกตัวอย่างที่ดูสุดโต่งให้เห็นเพื่อจะบอกว่า optimization ไม่ได้นำมาซึ่งผลดีเสมอไป ประเทศไหนที่ specialize ในด้านใดด้านหนึ่งเกินไป หากราคาของสิ่งนั้นตก ประเทศก็จะทรุดไปด้วยทันที

การมีหนี้ก็เช่นกัน หลักสูตร MBA มักจะให้เราเอาเงินไปต่อเงิน กู้หนี้ยืมสินเพื่อนำไปทำธุรกิจ นี่ก็เป็นวิธีการมองแบบ optimization แต่ถ้าเป็นคุณย่าของเรา เขาจะบอกให้เรามีเงินเย็นมากพอที่จะอยู่ได้นานเป็นปีๆ ก่อนที่เราคิดจะทำอะไรก็ตามที่เสี่ยงๆ (ซึ่งสอดคล้องกับยุทธการ Barbell ที่กล่าวถึงในสองบทที่แล้วที่ผู้เขียนให้เรามีเงินสดอยู่ในมือไว้มากๆ แล้วกันเงินส่วนน้อยไปลงทุนกับเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงไปเลย)

อีกสิ่งหนึ่งที่ Mother Nature สอนเราก็คือมันไม่เปิดโอกาสให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีขนาดใหญ่มากเกินไปหรือมีอิทธิพลต่อระบบมากเกินไป

สัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็คือช้าง แต่ถ้าช้างโดนฆ่าสักตัวสองตัว มันก็ไม่ได้ทำให้ระบบนิเวศพังไปด้วย

แต่มนุษย์กลับปล่อยให้ธนาคารบางเจ้าใหญ่เกินไป พอธนาคารใหญ่ๆ อย่าง Lehman Brothers ล้ม ก็เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ส่งผลกระทบลุกลามเศรษฐกิจไปทั่วประเทศ

——

แก้เผ็ดหงส์ดำ

ผมเป็นคนขี้สงสัยในเรื่องที่ผู้คนเชื่อเอาง่ายๆ (I am skeptical when others are gullible) และเป็นคนเชื่อง่ายในเรื่องที่คนอื่นสงสัย

ผมขี้สงสัยเวลาความ random นั้นรุนแรง แต่หากความ random นั้นต่ำ (mediocristan) จะเป็นคนเชื่อง่ายก็ไม่เป็นไร

การมีข้อมูลมากมายไม่ได้ช่วยให้เราแน่ใจว่าอะไรถูกต้องอย่างแน่แท้ เพราะข้อมูลค้านแค่เพียงชิ้นเดียวก็ทำให้เรื่องที่เคยเชื่อกลับตาลปัตรได้แล้ว

กับหลายๆ เรื่องจง convervative ให้สุดโต่ง แต่กับบางเรื่องจง aggressive ให้สุดทางเช่นกัน ผมจะ conservative ในเรื่องที่คนอื่นๆ บอกให้เสี่ยง และจะ aggressive กับเรื่องที่คนอื่นๆ บอกว่าให้ระวัง

ผมเป็นกังวลกับ “หุ้นที่อนาคตสดใส” โดยเฉพาะหุ้น “blue chip” ที่ฟังดูปลอดภัย ในขณะที่ผมไม่กังวลกับหุ้นปั่นเท่าไหร่เพราะผมรู้อยู่แล้วว่ามันเสี่ยงและผมสามารถวางเกมเพื่อจำกัดความเสี่ยงได้ แต่หุ้น blue chip นั้นมากับความเสี่ยงที่ผมไม่อาจมองเห็น

ผมไม่ห่วงการก่อการร้ายมากเท่าโรคเบาหวาน และเอาเข้าจริงๆ ผมไม่ได้กังวลเรื่องอะไรมากมายนักนอกจากเรื่องที่ผมพอจะควบคุมได้เท่านั้น

