ทำเรื่องยิ่งใหญ่เพราะเสมอต้นเสมอปลายกับเรื่องเล็ก

นั่งสมาธิหนึ่งครั้งใครก็ทำได้ แต่นั่งสมาธิทุกวันนั้นหาได้ยาก

ออกกำลังกายวันนี้เป็นเรื่องง่าย แต่ออกกำลังกายทุกวันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

เขียนบทความหนึ่งบทแทบไม่มีความหมาย แต่เขียนบทความทุกวันได้คือยอดมนุษย์

หนึ่งวันวางอิฐหนึ่งก้อน เมื่อผ่านไปสิบปีก็มันก็คือกำแพงเมืองจีนดีๆ นี่เอง


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก James Clear 3-2-1 Newsletter

ใช้เลข 6 นำทางชีวิต

เมื่อเช้าตอนผมไปวิ่งรอบหมู่บ้าน ก็คิดขึ้นมาได้ว่า

ถ้าวิดพื้นได้ 60 ที
และวิ่งเพซ 6 ได้ 60 นาที*

เราก็น่าจะฟิตกว่าคนส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันแล้ว

แล้วก็คิดต่ออีกว่า มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีกบ้างที่เราควรทำ

ตื่นก่อน 6 โมงเช้า ทำให้เราเริ่มวันได้เป็นอย่างดี

ไม่กินข้าวหลัง 6 โมงเย็น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี

เขียนไดอารี่วันละ 60 วินาที ด้วยการพิมพ์ลง notepad ทำให้เราจดเรื่องสำคัญในชีวิตและเห็นแพทเทิร์นว่าแต่ละช่วงเรารู้สึกอย่างไร

อ่านหนังสือวันละ 6 หน้า เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ เดือนนึงอ่านจบเล่มนึงก็ยังดี (หนังสือคงมีมากกว่า 180 หน้า แต่ถ้าเราอ่านทุกวัน บางวันมันก็จะอ่านได้มากกว่า 6 หน้าโดยปริยาย)

ดื่มน้ำวันละ 6 แก้ว – เรารู้กันดีว่าควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่ปริมาณน้ำอีก 2 แก้วมันอยู่ในอาหารที่เราทานอยู่แล้ว

เช็คเมลไม่เกินวันละ 6 ครั้ง มากกว่านี้อาจเรียกว่าจับจด

เช็ค social media ไม่เกินวันละ 6 ครั้ง ถ้ามากกว่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเราอาจกำลังไม่มีความสุขกับงาน/ชีวิตส่วนตัว

ใช้เวลากับคนที่เรารักสัปดาห์ละ 60 นาที – 60 นาทีกับแฟน, 60 นาทีกับลูกๆ 60 นาทีกับพ่อแม่ – ทั้งสามอย่างนี้ควรเป็นขั้นต่ำ น้อยกว่านี้อาจต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า priorities เราถูกต้องแล้วรึยัง

กันเวลาไว้ทำโปรเจ็คพิเศษของเราอย่างจริงจังวันละ 60 นาที แล้วทำให้ได้ 60 วันติดต่อกัน แล้วลองดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังเมื่อปี 2015 ผมก็ทำอะไรแบบนี้จนบล็อกมี 2,000 กว่าบทความแล้ว

ดูลมหายใจวันละ 60 วินาที กลับมาอยู่กับตัวเองบ้าง เป็นไปได้ยังไงที่เราจะใช้ชีวิตช่วงลืมตาถึงวันละ 60,000 กว่าวินาทีโดยไม่เคยมีเวลาอยู่กับตัวเองแค่ 60 วินาทีเลย

มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีก นำเสนอกันเข้ามาได้นะครับ


*เพซ 6 แปลว่า วิ่ง 1 กิโลเมตรใช้เวลา 6 นาที

ถ้าเรือล่มและที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอ เราจะตัดสินใจยังไงว่าใครจะอยู่ใครจะไป?

