โลกเราไม่มีโอกาสครั้งที่สอง

มีเรื่องหนึ่งที่ติดค้างในใจผมมานาน

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี 2023 ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับ ใหม่ — สมิทธิ หาเรือนพืชน์ ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการปฏิบัติงานพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และใหม่ยังเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผมในโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 5 ด้วย

ใหม่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากการเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า ก้าวเข้าสู่โลกของที่ปรึกษาทางธุรกิจและการทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนจะผันตัวเองสู่งานพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มตัว ตั้งแต่การลงพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนไทย-พม่า การขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคม (social enterprise) จนมาถึงการเป็นผู้นำโครงการ carbon credit ภาคป่าไม้

กรุงเทพเพิ่งผ่านฝนตกหนักช่วงสุดสัปดาห์ แม้ว่าฝนจะหยุดตกมาแล้วหลายวัน  บ้านผมแถวอ่อนนุชก็ยังน้ำท่วมสูง รถเล็กยังผ่านไม่ค่อยได้ นี่ยังต้องลุ้นว่าต้นเดือนตุลาคมจะมีน้ำเหนือมาอีกหรือไม่

ปัญหาคราวนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเหตุสุดวิสัย ส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานของภาครัฐ และอีกส่วนสำคัญคือเรื่องธรรมชาติที่แปรปรวนขึ้นทุกที ผมก็เลยนึกถึงบทสนทนาที่เคยคุยกันไว้กับใหม่ แต่ไม่เคยมีเวลาได้สรุปออกมาเป็นบทความเสียที

ด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยี วันนี้ถึงเวลาที่บทสัมภาษณ์จะได้ปรากฎต่อผู้อ่านเสียที ผ่านคำถามเหล่านี้

  • จุดเปลี่ยนทางความคิดแบบไหนที่ทำให้คนทำธุรกิจอย่างใหม่หันมาอินกับงานพัฒนาสังคม?
  • ทำไมแม่ฟ้าหลวงถึงเลือกเน้นการ “ดูแลป่าเดิม” มากกว่าแค่การปลูกป่าใหม่
  • ทำไมการทำ CSR แบบเดิมๆ ถึงไม่เพียงพออีกต่อไป และองค์กรเอกชนยุคใหม่จะหล่อหลอมความยั่งยืนเข้าไปในแกนหลักของธุรกิจได้อย่างไร?

ลองมาฟังมุมมองและประสบการณ์ตรงจากใหม่กันครับ

รุตม์: เจตนาคืออยากเข้าใจแม่ฟ้าหลวงมากขึ้น และอยากเข้าใจสิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ เพราะถ้าคนไทยรับรู้และช่วยกันได้ น่าจะร่วมสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ ใหม่เคยจบวิศวกรรมไฟฟ้า ช่วยเล่าเส้นทางชีวิตหน่อยว่าเป็นมาอย่างไร ทำไมตอนนั้นถึงเลือกเรียนไฟฟ้า

ใหม่: ตอนนั้นอยู่เตรียมอุดมฯ ก็มีแค่หมอกับวิศวะเป็นทางเลือกหลัก เราเลือกวิศวะเลยเพราะไม่ชอบชีวะ กะว่าถ้าอยู่จุฬาฯ ก็คงเป็นสังคมเดิมจากเตรียมอุดมฯ เลยมองหาสังคมใหม่ และได้ไปเรียนที่พระจอมเกล้าลาดกระบัง พอจบมาก็ทำงานวิศวะได้ 1 ปี แล้วรู้สึกไม่ใช่สายที่ชอบ จึงเปลี่ยนไปทำสายธุรกิจ ไปสมัครงานบริษัท consulting ช่วงนั้นบริษัทกำลังโต มีพาร์ทเนอร์อยู่ออสเตรเลีย เกาหลี ญี่ปุ่น ทำให้เราโตไปกับเขาด้วย ทำอยู่จนปีที่ 8 ถึงมาเจอตัวเองว่าจริงๆ ไม่ได้อยากทำธุรกิจขนาดนั้น

รุตม์: เป็นที่ปรึกษาเชิงไหน

ใหม่: เป็น business เชิง operation เลย เช่นทำเทรดดิ้งระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ทำเรื่องยางรถยนต์ ช่วยจับคู่พาร์ทเนอร์ลูกค้าในแต่ละประเทศ พออายุ 28 ปี ก็ไปเรียนต่อ MBA ที่จุฬาฯ ตอนเทอมสุดท้าย อาจารย์พาไปดูงานเกี่ยวกับหลักการของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงเกิดไอเดียว่า จริงๆ แล้วธุรกิจกับการพัฒนาสังคมมันไปด้วยกันได้ มันเกิดความ “ตื่นรู้” ระดับหนึ่ง จังหวะนั้นเลยเริ่มออกทัวร์ไปดูโครงการหลวง ลางาน 10 วัน พาแม่ไปด้วย ไปดูงานที่โครงการหลวงอ่างขาง ดูเสร็จก็อิน

หลังจากนั้นก็สมัครเรียนปริญญาโทอีกใบด้านพัฒนาชุมชนที่ธรรมศาสตร์ เพื่อเช็คว่าเราชอบงานพัฒนาจริงหรือเปล่า พอไปเรียนก็อินมากๆ ตอนทำธีสิสก็เลือกทำเรื่อง “กลไกสหกรณ์เกษตรกับการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดร้อยเอ็ด” ไปฝังตัวอยู่ 3 เดือนเพื่อให้แน่ใจว่าเรารักสิ่งนี้จริงๆ ตอนนั้นก็ออกจากบริษัท consult เดิม มาตั้งบริษัทของตัวเอง ทำเกี่ยวกับการเทรดข้าว ช่วยกลุ่มเกษตรกรส่งออกข้าวไปต่างประเทศ และทำเรื่องการขาย biomass พวกแกลบ กากอ้อย เข้าโรงงานไฟฟ้า

