เราเตรียมใจที่จะไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกหรือยัง

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton Christensen จบ

มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาหลายวัน จนอยากจะนำมาเขียนถึงวันนี้เพื่อคนเป็นพ่อคนแม่คน

คนสมัยนี้มีลูกยาก เพราะต้องใช้เงินเยอะ พอตัดสินใจมีลูกทั้งทีก็เลยอยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก

สมัยที่เรายังเด็ก โอกาสที่เราจะเข้าถึงสิ่งต่างๆ น้อยกว่านี้หลายเท่าตัว เราอาจเคยอยากได้ของเล่นบางชิ้นแล้วแม่ไม่ซื้อให้ เคยอยากเรียนดนตรีแต่ค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์แพงเกินไป เคยเบื่อกับเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เป็นมรดกตกทอดจากพี่ชายหรือพี่สาว พอโตมาได้มีลูกกับเขาบ้างก็เลยตั้งใจว่าอะไรที่เราเคยอยากได้แล้วเราไม่เคยได้ หรืออะไรที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำ ถ้าวันนี้มีกำลังก็อยากจะมอบมันให้แก่ลูกให้เต็มที่

แม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนาดี แต่วิธีคิดแบบนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน ซึ่งหนังสือของ Christensen ชี้ให้ผมเห็นตรงนี้

Clayton Christensen (1952-2020) เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก รวมถึงเป็นศาสตราจารย์แห่ง Harvard Business School ด้วย

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้คือ “Finding fulfilment using lessons from some of the world’s greatest businesses” สร้างชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าผ่านการเรียนรู้จากหลากหลายธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในหนังสือคริสเตนเซนมักจะเอาบทเรียนจากภาคธุรกิจมาประยุกต์ใช้กับการสร้างครอบครัวและการเป็นพ่อแม่ที่ดี

หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึง คือขีดความสามารถขององค์กร (capabilities) นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสามประการ – ทรัพยากร กระบวนการ และลำดับความสำคัญ (resources, processes, and priorities)

ทรัพยากรก็เช่น เงินทุน พนักงาน เครื่องมือ เทคโนโลยี ซัพพลายเออร์

กระบวนการ คือวิธีที่ทรัพยากรเหล่านั้นถูกนำไปใช้งาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากและไม่สามารถแสดงในรายงานทางการเงินของบริษัทได้

และลำดับความสำคัญ จะเป็นตัวตัดสินว่าจะนำทรัพยากรและกระบวนการนั้นไปสร้างสรรค์สิ่งใด

ขีดความสามารถของลูกก็จำเป็นต้องมีปัจจัยทั้งสามอย่างเช่นกัน

ทรัพยากร ก็เช่นเงินที่ใช้เลี้ยงดู สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ เวลาและพลังชีวิตที่ลูกมี

กระบวนการคือวิธีที่ลูกเราใช้ทรัพยากรเหล่านั้นในการนำไปสร้างสิ่งใหม่ มันคือวิธีคิด วิธีถามคำถาม วิธีแก้ไขปัญหา วิธีที่ลูกทำงานร่วมกับเพื่อนคนอื่น

ลำดับความสำคัญก็คือลูกจะใช้ทรัพยากรและกระบวนการที่ได้รับมานั้นไปทำอะไรและเพื่ออะไร

Resources คือ What

Processes คือ How

และ Priorities คือ Why


สิ่งที่พ่อแม่ Gen Y มอบให้ลูก Gen Alpha ได้ดีกว่าพ่อแม่รุ่นก่อนๆ คือทรัพยากร

อยากได้ของใช้มั้ย เดี๋ยวสั่งออนไลน์ให้ หิวใช่มั้ย เดี๋ยวสั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ให้ อยากเรียนสิ่งนี้ใช่มั้ย เดี๋ยวสมัครให้

ลูกของเราจึงได้รับทรัพยากรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่พ่อแม่จะจัดให้ได้

แต่สิ่งที่พ่อแม่รุ่นเราอาจจะยังขาดไป – รวมถึงตัวผมเอง – คือเราอาจไม่ได้ให้ลูกมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ “กระบวนการ” หรือ processes มากเพียงพอ

ประโยคหนึ่งในหนังสือที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาตลอด 2-3 วันนี้ก็คือ

“As I look back on my own life, I recognize that some of the greatest gifts I received from my parents stemmed not from what they did for me – but rather from what they didn’t do for me.”