ผมมีกฎในการตัดสินใจเพียงง่ายๆ เพียงข้อเดียว นั่นคือผมจะ aggressive หรือกล้าเสี่ยงมากๆ หากรู้ว่ามีโอกาสจะเจอ Positive Black Swans (หงส์ดำที่เป็นคุณ) และรู้ว่าแม้จะคาดการณ์ผิดก็ยังจำกัดความสูญเสียเอาไว้ได้

ในทางกลับกัน ผมจะสุดยอด conservative ในบริบทที่รู้ว่าผมอาจมีความเสี่ยงที่จะเจอ Negative Black Swan

ถ้าความผิดพลาดในการทำนายอาจส่งผลเป็นคุณ ผมพร้อมจะกล้าเสี่ยง แต่หากความผิดพลาดอาจส่งผลเป็นลบผมก็จะพารานอยด์เป็นพิเศษ

ฟังแล้วอาจจะไม่ได้ดูหวือหวาอะไร แต่นี่แหละคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน

—–

อย่ากลัวตกรถไฟ

ผมเคยได้รับคำแนะนำที่เปลี่ยนชีวิตของผม เป็นเพื่อนร่วมห้องตอนเรียนอยู่ที่ปารีสชื่อ Jean-Olivier Tedesco

ตอนเห็นผมกำลังจะวิ่งไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เขาพูดว่า

“I don’t run for trains” – ผมไม่รีบวิ่งไปขึ้นรถไฟหรอกนะ

ดูแล้วเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันก็ติดตัวผมเรื่อยมา เมื่อผมปฏิเสธที่จะวิ่งเพื่อไปขึ้นรถไฟให้ทัน ผมก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือตารางเวลาและชีวิตของผม

การตกรถไฟจะเจ็บปวดก็ต่อเมื่อคุณพยายามวิ่งไปขึ้นมันให้ทันเท่านั้น

เช่นเดียวกัน การไม่ได้ดำเนินชีวิตบนเส้นทางที่สังคมว่าดีมันจะเจ็บปวดก็ต่อเมื่อคุณพยายามไปทำตามความคาดหวังของคนอื่นเท่านั้น

อย่าไปกลัวตกรถไฟเพียงเพราะคนอื่นๆ ต่างก็กระเสือกกระสนไปขึ้นรถไฟขบวนนั้น

เลือกให้ดีว่าจะเล่นเกมไหน แล้วโอกาสแพ้คุณจะน้อย

—–

คำทิ้งท้าย

ไอเดียต่างๆ ที่ผมได้เล่ามา ข้อจำกัดของความรู้ โอกาสอันมหาศาลและความเสี่ยงอันโหฬารนั้นแทบไม่มีความหมายเมื่อเราคำนึงถึง “ภาพใหญ่”

ผมอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นคนบางคนอารมณ์เสียไปทั้งวันเพราะกับข้าวไม่อร่อย กาแฟชืดเกินไป หรือโดนใครพูดจาไม่ดีใส่

เรามักลืมไปว่า “การได้มีชีวิตอยู่” เป็นเรื่องโชคดีขนาดไหน

ลองนึกถึงละอองฝุ่นเทียบกับดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่ามันนับพันล้านเท่า ขนาดของละอองฝุ่นนั้นคือความน่าจะเป็นที่คุณจะได้เกิดมา และขนาดของดาวเคราะห์คือความน่าจะเป็นที่คุณจะไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้

ดังนั้นอย่าไปเอาเป็นเอาตายกับเรื่องเล็กน้อย อย่าเป็นคนที่เพิ่งได้รับของขวัญเป็นพระราชวังแต่กลับขุ่นใจกับรอยเปื้อนบนอ่างล้างหน้า

ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าตัวคุณเองก็คือ Black Swan เช่นกัน

—จบบริบูรณ์—


ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ตามอ่านบทสรุปทั้ง 10 ตอนจากหนังสือ The Black Swan ครับ!

