สิ่งที่จะเอาไปสอนลูกหลังอ่าน Winner Mindset

สิ่งที่จะเอาไปสอนลูกหลังอ่าน Winner Mindset

ผมอ่านหนังสือ “Winner Mindset สูตรโกงชีวิต (ที่โรงเรียนไม่สอน)” จบมาได้ประมาณสัปดาห์นึงแล้ว

ผู้เขียนคือ ภูผา อมรกิจจา ผู้มีชื่อในวงการว่า Mr.Phoops และมีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางกว่า 2 ล้านคน

ผมไม่เคยได้ยินชื่อภูผามาก่อนเลย จนกระทั่ง “หลิว-ชุตินันท์” ผู้ดำเนินรายการ Money Issue ในช่อง Thairath Money ชวนไปนั่งคุยกับภูผาในรายการนี้

ก่อนวันถ่ายทำ ผมเข้าไปดูคอนเทนท์ที่ภูผาทำ ส่วนใหญ่จะอยู่หน้ากระดานสีขาวๆ สอนน้องวิชาเลข ฟิสิกส์ และเรื่องวิธีคิด วิธีมองโลก ด้วยภาษาที่ดุเดือด มีคำสบถแทบจะทุกสิบวินาที

ดูคลิปไปก็คิดขึ้นในใจว่า ผมไม่เคยคุยกับคนแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน คนที่เด็กกว่าเรา 20 ปี ที่ฉลาด มั่นใจ และดูห่ามๆ แบบนี้

วันถ่ายทำรายการ ผมไปถึงห้องส่งก่อนเวลาประมาณ 20 นาที ส่วนภูผาก็มาถึงไม่นานหลังจากนั้น สิ่งแรกที่เขาทำคือยกมือไหว้ผมและแนะนำตัวว่าชื่อภูผาครับ

ผมถามประวัติของเขาว่าทำงานที่ไหนมาบ้าง ถึงได้รู้ว่าเคยฝึกงานบริษัทด้าน AI ที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะกลับมาไทย ทำงานที่ IBM และทำธุรกิจติวเตอร์ไปควบคู่กัน จนถึงจุดหนึ่งก็ลาออกมาเป็นติวเตอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์เต็มตัว

ภูผาเองก็มีสัมภาษณ์ผมกลับ ผมจำคำถามไม่ได้แล้วแต่ก็รู้สึกว่าน้องคนนี้ดูเป็นเด็กช่างสงสัยดี

ช่วงที่หลิวที่รับหน้าที่พิธีกร บรีฟผมและภูผาก่อนเริ่มถ่ายทำ ภูผาก็ออกตัวกับผมและหลิวว่า “ถ้าผมพูดจาหยาบคาย ก็ขอโทษล่วงหน้านะพี่ มันเป็นคาแรคเตอร์”

การคุยในรายการวันนั้นสนุกดี ตอนจบรายการผมเลยเซ็นหนังสือของผมให้เขาหนึ่งเล่ม (ปกติหนังสือ คำถามร้อยบาทฯ ผมจะไม่ค่อยมอบให้คนที่อายุต่ำกว่า 35 เพราะยังไม่ถึงวัย แต่พอเห็นความช่างสงสัยที่เขาแสดงให้ผมเห็นตั้งแต่เจอกันจนถึงตอนถ่ายทำรายการ ผมก็เลยเปลี่ยนใจเอาหนังสือให้เขา เผื่อจะเป็นประโยชน์ในอนาคต)

ก่อนจากกัน ภูผายังบอกด้วยว่าเขาก็กำลังจะออกหนังสือเหมือนกัน ผมก็ตั้งใจว่าถ้าเห็นวางแผงก็จะซื้อมาอ่าน ผ่านไปไม่กี่เดือน หนังสือของภูผาก็ติดอันดับหนังสือขายดีในร้านหลายแห่ง ผมเองได้หนังสือภูผามาจากร้านนายอินทร์สาขาสามย่านมิตรทาวน์ (ร้านที่สวยๆ มีสองชั้น และเปิด 24 ชั่วโมง)

หนังสือตีพิมพ์สี่สีสดใส มีการ์ตูนประดับนิดหน่อย ให้รู้สึกว่าเนื้อหาไม่หนักมาก แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ภูผาเขียนนั้นเป็นเรื่องจริงจังเข้มข้นระดับกำหนดทิศทางชีวิตเด็กคนนึงได้

อ่านหนังสือไปได้ครึ่งเล่ม ผมก็มีโอกาสได้เจอภูผาอีกครั้งในงาน Tech Camp ที่จัดที่บริษัท เราเชิญเด็ก ม.3-ม.6 มาร่วมร้อยคน ทีมงานเลยคิดว่า แทนที่จะให้น้องมาฟังแต่ผู้บริหารหรือพี่ๆ ที่ออฟฟิศ ถ้าได้ภูผามาร่วมงานด้วยอีกสักคนน่าจะคึกคัก เพราะวัยใกล้เคียงกับน้องๆ มากกว่า

เจอกับภูผาก่อนขึ้นเวทีในงาน น้องก็ยังอัธยาศัยดีเหมือนเดิม ดูเรียบร้อยขึ้นด้วยซ้ำ ผมเลยแนะนำให้รู้จักกับบอย CTO ที่จะได้ขึ้นเวทีด้วยกัน และบอกว่าเราทุกคนเล่นดนตรี ภูผาเล่นไวโอลิน บอยตีกลอง ผมเล่นกีตาร์

จบงานผมเอาหนังสือ Winner Mindset ที่กำลังอ่านอยู่ให้ภูผาเซ็น ภูผาเลยเซ็นไว้ว่า

“พี่รุตม์, กลับไปอ่านหนังสือครัช -Mr.Phoops :)”

