นิทานงานศพ

20160825_funeral

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

(วันนี้อาจจะขำแบบดาร์คๆ นิดนึง อย่าถือสานะครับ)

ขณะที่กำลังเดินออกจากร้านกาแฟในมิลาน ฟาบิโอ้ก็มองเห็นขบวนงานศพที่แสนจะแปลกตา

ในขบวนนั้นมีโลงศพอยู่ถึงสองโลง

คนที่เดินอยู่หลังโลงศพเป็นชายวัยกลางคนที่กำลังเดินจูงหมาสีดำตัวโต

และด้านหลังชายคนนั้น ยังมีผู้ชายอีกราว 200 คนเดินตามมาเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง

ฟาบิโอ้ไม่อาจจะเก็บความสงสัยไว้ได้ จึงเข้าไปถามผู้ชายที่จูงหมา

“ขอโทษที่รบกวนนะครับ แต่ผมไม่เคยเห็นขบวนศพยาวขนาดนี้มาก่อนเลย นี่เป็นงานของใครเหรอครับ?”

“งานศพเมียผมเอง”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยจริงๆ ครับ เกิดอะไรขึ้นกับเธอเหรอครับ?”

“หมาผมขย้ำเธอจนตาย”

“แล้วโลงศพที่สองล่ะ?”

“แม่ยายผมเขาพยายามจะเข้าไปช่วยก็เลยโดนลูกหลง”

ฟาบิโอ้นิ่งเงียบอยู่ราวสามวินาที ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ผมขอยืมหมาได้มั้ย?”

“ไปต่อแถวสิ”


ขอบคุณนิทานจาก Daily Jokes

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ออกตัวแรง

20160824_startstrong

“Most people start strong and finish weak.”

– Benjamin P. Hardy

ผมเคยได้ยินมาว่าที่อเมริกานั้นฟิตเนสและโรงเรียนโยคะจะได้ลูกค้าใหม่มากที่สุดในเดือนมกราคม

พอจะเดาได้มั้ยครับว่าทำไม?

New Year’s Resolutions นั่นเอง

พอขึ้นปีใหม่ เราก็มักจะมีแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง ลงทุนสมัครสมาชิกฟิตเนส ซื้อรองเท้าเสื้อผ้าราคาแพง เพื่อเป็นการบังคับตัวเองให้ออกกำลังกาย

แต่เท่าที่ผมสังเกตจากคนรอบๆ ตัว คนที่ออกตัวแรงมักจะทำได้แค่ไม่กี่เดือนก่อนจะกลับสู่วงจรเดิม

ถ้าเราเคยออกตัวแรงแล้วไม่เวิร์ค ลองมา “ออกตัวเบา” กันดูบ้างมั้ย

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในกฎสองนาทีว่า ถ้าอยากจะสร้างนิสัยใหม่ๆ เราควรจะตั้งเป้าหมายให้มันง่ายเสียจนไม่มีทางที่เราจะทำไม่ได้

แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะวิ่งให้ได้วันละ 5 กิโล ก็เหลือเป็นวิ่งให้ได้ครั้งละ 500 เมตร

แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโล ก็เหลือเป็นกินข้าวเย็นให้น้อยลงแทน

การตั้งเป้าหมายให้ง่ายดายนั้นคนไม่ค่อยทำกัน เพราะมันดูไม่สมศักดิ์ศรี มันไม่ท้าทาย

แต่เป้าหมายที่ท้าทายจะมีประโยชน์อะไรถ้าเรายังไม่แข็งแรงพอที่จะทำมัน?

“Most people start strong and finish weak.”

ผมว่า Most people start strong but don’t finish ด้วยซ้ำไป

ลองมาเป็นคนส่วนนน้อยที่ start weak and finish strong กันดูมั้ยครับ?


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

เพียงกล้าพอที่จะบอกลา

20160823_goodbye

“If you are brave enough to say good bye, life will reward you with a new hello.”

