หลังจากหายไปนาน วันนี้ผมจะมาเขียนตอนที่ 3 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของการได้มาแสวงบุญที่พุทธคยาเมื่อวันที่ 8-12 มกราคม พ.ศ. 2569 นะครับ
ใครที่เพิ่งได้มาอ่านบทความพุทธคยาจาริกเป็นครั้งแรก แนะนำให้กลับไปอ่านสองตอนแรกก่อนนะครับ
พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์
พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ
วันที่ 3 ภาคบ่าย: เวฬุวัน – หลวงพ่อองค์ดำ – นาลันทา
เวฬุวัน คือวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา โดยพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ถวาย
วัน แปลว่า ป่า เวฬุ แปลว่า ไผ่ เวฬุวันก็คือป่าไผ่นั่นเอง
จากคิชฌกูฏไปเวฬุวัน ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที โดยเราผ่านสถานที่สำคัญอีกสองแห่ง หนึ่งคือคุกของพระเจ้าพิมพิสาร (Bimbisar Jail) ซึ่งเป็นที่ที่พระองค์เคยโดนพระเจ้าอชาตศัตรูกุมขังเอาไว้ แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ยังเดินจงกรมและคอยทอดพระเนตรผ่านทางหน้าต่างไปทางเขาคิชฌกูฏเพื่อชื่นชมพระพุทธเจ้าที่เสด็จลงจากคิชฌกูฏทุกเช้า แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบเรื่อง จึงสั่งให้ทหารกรีดข้อเท้าพระเจ้าพิมพิสารและโรยเกลือ พระเจ้าพิมพิสารไม่อาจเดินได้อีกต่อไป และสิ้นพระชนม์ในคุกนั้นเอง
สองคือ “ตโปทาราม” (BRAHM KUND, Rajgir) ที่เป็นบ่ออาบน้ำของชาวฮินดู บ่อน้ำของวรรณะกษัตริย์อยู่ชั้นบนสุด น้ำใสเป็นสีฟ้า น้ำทิ้งจากด้านบนจะกลายมาเป็นน้ำอาบของวรรณะที่ต่ำลงมา ชั้นล่างสุดที่เป็นบ่อน้ำดำคร่ำจึงเป็นของวรรณะจัณฑาล
เราไม่ได้แวะตโปทาราม แต่ก็สงสัยว่าถ้าพวกเราเข้าไปใช้บริการ จะได้อาบบ่อไหน จึงถามพี่ก็ (ดร.วิรไท สันติประภพ) หัวหน้าคณะ พี่ก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะได้อาบบ่อของจัณฑาล เพราะพวกเราเป็นคนนอกศาสนาสำหรับเขา
เวฬุวัน (Venuvan, Nimal, Rajkir) คือมหาวิหารแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าประทับถึง ๕ พรรษา แต่ก็ถูกทิ้งไว้ให้เสื่อมโทรม แถมยังเคยมีสุสานของศาสนาอื่นมาตั้งอยู่ด้วย โดยพื้นที่แห่งนี้อยู่ในความดูแลของกองโบราณคดีอินเดีย (ASI) และไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาเป็นการถาวร แต่มีเหตุการณ์สำคัญที่พระสงฆ์ไทยได้ขออนุญาตเข้าไปจำพรรษาที่นั่นได้สำเร็จ นั่นคือพระอาจารย์อารยวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัดลำพูน
ในปี พ.ศ. 2557 พระอาจารย์อารยวังโสและพระผู้ติดตามอีก 5 รูปได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอินเดียให้เข้าไปจำพรรษาในเวฬุวัน ซึ่งถือเป็นการจำพรรษาของพระสงฆ์ไทย (และพระสงฆ์นิกายเถรวาท) อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบกว่าพันปีนับตั้งแต่ยุคเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย
จากการที่ท่านได้เข้าไปจำพรรษาและปฏิบัติธรรมที่นั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ท่านเห็นสภาพความเสื่อมโทรมของลานที่ใช้สวดโอวาทปาฏิโมกข์ ท่านจึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงประสานงานกับรัฐบาลอินเดียเพื่อขอประดิษฐานพระพุทธรูปปางโอวาทปาฏิโมกข์ แต่ก่อนจะอัญเชิญพระพุทธรูปปางโอวาทปาฏิโมกข์มาประดิษฐานได้นั้น ต้องมีการทำ “พิธีสวดถอน” เสียก่อน