ผมเข้าใจดีว่าด้วยคาแรคเตอร์ของภูผา ถ้าคนชอบก็ชอบไปเลย คนไม่ชอบก็ไม่ชอบไปเลย แต่ถ้าเรามองให้ทะลุ (ซึ่งไม่ใช่มองผ่านหรือมองข้าม) การใช้ภาษาของเขาไป ผมคิดว่าสิ่งที่ภูผาพูดและเขียนนั้นมีประโยชน์กับเด็กๆ จริงๆ

และจะว่าไป พอขึ้นชั้นมัธยม เด็กๆ ก็พูดจาด้วยภาษาแบบนี้เป็นกันอยู่แล้ว คำผรุสวาทที่ภูผาใช้จึงไม่ได้ทำให้ศีลธรรมอันดีงามต้องด่างพร้อยเสียหาย เพียงแต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ไม่ชินกับ content creator ในรูปแบบนี้เท่านั้นเอง

มีหลายอย่างในหนังสือ Winner Mindset – สูตรโกงชีวิตฯ ที่ผมจะเก็บเอาไว้สอนตัวเอง สอนคนในทีม และสอนลูก ขอยกมาสักสามข้อแล้วกันนะครับ


ข้อที่ 1 – สอนตัวเอง – สร้างบ้านที่อบอุ่นและมีกฎเกณฑ์

ถ้าวาดกราฟการเลี้ยงดูในครอบครัวด้วยสองแกน แกน X คือ มีกฎเกณฑ์ / ไม่มีกฎเกณฑ์ ส่วนแกน Y คือ อบอุ่น / ไม่อบอุ่น เราก็จะได้เด็กออกมาสี่แบบ

บ้านที่อบอุ่น แต่ไม่มีกฎ จะสร้างเด็กสปอยล์

บ้านที่ไม่อบอุ่น และไม่มีกฎ จะสร้างเด็กมีปัญหา

บ้านที่มีกฎ แต่ไม่อบอุ่น จะสร้างเด็กที่ไม่มั่นใจ

บ้านที่มีกฎ และอบอุ่น จะสร้างเด็กเท่และสำเร็จ

ถ้าตีความจากมุมผมในฐานะพ่อแม่ เราจึงควรให้ความอบอุ่นกับลูก แต่ขณะเดียวกันก็มีกฎกติกาชัดเจน เพื่อสร้างคนที่มีความรับผิดชอบ มั่นใจ และมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีในอนาคต

แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะได้โตมาในบ้านที่อบอุ่นและมีกฎเกณฑ์ ภูผาจึงเขียนไว้ตอนท้ายบทว่า

“ถ้ารู้ว่าขาดตรงไหน ก็ไปเติม ไม่ต้องมานั่งบ่นว่า ชีวิตมันไม่แฟร์ พ่อแม่เขาเลี้ยงเรามาแบบไหน เราเลือกไม่ได้ แต่เราจะโตไปแบบไหน เราเลือกได้” (ผมปรับคำพูดนิดหน่อยเพื่อให้เหมาะสมคาแรคเตอร์ของบล็อก Anontawong’s Musings)


ข้อ 2 – สอนคนในทีม – ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษ

2.1 อ่านเยอะๆ เลือกสิ่งที่ชอบ นิยาย หนังสือพัฒนาตัวเอง การ์ตูนอังกฤษอะไรก็ได้หมด

2.2 ฟังเยอะๆ หนัง เพลง พ็อดแคสต์ ทุกอย่างขอเป็นภาษาอังกฤษ และซับอังกฤษเท่านั้น

2.3 ทำทุกวัน ไม่ต้องนาน วันละ 15-30 นาที แต่ต้องสม่ำเสมอ

2.4 อย่าเริ่มจากการพูด เพราะถ้าคลังคำศัพท์ในหัวว่าง ต่อให้คุยกับฝรั่งทุกวันก็ไม่พัฒนา

2.5 เรียนรู้แบบสนุก ไม่ฝืน เพราะสิ่งที่สนุกเราจะทำมันได้นานและต่อเนื่อง

ผมเลือกข้อนี้มาเพราะภาษาอังกฤษเป็นยาขมของหลายคนที่ทำงาน อยากจะเก่งตั้งนานแล้วแต่ยังทำไม่ได้สักที

เข้าใจว่าข้อ 2.4 อาจจะมีคนไม่เห็นด้วย แต่ข้อที่เหลือผมเชื่อว่ามีประโยชน์แน่นอน โดยเฉพาะถ้าทำข้อ 2.3 กับ 2.5 ได้


ข้อ 3 – สอนลูก – รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว(ก่อน)

Learning Curve Graph จะเริ่มจากชัน แล้วค่อยกลายเป็นแนวราบทีหลัง

ถ้าเริ่มต้นจาก 0 และเริ่มฝึกจริงจัง Learning Curve จะพุ่งขึ้นเร็วมาก จากไม่รู้อะไร จะเริ่มเข้าใจ แต่พอเก่งขึ้นเรื่อยๆ กราฟจะเริ่มแบน ใช้เวลามากขึ้น แต่เก่งขึ้นทีละนิด

ภูผาบอกว่า เป้าหมายของเราไม่ใช่การเป็นตัวเทพ แต่ต้องทะลุจุดที่เรียกว่าเก่งให้ได้

นิยามของ “จุดที่เรียกว่าเก่ง” คืออะไร?