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

The Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า
The Black Swan ตอนที่ 2 – ความเปราะบางของความรู้
The Black Swan ตอนที่ 3 – ไก่งวงหน้าโง่
The Black Swan ตอนที่ 4 – อันตรายของ “story”
The Black Swan ตอนที่ 5 – หลักฐานอันเงียบงัน
The Black Swan ตอนที่ 6 – โยนเหรียญเสี่ยงทาย
The Black Swan ตอนที่ 7 – บิลเลียดสุดขอบจักรวาล
The Black Swan ตอนที่ 8 – ยุทธการ Barbell
The Black Swan ตอนที่ 9 – Bell Curve เจ้าปัญหา

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

เรื่องบางอย่างต่อให้พยายามก็ทำไม่ได้

20200704

“ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสองขวบครึ่งของผมเป็นเด็กที่หัวเราะได้มันส์มาก โดยเฉพาะเวลาที่โดนผมจั๊กจี้

มีครั้งหนึ่งผมตัดสินใจถ่ายวีดีโอเก็บเอาไว้เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะหัวเราะได้มันส์ขนาดนี้ไปอีกนานแค่ไหน

“ปรายฝน” ลูกสาววัยสี่ขวบกว่าเห็นผมถ่ายวีดีโอน้อง ก็เลยอยากให้ผมถ่ายเค้าบ้าง ยอมมานอนบนเตียงให้ผมจั๊กจี้ได้ตามอำเภอใจ

อาจจะรู้สึกไปเอง แต่ผมว่าการหัวเราะของเด็กสี่ขวบกับการหัวเราะของเด็กสองขวบไม่เหมือนกัน

การหัวเราะของเด็กสี่ขวบเหมือนเริ่มมีอะไรมา “เคลือบ” แล้ว เพราะนี่คือวัยที่เริ่มรู้เรื่อง เริ่มคิดถึงสายตาคนอื่นว่าเขาจะมองว่าอย่างไร

ยิ่งโตขึ้นเท่าไหร่ เสียงหัวเราะของเรายิ่งมีอะไรเคลือบมากขึ้นเท่านั้น

—–

แต่ก่อนผมเป็นแฟนตัวยงของนิตยสาร a day

หนึ่งใน a day ที่หาซื้อยากที่สุดคือเล่มที่ 16 ปก “ต้อม นูโว” วางแผงเดือนธันวาคม 2001

ตอนนั้นนูโวที่แยกวงไปแล้วกำลังจะกลับมารวมตัวกันใหม่เพื่อจัดคอนเสิร์ตที่อิมแพกต์อารีน่า ตั๋วขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง (อย่าลืมว่าสมัยนั้นยังไม่มีการซื้อตั๋วออนไลน์)

ผมหาซื้อ a day ไม่ได้ แต่โชคดีที่ได้แวะเวียนไปเยี่ยมออฟฟิศ a day และได้พูดคุยกับพี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้ก่อตั้ง a day และบรรณาธิการบริหารในขณะนั้น พอผมเปรยว่าหา a day เล่มนูโวไม่ได้เลย พี่โหน่งก็เดินไปหยิบมาให้เล่มหนึ่งทันที

นี่คือส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่ผมเกือบจะไม่ได้อ่าน

เพลงของนูโวที่ชอบมากที่สุดคือเพลงไหน?
โจ: ผมชอบ ‘บุญคุณปูดำ‘ มันเล่นสนุก แล้วเป็นร็อกแอนด์โรลด้วย แล้วผมก็ชอบเนื้อหา ดนตรีทุกเสียงมันชัดเจนมาก เพลงอื่นนี่ต้องอาศัยการเสียบปลั๊กเยอะ แต่ปูดำนี่คุณสามารถที่จะมีมือกลองเดินเข้าไป แขวนเบสตัวนึง กีตาร์อีกตัวเล่นได้เลย แล้วก็มันส์ด้วย h

สุ: ‘คึกคักบ่อยเลย‘ สนุก มันส์ เป็น rhythm ที่ดีมาก

ใหม่: ‘บอกอย่างงั้นอย่างงี้เลย’ ครับ เพราะเป็นเพลงที่คิดว่าลงตัว สมัยชุด 1 คนจะรู้จักกับ ‘ไม่เป็นไรเลย‘ มาก แต่ถ้านับจริงๆ คว้ารางวัลสุดคือเพลงนี้

ปีเตอร์: ‘หลอกกันเล่นเลย‘ เป็นเพลงที่ง่ายและชัดเจนมาก

ก้อง: มีหลายเพลงครับ แต่ถ้าจะให้ต้องเลือกก็คงเป็น ‘ลืมไปไม่รักกัน‘ ดนตรีเพราะ ความหมายก็ดีครับ

จอห์น: ‘ไม่มีคำตอบ‘ นวล สวยงาม

อัลบั้มใดคืออัลบั้มที่ดีที่สุดของนูโว?
ทุกคน: เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เกิดเลย

—–

ช่วงปี 1995 ผมกำลังเรียนม.ปลายอยู่นิวซีแลนด์ เล่นกีตาร์เป็นแล้ว กำลังหลงใหลเพลงอย่าง Smells like teen spirit ของ Nirvana และ Creep ของ Radiohead

เพื่อนฝรั่งคนหนึ่งชื่อ “ลินคอล์น” ก็ชอบเล่นกีตาร์และมาคุยกับผมและเพื่อนคนไทยบ่อยๆ เรื่องวงดนตรีที่เราชื่นชอบ บางทีก็นัดไปซ้อมดนตรีกัน

ที่น่าแปลกใจคือมีเพลงไทยเพลงหนึ่งที่ลินคอล์นชอบมาก เพราะเกือบทั้งเพลงใช้แค่ 4 คอร์ดไม่ต่างอะไรกับ Smells like teen spirit และ Creep

ลินคอล์นให้ผมอธิบายความหมายของเพลง ว่ามันเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ชอบร้อยดอกไม้ แต่ร้อยไปร้อยมาดอกไม้ดันหมดโลก แล้วก็ให้ผมสอนท่อน riff ที่ใช้ทางคอร์ด Bm D G F#

หลังจากนั้นมา แม้วงโมเดิร์นด็อกจะออกอัลบั้มมาอีกหลายชุด แต่เพลงที่ผมมักคิดถึงและยังเล่นอยู่เสมอก็คือเพลงจากอัลบั้มชุดแรกไม่ว่าจะเป็นเพลง “ก่อน” “บางสิ่ง” และแน่นอน – “บุษบา”

—–

ฝรั่งมีวลีที่ว่า practice makes perfect ยิ่งเราฝึกฝนมากเท่าไหร่ เรายิ่งใกล้ความสมบูรณ์แบบมากขึ้นเท่านั้น

แต่ในบางบริบท เราอาจไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ

เพราะความดิบ ความไร้เดียงสา ความเป็นมือใหม่ ความที่ไม่รู้ว่าอะไรทำได้-ทำไม่ได้ก็มีเสน่ห์ที่ความสมบูรณ์แบบไม่อาจมอบให้

ผมยกตัวอย่างเรื่องเสียงหัวเราะของเด็กเล็กและอัลบั้มแรกของวงดัง เพื่อจะบอกว่าบางสิ่งบางอย่างถึงจะพยายามก็ทำไม่ได้ ยิ่งพยายามยิ่งทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป

ดังนั้น หากเราจะเริ่มทำอะไร อย่าไปกลัวเลยว่ามันจะไม่เพอร์เฟ็กต์ เพราะความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่อาจจะกลายมาเป็นจุดแข็งและเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้-แม้กระทั่งตัวเราเอง

ยอมรับและโอบกอดความเป็นมือสมัครเล่นของเรา เชื่อมั่นในสิ่งที่คิดจะทำ และเริ่มออกเดินทางกันได้แล้ว

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ นายอินทร์จะหาง่ายหน่อย ส่วนที่ซีเอ็ดจะหายากหน่อยครับ

Lindy Effect – ยิ่งแก่ยิ่งอยู่นาน

20200702

สัปดาห์ที่ผ่านมา “ปรายฝน” ลูกสาวของผมที่อยู่ชั้นอนุบาล 2 ชอบร้องเพลงนี้เป็นพิเศษ

“สบายดีรึเปล่า ข่าวคราวไม่เคยรู้ …เธอไม่อยู่ เฝ้าดูและมองหา”

( “…” คืองึมงัมเพราะจำเนื้อร้องไม่ได้)

เพลง “สบายดีหรือเปล่า” เป็นของวง XYZ ออกมาตั้งแต่ปี 2530

ลูกสาวผมกำลังร้องเพลงที่แก่กว่าตัวเองถึง 28 ปี!

