สิ่งที่ควรรีบทำเมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์

ในหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ได้กล่าวถึง “4 พญามาร” ที่เป็นโรคไม่ติดต่อแต่ส่งผลให้คนในยุคนี้เสียชีวิตได้มากมาย

4 พญามารนั้นได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม

ใน 4 ตัวนี้ โรคสมองเสื่อมเป็นตัวที่น่าหนักใจที่สุด เพราะป้องกันได้ยากและยังไม่มีหนทางรักษา เมื่อเป็นแล้วเรามักทำได้แค่การประคับประคองและดูแลกันไปเท่านั้น

โรคสมองเสื่อมไม่ได้ทำลายผู้ป่วยก่อน เพราะถึงจุดหนึ่งผู้ป่วยจะเข้าสู่สภาวะไม่รับรู้อะไร และมีความสุขในโลกของตัวเอง คนที่รับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยต่างหากที่จะพังเสียก่อน

มีบทความหนึ่งใน Substack ของคุณ Vance Frost ที่ว่าอะไรบ้างที่เราควรรีบทำในช่วง 90 วันแรกหลังจากที่คนในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อม

จึงขอสรุปเนื้อหามาบางส่วน เพื่อช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมใจ รวมถึงได้กลับมาอ่านใหม่เพื่อใช้เป็นแนวทางในวันที่โชคไม่เข้าข้างเราครับ

1. ทำหนังสือมอบอำนาจ

เพื่อให้เรามีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินได้อย่างเบ็ดเสร็จ แน่นอนว่ามันอาจดูเหมือนการฮุบสมบัติ แต่มันอาจดีกว่าการที่เราต้องไปให้การต่อหน้าผู้พิพากษาว่าทำไมเราถึงมีสิทธิ์ขายบ้านหลังนี้เพื่อนำเงินมาดูแลพ่อแม่

การขอเป็นผู้อนุบาลผ่านศาลต้องใช้เงินมากมายและเสียเวลาเป็นปี แต่การทำหนังสือมอบอำนาจตั้งแต่วันนี้ใช้เงินเพียงไม่กี่บาท

2. จำกัดการใช้เงิน

ผู้ป่วยสมองเสื่อมคือเหยื่ออันโอชะของมิจฉาชีพ ยิ่งในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยสแกมเมอร์ยิ่งอันตรายเป็นเท่าตัว เราจึงต้องระวังอย่าให้ผู้ป่วยมีบัตรเครดิต อย่าให้มีเงินในแอปธนาคารมากเกินไป บล็อกการกู้เงินออนไลน์ และหมั่นเช็คว่าเขาเผลอสมัครบริการอะไรในมือถือของเขาหรือเปล่า

3. ปรับเปลี่ยนพื้นที่

ให้คิดภาพว่าบ้านของเราเต็มไปด้วยกับระเบิด และความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดคือการที่ผู้ป่วยหกล้มจนกระดูกสะโพกหัก เราต้องเอาพรมออกให้หมดเพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการลื่นล้ม ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ และควรทำพื้นห้องน้ำให้ไม่ลื่น อาจต้องเสียเงินหลักพันหรือหลักหมื่นในตอนนี้ แต่ยังถูกกว่าค่ากายภาพบำบัดเป็นสิบเท่า

4. ติดป้ายไว้ทุกที่

เวลาออกไปข้างนอก ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะหลงทางหรือไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน และจะกลับบ้านยังไง การให้ท่านพกโทรศัพท์มือถืออย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะท่านอาจจะลืมไว้ที่ไหนก็ได้ เราควรมีระบบติดตามตัว (GPS tracker) ที่ไม่ได้แค่ใส่ไว้ในกระเป๋าแต่ควรฝังติดไปกับรองเท้า และควรติดป้ายชื่อและเบอร์ติดต่อไว้บนเสื้อผ้าทุกชิ้น (ใช้แบบรีดติดผ้าถาวรไปเลยก็ดี)

5. พึ่งพาจิตแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเปลี่ยนไป ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน เริ่มมีอาการก้าวร้าว ถือของมีคมเดินไปเดินมา หรือเริ่มขว้างปาสิ่งของ การที่เราพยายามนั่งลงพูดคุยกับเขาดีๆ จะไม่ช่วยอะไร เราต้องพาเขาไปหา “จิตแพทย์ผู้สูงอายุ” (Geriatric Psychiatrist) เพื่อให้ช่วยจัดยาให้ เพราะมันเป็นความผิดปกติของสมองส่วนหน้า

6. อย่าหวังพึ่งสวัสดิการรัฐ

รัฐอาจช่วยค่าหมอได้บ้าง แต่รัฐจะไม่ได้ช่วยเรื่องค่าคนดูแล ทั้งการอาบน้ำ ป้อนข้าว เปลี่ยนผ้าอ้อม เราต้องควักเงินจ้างคนดูแล หรือไม่ก็ลาออกจากงานมาดูแลท่านเอง (ซึ่งสุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลย)

7. เล่นไปตามบท

ถ้าท่านเห็นผีอยู่ที่มุมห้อง อย่าไปพยายามอธิบายว่ามันไม่มีอยู่จริง เราทำได้เพียงช่วยไล่มันออกไปซะ

8. เลิกคาดหวังว่าพ่อแม่ของเรายังอยู่

นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุด เราต้องโยน “เด็กน้อยในตัวเรา” ทิ้งไป เด็กน้อยที่ยังโหยหาการยอมรับและแววตาที่คุ้นเคยจากพ่อแม่ เพราะคนที่เลี้ยงดูเรามาจะค่อยๆ จากเราไปทีละน้อย เหลือเพียงร่างกายที่ยังดำเนินไปตามกลไกของชีวิต

สิ่งสำคัญคือเราควรมีเมตตาให้มาก อย่าตำหนิตัวเองเวลาที่เราหงุดหงิด และอย่าคาดหวังคำขอบคุณ จงสวมวิญญาณของยอดมนุษย์ที่มีจุดมุ่งหมายในการดูแลท่านให้ปลอดภัย รักษาจิตใจตัวเองให้มั่นคง และดูแลทรัพย์สินไม่ให้ร่อยหรอ

ผมเองไม่ได้มีประสบการณ์ตรง และเนื้อหาที่นำมาแชร์ด้านบนก็เป็นของต่างประเทศ อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนหรือทุกสถานการณ์ ดังนั้นสามารถท้วงติงและให้ความเห็นเพิ่มได้เลยนะครับ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตครับ


ป.ล. ภาวะสมองเสื่อมมีหลายประเภท โรคอัลไซเมอร์เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด

ขอบคุณเนื้อหาจาก

Vance Frost: Your Parent Has Dementia. Here’s the $405,000 Survival Guide Nobody Gave You.

