ใครที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือแนว Non-fiction น่าจะคุ้นเคยกับ 3 คอนเซ็ปต์นี้
หนึ่ง Growth Mindset และ Fixed Mindset
สอง 10,000-Hour Rule (Deliberate Practice)
สาม Delayed Gratification (The Marshmallow Test)
ซึ่งทั้งสามเฟรมเวิร์คนี้มักจะถูกนำมาใช้วางแนวทางที่พ่อแม่ควรสอนลูกๆ รวมถึงเอาไว้เตือนใจตัวเองสำหรับคนเป็นผู้ใหญ่ด้วย
Carol Dweck เขียนไว้ในหนังสือ Mindset ซึ่งบอกว่าเด็กจะเติบโตไปประสบความสำเร็จหากมี growth mindset คือเชื่อว่าแม้ตัวเองจะยังไม่เก่ง แต่สามารถฝึกฝนให้เก่งขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่กลัวที่จะทำผิดพลาดและพร้อมจะพยายามต่อไปเสมอ ต่างกับคนที่มี fixed mindset ที่ยอมแพ้ง่ายหรือไม่แม้แต่จะพยายามเพราะกลัวว่าตัวเองจะล้มเหลว
เรื่อง 10,000-hour rule ถูกพูดถึงโดย Malcolm Gladwell ในหนังสือ Outliers แต่จริงๆ แล้วมีต้นทางมาจาก Anders Ericsson ในหนังสือ Peak – How to Master Almost Anything โดยพูดถึงการศึกษานักดนตรีหรือนักกีฬาที่ก้าวไปถึงจุดสูงสุดของวิชาชีพว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ฝึกฝนอย่างหนัก แต่ฝึกฝนอย่างมียุทธศาสตร์ด้วย (deliberate practice)
เรื่อง delayed gratification หรือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เกิดจากการทดลองมาร์ชแมลโลว์ ที่ให้เด็ก 5-6 ขวบนั่งรอผู้ใหญ่โดยมีขนมมาร์ชแมลโลว์ตั้งอยู่ตรงหน้า ถ้ารอจนผู้ใหญ่กลับมาได้โดยไม่กินมาร์ชแมลโลว์ชิ้นนั้นไปเสียก่อน ก็จะได้กินมาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น เด็กที่อดใจรอได้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเด็กที่อดใจรอไม่ได้
จากสามเฟรมเวิร์คนี้ เราจึงเชื่อว่าการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตมาเป็นอย่างดีและเป็นเลิศในสิ่งที่เขาทำควรจะมีสามสิ่งนี้
หนึ่งคือการไม่ยอมแพ้ (resilience) อันเกิดจาก growth mindset ดังนั้นพ่อแม่จึงควรชมลูกที่ความพยายามมากกว่าจะชมที่ผลลัพธ์
สองคือการประเมินตัวเองอยู่เสมอ (self-reflection) อันจะนำไปสู่ deliberate practice ที่จะทำให้เก่งขึ้นทุกวัน
สามคือความสามารถในการควบคุมตนเอง (self-control) เพื่อเป็นคนอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มีวินัย ไม่อ่อนข้อต่อกิเลสและสิ่งยั่วยวนจิตใจ (the Marshmallow test)
แต่พ่อแม่จะว่าอย่างไร ถ้าที่จริงแล้วสามสิ่งนี้มีผลต่อความสำเร็จของลูกน้อยมาก?