—–

คอนเซ็ปต์หนึ่งที่สำคัญในหนังสือ Antifragile ของ Nassim Nicholas Taleb คือ The Lindy Effect

ปรากฎการณ์นี้บอกไว้ว่า อะไรที่อยู่มานาน ก็มีแนวโน้มว่าจะยิ่งอยู่ได้นานขึ้นอีก

“ส้อม” อยู่มาแล้ว 1700 ปี

“ล้อ” อยู่มาแล้ว 2300 ปี

“รองเท้า” อยู่มาแล้ว 2800 ปี

ของสมัยนี้มาเร็วไปเร็วแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าสิ่งประดิษฐ์อย่างล้อ ช้อนส้อม รองเท้า จะอยู่ไปอีกเป็นร้อยเป็นพันปี

Lindy Effect นั้นไม่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ พืช และมนุษย์

ถ้าผมอายุ 50 ปี ผมน่าจะอยู่ได้อีก 30 ปี

ถ้าผมอายุ 60 ปี ผมน่าจะอยู่ได้อีก 20 ปี

ถ้าผมอายุ 70 ปี ผมน่าจะอยู่ได้อีก 10 ปี

ยิ่งผมอยู่มานาน “เวลาที่เหลือ” ยิ่งสั้นลง

แต่สำหรับสิ่งประดิษฐ์ ยิ่งอยู่มานานเท่าไหร่ เวลาที่เหลือยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

หนังสือเล่มไหนขายดีมา 10 ปี ก็มีแนวโน้มที่จะขายได้อีก 10 ปี เช่น Outliers ของ Malcolm Gladwell

หนังสือที่เล่มไหนขายดีมา 30 ปีแล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะขายได้อีก 30 ปี เช่น 7 Habits of Highly Effective People

หนังสือที่เล่มไหนขายดีมา 80 ปีแล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะขายได้ไปอีก 80 ปี เช่น How to win friends and influence people ของ Dale Carnegie

แล้วเราจะใช้ Lindy Effect ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร?

สำหรับผม หนึ่ง มันจะทำให้เราไม่ “เห่อของใหม่” จนเกินควร เพราะของใหม่ส่วนใหญ่ผ่านมาแล้วมันก็จะผ่านไป

สอง มันทำให้เราเห็นคุณค่าของเก่ามากขึ้น เพราะมันได้รับการพิสูจน์จากวันเวลาแล้วว่าเวิร์ค

สาม เวลามองไปที่อนาคต เราไม่จำเป็นต้องพยายามคิดถึงว่า “อะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง” เพราะเรามองไม่ออกและคาดเดาไม่ถูกหรอก (สองเดือนที่แล้วหลายคนกังวลเรื่อง New Normal แต่ผมกลับกังวลเรื่อง Old Normal มากกว่าเพราะมันจะทำให้เราประมาท)

การคาดการณ์ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปบ้างนั้นยากเกินไป การคาดการณ์ว่าอะไรจะไม่เปลี่ยนไปบ้างนั้นง่ายกว่าเยอะ เหมือนที่ Jeff Bezos เคยบอกไว้ว่า เขาไม่รู้หรอกว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เข้ามา แต่สิ่งที่เขารู้คือลูกค้ายังต้องการสินค้าราคาถูก ยังต้องการประสบการณ์การซื้อที่สะดวกและง่ายดาย ยังต้องการการบริการลูกค้าชั้นเยี่ยมอยู่ สิ่งเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแน่นอน และนั่นคือสิ่งที่เขาและ Amazon ควรจะโฟกัส