พอเรียนจบเลยไปสมัครเป็นเด็กฝึกงานที่ UN เพื่อเข้าใจภาพการพัฒนาเชิงนโยบาย พอทำได้ 6 เดือนก็อินมาก ตัดสินใจว่ามาสายนี้แน่ๆ แล้วก็ได้เป็น junior consult ต่อ ทำโครงการเกี่ยวกับรักษาสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงพื้นที่ชุ่มน้ำป่าพรุที่นครศรีธรรมราช สงขลา และชายแดนภาคใต้ รวมถึงทำโครงการปรับปรุงที่ดินในภาคอีสาน พอช่วงจะต่อสัญญา ก็เริ่มมองหาองค์กรที่ทำงานด้านพัฒนาสังคมเป็นหลัก ก็เจองานของ “แม่ฟ้าหลวง” กับ “มูลนิธิชัยพัฒนา” เราสมัครไปทั้งสองที่ แต่แม่ฟ้าหลวงรับก่อน

ตำแหน่งที่เข้ามาทำตอนอายุ 32 (ปี 2012) คือเป็นผู้ช่วยประธานบอร์ด จึงได้ติดตามไปดูงานพัฒนา ด้วยความที่ท่านประธานเป็นนักพัฒนาชุมชนระดับต้นๆ ของไทย ทำให้เราได้เห็นภาพว่า การสร้าง impact ใน สเกลใหญ่มันเป็นอย่างไร

รุตม์: ยกตัวอย่างสิ่งที่เห็นแล้วประทับใจในช่วงนั้นหน่อย

ใหม่: เราได้เข้าใจคำว่า “คนจนชายขอบ” คือเราเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นคนชายแดนที่ขาดโอกาสสุดๆ ในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน เช่น การศึกษา สาธารณสุข หรือแม้กระทั่งบ้านเรือน มันยากลำบากขนาดนั้น พวกเขาเป็นคนชนเผ่า มีจีนฮ่อ ลาหู่ อาข่า บางส่วนมีบัตรประชาชน บางส่วนไม่มี ถ้าจะไปทำบัตรประชาชนบางทีก็โดนเจ้าหน้าที่ขูดรีด

เราคุยกับคนกลุ่มนี้ เราไม่ได้แตะเรื่องที่เขาทำผิดกฎหมาย ไม่แตะเรื่องค้ายาหรือปลูกฝิ่น แต่เราเข้าไปเสนอโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้น ให้เขาปลูกพืชมูลค่าสูงขึ้น ปลูกฝิ่น 1 ไร่ อาจได้กำไร 5,000 บาท แต่ถ้าปลูกกาแฟได้ 8,000 บาท ด้วยกฎเศรษฐศาสตร์ทั่วไป อะไรที่ดีกว่า ใช้แรงน้อยกว่า ต้นทุนถูกกว่า เขาก็พร้อมเปลี่ยน และกาแฟเป็นพืชใต้ป่าด้วย 

สิ่งที่จำได้แม่นอีกเรื่อง คือปีที่สองเราได้ไปทำโครงการค่ายผู้ลี้ภัยที่แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี มีทั้งหมด 9 ค่าย มีผู้ลี้ภัยสงครามอยู่รวมกันแสนกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรัฐกะเหรี่ยงที่อพยพมาจากสงครามพม่าเมื่อ 38 ปีก่อน

เราถูกปลูกฝังกันมาแต่เด็กว่าพม่าทำลายไทย แต่วันที่เราไปเห็นคุณภาพชีวิตของคนในค่าย ถ้ารุ่นบรรพบุรุษเราแพ้สงคราม เราก็อาจจะไปอยู่ในจุดเดียวกับเขา คนทุกคนเท่ากัน นั่นคือการเรียนรู้ครั้งใหญ่ของชีวิตว่าเราอยู่ในอคติมาโดยตลอด ถูกปลูกฝังค่านิยมบางอย่าง แต่ความจริงแล้วคนยุคนี้เขาไม่ได้ผิดอะไร คนทุกคนเท่ากัน ความรู้ความสามารถที่เรามี มันต้องทำให้สังคมดีขึ้นให้ได้

รุตม์: ตอนนั้นเข้าไปช่วยทำอะไรในค่ายผู้ลี้ภัย

ใหม่: ไปสำรวจข้อมูลและความต้องการของประชากรทั้งแสนคน เพื่อตอบว่าในอนาคตเขามองตัวเองอย่างไร คัดเลือกเด็กตัวแทนในค่ายอายุ 14–20 ปี มาฝึกอบรม เก็บข้อมูลผ่านระบบแท็บเล็ต สัมภาษณ์รายครัวเรือน เพื่อดูว่าเขามาจากไหน มีครอบครัวกี่คน มีการศึกษาแค่ไหน และมองอนาคตอย่างไร นำฐานข้อมูลทั้งหมดมาสรุปเพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขและขอทุนจาก UN และรัฐบาลญี่ปุ่น ใช้เวลาทำอยู่ 1 ปี 3 เดือน (ช่วงปี 2013–2015)

รุตม์: จากแสนกว่าคน ได้ข้อสรุปออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

ใหม่: หลักๆ คือเขาอยากไปประเทศที่สาม หรือไม่อย่างนั้นก็อยากกลับพม่า ซึ่งคำว่าอยากกลับพม่ามันก็นำมาสู่โครงการถัดไป คือเราต้องไปเตรียมพื้นที่ที่เหมาะสมในฝั่งพม่าเพื่อรองรับการย้ายกลับ มีระบบน้ำเพื่อการเกษตร มีการศึกษา มีแพทย์ แต่ช่วงปี 2016–2017 พม่าเกิดการปฏิวัติขึ้นมาเสียก่อน โครงการย้ายกลับจึงต้องชะงักไป