ตามพระวินัย การที่จะตั้งเขตอุโบสถใหม่ในที่ที่เคยเป็นวัดเก่าแก่มาก่อน จะต้องทำการสวดถอน “สีมาเก่า” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความทับซ้อนกันของเขตสังฆกรรมเดิมซึ่งอาจมองไม่เห็นร่องรอยแล้ว เพราะหากเขตสีมาทับซ้อนกันจะทำให้การทำสังฆกรรม เช่นการบวชพระหรือการสวดปาฏิโมกข์ในบริเวณนั้นไม่สมบูรณ์
พิธีสวดถอนนี้เกิดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 โดยพระอาจารย์อารยวังโสได้นิมนต์พระพรหมวชิรเมธาจารย์มาเป็นประธานในพิธี และพระพรหมวชิรากรร่วมเป็นประธานและนำการสวดประกาศเขตอุโบสถ การสวดถอนและสวดสมมติสีมาในวันนั้น ทำให้ลานหินอ่อนและพื้นที่โดยรอบกลายเป็นอุโบสถที่ถูกต้องตามพระวินัยอีกครั้ง ทำให้พระสงฆ์สามารถมาทำสังฆกรรมและสวดปาฏิโมกข์ได้อย่างสนิทใจ
ในวันสวดถอน “พี่ก็” เองก็เป็นหนึ่งในคณะด้วย พี่ก็เล่าให้ฟังว่า สัปดาห์นั้นทั้งสัปดาห์อากาศร้อนมาก แต่พอถึงช่วงทำพิธีอากาศกลับเย็นสบาย พี่ก็ทำหน้าที่นั่งปิดจุดที่เป็นทางเข้าเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวหรือสุนัขเข้ามารบกวนพิธี แถมยังมีเหตุการณ์ประหลาดที่มีกิ่งไม้ขนาดใหญ่ตกลงมากั้นทางเข้าต่อหน้าต่อตาพี่ก็ที่นั่งอยู่อีกด้วย
เราได้ไปนั่งสมาธิอยู่ตรงลานนั้นได้ประมาณ 20 นาที แดดออกแต่ไม่ร้อน ลมโกรกเย็นสบาย ถ่ายรูปออกมาก็สวย เป็นอีกที่หนึ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำและอยากกลับไปอีกแน่ๆ
จากเวฬุวัน เราไปรับประทานอาหารกลางวันที่ Indo Hokke Hotel ที่เซอร์ไพรส์เราด้วยไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารไทย ผมกับผึ้ง (ภรรยา) ได้นั่งโต๊ะเดียวกับพี่เม่น ผู้บริหารธนาคารใหญ่ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวญี่ปุ่น และ จอย ที่เคยทำงานอยู่บริษัทเทคข้ามชาติก่อนจะออกมาทำธุรกิจ wellness ของตัวเอง
เมื่อปีก่อนหน้าคณะของพี่ก็ที่มีเชอรี่ร่วมมาด้วยก็มานอนค้างที่โรงแรมแห่งนี้ เพื่อจะตื่นแต่เช้าไปขึ้นเขาคิชฌกูฏ ผมเดาว่าบรรยากาศตอนเช้าตรู่บนนั้นคงจะสัปปายะน่าดู แต่เชอรี่บอกว่าห้องของโรงแรมนี้ค่อนข้างเก่า ไม่แนะนำ ถ้าจะมาพักแถวนี้ก็ควรหาโรงแรมอื่นนอนดีกว่า
จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปสักการะ “หลวงพ่อองค์ดำ” พระุทธรูปปางมารวิชัยที่สลักจากหินแกรนิตสีดำ พระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ องคุลี (นิ้วมือ) ของพระหัตถ์ขวาทั้งหมดชี้ให้พระแม่ธรณีมาเป็นพยาน
หลวงพ่อองค์ดำเคยประดิษฐานอยู่ในนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลกที่ถูกสร้างเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 5 โดยราชวงศ์คุปตะ และรุ่งเรืองที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ที่พระถังซัมจั๋งเดินทางมาศึกษา ก่อนจะล่มสลายจากการถูกกองทัพมุสลิมเติร์กบุกมาเผาทำลายในปี ค.ศ.1193 โดยหลวงพ่อองค์ดำเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปไม่กี่องค์ที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์เกือบ 100%
การจะไปหลวงพ่อองค์ดำและนาลันทานั้น เราใช้รถบัสไม่ได้ ต้องนั่งริกชอว์ไปทั้งสองที่
ชาวอินเดียนับถือศรัทธาความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อองค์ดำเป็นอย่างมาก เวลาลูกไม่สบายก็พากันเอาน้ำมันเนยมาทาที่องค์ท่านก่อน แล้วลูบเอาน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวลูก หรือถ้าใครเจ็บส่วนไหนในร่างกาย ก็เอาน้ำมันไปทาส่วนนั้นของหลวงพ่อก่อนที่จะเอามาทาอวัยวะที่บาดเจ็บของตัวเอง