เมื่อเราไม่ต้องคอยวิ่งตามสิ่งใหม่ หรือกังวลกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ เราก็จะสามารถทุ่มเทแรงและสติปัญญาให้กับสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากวันเวลาและมีแนวโน้มว่าจะอยู่ไปได้อีกนาน

เมื่อทำได้อย่างนี้ เราก็จะมีความมั่นคงในชีวิตและจิตใจมากขึ้นครับ

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ นายอินทร์จะหาง่ายหน่อย ส่วนที่ซีเอ็ดจะหายากหน่อยครับ

รู้ทุกอย่างยกเว้นรู้ตนเอง

20200701

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens มักจะพูดอยู่บ่อยๆ ว่า

“We are hackable animals”

ในความหมายที่ว่า AI สามารถประมวลข้อมูล big data ที่เก็บมาจากพฤติกรรมการใช้งานในโลกอินเทอร์เน็ต จนสามารถเดาใจหรือแม้กระทั่ง “ชักใย” (manipulate) เราได้

ไม่ว่าจะเป็น Google, Youtube, Facebook, Netflix, Shopee, Lazada, Amazon เว็บเหล่านี้ล้วนเก็บพฤติกรรมของเราไว้หมดว่าเสิร์ชอะไรบ้าง คลิกอะไรบ้าง เพื่อที่มันจะ suggest บทความ วีดีโอ หรือสินค้าที่เราสนใจ

ในอนาคตเมื่อ internet of things และ wearable technolgoies เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และเมื่อ COVID หรือโรคระบาดอื่นๆ ทำให้เราต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเรามากกว่าที่เคย (เช่นวันนี้ไปเดินห้างไหนมา เข้าร้านไหนตอนกี่โมง) ข้อมูลเหล่านี้ก็จะยิ่งถูกนำไปประมวลผลเพื่อเอามาวิเคราะห์ตัวตนและรสนิยมของเราได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

จากที่เคยเดินตามหลังมนุษย์ AI จะมาเดินนำหน้ามนุษย์และโน้มน้าวให้เราชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกชักจูงอยู่

AI จะ shape ความคิด พฤติกรรม การซื้อ หรือแม้กระทั่งความฝันและการเลือกคู่

และเมื่อถึงตอนนั้น AI ก็จะ ‘hack’ มนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แล้วเราจะต้านทานปรากฎการณ์นี้ได้อย่างไร

บางที เราอาจต้องกลับไปที่คำสอนโบราณ ที่บอกว่า ‘Know thyself’ – จงรู้จักตนเอง

แต่การรู้จักตนเองเป็นเรื่องยากเหลือเกิน

เมื่อมือถือ จอมอนิเตอร์ และจอทีวีมาจับจองช่วงเวลาตื่นของเราไปเสียหมดสิ้น เราจึงแทบไม่เหลือเวลาที่จะศึกษาตัวเองเลย

เรารู้เรื่องข้างนอกเยอะไปหมด เยอะจนเกินความจำเป็น ในขณะที่เรารู้เนื้อรู้ตัว และรู้ความต้องการที่แท้จริงของตัวเองน้อยมาก

สิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ บางทีมันเป็นสิ่งที่สังคมบอกว่าเราควรต้องการเท่านั้นเอง

และแนวโน้มก็จะมีแต่แย่ลง เพราะองค์กรใหญ่ๆ อย่าง Facebook หรือ Youtube นั้นเค้าจ้างคนจบปริญญาเอกด้าน psychology เพื่อมาทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขา sticky จนเราเสพติดอย่างงอมแงม

ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกระแส ใช้เทคโนโลยีอย่างไม่ระวังตัว เราก็จะกลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ เป็นเพียง hackable animals ที่ AI สั่งซ้ายหันขวาหันได้

ทุกๆ วัน เราจึงควรมีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง อยู่เงียบๆ โดยไม่ต้องอ่านอะไร ไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องฟังอะไรนอกจากเสียงในหัวและในใจของเราเอง