พอจบจากตรงนั้น เราก็กลับมาช่วยงานพัฒนาในเรื่อง social enterprise ช่วยผลักดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เพราะแม่ฟ้าหลวงเราเองก็เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมรูปแบบหนึ่ง จุดตัดของการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมายไทยคือต้องมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจเกิน 50% ที่ไม่ได้มาจากเงินบริจาค

รุตม์: แล้วโครงการเกี่ยวกับ carbon credit เริ่มต้นขึ้นมายังไง

ใหม่: เรามองว่าแม่ฟ้าหลวงดูแลป่า ปลูกป่า และดูแลคนมาตั้งนานแล้ว พอกลไกของโลกเรื่อง carbon credit มันมา เราจึงต้องการสร้างมาตรฐานที่ไม่ให้เกิด greenwashing (“การฟอกเขียว” คือ การที่องค์กรให้ข้อมูลว่าการดำเนินธุรกิจของตนมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนมากกว่าความเป็นจริง) ต้องเมคชัวร์ว่า carbon credit ในภาคป่าไม้มีอยู่จริง และเกิดผลลัพธ์กับชุมชนจริงๆ

เราเริ่มทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2560 ที่ดอยตุง เริ่มก่อนที่เมืองไทยจะบูมเรื่องนี้กันเสียอีก จนตอนนี้เรามีพื้นที่ป่าในดูแลภาคเหนือรวมกว่า 200,000 ไร่

รุตม์: แม่ฟ้าหลวงป้องกัน greenwashing และทำกลไก carbon credit ให้ถูกต้องได้ยังไง

ใหม่: กลไก carbon credit มันเริ่มจากองค์กรเอกชนถูกบังคับให้ทำรายงานเพื่อแสดง carbon footprint ที่ตัวเองมี แต่สิ่งที่แม่ฟ้าหลวงเน้นย้ำคือ เอกชนต้องมีแผนลดคาร์บอนของตัวเองก่อน เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ LED, ใช้พลังงานสะอาด, ทำ waste management ไม่ใช่ว่าตัวเองปล่อยคาร์บอน 100 แล้วจะมาซื้อชดเชย 100 โดยไม่ลดการปล่อยเลย แบบนั้นเราไม่สนับสนุน

สิ่งที่องค์กรทำกันเองมันมันไม่ทำให้คาร์บอนที่มีอยู่แล้วในอากาศหายไป สิ่งที่แม่ฟ้าหลวงทำคือภาคป่าไม้ที่มีการดูดคาร์บอนจากอากาศเข้าไปในตัวเนื้อไม้ ให้มันวัดได้ทางวิทยาศาสตร์ แม่ฟ้าหลวงไม่ได้ทำแค่ปลูกป่า เราจะเน้นเรื่องของการมีส่วนร่วมของชุมชน เราถึงไปทำในพ.ร.บ. ป่าชุมชน 2562 พ.ร.บ.นี้เปิดทางให้ชาวบ้านทุกคนทุกหมู่บ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลป่าได้ เพราะว่าถ้าเราอาศัยรัฐบาลในการดูแลป่าอย่างเดียวด้วยงบภาษีประชาชนมันไม่พอ เราจึงต้องให้ประชาชนมีส่วนในการดูแล ซึ่งในอดีต ป่าชุมชนทั้งหมดในประเทศไทยกลับมาสมบูรณ์ ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่เกิดจากชาวบ้านเขาดูแล

ส่วนเรื่องการวัดผล เราใช้ภาพถ่ายดาวเทียมกำหนดขอบเขต และส่งทีมลงไปวัดขนาดความเจริญเติบโตของต้นไม้จริงตามหลักสถิติ โดยมีฝ่ายตรวจสอบภายนอกเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้ามาออดิต ยอมให้มีความคลาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 5%

รุตม์: แล้วชาวบ้านที่ช่วยดูแลป่า เขาได้รับประโยชน์อย่างไร

ใหม่: สมมติราคา carbon credit 100 บาท เราคำนวณค่าวางแปลง 45 บาท ส่วนอีก 55 บาทจะส่งตรงเข้ากองทุนชุมชนเพื่อนำไปใช้ดูแลป่าโดยตรง เงินตัวนี้จะกระจายไปเป็นค่าจ้างรายวันให้ชาวบ้านที่ออกไปทำแนวกันไฟ หรือไปลาดตระเวน จากเดิมที่ชาวบ้านดูแลป่าโดยไม่ได้เงิน ได้แค่เก็บเห็ดเก็บหน่อไม้ ตอนนี้เขามีรายได้จากการดูแลป่าเพิ่มเติม เงินโอนตรงถึงกรรมการชุมชนโดยไม่ผ่านหน่วยงานกลาง

รุตม์: ปัจจุบันมีเอกชนมาร่วมทำโครงการกับแม่ฟ้าหลวงเยอะมั้ย?