ภูผาบอกว่า ถ้าทำโจทย์ได้เกิน 70% จุดนั้นเรียกว่าเก่ง คำถามคือทำอย่างไรถึงจะไป “ถึงจุดเก่ง” ได้รวดเร็วและไม่ลืม

ถ้าเริ่มต้นใหม่ๆ เราอ่านฟิสิกส์ไป 12 ชั่วโมง และวันถัดไปไม่แตะเลย เราจะลืมได้เร็วมาก แต่ถ้าเราเข้าถึงโซนเก่งแล้ว ต่อให้ไม่ได้อ่านทุกวัน ความรู้ก็จะไม่ร่วงฮวบ กลับมาทบทวนแป๊บเดียวก็รู้เรื่อง

นี่คือเหตุผลว่า ตอนเริ่มต้นอย่ากระจายเวลาอ่านหลายวิชา แต่ต้องทำทีละอย่างจนเกือบเก่งไปเลย

คนส่วนใหญ่จะจัดตารางแบบนี้

เช้า: เลข 2 ชั่วโมง บ่าย: ฟิสิกส์ 2 ชั่วโมง เย็น: อังกฤษ 2 ชั่วโมง

ฟังดูบาลานซ์ แต่จริงๆ แล้วจะเสียเปรียบคนที่อ่านเลขอย่างเดียวทั้งสัปดาห์

เพราะถ้าเราอ่านเลขอย่างเดียววันละ 6 ชั่วโมง ติดต่อกัน 5-7 วัน กราฟความเก่งจะพุ่งรวดเดียวจน “หลุดโซนลืมง่าย”

หลังจากนั้น ต่อให้ไปอ่านวิชาอื่น พอกลับมาอ่านเลขอีกทีเราจะรื้อฟื้นความรู้ได้เร็วมาก


ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้ประมาณ 80% ผมก็เกิดความรู้สึกว่าภูผามีความคล้ายคุณ “ทอย DataRockie” อยู่ในที

คือมีความใฝ่เรียนรู้ ชอบแบ่งปัน คาแรคเตอร์ชัด มีจุดยืนของตัวเอง แต่ก็มีสัมมาคารวะและความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญาพอที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่าง

ในฐานะคนที่ชอบเรียนรู้ ก็เลยดีใจที่มีคนอย่างภูผากระโดดลงมาสอนน้องๆ Gen Z ที่โจทย์ในชีวิตซับซ้อนและวุ่นวายใจกว่า Gen X และ Gen Y หลายเท่า

ขอเป็นกำลังใจในการสร้างประโยชน์ และอย่าลืมออกกำลังกายเหมือนที่เราคุยกันบนเวทีนะครับ

ไม่มีอะไรให้คาใจ ไม่มีใครมองเห็น

“ที่เชียงดาว เวลาเป็นของเรา”

คู่สนทนาบนโต๊ะชากล่าวกับผมและภรรยา

เมื่อสองเดือนที่แล้ว ผมได้ขึ้นไปนอนที่เชียงดาว ใช้เวลาอ้อยอิ่งและสนทนาอยู่สองวันสองคืน

เข็มนาฬิกาเดินไปอย่างเนิ่นช้า ทำอะไรไปหลายอย่างแล้วยังมีเวลาเหลือ

พอกลับมากรุงเทพ เวลาไม่ค่อยเป็นของเราเท่าไหร่ หรือสำหรับบางคน เวลาก็ไม่เคยเป็นของเราเลย เพราะแค่ทำงาน ดูแลบ้าน ดูแลคนในครอบครัวก็หมดวัน

แล้วเราจะจัดสรรเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน (และในแต่ละชีวิต) อย่างไรดี?

ผมนึกถึง Rules of thumb สองข้อ ข้อแรกนั้นเคยได้อ่าน ข้อที่สองเคยได้ฟัง

ข้อแรกมาจาก Jeff Bezos

“I wanted to project myself forward to age 80 and say, ‘Okay, now I’m looking back on my life. I want to have minimized the number of regrets I have.’”

ในวันที่เบโซสอายุ 80 ปี มองย้อนกลับมาแล้วเขาอยากจะเหลือเรื่องที่เสียใจให้น้อยที่สุด

และอย่างที่เคยมีคนกล่าว เราจะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ มากกว่าสิ่งที่ได้ทำ

สิ่งที่ไม่ได้ทำคือสิ่งที่เราตั้งใจว่าจะทำ แต่เพราะไม่มีเวลา หรือไม่มีความกล้า เราก็เลยผัดผ่อนมันเรื่อยมา จนกระทั่งประตูแห่งโอกาสในการทำสิ่งเหล่านั้นปิดไปอย่างถาวร

ยกตัวอย่างสองเรื่องที่ถ้าผมไม่ได้ทำคงจะคาใจเอามากๆ

เรื่องแรกคือการเอาเพลงที่แต่งไว้ตอนวัยรุ่นมาอัดในสตูดิโอ มีดนตรีเต็มรูปแบบ ซึ่งก็ได้ทำไปในปี 2020 วันก่อนลูกสาวทักขึ้นมาว่ามีกี่วิวแล้ว พอเข้าไปดูคือมีสองพันกว่าวิวเหมือนเดิม แต่ก็ดีใจมากที่วันนั้นทำจนสำเร็จ

เรื่องที่สองคือพาพ่อแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งก็ได้ทำในปี 2024 ไปเที่ยวเมืองเพิร์ธที่ออสเตรเลีย เช่าบ้านสี่ห้องนอน ไม่ได้ไปเที่ยวไหนมากมาย แต่ก็ได้ใช้เวลาด้วยกันทั้งสามรุ่น (ปู่-ย่า พ่อ-แม่-ลุง และหลานๆ) เป็นเวลาร่วมสิบวัน

ดังนั้น อะไรที่ถ้าเราไม่ได้ทำแล้วจะคาใจในภายหลัง ผมก็ขอเชียร์ให้หยิบขึ้นมาทำ

เขียนมาถึงจุดนี้ก็นึกถึงอีกคำหนึ่งในหนังสือ Chasing Daylight ที่เขียนโดย Eugene O’Kelly อดีต CEO ของ KPMG

O’Kelly ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสมอง และรู้ตัวว่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน เขาจึงใช้ 100 วันสุดท้ายของชีวิตเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

คำแนะนำสามพยางค์จากหนังสือเล่มนี้ที่ผมจำได้ดีคือ “Move it up.”