Outlive ตอนที่ 4 – โรคอัลไซเมอร์

สามหนุ่ม สามมุม สามเล่ม

ตอนผมเรียนอยู่ชั้นประถม ในสมัยที่คำว่า “ซิทคอม” ยังไม่ได้ถูกใช้กันแพร่หลาย ซิทคอมเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากคือ “3 หนุ่ม 3 มุม

พี่ชาย​คนโต “เอกพล” รับบทโดย “กบ” ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ผู้จัดการธนาคารหนุ่มวัยกลางคน ที่มีการดำเนินชีวิตที่เป็นระบบ มีแบบแผน ขี้งก และมีแนวความคิดหัวโบราณนิดๆ

พี่ชาย​คนกลาง “ทศพล” รับบทโดย “แท่ง” ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง สถาปนิก รักอิสระ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์หรือการถูกบังคับ ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ เพราะเป็นนักเรียนนอก และเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ

น้องชาย​คนเล็ก “พีรพล” รับบทโดย “มอส” ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ นักศึกษามหาวิทยาลัยวัยรุ่นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่กำลังค้นหาตัวเองว่าชอบ ไม่ชอบอะไร และควรจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางไหน

จำได้ว่าเรื่องนี้ดังจนชื่อของทั้งสาม “กบแท่งมอส” มักจะถูกเรียกติดกันเสมอ ผมเองชอบพี่แท่งในเรื่องนี้มากจนเลียนแบบการที่ “ทศ” แทนตัวเองว่า “เรา” จนติดตัวมาถึงทุกวันนี้

วันนี้เลยอยากพูดถึง 3 หนุ่ม 3 มุม 3 เล่ม

พี่เอ๋ นิ้วกลม กับหนังสือ “ทั้งชีวิตคือบทเรียน”

ต้นสน สันติธาร กับหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่”

ทอย กษิดิศ กับหนังสือ “Life’s Missing Manual คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป”

สองเล่มแรกออกในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา ส่วนเล่มของทอยออกในงานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ผมอ่านจบแล้วทั้งหมด เลยคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะเขียนถึงทั้งสามหนุ่ม และสามเล่มนี้ครับ


พี่เอ๋ – สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์

ผมเจอพี่เอ๋ (และชิงชิง) ตัวเป็นๆ ครั้งแรกตอนทำงานที่พี่เอ๋มาพูดที่ทอมสัน รอยเตอร์เมื่อประมาณปี 2013 ประโยคหนึ่งที่ผมจำได้แม่นคือ “ความคันคือความจริง” ถ้าเรารู้สึกคันกับสิ่งใด สิ่งนั้นคือความจริง และเราควรจะเกามันซะ พี่เอ๋เล่าว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเกิดมีอาการคันอยากทำหนังสือทำมือ ก็เลยชวนเพื่อนๆ ทำกันแล้วก็ซีร็อกซ์แจกฟรี

ตอนผมไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ผมติด “โตเกียวไม่มีขา” ไปด้วย และอ่านจบบนเครื่องบินก่อนจะแลนดิ้งที่ฮาเนดะ ส่วน “ผึ้ง” ภรรยาของผมก็ตามอ่านนิ้วกลมอยู่เช่นกัน และพี่เอ๋ก็เคยเขียนโน้ตอวยพรให้ผึ้งว่า “ฝันแข็งแรงครับ” ซึ่งตอนนั้นผึ้งไม่ค่อยเก็ท แต่คุยกับผึ้งเมื่อสักครู่นี้ผึ้งก็บอกว่าตอนนี้เก็ทแล้ว ว่าสิ่งที่เรามีในวันนี้ ก็เกิดจากความฝันอันแข็งแรงในอดีตนั่นเอง

หลังจากผมเริ่มเขียนบล็อกมาสักพัก ได้ออกหนังสือไปสามเล่มแล้ว ก็เคยคุยกับผึ้งเล่นๆ ว่าถ้างานของผมได้ออกกับ KOOB บ้างก็น่าจะดี เพราะดูแล้วแนวทางน่าจะสอดคล้องกัน แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงเมื่อพี่เอ๋ทักมาว่าสนใจทำหนังสือกับ KOOB มั้ย จนเกิดเป็น “คำถามร้อยบาท กับคำถามล้านบาท” ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว และเป็นเล่มที่ผมชอบมากที่สุดใน 4 เล่มของ Anontawong’s Musings


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “ทั้งชีวิตคือบทเรียน”

ผมอ่านแล้วก็เข้าใจว่าทำไมพี่เอ๋ถึงบอกว่ารักหนังสือเล่มนี้มาก ผมเดาว่าพอเราได้ทบทวนชีวิตตัวเองอย่างละเอียด ก็จะพบว่ามีผู้คนมากมายเต็มไปหมดที่เป็นเหมือนลมใต้ปีกที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้ ความรู้สึกขอบคุณจึงท่วมท้น

ตัวละครลับที่ผมเพิ่งได้รู้จัก คือเพื่อนที่ชื่อ “กบ” และผมยกให้เป็น MVP เพราะถ้าไม่มีคนคนนี้ อาจไม่มีนักเขียนที่ชื่อว่านิ้วกลมก็ได้ เพราะแต่ก่อนพี่เอ๋ไม่ชอบการอ่านหนังสือเลย อ่านแต่การ์ตูน จนกระทั่งวันหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่เพื่อนกบยื่นหนังสือ “จินตนาการไม่รู้จบ” (The Never Ending Story) มาให้ลองอ่าน และทำให้พี่เอ๋เข้าสู่โลกแห่งหนังสือจนสามารถขลุกอยู่ในห้องสมุดได้ทั้งวัน

แถมก็เป็นเพื่อนกบคนเดิมที่เอาหนัง Dead Poets Society ให้พี่เอ๋ดู จนคำว่า Carpe Diem (คาร์เพเดียม – จงฉวยวันเวลาเอาไว้) น่าจะเป็นหนึ่งในคติประจำใจของการใช้ชีวิตของพี่เอ๋มาตลอดเลยก็เป็นได้

อ่านเล่มนี้แล้วเราก็จะพบว่า ชีวิตของคนคนหนึ่งมันมีจุดหักเหได้มากมาย ไม่ต่างอะไรกับหลักการในหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas ที่บอกว่า หากย้อนกลับไปเปลี่ยนอะไรแม้แต่นิดเดียว เหตุการณ์ทุกอย่างอาจพลิกผันไปได้อย่างมหาศาล ถ้าพี่เอ๋ไม่ได้เชื่อในความคันจนลงมือทำหนังสือทำมือ ก็อาจไม่ได้มาเจอชิงชิง (ที่ทำหนังสือทำมือเหมือนกัน) ในกาลต่อมา แล้วก็จะไม่มีสำนักพิมพ์ KOOB และ “คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท” ก็อาจไม่มีอยู่ในโลกนี้เช่นกัน


ต้นสน – สันติธาร เสถียรไทย

ในสามหนุ่มที่กล่าวมา ผมน่าจะได้เจอกับต้นสนเยอะที่สุด ได้ใช้เวลาด้วยกันมากที่สุด แต่ได้คุยกันไม่เยอะเพราะเราจะเจอกันในห้องซ้อมดนตรีเป็นหลัก

ต้นสนเป็นเพื่อนสนิทกับ “พล” (ผู้ก่อตั้ง Moreloop) มาตั้งแต่เด็ก พลเล่นเบส ต้นสน (หรือ “สน” เฉยๆ แบบที่พลเรียก) เล่นกีตาร์โซโล และก็เป็นพลนี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตีตั้งวง IMET Band* ขึ้นมา ผมเลยได้มาร่วมวงด้วยในฐานะกีตาร์ริธึ่มและ “ผู้จัดการวง” (จำเป็น)

ต้นสนเป็นคนสบายๆ เป็นกันเอง ยิ่งเวลาต้นสนคุยกับพลและต้อง (กวีวุฒิ) เรื่องดนตรียิ่งมีดวงตาเป็นประกาย ส่วนฝีมือเล่นกีตาร์ก็ไม่ธรรมดา (ถ้าไม่ลืมแกะมา) จนดูไม่ออกเลยว่านี่คือนักเศรษฐศาสตร์ปริญญาเอกจาก Harvard และมีส่วนสำคัญในหลายนโยบายที่ขับเคลื่อนประเทศไทย

ในปี 2024 มีหนังสือภาษาไทย 3 เล่มที่ผมได้อ่านแล้วชอบมากเป็นพิเศษ เล่มแรกคือ “ฉันอาจจะผิดก็ได้” (I May Be Wrong) เล่มที่สองคือวิชาคนตัวเล็ก ของคุณพูนลาภ อุทัยเลิสอรุณ เจ้าของสำนักพิมพ์วีเลิร์น และเล่มที่สามก็คือ Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม ของต้นสน เมื่อได้รู้ว่าปีนี้จะออกเล่มใหม่จึงไปหาซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือตั้งแต่วันแรกๆ