ใหม่: มีมากกว่า 20 องค์กร ภาคเอกชนส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เงื่อนไขสำคัญของเราคือพาร์ทเนอร์ทุกเจ้าที่มาร่วมจะต้องส่งทีมลงพื้นที่ไปเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านร่วมกับเรา เราไม่รับจ้างปลูกป่าเฉยๆ คุณต้องลงไปเห็นกระบวนการ เพื่อให้ทีม CSR หรือทีม sustainability ของเอกชนเข้าใจจริงๆ ว่า คุณต้องหลอมรวมความยั่งยืนเข้าไปใน operation หลักของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ทำ CSR แบบแจกเงินหรือแต่งหน้าทาปาก

รุตม์: แล้วเป้าหมายสูงสุดของแม่ฟ้าหลวงในเรื่องนี้คืออะไร

ใหม่: เราต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยทำ carbon credit ภาคป่าไม้อย่างยั่งยืน ชุมชนที่ดูแลป่าต้องได้รับประโยชน์จริง เอกชนต้องเข้าใจเรื่องผลประโยชน์ร่วม เช่นเรื่องแหล่งน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความยั่งยืนของชุมชน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีกำลังดูแลคนได้หลักแสนคน แต่ถ้าเราสามารถสร้างแรงบันดาลใจ หรือร่วมมือกับภาคเอกชนรายใหญ่ที่มี supply chain กว้างขวาง ให้เขานำค่าใช้จ่ายในการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้าไปในการทำธุรกิจได้ impact มันจะขยายไปถึงคนหลายล้านคน

โลกเราไม่มีโอกาสครั้งที่สอง (second chance) ถ้าเราดูแต่กำไรเป็นหลักโดยละเลยต้นทุนทางธรรมชาติ มันคือการเอาเปรียบสังคม ยุคของผู้บริหารรุ่นใหม่ เราต้องมองว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องหลอมเข้าไปในเนื้อเค้กของธุรกิจ เพื่อให้ระบบทั้งหมดเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนจริงๆ

ก่อนตัดสินใจเรื่องย้ายงาน อย่าลืมทดสอบสมมติฐานของตัวเอง

เดือนเมษายนปี 1992 สวนสนุกดิสนีย์แลนด์สาขาที่ 4 ได้เปิดทำการในกรุงปารีส หลังจากสามสาขาแรกในอเมริกาประสบความสำเร็จไปอย่างงดงาม

แต่แค่เพียงสองปีแรก ดิสนีย์แลนด์ปารีสก็ขาดทุนสะสมไปแล้วกว่า 2 พันล้านเหรียญ หรือเท่ากับ 4.5 พันล้านเหรียญหรือแสนห้าหมื่นล้านบาทในปี 2026

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่สำคัญที่สุดของดิสนีย์ คือคาดการณ์จำนวนวันเที่ยวของลูกค้าผิด

ดิสนีย์คาดการณ์ว่าจะมีลูกค้ามาเที่ยวปีละ 11 ล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้ดิสนีย์คาดการณ์ถูกต้อง

แต่ดิสนีย์คาดการณ์ว่าลูกค้าแต่ละคนจะอยู่ที่ดิสนีย์แลนด์เฉลี่ยคนละ 3 วัน เพราะนี่คือค่าเฉลี่ยของดิสนีย์แลนด์สามแห่งที่ผ่านมา

11 ล้านคน x 3 วัน = 33 ล้านวัน ดิสนีย์แลนด์จึงวางแผนสร้างโรงแรมแบบหรูหราถึง 7 แห่งเพื่อรองรองรับลูกค้าที่จะมาเที่ยว 33 ล้านวัน

แต่ปรากฎว่าลูกค้าส่วนใหญ่มาเที่ยวดิสนีย์แค่วันเดียวเท่านั้น เพราะดิสนีย์แลนด์ปารีสในตอนนั้นมีเครื่องเล่นเพียง 15 ชิ้น ซึ่งน้อยกว่า 3 สาขาแรกที่มีเฉลี่ยถึง 45 ชิ้น แถมตัวดิสนีย์แลนด์ก็ไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองมากนัก คนเลยเลือกที่จะไม่พักโรงแรม ดังนั้นโรงแรมหรูหราที่สร้างขึ้นมามากมายจึงมีคนมาพักน้อยมาก ไม่คุ้มกับที่ลงทุนไป

ตอนที่ทีม finance ทำตัวเลข projections ต่างๆ ทีมงานต่างมีสมมติฐานว่า “ลูกค้าจะอยู่ที่นี่ 3 วัน” ซึ่งสมมติฐานนี้ก็ถูกใส่ไปในสูตรการคำนวณต่างๆ โดยที่ไม่มีใครเอะใจ และโดยปกติของทีมงานก็ย่อมอยากทำตัวเลขให้ดูดีเพื่อเอาใจผู้บริหารอยู่แล้ว

ไม่มีใครตั้งคำถามกับตัวเลข projections ว่า “อะไรคือข้อสมมติฐานที่ต้องเป็นจริง เพื่อที่จะให้ตัวเลขที่ทำมานั้นถูกต้อง”


นี่คือเรื่องเล่าจากในหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton Christensen หนึ่งในศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Harvard Business School

เคลย์ตันบอกว่า สิ่งที่ผู้คนมักจะละเลยเวลาตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ทั้งเรื่องทางธุรกิจและเรื่องส่วนตัว ก็คือการทดสอบสมมติฐานที่เรามีเกี่ยวกับเรื่องนั้น

เวลาคิดจะเปลี่ยนงาน เราจึงควรถามตัวเองว่า

“อะไรคือสมมติฐานที่จะต้องเป็นจริงเพื่อให้เราสามารถทำงานนี้ได้ดีเหมือนอย่างที่เราคิดไว้ และเราจะทดสอบมันด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดได้อย่างไร?”