– Paulo Coelho

มนุษย์รักความเคยชิน

เราจึงยังคบกับคนที่ทำให้เราเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เราจึงยอมทำงานที่ตัวเองไม่ได้รักและไม่ได้มีความถนัด

เราจึงยังไม่ยอมแก้นิสัยแย่ๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันทำให้เสียเวลาและเสียสุขภาพ

เหตุที่เรายังยอมอยู่กับสิ่งเดิมๆ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลยก็คือ อย่างน้อยมันก็ยังพอมีความแน่นอนอยู่บ้าง

ถึงคนๆ นี้จะทำร้ายเรา เราก็ยังทนมาได้

ถึงงานชิ้นนี้จะน่าเบื่อเพียงใด เราก็ยังทำมาได้

ถึงนิสัยบางอย่างของเราจะแย่แค่ไหน เราก็ยังอยู่มาได้

ถ้าเดินออกจากตรงนี้เพื่อไปตายเอาดาบหน้า ความไม่แน่นอนที่ตามมานั้นมันดูน่ากลัวเกินไป

แต่ข้อดีของความไม่แน่นอนก็คือ มันอาจจะออกหัวก็ได้ ออกก้อยก็ได้

และเราเองก็มีส่วนผลักดันที่จะให้มันออกหัวหรือก้อยตามที่เราต้องการก็ได้

คำว่า “ไปตายเอาดาบหน้า” เป็นคำที่ไม่เหมาะด้วยซ้ำ

เพราะต่อให้ตัดสินใจผิดแค่ไหน เราก็คงไม่ตายหรอก

ถ้าดาบหน้าไม่เวิร์ค ก็ยังมีดาบอีกหลายเล่มรอเราอยู่

“If you are brave enough to say good bye, life will reward you with a new hello.”

ฟอร์เรสท์กัมพ์เคยบอกไว้ว่า ชีวิตเหมือนกล่องช็อกโกแล็ต ที่เราไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรรออยู่

แต่ถ้าไม่ยอมเปิดกล่อง ก็คงไม่มีวันได้รู้ซักที จริงมั้ย?


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

คำถามง่ายๆ เพื่อการโละเสื้อผ้า

20160818_ClothPurging

ทุกๆ สามเดือนที่บริษัทผมจะมีรับบริจาคเลือด บริจาคเสื้อผ้า และบริจาคหนังสือ

ก็เลยอยากจะเอาเคล็ดลับในการเลือกเสื้อผ้าบริจาคมาฝากเสียหน่อย

ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับการจัดบ้านแบบ KonMari เมื่อปีที่แล้ว ที่สอนวิธีการโละเสื้อผ้าด้วยการหยิบมันขึ้นมา แล้วถามตัวเองว่า

Does it spark joy? จับเสื้อตัวนี้แล้วมันทำให้เราชื่นใจรึเปล่า?

ถ้าชื่นใจก็จงเก็บไว้ ถ้าไม่ชื่นใจก็ควรเอาไปบริจาค

อีกคำถามหนึ่งที่มีประโยชน์ คือการถามตัวเองว่า “ถ้าเราไม่ได้มีเสื้อตัวนี้อยู่แล้ว เรายังจะยอมควักเงินเพื่อซื้อมันอยู่รึเปล่า?” – If I don’t already own it, would I still buy it?

ถ้าคำตอบคือไม่ เราก็ควรเอาเสื้อตัวนี้ไปบริจาคเหมือนกัน

ลองเอาสองคำถามนี้ไปใช้ดูนะครับ น่าจะช่วยให้ตู้เสื้อผ้าดูสดใสงามตาขึ้นมาไม่มากก็น้อยครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ไม่มีใครผิดพลาดซ้ำสอง

20160821_samemistake

You can never make the same mistake twice, because the second time it’s not a mistake, it’s a choice.

คุณไม่สามารถทำผิดเรื่องเดิมได้สองครั้งหรอก เพราะครั้งที่สองมันไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นสิ่งที่คุณเลือกที่จะทำเองต่างหาก

– Steve Denn


คำว่า Mistake และคำว่า Error

ถ้าแปลเป็นไทยเราคงแปลว่า “ความผิดพลาด” ทั้งคู่

แต่ทราบมั้ยครับว่าสองคำนี้ต่างกันยังไง?