ตอนที่คณะของเราไปกราบสักการะหลวงพ่อองค์ดำ ก็มีคนท้องถิ่นมาเร่ขายน้ำมันเนยให้เรา ผมได้แต่คิดถึงคำของอาจารย์ดนัยที่กล่าวเอาไว้ในหนังสือ “Buddhist Holy Day: หนีตามพระพุทธเจ้า” ว่าการเอาน้ำมันมาทาพระพุทธรูปอาจทำให้องค์พระยิ่งสึกหรอ และแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังป่วย ยังต้องมีหมอชีวกช่วยรักษาเช่นกัน
ไหว้หลวงพ่อองค์ดำเสร็จ พวกเรากระโดดขึ้นรถริกชอว์เพื่อมุ่งหน้าไปยังนาลันทาที่ห่างออกไปไม่กี่อึดใจ
หลังนาลันทาถูกเผา พื้นที่ตรงนี้ถูกทิ้งร้างอยู่หลายร้อยปีจนกลายเป็นเนินเขาและกลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย จนกระทั่ง Sir Alexander Cunningham ชาวอังกฤษได้อ่านบันทึกของพระถังซัมจั๋ง จึงเชื่อว่า ณ จุดนี้เคยมีมหาวิทยาลัยสงฆ์อยู่ และนำคณะมาขุดสำรวจในปี ค.ศ.1861 จนพบหลักฐานสำคัญ เช่นจารึกบนผนังและฐานสถูปซึ่งยืนยันชื่อ “นาลันทา”
พื้นที่ของนาลันทามหาวิหารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และเปิดให้เข้าชมในปัจจุบัน มีเนื้อที่ประมาณ 75 ไร่ ยาว 500 เมตร กว้าง 250 เมตร ประกอบด้วยวิหาร 11 แห่ง และสถูป อีก 6 แห่ง
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพื้นที่ทั้งหมดของมหาวิทยาลัยนาลันทาเคยเป็นที่พักอาศัยของนักศึกษาถึงหนึ่งหมื่นคน มีห้องสมุดเก้าชั้น มีสวน สระน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรมที่กษัตริย์พระราชทานให้ อาจครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,000 ไร่ หรือใหญ่กว่าสวนลุมบ้านเราเกือบ 3 เท่า
ตอนเดินในนาลันทา เราได้ไกด์ชาวอินเดียซึ่งพูดยาวและสำเนียงฟังค่อนข้างยาก ดีที่แดดไม่แรง เดินสบายๆ โดยมีไฮไลต์คือสถูปพระสารีบุตรที่เป็นสถูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้าง x ยาว 35 เมตร และสูง 30 เมตร
ก่อนออกบวช พระสารีบุตรมีนามว่า “อุปติสสะ” และเกิดที่ “หมู่บ้านนาละ” ซึ่งอยู่ในนาลันทาแห่งนี้ และก่อนที่จะปรินิพพาน พระสารีบุตรก็กลับมาโปรดโยมมารดาจนท่านบรรลุโสดาบันที่หมู่บ้านนาละเช่นกัน
อีกจุดที่เป็นไฮไลต์และมีขนาดใหญ่มาก คือหอพักนักศึกษาโบราณ ซึ่งเป็นวิหารที่สำคัญที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาวิหารทั้งหมด เราสามารถมองเห็นห้องพักนักศึกษาเรียงราย มีลานอเนกประสงค์ ตรงกลางมีแท่นบรรยายของอาจารย์ และเห็นท่อระบายน้ำและเตาไฟโบราณที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมในสมัยนั้น
ตอนที่เข้าไปอยู่ในห้องพักนักศึกษา ไกด์ก็บรรยายว่าชีวิตนักศึกษานับหมื่นคนที่ย้ายเข้ามาอยู่นั้นมีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง แต่ด้วยสำเนียงที่ฟังยาก เราจึงได้ยินเขาพูดคำว่า “โอเด้ง” อยู่หลายครั้ง ฟังไปก็งงไปว่ามันเกี่ยวกับของกินญี่ปุ่นได้ยังไง จนมีใครสักคนไปถามไกด์อีกรอบจึงรู้ว่าเขาพูดคำว่า “wooden” ไม่ไช่โอเด้ง
อีกหนึ่งความประทับใจของการมาเยือนที่นี่ ก็คือ “ผึ้ง” ภรรยาของผม มีกลุ่มเด็กนักเรียนผู้หญิงมาขอถ่ายรูปด้วยถึงสองรอบ รอบแรกตอนเดินชมลานอเนกประสงค์ อีกรอบตอนก่อนกลับ
เราอยู่กันจนถึงห้าโมงเย็นซึ่งเป็นเวลาปิดทำการ ระหว่างที่เดินออกจากนาลันทา เราเห็น “ระบำนก” นับร้อยที่บินออกจากต้นไม้พร้อมๆ กันก่อนจะบินกลับมาที่ต้นเดิมและบินออกไปอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียงราวกับมากล่าวอำลาแขกผู้มาเยือน