เคลย์ตันยกตัวอย่างของลูกศิษย์ของตัวเองที่เคยทำงานอยู่ในองค์กรการกุศลในเอเชียมาก่อนที่จะมาเรียน MBA ที่ฮาร์วาร์ด พอเรียนจบก็มีบริษัทมาจีบมากมาย โดยเธอเองอยากทำโปรเจ็กต์สร้างธุรกิจในประเทศที่กำลังพัฒนา

บริษัทร่วมลงทุน (venture capital) แห่งหนึ่งสัญญากับเธอว่า แต่ละปีจะใช้เงิน 20% ไปกับธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนา และเธอจะได้ทำโปรเจ็กต์เหล่านั้น เธอจึงตัดสินใจเลือกทำงานที่นี่

แต่เวลาผ่านไปหลายปี บริษัทนี้กลับแทบไม่ได้ลงทุนอะไรในประเทศกำลังพัฒนาเลย และเธอก็ได้แต่ถูกมอบหมายให้ดูแลโปรเจ็กต์ในอเมริกาเท่านั้น เธอจึงรู้สึกเหมือนถูกบริษัทหลอกในช่วงวัยที่กำลังมีไฟและมีแรงที่สุดในอาชีพการงาน

เคลย์ตันบอกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอควรจะตั้งคำถามว่า “สมมติฐานข้อใดต้องเป็นจริง เพื่อที่ฉันจะได้ทำโปรเจ็กต์ในประเทศกำลังพัฒนากับบริษัทแห่งนี้”

สิ่งที่ลูกศิษย์คนนี้พอจะทำได้ คือศึกษาบริษัทอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในการทำโปรเจ็กต์ในประเทศกำลังพัฒนาว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง เช่นมีการลงทุนในประเทศเหล่านั้นอยู่แล้ว มีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ และมีนักลงทุนที่มาลงเงินเพราะสนใจประเทศเหล่านี้ หรือไม่เธอก็อาจจะเลือกฝึกงานที่นี่แค่ 3 เดือนก่อนจะเซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำ

ด้วยการทดสอบสมมติฐานเหล่านี้ เธอน่าจะค้นพบว่าบริษัทที่เธอร่วมงานด้วยมีโอกาสน้อยมากที่จะเปิดโปรเจ็กต์ที่เธออยากทำ


ผมเองก็เคยตัดสินใจย้ายงานโดยไม่ทำการบ้านให้ดี ไม่ได้ทดสอบสมมติฐานต่างๆ เท่าไหร่ อาจจะเพราะลึกๆ เราก็อยากให้มันเป็นจริง แต่เรากลัวว่ามันจะไม่จริง ก็เลยเลือกที่จะมองข้ามไปและคิดเข้าข้างตัวเองไปก่อน สุดท้ายแล้วผลที่ออกมาคือผมอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน

เรื่องการทดสอบสมมติฐานนี่ผมคิดว่าใช้ได้กับหลากหลายสถานการณ์มาก การเปลี่ยนงาน การลาออก การเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง หรือแม้กระทั่งการเลือกคู่ครอง

อย่าให้ “ภาพฝัน” ของเรามาบดบังความจำเป็นในการ “ทำการบ้าน และทดสอบสมมติฐาน” แม้ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราหวัง แต่ก็ดีกว่าเสียแรงและเสียเวลามากไปกว่านั้นจากการคิดเข้าข้างตัวเองครับ

เหมือนได้ฟังพี่อ้อยพี่ฉอดในวันมาฆบูชา

ผมอุทานในใจเมื่ออ่านหนังสือ “รักมิใช่…” ของอาจารย์ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ จบ

พี่อ้อยและพี่ฉอดโด่งดังจากรายการ Club Friday บนคลื่น Green Wave 106.5 FM ซึ่งเป็นรายการที่เปิดให้ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาปัญหาหัวใจมายาวนานกว่า 20 ปี

ส่วนอาจารย์ดนัยน่าจะเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผมได้ยินได้ฟังอาจารย์ครั้งแรกจากพ็อดแคสต์ Myth Universe ตอนที่ 54 | “อะตอมถึงจักรวาลในคัมภีร์พุทธ กับ รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์” และเป็นแฟนคลับของอาจารย์มาตั้งแต่นั้น

หนังสือ “รักมิใช่…” เป็นหนึ่งในสามเล่มแรกจากความร่วมมือของสำนักพิมพ์ mind & thought ในเครือสำนักพิมพ์แจ่มใส และ happening ของคุณวิภว์ บูรพาเดชะ ที่ชวนนักเขียนและนักวาดมา collab กัน

ผลที่ได้ออกมาคือหนังสือขนาดเหมาะมือที่ “อ่านก็ได้ ดูก็ดี” เพราะมีภาพสวยๆ แซมอยู่ตลอดเล่ม “รักมิใช่…” ได้คุณ toddyinthemood (ทศพล กล่อมเกลา) มาวาดภาพประกอบให้