ลองให้เวลาตัวเองคิดนิดนึง ติ๊กต๊อกๆ

Mistake คือความผิดพลาดที่ random คาดเดาไม่ได้ และไม่มีแพทเทิร์น

Error คือความผิดพลาดที่ systematic คือผิดอย่างเป็นระบบและมีแพทเทิร์น

ขอยกตัวอย่างจากสมุดการบ้านเลขของเด็กชายมานะ

2+7 = 9
3+5 = 7
7+9 = 16
4+3 = 7
9+4 = 14
2+8 = 10
3+8 = 15
5+9 = 14
4+5 = 9
1+3 = 4

จะเห็นได้ว่ามานะได้คะแนน 7/10 เพราะทำผิดสามข้อ โดยทั้งสามข้อนั้นเป็น mistake เพราะความผิดพลาดนี้ random และไม่มีแพทเทิร์นอะไร

คราวนี้มาดูสมุดการบ้านเลขของเด็กหญิงมานีกันบ้าง

2+7 = 9
3+5 = 8
7+9 = 15
4+3 = 7
9+4 = 12
2+8 = 10
3+8 = 11
5+9 = 13
4+5 = 9
1+3 = 4

มานีทำผิดสามข้อ ได้คะแนน 7/10 เท่ากับมานะ แต่ถ้าสังเกตดีๆ ข้อที่มานีผิดคือข้อที่มีการบวกด้วยเลข 9 ทั้งหมดเลย แถมเวลาผิดก็ผิดเหมือนกัน คือได้คำตอบน้อยกว่าความเป็นจริงอยู่ 1

เวลามานีผิดพลาดอย่างนี้ เรียกว่า Error ครับ คือเป็นข้อผิดพลาดที่ systematic ถ้าให้เจอสถานการณ์เดิมคือให้บวกเลข 9 อีก มานีก็จะทำผิดอีก

สังเกตว่าเวลาคอมพิวเตอร์เจอข้อผิดพลาดอะไร มันจะไม่เค่ยบอกว่าเป็น Mistake แต่จะบอกว่าเป็น Error เสมอ เพราะคอมพิวเตอร์นั้นมีระบบแบบแผนชัดเจน ถ้าเจอสถานการณ์หรือ Input แบบเดิม ก็จะให้ผลลัพธ์เหมือนเดิมทุกครั้ง


You can never make the same mistake twice, because the second time it’s not a mistake, it’s a choice.

– Steve Denn

ไม่มีใครผิดพลาดซ้ำสอง

แต่จากประสบการณ์ตัวเอง คนเราก็เคยผิดพลาดซ้ำสองด้วยกันทั้งนั้นจริงมั้ย?

ผมมองว่าการที่คนเราผิดพลาดซ้ำสองนั้น แบ่งออกได้เป็นสามกรณี

กรณีแรกคือ ข้อผิดพลาดครั้งที่สองนั้น ไม่เหมือนกับครั้งแรกเสียทีเดียว มันจึงไม่ใช่ the same mistake

กรณีที่สอง คือความผิดครั้งที่สองนั้น เป็นความผิดโดยตั้งใจเหมือนอย่างที่ Steve Denn บอกไว้ว่า it’s not a mistake, it’s a choice

กรณีที่สาม คือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ Mistake แต่เป็น Error

ผมว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่ผิดพลาดซ้ำซากนั้นอยู่ในกลุ่มสองกับกลุ่มสาม

พวกที่ “รู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำ” (กลุ่มสอง) คงต้องบอกว่า โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง และไม่มีสิทธิ์ร้องขอความเห็นใจจากใครด้วย

ส่วนกลุ่มที่สาม ที่ไม่ได้อยากจะผิดพลาด แต่พอเจอสถานการณ์แบบนี้ทีไรก็ Error ทุกที พวกนี้น่าเห็นใจ แต่ก็พอมีทางออกได้สองทาง คือหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือ Input ที่จะนำไปสู่ Error นั้น หรือไม่ก็เปลี่ยนกระบวนการคิดเสียใหม่เพื่อให้ตอบสนองได้อย่างถูกต้อง