ออกจากนาลันทามาได้ราวครึ่งชั่วโมง “มล” ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะของเราก็เดินมาแจ้งให้ทุกคนบนรถทราบว่ามือถือไอโฟนของเธอหายไป น่าจะเป็นช่วงที่นั่งรถริกชอว์จากรถบัสไปหลวงพ่อองค์ดำ (ตอนแรกมลคิดว่าอาจลืมไว้บนรถบัสก็เลยยังไม่ได้ทำอะไร) พยายามโทรเข้าเครื่องก็ไม่ติด เลยต้องใช้ฟังก์ชั่นของ Find my iPhone ให้ส่งเสียงร้อง ล็อกเครื่องและใส่เบอร์ติดต่อกลับ ซึ่งก็คือเบอร์ของ “รามจี” ทัวร์ไกด์ผู้น่ารักของเรานี่เอง
สักพักคนที่เก็บไอโฟนได้ก็โทรกลับมาที่เบอร์รามจี แล้วก็ต่อรองกันอยู่นานว่าจะเอาเครื่องมาคืนอย่างไร เขาบอกว่าพรุ่งนี้เขาจะนั่งรถมาส่งให้ โดยขอเรียกค่าตอบแทน 10,000 รูปี (3,500 บาท) และค่าเดินทางอีกต่างหาก โชคดีมากที่เรามีรามจีคอยคุยกับอีกฝ่ายให้ ไม่อย่างนั้นน่าจะแทบหมดโอกาสได้โทรศัพท์คืน
การนั่งรถกลับโรงแรมใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า กลางทางเราจึงแวะวัดนวมินทรธัมมิกราช ซึ่งมีพระพุทธรูปหินทรายแดงขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดีย องค์พระมีความสูงถึง 33 เมตร และหน้าตักกว้าง 29 เมตร มีพระชาวอินเดียมาทักทายเราเป็นภาษาไทยด้วย
เนื่องจากวันถัดไป (อาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026) จะมีบางคนในคณะต้องกลับก่อน พวกเราเลยใช้ชั่วโมงสุดท้ายบนรถบัสด้วยการให้ตัวแทนออกมาเล่าความรู้สึกของการมาเยือนพุทธคยาครั้งนี้ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ผมเล่าให้ฟังว่าเส้นทางของผมเริ่มต้นตอนไปเรียนมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ และขนหนังสือจากเมืองไทยไปอ่าน และในกองหนังสือเหล่านั้นก็มีหนังสือของท่านพุทธทาสติดไปด้วย จึงได้เริ่มทำความรู้จักกับคำสอนทางพุทธศาสนาตั้งแต่ตอนนั้น พอกลับมาไทยและเข้าสู่วัยทำงานก็มีโอกาสได้ไปฝึกวิปัสสนากับอาจารย์โกเอ็นก้าสองหน ส่วนปัจจุบันก็ฟังธรรมะบรรยายของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชโชเป็นประจำ และฝึกความรู้สึกตัวด้วยการเดินจงกรมและขยับมือตามแนวหลวงพ่อเทียน
การมาเยือนพุทธคยาครั้งนี้ สิ่งที่ประทับใจคือพลังงานอะไรบางอย่างใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ช่วย “พยุง” ให้เราสามารถนั่งภาวนาได้เป็นเวลานานท่ามกลางเสียงจอแจ การได้ไปเยี่ยมเยียนสถานที่ต่างๆ ที่เราคุ้นชื่อในพุทธประวัติก็ยิ่งทำให้มีศรัทธาในความมีอยู่จริงของพระพุทธเจ้าและธรรมะที่พระองค์ทรงค้นพบ
ความท้าทายที่สุดต่อจากนี้ คือเราจะนำสิ่งที่ได้ปรารภไว้ในคำอธิษฐานใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์มาทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไรเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพ ต้องเผชิญชีวิตจริงที่เต็มไปด้วยภาระหน้าที่ แถมยังมีสิ่งเย้ายวนกิเลสมากมายที่จะฉุดให้เรากลับไปยังจุดเดิม ไม่ต่างอะไรกับก่อนที่เราจะได้มาเยือนพุทธคยา
เรากลับถึงโรงแรมราวสองทุ่ม เป็นวันแรกและวันเดียวที่ไม่ได้ไปมหาเจดีย์ทั้งตอนเช้าและตอนค่ำ รับประทานข้าวมื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะแยกย้ายขึ้นห้องนอน เป็นอันจบคืนที่สามของพุทธคยาจาริก
วันที่ 4 – เช้าอันหนาวเหน็บ – พิธียกช่อฟ้า – วัดนานาชาติ
เช้านี้เราออกจากโรงแรมช่วงตีห้าเช่นเดิม ไปนั่งภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เช่นเดิม แต่ครั้งนี้จำได้แม่นเลยว่าเป็นเช้าที่หนาวที่สุด ผมนั่งใกล้ “ช่องลม” คือตรงหัวมุมของเจดีย์พอดี ทำให้มีลมมาสัมผัสหลังอยู่เรื่อยๆ นั่งไปก็น้ำมูกไหลไป มือเย็นเฉียบจนไม่รู้สึกอะไรตอนยุงกัด อุณหภูมิรุ่งเช้าวันนั้นน่าจะเข้าใกล้ศูนย์องศาที่สุดในทริปนี้