นี่คือข้อความบางช่วงตอนที่ผมขอยกมาเพื่อให้ได้ชิมลางกันครับ

  1. คนที่ใช้ความรักเพื่อหนีความเหงาจะไม่มีวันพ้นจากความเหงาเลย เพราะถึงมีคนข้างกาย ความเหงาก็แค่ซ่อนตัวรอวันโผล่ออกมา แต่คนที่ยอมเข้าใจความเหงาในฐานะส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ จะรักได้อย่างเบาลง และอยู่คนเดียวได้อย่างเต็มขึ้น
  2. บางทีการคาดหวังก็ไม่ต่างจากการคาดโทษ เพราะเมื่อไหร่ที่ใครไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เราจะลงโทษเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ถ้าเรารักใครเพราะหวังว่าเขาจะมาอุดรูโหว่ในใจของเรามีมาเนิ่นนาน สุดท้ายก็ไม่มีใครทำได้หรอกครับ ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักเรามากพอ แต่เพราะรูโหว่นั้นไม่มีใครเติมเต็มได้นอกจากตัวเราเอง
  3. ในบางความสัมพันธ์ที่บีบคั้น จะมีโมเมนต์หนึ่งที่ตัวตนของเราเริ่มหายไปทีละน้อย วันแรกอาจจะแค่เปลี่ยนรสนิยม วันต่อมาอาจจะลดความฝัน วันต่อมาอาจจะตัดเพื่อน วันต่อมาอาจจะเลิกทำสิ่งที่เคยรัก จนวันหนึ่งเรามองในกระจกแล้วเห็นแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ ไม่มีอะไรในชีวิตที่เป็นเราจริงๆ เหลืออยู่เลย
  4. ทุกครั้งที่เราโต้กลับ เถียงกลับ ขุดเรื่องเก่ามาด้วย เรากำลังป้อนอาหารให้โทสะอีกฝ่าย และโทสะของตัวเองด้วย ยิ่งกินก็ยิ่งโต ยิ่งโตก็ยิ่งหิว วงจรนี้ไม่มีวันจบ เพราะมันออกแบบมาให้เคลื่อนต่อไปเรื่อยๆ
  5. ในทางพุทธมีความรักอีกแบบหนึ่ง นั่นคือรักแบบพรหมวิหารสี่ ที่ประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เรายังสามารถรักอีกคนได้เต็มหัวใจ เพียงแต่ไม่ยึด ไม่กำแน่น และไม่คาดหวังว่าเขาจะต้องอยู่กับเราตลอดไป เมื่อสิ่งนั้นหลุดลอย เราก็พร้อมปล่อยให้มันเป็นไป ไม่ว่าเหตุของการปล่อยจะมาจากอะไรก็ตาม
  6. ความรักที่ตามใจทุกอย่างไม่ใช่ความเมตตา แต่คือความขี้ขลาดในรูปแบบหนึ่ง เพราะกลัวว่าถ้าพูดความจริง ถ้าไม่ยอมในสิ่งที่ไม่ควรยอม อีกฝ่ายจะโกรธ จะไม่รัก จะจากไป เลยเลือกที่จะเงียบ เลือกที่จะยอม เลือกที่จะปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปแม้รู้ว่าไม่ถูก
  7. ความรักที่ไม่หลงในมายา ไม่ใช่ความรักที่ไม่มีความคาดหวังเลย แต่คือความรักที่ยังมองเห็นกันและกันชัดเจน แม้ในวันที่อีกฝ่ายไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น
  8. ในทางพุทธ ความกลัวเป็นรากของความทุกข์ที่ลึกพอๆ กับตัณหา เพราะตัณหาคือการวิ่งเข้าหา เพราะอยากได้ อยากมี อยากเป็น ส่วนความกลัวคือการวิ่งหนี เป็นวิภวตัณหา คือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น หรือผลักไสไปเสียทุกอย่าง สรุปแล้วทั้งหมดก็คือการไม่ยอมอยู่กับความจริงตรงหน้าเหมือนกัน คนที่กลัวรักจึงไม่ได้พ้นทุกข์ แค่เปลี่ยนรูปแบบของทุกข์ไปเท่านั้น
  9. ดังนั้นคำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ “ทำไมฉันต้องเจอคนแบบนี้อีก” แต่เป็น “อะไรในตัวฉันที่ยังคอยดึงคนแบบนี้เข้ามา”…วันที่เราตื่นรู้คือวันที่เรายอมรับว่าสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่คนอื่น แต่คือเราเองนั่นแหละที่ต้องเปลี่ยนคนแรก จบที่เราเบาที่สุดอย่างที่เขาว่ากัน…คนที่ใช่จะเดินเข้ามาเอง ไม่ใช่เพราะดวงเปลี่ยน แต่เพราะตัวเราเปลี่ยน แม่เหล็กในใจเราก็เลยเปลี่ยนไปและดึงดูดคนที่ไม่เหมือนเดิมเข้ามานั่นเอง
  10. ในสมัยพุทธกาล พระสาวกหลายรูปโดยเฉพาะกลุ่มภิกษุณีเข้ามาบวชเพราะปัญหาความรักทั้งนั้น บางคนสูญเสียคนรัก บางคนถูกทรยศ บางคนสูญเสียลูก บางคนเห็นความไม่เที่ยงของความสัมพันธ์จนใจสลาย แล้วใช้ความเจ็บนั้นเป็นบันไดก้าวสู่การบรรลุธรรม นั่นแปลว่าความทุกข์จากความรักไม่ได้มีไว้ให้จมอยู่กับมัน แต่มีไว้ให้เราเรียนรู้
  11. ในทางพุทธ การรักให้เป็นจึงไม่ใช่ทักษะที่เกิดเองจากธรรมชาติ มันคือสิ่งที่ต้องฝึกตลอดชีวิต เหมือนทักษะอื่นๆ ที่มีคุณค่า ฝึกผ่านการสังเกตใจตัวเอง ผ่านการเจ็บแล้วลุกขึ้นใหม่ ผ่านการเห็นโทษของการรักผิดๆ ในตัวเอง และผ่านการตื่นรู้ทีละน้อยในแต่ละความสัมพันธ์
  12. ความรักที่ตื่นรู้ไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้กลัวการสิ้นสุด แต่ใช้ความรู้ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนและสิ้นสุดในวันหนึ่งเป็นแรงผลักดันให้รักกันอย่างเต็มที่ในวันนี้ เพราะวันพรุ่งนี้ไม่มีใครรับประกันได้เลย

การที่เรายังอยู่ตรงนี้ ก็เหมือนถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่

สมัยก่อน ผมเคยเปิดคอร์ส Time Management ให้กับคนที่บริษัทและประชาชนทั่วไป น่าจะได้สอนไปเกิน 10 รุ่น ไม่ต่ำกว่า 200 คน

ประโยคแรกที่ผมพูดในคอร์สนี้ ก็คือ Time Management เป็นคำที่ผิด เพราะอันที่จริงแล้วเราไม่สามารถจัดการเวลาได้เลย เวลามีแต่จะเดินหน้าไป เราไม่สามารถทำให้เวลาเดินเร็วกว่านี้ และไม่อาจทำให้มันเดินช้ากว่านี้ ไม่อาจตัดแต่งเวลาให้อนาคตมาก่อนอดีตได้