ในปี 2018 Sisk และคณะได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่มีข้อมูลนักเรียนถึง 400,000 คนแล้วพบว่า การเพิ่ม growth mindset ให้นักเรียนมี correlation กับผลการเรียนแค่ 0.1 เท่านั้น
ในปี 2014 Brooke Macnamara และคณะได้รีวิวงานวิจัย 88 ชิ้นเกี่ยวกับ deliberate practice และพบว่ามีผลต่อการเล่นดนตรี 21% การเล่นกีฬา 18% แต่ในแง่การเรียนแล้วช่วยเพียง 4% เท่านั้น และที่แย่ที่สุดคือในชีวิตการทำงานที่ deliberate practice ส่งผลเพียง 1%
ในปี 2018 Watts, Tyler และ Hoff จาก University of Virginia ลองทำการทดลอง Marshmallow test อีกครั้ง แต่ใช้นักเรียนมากขึ้น และพบว่าเมื่อตัดปัจจัยเรื่องฐานะของพ่อแม่ออกไปแล้ว การอดทนไม่กินมาร์ชแมลโลว์ได้นั้นแทบไม่มีความสัมพันธ์กับโอกาสที่เด็กจะมีอนาคตที่ดีเลย
ถ้า growth mindset ไม่ใช่ deliberate practice ไม่ช่วย และการอดเปรี้ยวไว้กินหวานก็ยังไม่ช่วย แล้วอะไรกันแน่ที่ช่วย?
คำตอบ – ซึ่งอาจทำให้หลายคนขุ่นใจ – ก็คือการที่พ่อแม่รวยครับ
พ่อแม่ที่ฐานะดีคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เด็กที่จะเรียนดีและประสบความสำเร็จในชีวิต
อันนี้ผมไม่ได้พูดเอง แต่มาจาก “Professor Jiang” จากช่อง Predictive History ตอน Game Theory #3: Rich Dad, Poor Dad
อาจารย์เจียงไม่ใช่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่เป็นอาจารย์ในโรงเรียนมัธยม ชื่อของอาจารย์เจียงโด่งดังขึ้นตั้งแต่ที่เกิดสงครามในอิหร่าน เพราะเขาเคยทำนายไว้เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว (29 พ.ค. 2567) ว่าทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย อเมริกาจะเปิดสงครามกับอิหร่าน และสุดท้ายอเมริกาจะพ่ายแพ้ ซึ่งคำทำนายสุดท้ายเราต้องรอดูกันต่อไป (ตามไปดูได้ที่ Geo-Strategy #8: The Iran Trap)
อาจารย์เจียงสนใจเรื่อง Game Theory มาก ก็เลยพูดถึงเรื่องนี้ในหลายวาระด้วยแง่มุมที่ต่างกันไป โดยตอนที่สามกล่าวถึงการเลี้ยงลูกของ “พ่อรวย” และ “พ่อจน” (Rich Dad, Poor Dad)
เด็กที่พ่อรวยมีโอกาสสำเร็จกว่าเด็กที่พ่อจน คำถามสำคัญคือพ่อรวยกับพ่อจนสอนเลูกต่างกันอย่างไร และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะชวนอ่านและพิจารณาตาม โดยยังไม่ต้องเชื่อทั้งหมด
(ผมขอใช้คำว่า “พ่อรวย” แทนคำว่า “พ่อแม่ที่ร่ำรวย” เพื่อความกระชับนะครับ)
หนึ่ง พ่อรวยจะพูดคุยกับลูกมากกว่าพ่อจน
พ่อรวยจะพูดคุยกันยาวๆ ใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย ทำให้ลูกมีคลังคำศัพท์ในการมองโลก จำแนกปัญหา และคิดอย่างเป็นระบบ
พ่อจนจะคุยกับลูกแค่สั้นๆ – Yes, No, Go away ฯลฯ
สอง พ่อรวยจะคุยกับลูกอย่างเป็นมิตร พ่อจนจะใช้ความเป็นผู้ใหญ่เข้าข่ม
เวลาลูกทำอะไรผิดพลาด พ่อรวยจะอธิบายลูกว่าทำไมเรื่องนี้ถึงผิด และมันจะส่งผลเสียต่อลูกอย่างไร
ส่วนพ่อจนจะขู่ลูกว่า ทีหลังถ้าทำผิดอีกจะโดนตี!