หลังจากลุกขึ้นจากใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ผมกับผึ้งก็ไปเดินจงกรมรอบเจดีย์ ผึ้งชี้ให้เห็นหมาตัวหนึ่งนอนขดตัวสั่นระริก ผึ้งบอกว่าเกิดเป็นสัตว์ก็น่าสงสารเนอะ แค่อยากจะหาอะไรมาห่มให้ตัวอุ่นขึ้นยังทำไม่ได้
ใช่ เมื่อเราเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์แล้ว เรื่องง่ายๆ อย่างการหาความอบอุ่นให้ร่างกายยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
กลับถึงโรงแรม อาบน้ำ ลงมารับประทานอาหารเช้า เราก็พร้อมสำหรับทริปวันนี้
ระหว่างที่รอทุกคนพร้อมที่ล็อบบี้ “รามจี” ก็มาอัปเดตกับมลเรื่องไอโฟนว่าคนที่เก็บได้ยังไม่ได้ออกเดินทางมา และเรียกร้องว่าต้องโอนเงินให้เขาก่อน 10,000 รูปี ซึ่งทางเราก็ไม่ยอมเพราะไม่รู้ว่าได้เงินไปแล้วเขาจะเอาโทรศัพท์มาคืนให้จริงหรือเปล่า
รามจีเลยเสนอวิธีที่ฉลาดมาก คือต่อรองให้คนที่เก็บไอโฟนได้เอาโทรศัพท์ไปให้ที่ร้านร้านหนึ่งที่รามจีรู้จัก โดยร้านนั้นจะถ่ายรูปส่งมาให้พวกเราดูว่าใช่โทรศัพท์เครื่องเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่ ทางร้านก็จะให้เงินคนคนนั้นกลับไป และเอาโทรศัพท์มาส่งให้รามจี แล้วค่อยเคลียร์ค่าใช้จ่ายทีเดียว แผนการนี้ฟังดูดี ก็เลยอุ่นใจขึ้นแต่ก็ยังต้องลุ้นไปอีกทั้งวัน
ก่อนขึ้นรถบัส เราเจอกับ “ผู้ชายขายผ้า” ซึ่งจริงๆ แล้วเราเจอมาตั้งแต่วันแรกแต่ผมลืมเล่าถึงในสองตอนที่ผ่านมา
พวกเขามากัน 3-4 คน และเราจะได้เจอทุกครั้งตอนเช้าก่อนออกจากโรงแรม และตอนค่ำตอนที่เรากลับถึงโรงแรม
“ส่องร่อยบัทๆ”
“ห่าผืนพันๆ”
ราคาจะวิ่งอยู่ประมาณนี้ แต่พวกเราในกลุ่มก็ไม่มีใครใจอ่อนเสียที
จุดหมายแรกในวันนี้คือวัดไทยพุทธคยา ท่านพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ให้โอกาสพวกเราได้มาทำพิธียกช่อฟ้า
ผมเองเคยได้ยินแต่คำว่า “ช่อฟ้าใบระกา” แต่ไม่เคยแน่ใจว่าตรงไหนคือช่อฟ้า ตรงไหนคือใบระกา ถ้าคุณผู้อ่านรู้ตัวว่าตัวเองก็ไม่ทราบเช่นกันก็ลองเสิร์ชหารูปภาพของสองอย่างนี้ดูนะครับ
เราไปถึงก่อนพิธีจะเริ่ม เลยมีเวลาดื่ม “กาลัมจาย” (ซึ่งพวกเราชอบเรียกเล่นๆ ว่า “กำลังใจ”) ชานมของอินเดียที่ทางวัดเตรียมไว้ให้ผู้มาเยือน พร้อมด้วยโรตีกรอบเปล่าๆ ที่เข้ากันเป็นอย่างยิ่ง
ในพิธียกช่อฟ้าที่คณะของเราไปร่วมด้วยนั้น มีแม่ชีมาตีฆ้อง เป่าสังข์ และเขย่าระฆังมือ ทำให้บรรยากาศดูขรึมขลังและประทับอยู่ในความทรงจำ พวกเราพนมมือถือสายสิญจน์จ้องมองช่อฟ้าที่ค่อยๆ ถูกรอกดึงขึ้นไปประดิษฐานบนยอดสุดของหลังคา
ผมเคยได้ยินมาว่า ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เรามักจะระลึกถึงอดีตที่ประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ ถ้าเคยทำกรรมดีเอาไว้ เราก็จะนึกถึงสิ่งที่เป็นกุศล ทำให้จิตใจสงบและมีโอกาสได้ไปสู่สุคติ ผมคิดว่าภาพและเสียงของพิธียกช่อฟ้าก็จัดอยู่ในความทรงจำประเภทนี้
เมื่อจบพิธี คณะไปนั่งดื่มเครื่องดื่มและรับประทานอาหารตรงทางเข้าวัด แต่ผมเห็นพี่ก็กำลังพาพี่ปลาไปซื้อเบาะนั่งสมาธิ (เพราะพี่ปลาต้องเดินทางกลับวันนี้แล้ว) ผมเลยติดตามไปด้วย เดินออกจากวัดเลี้ยวขวาไปประมาณ 300 เมตร ร้านเป็นเพิงอยู่ด้านขวาชื่อ Real Tailors ตรงข้ามกับโรงแรมตึกสีขาวที่ชื่อ Royal Sujata Inn พี่ก็มาอุดหนุนร้านนี้หลายครั้งแล้วเพราะว่าเบาะคุณภาพดี ราคาสมเหตุสมผล ผมก็เลยได้เบาะติดมือกลับมาด้วยเหมือนกัน