ถ้ามีอะไรที่อยากทำ จงเลื่อนมันขึ้นมาทำให้เร็วขึ้น เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่าจะเหลือเวลาอีกเท่าไหร่


ถ้าวิธีคิดของ Bezos และ O’Kelly จะช่วยให้เราได้ทำสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง เราก็ต้องหาทางตัดสิ่งที่ไม่สำคัญอย่างแท้จริงออกจากชีวิตด้วยเช่นกัน

เมื่อสองปีที่แล้ว ผมเชิญ Brian Klaas ผู้เขียนหนังสือ Fluke มาพูดที่ออฟฟิศ หนึ่งในคำแนะนำของเขาที่ผมชอบมากคือการเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร

เขาบอกว่า ในเมื่อทางเลือกของสิ่งที่เราจะทำได้นั้นมีเยอะเหลือเกิน วิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ คือให้ถามตัวเองว่า

“ถ้าไม่มีใครเห็นเราทำสิ่งนี้ เราจะยังทำมันอยู่มั้ย?”

ถ้าเราซื้อรถหรูคันนี้มาขับ และไม่มีใครเห็นเราขับรถคันนี้เลย เราจะยังซื้อมันอยู่มั้ย?

ถ้าเราวิ่งมาราธอนจบ sub-4 แต่เราไม่สามารถประกาศให้ใครรับรู้ได้เลย เราจะยังทำมันอยู่มั้ย?

ถ้าเราเขียนบทความนี้ แต่โดนปิดกั้นการมองเห็น เราจะยังเขียนมันอยู่มั้ย?

แน่นอนว่าในชีวิตจริง เวลาเราทำอะไรย่อมมีคนมองเห็น มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่การตั้งคำถามนี้จะช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เราทำเพราะว่าอยากทำและเห็นว่ามีประโยชน์ หรือเราทำเพราะว่าแสวงหาการยอมรับ

หากใครตอบว่าทั้งคู่ ก็ต้องดูให้ลึกขึ้นว่าน้ำหนักส่วนไหนมันเยอะกว่ากัน ถ้าน้ำหนักของการแสวงหาการยอมรับมันเยอะกว่า นั่นก็เป็นสัญญาณว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากทำสิ่งนี้เท่าไหร่ และคงไม่เป็นไรถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำมัน

ผมเองมีคนชวนไปเล่น Hyrox หลายหนแล้วเหมือนกัน แต่ใจกลับไม่ได้มีความอยากที่จะลงทุนลงแรงฝึกซ้อม ยิ่งพอถามคำถามว่าถ้าวันแข่งไม่มีคนเห็น หรือแข่งแล้วไม่โพสต์ถึงเลย เราจะยังทำมันอยู่มั้ย คำตอบก็ยิ่งชัดเจน


อะไรที่เราควรทำ แล้วยังไม่ได้ทำ ก็ใช้กฎข้อแรกของ Jeff Bezos

อะไรที่กำลังทำอยู่ แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องทำก็ได้ ก็ใช้กฎข้อสองของ Brian Klaas

ไม่มีอะไรให้คาใจ ไม่มีใครมองเห็น

แล้วเวลาอาจจะเป็นของเรามากกว่านี้ครับ

บทเพลงและลำนำ คือจดหมายถึงลูกหลานในอนาคต

เมื่อเดือนที่แล้ว จู่ๆ “เนเน่ รอยัล” ก็โด่งดังเป็นพลุแตกหลังผ่านรอบออดิชั่นของรายการ America’s Got Talent

น้องเลือกเล่นกีตาร์ไฟฟ้าและร้องเพลง Zombie ของวง The Cranberries

ซิงเกิ้ลเพลงนี้ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 1994 จึงเป็นเพลงที่มีอายุ 32 ปี นับเป็นสองเท่าของอายุเนเน่

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้พูดถึงเพลงนี้ในคลิป “ธรรมะจากซอมบี้” ว่า

“ซอมบี้เป็นเพลงต่อต้านนะ ประท้วงความรุนแรง แม้มันจะเป็นการประท้วงความรุนแรงระหว่างคนไอริชกับคนอังกฤษ แต่ที่จริงแล้วความหมายของเพลงนี้มันรวมไปถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วโลกด้วย

แล้วมันมีเนื้อร้องที่เป็นท่อนฮุคนะ ก็คือท่อนที่บอกว่า ‘ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ครอบครัวของฉัน แต่มันอยู่ในหัวของคุณ’

(But you see, it’s not me, it’s not my family
In your head, in your head, they are fightin’)

อันนี้คนก็ตีความแตกต่างกันไป แต่ถ้าจะตีความในแบบของอาตมา คนเขียนเพลงก็ต้องการบอกว่า ศัตรูของคนอังกฤษไม่ใช่ฉันซึ่งเป็นนักร้องชาวไอริช ไม่ใช่ครอบครัวของฉัน แต่มันอยู่ในหัวของคุณ…

มันก็เป็นการเตือนว่า ทุกวันนี้คนเรามองศัตรูอยู่ข้างนอก คนที่พูดคนละภาษา คนที่นับถือคนละศาสนา คนที่นับถืออุดมการณ์คนละอย่าง แต่ศัตรูที่แท้มันอยู่ในหัวของเรา คืออะไร คือความโกรธ ความเกลียด อคติ

คนเขียนเพลง-คนร้องเพลง ต้องการบอกว่าไอ้สิ่งนี้ สิ่งที่อยู่ในหัวของคุณ หรือสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุด”


ปลายปีนี้ “ปรายฝน” ลูกสาวของผมจะอายุครบ 11 ขวบ ส่วน “ใกล้รุ่ง” ลูกชายจะอายุครบ 9 ขวบ

ทั้งสองคนเรียนเปียโนมาได้หลายปีแล้ว โดยที่ผมกับภรรยาไม่ได้คาดหวังให้ไปสอบเลื่อนชั้นหรือลงรายการแข่งขันอะไร แค่รู้สึกว่าการที่พวกเขามีพื้นฐานทางดนตรีน่าจะเป็นสิ่งที่ดี