ลูกของพ่อรวยจึงมองว่าโลกนี้ปลอดภัยและผู้ใหญ่ไม่ได้น่ากลัว ส่วนลูกของพ่อจนจะมองว่าผู้ใหญ่นั้นอันตรายและไม่ควรเข้าใกล้
ซึ่งทัศนคติแบบนี้ย่อมส่งผลต่อท่าทีของลูกเวลามาโรงเรียนด้วย ลูกของพ่อรวยจะมองอาจารย์อย่างเป็นมิตร สบตา และยิ้มให้ ส่วนลูกของพ่อจนจะหลีกเลี่ยง ไม่ทักทาย ไม่เข้าหาอาจารย์ อาจารย์ก็เลยพลอยมองว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กมีปัญหาไปด้วย
อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อรวยทำ คือสอนให้ลูกกล้าต่อรอง (negotiate) ในขณะที่พ่อจนจะสอนให้ลูกเชื่อฟัง (obey) เพราะการเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่า คือวิธีการอยู่รอดของคนที่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไรมากนัก
แต่สำหรับคนที่มีการศึกษาดี มีเงินใช้ เขาไม่ได้มองแค่เอาตัวรอด แต่มองถึงการได้สิ่งที่ดีที่สุด (maximise the outcome) ดังนั้นพ่อรวยจะสอนให้ลูกต่อรองเป็น และเด็กคนนั้นก็จะโตไปเป็นคนที่กล้าต่อรองเรื่องงานหรือเรื่องเงินเดือน ขณะที่ลูกของพ่อจนจะมีความเชื่อที่ว่า ถ้าเราทำดี ผู้ใหญ่จะมองเห็นความดีของเราเอง (ซึ่งไม่จริงเสมอไป)
สาม พ่อรวยมอบเสถียรภาพ พ่อจนมอบความผันผวน
พ่อรวยมีเงิน ก็เลยรักษาคำพูดได้ไม่ยาก เช่นถ้าพ่อรวยบอกว่าสัปดาห์หน้าเราจะไปเที่ยวเมืองไทยกัน (อาจารย์เจียงยกตัวอย่างประเทศไทยขึ้นมาจริงๆ) แล้วสัปดาห์หน้าพวกเขาก็จะได้ไปท่องเที่ยวแดนสยามตามที่คุยกันไว้
ส่วนพ่อจนนั้นมักชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็เลยอาจผิดคำพูดกับลูกได้บ่อยๆ เช่นบอกว่าสัปดาห์หน้าเราจะไปกินแมคโดนัลด์กันนะ แต่พอถึงวันจริงกลับมีเงินไม่พอ เลยต้องบอกลูกว่าไปไม่ได้แล้ว
และนี่คือเหตุผลที่ทำไมผลของการทดลองมาร์ชแมลโลว์ถึงออกมาแบบนั้น แท้จริงแล้วการทดลองนี้ไม่ได้ทดสอบพลังใจหรือการควบคุมตัวเองของเด็ก มันเป็นการทดสอบความเชื่อใจที่เด็กมีต่อผู้ใหญ่ต่างหาก
ถ้าเด็กโตมาในครอบครัวที่ผู้ใหญ่รักษาคำพูด เด็กย่อมเชื่อว่าถ้ารออีกหน่อยก็จะได้กินมาร์ชแมลโลว์ถึงสองชิ้น แต่ถ้าเด็กอีกคนโตมาในบ้านที่ผู้ใหญ่ผิดสัญญาเสมอ การกินมาร์ชแมลโลว์ชิ้นที่อยู่ตรงหน้านั้นย่อมเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า
ส่วนในมุมของ growth mindset หรือการไม่ยอมแพ้นั้น ลูกของพ่อรวยรู้ดีว่าต่อให้เขาทำพลาด เดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วย (เช่นจ้างครูมาสอนพิเศษ) ดังนั้นลูกคนรวยเลยไม่กลัวความล้มเหลวและกล้าลองผิดลองถูก ในขณะที่ลูกของพ่อจนนั้น ถ้าพลาดย่อมหมายถึงการโดนตำหนิและถากถางว่าไม่ควรหาเรื่องตั้งแต่แรก
และในมุมสุดท้ายของ deliberate practice หรือการประเมินตนเองอยู่เสมอ ลูกของพ่อจนคงไม่ได้มีเวลามานั่งคิดเรื่องพวกนี้ เพราะแค่เอาให้รอดวันต่อวันก็เหนื่อยพออยู่แล้ว
ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ลูกเราโตมาประสบความสำเร็จ เราต้องเลิกมองตัวเองว่าเป็นไลฟ์โค้ชให้ลูกมี growth mindset / self-control / self-assessment
แต่ให้มองตัวเองว่าเป็น “สถาปนิก” ที่จัดสรรสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่เด็กคนหนึ่ง ด้วยการรักษาคำพูด มีพื้นที่ให้เขาได้ลองผิดลองถูก และรู้จักต่อรอง
เด็กนักเรียนในห้องยกมือถามอาจารย์เจียงว่า อ้าว แล้วถ้าผม/หนูมาจากครอบครัวที่ยากจน จะเพิ่มโอกาสในการมีอนาคตที่ดีได้อย่างไร
อาจารย์เจียงบอกว่าเป็นไปได้ แต่ไม่ง่าย และต้องโชคดีด้วย ครอบครัวจีนของอาจารย์เจียงย้ายจากจีนมาแคนาดามาตอนอาจารย์อายุได้ 6 ขวบ และพ่อของอาจารย์ก็ทำงานเป็นเด็กล้างจาน ครอบครัวของอาจารย์ขัดสนมาก แต่ที่อาจารย์เจียงประสบความสำเร็จได้เพราะเขาตัดสินใจย้ายมาอเมริกา เพราะที่อเมริกามีวัฒนธรรมที่เปิดกว้างให้คนที่ทำงานหนักมีโอกาสสำเร็จได้มากกว่าที่แคนาดา
อีก 2-3 ทางที่จะทำให้เรามีฐานะดีขึ้นได้ แม้ว่าเราจะมาจากครอบครัวฐานะยากจน ก็คือการแต่งงานกับคนที่รวยกว่า หรือไม่ก็ทำการปฏิวัติ (revolution) และก่อสงคราม เพราะสองอย่างหลังนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิด social mobility หรือการเลื่อนชั้นทางสังคมได้จริงเพราะทรัพยากรถูกเปลี่ยนมือ
เรื่องสงครามและปฏิวัตินี่เหมือนอาจารย์จะพูดเล่น แต่เขาพูดจริง โดยอาจารย์อธิบายว่า สังคมนั้นมีคนรวยและคนจนมาแต่ไหนแต่ไร และเมื่อคนรวยเป็นผู้คุมกฎ เขาย่อมต้องเขียนกฎที่จะเอื้อให้ครอบครัวของตัวเองได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนคนจนไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะต่อสู้หรือแข่งขันจึงโดนกดอยู่อย่างนั้น สังคมนั้นก็เลยมีเสถียรภาพ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง
แต่เพราะพื้นที่บนสุดของห่วงโซ่อาหารมีจำกัด ถึงจุดหนึ่งคนที่อยู่ตรงกลางอยากขึ้นไปก็ขึ้นไม่ได้เพราะที่เต็มแล้ว ดังนั้นคนที่อยู่ตรงกลางจึงมักเป็นผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติ
ถ้าไปศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าการปฏิวัติไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างคนมั่งมีกับคนยากไร้ (The Haves and The Have-Nots) แต่เป็นการต่อสู้ของ “คนมีมาก” กับ “คนมีบ้าง” (Have a Lot and Have Some)
เหมา เจ๋อตง โจว เอินไหล เติ้ง เสี่ยวผิง พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่คนยากจน เป็นชนชั้นกลางที่พอมีเงินและต้องการอำนาจมากกว่านี้
คุยเรื่องพ่อรวยสอนลูก กลายมาเป็นเรื่องปฏิวัติได้หน้าตาเฉย
แต่เอาล่ะครับ ผมคิดว่าประเด็นของอาจารย์เจียงน่าสนใจ และผมก็จะนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงลูกของตัวเองในช่วงที่เขายังพอฟังผมอยู่บ้าง (อายุ 10 และ 8 ขวบ)