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่”

ผมอ่านตัวหนังสือของต้นสนแล้วรู้สึกเหมือนเขาอยู่อีกมิติหนึ่ง (He’s living on a different plane) ซึ่งผมก็เคยเกิดความรู้สึกนี้กับหัวหน้าเก่าชาวอังกฤษชื่อ David Beattie (ซึ่งจบด็อกเตอร์มาเหมือนกัน)

คนที่อยู่อีกมิติหนึ่งในนิยามของผมคือคนที่มองเห็นในมุมที่เราไม่เคยมอง และมีแนวคิดที่ทำให้เราประหลาดใจ ผมเดาว่าเพราะต้นสนมีโอกาสพูดคุยและทำงานร่วมกับคนระดับ Top 1% มาเยอะ ซึ่งไม่ใช่แค่ Top 1% ของประเทศ แต่เป็น Top 1% ของวงการ (industry) นั้นๆ ด้วย ดังนั้นสิ่งที่ต้นสนเขียนในหนังสือจึงมีความสดใหม่และหาอ่านไม่ได้ทั่วไป

หนึ่งในเทคนิคที่ต้นสนใช้เป็นประจำคือการอุปมาอุปไมย เช่นการแบ่งความรู้เป็นสามประเภท คือนมที่บูดง่าย วิสกี้ที่ยิ่งเก่ายิ่งดี และน้ำเปล่าที่ดื่มได้ทุกวัน หรือการบอกว่าชีวิตไม่ใช่ UFO เราจึงต้องสร้างรันเวย์

หนังสือแบ่งออกเป็น 3 ภาค – เปิดใจ รับมือ และ เปลี่ยนแปลง ผมชอบภาคสามที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่แทบทุกองค์กรมี “คนที่เห็นอนาคต” อยู่แล้ว แต่ผู้นำไม่รู้ว่าคนนั้นรู้ และคนนั้นก็ไม่รู้ว่าองค์กรอยากฟัง หรือประเด็นที่ว่าเมื่อวิกฤติเกิดบ่อยขึ้น นั่นย่อมหมายถึง “หน้าต่างเล็กๆ ของการเปลี่ยน” ก็เปิดบ่อยขึ้นเช่นกัน

รวมถึงคำแนะนำที่ว่าเรา (ประเทศไทย) อาจไม่จำเป็นต้องวิ่งตามโลก เพราะเราสามารถวิ่งนำโลกได้ในเรื่องที่เราถนัด เช่นธุรกิจเรื่อง wellness และ longevity

Future You ของต้นสนเล่มนี้มีพี่เอ๋ นิ้วกลม และพี่เจี๊ยบ ปฐมา จันทรักษ์ เขียนคำนิยมให้ ผมจึงขอยกบางประโยคจากคำนิยมของพี่เจี๊ยบที่น่าจะสรุปหัวใจของหนังสือ Future You ได้เป็นอย่างดี

“ดร.สันติธารไม่ได้ชวนให้เราวิ่งเร็วขึ้น
แต่ชวนให้เรารู้ทิศทางก่อนวิ่ง…
ในเวลาที่หลายคนกำลังถามว่า
“อาชีพอะไรน่าจะรอด”
หนังสือเล่มนี้กลับชวนถามว่า
“ตัวตนแบบไหนที่จะมีคุณค่า””


ทอย – กษิดิศ สตางค์มงคล

ผมได้ยินชื่อ “ทอย” จากเพจ DataRockie และน้องในทีมของผม 2 คนก็ลงเรียนคอร์สด้าน Data Analytics กับทอยตั้งแต่ปี 2023 ในเพจก็มีความรู้และเทคนิคต่างๆ มาแชร์เต็มไปหมด

ผมได้รู้จักกับทอยด้วยการที่ผมทักไปหาเขาเองทางเฟซบุ๊ค เหตุเกิดจากหลังจากที่ผมอ่านหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas จบแล้วรู้สึกว่าอยากให้ทอยได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และเผอิญวันนั้นทอยก็แชร์บทความของผมพอดี ก็เลยมีเรื่องให้ได้คุยและแลกเปลี่ยนกัน

ทอยเป็นคนหิวกระหายในความรู้มาก แต่สิ่งที่ทำให้ทอยโดดเด่นที่สุดคือนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ด้วยความที่มีทักษะด้าน technical ติดตัวอยู่ก่อนแล้ว ทอยเลยไม่กลัวที่จะเดินเข้าหาสิ่งใหม่ เจออะไรเรียนได้หมด แถมยังเอามาถ่ายทอดต่อด้วยใจที่กว้างขวางและเข้าใจคนเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ทอยเป็นคนที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น เพราะทอยทำเพื่อลูกเพจเยอะมาก อย่างตอนที่ทอยเชิญ Sean D’Souza (ฌอน เดอซูซา) มาสอน The Brain Audit ทอยก็ควักเงินออกเองไปไม่น้อย และช่วยให้คนนับร้อยได้มาฟังฌอนฟรีๆ ส่วนใครอยากเรียนเพิ่มแบบคอร์สแบบเต็มวันก็ได้เรียนในราคาเป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่นานมานี้ทอยแชร์อีกโปรเจ็คต์นึงให้ผมทราบ ซึ่งผมก็ตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงผมว่าจะสร้างสีสันให้วงการแน่นอน


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “Life’s Missing Manual คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป”

ตอนที่ผมอ่านหนังสือของทอยจบเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว (แต่ไม่ได้เขียนถึงเพราะน้องชายยืมไปอ่านต่อทันที!) ก็รู้สึกว่าผมกับทอยเสพเรื่องคล้ายๆ กัน ทั้งปรัชญา Stoic แนวทางของ Naval Ravikant และความเชื่อเรื่องการเก่งแบบเป็ดหรือการเป็น generalist

แต่ก็มีบางเรื่องที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก เช่นทฤษฎี Dark Forest ซึ่งทอยบิดให้เข้ากับโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างน่าสนใจ

มีเกร็ดบางอย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน เช่นการที่ทอยเคยเป็นแชมป์หมากล้อมเยาวชน เคยคิดจะหารายได้พิเศษด้วยการติวหนังสือน้องๆ ที่มหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจสอนฟรี และเคยเรียน(เกือบจบ) ปริญญาโทใบที่สองด้วยเกรดเฉลี่ย 3.96 ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เข้าใจเหตุผลและแนวทางในการดำเนินชีวิตและการผลิตผลงานของทอยได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

เมื่อได้กลับมาพลิกอ่านหนังสืออีกครั้งก่อนจะเขียนบล็อกนี้ ก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเราอายุสัก 20-35 ปี และกำลังรู้สึกว่าชีวิตไร้หางเสือ อยากจะอ่านหนังสือ self-help ซักเล่มที่เขียนโดยคนไทย การได้อ่าน Life’s Missing Manual เพียงเล่มเดียวก็น่าจะเกินพอที่จะทำให้เรามีไฟและลุกขึ้นมาหาเส้นทางให้กับตัวเองในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

และพออ่าน Life’s Missing Manual ของทอยจบ ก็ยังสามารถอ่าน Future You ของต้นสนต่อเพื่อให้เห็นภาพใหญ่และช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้นในการเลือกทางที่จะเดิน (หรือวิ่ง!)