เมื่อกลับถึงวัด เราก็บอกลาพี่ๆ ที่จะต้องบินกลับวันนี้ 6 คน – พี่เม่น พี่แตง พี่ชาย พี่ณัฐ พี่ต้า และพี่ปลา ส่วนอีก 10 คนที่เหลือได้แก่ พี่ก็ พี่เด่น พี่ปุ้ย เชอรี่ ผึ้ง รุตม์ จอย เตย มล และภูมิ
เอเจนด้าที่เหลือของวันนี้เต็มไปด้วยการเดิน ไม่ว่าจะเป็นการเดินซื้อของและเดินชมวัดจากหลากหลายประเทศ
พี่ก็พาคณะของเรากลับไปที่ร้านเบาะอีกครั้ง ได้เบาะและกระเป๋าผ้ากันมาหลายคน จากนั้นจึงแวะไปร้านสูท และร้านหนังสือและงานศิลปะของธิเบตที่อยู่ชั้นใต้ดิน ซึ่ง “ภูมิ” อาจารย์ที่จุฬาก็ได้ภาพวาดขนาดใหญ่ใส่กรอบให้แบกติดตัวไปด้วยตลอดวันที่เหลือ
เราแวะร้าน Himalaya ที่ทั้งร้านขายแต่สินค้าของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้ ทั้งสบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน ยาปลูกผม ผมว่าน่าจะมีสินค้ายี่ห้อนี้ไม่ต่ำกว่า 100 SKU อัดแน่นอยู่ในร้านคูหาเดียว
ระหว่างเดินซื้อของ ซึ่งน่าจะกินเวลาเกินชั่วโมง มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุราว 10 ขวบเดินตามผมตลอดทางเพื่อจะขอเงิน แม้ว่าเขาจะอดทนและมีลูกตื๊อมาก แต่ก็ไม่เคยล้ำเส้น เวลาที่พวกเราเข้าไปในร้าน เขาจะรออยู่ด้านนอกร้านอย่างสงบเสงี่ยม พอเราออกจากร้าน เขาก็จะเดินตามผมต่อ
จบการเดินช็อปปิ้งแล้ว เราก็เริ่มเดินไปยังวัดต่างๆ เริ่มต้นด้วยวัดป่าพุทธคยา อีกหนึ่งวัดไทยซึ่งอยู่ใกล้กับพระมหาเจดีย์และเงียบสงบมาก พี่ก็เล่าว่าในบางวันที่มีพิธีสำคัญจนคนในมหาเจดีย์เยอะเกินไป เราก็สามารถเลือกมานั่งปฏิบัติในวัดป่านี้ได้เช่นกันเพราะสามารถมองเห็นมหาเจดีย์ได้ชัดเจน
จากวัดป่าพุทธคยา (Watpa Bodh Gaya) เราเดินไปต่อที่วัดธิเบต ซึ่งพี่ก็บอกว่าท่านดาไลละมะเคยเสด็จมาพักที่นี่ และพี่ก็เคยโชคดีเคยได้เข้าไปเยี่ยมชมห้องนอนของท่านดาไลลามะด้วย ซึ่งเป็นห้องธรรมดาขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไร บ่งบอกถึงความเรียบง่ายและสมถะของประมุขและผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวธิเบต
ออกจากวัดธิเบต เราแวะดื่มกาแฟที่ร้าน Be Happy Cafe ที่อร่อยทั้งเครื่องดื่มและเค้ก ผมเดินขึ้นไปเข้าห้องน้ำชั้นสอง เจอพนักงานที่มาเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำด้วย เมื่อผมล้างมือที่อ่างล้างหน้าเสร็จ เขาก็รีบตามมาเช็ดอ่างล้างหน้าให้ทันที จึงคิดได้ว่า เพราะผู้คนที่นี่ยากจน ใครที่มีมีงานทำถือเป็นคนโชคดี เขาจึงมีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด
จากนั้นเรากระโดดขึ้นรถริกชอว์เพื่อไปที่วัดภูฏาน (The Royal Bhutanese Monastery) ซึ่งสำหรับผมเป็นหนึ่งในวัดที่ชอบที่สุดที่ได้ไปในวันนั้น เพราะบนผนังมีพุทธประวัติเป็น 3D ซึ่งผมไม่เคยเห็นที่วัดไหนมาก่อน
ออกมาจากอุโบสถ เราเห็นสนามหญ้าที่คิดว่าถ่ายรูปแล้วน่าจะสวย จึงใช้เวลาอยู่ตรงนี้อย่างเย็นใจ แถมยังได้รับข่าวดีจากรามจี ที่เอาไอโฟนกลับมาสู่มือมลเป็นที่เรียบร้อยอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง
เราเดินต่อไปที่ “ไดโจเคียว” ที่มีรูปปั้นพระใหญ่แห่งไดโจเคียว (The Great Buddha of Daijokyo) สูง 19.5 เมตร ทำจากหินทรายและหินแกรนิตที่ตั้งเด่นตระหง่าน เห็นแล้วชวนให้นึกถึงพระใหญ่ไดบุทสึที่ผมกับผึ้งเคยไปสักการะที่เมืองคามาคุระประเทศญี่ปุ่น
อีกจุดหนึ่งที่น่าประทับใจ คือโดยรอบรูปปั้นพระใหญ่นั้นมีรูปปั้นพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าถึง 10 องค์ ซึ่งทุกองค์ล้วนเป็น “อสีติมหาสาวก” หรือพระสาวกผู้ใหญ่ 80 องค์ของพระพุทธเจ้า