ผมไปอ่านเจอคำถามหนึ่งใน Quora ที่คิดว่าน่าสนใจเลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

Question: ถ้าเรือกำลังจะจมและมีผู้โดยสาร 11 คน แต่บนเรือชูชีพนั่งได้แค่ 10 คน คุณจะใช้อะไรเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้ขึ้นเรือ และใครจะต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?

(The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?)

คำตอบมาจาก James Abbgy ที่ทำงานอยู่บนเรือสำราญ

ผมมีใบรับรองในการขับเรือชูชีพ

ปัญหาที่ผมมีกับคำถามข้อนี้คือคนถามไม่ได้มีความรู้เพียงพอ

เรือชูชีพที่ไหนกันมีแค่ 10 ที่นั่ง? เรือชูชีพของผมจุได้ 150 คน

ในเมนท์มีหลายคนแนะนำให้เวียนเอาคนลงไปแช่ในน้ำทีละคน แต่เรือชูชีพของผมเป็นเรือแบบปิด…แล้วก็มีพื้นที่ว่างด้านบนด้วย

ทำไมถึงมีที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอล่ะ? อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล (The International Convention for the Safety of Life at Sea) ระบุว่าต้องมีที่นั่งเพียงพอสำหรับทุกคนบนเรือ แถมยังต้องมีบัฟเฟอร์อีก 25% ด้วย!

ผู้โดยสายคนที่ 11 จะมีที่นั่งที่จัดเตรียมไว้แล้วบนเรือชูชีพอีกลำนึง แล้วทำไมเค้าถึงต้องมาอยู่บนเรือผม? ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดผมคงนำผู้โดยสารขึ้นมาบนเรือแล้วให้เค้ารอที่จุดรวมพล ผมจะใช้วิทยุสื่อสารเพื่อหาว่าเรือลำไหนยังมีที่ว่าง จากนั้นก็ส่งเขาขึ้นเรือลำนั้น

แล้วทำไมต้องมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังด้วย? สมมติว่าผมมีอาหารเพียงพอสำหรับ 10 วันสำหรับผู้โดยสาร 10 คน นั่นแปลว่าเราอยู่ได้ถึง 9 วันสำหรับผู้โดยสาร 11 คน การที่เราอยู่กลางทะเลได้น้อยลงหนึ่งวันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เรือสำราญทุกลำจะมีระบบติดตาม และจะแล่นอยู่แต่ในเส้นทางที่มีเรือผ่านไปผ่านมาเท่านั้น ยังไงต้องมีเรือลำอื่นผ่านเส้นทางนี้ภายใน 9 วันแน่นอน

เรามีวิทยุสื่อสารและเครื่องส่งสัญญาณ และเส้นทางเดินเรือส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำให้เราอยู่ห่างไกลจากชายฝั่งมากนัก เรือชูชีพมีเครื่องยนต์ดังนั้นผมอาจตัดสินใจขับเข้าชายฝั่งก็ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะเอาเรือชูชีพสีเหลืองสดมาผูกรวมกันเพื่อให้ทีมช่วยเหลือพบเห็นพวกเราได้โดยง่าย

คำถามที่คุณถามจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเรามีระบบฉุกเฉินที่ถูกออกแบบโดยไอ้งั่งที่ไม่เคยเรียนรู้จากอุบัติเหตุทางท้องทะเลในอดีต และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมเองนี่แหละที่จะขอถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะผมจะไม่ยอมขึ้นเรือแบบนั้นโดยเด็ดขาด

เอาล่ะๆ ผมเดาว่าเจตนารมณ์ของคำถามคือ “ไม่มีทางเลือกอื่น หนึ่งใน 11 คนนี้ต้องตาย และคุณต้องเลือกว่าใครจะต้องตาย” ผมมองว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ creative เอาซะเลย ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นไปได้ไงที่คุณจะมีของพร้อมทุกอย่างที่จะช่วยเหลือคนได้ 10 คน แต่กลับไม่มีทางออกที่จะช่วยเหลือผู้โดยสารคนที่ 11


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: James Abbgy’s answer to The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?