พอมองสามหนุ่มสามมุมพร้อมๆ กันก็จะเห็นความแตกต่างและความเชื่อมโยงของทั้งสามคน

พี่เอ๋เป็นลูกคนเล็ก มีพี่สาวหนึ่งคน

ต้นสนเป็นลูกคนเดียว

ทอยเป็นพี่คนโต มีน้องชายสองคน

พี่เอ๋เน้น spiritual & society

ต้นสนเน้น society & technology

ทอยเน้น technology & spiritual

แต่พี่เอ๋ก็มีมุมเรื่องเทค – ผมรู้จัก Claude จากโพสต์ที่พี่เอ๋คุยถามตอบกับมันเรื่องชีวิต

ต้นสนก็มีมุม spiritual – ในหนังสือ Future You ต้นสนก็พูดถึงการนั่งสมาธิ

และทอยเองก็สร้างแรงกระเพื่อมให้ society ด้วยการสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ให้คนจำนวนไม่น้อย

ในท้ายเล่ม Future You ต้นสนแนะนำตัวเองว่าเป็น “นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต”

ถ้าต้นสนเป็น Futuristic Strategist ผมก็อยากขนานนามพี่เอ๋ว่าเป็น Idealistic Storyteller และทอยเป็น Eudaimonic* Practitioner

คนโตใช้ถ้อยคำในการเล่าเรื่องเพื่อสังคมที่ดีกว่า คนกลางมองกว้างและมองไกล ส่วนคนน้องก็ต้องการบรรลุศักยภาพในตัวตนด้วยการลงมือทำจนเห็นผลที่จับต้องได้

นี่คือสามหนุ่มสามมุมที่น่าจับตาในพ.ศ.นี้

และผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้รู้จักกับทั้งสามคนครับ


อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียว

ช่วงหยุดสงกรานต์ผมกับครอบครัวไป staycation ที่โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่งอยู่ 3 คืน

นอนตื่นสายๆ กว่าจะได้กินข้าวเช้าก็เกือบสิบโมง กลับมาซุกตัวบนเตียงนอนอ่านหนังสือ ตอนบ่ายออกไปเดินห้างหรืออาร์ตแกลเลอรี่ ตอนเย็นเดินถนน ย่ำค่ำนั่งกินของอร่อยอยู่ริมน้ำ กลางคืนอยู่กันจนดึกดื่นแล้วก็วนลูปไป

กินขนมเยอะ นอนดึก ตื่นสาย รูทีนต่างๆ ที่เคยมีอย่างการออกกำลังกายและการภาวนาถูกวางเอาไว้ชั่วคราว น้ำหนักขึ้นมาเกือบหนึ่งกิโล

เช้าวันสุดท้ายก่อนเช็คเอาท์ ระหว่างนั่งกินข้าวเช้าตอนสิบโมงกว่า ผมก็ฉุกคิดได้ว่า นี่อยู่มาแค่สามคืนยังรู้สึกอ้วนขึ้นขนาดนี้ ถ้าอยู่แบบนี้ไปอีกสามเดือน สุขภาพน่าจะย่ำแย่

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้สบายเกินไป ยิ่งสบายยิ่งอ่อนแอ

แล้วผมก็เห็นถึงความย้อนแย้ง ของ “สองเรื่องเล่าแห่งยุคสมัย”

เรื่องเล่าแรกคือเราต้องพยายามมีอิสรภาพทางการเงิน ด้วยการหารายได้ให้มากๆ มีเงินไปลงทุนจนได้ passive income เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

เช่นถ้าในวัยเกษียณเราอยากมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท (ปีละ 600,000 บาท) เราก็ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 20 ล้านบาท เพราะเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ให้คูปอง 3% ต่อปี แล้วเราจะได้ผลตอบแทน 600,000 บาททุกปีตลอดไป

การมีเงินเก็บหลักสิบล้านดูเป็นเรื่องห่างไกลสำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศ และห้าหมื่นบาทสำหรับหลายคนก็ไม่พอด้วย บางคนอยากมีใช้เดือนละแสน หรือสองแสน รายได้ทางเดียวจึงไม่พอ ต้องหาความรู้เพิ่มเติม ต้องทำธุรกิจเสริม ต้องนำเงินไปลงทุน รู้สึกว่าต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นตอนแก่น่าจะลำบาก

ความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังแนวทางนี้ก็คือ “มีเงินมากๆ เอาไว้ก่อนอุ่นใจดี แต่วันนี้ต้องยอมเหนื่อย”

ส่วนเรื่องเล่าที่สองก็คือเรื่องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กระแส Longevity กำลังมาแรง ทั้งคาร์ดิโอ ทั้งเวตเทรนนิ่ง ทั้ง IF ทั้งลดคาร์บ ทั้ง Hyrox เราจะมีชีวิตที่แข็งแรงและยืนยาวได้ก็ด้วยการมีวินัยและใช้ชีวิตละม้ายคล้ายคลึงกับพลทหารและนักบวชเข้าไปทุกที

และนี่คือสองเรื่องที่ดูเหมือนจะขัดกัน

เรื่องแรกคือเราต้องมีเงินเก็บหลักสิบล้านเพื่อซื้อความสบายกายและสบายใจ

เรื่องที่สองคือเราควรใช้ชีวิตอย่างมีวินัย บริโภคแต่น้อย

ก็เลยกลายเป็นว่าเรากำลังใช้เวลาและพลังชีวิตไปมากมายเพื่อสะสมทรัพย์สิน ทั้งที่จริงแล้วเมื่อถึงเวลา เราแทบไม่มีความจำเป็นต้องใช้มันเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้อยู่แก่ใจการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลสจะทำให้ป่วยทั้งวันนี้และวันหน้า

ซึ่งย่อมมีคนเถียงว่าไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร การมีเยอะไม่ได้แปลว่าเราจะต้องตามใจกิเลสเสียหน่อย มันเป็นไปได้ที่เราจะมีเงินเยอะและเสพแต่น้อย ถ้าเกิดอะไรเลวร้ายขึ้นมาจะได้ล้มบนฟูก

ประเด็นของผมก็คือฟูกนี้มันจำเป็นต้องหนาแค่ไหน และเราต้องจ่ายอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้ฟูกนี้มา

ผมเห็นความเสี่ยงอยู่สามประการของการมุ่งเพิ่มความหนาของฟูก

หนึ่ง เมื่อเรามุ่งมั่นสร้างอนาคต เราอาจบกพร่องหรือละเลยในการดูแลคนใกล้ตัวของเราในปัจจุบัน

สอง หากเรามุ่งมั่นจะไปให้ถึงเส้นชัยด้วยความเร็วสูง เราก็อาจไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจและอาจสูญเสียสิ่งที่เคยสะสมมา

สาม เมื่อฟูกเราหนา เราก็มีทีท่าที่จะจับจ่ายใช้สอยแบบไม่ระมัดระวัง มันจะไม่ทำให้เราจนลงหรอก แต่มันจะทำให้บ้านเรารกขึ้น ตู้เย็นจะเต็มไปด้วยอาหารที่กินไม่ทันวันหมดอายุ ห้องนั่งเล่นมีแต่ข้าวของที่แทบไม่เคยได้หยิบมาใช้ และห้องเก็บของจะเต็มจนไม่มีที่ให้เดิน

การตั้งเป้าว่าต้องมี passive income เดือนละ 50,000 บาทโดยไม่กินเงินต้น อาจทำให้ทางเลือกของเราแคบลงเพราะมันไม่ใช่ First Principles Thinking

First Principles Thinking (การคิดเชิงหลักการพื้นฐาน) คือกระบวนการแก้ปัญหาด้วยการย่อยปัญหาซับซ้อนให้กลายเป็น “ความจริงพื้นฐาน” (Fundamental Truths) ที่ไม่อาจย่อยได้อีก

ถ้ากลับมาที่ความจริงพื้นฐาน เราสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยปัจจัยสี่ – อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค

เสื้อผ้าอาจจะเป็นโจทย์ที่ง่ายสุด อย่างน้อยก็สำหรับผู้ชายที่ไม่ได้ต้องแต่งตัวอะไรมากมาย

ยารักษาโรคอาจจะง่ายรองลงมา เพราะคนไทยเข้าถึงการแพทย์ได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ คนที่มีสตางค์หน่อยก็สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ และคนที่มองการณ์ไกลก็จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้