ผมถ่ายรูปเก็บเอาไว้ทั้ง 10 องค์ ถ้าเริ่มจากเบื้องขวาขององค์พระใหญ่แล้วเดินทวนเข็มนาฬิกา ก็จะพบรูปปั้นพระสาวกดังนี้ – พระอานนท์ พระสารีบุตร พระปุณณะ พระสังกัจจายน์ พระราหุล พระสุภูติ พระอุบาลี พระมหากัสสปะ พระโมคัลลานะ และพระอนุรุทธะ
จากนั้นเราเดินไปวัดญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเรียบง่ายว่า “วัดญี่ปุ่น” (Japanese Temple) ความพิเศษของที่นี่คือเราเข้าไปในช่วงที่มีพระหนุ่มรูปหนึ่งกำลังทำพิธีอยู่พอดี รูปเดียวทำหน้าที่ทั้งสวดมนต์ ตีกลอง และตีระฆัง เสียงสวดก้องกังวานจนนึกว่าน่าจะใช้ไมโครโฟน (แต่จริงๆ แล้วไม่มีอุปกรณ์ขยายเสียงอะไรเลย) อากัปกิริยาและท่วงท่าของท่านนั้นนิ่งสงบและลื่นไหลดูน่าเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง เราเดินออกมาจากวัดแล้วก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็นอีกหนึ่ง magic moment ของวันนี้
อีกหนึ่งโมเมนต์ที่จำได้ คือยุงที่นี่ดุมาก คนในคณะเราคนหนึ่งมียุงบินตอมอยู่บนหัวไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ตัวตั้งแต่อยู่ในตัวโบสถ์จนมาถึงลานวัดก็ยังตอมอยู่
ฟ้าเริ่มมืด เราเดินกลับไปที่จุดนัดพบเพื่อนขึ้นรถบัสกลับโรงแรม และมีเหล่าผู้ชายขายผ้าขี่มอเตอร์ไซค์มาดักรอเราที่หน้าโรงแรมราวกับนัดกันไว้ แต่ก็ยังไม่มีใครใจอ่อนยอมควักเงินซื้อผ้าอยู่ดี
รับประทานอาหารเย็นเสร็จ เรากลับไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกเช่นเคย รอบนี้ตอนที่ผมนั่งภาวนา ผมตั้งจิตบอกว่า นี่เป็นคืนสุดท้ายที่จะได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว หากเป็นไปได้ ขอให้มีสัญญาณอะไรบางอย่างเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้มีความเพียรในการภาวนาต่อจากนี้
ปรากฎว่าไม่มีสัญญาณใดๆ เกิดขึ้น ผมผิดหวังเล็กน้อย ปลอบใจตัวเองว่าพรุ่งนี้เช้ายังมีโอกาสอีกครั้งที่จะได้มานั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
กลับถึงโรงแรมกลุ่มชายขายผ้าก็ยังมารอเจอเราอยู่เช่นเดิม ทั้งที่ไม่มีใครเคยซื้อผ้าจากพวกเขาแม้แต่ชิ้นเดียว แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมแพ้และคอยกลับมาอยู่เรื่อยๆ ด้วยสำเนียงไทยแปร่งๆ เพื่อชวนซื้อผ้าของพวกเขาอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

วันที่ 5 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์ – วัดเมตตาพุทธาราม – สนามบิน
เช้าวันสุดท้ายของการมาเยือนพุทธคยา เราออกจากโรงแรมช่วงตีห้าเหมือนทุกครั้งเพื่อมานั่งภาวนาที่พระมหาเจดีย์ (ลืมบอกไปว่ารอบๆ พระมหาเจดีย์มีพื้นที่ให้นั่งภาวนาได้หลายจุด ไม่จำเป็นต้องมานั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์)
นี่เป็นการนั่งครั้งสุดท้ายของผมจริงๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนอีกเมื่อไหร่
หลังจากที่นั่งไปได้ชั่วโมงกว่าๆ แสงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ก็รู้สึกขึ้นกับตัวเองว่า “จิตตั้งมั่น” ที่เป็นผู้สักว่ารู้ สักว่าดู น่าจะประมาณนี้ แล้วก็ยิ้มในใจกับตัวเองเบาๆ
หลังจากไปกราบลาพระพุทธเมตตา พวกเราทั้งคณะเดินวนรอบมหาเจดีย์อีกครั้งเพื่อซึมซับบรรยากาศ ก่อนกลับมาที่โรงแรมเพื่อเก็บกระเป๋าเดินทาง อาบน้ำอาบท่าและรับประทานอาหารเช้า