เมื่อเราจัดการเวลาไม่ได้ สิ่งเดียวที่จัดการได้คือตัวเราเอง ว่าจะทำตัวอย่างไรเพื่อใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หนังสือเรื่องการจัดการเวลามีอยู่มากมาย เพราะโลกก็สร้างสิ่งละอันพันละน้อยให้เรารู้สึกว่าต้องทำได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความรู้สึกว่าเวลาไม่เคยมีพอนั้นทำให้เกิดบทความหัวข้อประมาณ “Why You’ll Never Finish Your To-Do List” เพราะยิ่งทำงานมากก็ยิ่งมีงานเข้ามามาก เราเลยต้องเหมือนแข่งกับเวลาอยู่ตลอด เทคนิคอย่าง Pomodoro ก็ออกแบบออกมาให้เราทำงานเสร็จให้เร็วที่สุดภายในเวลาที่น้อยที่สุด

นั่นคือวิธีการมองเวลาในมุมหนึ่ง มองว่าเวลาเป็นคู่แข่งที่เราต้องเอาชนะมันให้ได้

แต่มันก็มีวิธีมองเวลาในอีกมุมเช่นกัน

สมมติว่าจู่ๆ วันหนึ่งเราตื่นมาแล้วพบว่ามีล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่อยู่ในมือ เราไม่รู้ว่าได้มันมาได้ยังไง แต่เรารู้ว่ามันเป็นของจริง และเอาไปขึ้นเงินได้แน่นอน

ถามว่าเราจะรู้สึกอย่างไร? เราอาจจะบ่นว่าน่าจะได้รางวัลใหญ่กว่านี้ หรือเราอาจกังวลว่าจะต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ แต่อารมณ์โดยรวมของเรา น่าจะเป็นไปในทางบวก และเริ่มฝันหวานว่าจะเอาเงินรางวัลไปทำอะไรบ้าง

เราจึงสามารถมองเวลาด้วยสายตาของคนถูกล็อตเตอรี่ได้เช่นกัน เพราะการที่เราได้เกิดมานั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas ว่า ถ้า 66 ล้านปีที่แล้ว อุกกาบาตตกมายังโลกเร็วหรือช้ากว่านี้แค่ไม่กี่นาที ไดโนเสาร์จะไม่สูญพันธุ์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นบรรพบุรุษของ Homo Sapiens ก็คงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากจนได้ขึ้นมาครองโลกขนาดนี้

และถ้ารุ่นทวดของเราไม่ได้เจอกัน ปู่ย่าตายายไม่ได้แต่งงานกัน หรือพ่อแม่ของเราไม่ได้พบกัน เราก็จะไม่ได้เกิดมา และแม้กระทั่งตอนที่ปฏิสนธิ หากมีความคลาดเคลื่อนเพียงนิดเดียว อสุจิอีกตัวเจาะไข่ได้ก่อน คนที่จะได้เกิดมาก็จะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เรา

การที่เราได้เกิดมาและมานั่งอ่านบทความอยู่ตรงนี้ จึงเป็นปาฏิหาริย์ซ้อนปาฏิหาริย์ นับครั้งไม่ถ้วน

ดังนั้น แทนที่เราจะรู้สึกขุ่นเคืองใจว่ามีภาระและสิ่งที่ต้องทำเยอะเกินไปจนเวลาไม่เคยพอ เรากลับควรรู้สึกขอบคุณว่าเวลาที่เรามี ณ ที่นี่ ตรงนี้ และต่อจากนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ที่เราได้มาโดยไม่ต้องพยายามหรือทำอะไรเพื่อคู่ควรกับรางวัลนี้ด้วยซ้ำ

มีนาคมปีที่แล้ว ผมได้สบตากับยมฑูตตอนเดินลงจากออฟฟิศชั้น 24 ระหว่างเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ตอนนั้นในใจรู้สึกว่าทุกอย่างอาจจะจบลงตรงนี้จริงๆ

พอเดินลงมาถึงชั้นล่างสุดและออกจากตึกมาได้ ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนได้เกิดใหม่ขนาดย่อมๆ

หลายวันต่อจากนั้น ไม่ว่าผมจะเจอเรื่องอะไรที่อาจจะทำให้ขุ่นเคืองใจ รถจะติด แฟนจะงอน ลูกจะงอแง ผมกลับรู้สึกขอบคุณทุกเหตุการณ์ เพราะอย่างน้อยที่สุดผมก็ยังอยู่ตรงนี้เพื่อจะได้รับรู้และมีประสบการณ์ไปกับมัน

เมื่อวานนี้ผมได้ข่าวการจากไปของ “แกรม” อดีตเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าผมไม่กี่ปี นิสัยดี เล่นเปียโนเก่ง และวิ่งเร็วมาก ภาพที่จำได้แม่นคือตอนที่บริษัทจัดงานวิ่ง 5 กิโล วิ่งสองรอบสวนลุม ผมอยู่ในกลุ่มที่วิ่งนำมาโดยตลอด แต่ 500 เมตรสุดท้ายโดนแกรมวิ่งขึ้นมาตีคู่และนำโด่งจนเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก

เท่าที่ผมทราบ แกรมป่วยด้วยโรคเดียวกับ “ต้อม” เพื่อนสนิทที่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ต้อมเกิดปีเดียวกับผม หน้าตาดี นิสัยดี มีแต่คนรักและระลึกถึงอยู่จนทุกวันนี้