หลังจากที่ผมดูคลิปเนเน่ได้สองวัน ผมก็เปิดคลิปนั้นให้ทั้งสองคนดูบ้าง เพื่อให้เขาเห็นว่าเพดานนั้นสูงแค่ไหนสำหรับคนที่มีใจรักและขยันฝึกซ้อม

วันต่อมา ปรายฝนที่ไม่เคยเล่นกีตาร์มาก่อนในชีวิตก็เดินมาบอกผมว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ไฟฟ้า ผมถามว่าเพราะดูเนเน่ใช่มั้ย ปรายฝนบอกว่าเปล่า เพียงแต่ช่วงหลังๆ เขาเห็นคนเล่นกีตาร์ไฟฟ้าคัฟเวอร์เพลงที่ปรายฝนชอบหลายเพลง

ผมก็เลยหยิบกีตาร์ไฟฟ้าออกมาจากกระเป๋า รวมถึงตู้แอมป์ขนาดเล็กที่เพิ่งซื้อมาไม่นาน ปรายฝนแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นผมเล่นกีตาร์ไฟฟ้ามาก่อน

ปรายฝนเลยขอให้ผมสอนเพลงที่เหมาะกับกีตาร์ไฟฟ้าให้เขาสัก 1 เพลง ผมเลยตัดสินใจเลือกเพลง บุษบา ของวงโมเดิร์นด็อก มาสอนเขา เพราะมีแค่ 4 คอร์ด Bm / D / G / F# และเล่นแบบพาวเวอร์คอร์ดที่จับแค่สองเส้นได้ไม่ยากนัก

ผมเปิดเพลงบุษบาออกลำโพงบลูทูธ และเล่นกีตาร์ไฟฟ้าออกตู้แอมป์ไปพร้อมๆ กับเพลง

พอเพลงจบ ปรายฝนถามผมว่า มาลัยคืออะไร? ผมเลยอธิบายว่ามาลัยก็คือดอกไม้ที่เอามาร้อยเป็นพวงๆ จริงๆ ที่บ้านก็มีเอาพวงมาลัยมาไหว้พระอยู่บ้าง แต่ไม่ได้บ่อยและเขาคงไม่ทันสังเกต

แล้วผมก็อธิบายความหมายของเพลงว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อบุษบา แล้วชอบไปเด็ดดอกไม้มาร้อยเป็นพวงมาลัย แต่วันหนึ่งดอกไม้ก็หายไปไหนไม่รู้

ก่อนจะมาถึงท่อนสุดท้ายที่ว่า

แล้วบุษบาก็พบว่าความจริงนั้น
โลกที่มันไม่มีดอกไม้เหลืออยู่
เพราะเธอเด็ดไปมากมายเท่าไหร่ก็ไม่รู้
เด็ดไปไม่เคยดู จะเหลืออยู่ได้อย่างไร

ปรายฝนที่โตพอจะรู้ว่า “ดอกไม้” เป็นเพียงตัวแทนของอะไรบางอย่าง ถึงกับอุทานออกมาว่า “The song’s meaning is so peak!”

(เด็กเจน Alpha จะชอบใช้คำว่า peak เวลาชื่นชมอะไรสักอย่างว่าสุดยอด)

อาจจะด้วยความบังเอิญ “เสริมสุขภาพ” อัลบั้มแรกของวงโมเดิร์นด็อกที่มีเพลงบุษบานั้น วางแผงในเดือนกันยายน 1994 นั่นแปลว่า ทั้งบุษบาและ Zombie มีอายุเท่ากันพอดี

ตอนที่พี่ป๊อด ธนชัย อุชชิน แต่งเพลงนี้ขึ้นมา เขาคงจะไม่ได้จินตนาการเอาไว้เลยว่า อีกสามทศวรรษถัดมา เพลงนี้จะไปโดนเส้นเด็กสาววัยสิบขวบนิดๆ เข้าอย่างจัง


อาจารย์ศิลป์ พีระศรี (ชื่อเดิม กอร์ราโด เฟโรชี) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร มักจะหยิบยกคำพูดของ Hippocrates หมอชาวกรีกโบราณที่ว่า “Ars longa, Vita brevis”

ชีวิตคนเราแสนสั้น แต่ศิลปะนั้นยืนยาว

ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงอย่างซอมบี้และบุษบา ที่เดินทางข้ามผ่านวันเวลามาถึงเนเน่และปรายฝน

รวมถึงรูปวาดและสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่อยู่ยั้งยืนยงมาเป็นพันปี

และรวมถึงบางถ้อยคำ บางประโยคในหนังสือที่ถูกบันทึกไว้

แต่ถ้าให้ถามว่าศิลปะรูปแบบใดอยู่ยั้งยืนยงที่สุด ก็น่าจะเป็น “เพลง” หรือ “บทกวี” เพราะมันไม่ต้องอาศัย “ตัวกลางทางวัตถุ” ใดๆ

ไม่ต้องใช้กระดาษ ไม่ต้องใช้น้ำหมึก ไม่ต้องใช้อิฐหินปูนทราย ใช้เพียงถ้อยคำและท่วงทำนองที่ส่งต่อจากหนึ่งไปสู่ผู้คนได้อเนกอนันต์ เหมือนเพลง Happy Birthday ที่ร้องกันได้ทุกชาติ หรือบทสวดมนต์ที่ส่งต่อกันมาสองพันกว่าปี


เมื่อวานนี้ผมเพิ่งได้ดู The Odyssey ของ Christopher Nolan

ฉากจบของหนัง 3 ชั่วโมง เป็นการออกเดินทางครั้งใหม่ของเพเนโลเป้และโอดิสซิอุส คู่สามีภรรยาที่จากกันมานานถึง 20 ปี

Penelope: Why will the stories only be sung?

Odysseus: Because song will be all they have to remember those of us who could write.

ทำไมเรื่องราวของสงครามเมืองทรอยถึงจะถูกกล่าวขานผ่านเพียงลำนำ?

เพราะบทเพลงจะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่คนรุ่นต่อไปจะจดจำเราได้*

นึ่คือความมหัศจรรย์ของความคิดและความทรงจำที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนลำนำของสงครามเมืองทรอย เหมือน Zombie ในจิตใจ เหมือนดอกไม้ของบุษบา

บทเพลงและลำนำ คือจดหมายถึงลูกหลานในอนาคตครับ


* โอดิสซิอุสทำนายว่า หลังจบยุคสำริด (Bronze age) อารยธรรมจะถูกทำลายจนแทบไม่เหลือผู้คนที่อ่านออกเขียนได้

ไม่มีวันใดที่สูญเปล่า

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความหนึ่งที่ชอบมาก โดยเฉพาะกับคนที่อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามาโดยตลอด (แม้ช่วงหลังอาการจะทุเลาลงบ้างแล้วก็ตาม)

บทความมีชื่อว่า “everything is a win when the goal is to experience.” ของ sentimental being

ตัวบทความนั้นยาวมาก ผมจึงขอถอดความมาแค่บางส่วน และหวังว่ามันน่าจะพอเตือนใจเราให้ไม่ต้องใช้เวลาให้ productive เสมอไปก็ได้ครับ


ทุกอย่างคือชัยชนะ หากเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์

ถ้อยคำนี้วิ่งวนอยู่ในหัวราวกับเหรียญที่กำลังกลิ้งไป

เพราะถ้าข้อความนี้เป็นความจริง ชีวิตทั้งหมดของฉันก็ย่อมลงตัวไปโดยปริยาย

วันที่ฉันเคยคิดว่าเป็น “วันที่ล้มเหลว” วันที่ฉันนอนขดอยู่บนเตียงนานเกินไป วันที่ฉันไม่ได้ทำอะไรสำเร็จเลยสักอย่าง วันที่ฉันแค่อยู่ตรงนั้นและรู้สึกเศร้าหน่อยๆ และนอนดูพัดลมบนเพดานหมุนไปเรื่อยๆ วันแบบนั้นไม่ได้สูญเปล่าเลย มันคือวันที่ฉันได้เป็นมนุษย์อีกหนึ่งวันเช่นกัน วันที่ฉันได้อาศัยอยู่ในกายหยาบนี้ วันที่ฉันยังมีลมหายใจ มีความคิดคำนึง ยังมีชีวิต ยังอยู่ตรงนี้ ยังมีส่วนร่วมในการทดลองอันน่าฉงนฉงายที่ชื่อว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ การอกหักย่อมไม่ใช่เรื่องน่าอาย มันคือหลักฐานว่าฉันได้รักใครบางคนอย่างหมดจิตหมดใจ ความสับสนก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ มันเป็นเพียงความสงสัยที่ไม่ยอมลดราวาศอก และแม้กระทั่งความเบื่อหน่ายก็มีสัมผัส มีอุณหภูมิ และมีรูปร่างของมัน ไม่มีอะไรเลยที่ไร้ความหมาย เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านตัวฉันและทิ้งตะกอนเล็กๆ เอาไว้คล้ายฝุ่นผง คล้ายละอองเกสร คล้ายความทรงจำ และฉันคิดว่านั่นก็อาจเพียงพอแล้ว บางทีชีวิตที่สมบูรณ์อาจไม่จำเป็นต้องเป็นชีวิตน่าประทับใจก็ได้ บางทีชีวิตก็แค่ต้องถูกรับรู้อย่างลึกซึ้งและซื่อตรงเท่านั้น

บางคราวฉันก็นึกถึงตัวเองในหลายทศวรรษต่อจากนี้ ตัวฉันที่แก่กว่าตอนนี้ นุ่มนวลกว่านี้ และกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างที่ไหนสักแห่ง ฉันพยายามจินตนาการว่า ถ้าถึงวันนั้น ฉันจะคิดถึงอะไร ฉันคงจะไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ทำให้ฉันเครียดอยู่บ่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องความสำเร็จหรือเรื่องที่ฉันได้พิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็น สิ่งที่ฉันจะคิดถึงคงจะเป็นเรื่องที่บางเบาเอามากๆ อย่างเช่นเรื่องแดดยามบ่ายที่ทาบทาอยู่บนพื้นห้อง หรือเสียงของใครบางคนในห้องครัว หรือความรู้สึกของวัยหนุ่มสาวที่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะพบเจอกับอะไร และสิ่งที่ฉันจะคิดถึงมากที่สุดน่าจะเป็นการที่ฉันได้มาอยู่ ณ ที่นี่ ณ ตรงนี้

หากเรากระเถิบเข้ามาใกล้มากพอ เราจะพบว่าแท้จริงแล้วชีวิตนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มันไม่ได้ประกอบไปด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ หรือบทชีวิตที่เข้าใจง่ายๆ แบบที่เราเล่าให้คนอื่นฟังในงานปาร์ตี้ ชีวิตประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยและรายละเอียดที่เราจะสังเกตเห็นก็ต่อเมื่อเราหยุดที่จะเอาเป็นเอาตายกับชีวิต เราจะเห็นดอกไม้ที่โผล่ขึ้นมาตรงรอยแตกบนฟุตบาทราวกับจะย้ำเตือนว่าผืนแผ่นดินนั้นนุ่มนวลขนาดไหน สังเกตเห็นฝุ่นละอองนับร้อยพันล่องลอยอยู่ท่ามกลางแสงแดดราวกับดวงดาวที่อาบไปด้วยทองคำ ได้ยินเสียงของใครบางคนกำลังล้างจานอยู่ในห้องข้างๆ ที่ทำให้อุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนการได้ดื่มน้ำอึกแรกโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังกระหาย สัมผัสของกลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูบนหมอนที่เราหนุนนอน สังเกตเห็นลายมือของเราที่เปลี่ยนไปตามสภาพของจิตใจ รู้สึกถึงน่องที่ปวดเมื่อยหลังจากเดินมาทั้งวันและกระซิบบอกว่าเราได้เคลื่อนที่ไปในโลกใบนี้ สังเกตรสชาติของชาที่เปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนชง หนังสือเล่มเก่าที่มีกลิ่นของวันเวลา ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่เสียจนปัญหาของเราเหมือนเป็นเพียงเรื่องที่ปั้นแต่งขึ้นมา