ที่อยู่อาศัยเป็นโจทย์ที่ยาก ยิ่งเห็นป้ายโฆษณาบ้านสมัยนี้ยิ่งถอดใจ แต่ถ้าเราตัดสินใจได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่กรุงเทพไปตลอด โจทย์นี้อาจจะง่ายขึ้น

อาหารอาจจะเป็นโจทย์ที่วุ่นวายที่สุด เพราะต้องหาใหม่ทุกวัน และเราคุ้นชินกับการซื้อกินมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมืองไทยในน้ำมีปลาในนามีข้าว ถ้าเราทำความรู้จักกับทรัพย์ในดิน เราก็อาจจะสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวได้

ที่ผมเขียนมาไม่ใช่ว่าผมเองจะทำได้ ผมทำอาหารไม่เป็น ซื้อกับข้าวก็ไม่เป็น ปลูกผักยังไม่ค่อยขึ้น แต่ก็คิดว่าสมควรแก่เวลาที่จะเริ่มศึกษาจริงจัง

และผมเองก็ไม่ได้คัดค้านหากใครจะตั้งใจเก็บเงินล้านเพื่อวัยเกษียณ มันคือสิ่งที่ผมเองก็กำลังทำ แต่ก็ต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่าในโลกที่ผันผวนและเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ การฝากความหวังไว้ที่ “การมีเงิน” เพียงอย่างเดียวอาจจะเสี่ยงไปหน่อย

ประเทศ / ปี / อัตราเงินเฟ้อ

ไทย / 2022 / 6%
ตุรกี / 2022 / 55%
ศรีลังกา / 2022 / 60%
อาร์เจนตินา / 2024 / 267%
เวเนซูเอลา / 2018 / 1,700,000%

กล่าวโดยสรุป โดยเนื้อแท้แล้วกายหยาบเราไม่ได้ต้องการบริโภคอะไรมากมาย ความเสี่ยงที่แท้จริงของคนที่ได้อ่านบล็อกนี้จึงไม่ใช่ความอดอยาก แต่เป็นการเสพที่ล้นเกิน เราจึงต้องรักษาวินัยในการนอน การเคลื่อนไหว และการกินให้คล้ายกับคนในเครื่องแบบ เพราะถ้าปล่อยตัวปล่อยใจเหมือนตอนที่ผมไป staycation น่าจะไม่เป็นการดี

การมีทรัพย์สินและเงินเก็บเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่ก็ให้ระวังว่าเราไม่จำเป็นต้องมีฟูกของเงินที่หนาเกินพอดี เพราะราคาที่ต้องจ่ายมันค่อนข้างสูง และสุดท้ายฟูกมันอาจจะแฟ่บลงภายในไม่กี่ปีโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย เราควรหันมาศึกษาการสร้างฟูกแห่งปัจจัย 4 เพราะเงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง

อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียวครับ

จะเลี้ยงลูกอย่างไรหาก Growth Mindset ใช้ไม่ได้ผล

ใครที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือแนว Non-fiction น่าจะคุ้นเคยกับ 3 คอนเซ็ปต์นี้

หนึ่ง Growth Mindset และ Fixed Mindset

สอง 10,000-Hour Rule (Deliberate Practice)

สาม Delayed Gratification (The Marshmallow Test)

ซึ่งทั้งสามเฟรมเวิร์คนี้มักจะถูกนำมาใช้วางแนวทางที่พ่อแม่ควรสอนลูกๆ รวมถึงเอาไว้เตือนใจตัวเองสำหรับคนเป็นผู้ใหญ่ด้วย

Carol Dweck เขียนไว้ในหนังสือ Mindset ซึ่งบอกว่าเด็กจะเติบโตไปประสบความสำเร็จหากมี growth mindset คือเชื่อว่าแม้ตัวเองจะยังไม่เก่ง แต่สามารถฝึกฝนให้เก่งขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่กลัวที่จะทำผิดพลาดและพร้อมจะพยายามต่อไปเสมอ ต่างกับคนที่มี fixed mindset ที่ยอมแพ้ง่ายหรือไม่แม้แต่จะพยายามเพราะกลัวว่าตัวเองจะล้มเหลว

เรื่อง 10,000-hour rule ถูกพูดถึงโดย Malcolm Gladwell ในหนังสือ Outliers แต่จริงๆ แล้วมีต้นทางมาจาก Anders Ericsson ในหนังสือ Peak – How to Master Almost Anything โดยพูดถึงการศึกษานักดนตรีหรือนักกีฬาที่ก้าวไปถึงจุดสูงสุดของวิชาชีพว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ฝึกฝนอย่างหนัก แต่ฝึกฝนอย่างมียุทธศาสตร์ด้วย (deliberate practice)

เรื่อง delayed gratification หรือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เกิดจากการทดลองมาร์ชแมลโลว์ ที่ให้เด็ก 5-6 ขวบนั่งรอผู้ใหญ่โดยมีขนมมาร์ชแมลโลว์ตั้งอยู่ตรงหน้า ถ้ารอจนผู้ใหญ่กลับมาได้โดยไม่กินมาร์ชแมลโลว์ชิ้นนั้นไปเสียก่อน ก็จะได้กินมาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น เด็กที่อดใจรอได้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเด็กที่อดใจรอไม่ได้

จากสามเฟรมเวิร์คนี้ เราจึงเชื่อว่าการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตมาเป็นอย่างดีและเป็นเลิศในสิ่งที่เขาทำควรจะมีสามสิ่งนี้

หนึ่งคือการไม่ยอมแพ้ (resilience) อันเกิดจาก growth mindset ดังนั้นพ่อแม่จึงควรชมลูกที่ความพยายามมากกว่าจะชมที่ผลลัพธ์

สองคือการประเมินตัวเองอยู่เสมอ (self-reflection) อันจะนำไปสู่ deliberate practice ที่จะทำให้เก่งขึ้นทุกวัน

สามคือความสามารถในการควบคุมตนเอง (self-control) เพื่อเป็นคนอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มีวินัย ไม่อ่อนข้อต่อกิเลสและสิ่งยั่วยวนจิตใจ (the Marshmallow test)

แต่พ่อแม่จะว่าอย่างไร ถ้าที่จริงแล้วสามสิ่งนี้มีผลต่อความสำเร็จของลูกน้อยมาก?

ในปี 2018 Sisk และคณะได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่มีข้อมูลนักเรียนถึง 400,000 คนแล้วพบว่า การเพิ่ม growth mindset ให้นักเรียนมี correlation กับผลการเรียนแค่ 0.1 เท่านั้น

ในปี 2014 Brooke Macnamara และคณะได้รีวิวงานวิจัย 88 ชิ้นเกี่ยวกับ deliberate practice และพบว่ามีผลต่อการเล่นดนตรี 21% การเล่นกีฬา 18% แต่ในแง่การเรียนแล้วช่วยเพียง 4% เท่านั้น และที่แย่ที่สุดคือในชีวิตการทำงานที่ deliberate practice ส่งผลเพียง 1%

ในปี 2018 Watts, Tyler และ Hoff จาก University of Virginia ลองทำการทดลอง Marshmallow test อีกครั้ง แต่ใช้นักเรียนมากขึ้น และพบว่าเมื่อตัดปัจจัยเรื่องฐานะของพ่อแม่ออกไปแล้ว การอดทนไม่กินมาร์ชแมลโลว์ได้นั้นแทบไม่มีความสัมพันธ์กับโอกาสที่เด็กจะมีอนาคตที่ดีเลย

ถ้า growth mindset ไม่ใช่ deliberate practice ไม่ช่วย และการอดเปรี้ยวไว้กินหวานก็ยังไม่ช่วย แล้วอะไรกันแน่ที่ช่วย?

