เดือนเมษายนปี 1992 สวนสนุกดิสนีย์แลนด์สาขาที่ 4 ได้เปิดทำการในกรุงปารีส หลังจากสามสาขาแรกในอเมริกาประสบความสำเร็จไปอย่างงดงาม
แต่แค่เพียงสองปีแรก ดิสนีย์แลนด์ปารีสก็ขาดทุนสะสมไปแล้วกว่า 2 พันล้านเหรียญ หรือเท่ากับ 4.5 พันล้านเหรียญหรือแสนห้าหมื่นล้านบาทในปี 2026
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่สำคัญที่สุดของดิสนีย์ คือคาดการณ์จำนวนวันเที่ยวของลูกค้าผิด
ดิสนีย์คาดการณ์ว่าจะมีลูกค้ามาเที่ยวปีละ 11 ล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้ดิสนีย์คาดการณ์ถูกต้อง
แต่ดิสนีย์คาดการณ์ว่าลูกค้าแต่ละคนจะอยู่ที่ดิสนีย์แลนด์เฉลี่ยคนละ 3 วัน เพราะนี่คือค่าเฉลี่ยของดิสนีย์แลนด์สามแห่งที่ผ่านมา
11 ล้านคน x 3 วัน = 33 ล้านวัน ดิสนีย์แลนด์จึงวางแผนสร้างโรงแรมแบบหรูหราถึง 7 แห่งเพื่อรองรองรับลูกค้าที่จะมาเที่ยว 33 ล้านวัน
แต่ปรากฎว่าลูกค้าส่วนใหญ่มาเที่ยวดิสนีย์แค่วันเดียวเท่านั้น เพราะดิสนีย์แลนด์ปารีสในตอนนั้นมีเครื่องเล่นเพียง 15 ชิ้น ซึ่งน้อยกว่า 3 สาขาแรกที่มีเฉลี่ยถึง 45 ชิ้น แถมตัวดิสนีย์แลนด์ก็ไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองมากนัก คนเลยเลือกที่จะไม่พักโรงแรม ดังนั้นโรงแรมหรูหราที่สร้างขึ้นมามากมายจึงมีคนมาพักน้อยมาก ไม่คุ้มกับที่ลงทุนไป
ตอนที่ทีม finance ทำตัวเลข projections ต่างๆ ทีมงานต่างมีสมมติฐานว่า “ลูกค้าจะอยู่ที่นี่ 3 วัน” ซึ่งสมมติฐานนี้ก็ถูกใส่ไปในสูตรการคำนวณต่างๆ โดยที่ไม่มีใครเอะใจ และโดยปกติของทีมงานก็ย่อมอยากทำตัวเลขให้ดูดีเพื่อเอาใจผู้บริหารอยู่แล้ว
ไม่มีใครตั้งคำถามกับตัวเลข projections ว่า “อะไรคือข้อสมมติฐานที่ต้องเป็นจริง เพื่อที่จะให้ตัวเลขที่ทำมานั้นถูกต้อง”
นี่คือเรื่องเล่าจากในหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton Christensen หนึ่งในศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Harvard Business School
เคลย์ตันบอกว่า สิ่งที่ผู้คนมักจะละเลยเวลาตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ทั้งเรื่องทางธุรกิจและเรื่องส่วนตัว ก็คือการทดสอบสมมติฐานที่เรามีเกี่ยวกับเรื่องนั้น
เวลาคิดจะเปลี่ยนงาน เราจึงควรถามตัวเองว่า
“อะไรคือสมมติฐานที่จะต้องเป็นจริงเพื่อให้เราสามารถทำงานนี้ได้ดีเหมือนอย่างที่เราคิดไว้ และเราจะทดสอบมันด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดได้อย่างไร?”
เคลย์ตันยกตัวอย่างของลูกศิษย์ของตัวเองที่เคยทำงานอยู่ในองค์กรการกุศลในเอเชียมาก่อนที่จะมาเรียน MBA ที่ฮาร์วาร์ด พอเรียนจบก็มีบริษัทมาจีบมากมาย โดยเธอเองอยากทำโปรเจ็กต์สร้างธุรกิจในประเทศที่กำลังพัฒนา
บริษัทร่วมลงทุน (venture capital) แห่งหนึ่งสัญญากับเธอว่า แต่ละปีจะใช้เงิน 20% ไปกับธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนา และเธอจะได้ทำโปรเจ็กต์เหล่านั้น เธอจึงตัดสินใจเลือกทำงานที่นี่
แต่เวลาผ่านไปหลายปี บริษัทนี้กลับแทบไม่ได้ลงทุนอะไรในประเทศกำลังพัฒนาเลย และเธอก็ได้แต่ถูกมอบหมายให้ดูแลโปรเจ็กต์ในอเมริกาเท่านั้น เธอจึงรู้สึกเหมือนถูกบริษัทหลอกในช่วงวัยที่กำลังมีไฟและมีแรงที่สุดในอาชีพการงาน
เคลย์ตันบอกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอควรจะตั้งคำถามว่า “สมมติฐานข้อใดต้องเป็นจริง เพื่อที่ฉันจะได้ทำโปรเจ็กต์ในประเทศกำลังพัฒนากับบริษัทแห่งนี้”
สิ่งที่ลูกศิษย์คนนี้พอจะทำได้ คือศึกษาบริษัทอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในการทำโปรเจ็กต์ในประเทศกำลังพัฒนาว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง เช่นมีการลงทุนในประเทศเหล่านั้นอยู่แล้ว มีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ และมีนักลงทุนที่มาลงเงินเพราะสนใจประเทศเหล่านี้ หรือไม่เธอก็อาจจะเลือกฝึกงานที่นี่แค่ 3 เดือนก่อนจะเซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำ
ด้วยการทดสอบสมมติฐานเหล่านี้ เธอน่าจะค้นพบว่าบริษัทที่เธอร่วมงานด้วยมีโอกาสน้อยมากที่จะเปิดโปรเจ็กต์ที่เธออยากทำ
ผมเองก็เคยตัดสินใจย้ายงานโดยไม่ทำการบ้านให้ดี ไม่ได้ทดสอบสมมติฐานต่างๆ เท่าไหร่ อาจจะเพราะลึกๆ เราก็อยากให้มันเป็นจริง แต่เรากลัวว่ามันจะไม่จริง ก็เลยเลือกที่จะมองข้ามไปและคิดเข้าข้างตัวเองไปก่อน สุดท้ายแล้วผลที่ออกมาคือผมอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน
เรื่องการทดสอบสมมติฐานนี่ผมคิดว่าใช้ได้กับหลากหลายสถานการณ์มาก การเปลี่ยนงาน การลาออก การเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง หรือแม้กระทั่งการเลือกคู่ครอง
อย่าให้ “ภาพฝัน” ของเรามาบดบังความจำเป็นในการ “ทำการบ้าน และทดสอบสมมติฐาน” แม้ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราหวัง แต่ก็ดีกว่าเสียแรงและเสียเวลามากไปกว่านั้นจากการคิดเข้าข้างตัวเองครับ