ถ้าเทียบกับเด็กหญิงมานี การหลีกเลี่ยง Input ก็คือการขอให้คุณครูอย่าให้การบ้านที่ต้องบวกเก้า (ซึ่งในบางครั้งเราก็เลี่ยงไม่ได้)

ส่วนการเปลี่ยนกระบวนการคิด ก็คือเรียนรู้วิธีการบวกเลขเก้าเสียใหม่ เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง

ข้อดีอย่างหนึ่งของ Error ก็คือ เมื่อเราแก้ไขแล้วครั้งหนึ่ง มันจะไม่กลับมาผิดอีก

ในกรณีของมานี ถ้าเธอเรียนรู้ที่จะบวกเลขเก้าให้ถูกต้อง สามข้อที่เธอเคยทำผิดนั้นจะกลายเป็นของง่ายขึ้นมาทันที และจะทำให้เธอได้ 10/10 ได้ไม่ยาก

ลองกลับมาดูตัวเองนะครับว่า เรื่องบางเรื่องที่เราผิดซ้ำซากนั้นเกิดจากอะไร

เพราะเราทำตัวเองหรือเพราะกระบวนการคิดของเราบกพร่องครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

วิจัยจากเยล: คนอ่านหนังสืออายุยืนกว่าคนไม่อ่าน

20160820_bookreaders

วันนี้ได้อ่านบทความจากเว็บ BigThink.com แล้วเห็นว่าน่าสนใจจึงขอเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ถ้าใครภาษาอังกฤษแข็งแรงอยู่แล้วก็เข้าไปอ่านต้นฉบับได้เลยครับ Yale Study: People Who Read Live Longer Than Those Who Don’t 


เมื่อเร็วๆ นี้ วารสารวิชาการ Social Science and Medicine  ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า A chapter a day: Association of book reading with longevity

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลได้ทำการสอบถามคนที่อายุมากกว่า 50 ปีจำนวน 3,635 คนว่า เขามีนิสัยการอ่านอย่างไร นักวิจัยสามารถแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกมาได้สามกลุ่ม คือกลุ่มที่ไม่อ่านหนังสือเลย กลุ่มที่อ่านหนังสือไม่เกินสัปดาห์ละสามชั่วโมงครึ่ง และกลุ่มที่อ่านหนังสือมากกว่านั้น

จากนั้นนักวิจัยก็คอยติดตามความเป็นไปของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3,635 คนนี้เป็นเวลา 12 ปี โดยใช้วิธีโทรศัพท์พูดคุยกับกลุ่มตัวอย่าง และได้พบว่าคนที่อ่านหนังสือนั้นจะอายุยืนกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือ

โดยถ้าคุณอ่านหนังสือมากกว่าสัปดาห์ละสามชั่วโมงครึ่ง อายุเฉลี่ยของคุณจะมากกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือถึง 23 เดือนหรือเกือบสองปีเลยทีเดียว

ค่าเฉลี่ยนี้เป็นจริงเสมอโดยไม่ขึ้นอยู่กับเพศ ความร่ำรวย การศึกษาหรือแม้กระทั่งสุขภาพของคุณว่าจะเป็นยังไง

นอกจากนั้น ในช่วง 12 ปีของการการวิจัย คนที่อ่านหนังสือยังมีโอกาสที่จะเสียชีวิตน้อยกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือถึง 20%

การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ไม่ต้องออกกำลังหรือออกไปไหน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากถ้าคุณอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ

อีกสิ่งหนึ่งที่งานวิจัยนี้พบก็คือ การอ่านหนังสือไม่ว่าจะมากหรือน้อยแค่ไหน ก็ยังส่งผลต่ออายุที่ยืนยาวมากกว่าการอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร (periodicals) เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าการอ่านหนังสือนั้นใช้สมองมากกว่า (book reading involves more cognitive faculties)

โดยนักวิจัยระบุว่าการอ่านหนังสือช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอด (survival advantage) เพราะว่ามันพาให้เราเข้าไปอยู่ในโหมดที่ได้ใช้สมองหลายส่วนอย่างเต็มที่  การอ่านหนังสือจึงช่วยรักษาสมรรถภาพของสมองเอาไว้ได้ดีกว่า