คำตอบ – ซึ่งอาจทำให้หลายคนขุ่นใจ – ก็คือการที่พ่อแม่รวยครับ

พ่อแม่ที่ฐานะดีคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เด็กที่จะเรียนดีและประสบความสำเร็จในชีวิต

อันนี้ผมไม่ได้พูดเอง แต่มาจาก “Professor Jiang” จากช่อง Predictive History ตอน Game Theory #3: Rich Dad, Poor Dad

อาจารย์เจียงไม่ใช่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่เป็นอาจารย์ในโรงเรียนมัธยม ชื่อของอาจารย์เจียงโด่งดังขึ้นตั้งแต่ที่เกิดสงครามในอิหร่าน เพราะเขาเคยทำนายไว้เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว (29 พ.ค. 2567) ว่าทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย อเมริกาจะเปิดสงครามกับอิหร่าน และสุดท้ายอเมริกาจะพ่ายแพ้ ซึ่งคำทำนายสุดท้ายเราต้องรอดูกันต่อไป (ตามไปดูได้ที่ Geo-Strategy #8: The Iran Trap)

อาจารย์เจียงสนใจเรื่อง Game Theory มาก ก็เลยพูดถึงเรื่องนี้ในหลายวาระด้วยแง่มุมที่ต่างกันไป โดยตอนที่สามกล่าวถึงการเลี้ยงลูกของ “พ่อรวย” และ “พ่อจน” (Rich Dad, Poor Dad)

เด็กที่พ่อรวยมีโอกาสสำเร็จกว่าเด็กที่พ่อจน คำถามสำคัญคือพ่อรวยกับพ่อจนสอนเลูกต่างกันอย่างไร และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะชวนอ่านและพิจารณาตาม โดยยังไม่ต้องเชื่อทั้งหมด

(ผมขอใช้คำว่า “พ่อรวย” แทนคำว่า “พ่อแม่ที่ร่ำรวย” เพื่อความกระชับนะครับ)

หนึ่ง พ่อรวยจะพูดคุยกับลูกมากกว่าพ่อจน

พ่อรวยจะพูดคุยกันยาวๆ ใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย ทำให้ลูกมีคลังคำศัพท์ในการมองโลก จำแนกปัญหา และคิดอย่างเป็นระบบ

พ่อจนจะคุยกับลูกแค่สั้นๆ – Yes, No, Go away ฯลฯ

สอง พ่อรวยจะคุยกับลูกอย่างเป็นมิตร พ่อจนจะใช้ความเป็นผู้ใหญ่เข้าข่ม

เวลาลูกทำอะไรผิดพลาด พ่อรวยจะอธิบายลูกว่าทำไมเรื่องนี้ถึงผิด และมันจะส่งผลเสียต่อลูกอย่างไร

ส่วนพ่อจนจะขู่ลูกว่า ทีหลังถ้าทำผิดอีกจะโดนตี!

ลูกของพ่อรวยจึงมองว่าโลกนี้ปลอดภัยและผู้ใหญ่ไม่ได้น่ากลัว ส่วนลูกของพ่อจนจะมองว่าผู้ใหญ่นั้นอันตรายและไม่ควรเข้าใกล้

ซึ่งทัศนคติแบบนี้ย่อมส่งผลต่อท่าทีของลูกเวลามาโรงเรียนด้วย ลูกของพ่อรวยจะมองอาจารย์อย่างเป็นมิตร สบตา และยิ้มให้ ส่วนลูกของพ่อจนจะหลีกเลี่ยง ไม่ทักทาย ไม่เข้าหาอาจารย์ อาจารย์ก็เลยพลอยมองว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กมีปัญหาไปด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อรวยทำ คือสอนให้ลูกกล้าต่อรอง (negotiate) ในขณะที่พ่อจนจะสอนให้ลูกเชื่อฟัง (obey) เพราะการเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่า คือวิธีการอยู่รอดของคนที่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไรมากนัก

แต่สำหรับคนที่มีการศึกษาดี มีเงินใช้ เขาไม่ได้มองแค่เอาตัวรอด แต่มองถึงการได้สิ่งที่ดีที่สุด (maximise the outcome) ดังนั้นพ่อรวยจะสอนให้ลูกต่อรองเป็น และเด็กคนนั้นก็จะโตไปเป็นคนที่กล้าต่อรองเรื่องงานหรือเรื่องเงินเดือน ขณะที่ลูกของพ่อจนจะมีความเชื่อที่ว่า ถ้าเราทำดี ผู้ใหญ่จะมองเห็นความดีของเราเอง (ซึ่งไม่จริงเสมอไป)

สาม พ่อรวยมอบเสถียรภาพ พ่อจนมอบความผันผวน

พ่อรวยมีเงิน ก็เลยรักษาคำพูดได้ไม่ยาก เช่นถ้าพ่อรวยบอกว่าสัปดาห์หน้าเราจะไปเที่ยวเมืองไทยกัน (อาจารย์เจียงยกตัวอย่างประเทศไทยขึ้นมาจริงๆ) แล้วสัปดาห์หน้าพวกเขาก็จะได้ไปท่องเที่ยวแดนสยามตามที่คุยกันไว้

ส่วนพ่อจนนั้นมักชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็เลยอาจผิดคำพูดกับลูกได้บ่อยๆ เช่นบอกว่าสัปดาห์หน้าเราจะไปกินแมคโดนัลด์กันนะ แต่พอถึงวันจริงกลับมีเงินไม่พอ เลยต้องบอกลูกว่าไปไม่ได้แล้ว

และนี่คือเหตุผลที่ทำไมผลของการทดลองมาร์ชแมลโลว์ถึงออกมาแบบนั้น แท้จริงแล้วการทดลองนี้ไม่ได้ทดสอบพลังใจหรือการควบคุมตัวเองของเด็ก มันเป็นการทดสอบความเชื่อใจที่เด็กมีต่อผู้ใหญ่ต่างหาก

ถ้าเด็กโตมาในครอบครัวที่ผู้ใหญ่รักษาคำพูด เด็กย่อมเชื่อว่าถ้ารออีกหน่อยก็จะได้กินมาร์ชแมลโลว์ถึงสองชิ้น แต่ถ้าเด็กอีกคนโตมาในบ้านที่ผู้ใหญ่ผิดสัญญาเสมอ การกินมาร์ชแมลโลว์ชิ้นที่อยู่ตรงหน้านั้นย่อมเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า

ส่วนในมุมของ growth mindset หรือการไม่ยอมแพ้นั้น ลูกของพ่อรวยรู้ดีว่าต่อให้เขาทำพลาด เดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วย (เช่นจ้างครูมาสอนพิเศษ) ดังนั้นลูกคนรวยเลยไม่กลัวความล้มเหลวและกล้าลองผิดลองถูก ในขณะที่ลูกของพ่อจนนั้น ถ้าพลาดย่อมหมายถึงการโดนตำหนิและถากถางว่าไม่ควรหาเรื่องตั้งแต่แรก

และในมุมสุดท้ายของ deliberate practice หรือการประเมินตนเองอยู่เสมอ ลูกของพ่อจนคงไม่ได้มีเวลามานั่งคิดเรื่องพวกนี้ เพราะแค่เอาให้รอดวันต่อวันก็เหนื่อยพออยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ลูกเราโตมาประสบความสำเร็จ เราต้องเลิกมองตัวเองว่าเป็นไลฟ์โค้ชให้ลูกมี growth mindset / self-control / self-assessment

แต่ให้มองตัวเองว่าเป็น “สถาปนิก” ที่จัดสรรสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่เด็กคนหนึ่ง ด้วยการรักษาคำพูด มีพื้นที่ให้เขาได้ลองผิดลองถูก และรู้จักต่อรอง


เด็กนักเรียนในห้องยกมือถามอาจารย์เจียงว่า อ้าว แล้วถ้าผม/หนูมาจากครอบครัวที่ยากจน จะเพิ่มโอกาสในการมีอนาคตที่ดีได้อย่างไร