พูดคุยกับลูกให้มาก ใชัศัพท์ที่หลากหลายไม่ต่างจากการคุยกับผู้ใหญ่ ใช้เหตุผล สอนให้เขากล้าต่อรอง ลดการใช้ความเป็นผู้ใหญ่เข้าข่ม (ซึ่งบางทีก็ยังจำเป็น) ไม่ตำหนิลูกเมื่อทำผิดพลาด และรักษาคำพูดเพื่อให้เขาเข้าใจว่าผู้ใหญ่เชื่อถือได้ (แต่ก็ต้องดูให้เป็นด้วยว่าคนไหนน่าเชื่อถือ)
และแน่นอนว่าผมก็คงไม่ทิ้งเรื่อง growth mindset และการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เพราะผมเชื่อว่ามันยังมีประโยชน์ และเราก็ยังไม่รู้ด้วยว่าข้อเสนอของอาจารย์เจียงนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน เราไม่ควรเชื่อทุกอย่างที่ได้อ่าน-ได้ฟังบนอินเทอร์เน็ต – รวมถึงบทความนี้ด้วย
ขอให้สนุกกับการเลี้ยงลูกครับ
จุดอ่อนอย่างหนึ่ง (ซึ่งคิดว่าเป็นไปโดยตั้งใจ) ของคลิปเล็คเชอร์ตอน Rich Dad, Poor Dad ของอาจารย์เจียง ก็คือเขาไม่ได้ยกตัวอย่างงานวิจัยของใครมาอ้างอิงสิ่งที่เขานำเสนอ ผมเลยลองไปค้นมาดูและเจองานวิจัยเหล่านี้ครับ
งานวิจัยที่หักล้าง (อย่างน้อยก็ในบางส่วน) เรื่อง growth mindset, deliberate practice และ delayed gratification:
Sisk, V. F., Burgoyne, A. P., Sun, J., Butler, J. L., & Macnamara, B. N. (2018). To what extent and under which circumstances are growth mind-sets important to academic achievement? Two meta-analyses. Psychological Science, 29(4), 549–571.
Macnamara, B. N., Hambrick, D. Z., & Oswald, F. L. (2014). Deliberate practice and performance in music, games, sports, education, and professions: A meta-analysis. Psychological Science, 25(8), 1608–1618.
Watts, T. W., Tyler, D. H., & Hofferth, S. L. (2018). Revisiting the marshmallow test: A conceptual replication investigating links between early delay of gratification and later outcomes. Psychological Science, 29(7), 1147–1177.
หนังสือและงานวิจัยที่สนับสนุนข้อเสนอของอาจารย์เจียงเรื่องการต่อรอง การพูดคุยกับลูกยาวๆ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพ:
Lareau, A. (2011). Unequal childhoods: Class, race, and family life (2nd ed.). University of California Press.
Romeo, R. R., Leonard, J. A., Robinson, S. T., West, M. R., Mackey, A. P., Rowe, M. L., & Gabrieli, J. D. (2018). Beyond the 30-million-word gap: Children’s conversational exposure is associated with language-related brain function. Psychological Science, 29(5), 700–710.
Garcia, J. L., Heckman, J. J., Leaf, D. E., & Prados, M. J. (2020). Quantifying the life-cycle benefits of an influential early childhood program. Journal of Political Economy, 128(7), 2502–2541.

