การอ่านหนังสือนั้นต้องใช้กระบวนการสองอย่างที่แตกต่างไปจากการอ่านรูปแบบอื่น กระบวนการทั้งสองนั้นคือการอ่านอย่างลึกซึ้ง (deep reading) และการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ (emotional connection)

การอ่านอย่างลึกซึ้งคือกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในสมองของคนอ่านที่พยายามจะทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร และมีส่วนเกี่ยวพันกับโลกแห่งความจริงอย่างไรบ้าง

ส่วนความผูกพันทางอารมณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจตัวละครในหนังสือ ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านมีความฉลาดทางอารมณ์ และเข้าใจความเป็นไปในสังคมได้ดีกว่าเดิม


ผมเองนั้นเคยอ่านหนังสือประมาณสัปดาห์ละหนึ่งเล่ม แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปและการมาถึงของโซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟน ทำให้ผมอ่านหนังสือได้น้อยลงอย่างน่าใจหาย

จากนี้ไปคงต้องให้เวลากับมันมากขึ้นแล้วครับ


ขอบคุณข้อมุลจาก Big Think: Yale Study: People Who Read Live Longer Than Those Who Don’t 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

Box1B_300x250

ทำสิ่งที่ต้องทำ

20160819_dowhatyoumust

จนกว่าเราจะได้ทำสิ่งที่อยากทำ

Do what you have to do
Until you can do what you want to do

-Oprah Winfrey


บางครั้งผมก็รู้สึกว่าชีวิตเหมือนกับการเดินขึ้นเขา

ทั้งเหนื่อย ทั้งเมื่อย ทั้งร้อน ทั้งหิวน้ำ

ยิ่งพอเจอทางชันหรือต้องเดินข้ามสะพานเชือก ใจมันก็ชักไม่อยากจะไปต่อแล้ว

แต่ถึงทางจะลำบากแค่ไหน ลึกๆ เราก็ยังอยากเดินขึ้นอยู่ดี

ขึ้นไปให้ถึง เพื่อจะได้มองกลับลงมาด้วยความภูมิใจ

เพื่อจะได้เห็นว่าโลกกว้างใหญ่เพียงใด

เพื่อจะได้กางเต๊นท์ ดูพระอาทิตย์ตก ก่อกองไฟ เล่นกีตาร์

Do what you have to do
Until you can do what you want to do

ทำสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ แล้ววันหนึ่งเราจะได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ

การเดินขึ้นเขามันเหนื่อยก็จริง

แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้ว เราจะรู้สึกว่าที่เหนื่อยๆ มานั้นมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia: ภูกระดึง

นิทานหนีหมี

20160818_bear

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แดนกับเจอรี่ไปเดินป่าด้วยกัน แต่เคราะห์ร้ายที่จู่ๆ ก็เจอหมีตัวใหญ่โผล่มาจากพุ่มไม้และวิ่งปราดเข้ามาหา

แดนกับเจอรี่รีบวิ่งแจ้น ซักพักนึงแดนก็วิ่งไปถอดรองเท้าไป

เจอรี่: มึงทำอะไรอ่ะ?

แดน: ถอดรองเท้าไง จะได้วิ่งเร็วขึ้น

เจอรี่: ยังไงพวกเราก็วิ่งเร็วกว่าหมีไม่ได้อยู่แล้วนี่?

แดน: กูไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วกว่าหมี แค่วิ่งเร็วกว่ามึงก็พอ!


ขอบคุณนิทานจาก Comedy Central Jokes

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

หมวก 3 ใบของคนทำงาน

20160818_3caps

คือหมวกเจ้านาย หมวกคนทำงาน และหมวกคนว่างงาน

เมื่อเราสวมหมวกเจ้านาย เราจะสนใจเรื่องอนาคต เช่นเป้าหมายประจำปี การวางแผนสำหรับเดือนนี้ จัดลำดับความสำคัญของชิ้นงาน และมองว่าจะแจกจ่ายงานอย่างไรให้ออกมามีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อเราสวมหมวกคนทำงาน เราจะสนใจงานที่อยู่ตรงหน้า มีสมาธิจดจ่อที่จะทำพรีเซนเทชั่น เขียนรีพอร์ต หรือทำเอ๊กเซลไฟล์ให้เสร็จลุล่วงตามที่ได้รับมอบหมายมา