อาจารย์เจียงบอกว่าเป็นไปได้ แต่ไม่ง่าย และต้องโชคดีด้วย ครอบครัวจีนของอาจารย์เจียงย้ายจากจีนมาแคนาดามาตอนอาจารย์อายุได้ 6 ขวบ และพ่อของอาจารย์ก็ทำงานเป็นเด็กล้างจาน ครอบครัวของอาจารย์ขัดสนมาก แต่ที่อาจารย์เจียงประสบความสำเร็จได้เพราะเขาตัดสินใจย้ายมาอเมริกา เพราะที่อเมริกามีวัฒนธรรมที่เปิดกว้างให้คนที่ทำงานหนักมีโอกาสสำเร็จได้มากกว่าที่แคนาดา

อีก 2-3 ทางที่จะทำให้เรามีฐานะดีขึ้นได้ แม้ว่าเราจะมาจากครอบครัวฐานะยากจน ก็คือการแต่งงานกับคนที่รวยกว่า หรือไม่ก็ทำการปฏิวัติ (revolution) และก่อสงคราม เพราะสองอย่างหลังนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิด social mobility หรือการเลื่อนชั้นทางสังคมได้จริงเพราะทรัพยากรถูกเปลี่ยนมือ

เรื่องสงครามและปฏิวัตินี่เหมือนอาจารย์จะพูดเล่น แต่เขาพูดจริง โดยอาจารย์อธิบายว่า สังคมนั้นมีคนรวยและคนจนมาแต่ไหนแต่ไร และเมื่อคนรวยเป็นผู้คุมกฎ เขาย่อมต้องเขียนกฎที่จะเอื้อให้ครอบครัวของตัวเองได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนคนจนไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะต่อสู้หรือแข่งขันจึงโดนกดอยู่อย่างนั้น สังคมนั้นก็เลยมีเสถียรภาพ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง

แต่เพราะพื้นที่บนสุดของห่วงโซ่อาหารมีจำกัด ถึงจุดหนึ่งคนที่อยู่ตรงกลางอยากขึ้นไปก็ขึ้นไม่ได้เพราะที่เต็มแล้ว ดังนั้นคนที่อยู่ตรงกลางจึงมักเป็นผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติ

ถ้าไปศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าการปฏิวัติไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างคนมั่งมีกับคนยากไร้ (The Haves and The Have-Nots) แต่เป็นการต่อสู้ของ “คนมีมาก” กับ “คนมีบ้าง” (Have a Lot and Have Some)

เหมา เจ๋อตง โจว เอินไหล เติ้ง เสี่ยวผิง พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่คนยากจน เป็นชนชั้นกลางที่พอมีเงินและต้องการอำนาจมากกว่านี้

คุยเรื่องพ่อรวยสอนลูก กลายมาเป็นเรื่องปฏิวัติได้หน้าตาเฉย

แต่เอาล่ะครับ ผมคิดว่าประเด็นของอาจารย์เจียงน่าสนใจ และผมก็จะนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงลูกของตัวเองในช่วงที่เขายังพอฟังผมอยู่บ้าง (อายุ 10 และ 8 ขวบ)

พูดคุยกับลูกให้มาก ใชัศัพท์ที่หลากหลายไม่ต่างจากการคุยกับผู้ใหญ่ ใช้เหตุผล สอนให้เขากล้าต่อรอง ลดการใช้ความเป็นผู้ใหญ่เข้าข่ม (ซึ่งบางทีก็ยังจำเป็น) ไม่ตำหนิลูกเมื่อทำผิดพลาด และรักษาคำพูดเพื่อให้เขาเข้าใจว่าผู้ใหญ่เชื่อถือได้ (แต่ก็ต้องดูให้เป็นด้วยว่าคนไหนน่าเชื่อถือ)

และแน่นอนว่าผมก็คงไม่ทิ้งเรื่อง growth mindset และการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เพราะผมเชื่อว่ามันยังมีประโยชน์ และเราก็ยังไม่รู้ด้วยว่าข้อเสนอของอาจารย์เจียงนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน เราไม่ควรเชื่อทุกอย่างที่ได้อ่าน-ได้ฟังบนอินเทอร์เน็ต – รวมถึงบทความนี้ด้วย

ขอให้สนุกกับการเลี้ยงลูกครับ


จุดอ่อนอย่างหนึ่ง (ซึ่งคิดว่าเป็นไปโดยตั้งใจ) ของคลิปเล็คเชอร์ตอน Rich Dad, Poor Dad ของอาจารย์เจียง ก็คือเขาไม่ได้ยกตัวอย่างงานวิจัยของใครมาอ้างอิงสิ่งที่เขานำเสนอ ผมเลยลองไปค้นมาดูและเจองานวิจัยเหล่านี้ครับ

งานวิจัยที่หักล้าง (อย่างน้อยก็ในบางส่วน) เรื่อง growth mindset, deliberate practice และ delayed gratification:

Sisk, V. F., Burgoyne, A. P., Sun, J., Butler, J. L., & Macnamara, B. N. (2018). To what extent and under which circumstances are growth mind-sets important to academic achievement? Two meta-analyses. Psychological Science, 29(4), 549–571.

Macnamara, B. N., Hambrick, D. Z., & Oswald, F. L. (2014). Deliberate practice and performance in music, games, sports, education, and professions: A meta-analysis. Psychological Science, 25(8), 1608–1618.

Watts, T. W., Tyler, D. H., & Hofferth, S. L. (2018). Revisiting the marshmallow test: A conceptual replication investigating links between early delay of gratification and later outcomes. Psychological Science, 29(7), 1147–1177.

หนังสือและงานวิจัยที่สนับสนุนข้อเสนอของอาจารย์เจียงเรื่องการต่อรอง การพูดคุยกับลูกยาวๆ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพ:

Lareau, A. (2011). Unequal childhoods: Class, race, and family life (2nd ed.). University of California Press.

Romeo, R. R., Leonard, J. A., Robinson, S. T., West, M. R., Mackey, A. P., Rowe, M. L., & Gabrieli, J. D. (2018). Beyond the 30-million-word gap: Children’s conversational exposure is associated with language-related brain function. Psychological Science, 29(5), 700–710.

Garcia, J. L., Heckman, J. J., Leaf, D. E., & Prados, M. J. (2020). Quantifying the life-cycle benefits of an influential early childhood program. Journal of Political Economy, 128(7), 2502–2541.

อู๋เหวย : อกรรมกิริยา หนังสือที่ผมตามหามาแรมปี

สำหรับคนที่เป็นนักเขียนหรือบล็อกเกอร์ จะมีประโยคหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจเวลาได้อ่านงานเขียนชั้นเลิศ

ประโยคนั้นก็คือ “อยากเขียนให้ได้แบบนี้บ้าง”

ซึ่งมีนักเขียนเพียงสองท่านเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้

คนแรกคือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และหนังสืออย่าง “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ก็เป็นหนังสือที่ผมติดมือไปฝากเพื่อนบ่อยที่สุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะสำหรับผมมันคืองานระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งแต่ก่อนหาซื้อได้ยาก แต่โชคดีที่สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นนำมาจัดพิมพ์ใหม่และนำมาวางขายในงานสัปดาห์หนังสือ

คนที่สองที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้ คือพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าของสำนักพิมพ์ openbooks และหนังสือเล่มล่าสุดอย่าง “อู๋เหวย : อกรรมกิริยา” ก็เป็นผลงานที่ผมเชื่อว่าจะกลายเป็นมาสเตอร์พีซในใจนักอ่าน-นักเขียนอีกหลายคนในอนาคต


เมื่อช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว (พ.ศ. 2568) มีความต้องการบางอย่างเกิดขึ้นในใจผม นั่นคือการแสวงหาแนวทาง “การใช้ชีวิตให้ดีงามโดยไม่ต้องพยายามจนเกินไป”

‘ดีงาม’ ในที่นี้ไม่ได้หมายความในเชิงศีลธรรม (moral) แต่หมายถึงในเชิงคุณภาพ (excellent) – How to live an excellent life without trying too hard.

ผมหาหนังสือฝรั่งอย่าง Effortless ของ Greg McKeown และ Upstream ของ Dan Heath มาอ่าน แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้างแต่ก็ยังไม่ได้ประทับอยู่ในใจ

เมื่อตอนขึ้นปีใหม่ 2569 ผมมอบหมายให้คำว่า “Discipline” เป็นธีมประจำตัวของปีนี้ เพราะรู้สึกว่าปี 2568 ใช้ชีวิตหย่อนเกินไป ส่วนปีก่อนหน้าก็ตึงเกินไป ปีนี้เลยอยากหา ‘ทางสายกลาง’ ให้เจอ

แล้วก็ได้รับข่าวดีระหว่างขับรถไปทำงาน และฟังรายการ openbooks CLUB กับ The Cloud ตอนที่ 3 ว่าพี่ภิญโญกำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่

แค่ประโยคไฮไลต์เปิดอีพีนี้ก็กินใจและเด็ดขาด:

“แท้จริงแล้วผมไม่ได้เขียนหนังสือ
หนังสือที่ผมทำมันเขียนผม
แท้จริงแล้วผมไม่ได้เปลี่ยนที่อยู่
แต่ที่อยู่มันเปลี่ยนชีวิตผม”

พี่ภิญโญ และพี่ปุ๊ก (จนัญญา เตรียมอนุรักษ์) ย้ายบ้านและสำนักพิมพ์ไปอยู่ที่เชียงดาวเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว และ openbooks ไม่ได้ออกงานสัปดาห์หนังสือมาถึง 7 ปี

งานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมาเป็นการกลับมาครั้งแรกของ openbooks และบูธ G08 จึงเป็นบูธแรกที่ผมไปเยือนเพื่อหาหนังสืออู๋เหวยมาอ่าน

แต่มองหาอยู่นานก็ไม่เจอ จนต้องถามน้องคนขายว่ายังมีเหลืออยู่ไหม น้องพนักงานจึงหยิบหนังสือสีชมพูดอกซากุระมาให้ ผมรับหนังสือและกลับมาอ่านอย่างช้าๆ จนจบภายใน 3 วัน ก่อนจะกลับมาอ่านซ้ำและอ่านจบไปอีกรอบเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อมีเวลาคิดทบทวนก็ยิ่งแน่ใจว่า นี่แหละหนังสือที่ผมตามหามาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะมันบรรจุ “แนวทางการผดุงชีวิต” ที่น่าจะช่วยให้ผมพบทางสายกลางสู่ชีวิตที่ดีงามโดยไม่ต้องพยายามจนเกินไป

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อจะสรุปหนังสืออู๋เหวย – พี่ภิญโญได้พูดไว้บนเวทีกลางในงานสัปดาห์หนังสือว่า การจะรู้ว่าอาหารจานหนึ่งอร่อยหรือไม่ เราต้องได้ลิ้มรสด้วยลิ้นของเราเองจากต้นทาง ถ้ามีใครเคี้ยวอาหารให้จนละเอียดแล้วคายออกมาให้เราได้กินต่อ ความเอร็ดอร่อยก็คงแทบไม่เหลือ

ผมได้ยินคำว่า อู๋เหวย หรือ wu wei มาสักพักใหญ่ โดยในหนังสือเต้าเต๋อจิงใช้คำว่า “การไม่กระทำ” ส่วนฝรั่งแปลคำนี้ว่า non-doing หรือ effortless action

แต่คำแปลที่งดงามที่สุดมาจากท่านเขมานันทะ ที่แปลอู๋เหวยว่า “อกรรมกิริยา”

อกรรมกิริยาไม่ใช่การไม่กระทำ แต่เป็นการกระทำที่ไม่เกิดกรรม เพราะแม้จะมีการกระทำ แต่ไม่มีตัวตนของผู้กระทำ ดังบทที่สองของเต้าเต๋อจิง

“ปราชญ์ถือหลัก
ไม่กระทำ (อู๋เหวย)
เคลื่อนไหวโดยไม่สอนสั่ง

สร้างสรรค์สรรพสิ่งโดยไม่ชี้นำ
ดำรงอยู่ แต่ไม่ครอบครอง

กระทำโดยไม่หวังผลตอบแทน
สำเร็จกิจโดยไม่หวังเกียรติคุณ

เพราะไม่หวังเกียรติคุณ
ความสำเร็จจึงยั่งยืน”

สำหรับผม วรรคสุดท้ายเป็นวรรคทอง

“เพราะไม่หวังเกียรติคุณ ความสำเร็จจึงยั่งยืน”

ไม่ง่ายเลยที่จะทำอะไรโดยไม่หวังผล ทำอะไรโดยไม่หวังให้มีคนมาชื่นชม ยิ่งเราถูกสอนให้เป็นคน results-oriented ในโลกธุรกิจ และถูกวัดความสำเร็จในชีวิต content creator จากยอดไลก์และยอดแชร์มาเป็นสิบปี

แต่ถ้าเราเข้าสู่สภาวะนี้ได้ เราจะกลายเป็นคนที่พระไพศาล วิสาโลเรียกว่า “ทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส” และเป็นคน “ทำงานเพื่องาน” ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำภารกิจใหญ่ให้สำเร็จเสร็จสิ้น

แต่เรารู้หรือไม่ว่าภารกิจใหญ่ของเราคืออะไร และถ้ารู้แล้วเรายังจะมีแรงเหลือเพื่อกระทำกิจนั้นจริงหรือ เพราะอุปสรรคสำคัญของคนยุคนี้ คือเรามีกิจกรรมมากเกินไป

“ในชั่วชีวิตเราอาจไปร่วมงานต่างๆ มากมาย นับได้พันหมื่น แต่งานที่เปี่ยมความหมาย ดำรงอยู่ในความทรงจำ ส่งผลสะเทือนสำคัญ ทำให้เราตื่นจากความฝัน อาจนับได้ไม่เท่านิ้วมือเช่นกัน

ทุกวันนี้ โลกจึงเต็มไปด้วยหมู่ชนที่จัดกิจกรรมมากมาย โดยหาได้ใส่ใจในกิจกรรมนั้นๆ หากเราหลงลืมไม่เลือกคัดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน พลังงานเราจะหมดไปกับ ‘กิจกรรม’ จนเหลือเวลาให้ ‘กิจที่ต้องกระทำ’ น้อยเต็มที

กิจกรรมเหล่านี้ล้วนจำเป็นต้องถูกทิ้ง การเกรงใจเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องละวางไว้ หากเราอยากจัดการชีวิตใหม่ การทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป คือจุดเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง”

เมื่ออ่านหนังสือจบ ผมได้ข้อสรุปว่าการจะมีอู๋เหวยในชีวิตได้ เราต้องมีความกล้าห้าประการ

กล้าหยุด กล้ากลับตัว กล้าทิ้ง กล้ารอ

และเมื่อปัจจัยถึงพร้อม เราต้องกล้าลงมือทำ

ขอขอบคุณพี่ภิญโญที่เริ่มต้นรังสรรค์อู๋เหวยขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือนสาม และปิดต้นฉบับลงพร้อมบทนำในคืนวันเพ็ญเดือนหก ประหนึ่งการน้อมถวายปฏิบัติบูชาแด่พระบรมศาสดาเอกของโลก

อู๋เหวย : อกรรมกิริยา” คือหนังสือที่ผมอยากให้ทุกคนได้อ่าน เพื่อจะได้จัดสรรพลังงานให้กับกิจสำคัญแห่งชีวิตครับ