เมื่อฉันจินตนาการถึงวันสุดท้ายที่จะมาถึง ไม่ใช่ในมุมที่น่าหวาดหวั่น แต่ในมุมที่ว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ แล้วทุกอย่างก็ลงตัวด้วยตัวมันเอง เพราะเมื่อเราระลึกได้ว่าวันหนึ่งเราจะไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งเรื่องที่แสนจะธรรมดาก็ดูจะมีประกายเรืองรองขึ้นมาทันที วันหนึ่งฉันจะไม่มีโอกาสได้รู้สึกถึงสบู่ตรงง่ามนิ้วมือ ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเอง หรือนอนอยู่บนพื้นและจ้องมองพัดลมหมุนวนบนเพดานอย่างแช่มช้า ไม่มีอีกแล้วเพลงที่จะทำให้ฉันน้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว ไม่มีอีกแล้วบทสนทนายามดึกดื่น ไม่มีอีกแล้วภาพของพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ฉันก็อยากจะเหนี่ยวรั้งทุกอย่างให้เข้ามาใกล้ฉันขึ้นอีกนิด แม้กระทั่งเรื่องน่าเบื่อ แม้กระทั่งเรื่องเศร้าๆ – โดยเฉพาะเรื่องเศร้าๆ – เพราะการที่ฉันเศร้าแสดงว่าฉันแคร์ ความเศร้าคือสิ่งที่บอกว่ามันสัมผัสฉันลึกมากพอที่จะฝากรอยช้ำเอาไว้

และรอยช้ำก็ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากหลักฐานที่ว่ามีการสัมผัสเกิดขึ้น ฉันไม่อยากจากโลกนี้ไปโดยไม่ถูกสัมผัส ไม่อยากร่อนผ่านโลกนี้ไปอย่างสวยๆ และไร้ซึ่งบาดแผล ฉันอยากเปรอะเปื้อน อยากมีรอยบุ๋ม อยากเต็มไปด้วยลายนิ้วมือ

ฉันอยากจะบอกว่า ใช่แล้ว ฉันเคยอยู่ตรงนี้ ฉันปล่อยให้ชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นกับฉัน ฉันไม่ได้เอาแต่ยืนอยู่ข้างสนามและเอาแต่จดบันทึก

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ ย่อมไม่มีวันใดที่สูญเปล่าเลย

เราเตรียมใจที่จะไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกหรือยัง

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton Christensen จบ

มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาหลายวัน จนอยากจะนำมาเขียนถึงวันนี้เพื่อคนเป็นพ่อคนแม่คน

คนสมัยนี้มีลูกยาก เพราะต้องใช้เงินเยอะ พอตัดสินใจมีลูกทั้งทีก็เลยอยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก

สมัยที่เรายังเด็ก โอกาสที่เราจะเข้าถึงสิ่งต่างๆ น้อยกว่านี้หลายเท่าตัว เราอาจเคยอยากได้ของเล่นบางชิ้นแล้วแม่ไม่ซื้อให้ เคยอยากเรียนดนตรีแต่ค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์แพงเกินไป เคยเบื่อกับเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เป็นมรดกตกทอดจากพี่ชายหรือพี่สาว พอโตมาได้มีลูกกับเขาบ้างก็เลยตั้งใจว่าอะไรที่เราเคยอยากได้แล้วเราไม่เคยได้ หรืออะไรที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำ ถ้าวันนี้มีกำลังก็อยากจะมอบมันให้แก่ลูกให้เต็มที่

แม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนาดี แต่วิธีคิดแบบนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน ซึ่งหนังสือของ Christensen ชี้ให้ผมเห็นตรงนี้

Clayton Christensen (1952-2020) เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก รวมถึงเป็นศาสตราจารย์แห่ง Harvard Business School ด้วย

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้คือ “Finding fulfilment using lessons from some of the world’s greatest businesses” สร้างชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าผ่านการเรียนรู้จากหลากหลายธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในหนังสือคริสเตนเซนมักจะเอาบทเรียนจากภาคธุรกิจมาประยุกต์ใช้กับการสร้างครอบครัวและการเป็นพ่อแม่ที่ดี

หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึง คือขีดความสามารถขององค์กร (capabilities) นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสามประการ – ทรัพยากร กระบวนการ และลำดับความสำคัญ (resources, processes, and priorities)

ทรัพยากรก็เช่น เงินทุน พนักงาน เครื่องมือ เทคโนโลยี ซัพพลายเออร์

กระบวนการ คือวิธีที่ทรัพยากรเหล่านั้นถูกนำไปใช้งาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากและไม่สามารถแสดงในรายงานทางการเงินของบริษัทได้

และลำดับความสำคัญ จะเป็นตัวตัดสินว่าจะนำทรัพยากรและกระบวนการนั้นไปสร้างสรรค์สิ่งใด

ขีดความสามารถของลูกก็จำเป็นต้องมีปัจจัยทั้งสามอย่างเช่นกัน

ทรัพยากร ก็เช่นเงินที่ใช้เลี้ยงดู สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ เวลาและพลังชีวิตที่ลูกมี

กระบวนการคือวิธีที่ลูกเราใช้ทรัพยากรเหล่านั้นในการนำไปสร้างสิ่งใหม่ มันคือวิธีคิด วิธีถามคำถาม วิธีแก้ไขปัญหา วิธีที่ลูกทำงานร่วมกับเพื่อนคนอื่น

ลำดับความสำคัญก็คือลูกจะใช้ทรัพยากรและกระบวนการที่ได้รับมานั้นไปทำอะไรและเพื่ออะไร