เมื่อเราสวมหมวกคนว่างงาน เราจะสนใจอะไรก็ตามที่ไม่ใช่งาน เช่นเล่นเฟซบุ๊ค เดินไปหาขนมกิน หรือจับกลุ่มเมาธ์กับเพื่อนทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์

เราทุกคนล้วนแล้วแต่เคยสวมหมวกทั้งสามใบนี้ แม้จะไม่เคยเป็นเจ้านายและไม่เคยตกงานก็ตาม

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่จะใส่หมวกคนทำงานเสียเยอะ คือขยันขันแข็งสู้งานไม่มีถอย

แต่ถ้าเราไม่สวมหมวกเจ้านายเสียบ้าง เราจะพลาดโอกาสที่จะถอยออกมาเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ว่า งานที่เราทำมันมีคุณค่าจริงหรือเปล่า และเราสามารถทำงานชิ้นนี้ให้ต่างออกไปจากเดิมได้หรือไม่

สำหรับคนส่วนน้อยที่ได้สวมหมวกเจ้านายเป็นหลัก ได้แต่วางแผนแล้วก็สั่งๆๆ โดยไม่ได้ลงมาลุยงานเองบ้างเลย ก็อาจจะทำให้เขามองไม่เห็นภาพที่แท้จริงของเนื้องานว่ามันยากง่ายเพียงใด และความคาดหวังที่เขามีต่อลูกน้องนั้นเป็นไปได้แค่ไหน

ส่วนหมวกคนว่างงานนั้น ถ้าใส่นานเกินไปก็คงได้ว่างงานกันจริงๆ เพราะเราไม่ได้สร้างคุณค่าให้คุ้มกับเงินเดือนที่เขาจ่ายเรา

แต่หมวกคนว่างงานก็จำเป็น เพราะเราไม่สามารถทำงานได้ตลอด อย่างน้อยทุกๆ สองสามชั่วโมงเราควรจะพักและออกมาให้ห่างจากโต๊ะทำงานเสียบ้าง ไปเดินเล่น ซื้อขนม จับกลุ่มเมาธ์มอย เพื่อชาร์จแบตให้มีแรงกลับมาสวมหมวกเจ้านายและหมวกคนทำงานกันต่อไปครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

สุขคือสอดคล้อง

20160816_happy

Happiness is when what you think, what you say, and what you do are in harmony.

– Mahatma Gandhi

“ความสุข” เป็นคำที่กว้างขวาง

แต่ละคนคงนิยามความสุขไม่เหมือนกัน และแต่ละคนก็ใช้วิธีการเพื่อจะได้มาเพื่อความสุขไม่เหมือนกัน

ผมเปิดอ่าน a day BULLETIN เล่มล่าสุดแล้วเจอคำพูดประโยคนี้ของคานธี

ผมว่ามันคือนิยามความสุขที่ผมชอบที่สุดนิยามหนึ่ง และคงจะยึดถือเป็นสรณะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นั่นคือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูด และพูดให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราคิด

คนบางคนแม้จะมีหน้าที่การงานที่ดี มีเงินทองมากมาย แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังไม่มีความสุข อาจเป็นเพราะว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเชื่อหรือสิ่งที่เขารัก

หรือคนบางคนที่พูดมาเยอะแล้ว แต่ไม่ได้ลงมือทำซักที นั่นก็ย่อมนำพาความอึดอัดมาให้เขาเช่นกัน

เมื่อใดก็ตามที่ความคิด คำพูด และการกระทำงสอดประสานกัน ความขัดแย้งภายในย่อมไม่เกิด

เมื่อไม่ขัดแย้งก็ไม่มีปม เมื่อไม่มีปมก็ผ่อนคลายเบาสบาย

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า ตอนนี้มีความสุขอยู่รึเปล่า

ถ้าไม่ค่อยสุขเท่าไหร่ ก็เป็นไปได้ว่า ความคิด คำพูด และการกระทำของเราอาจไม่ลงรอยกันอยู่ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com