เช็คเอาต์จากโรงแรมตอนเก้าโมงกว่าๆ เดินออกมาเพื่อขึ้นรถบัส ก็ได้พบกับกลุ่มชายขายผ้าอีกครั้ง ผมใจหายเล็กน้อยที่จะไม่ได้เจอพวกเขาอีกแล้ว เมื่อได้พบกันทุกวันมาตลอดสี่วันเต็มๆ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำที่สุนัขจิ้งจอกเอ่ยกับเจ้าชายน้อย:
“ถ้าเธอเคยมาตอนบ่ายสี่โมง ประมาณสักบ่ายสามโมง ฉันก็เริ่มเป็นสุขแล้ว”
…
“ส่องร่อยบัทๆ”
“หนึ่งร้อยบัทๆ”
“ห่าซิบบัทๆ”
ราคาเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาเห็นเราทยอยเอากระเป๋าเดินทางขึ้นท้ายรถบัส
เราขึ้นรถบัสและคุยกันว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี ซื้อแล้วจะเอาไปฝากใคร ฯลฯ แต่คุ้นๆ ว่ามีคนใจอ่อนยอมซื้อผ้าจนได้
เราควรไปถึงสนามบินไม่เกินเที่ยง จึงยังพอมีเวลาแวะไหว้พระที่วัดเมตตาพุทธาราม ซึ่งเห็นปราดแรกก็ทำให้นึกถึงวัดร่องขุ่นของอาจารย์เฉลิมชัย เพราะมีพระประธานองค์สีขาว และด้านหน้าวัดก็มีแม่พระธรณีบีบมวยผมองค์สีขาวเช่นกัน ส่วนตัวอุโบสถนั้นสีเงินจนคนอินเดียเรียกวัดนี้ว่า Silver Temple
เดินออกจากวัดมาก็กึ่งแปลกใจและยินดี เพราะเหล่าผู้ชายขายผ้าตามมารอถึงหน้าวัด ความใจแข็งพังทลายและหลายคนก็ตัดสินใจซื้อผ้าจากพวกเขาในนาทีสุดท้าย – รวมถึงภรรยาผมด้วย
เราไปถึงสนามบินและกินข้าวเที่ยงจากอาหารกล่องที่เตรียมมาจากโรงแรม ก่อนจะเข้าด่านตรวจที่เขาให้เอาสายชาร์จมือถือออกมาไว้นอกกระเป๋าด้วย
ตอนที่เดินจาก boarding gate ผ่านทางเชื่อมไปขึ้นเครื่องบิน ภาพสุดท้ายที่ผมถ่ายเอาไว้คือภาพวาดบนกระจกหน้าต่าง
เป็นเหตุการณ์เมื่อ 4 อสงไขยแสนมหากัปที่แล้ว เมื่อสุเมธดาบสได้ทอดกายลงบนโคลนตมเพื่อให้พระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จผ่าน พระองค์ทรงเห็นความตั้งใจอันแน่วแน่ จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตดาบสผู้นี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า “พระสมณโคดม”
เป็นภาพปิดการเดินทางที่เหมาะสมเหลือเกินสำหรับการมาเยือนพุทธคยา
กว่าจะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนี ต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรถึง 4 อสงไขยแสนมหากัป ขณะที่พระพุทธศาสนาของท่านนั้นถูกทำนายไว้ว่าจะอยู่ได้เพียง 5,000 ปีเท่านั้น
ชื่อเดิมของผมคือ “วรุตม์” ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้ใหญ่ที่พ่อแม่นับถือตั้งให้ตอนกำเนิด
ชื่อปัจจุบันของผมคือ “อานนทวงศ์” ซึ่งก็เป็นชื่อที่ผู้ใหญ่อีกท่านตั้งให้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีความหมายว่า “ผู้ที่มีความรื่นเริงในการท่องเที่ยวไป”
ฟังดูเหมือนจะดี แต่ถ้าเราต้องท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏที่ยาวนานไม่รู้กี่อสงไขยก็คงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไหร่
ผมเลยขอคิดเข้าข้างตัวเองว่าชื่อของผมหมายถึงการเป็นวงศาคณาญาติกับพระอานนท์ ผู้ถวายตัวรับใช้พระพุทธและพระธรรม
แม้การเดินทางไปเยือนพุทธคยาจะจบลง แต่เส้นทางธรรมของผมยังคงอีกยาวไกล
ขอขอบพระคุณ “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ ที่เป็นสารตั้งต้นและหัวใจของทริปนี้ ขอบคุณเชอรี่ เข็มอัปสร ที่ทำหน้าที่รองหัวหน้าทัวร์ได้อย่างไร้ที่ติ ขอบคุณผึ้งที่จัดเตรียมทุกอย่างสำหรับการเดินทาง และขอบคุณเพื่อนร่วมคณะทุกคนที่สร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน
หวังว่าเราจะมีโอกาสร่วมทางกันอีกหลายวาระ
ทั้งการเดินทางภายนอก และการเดินทางภายในครับ
พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์
