ล็อตเตอรี่ของแต่ละคนย่อมมีรางวัลไม่เท่ากัน

สำหรับคนที่รู้สึกว่ามีอะไรให้ต้องทำเยอะเกินไป และมีเวลาไม่เคยพอ ขอให้ระลึกได้ว่าโลกนี้ไม่ได้ติดค้างอะไรเรา เวลาที่เราได้มาและยังมีเหลืออยู่คือรางวัลใหญ่ สิ่งที่เราทำได้คือเอ็นจอยและมองเห็นคุณค่า

แล้วเราจะมีท่าทีต่อเวลาที่เป็นมิตรกว่านี้ครับ


ขอบคุณคอนเซ็ปต์เรื่องเวลาคือล็อตเตอรี่จากหนังสือ Big Time: A Simple Path to Time Abundance ของ Laura Vanderkam

ราคาของความง่าย กำไรของความยาก

ชีวิตคนเราสมัยนี้ – โดยเฉพาะชีวิตคนกรุง – มักจะถูกทำร้ายจากความสบายมากกว่าความลำบาก

อย่างในอเมริกา ปัญหาของคนจนไม่ได้เกิดจากการมีอาหารไม่พอกิน แต่เพราะว่ามีอาหารไร้คุณภาพให้กินมากเกินไปจนเป็นโรคอ้วน ประชากรอเมริกันที่ค่า BMI เกิน 30 นั้นมีถึง 40% เทียบกับญี่ปุ่นที่มีเพียง 4%

คนเรามักจะมองไม่เห็น “ราคา” ของความง่ายหรือความสะดวก เพราะอะไรที่เร็วและถูก สมองก็จะตีความโดยอัตโนมัติว่า “คุ้มค่า”

เหมือนการเล่นโซเชียลที่แสนง่ายดายแถมไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท แต่จริงๆ แล้วต้นทุนมหาศาล เพราะมันต้องแลกด้วยเวลาชีวิต สติสัมปชัญญะ และโอกาสที่จะทำบางสิ่งที่เราปรารถนามากกว่าการไถฟีด

การนอนดึกก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำได้ง่าย เรานอนดึกเพราะว่าต้องการ “ทวงคืนอิสรภาพ” ที่หาได้ยากในช่วงเวลากลางวัน จึงใช้ตอนกลางคืนทำในสิ่งที่เราอยากทำ ผลก็คือนอนตื่นสาย หรือนอนไม่พอ ต้องเผชิญกับรถติด แถมความล่าช้าและความหงุดหงิดยามเช้าอาจส่งผลต่อพลังงานและตารางเวลาของทั้งวัน เหมือนดังสุภาษิตของชาวยิดดิชที่ว่า “Lose an hour in the morning, chase it all day.”

การตามใจลูกก็ทำได้ง่าย เพราะพ่อแม่สมัยนี้อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก แต่ถ้าลูกได้ทุกอย่างมาง่ายเกินไปเขาก็จะเป็นคนมองไม่เห็นคุณค่า และเขาอาจพลาดโอกาสที่จะได้มาซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเอง (self-esteem) เมื่อสามารถทำอะไรสำเร็จด้วยความพยายามและความอดทนรอคอย

ในมุมกลับกัน เรื่องยากๆ มักจะมีกำไรเสมอ

พี่โจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ มักจะเขียนเล่าในเพจ “เขียนไว้ให้เธอ” อยู่บ่อยๆ ว่า ช่วงต้นชีวิตการทำงาน เหตุผลที่เขาเติบโตได้ดีในดีแทคทั้งที่ไม่ได้เป็นคนเก่งฉกาจอะไร ก็เพราะว่าเขาพร้อมทำงานที่คนอื่นไม่อยากทำ และเมื่อดีแทคไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง มันจึงบีบบังคับให้ทีมงานต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างการจัดหนังกลางแปลงเดินสายไปทั่วประเทศ ความยากจึงสร้างคุณค่า จนได้บทสรุปในกาลต่อมาว่า “กันดารคือสินทรัพย์”

ถ้าในเรื่องสุขภาพ แน่นอนว่าเรื่องยากๆ อย่างการออกกำลังกายนั้นสร้างกำไรมหาศาลให้กับเราได้ เหมือนที่ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ว่าการออกกำลังกายจะทำให้เรามี healthspan ที่ยืนยาว แก่ตัวไปก็ไม่เป็นภาระลูกหลาน และช่วยลดความเสี่ยงที่จะทุกข์ทรมานจากสี่พญามารอย่างโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม

จะว่าไป การทำอะไรที่ต่อเนื่องและยาวนานอย่างการเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ก็เป็นเรื่องที่ยากพอดู และแม้มันจะไม่เคยสร้างรายได้ทางตรงให้กับผมเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ “กำไรมวลรวม” ที่มีต่อตัวผมเองและทุกคนที่ได้อ่านบล็อกนี้ก็นับว่าเกินคุ้มเมื่อเทียบกับแรงที่ลงไป

อะไรที่ง่ายและเร็ว อย่าคิดว่าไม่มีต้นทุน

อะไรที่ยากและช้า ก็อย่าคิดว่าไม่มีกำไร

ถ้าเปลี่ยนเป็นคำคล้องจองอย่าง “กำไรของความช้า ราคาของความเร็ว” หรือ “ราคาของความง่าย กำไรของความยาก” และลองท่องซ้ำๆ สักสามสี่รอบ มันอาจจะกลายเป็นเสียงที่ปรากฏขึ้นในหัวบ่อยๆ

และเมื่อนั้น เราอาจจะมีสติพอที่จะหยุดตัวเองจากเรื่องที่ง่ายดายและรวดเร็ว และมีแรงใจพอที่จะทำเรื่องยากๆ และต้องใช้เวลา

เพราะเรารู้ดีว่ามันจะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้นในระยะยาวครับ