ก่อนจบบทความนี้ ผมขอยกคำถามสุดท้ายที่ผมเคยถามพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่เคยมาเป็นแขกของ Wongnai WeShare ครับ:

—–

พี่ภิญโญเคยอธิบายไว้ว่า การอยู่รอดในยุคถัดไปที่จะมี AI มาทำงานแทนเรา เราต้องกลับไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ อยากให้พี่ช่วยขยายความหน่อยว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในวันที่โดน AI แย่งงาน

ถ้า AI ทำงานแทนเราได้ทั้งหมด – ซึ่งมันจะทำงานส่วนใหญ่แทนเราได้ น่าจะชงกาแฟอร่อยกว่าด้วยซ้ำไปถ้าสัดส่วนถูกต้อง

เราเป็นมนุษย์ เรารู้อยู่แล้วว่าแท้ที่สุด ลึกลงไปของหัวใจ มนุษย์อย่างพวกเราต้องการอะไร และสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ถามว่าหุ่นยนต์กลไก AI มอบให้เราได้ไหม

AI จะเคยหลั่งน้ำตาให้ใครได้ไหม จะเคยเสียใจปลอบใจใครได้ไหม ในวันที่เราสูญเสียคนรัก สูญเสียมิตรภาพ ตกงาน คุณอยากมีเพื่อนดีๆ สักคนหนึ่ง อยากกอดใครสักคนหนึ่ง ในวันที่คุณสูญเสีย เจ็บปวด เศร้าใจ ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ คุณจะกอดเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่บ้านไหม คุณจะคุยกับ Siri เหรอ

ในวันที่บุพการีของคุณ หรือคนที่คุณรักกำลังจะจากไป คุณจะให้ AI อยู่ข้างเตียงแล้วคอยเปิดบทสวดมนต์กล่อมพ่อแม่คุณให้ไปสู่สุคติ หรือคุณอยากได้สมณะที่คุณนับถือและคุณเชื่อว่ามีการปฏิบัติภาวนาที่แก่กล้านำพาดวงวิญญาณของบุพการีคุณสู่สัมปรายภพ

คุณจะเลือกนักร้องที่ดังที่สุดที่อยู่ใน AI มาเปิดข้างเตียงให้แม่คุณฟัง หรือคุณอยากจะหาคนที่คุณไว้วางใจที่สุด นุ่มนวลที่สุดในชีวิตเข้าไปจับมือประคองดวงวิญญาณของบุพการีไปสู่สรวงสวรรค์

ในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ คุณอยากจะอยู่กับหุ่นยนต์สักตัวหนึ่งแล้วดินเนอร์ด้วยกัน หรือว่าคุณอยากจะนั่งอยู่กับคนที่คุณรักแล้วจับมืออยู่ด้วยกัน คุณอยากกินซูชิที่อร่อยที่สุดจากมือหุ่นยนต์ หรือคุณอยากนั่งกินซูชิโดยมือของเชฟที่อายุ 90 ปีที่ผ่านการทำงานมาแล้ว 50 ปี

มันมีบางเรื่องในชีวิตที่หุ่นยนต์กลไกทำงานแทนมนุษย์ไม่ได้ และนั่นคือคำถามว่ามันคืออะไร และนั่นคือสิ่งที่มนุษย์ต้องห่วงแหนรักษาเอาไว้เพื่อไม่ให้หายไป นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้

ถ้าเราหาเจอว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราจำเป็นต้องรักษาไว้ และถ้าเราฉลาดพอว่านั่นคือสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องรักษาไว้ แล้วเราสร้างธุรกิจหรือดำเนินชีวิตไปกับสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์เหล่านั้นได้ เราก็จะอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่ และนั่นเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์กลไก AI จะ disrupt เราไม่ได้

ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์ และเรื่องที่ผมคุยมาตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาทั้งหมดคือความเป็นมนุษย์

ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ไว้ไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องกลัวหุ่นยนต์ให้มากที่สุด แต่ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ แล้วเรารู้ว่าคุณค่าสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ไหน เราไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง AI จะ disrupt เราไม่ได้ ฉะนั้นจงหาให้เจอว่าคุณค่าที่แท้จริงที่สูงสุดของมนุษย์อยู่ตรงไหน

ถามว่าจะต้องไปค้นหาที่ไหนเหล่า ก็ต้องย้อนกลับเข้ามาข้างในตัวเรา เพราะใครจะเป็นมนุษย์และรู้จักมนุษย์ได้ดีเท่ากับตัวเราเอง ทุกคนล้วนเป็นแบบจำลองของมนุษย์ที่ทั้งสมบูรณ์แบบและไม่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัว

ใน Present หนังสือเล่มล่าสุดที่ผมเขียน ผมขอให้ทุกคนย้อนกลับเข้ามาดูในตัวเรา มันเป็นศาสตร์ที่ยากและลึกซึ้ง ต้องใช้เวลาอ่านหลายปี อาจจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ 10 ปี 20 ปีแต่หวังว่าทุกคนจะเริ่มทำความเข้าใจ แล้วย้อนกลับมาดูข้างในว่าอะไรคือหัวใจสูงสุดของมนุษย์ที่ AI หุ่นยนต์กลไกมา disrupt เราไม่ได้ เพราะมันเป็นศาสตร์ที่ปลูกฝังไว้ในตัวเรามาเป็นพันปีแล้ว แล้วทำไมปราชญ์โบราณ ศาสดาพยากรณ์โบราณเข้าใจเรื่องแบบนี้ทั้งหมด แล้วเราซึ่งคิดว่าตัวเองชาญฉลาดที่สุดในโลก อยู่ในยุคที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี ทำไมเราไม่เข้าใจ ทำไมเรามองข้าม ทำไมเราปรามาสว่านี่เป็นปัญญาแต่อดีตกาล แล้วเราหลงลืมกันไป แล้วเราก็กลัวว่า AI จะมา disrupt เรา

ถ้าเราหาหัวใจเหล่านี้ไม่เจอ เราก็จะสูญเสียหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ไป และแน่นอนเราจะถูก disrupt แต่ถ้าเราเจอหัวใจของตัวเรา ยากที่หุ่นยนต์กลไกจะ disrupt เราได้ คำถามคือเราเจอหรือเปล่าว่าหัวใจที่แท้จริง จิตวิญญาณที่แท้ ความหมายที่แท้ของการเป็นมนุษย์ของเราอยู่ที่ไหน

ขอให้ย้อนกลับไปข้างในนั้นแล้วจะเจอ ถ้าไม่เจอวันนี้พรุ่งนี้ อาจจะใช้เวลา 10 ปี 20 ปี หรือเราจะต้องค้นหาไปชั่วชีวิต แต่หวังว่าทุกท่านจะพบเจอคำตอบนี้

อย่าลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่

20200629

เวลามาออฟฟิศ เรามาเพื่อทำงานให้มันเสร็จ ไม่ใช่เพื่อมานั่งเล่นเน็ต เล่นการเมือง หรือนั่งนินทา

เวลามาเข้าประชุม เรามาเพื่อที่จะแชร์ข้อมูล ตัดสินใจ และทำให้งานเดินหน้า ไม่ใช่เพื่อที่จะเกี่ยงงาน และโทษกันไปมา

เวลามาออกกำลังกาย เรามาเพื่อจะได้ออกเหงื่อ ไม่ใช่เพื่อจะวางแผนว่าจะเซลฟี่ยังไงให้ดูดีที่สุด

เวลามาอยู่บนโลกใบนี้ เรามาเพื่อที่จะทำให้ชีวิตของตัวเองและผู้อื่นดีขึ้น ไม่ใช่มาเพื่อจะทำให้ตัวเองและคนอื่นแย่ลง

อย่าลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่

ความขัดแย้งในใจมันจะเกิด หากเราไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำในที่ที่ควรทำครับ