ไม่ว่าเรื่องราวจะแย่แค่ไหน เราทำให้มันเลวร้ายกว่านี้ได้เสมอ

ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่ามีเพียงแค่สองสิ่งเท่านั้นที่เป็นอนันต์ หนึ่งคือจักรวาล และสองคือความงี่เง่าของมนุษย์ แต่ไอน์สไตน์ก็ออกตัวว่าเขาไม่ชัวร์ว่าจักรวาลนั้นเป็นอนันต์จริงรึเปล่า

เราคงเคยพบเจอคนที่ทำให้สิ่งที่มันแย่อยู่แล้วเลวร้ายลงกว่าเดิมได้อีก

ซึ่งบางทีคนคนนั้นก็คือตัวเราเอง

ในโมงยามที่มืดมน บางที่เราก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะทำให้อะไรดีขึ้นได้

แต่อย่างน้อยที่สุด – อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เรามีสติพอที่จะระลึกได้ว่า เรามีทางเลือกที่จะไม่ทำให้เรื่องต่างๆ มันแย่ลงไปกว่านี้

บางทีก็แค่หยุดอยู่นิ่งๆ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม รอให้พายุเหตุการณ์และพายุอารมณ์พัดผ่านไปก่อนแล้วเราอาจจะเริ่มมองเห็นทาง

ไม่ว่าเรื่องราวจะแย่แค่ไหน จำเอาไว้ว่าเราทำให้มันเลวร้ายกว่านี้ได้เสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Youtube: Jordan Peterson

ปรับปรุงสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน

ครั้งหนึ่งที่ผมไปขูดหินปูน หมอฟันขูดเสร็จแล้วก็ถือชุดฟันจำลองมาสาธิตให้ดูว่าควรแปรงฟันอย่างไรเพื่อให้ฟันสะอาด ผมนอนดูไปก็อดขำและอายไม่ได้ว่าอายุปูนนี้แล้วเรายังต้องให้คนมาสอนแปรงฟันอีก ต่อมาผมก็ได้อ่านเรื่องราวคล้ายๆ กันที่อาจารย์เกดแห่งเพจเกตุวดี Marumura ถูกคุณหมอสอนให้แปรงฟันซี่ละ 20 ครั้ง

โทนี่ รอบบินส์ (Tony Robbins) เป็นหนึ่งในโค้ชที่ดังที่สุดในโลก เขาใช้ชีวิตอย่างมีพลังและกินแต่ของที่มีประโยชน์ อาหารที่โปรดปรานและกินเป็นประจำคือปลาทูน่าและปลา swordfish แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาก็รู้สึกว่าโทนี่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ และหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เมื่อได้ตรวจกับหมอถึงพบว่าโทนี่มีสารปรอทในร่างกายสูงลิบลิ่วจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสารปรอทเหล่านี้ก็สั่งสมมาจากปลาที่โทนี่กินประจำนั่นเอง

ที่ทำงานเก่าของผมเคยเชิญวิทยากรมาพูดเรื่องการจัดท่าทางต่างๆ ให้เหมาะสม ทั้งตอนนั่งเก้าอี้ทำงาน ตอนเดิน ตอนนอน หรือแม้กระทั่งตอนลุกขึ้นจากเตียง คนที่ลุกจากเตียงด้วยการเอี้ยวตัวขึ้นทางซ้ายหรือขวาติดต่อกันหลายสิบปีมีโอกาสที่กระดูกสันหลังจะคดงอผิดรูปได้ วิธีลุกจากเตียงที่จะไม่ทำให้กระดูกสันหลังเบี้ยวก็คือการนอนคว่ำแล้วใช้มือยันขึ้นมา

อะไรก็ตามที่เราทำเป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเป็นตอนนอน ตอนอาบน้ำ ตอนกินข้าว ตอนนั่งทำงาน ตอนเดินทาง นี่คือพื้นที่และโอกาสที่เราจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ แต่เรามักจะเลยเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ

แต่ถ้าใครเข้าใจถึงพลังของ compound interest เราจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นกิจวัตรนี่แหละที่จะส่งผลกระทบกับเราได้อย่างมหาศาลในระยะยาวครับ

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความลำบาก

ถ้าแต่ละวันเราได้เจอแต่เรื่องเดิมๆ ชีวิตเราอาจจะสบายเกินไป

และชีวิตที่สบายอาจไม่ใช่ชีวิตที่ดีนัก เพราะถ้าเราไม่เก่งขึ้นเราก็กำลังแย่ลง เหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้มันก็จะฟีบและไร้ซึ่งความแข็งแรง

เราจึงควรจัดเวลาตัวเองให้ได้เจอความยากลำบากในทุกวัน หัดพาตัวเองไป “จมน้ำ” หรือ “ปริ่มน้ำ” เสียบ้าง

เช่น เขียนบล็อก จัดพอดคาสท์ วิ่ง ฝึกเล่นเปียโน ทำแพลงค์ อ่านหนังสือยากๆ หรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้ความอดทนและความพยายาม อย่างน้อยซักวันละ 15-30 นาที

เพราะชีวิตที่น่าพอใจ คือชีวิตที่มีความก้าวหน้า

และเราจะก้าวหน้าไม่ได้เลยถ้าเราไม่พบความยากลำบากครับ

ความเปลี่ยนแปลงจะพกของขวัญติดมือมาด้วยเสมอ

เป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะหวาดหวั่นกับความเปลี่ยนแปลง

เพราะหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนคือความรู้สึกมั่นคง (security)

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน พื้นที่คุ้นเคยของเราจึงอาจโดนคุกคาม

แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตเช่นกัน

เพราะเปลี่ยนจึงเติบโต เพราะเปลี่ยนจึงพัฒนา เพราะเปลี่ยนได้จึงมีความหวัง

“Change always comes bearing gifts”
-Price Pritchett

ทุกความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเข้ามา คือโอกาสที่เราจะได้ของขวัญชิ้นใหม่

เราหนีความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมันได้

หยุดวิ่งหนี หันหลังกลับมา เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

แล้วเราอาจได้ของขวัญที่คิดไม่ถึงครับ

9 พฤติกรรมที่ดูเหมือนอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วเข้มแข็งขั้นสุด

1. ยอมรับว่าตัวเองผิด – ข้อนี้ยิ่งแก่ยิ่งทำยาก ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งลำบาก แต่ถ้าทำได้จะเป็นผู้ใหญ่ที่น้องๆ นับถือ

2. กล่าวขอโทษก่อน – แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองผิดตรงไหน แต่คนที่มองออกว่าการเอ่ยปากขอโทษก่อนนั้นไม่ได้เสียอะไรไปเลยนอกจากอีโก้ เขาก็จะเป็นคนสำคัญที่จะช่วยรักษาหรือเยียวยาความสัมพันธ์ได้

3. ขอความช่วยเหลือ – เพราะเขาเห็นแล้วว่าการให้งานสำเร็จนั้นสำคัญกว่าการเป็นพระเอก เขาจึงเอ่ยปากขอความช่วยเหลือแม้จะต้องเผชิญกับสายตาดูถูกหรือต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ

4. เปลี่ยนใจ – ฟังดูเหมือนคนโลเล แต่ถ้าข้อมูลใหม่ที่รับเข้ามาแล้วมันฟังดูเข้าท่ากว่า เขาก็พร้อมเปลี่ยนใจโดยไม่กลัวเสียหน้าและไม่เสียดาย sunk cost

5. ยอมรับจุดด้อยของตัวเอง – ไม่มีใครอยากสบตากับจุดอ่อนของตัวเอง อาจจะพยายามปกปิด ไม่พูดถึง หรือใช้วาจากลบเกลื่อน แต่นั่นไม่ได้ทำให้จุดด้อยหายไป คนที่เข้มแข็งจริงๆ จะยอมรับว่าตัวเองไม่เก่งตรงไหน และจะพยายามปรับปรุงจุดนั้น หรือถ้าเขาคิดว่าไม่คุ้มที่จะปรับปรุงหรือไม่ดีพอที่จะรับงานนี้ เขาก็จะยอมรับมันโดยดุษณีย์และเปิดทางให้คนอื่นที่เหมาะกว่า

6. ไม่ได้เป็นคนเก่งตลอดเวลา – social media นั้นกระตุ้นให้เราโชว์เหนือ ให้ทุกคนเห็นว่าตัวเองดี/เด่น/ดังแค่ไหน แต่คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องแสดงความเก่งกาจตลอดเวลา คนที่ vulnerable พอให้คนอื่นเห็นด้านไม่ดีไม่งามและความอ่อนหัดของตัวเองคือคนเข้มแข็งเกินค่าเฉลี่ย

7. พูดจาดีๆ กับคนที่พูดไม่ดีด้วย – มนุษย์เราก็เหมือนพัดลม โดนกดปุ่มทีไรก็ใบหมุนและส่ายไปส่ายมา ต้องเป็นคนเข้มแข็งและมีเมตตาเบอร์ไหนที่โดนกดปุ่มแล้วก็ยังไม่โกรธ แถมยังใจเย็นพอที่จะพูดจาดีๆ กับคนที่กำลังสาดพลังงานลบเข้าใส่อีกต่างหาก

8. ผิดพลาดและล้มเหลว – ที่ล้มเหลวก็เพราะกล้าลองทำสิ่งที่ยังไม่รู้ ลองทำสิ่งที่ยากเกินความสามารถของตัวเอง และสิ่งที่คนเรียกกันว่าความล้มเหลวนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นเพียงข้อมูล เหมือนที่เอดิสันค้นพบ 10,000 วิธีที่ไม่ควรทำหลอดไฟ

9. ล้มเลิก – คนชอบพูดกันว่าล้มเหลวได้แต่อย่าล้มเลิก แต่จริงๆ แล้วบางทีการล้มเลิกก็ต้องใช้ความกล้าเสียยิ่งกว่าการเดินหน้าต่อเสียอีก คนที่กล้าประเมินสถานกาณ์ตามความเป็นจริงและล้มเลิกสิ่งหนึ่งเพื่อเอาแรงและเวลาอันจำกัดไปทำสิ่งอื่นก็คือคนที่มีความเข้มแข็งและน่านับถือเช่นเดียวกัน

นิทานรถเข็น

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แถวบ้านฉันมีผู้หญิงร่อนเร่คนหนึ่งที่เดินลากรถเข็นจากซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัวไปด้วยทุกที่ ในนั้นมีเสื้อผ้าและทรัพย์สมบัติที่เธอมีอยู่ทั้งหมด

ฉันหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าใกล้คนร่อนเร่จรจัดเหล่านี้ แอบดูถูกพวกเขาว่าทำไมไม่ทำงานทำการ จะได้ไม่เป็นภาระของสังคม

แล้ววันหนึ่งสามีของฉันก็ถูกให้ออกจากงาน จากที่เคยมีกินมีใช้อย่างสะดวกสบายเราต้องใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนเพื่อให้พอผ่อนบ้านหลังใหญ่และรถอีกสองคัน เพื่อนที่เป็นนักวางแผนการเงินบอกว่าเราควรขายบ้านและขายรถทิ้งซักคัน แค่คิดก็ทำให้ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว

ใกล้ถึงวันคริสต์มาสอีฟ ฉันขับรถไปคอมมิวนิตี้มอลล์เพื่อซื้ออุปกรณ์มาตกแต่งรอบๆ บ้านฉลองเทศกาล พอฉันกลับมาที่รถ ปรากฎว่ารถสตาร์ทไม่ติด

“ไม่นะ ทำไมรถต้องมาพังเอาตอนนี้ด้วย จะไปหาเงินจากไหนมาซ่อม!”