Resources คือ What

Processes คือ How

และ Priorities คือ Why


สิ่งที่พ่อแม่ Gen Y มอบให้ลูก Gen Alpha ได้ดีกว่าพ่อแม่รุ่นก่อนๆ คือทรัพยากร

อยากได้ของใช้มั้ย เดี๋ยวสั่งออนไลน์ให้ หิวใช่มั้ย เดี๋ยวสั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ให้ อยากเรียนสิ่งนี้ใช่มั้ย เดี๋ยวสมัครให้

ลูกของเราจึงได้รับทรัพยากรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่พ่อแม่จะจัดให้ได้

แต่สิ่งที่พ่อแม่รุ่นเราอาจจะยังขาดไป – รวมถึงตัวผมเอง – คือเราอาจไม่ได้ให้ลูกมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ “กระบวนการ” หรือ processes มากเพียงพอ

ประโยคหนึ่งในหนังสือที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาตลอด 2-3 วันนี้ก็คือ

“As I look back on my own life, I recognize that some of the greatest gifts I received from my parents stemmed not from what they did for me – but rather from what they didn’t do for me.”

“เมื่อมองย้อนกลับไป ผมก็คิดได้ว่าของขวัญที่สำคัญที่สุดที่ผมได้รับจากพ่อแม่ ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ท่านทำให้ผม แต่เกิดจากสิ่งที่ท่านไม่ได้ทำให้ผมต่างหาก”

สมัยเด็กครอบครัวของคริสเตนเซนค่อนข้างกระเบียดกระเสียร ตอนเขาอยู่ชั้นป.2 แม่ของคริสเตนเซนเพิ่งมีลูกคนที่หกและไม่สามารถแบ่งเวลามาดูแลทุกคนในบ้านได้

วันหนึ่งคริสเตนเซนทำถุงเท้าขาด และรู้อยู่แล้วว่าบ้านเขาไม่มีเงินซื้อถุงเท้าใหม่ให้ เขาจึงเอาถุงเท้าไปให้แม่ดู แม่ยื่นเข็มและด้ายให้กับเขา และบอกให้เขาเอาด้ายไปร้อยรูเข็ม

คริสเตนเซนใช้เวลาเกือบสิบนาที (ถ้าเป็นแม่คงใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที) จากนั้นแม่ก็สาธิตให้ดูว่าจะเย็บถุงเท้ายังไงเพื่อให้ซ่อมรูได้ แล้วก็ยื่นถุงเท้าอีกข้างให้เขาลองทำเอง แล้วแม่ก็หายไปทำธุระอย่างอื่นในบ้าน

ปีถัดมาตอนอยู่ป.3 คริสเตนเซนทำกางเกงยีนส์ขาด แม่ก็เลยพาคริสเตนเซนไปที่จักรเย็บผ้าและสอนวิธีการใช้งาน จากนั้นแม่ก็หายไปและปล่อยให้คริสเตนเซนปะกางเกงด้วยตัวเอง ตอนแรกเขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่พอได้ลองผิดลองถูกไปสักพัก เขาก็ปะกางเกงของตัวเองได้เป็นครั้งแรก

ตอนที่ใส่กางเกงที่ปะแบบมือสมัครเล่นออกไปโรงเรียนนั้น คริสเตนเซนไม่ได้รู้สึกอับอายแต่อย่างใดว่าทำไมกางเกงถึงซ่อมออกมาได้ไม่สวย ตรงกันข้าม เขารู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่มองเห็นรอยปะนั้น

เมื่อแม่ไม่ได้ช่วยปะกางเกง สิ่งที่คริสเตนเซนได้รับมาคือ self-esteem หรือความภูมิใจในตนเอง รวมถึงความเชื่อมั่นว่าหากเขาเจอปัญหาอื่นๆ อีกในอนาคต เขาก็จะผ่านมันไปได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเด็กชายคริสเตนเซนคือ process หรือกระบวนการที่เราไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ง่ายเหมือน resource

กลับมาที่การเลี้ยงลูกของบ้านผม ที่ค่อนข้างจะอยู่สุขสบาย อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน อยากได้ของเล่น ขนม หรือหนังสือ ผมกับภรรยาก็แทบไม่เคยปฏิเสธ และจากที่ดูในฟีด ผมเดาว่าเพื่อนๆ น้องๆ หลายคนก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่

เรามอบ resources ให้ลูกเสียมากมาย แต่เราอาจหลงลืมที่จะมอบโอกาสให้ลูกเรียนรู้ processes ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ผมนึกถึงคำของ “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท MFEC ที่เคยบอกกับผมและเพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองคนว่า เราควรเลี้ยงลูกแบบ “ทิ้งๆ ขว้างๆ” บ้าง เพื่อให้ลูกเข้มแข็ง ทำอะไรเองเป็น แถมลูกจะรักเรามากกว่าการเลี้ยงแบบประคบประหงมเสียด้วยซ้ำ

บอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะลูกก็ยังเป็นเด็กน้อยในสายตาเราเสมอ ลูกเคยขอให้เราช่วยอะไรตอนเขา 4 ขวบ มาตอนนี้เขา 10 ขวบแล้วเราก็ยังทำสิ่งนั้นให้เขาอยู่ดีเพราะความเคยชิน

แต่สองสามวันมานี้ เวลาลูกขอให้ผมช่วยอะไร ผมจะระลึกขึ้นได้ และบอกให้เขาพยายามเองก่อน ลูกอาจจะมีบ่นกระปอดกระแปดนิดหน่อย แต่พอลองทำไปสักพักแล้วเขาทำได้เอง ก็ดูมีรอยยิ้มอยู่ไม่น้อย

ปล่อยให้ลูกได้ลองกระเสือกกระสนดูบ้าง แล้วเขาจะได้อะไรบางอย่างที่เงินหาซื้อให้ไม่ได้

พ่อแม่ควรเตรียมใจที่จะไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกครับ