คณิตศาสตร์กับการหาคู่ และเหตุผลที่เราควรหัดเป็นฝ่ายรุก

เมื่อเดือนมกราคมผมได้อ่านบทความ The stable marriage problem ที่เขียนโดย Ajeya Cotra บน Substack

เป็นบทความที่มีความเนิร์ดพอสมควร แต่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเห็นว่าคอนเซ็ปต์ในบทความนี้น่าจะมีประโยชน์ในหลายวาระ เลยขอนำมาเล่าต่อตามความเข้าใจของผม และใช้ชื่อตัวละครที่เหมาะกับคนไทยนะครับ


วิชาหนึ่งที่ Ajeya ผู้เขียน ชอบมากตอนเรียนที่ UC Berkeley คือวิชา CS 70 Discrete Mathematics and Probability Theory ที่สอนโดยอาจารย์ Anant Sahai

และหัวข้อที่สนุกเป็นพิเศษคือ The Stable Marriage Problem หรือ “การสมรสที่มั่นคง” โดยมีสถานการณ์ดังนี้:

  1. มีผู้ชายและผู้หญิงจำนวนเท่ากัน
  2. ผู้ชายมีการเรียงลำดับผู้หญิงที่เขาชอบจากมากสุดไปน้อยสุด และผู้หญิงก็เรียงลำดับผู้ชายที่เธอชอบจากมากสุดไปน้อยสุดเช่นกัน
  3. โจทย์คือต้องจับคู่ให้ชายและหญิงได้แต่งงานกัน โดยเมื่อได้คู่กันครบเรียบร้อยแล้วจะไม่มีการเลิกกันหรือหย่าร้างกัน เพราะแต่ละคนได้คู่ที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะหาได้แล้ว

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

สมมติว่ามีผู้ชายสามคน อาร์ท แบงค์ แชมป์ (Art, Bank, Champ)

และมีผู้หญิงสามคน ดิว อีฟ เฟิร์น (Dew, Eve, Fern)

และสามคู่นี้กำลังคบกันอยู่ Art-Dew, Bank-Eve, Champ-Fern

แต่ถ้าสมมติว่าอาร์ทชอบอีฟมากกว่าดิว และอีฟก็ชอบอาร์ทมากกว่าแบงค์ ดังนั้นทั้งอาร์ทและอีฟจะเลิกกับแฟนของตัวเพื่อมาคบกัน แบบนี้คือสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงหรือ unstable marriage

แต่ถ้าสมมติว่าอาร์ทชอบอีฟมากกว่าดิว (เหมือนเดิม) แต่อีฟไม่ได้ชอบอาร์ทมากกว่าแบงค์ แม้อาร์ทจะอยากเลิกกับดิวเพื่อไปคบกับอีฟ แต่อีฟไม่เล่นด้วย ดังนั้นต่างฝ่ายต่างจะคบกับคู่ของตัวเองต่อไป นี่คือสถานการณ์การคบกันที่มั่นคง – stable marriage

หนึ่งในสิ่งที่วิชา Discrete Mathematics and Probability Theory สอนก็คือ ไม่ว่าจะมีหญิงและชายกี่คน และแต่ละคนจะเรียงความชอบที่มีต่อเพศตรงข้ามอย่างไร เราสามารถเขียนอัลกอริธึมเพื่อจับคู่ให้ทุกคนและสร้าง stable marriage ได้เสมอ ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก ไม่มีการเลิกกันเพื่อเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ

ลองจินตนาการตามนี้

อาร์ทชอบดิวที่สุด ชอบอีฟรองลงมา และชอบเฟิร์นน้อยที่สุด จะเขียนออกมาเป็นสูตรได้ว่า

Art: Dew > Eve > Fern

และสมมติว่าแบงค์ชอบดิวที่สุด ชอบเฟิร์นรองลงมา และชอบอีฟน้อยที่สุด ก็จะเขียนได้ว่า

Bank: Dew > Fern > Eve

เราก็จะสามารถเขียนการจัดลำดับของทุกคนได้ตามนี้ (คนที่เหลือผมก็สุ่มเอาเหมือนสองคนที่ผ่านมา)

Art: Dew > Eve > Fern
Bank: Dew > Fern > Eve
Champ: Fern > Dew > Eve

Dew: Champ > Bank > Art
Eve: Bank > Champ > Art
Fern: Bank > Champ > Art

หนึ่งในอัลกอริธึมที่จะช่วยให้เกิดการจับคู่จนได้ stable marriage มีชื่อว่า the Gale-Shapley algorithm โดยมีหลักการดังนี้

  1. ให้เริ่มต้นจากทุกคนโสด
  2. ให้ฝ่ายชายจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบมากที่สุด และถ้าผู้หญิงปฏิเสธ วันต่อมาค่อยจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบรองลงมา
  3. ผู้หญิงจะเลือกคบกับผู้ชายที่ชอบที่สุดที่มาจีบในวันนั้นๆ

ลองมาไล่ตามอัลกอริธึมนี้กัน ขอนำการเรียงลำดับมาแปะไว้ตรงนี้อีกที

Art: Dew > Eve > Fern
Bank: Dew > Fern > Eve
Champ: Fern > Dew > Eve

Dew: Champ > Bank > Art
Eve: Bank > Champ > Art
Fern: Bank > Champ > Art

วันที่ 1 (1st iteration)

อาร์ทกับแบงค์แข่งกันจีบดิว ดิวเลือกคบกับแบงค์ เพราะดิวชอบแบงค์มากกว่าอาร์ท (แต่จริงๆ แล้วดิวชอบแชมป์ที่สุด เพียงแต่แชมป์ไม่ได้มาจีบ)

แชมป์ขอคบกับเฟิร์นซึ่งเป็นคนที่แชมป์ชอบที่สุด จริงๆ เฟิร์นชอบแบงค์มากกว่า แต่แบงค์ไม่ได้มาจีบ เฟิร์นเลยเลือกคบกับแชมป์

อีฟไม่ได้มีใครมาจีบเพราะไม่ได้เป็นช้อยส์แรกของใครเลย

จบวันเราได้สองคู่ คือ Bank-Dew และ Champ-Fern ส่วน Art และ Eve ยังโสด

วันที่ 2 (2nd iteration)

อาร์ทที่ยังโสดขอคบกับอีฟ แม้อีฟจะชอบอาร์ทน้อยที่สุดในบรรดาผู้ชายทั้งสามคน แต่อีฟก็ตอบตกลง เพราะทั้งแบงค์กับแชมป์มีคู่ไปแล้ว

ดังนั้นเราจะจบวันที่สองด้วยสามคู่นี้

Art-Eve
Bank-Dew
Champ-Fern

ซึ่งเป็นคู่ที่ stable เพราะว่าแม้อาร์ทจะชอบดิวมากกว่าอีฟ แต่ดิวไม่สนใจเพราะชอบแบงค์มากกว่าอาร์ท

ส่วนอีฟเองแม้จะชอบอาร์ทน้อยที่สุด แต่แบงค์กับแชมป์ก็ชอบอีฟน้อยกว่าคู่ของตัวเองในปัจจุบัน

แบงค์นั้นชอบดิวที่สุดอยู่แล้วจึงไม่คิดนอกใจ ส่วนดิวถึงจะชอบแชมป์มากกว่าแบงค์ แต่แชมป์ไม่สนใจเพราะแชมป์มีเฟิร์นเป็นช้อยส์แรกอยู่แล้ว

เฟิร์นนั้นแม้จะชอบแบงค์มากกว่าแชมป์ แต่แบงค์เองก็ไม่สนใจเฟิร์นเช่นกันเพราะมีดิวเป็นที่หนึ่งในดวงใจ

ดังนั้นสามคู่นี้จึงเป็น stable marriage ไม่มีการเปลี่ยนคู่กันเกิดขึ้น

คราวนี้ลองมาดูความพึงพอใจกันบ้าง

สมมติว่าเราได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบที่สุด ความพึงพอใจ 3 คะแนน
ถ้าได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบเป็นอันดับสอง ความพึงพอใจ 2 คะแนน
และถ้าได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบเป็นอันดับสาม ความพึงพอใจ 1 คะแนน

เขียนออกมาได้ว่า

Art: Dew (3) > Eve (2) > Fern (1)
Bank: Dew (3) > Fern (2) > Eve (1)
Champ: Fern (3) > Dew (2) > Eve (1)

Dew: Champ (3) > Bank (2)> Art (1)
Eve: Bank (3) > Champ (2) > Art (1)
Fern: Bank (3) > Champ (2) > Art (1)

และสามคู่ที่เป็น stable marriage ก็คือ

Art-Eve
Bank-Dew
Champ-Fern

คะแนนความพึงพอใจจะเป็นดังนี้

อาร์ทได้เป็นแฟนกับอีฟ คะแนนความพึงพอใจ 2
แบงค์ได้เป็นแฟนกับดิว คะแนนความพึงพอใจ 3
แชมป์ได้เป็นแฟนกับเฟิร์น คะแนนความพึงพอใจ 3

รวมคะแนนความพึงพอใจของฝ่ายชายคือ 8 คะแนน

ดิวได้เป็นแฟนกับแบงค์ คะแนนความพึงพอใจ 2
อีฟได้เป็นแฟนกับอาร์ท คะแนนความพึงพอใจ 1
เฟิร์นได้เป็นแฟนกับแชมป์ คะแนนความพึงพอใจ 2

รวมคะแนนความพึงพอใจของฝ่ายหญิงคือ 5 คะแนน

จะเห็นว่าฝ่ายชายได้คะแนนความพึงพอใจสูงกว่าฝ่ายหญิง

อัลกอริธึม Gale-Shapley ที่ให้ฝ่ายชาย active จีบคนที่ชอบที่สุดก่อน และให้ฝ่ายหญิง passive เลือกคบกับคนที่ชอบที่สุดที่เข้าหา จะนำไปสู่ stable marriage ที่ฝ่ายชายจะได้คู่ที่ดีที่สุด (เท่าที่ตัวเองจะหาได้) เสมอ ส่วนฝ่ายหญิงก็มักจะไม่ได้ชอยส์ที่ดีที่สุด แม้ตัวเองจะเป็นช้อยส์แรกของผู้ชายหลายคนก็ตาม

นี่คือตัวอย่าง 3×3 หรือชายสาม หญิงสาม แต่ในชีวิตจริงเราไม่ได้มีตัวเลือกแค่ 3 คน เราพอจะจินตนาการได้ว่าตัวเลือก (และการจัดลำดับ) อาจมีหลายสิบคนหรือแม้กระทั่งหลายร้อยคน

ดังนั้น “คะแนนความพึงพอใจโดยรวม” ของฝ่ายชายก็จะยิ่งถ่างออกจากฝ่ายหญิง ถ้าสังคมนั้นเป็นสังคมที่ฝ่ายชายจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบที่สุดก่อน ส่วนฝ่ายหญิงก็เฝ้าแต่รอให้มีคนดีๆ เข้าหา

แน่นอนว่าชีวิตจริงมันซับซ้อนกว่านี้ อาจมีคนขออยู่เป็นโสดดีกว่าต้องอยู่กับคนที่ไม่ชอบ อาจมีคนที่ชอบเพศเดียวกันมากกว่าเพศตรงข้าม

แต่ผมชอบคอนเซ็ปต์นี้เพราะเมื่อเรามองสังคมด้วยเลนส์ของคณิตศาสตร์ มันก็จะช่วยให้เราเห็นภาพ (แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ) ว่า social norms นำไปสู่ผลลัพธ์ในภาพใหญ่อย่างไรบ้าง

และเรื่องนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่การหาคู่ แต่ยังใช้ได้กับหลายๆ สถานการณ์ในชีวิต

ว่าถ้าเราเป็น “ฝ่ายรับ” อย่างเดียวในเรื่องความสัมพันธ์ การทำงาน การทำธุรกิจ และการเรียนรู้ เราก็อาจกำลังเสียโอกาสที่ดีที่สุดไป ซึ่งไม่ได้เกิดจากโชคชะตาหรือฟ้ากลั่นแกล้ง แต่เกิดจากความจริงทางคณิตศาสตร์

เราจึงควรเล่นให้เป็นทั้ง “รุก” และ “รับ” ในเกมสำคัญที่เรียกว่า “ชีวิต” ครับ

เหตุผลที่เราควรเข้าออฟฟิศ (ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง)

เมื่อสามปีที่แล้ว ผมเขียนบทความ “เหตุผลที่บริษัทไม่ควรบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศทุกวัน” ซึ่งมีคนมาแสดงความเห็นกันอุ่นหนาฝาคั่ง

ตอนนั้นบริษัทผมมีนโยบายค่อนข้างหลวม ทีม tech จะเข้าหรือไม่เข้าออฟฟิศก็ได้ ส่วนทีม non-tech ให้เข้าประมาณ 1-2 วัน

สามปีผ่านไป สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราย้ายออฟฟิศใหม่ และตอนนี้เรามีนโยบายให้ทีม tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละอย่าง 1 วันเป็นอย่างน้อย และทีม non-tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 3 วัน

แน่นอนว่าตอนเปลี่ยนนโยบายก็มีพนักงานบ่นว่าทำงานที่บ้านได้งานเยอะกว่า ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย

แต่การที่บริษัทชั้นนำทั่วโลกหันมาปรับนโยบายให้คนเข้าออฟฟิศมากขึ้นก็ย่อมมีเหตุผล เพราะว่าเขาเชื่อว่ามันจะ productive มากกว่า แต่ถามว่ามีหลักฐานประกอบแบบชัดเจนหรือไม่ผมก็ยังไม่แน่ใจ

ช่วงแรกบริษัทผมก็ไม่ได้จริงจังกับการบังคับใช้นโยบายนี้มากนัก เพราะอยากให้มันค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อ Q3 2025 เราก็เริ่มเอาข้อมูลขึ้นมาดูกันอย่างจริงจังว่าทีมไหนเข้าออฟฟิศอย่างที่เราคาดหวังไว้บ้าง

คนที่เข้าออฟฟิศตามที่เราคาดหวัง – 1 วันสำหรับทีม tech และ 3 วันสำหรับทีมที่เหลือ เราจะเรียกพวกเขาว่า office lovers

ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าตามที่เราคาดหวัง เราเรียกกลุ่มนี้ว่า home lovers

ชื่ออาจจะฟังดูจั๊กกะจี้นิดนึง แต่ผมก็ยังนึกคำที่สื่อความหมายและไม่กล่าวโทษที่ดีกว่านี้ไม่ได้

เราเริ่มมีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าออฟฟิศโดยดูจากการ “ตี๊ดบัตร” ที่ประตูทางเข้า แล้วเอามาสรุปเป็นรายแผนก ส่งให้ผู้บริหารทุกคนดูเพื่อจะได้รู้ว่าทีมไหนยังไม่ค่อยเข้าออฟฟิศ เพื่อให้พวกเขาไปพูดคุยกับทีมงานของตัวเอง

ช่วงกลางปี เรามี office lovers แค่ประมาณ 50% เท่านั้น แต่ผ่านไป 3 เดือน เรามี office lovers ประมาณ 75% ซึ่งทำให้วันที่คนเข้าออฟฟิศเยอะๆ (อังคารกับพุธ) มักมีปัญหาที่นั่งไม่พอและเน็ตช้าในบางโซน

ซึ่งทางทีม HRBP ก็ช่วยกันเจรจากับหัวหน้าฝ่ายให้กระจายการเข้าออฟฟิศของคนมากขึ้น โดยแต่ก่อนวันจันทร์กับศุกร์ออฟฟิศจะเงียบมาก แต่ตอนนี้เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาแล้ว

สิ่งที่เราแก้ต่อมาคือเพิ่มโต๊ะ เก้าอี้ และจอมอนิเตอร์ และกำลังจะปรับปรุงระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งจะทำให้ออฟฟิศของเรารองรับพนักงานได้อย่างเต็มที่

แต่ถึงออฟฟิศจะมีศักยภาพพร้อมรองรับคนมากขึ้นแล้วก็ตาม พนักงานส่วนหนึ่งก็อาจจะยังตั้งคำถามและไม่เชื่อว่าการเข้าออฟฟิศจะมีประโยชน์เท่ากับการทำงานที่บ้าน

ที่ผ่านมา นโยบายเรื่อง hybrid work มักจะถกเถียงกันในประเด็นที่ว่าอะไร productive กว่ากัน การได้ทำงานที่บ้านอย่างมีสมาธิ หรือการได้เข้าออฟฟิศเพื่อจะได้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนโคจรอยู่รอบคำถามที่ว่า การทำงานแบบไหนถึงจะเกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า

แต่วันนี้ผมอยากจะเสนออีกมุมมองหนึ่งที่คนน่าจะยังไม่ค่อยได้พูดถึงกันเท่าไหร่ และโคจรอยู่บนคำถามที่ว่าการทำงานแบบไหนถึงจะมีประโยชน์ต่อคนทำงานในระยะยาวมากกว่ากันครับ

วันนั้นผมกับแฟนขับรถกลับจากห้างแถวบ้าน แฟนที่ทำงานสำนักพิมพ์เล่าให้ฟังว่ากำลังหาทางทำให้สิ่งที่สำนักพิมพ์โพสต์ในช่องทางโซเชียลต่างๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เลยมีความคิดจะว่าจ้างเอเจนซี่เพื่อช่วยยิงแอด

แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็น่าจะตั้งตัวเป็นเอเจนซี่ได้ไม่ยาก ต่อให้ไม่ได้มีประสบการณ์มากนักก็ยังเรียนรู้เอาเองได้ แถมติดขัดอะไรก็ถามเอไอได้เสมอ

คำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ ในวันที่ทุกคนใช้เอไอเป็น แล้วเราจะมีจุดเด่นกว่าคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อชุดความรู้ต่างๆ บนโลกใบนี้มันถูก democratized หรือถูกทำให้เข้าถึงอย่างง่ายดายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์?

และนี่คือคำตอบที่ผมได้ครับ

เอไอที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นตั้งอยู่บน LLM หรือ Large Language Models (LLMs)

โดย LLMs ยุคแรกนั้นถูก “เทรน” ด้วยข้อความในหนังสือ เว็บไซต์ บทความ และโค้ดในโปรแกรมต่างๆ

ส่วน LLMs ยุคหลังที่เป็น Multimodal LLMs นั้นเอาเสียง รูปภาพ และวิดีโอมาเทรนด้วยเช่นกัน

ดังนั้นเอไอจึงรู้ไปหมดราวกับเป็นสัพพัญญู (ตัว o ใน GPT-4o ก็คือ Omni ที่แปลว่าสัพพัญญูนี่เอง)

แต่ถึงอย่างไร ข้อมูลที่เอไอรู้ ก็เป็นเพียงความรู้ที่เคยถูก “บันทึก” เอาไว้เท่านั้น

แต่ความรู้ในโลกใบนี้ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นสองแบบ คือความรู้ชัดแจ้ง (explicit knowledge) กับความรู้ฝังลึก (tacit knowledge)

อะไรที่เป็น explicit knowledge ย่อมถูกบันทึกเอาไว้ในรูปแบบต่างๆ และเอไอย่อมจะเรียนรู้มาเกือบหมดแล้ว

แต่ยังมีความรู้อีกมากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เพราะมันเป็น tacit knowledge สอนกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เป็นปัจจัตตัง ต้องอาศัยการสังเกตและซึมซับ การเล่าเรียนสมัยก่อนศิษย์จึงต้องไปฝากตัวกับครูบาอาจารย์เป็นสิบปีเพื่อที่จะได้เรียนรู้ tacit knowledge นี้

ในที่ทำงาน อะไรบ้างที่เป็น tacit knowledge?

จังหวะจะโคนในการพูด น้ำเสียงที่ใช้ การสบตาคู่สนทนา การจับอารมณ์ของคนในห้องประชุม การใช้อารมณ์ขันระหว่างที่ความตึงเครียดในห้องประชุมกำลังพุ่งสูง การเลือกที่จะใช้ความเงียบแทนการตอบโต้ การครองสติเอาไว้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สิ่งเหล่านี้ให้เขียนอธิบายออกมาอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจเท่ากับการได้เห็นกับตาได้ยินกับหู

ถ้าเรายังเป็นคนทำงานที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก วิธีที่จะได้มาซึ่ง tacit knowledge เหล่านี้ คือการพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ กับคนที่เก่งกว่า เก๋ากว่า ประสบการณ์มากกว่า ผ่านสนามรบมามากกว่าเรา แล้วใช้ความสังเกตสังกา ครูพักลักจำ บวกกับโยนิโสมนสิการ เพื่อเรียนรู้และซึมซับสิ่งที่เขาเป็นและสอนให้กับเราโดยไม่ได้เจตนา

พูดอีกนัยหนึ่ง การเข้าออฟฟิศจะช่วยให้เรามีทักษะบางอย่างที่เอไอไม่มีทางสอนเราได้ และทักษะที่ได้มาด้วยความลำบากเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น ในวันที่ทุกคนเข้าถึงเอไอได้ไม่ต่างจากเรา แถมทักษะที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมนุษย์เหล่านี้ไม่น่าจะมีวันหมดอายุเสียด้วย

และนี่คือเหตุผลที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ว่าทำไมเราจึงควรเข้าออฟฟิศบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

ดราก้อนบอลกับแก๊งสแกมเมอร์

ผู้ชายคนไหนที่อายุเกิน 40 ปีน่าจะรู้จักการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล (สมัยนั้นเรายังไม่ใช้คำว่า “มังงะ” กัน)

ในภาคที่โกคู/โงกุน/หงอคง ยังเด็ก หนึ่งในการต่อสู้ที่สนุกมากคือตอนที่ไปพบแม่เฒ่าพยากรณ์ เพราะอยากให้แม่เฒ่าช่วยบอกว่าดราก้อนบอลลูกที่ 7 อยู่ที่ไหน

แม่เฒ่าพยากรณ์คิดค่าใช้จ่าย 10 ล้านเชนี แต่พวกโกคูไม่มีเงินมากขนาดนั้น แม่เฒ่าจึงเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องยอมต่อสู้กับนักสู้ทั้ง 5 คนของแม่เฒ่าเสียก่อน

พวกของโกคูชนะมาเรื่อยๆ จนถึงนักสู้คนที่สี่ ที่ชื่อว่า “แอ๊คแมน”

แต่เมื่อแอ๊คแมนสู้โกคูไม่ได้ เลยตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายที่ชื่อว่า “ลำแสงแอ๊คไมท์” ยิงใส่โกคู โดยลำแสงนี้จะค้นหา “ความชั่วร้าย” ในจิตใจของคู่ต่อสู้ แล้วขยายมันให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างกายของคนนั้นระเบิดออก

แต่เป็นความโชคร้ายของแอ๊คแมน ที่โกคูเป็นเด็กใสซื่อ ไม่มีความชั่วร้ายในจิตใจแม้แต่น้อย ลำแสงแอ๊คไมท์จึงใช้ไม่ได้ผล


หนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ ความเสียหายมีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักล้าน หลายคนอยู่ในวัยเกษียณและสูญเสียเงินที่เก็บมาทั้งชีวิต

ผมเองเคยเฉียดกับสแกมเมอร์ 3 ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรกมีจดหมายมาจากสำนักงานทนายความ บอกว่าพี่เขยที่เคยอยู่บ้านหลังนี้ติดเงินค่าโทรศัพท์อยู่หลายร้อยบาท ให้รีบชำระไม่อย่างนั้นจะดำเนินการทางกฎหมาย ผมกำลังจะสแกน QR Code จ่ายให้อยู่แล้ว แต่ก็เอะใจเลยทักไปถามพี่เขยก่อน เขาบอกว่านี่น่าจะเป็นพวกสแกมเมอร์ พอลองเอาชื่อสำนักงานทนายความไปเสิร์ชดูก็ไม่เจอจริงๆ

ครั้งที่สอง มีผู้หญิง (ที่รูปโปรไฟล์) หน้าตาดีทักมาทางไลน์ บอกว่ากำลังส่งของมาให้ ผมบอกว่าไม่ได้สั่งอะไรไป เขาก็เลยบอกว่า อ๋องั้นน่าจะทักผิด แล้วก็ชวนคุยต่อ พอผมไม่ตอบเขาก็เลยเงียบไป

ครั้งที่สาม แฟนได้รับการติดต่อมาจากพนักงานของพรินเตอร์ยี่ห้อหนึ่ง บอกว่าพรินเตอร์รุ่นที่เราซื้อมาเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว (เขาระบุชื่อรุ่นถูกด้วย) มีปัญหา และอยากจะส่งรุ่นใหม่มาให้เพื่อเป็นการชดเชย แต่คุยได้สักพักก็รู้ว่าน่าจะเป็นพวกหลอกลวงเช่นกัน

กรณีแรกใช้ความเป็นเจ้าหน้าที่และกฎหมายในการข่มขู่ให้เรากลัว

กรณีที่สองใช้การโปรยเสน่ห์เพื่อสร้างความสัมพันธ์และอาจทำให้เราใจอ่อน

กรณีที่สาม ใช้การดึงความโลภในใจเรา เพื่อให้เราโอนเงินให้

แม้แก๊งสแกมเมอร์จะพัฒนาไปไกลแค่ไหน ผมว่าพวกเขาก็เล่นอยู่กับแค่ 3 อารมณ์นี้ – คือโลภ โกรธ(กลัว) หลง(ใหล)

และผมขอเดาเอาเองว่า อารมณ์ที่แก๊งสแกมเมอร์ใช้บ่อยสุด และได้ผลมากที่สุด ก็คือการเล่นกับความโลภของเรา

ความโลภที่จะได้ของราคาถูก ได้ของฟรี ได้ผลตอบแทนแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหน

หากเรา “ตัดโลภแต่ต้นลม” เสียได้ ก็ย่อมลดโอกาสที่จะกลายเป็นเหยื่อ

“This is true: it is hard to cheat an honest man”
-Kevin Kelly

ถ้าเราประคองสติและจิตใจให้ซื่อสัตย์เหมือนโกคู “ลำแสงแอ๊คไมท์” ที่แก๊งสแกมเมอร์ยิงตรงเข้าสู่ใจก็จะทำอะไรเราไม่ได้ครับ

เราต่างเป็น Benjamin Button ของใครบางคน

The Curious Case of Benjamin Button คือหนึ่งในหนังที่ผมรัก

หนังเรื่องนี้แสดงนำโดย Brad Pitt (แสดงเป็น เบนจามิน บัตตัน) และ Cate Blanchett (แสดงเป็น เดซี่)

เบนจามิน บัตตันเกิดในคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 ซึ่งตรงกับวัน Armistice Day หรือวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 1

ความแปลกประหลาด (the curious case) ของเบนจามิน คือเกิดมาแล้วก็แก่เลย เป็นเด็กทารกที่หน้าตาเหี่ยวย่นเหมือนชายชราอายุ 85 ปี

อีกหนึ่งความแปลกประหลาดของเด็กชายเบนจามิน ก็คือนาฬิการ่างกายของเขานั้นเดินถอยหลัง ตอนแรกเขาต้องนั่งรถเข็น แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไม้เท้า ก่อนจะเริ่มเดินได้ด้วยตัวเองในวัย 7 ขวบ (อายุร่างกาย 85-7 = 78)

พอเบนจามินอายุ 12 ขวบ เขาก็ได้พบกับเดซี่ที่เด็กกว่าประมาณ 5 ปี และนั่นคือรักแรกพบของเบนจามิน

แล้วโชคชะตาก็พาให้เบนจามินต้องเดินทางไกลไปกับเรือลากจูง ไปอาศัยอยู่ในรัสเซีย และไปเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง กว่าจะได้กลับมาอเมริกาและเจอเดซี่อีกครั้งก็ปี 1947 ที่เบนจามินอายุ 29 ปี (แต่ว่าร่างกายเหมือนคนอายุ 85-29 = 56 ปี) ส่วนเดซี่นั้นเป็นสาวสะพรั่งอายุเพียง 24 และกำลังไล่ตามความฝันของการเป็นนักบัลเล่ต์มืออาชีพ

ปี 1954 เดซี่ในวัย 31 ปี ประสบอุบัติเหตุจนทำให้ไม่สามารถเต้นบัลเล่ต์ได้อีก เบนจามินพยายามไปเยี่ยมเดซี่ แต่เธอก็ผลักไสเขาเพราะไม่อยากให้เห็นสภาพของตัวเอง

ปี 1962 เบนจามินอายุ 44 ปี (แต่อายุร่างกายคือ 85-44 = 41) ก็ได้กลับมาเจอกับเดซี่ในวัย 39 ปี นี่คือช่วงที่เวลาของทั้งคู่ “เคลื่อนเข้าใกล้กันมากที่สุด” จึงได้ลงเอยใช้ชีวิตร่วมกัน

ปี 1967 เดซี่เปิดโรงเรียนสอนบัลเล่ต์และบอกข่าวดีกับเบนจามินว่าเธอตั้งครรภ์ ปีถัดมาเธอก็ให้กำเนิดลูกสาวนามแคโรไลน์ แต่เบนจามินรู้ตัวว่าเขาไม่น่าจะเป็นพ่อที่ดีได้ เพราะเขามีแต่จะเด็กลงเรื่อยๆ และจะกลายเป็นภาระให้เดซี่ในภายหลัง เบนจามินจึงขายทรัพย์สินและยกให้กับเดซี่ทั้งหมดก่อนจะออกเดินทางไกลอีกครั้งอย่างเงียบๆ ในทศวรรษ 1970

วัยของทั้งสองห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เดซี่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนและวัยเกษียณ ส่วนเบนจามินก็หนุ่มขึ้นทุกปี จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1990 เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์พบเบนจามินในร่างเด็กชายวัย 13 ปีที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อม เดซี่จึงตัดสินใจย้ายเข้าบ้านคนชรา และดูแลเบนจามินจนกระทั่งเขาจากไปในร่างกายของเด็กทารก

และนี่คือความแปลกประหลาดของเบนจามิน บัตตัน ที่เวลาเดินสวนทางกับคนอื่น

แม้จะผูกพันกันตั้งแต่เด็กจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต แต่เบนจามินกับเดซี่ก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแค่ 6-7 ปีเท่านั้น (1962-1969) นี่คือช่วงชีวิตที่คาบเกี่ยวกัน เป็น golden window ที่แสนสั้นและเปี่ยมไปด้วยความทรงจำที่ดี


ช่วงนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายของผมอายุ 8 ขวบแล้ว

ใกล้รุ่งเริ่มเรียนเตะบอลมาได้ประมาณปีกว่าๆ และชอบบอกผมว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นนักฟุตบอลระดับโลก

วันไหนที่ผมทำงานที่บ้าน ถ้าตอนเย็นไม่ติดประชุม ผมจะแวบไปเตะบอลกับใกล้รุ่งประมาณ 30-45 นาทีตรงสวนหย่อมในหมู่บ้าน

ส่วนใหญ่จะเป็นการส่งบอลเลียดพื้นกันไปมา หรือไม่ผมก็จะโยนบอลให้เขาพยายามใช้เท้าจับบอล อาจจะมีฝึกทำชิ่งกันบ้าง หรือถ้าเหนื่อยสุดก็คือให้เขาพยายามแย่งบอลจากเท้าของผม

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นว่าใกล้รุ่งเตะบอลได้ดีขึ้นมาก ส่งบอลได้ตรงเป้าและมีน้ำหนัก เก่งกว่าผมตอน 8 ขวบมากมายนัก

และผมก็คิดได้ว่าใกล้รุ่งคงจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผมนั้นมีแต่จะทักษะเท่าเดิมหรือด้อยลงตามร่างกายที่อยู่ในวัยสี่สิบกลางๆ

ถึงจุดหนึ่งใกล้รุ่งก็จะเก่งทันผม เราน่าจะเล่นบอลอยู่ทีมเดียวกันได้สักประมาณ 3-4 ปี ก่อนที่ผมจะเข้าสู่วัย 50 ต้นๆ และไม่สามารถวิ่งทันเด็กหนุ่มอายุ 15 ได้อีกต่อไป

เวลาของผมกับใกล้รุ่งจึงเดินสวนทางกัน

หรืออีกนัยหนึ่ง ใกล้รุ่งคือ Benjamin Button ของผมนั่นเอง

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็ทำให้ตระหนักว่าช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันระหว่างผมกับลูกนั้นมีจำกัด และมีความเป็น golden window ไม่ต่างจากที่เบนจามินมีกับเดซี่

เมื่อใกล้รุ่งเป็น Benjamin Button ของผม ผมเองก็เป็น Benjamin Button ของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าโชคดี เราก็ยังมี golden window ที่พอจะทำอะไรและไปไหนต่อไหนด้วยกันได้อีกสัก 10 ปี

หากเรามีบางคนเป็น Benjamin Button ในชีวิต หรือเราเป็น Benjamin Button ในชีวิตของใครบางคน ก็ขอให้ระลึกได้เนืองๆ ว่านี่คือโอกาสอันแสนสั้นที่จะได้สร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกันครับ


ป.ล. * ฉากที่เดซี่โดนรถชน อันเกิดจากปัจจัยหลากหลายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผมนึกถึงคอนเซ็ปต์สำคัญใน Fluke – หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2024 ที่บอกว่าหากเราเปลี่ยนปัจจัยอะไรแม้แต่นิดเดียว เรื่องราวทุกอย่างก็อาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย

พุทธคยาจาริก (ตอนที่ 2)

บทความนี้เป็นตอนที่สองของการมาเยือนพุทธคยาเป็นครั้งแรกของผมในวันที่ 8-12 มกราคม 2569 ครับ

ในตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องการเตรียมตัวและประสบการณ์วันที่ 1 และวันที่ 2 ส่วนในตอนนี้จะมาเล่าเรื่องของวันที่เหลือครับ


วันที่ 3 – เขาคิชฌกูฏ – เวฬุวัน – หลวงพ่อองค์ดำ – มหาวิทยาลัยนาลันทา

เช้าวันที่ 3 เราไม่ได้ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพราะวันนี้เรามีเดินทางกันไกลพอสมควร

วันนี้คือวันที่ตัวละครสำคัญในสมัยพุทธกาลกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอชาตศัตรู พระอานนท์ พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร

เราจะได้ไปเยือนเขาคิชฌกูฏที่ไม่ได้อยู่ที่จันทบุรี วัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกในพุทธศาสนา และมหาวิทยาลัยนาลันทาที่เคยมีพระสงฆ์มาอยู่รวมกันนับหมื่นรูป

เมื่อผมนั่งลงเขียนบทความวันนี้ ก็ได้พบว่าข้อเสียอย่างหนึ่งของการมากับบริษัททัวร์และกับพี่ก็ (ดร.วิรไท สันติประภพ) ที่ช่วยจัดแจงทุกอย่างให้ ก็คือผมไม่รู้เลยว่าแต่ละที่อยู่ตรงไหนบน Google Maps ต้องขับรถขึ้นเหนือหรือล่องใต้ แต่ละที่มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรในการย้อนกลับไปศึกษาเส้นทางของเราในวันที่ 3 ของทริป จึงขอนำลิงค์มาวางไว้ตรงนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่อยากจะตามรอยนะครับ

Hyatt Place Bodh Gaya -> วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร -> เขาคิชฌกูฏ (Vulture’s Peak) -> วัดเวฬุวัน (Venu Van) -> Indo Hokke Hotel (ข้าวเที่ยง) -> หลวงพ่อองค์ดำ (Black Buddha Nalanda) -> นาลันทา (Ruins of Nalanda Mahavihara) -> วัดนวมินทรธัมมิกราช -> Hyatt Place Bodh Gaya

(ถ้าอ่านบทความนี้ในโซเชียล ผมจะแปะลิงค์ Google Maps Route ไว้ในคอมเมนต์นะครับ)

แค่นั่งรถอย่างเดียวก็ 5 ชั่วโมงแล้ว จึงไม่แปลกใจที่วันนั้นเราออกจากโรงแรม 8 โมงเช้า และกลับถึงโรงแรมเกือบสองทุ่ม


จากโรงแรมไปวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร ต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางพี่ก็จึงช่วยบรรยายให้คนทั้งรถฟังถึงความสำคัญของ “เมืองราชคฤห์” (Rajgir) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพุทธคยา

ราชคฤห์ (ราด ชะ ครึ) เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธสมัยพุทธกาล มีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “เบญจคีรีนคร”

พี่ก็เล่าว่า เมื่อสมณโคดมออกบวชใหม่ๆ ท่านเลือกมาที่กรุงราชคฤห์ก่อน เพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองวิชาการ มีสำนักให้เลือกเรียนหลากหลาย และไม่ได้เป็นเมืองที่วัฒนธรรมฮินดูฝังรากลึกเหมือนในเมืองพาราณสี (Varanasi)

พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระราชาของกรุงราชคฤห์ เมื่อได้พบกับสมณโคดมและรับทราบว่าท่านเป็นลูกกษัตริย์จากกรุงกบิลพัสดุ์ จึงชวนสมณโคดมว่าอย่าบวชต่อไปเลย มาช่วยท่านปกครองบ้านเมืองดีกว่า ท่านจะแบ่งเมืองให้ แต่สมณโคดมปฏิเสธ

พระเจ้าพิมพิสารจึงขอว่า หากวันหนึ่งสมณโคดมบรรลุธรรม ให้กลับมาโปรดท่านเป็นคนแรกๆ

(ระหว่างที่เขียนบล็อกนี้ ผมลองพล็อตเส้นทางการเดินทางของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งออกจากรุงกบิลพัสดุ์จนได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็ได้เส้นทางตามนี้ครับ

ขี่ม้าออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ (Kapilavastu) (ในเนปาล)->
บวชริมฝั่งแม่น้ำอโนมา (Aami River, Uttar Pradesh) ->
ได้สมาบัติ 7 กับอาฬารดาบสที่กรุงเวสาลี (Archaeological Buddhist Remains of Vaishali) ->
ได้สมาบัติ 8 กับอุทกดาบสที่กรุงราชคฤห์ (Rajgir, Bihar) ->
บำเพ็ญทุกรกิริยาที่ดงคสิริ (Pragbodhi Cave Dhungeshwari) ->
ทรงรับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา (Sujata Stupa) ->
ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (Bodhgaya Bodhi Tree)

รวมระยะทางเดินเท้า 545 กิโลเมตร ซึ่งก็นับว่าไม่ไกลเมื่อคำนึงว่าเจ้าชายสิทธัตถะใช้เวลา 6 ปีกว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านตั้งใจจะกลับไปสอนครูของท่านคืออาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่ปรากฎว่าทั้งสองท่านไม่อยู่เสียแล้ว จึงไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่สารนาถ (ซึ่งอยู่ในพาราณสี) และแสดงปฐมเทศนาจนพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุโสดาบัน ในวันเพ็ญเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชา (2 เดือนหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6)

พี่ก็เล่าให้ฟังว่า การเดินทางของพระพุทธเจ้าในพุทธประวัตินั้นทำให้เรายิ่งเชื่อได้ว่าท่านเคยมีตัวตนอยู่จริงๆ เพราะเราสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญ + timeline + ระยะทางได้อย่างลงตัว

ยกตัวอย่างเช่น หลังจากตรัสรู้ ท่านใช้เวลา 7 สัปดาห์แรกในการเสวยวิมุตติสุข และอีกประมาณ 10 วันในการเดินเท้าจากพุทธคยาไปสารนาถ (ใน Google Maps บอกว่าห่างกัน 105 กิโลเมตร แต่ Gemini บอกว่าห่างออกไป 200 กว่ากิโลเมตร แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร การเดินเท้าวันละ 10-20 กิโลเมตรก็เป็นวิสัยปกติที่จะทำได้) ก่อนจะได้แสดงปฐมเทศนาให้ปัญจวัคคีย์ที่สารนาถ

จากนั้น พระพุทธเจ้าจึงเดินทางกลับมาที่ตำบลอุรุเวลาแถวๆ พุทธคยาอีกครั้ง แล้วไปแสดงธรรมให้กับชฎิล 3 พี่น้อง (อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ) จนชฎิลทั้งสามเลิกบูชาไฟและขอบวชกับพระพุทธเจ้าพร้อมลูกศิษย์อีก 1,000 คน

เมื่อพระพุทธเจ้ามีและชฎิล 3 พี่น้องและคณะสงฆ์พันกว่ารูปเป็นผู้ติดตาม จึงออกเดินทางไปที่กรุงราชคฤห์ และได้แสดงธรรมให้พระเจ้าพิมพิสารและประชาชนที่สวนตาลหนุ่ม (ลัฏฐิวัน)

พระเจ้าพิมพิสารและราษฎรในราชคฤห์นั้นนับถือชฎิล 3 พี่น้องเป็นอาจารย์อยู่แล้ว พอได้เห็นอาจารย์ของตัวเองกราบไหว้พระพุทธเจ้า ก็เลยยิ่งมั่นใจว่าพระพุทธเจ้าน่าจะบรรลุธรรมแล้วจริงๆ

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจนพระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุโสดาบัน รวมถึงประชาชน 120,000 ชีวิตที่มาเข้าเฝ้าในวันนั้นก็หันมานับถือศาสนาพุทธด้วย

พระเจ้าพิมพิสารตัดสินใจถวาย เวฬุวัน ที่แปลว่า “ป่าไม้ไผ่” (Venu Van) ให้เป็นที่พำนักของพระพุทธเจ้า นี่จึงเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา

แต่ไม่ไกลจากเวฬุวันก็มีอีกสถานที่สำคัญหนึ่งคือ “เขาคิชฌกูฏ” ที่ชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Vulture’s Peak ผมถึงเพิ่งรู้ว่า คิชฌ แปลว่าแร้ง กูฏ แปลว่ายอดเขา โดยสันนิษฐานว่าเพราะหุบเขานี้มีลักษณะเหมือนแร้ง

ถ้าเวฬุวันคือ public space ที่ประชาชนและสาวกมาฟังเทศน์และทำบุญตักบาตรได้ เขาคิชฌกูฏก็เป็น private space ที่พระพุทธเจ้าใช้สำหรับปลีกวิเวก

เรื่องราวที่เราเคยได้ยินว่าพระเทวทัตกลิ้งหินลงมาหวังทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่หินเกิดแตกออกเสียก่อน เศษหินโดนพระพุทธเจ้าจนพระบาทห้อพระโลหิต ก็เกิดขึ้นที่เขาคิชฌกูฏนี่เอง

และก็เป็นพระเทวทัตอีกเช่นกันที่ยุยงพระเจ้าอชาตศัตรู ให้ลอบทำร้ายพระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นบิดาของตัวเอง เพื่อจะได้ขึ้นครองราชคฤห์เสียเอง แต่การทำร้ายไม่สำเร็จ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทราบเรื่อง ก็เลยปรามลูกว่าจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร อย่างไรเสียท่านก็จะยกเมืองนี้ให้พระเจ้าอชาตศัตรูอยู่แล้ว จากนั้นท่านก็เลยสละราชสมบัติให้พระเจ้าอชาตศัตรูขึ้นครองราชย์แทน

แต่พระเจ้าอชาตศัตรูก็ยังไม่วางใจ เพราะพระเทวทัตยังคอยเตือนว่า ตราบใดที่พระบิดายังอยู่ ก็อาจจะกลับขึ้นมามีอำนาจได้อยู่ดี พระเจ้าอชาตศัตรูจึงจับพระเจ้าพิมพิสารเข้าคุก แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าพิมพิสารก็ยังมีกำลังใจที่ดี ยังเดินจงกรมอยู่ในคุก และเมื่อมองลอดหน้าต่างคุกออกไปก็สามารถมองเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้น-ลงเขาคิชฌกูฏอยู่ทุกวัน

เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบเรื่อง จึงทรมานพระเจ้าพิมพิสารด้วยการเฉือนพระบาท และทาเกลือย่างไฟ เพื่อไม่ให้เดินจงกรมได้ จนในที่สุดท่านก็สวรรคตในคุกนั้น


หลังจากคณะของเราออกเดินทางมาได้ชั่วโมงครึ่ง จุดแวะแรกของเราคือวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร วัดนี้ตั้งอยู่ตรง “ลัฏฐิวัน” ซึ่งก็คือสวนตาลหนุ่มที่พระเจ้าพิมพิสารได้พาประชาชนมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและชฎิล 3 พี่น้องนั่นเอง

วัดยังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ไม่มีอาคารอะไรมากมายนัก แต่ที่น่าประทับใจคือมีห้องน้ำที่สร้างเรียงรายติดกันนับสิบห้องและสะอาดสะอ้านสุดๆ (จากประสบการณ์ที่ได้เข้าห้องน้ำที่วัดไทยที่นี่ ทุกห้องดูแลความสะอาดได้อย่างหมดจดจริงๆ)

เข้าห้องน้ำเสร็จ พวกเราก็ได้รับประทานโรตีโรยนมข้นหวานและเครื่องดื่มร้อนๆ ที่ทางวัดจัดเตรียมเอาไว้ให้ผู้มาเยือน มีพระรูปหนึ่งซึ่งผมมารู้ภายหลังว่าเป็นท่านเจ้าอาวาส ดร.พระมหาบุญสนอง สิริธโร กล่าวต้อนรับผ่านไมโครโฟนและเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พวกเราฟัง ประทับใจมากในวาทศิลป์ที่คล่องแคล่วสำบัดสำนวน เปี่ยมไปด้วยคำคล้องจองและไม่มี dead air แม้แต่น้อย ผมกับผึ้งได้ทำบุญเพื่อร่วมซื้อที่ดินให้กับวัดในอนาคต

ในวันก่อนหน้านี้ พี่ก็เล่าให้ฟังว่าการที่นานาประเทศมาสร้างวัดของตัวเองที่พุทธคยา ก็เพื่อเป็นการนำพุทธศาสนาให้กลับมามีชีวิตในบ้านเกิดอีกครั้ง เพราะหลังจากยุคเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย (ช่วงศตวรรษที่ 17-19) พุทธคยาเคยถูกทิ้งร้างและบางส่วนถูกดูแลโดยนักบวชฮินดู

ประเด็นหนึ่งที่ผมสงสัย ก็คือพระพุทธเจ้าเทศน์ให้พระเจ้าพิมพิสารและประชาชน 120,000 คนได้อย่างไรในสมัยที่ยังไม่มีลำโพง

ท่านเจ้าอาวาสเหมือนจะอ่านใจผมออก และพูดผ่านไมโครโฟนว่าสมัยนั้นอาจจะเป็นการพูดต่อไปแบบปากต่อปากก็ได้ (คนข้างหน้าได้ยิน แล้วเล่าให้คนข้างหลังฟังต่อ) ผมกลับมาที่ไทยก็ลองไปเสิร์ชข้อมูลดูก็มีสมมติฐานหลายอย่าง เช่นตัวเลขอาจไม่ถึงแสนสอง พื้นที่ในหุบเขาทำให้เสียงก้องกังวาน และพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญมาอย่างดี อันนี้ก็สุดแท้แต่ว่าเราจะเลือกเชื่อทฤษฎีไหน


ออกจากวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหารแล้ว เราตรงไปที่เขาคิชฌกูฏ ซึ่งพี่ก็เล่าว่า ทางเดินขึ้นเขานั้นเชื่อกันว่าเป็นทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านเป็นประจำ และพระอรหันต์ก็เคยมาพำนักอยู่ที่นี่เยอะมาก ดังนั้นครูบาอาจารย์หลายองค์จากเมืองไทยที่ได้มาสักการะสถานที่แห่งนี้ จะถอดรองเท้าแล้วเดินเท้าเปล่าขึ้นไปตลอดเส้นทาง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์

ส่วนใครที่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย ข้างๆ มีกระเช้าที่ขึ้นไปวัดญี่ปุ่น และมีทางเดินลัดเลาะไปที่ด้านบนของเขาคิชฌกูฏได้เช่นกัน แต่วิธีที่อาจจะสะดวกกว่า คือจ่ายเงินค่าเสลี่ยงให้คนแบกเราขึ้นไปเลย

ทางขึ้นเขานั้นเต็มไปด้วยเด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ที่มานั่งขอทานและขายของเต็มสองข้างทางเหมือนตอนที่เราเดินขึ้นดงคสิริ แต่มีจำนวนเยอะกว่า เราจึงต้องใช้มาตรการเดิมคือใส่แว่นตาดำและไม่พูดคุยด้วย

ทางขึ้นเขาคิชฌกูฏนั้นเราจะขึ้นไปเจอถ้ำพระโมคคัลลานะก่อน พี่ก็เล่าว่าจุดนี้เป็นเหมือน waiting room เวลาที่ใครต้องการจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก็จะต้องมารอกันตรงนี้ หากพระเจ้าพิมพิสารเสด็จขึ้นมา ก็ต้องเปลื้องอาวุธที่นี่ และทหารที่ติดตามก็ต้องรออยู่ตรงนี้ ให้พระเจ้าพิมพิสารเสด็จขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้คนเดียว

ผ่านถ้ำพระโมคคัลลานะมาแล้วก็จะเป็นถ้ำสุกรขาตา (สุ กะ ระ ขา ตา) หรือถ้ำพระสารีบุตร

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในถ้ำแห่งนี้ 15 วันหลังจากอุปติสสะออกบวช (แม่ของอุปติสสะชื่อนางสารี ท่านจึงได้นามว่าสารีบุตร)

พระสารีบุตรกำลังถวายงานพัดในถ้ำแห่งนี้ ระหว่างที่พระพุทธเจ้ากำลังสนทนาธรรมกับทีฆนขพราหมณ์ หลานชายของพระสารีบุตร

(ทีฆนขะ แปลว่า ผู้มีเล็บยาว ทีฆ แปลว่ายาว นขะ แปลว่าเล็บ เหมือนที่เราเคยได้ยินที่พระอุปัชฌาย์สอนนาคก่อนบวชว่า “เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ – ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง”)

ผมขอคัดข้อความจากหนังสือ “Buddhist Holy Day หนีตามพระพุทธเจ้า” ที่เขียนโดยคุณโจ้ บองโก้ และ รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ เพราะเห็นว่าเล่าเรื่องได้ร่วมสมัยและเห็นภาพดี

“ทีฆนขะเนี่ยเป็นคนอีโก้มาก มองว่าไม่มีอะไรในโลกนี้เหมาะกับตนทั้งนั้น (เราก็อาจเคยรู้จักคนแบบนี้อยู่บ้าง ไอ้นั่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรเข้าท่า กูเก่งที่สุด) พุทธะฟังแล้วก็ตอบกลับไปเพียงว่า แม้แต่ความเห็นของท่านที่บอกว่าสิ่งทั้งปวงไม่เหมาะควรแก่ท่านนั้น ก็ไม่ควรแก่ท่านเช่นกัน

กรรมการอึ้ง ทีฆนขะอึ้ง เออว่ะ ถ้าไม่มีอะไรคู่ควรกับเรา ความเห็นเราเองก็ไม่ควรกับเราด้วยเหมือนกันสิ

ทีฆนขะคิดว่าพุทธะคนนี้พูดจาเข้าท่า ด้านพุทธะเห็นอีโก้ของทีฆนขะเบาลงแล้วเลยเทศน์ไปหนึ่งยก มีอีโก้นักใช่ไหม รับนี่ไปซะ เวทนาปริคคหสูตร ว่าด้วยเรื่องเวทนาขันธ์ ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งสามอย่างนี้ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา ควรเบื่อหน่าย ไม่ยึดติดทั้งในความสุข ความทุกข์ และความเฉยๆ ทีฆนขะฟังก็เกิดดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน และประกาศตัวเป็นอุบาสกทันที

ส่วนพระสารีบุตรที่คอยพัดให้พระพุทธเจ้าอยู่ด้านหลัง ก็ได้พิจารณาธรรมเวทนาขันธ์ไปด้วย จนบรรลุพระอรหันต์จากธรรมเทศนาที่พุทธะแสดงแก่ผู้อื่น เหมือนคนที่เห็นผู้อื่นได้บริโภคอาหาร ก็บรรเทาความหิวของตนลงไปได้ฉันนั้น

ถ้ำหัวหมูจึงเป็นสถานที่บรรลุอรหันต์ของพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเลิศด้านมีปัญญามาก หลังจากท่านออกบวชได้กึ่งเดือน”


หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมสมัยพุทธกาลคนถึงบรรลุธรรมกันง่ายจัง ฟังคำสอนเพียงไม่กี่คำก็บรรลุกันแล้ว ส่วนเราได้ฟังได้อ่านไม่รู้กี่รอบก็ยังไปไม่ถึงไหน

พี่ก็อธิบายว่าคนในสมัยพุทธกาลนั้นต่างบำเพ็ญเพียรกันอย่างจริงจังอยู่แล้ว ซึ่งการทำสมาธิและทรมานร่างกายก็เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แม้จะยังไม่ใช่ทางที่ถูกต้องแต่คนเหล่านี้ก็มีอินทรีย์แก่กล้า ดังนั้นพอพระพุทธเจ้ามาสะกิดนิดเดียวก็เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องจนบรรลุธรรมได้โดยไม่ยากเย็น

อีกเกร็ดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ วันที่พระสารีบุตรบรรลุธรรมนั้นเป็นกลางวันของวันเพ็ญเดือน 3

พอตกค่ำ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏมายังเวฬุวัน และเกิดจาตุรงคสันนิบาต พระอรหันต์ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา อันได้แก่การทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์

พระสารีบุตรได้บรรลุธรรมในวันมาฆบูชา ทันเวลาที่จะได้เป็นหนึ่งในพระอรหันต์ 1,250 รูปในวันนั้นอย่างฉิวเฉียด


จุดหมายสุดท้ายของเราคือยอดเขาคิชฌกูฏอันเป็นที่ตั้งของ “คันธกุฎี” (คัน ทะ กุ ดี) ที่แปลว่า กุฎีที่มีกลิ่นหอม เพราะมีของหอมนานาชนิดมาบูชาพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ

ตรงบันไดทางขึ้นชุดสุดท้ายประมาณ 20 ขั้นก่อนถึงคันธกุฎี ก็มีฝูงลิงมานั่งเล่นหาเห็บให้แก่กัน ดูน่ารักน่าเอ็นดู

เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาก็พบว่าวิวสวยมาก มองเห็นภูเขาโดยรอบและตัวเมืองราชคฤห์แบบพาโนราม่า ชวนให้นึกถึงภาพที่พระพุทธเจ้าใช้ญาณสำรวจยามเช้ามืดเพื่อพิจารณาสัตว์โลกที่ควรเสด็จไปโปรด

ตรงกลางของพื้นที่ คือ “คันธกุฎี” ที่ไม่ได้มีกุฏิใดๆ มีเพียงกำแพงที่ก่อขึ้นมาสูงประมาณหัวเข่า พื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสประมาณ 3 x 3 เมตรเท่านั้น

หนึ่งในศาสดาเอกของโลกเคยพำนักอยู่ในพื้นที่เพียงเท่านี้ หน้าหนาวจะหนาวแค่ไหน หน้าร้อนแดดจะแผดเผาปานใด

ตรงริมบันไดทางลง มีกำแพงก่ออยู่เช่นกัน พื้นที่เล็กกว่าคันธกุฎีประมาณเท่าตัว จนตอนแรกผมไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ นี่คือกุฏิของพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก (ถ้าใช้ภาษาของคุณโจ้ บองโก้ พระอานนท์คือบัตเลอร์ของพระพุทธเจ้า)

คณะของเราแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ตรงหน้าคันธกุฎีซึ่งแดดจ้าจนต้องใส่หมวก ส่วนอีกกลุ่มออกไปนั่งสมาธิตรงชะง่อนผา ซึ่งอยู่ใต้ร่มเงาพอดี

ผมนั่งได้สักพัก ก็มาขอเดินจงกรมรอบๆ คันธกุฎี ในขณะที่บางคน (ที่ไม่ได้อยู่ในคณะของเรา) เข้าไปนั่งสมาธิในตัวคันธกุฎีเลย

เราใช้เวลาตรงนั้นอยู่ราว 45 นาทีก่อนที่จะลงมา แต่ก่อนจะลงก็มีเหตุการณ์ตื่นเต้น นั่นคือมีคู่สามี-ภรรยาอายุห้าสิบกว่าๆ ทะเลาะกับฝูงลิง ซึ่งน่าจะเป็นฝูงเดียวกับที่ผมเห็นว่าน่ารักตอนก่อนเดินขึ้นบันได เพราะลิงจะเอาถุงที่สองคนนั้นถืออยู่ไปดูว่าในนั้นมีของกินอะไรบ้าง ฝ่ายมนุษย์ก็ไม่ยอม ยื้อแย่งกับลิงกันไปมา จนลิงตัวนึงฉุนจัด กระโดดไปที่ผู้หญิงและกัดตรงหัวไหล่ เดชะบุญที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงนั้นพอดีเลยใช้ไม้ก้านยาวๆ ช่วยขับไล่ คุณผู้หญิงคนนั้นยืนจับหัวไหล่ และบอกเจ้าหน้าที่ว่าไม่เป็นอะไรมาก เลือดไม่ไหล เขี้ยวลิงไม่ได้ทะลุเสื้อเข้าไป

ที่เล่าให้ฟัง เพื่อจะบอกว่าหากถืออาหารหรือขวดน้ำขึ้นไป ก็ต้องเก็บใส่กระเป๋าให้มิดชิด ไม่อย่างนั้นเรามีสิทธิ์ที่จะได้ต่อสู้กับลิงจนสูญเสียความตั้งใจที่ขึ้นมา

ก่อนจะลง พี่ก็ชี้ให้ดูทางที่พระพุทธเจ้าลงจากคันธกุฎี ซึ่งเป็นคนละทางกับทางเดินที่เราขึ้นมา และมีความชันกว่ามาก มีสองคนในคณะของเราลองลงไปตามทางนั้นดู และพบว่ามันเป็นทางลัดตรงไปที่ถ้ำพระโมคคัลลานะเลย ทำให้นึกภาพได้ว่า ตอนที่พระเจ้าพิมพิสารมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็น่าจะต้องขึ้นทางที่ชันเอามากๆ เช่นกัน

ตอนขาขึ้นเราไม่ได้แวะถ้ำเพราะอยากจะตรงมาที่คันธกุฎีก่อน ขาลงเราจึงได้แวะถ้ำสุกรขาตาและถ้ำพระโมคคัลลานะ ผมได้เข้าไปนั่งสงบนิ่งอยู่ในถ้ำพระโมคคัลลานะอยู่ประมาณ 1-2 นาที เป็นเวลาสั้นๆ แต่ความรู้สึกในตอนนั้นยังติดตัวผมมาถึงตอนนี้

คนอาจจะมีจินตนาการว่าถ้ำของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะน่าจะต้องมีขนาดใหญ่ เพราะเป็นถึงอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย แต่ที่จริงแล้วถ้ำค่อนข้างเล็ก เข้าไปนั่งสัก 5 คนก็น่าจะเกือบเต็มพื้นที่แล้ว

เดินลงมาที่ตีนเขาคิชฌกูฏ ก็เจอขอทานเรียงรายอยู่มากมายเช่นเดิม ผมคิดในใจว่าหญิงชราบางคนอาจจะเป็นขอทานมาตั้งแต่ตอนเด็ก และเด็กน้อยบางคนที่กำลังแบมือขอเงินผมในวันนี้ ก็อาจจะเป็นขอทานไปถึงวัยชราในอีก 70 ปีข้างหน้าเลยก็ได้

เพราะรัฐพิหารอันเป็นที่ตั้งของราชคฤห์และพุทธคยานั้นคือรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย หลายคนที่เกิดในรัฐนี้จึงอาจจะต้องทนทุกข์และติดกับวังวนของความยากจนไปทั้งชีวิต (“พี่ณัฐ” หนึ่งในคณะที่ไปด้วยกัน ได้กลับมาเล่าในเพจ “ณัฐมาคุย” ว่า ไม่ใช่พวกเขาเหล่านี้ไม่อยากปีนบันไดทางสังคมขึ้นไป แต่เพราะบันไดมันขาดสะบั้นและไม่มีให้ปีนเลยต่างหาก)

แล้วผมก็คิดได้อีกอย่างว่า ถ้าวังวนของความยากจนชั่วชีวิตมันน่าหดหู่ขนาดนี้ แล้ววังวนของสังสารวัฏที่พวกเรายังหาทางออกไม่เจอมันจะน่าหดหู่ขนาดไหน

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนบทความนี้เป็นตอนสุดท้ายของพุทธคยาจาริก แต่ปรากฏว่าเขียนมาหลายพันคำก็ยังเพิ่งได้ลงจากเขาคิชฌกูฏ

จึงขอเก็บการเดินทางที่เหลือไว้เล่าในโอกาสหน้านะครับ

(บทความถัดไปจะขอเบรกจากพุทธคยาจาริกสัก 2-3 ตอนนะครับ)


ป.ล. ในวันที่ตีพิมพ์บทความนี้ (25 มกราคม 2569) ก็ได้ข่าวจากกรุ๊ปไลน์ของชาวคณะที่ไปเยือนพุทธคยาด้วยกัน ว่าสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ได้ออกประกาศเตือนดังนี้:

“ประกาศเตือนการระบาดของไวรัสนิปาห์

ตามที่ได้เกิดการระบาดของไวรัสนิปาห์ (NIPAH) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 ม.ค. 69) ส่งผลให้มีชาวอินเดียในเมืองกัลกัตตาติดเชื้อ 5 ราย นั้น

สกญ. ณ เมืองกัลกัตตา ขอประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้แสวงบุญชาวไทยที่จะเดินทางมาแสวงบุญที่พุทธคยาและพื้นที่ใกล้เคียง เขตรัฐพิหาร ให้ระมัดระวังและติดตามข่าวการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด

และหากจะเดินทางมายังรัฐเบงกอลตะวันตกขอให้รักษาสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้ อาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และอาหารดิบประเภทต่าง ๆ โดยในชั้นนี้ ยังไม่พบการระบาดในหมู่คนไทย

ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐเบงกอลตะวันตกได้เตือนให้ประชาชนรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด อาทิ การใช้หน้ากาก น้ำยาล้างมือ เนื่องจาก มีโอกาสระบาดจากสัตว์สู่คนได้”

วันที่พบเคสแรก 12 ม.ค. คือวันที่พวกเราเดินทางกลับพอดี และทางสมาชิกกลุ่มก็ได้มีการเช็คไปยังวัดไทยพุทธคยา ยังไม่มีใครเจ็บป่วยเป็นอะไรครับ


พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