ฉันต้องขึ้นรถบัสกลับบ้าน แต่พอไปถึงป้ายก็ดันคลาดสายที่ผ่านหน้าบ้านฉันไปนิดเดียว กว่าคันต่อไปจะมาถึงก็อีก 20 นาที

ระหว่างที่นั่งรออย่างเซ็งๆ ก็มีเงาตะคุ่มมายืนอยู่ตรงหน้า จมูกฉันได้กลิ่นตุๆ

“ตรงนี้นั่งได้มั้ยคะคุณ?”

เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปจึงเห็นว่าเป้นผู้หญิงร่อนเร่ที่เข็นรถเข็นนั่นเอง

ฉันไม่ตอบ ได้แต่ขยับตัวออกไปห่างๆ เธอนั่งลงแล้วบิดขี้เกียจ

“เดินเมื่อยๆ มา ได้นั่งบ้างก็ดีเหมือนกันนะ”

เธอหลับตาพิงพนักแล้วทักขึ้นมาว่า

“แดดอุ่นดีนะ”

ฉันแปลกใจและตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว “แดดอุ่นเหรอคะ?”

“ก็อากาศแบบนี้ มีแสงแดดอ่อนๆ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ฉันชอบคริสต์มาสนะ แต่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ ฟ้าหม่นๆ อย่างนี้เลย….อ๊ะ ว่าแต่คุณโอเครึเปล่า?”

ฉันหลบตาเธอแล้วพยายามนั่งตัวให้ตรงขึ้น “ฉันดูไม่โอเคอย่างนั้นเหรอ?”

“ก็หน้าคุณดูเครียดๆ ตาก็แดงก่ำ คงมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แน่ๆ”

ฉันไม่รู้จะตอบเธอยังไง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมหน้าโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าที่ตามีน้ำเอ่อๆ นี่ฉันตกต่ำขนาดที่คนร่อนเร่ต้องมาเป็นห่วงฉันแล้วเหรอ

“ก็เครียดๆ เรื่องการเงินน่ะค่ะ เราอาจจะเสียบ้านของเราไป”

“จริงๆ มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะนะ”

“คุณหมายความว่าไง?” ฉันถามกลับ มีน้ำโหเล็กน้อย

“ถ้าแย่จริงๆ คุณอาจเสียสามีคุณไปก็ได้”

ฉันอึ้ง งง พูดอะไรไม่ออก หญิงร่อนเร่จึงพูดต่อ

“ฉันกับสามีเคยทำงานเป็นผู้บริหารทั้งคู่ รายได้ต่อปีของเรารวมกันแล้ว $200,000 เราเลยซื้อบ้านหลังใหญ่ในชิคาโก แต่พอย้ายเข้าไปได้ไม่นานสามีของฉันก็โดนให้ออกจากงาน และปีถัดมาฉันก็โดนเลย์ออฟด้วยเหมือนกัน เราต้องย้ายไปอยู่ในอพาร์ทเมนต์เล็กๆ แล้วสามีของฉันก็แอบคบกับเลขาในที่ทำงานใหม่ วันหนึ่งฉันกลับบ้านไป ก็เห็นประตูและหน้าต่างล็อคหมดทุกบาน ตรงหน้าประตูมีเพียงถุงสองใบที่ใส่เสื้อผ้าของฉัน และฉันก็ไม่ได้เข้าไปในอพาร์ทเมนต์อีกเลย

ฉันออกไปอยู่กับเพื่อนที่ทะเลาะและแยกกันอยู่กับแฟน แต่พอแฟนเธอมาขอคืนดีเขาก็ขอให้ฉันย้ายออก ตอนนั้นฉันมีเงินติดตัวแค่ $200 ส่วนเงินเก็บของฉันก็อยู่ในบัญชีร่วมของสามี ฉันไม่กล้าโทรหาพ่อกับแม่เพราะอายเกินจะเล่าให้ฟัง ก็เลยโบกรถและมาตั้งหลักที่เมืองนี้

นี่ก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ฉันโอเคมากเลยนะ ไม่มีบิลต้องจ่าย ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ รู้สึกอิสระเหมือนนกเลยล่ะ แค่ไม่มีปีกเท่านั้นเอง”

รอยยิ้มของเธอบ่งบอกว่าเธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฉันอดละอายใจไม่ได้ที่เคยดูถูกเธอและเห็นแล้วว่าสิ่งที่ฉันประสบอยู่นั้นมันจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน

“ทำไมคุณไม่หางานทำล่ะ” ฉันถาม

“คุณคิดว่าเค้าจะรับคนอย่างฉันมั้ย” เธอผายมือให้ฉันดูเสื้อผ้าและความซอมซ่อของเธอ ฉันเลยเปลี่ยนเรื่องคุย

“คุณมาพักที่บ้านฉันได้นะ อย่างน้อยก็จนกว่าฉันจะขายมันทิ้ง” น่าแปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกเครียดกับการขายบ้านอีกแล้ว

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ฉันชอบอยู่แบบนี้มากกว่า แค่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ เท่านั้นแหละ”

แล้วเธอก็ลุกขึ้นพร้อมหันไปจับรถเข็นของเธอ

“ไว้เจอกันอีกนะคะคุณ…”

“สมิธค่ะ แอนนา สมิธ แล้วคุณชื่ออะไรคะ?” ฉันถามกลับ

“ไดแอนค่ะ แค่ไดแอนเฉยๆ ไว้เจอกันใหม่นะคะคุณสมิธ”

ฉันมองไดแอนเดินเข็นรถเข็นสวนกับรถบัสของฉันที่กำลังชะลอเข้าป้ายพอดี

ไม่ได้รู้สึกดีอย่างนี้มาหลายวันแล้วสินะ


ดัดแปลงจากเรื่องจริงในหนังสือ Chicken Soup for the Soul: The Power of Positive

ถ้าสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี

แล้วเราจะทำสิ่งต่างๆ ไปทำไม

นี่อาจเป็นคำถามที่หลายคนน่าจะเคยคิด

ยิ่งถ้ามองด้วยว่าสิ่งที่เราทำแทบไม่มีความหมายอะไรเลยในจักรวาลอันไพศาล ขนาดมหาจักรพรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ล้นฟ้า มาวันนี้ก็อาจมีที่ทางแค่เพียงฟุตโน๊ตในหนังสือเรียน

มีสามประเด็นที่ผมได้ยินได้ฟังมาและอยากชวนทุกคนนำไปคิดต่อ

หนึ่ง เราหลายคนชอบเที่ยว ชอบออกเดินทาง อยากไปเห็นสิ่งต่างๆ แต่สุดท้ายเราก็ต้องกลับมาที่บ้านอยู่ดี

การที่เราไม่สามารถเดินทางได้ตลอดไป และยังไงเราก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรออกไปเที่ยวตั้งแต่แรก จริงมั้ย?

สอง น้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทร โดนแสงแดดโลมเลียจนระเหยขึ้นไปจับเป็นก้อนเมฆบนท้องฟ้า กลั่นตัวลงมาเป็นสายฝน ลงไปนอนแช่อยู่ในตุ่มเก็บน้ำ เด็กน้อยใช้ขันตักขึ้นมาดื่มให้ชื่นใจ เข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ก่อนจะถูกไตขับออกมาเป็นปัสสาวะลงโถส้วม ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่คลองและลอยละล่องสู่ท้องทะเล

การเดินทางเริ่มต้นที่ทะเล และสุดท้ายก็กลับสู่ทะเล คุณคิดว่าการเดินทางของน้ำหยดนี้ไร้ค่ารึเปล่า?

สาม ยังไงเราก็ต้องตายอยู่ดี จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้ายังไงเราก็ต้องตายอยู่ดี ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรเช่นกัน อะไรที่เราหลีกเลี่ยงเพราะความกลัว สิ่งที่เรากลัวยังไงมันก็ไม่มีทางแย่ไปกว่าจุดจบที่ต้องพบกันทุกคน

เราจึงพึงมีชีวิตที่รู้ตัวว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรทั้งนั้น แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นเช่นกันครับ