“เมื่อมองย้อนกลับไป ผมก็คิดได้ว่าของขวัญที่สำคัญที่สุดที่ผมได้รับจากพ่อแม่ ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ท่านทำให้ผม แต่เกิดจากสิ่งที่ท่านไม่ได้ทำให้ผมต่างหาก”

สมัยเด็กครอบครัวของคริสเตนเซนค่อนข้างกระเบียดกระเสียร ตอนเขาอยู่ชั้นป.2 แม่ของคริสเตนเซนเพิ่งมีลูกคนที่หกและไม่สามารถแบ่งเวลามาดูแลทุกคนในบ้านได้

วันหนึ่งคริสเตนเซนทำถุงเท้าขาด และรู้อยู่แล้วว่าบ้านเขาไม่มีเงินซื้อถุงเท้าใหม่ให้ เขาจึงเอาถุงเท้าไปให้แม่ดู แม่ยื่นเข็มและด้ายให้กับเขา และบอกให้เขาเอาด้ายไปร้อยรูเข็ม

คริสเตนเซนใช้เวลาเกือบสิบนาที (ถ้าเป็นแม่คงใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที) จากนั้นแม่ก็สาธิตให้ดูว่าจะเย็บถุงเท้ายังไงเพื่อให้ซ่อมรูได้ แล้วก็ยื่นถุงเท้าอีกข้างให้เขาลองทำเอง แล้วแม่ก็หายไปทำธุระอย่างอื่นในบ้าน

ปีถัดมาตอนอยู่ป.3 คริสเตนเซนทำกางเกงยีนส์ขาด แม่ก็เลยพาคริสเตนเซนไปที่จักรเย็บผ้าและสอนวิธีการใช้งาน จากนั้นแม่ก็หายไปและปล่อยให้คริสเตนเซนปะกางเกงด้วยตัวเอง ตอนแรกเขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่พอได้ลองผิดลองถูกไปสักพัก เขาก็ปะกางเกงของตัวเองได้เป็นครั้งแรก

ตอนที่ใส่กางเกงที่ปะแบบมือสมัครเล่นออกไปโรงเรียนนั้น คริสเตนเซนไม่ได้รู้สึกอับอายแต่อย่างใดว่าทำไมกางเกงถึงซ่อมออกมาได้ไม่สวย ตรงกันข้าม เขารู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่มองเห็นรอยปะนั้น

เมื่อแม่ไม่ได้ช่วยปะกางเกง สิ่งที่คริสเตนเซนได้รับมาคือ self-esteem หรือความภูมิใจในตนเอง รวมถึงความเชื่อมั่นว่าหากเขาเจอปัญหาอื่นๆ อีกในอนาคต เขาก็จะผ่านมันไปได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเด็กชายคริสเตนเซนคือ process หรือกระบวนการที่เราไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ง่ายเหมือน resource

กลับมาที่การเลี้ยงลูกของบ้านผม ที่ค่อนข้างจะอยู่สุขสบาย อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน อยากได้ของเล่น ขนม หรือหนังสือ ผมกับภรรยาก็แทบไม่เคยปฏิเสธ และจากที่ดูในฟีด ผมเดาว่าเพื่อนๆ น้องๆ หลายคนก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่

เรามอบ resources ให้ลูกเสียมากมาย แต่เราอาจหลงลืมที่จะมอบโอกาสให้ลูกเรียนรู้ processes ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ผมนึกถึงคำของ “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท MFEC ที่เคยบอกกับผมและเพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองคนว่า เราควรเลี้ยงลูกแบบ “ทิ้งๆ ขว้างๆ” บ้าง เพื่อให้ลูกเข้มแข็ง ทำอะไรเองเป็น แถมลูกจะรักเรามากกว่าการเลี้ยงแบบประคบประหงมเสียด้วยซ้ำ

บอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะลูกก็ยังเป็นเด็กน้อยในสายตาเราเสมอ ลูกเคยขอให้เราช่วยอะไรตอนเขา 4 ขวบ มาตอนนี้เขา 10 ขวบแล้วเราก็ยังทำสิ่งนั้นให้เขาอยู่ดีเพราะความเคยชิน

แต่สองสามวันมานี้ เวลาลูกขอให้ผมช่วยอะไร ผมจะระลึกขึ้นได้ และบอกให้เขาพยายามเองก่อน ลูกอาจจะมีบ่นกระปอดกระแปดนิดหน่อย แต่พอลองทำไปสักพักแล้วเขาทำได้เอง ก็ดูมีรอยยิ้มอยู่ไม่น้อย

ปล่อยให้ลูกได้ลองกระเสือกกระสนดูบ้าง แล้วเขาจะได้อะไรบางอย่างที่เงินหาซื้อให้ไม่ได้

พ่อแม่ควรเตรียมใจที่จะไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกครับ

สอนลูกยังไงไม่ให้เป็น Perfectionist

เช้านี้ผมเพิ่งได้อ่านข้อเขียนของ Adam Grant ชื่อว่า “There’s More to the Mental Health Crisis Than Smartphones and Social Media

เป็นประเด็นที่น่าสนใจและทำให้ผมถึงกับอุทานกับตัวเองว่า “เออ…จริงด้วย”

แกรนต์บอกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พ่อแม่ผู้ปกครองและโรงเรียนเริ่มมีความตื่นตัวเรื่องข้อเสียของสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดีย อย่างในออสเตรเลียถึงกับออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเลยทีเดียว

แต่การปกป้องเด็กๆ ในโลกดิจิทัลอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเราจำเป็นต้องปกป้องพวกเขาในโลกของอารมณ์ความรู้สึกด้วย

American Psychological Association เพิ่งตีพิมพ์ผลการศึกษารวบรวมงานวิจัย 307 ฉบับตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษากว่า 83,000 คนในอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ งานวิจัยนี้นำเสนอข้อสรุปว่า คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะเป็น “เพอร์เฟกชันนิสต์” (Perfectionist) หรือคนที่รักความสมบูรณ์แบบมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเทรนด์นี้เริ่มมาตั้งแต่ก่อนยุคโซเชียลมีเดียจะบูมด้วยซ้ำ (กราฟเริ่มหักหัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2003)

เมื่อสองปีที่แล้ว ผมเขียนถึงหนังสือ The Perfectionist Trap ของ Thomas Curran ที่แยก Perfectionist เอาไว้ 3 ประเภท คือ

  1. SOP (Self-Oriented Perfectionism): คาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ
  2. SPP (Socially-Prescribed Perfectionism): รู้สึกว่าคนรอบข้างคาดหวังให้เราสมบูรณ์แบบ
  3. OOP (Other-Oriented Perfectionism): คาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ

ในตอนนั้นผมเขียนบทความโดยนึกถึงคนวัยทำงานเป็นหลัก

แต่พอมาเช้านี้ก็เพิ่งคิดได้ว่า ลูกๆ ของผมเองก็มีอาการเหล่านี้อยู่เหมือนกัน!

“ใกล้รุ่ง” ลูกชายคนเล็กวัย 8 ขวบครึ่ง เป็นแบบข้อ 1 และ 3 คือทั้งคาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ และกดดันให้คนอื่นต้องสมบูรณ์แบบไปด้วย

ส่วน “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตวัย 10 ขวบครึ่ง แม้ไม่ได้มีความเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์เข้มข้นเท่าใกล้รุ่ง แต่ก็มีอาการตามข้อ 1 และ 2 แบบอ่อนๆ

เมื่อกลับมามองที่ตัวผมกับภรรยา ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ ส่วนภรรยาน่าจะมีข้อ 2 กับข้อ 3 อยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น เราทั้งคู่ก็เลี้ยงลูกแบบชิลๆ มาตลอด ไม่เคยคาดหวังให้ลูกต้องเข้าโรงเรียนดัง และไม่เคยเคี่ยวเข็ญเรื่องคะแนนสอบ

นั่นหมายความว่าความรู้สึกอยากสมบูรณ์แบบของเด็กๆ น่าจะมาจากสื่อที่พวกเขาเสพ ในเมื่อเราไม่สามารถไปหยุดยั้งภาพใหญ่ (Macro) ของสังคมได้ สิ่งที่พอจะทำได้ในฐานะพ่อแม่ คือการคอยเตือนสติกันและกันบ่อยๆ

Adam Grant มีคำแนะนำ 10 ข้อที่ผมตั้งใจจะพรินต์ออกมา แล้วเอาไปแปะไว้ตรงกระดานหรือตู้เย็นในบ้าน เพื่อให้ลูกๆ ได้อ่านผ่านตาบ่อยๆ ครับ

  1. Mistakes don’t make you a failure. They make you a learner.
    ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนล้มเหลว มันทำให้เรากลายเป็นนักเรียนรู้
  2. Achievements are not a symbol of your worth. They’re a snapshot of your performance.
    ความสำเร็จไม่ใช่มาตรวัดคุณค่าในตัวเรา มันเป็นเพียงภาพสะท้อนผลงานของเรา ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
  3. Beating yourself up doesn’t make you stronger; it leaves you bruised. Don’t say anything to yourself that you wouldn’t say to a good friend.
    การก่นด่าตัวเองไม่ได้ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น แต่มันทำให้เราช้ำใจกว่าเดิม ประโยคไหนที่เราไม่คิดจะพูดกับเพื่อนรัก เราก็ไม่ควรพูดกับตัวเองเช่นกัน
  4. It’s impossible to please everyone. Decide whose opinion matters to you—and whose doesn’t.
    เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ทุกคนพอใจ จงเลือกให้ดีว่าความเห็นของใครมีค่าสำหรับเรา และความเห็นของใครที่เราไม่ควรใส่ใจ
  5. Character is not revealed by how many setbacks you face. It’s forged by how you face them.
    เนื้อแท้ของเราไม่ได้วัดกันที่ว่าเราเจออุปสรรคบ่อยแค่ไหน แต่วัดจากวิธีที่เราเผชิญหน้ากับอุปสรรคเหล่านั้นต่างหาก
  6. People gauge your competence mostly by your hits, not your misses.
    คนอื่นมักจะประเมินความสามารถของเราจากสิ่งที่เราทำสำเร็จ ไม่ใช่จากสิ่งที่เราทำพลาด
  7. The objective is not to be the best; it’s to get better. The person you’re competing with is your past self, and the bar you’re setting is for your future self.
    เป้าหมายไม่ใช่การเป็นคนที่ดีที่สุด เป้าหมายคือการเป็นคนที่ดีขึ้น คนเดียวที่เราควรแข่งขันด้วยคือตัวเราในอดีต และมาตรฐานที่เราควรตั้งไว้ก็คือตัวเราที่อาจบรรลุได้ในอนาคต
  8. Our biggest regrets aren’t actions—they’re inactions. Don’t set yourself up to wish you’d taken more chances.
    สิ่งที่เราจะเสียใจที่สุดมักไม่ใช่สิ่งที่ได้ทำลงไป แต่เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ทำ อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องตื่นมาในวันข้างหน้าแล้วเสียดายว่าเราน่าจะคว้าโอกาสให้มากกว่านี้
  9. Healthy goals include two targets: an aspirational result and an acceptable outcome. If you fall anywhere between them, you haven’t failed.
    การตั้งเป้าหมายที่ดีควรมี 2 ระดับ ระดับแรกคือผลลัพธ์ในฝันที่อยากไปให้ถึง ระดับที่สองคือผลลัพธ์ขั้นต่ำที่เราพอยอมรับได้ หากผลงานของเราตกอยู่ตรงกลางระหว่างสองจุดนี้ก็ถือว่าเราทำได้ไม่เลวเลย
  10. Success is not a straight line. It’s a squiggly line.
    ความสำเร็จไม่เคยเป็นเส้นตรง แต่มันเป็นเส้นขยุกขยุย

ซื้อบ้านปีนี้ใช้ทองกี่บาท

สัปดาห์ที่แล้วมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ผมเลยพาลูกๆ ไปเล่นที่ Harborland สาขาเมกาบางนา แล้วบังเอิญเจอ “ออม” เพื่อนสมัยมัธยมปลายที่พาลูกมาเที่ยวเหมือนกัน เราเลยได้นั่งคุยสารทุกข์สุกดิบหลังจากไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปี

ออมกับภรรยาอยู่ที่ชลบุรี ทำธุรกิจส่วนตัวด้านรถบัส แต่ช่วงนี้เหนื่อยเพราะจีนเข้ามาบุกตลาด ออมบอกว่าแถวบ้านมีเด็กที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยดีๆ แต่ยังหางานไม่ได้

“สมัยเราเรียนจบกันใหม่ๆ ต่อให้เรียนแย่ยังไงก็ยังมีงานทำ แถมเงินเดือนจะน้อยยังไงก็ยังซื้อทองได้ 2 บาท 3 บาทแน่ๆ”

เป็นมุมมองที่น่าสนใจมากๆ ผมลองกลับมาหาข้อมูลดูว่าเมื่อปี 2545 (ปีที่พวกผมเรียนจบปริญญาตรี) ทองราคาบาทละ 5,000 บาทเท่านั้น และเงินเดือนเด็กจบใหม่สมัยนั้นก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 10,000 บาท ดังนั้นจึงซื้อทอง 2 บาทได้สบาย

แต่เด็กจบใหม่สมัยนี้เงินเดือน 18,000 บาท ซื้อทองได้สลึงเดียว


ถ้าไม่นับหนังสือ The Psychology of Money ของ Morgan Housel ที่ผมนับเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021 แล้ว หนังสือด้านการเงินที่ผมชอบมากที่สุดคือ The Price of Money ของ Rob Dix

มีกราฟหนึ่งที่ผมเห็นแล้วอึ้งมาก คือกราฟเปรียบเทียบราคาบ้านเมื่อคิดเป็นเงินสด กับเมื่อคิดเป็นทองคำ

ตัวอย่างนั้นเป็นราคาบ้านในอังกฤษ ถ้าปี 1970 เราตั้ง index อยู่ที่ 100 ในปี 2020 index ของราคาบ้านคือ 5,000 หมายความว่าราคาบ้านนั้นแพงขึ้น 50 เท่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาถ้าวัดเป็นหน่วยปอนด์สเตอร์ลิง (£)

แต่ถ้าวัดด้วยน้ำหนักของทอง เริ่มที่ 1970 index คือ 100 พอปี 2020 ก็ยังเป็น index 100 เหมือนเดิม

หมายความว่าหากเมื่อ 50 ปีที่แล้วคุณปู่มีทองแท่งมูลค่ามากพอที่จะซื้อบ้านในอังกฤษสักหลัง แล้วเก็บมันไว้ในตู้เซฟ จนกระทั่งหลานมาเปิดเซฟในวันนี้เพื่อนำทองออกไปขาย ก็จะสามารถซื้อบ้านเกรดเดียวกันได้เลย

คราวนี้มาดูเมืองไทยกันบ้างดีกว่า

พ.ศ. (ค.ศ.) / ราคากลางบ้าน 50 ตร.ว. (บาท) / ราคาทองคำ (ต่อ 1 บาททอง) / จำนวนทองคำที่ต้องใช้
2519 (1976) / 250,000 / 1,400 / 178 บาท
2529 (1986) / 550,000 / 4,200 / 131 บาท
2539 (1996) / 1,500,000 / 4,792 / 313 บาท
2549 (2006) / 2,400,000 / 12,900 / 186 บาท
2554 (2011) / 3,150,000 / 27,100 / 116 บาท
2559 (2016) / 4,000,000 / 22,800 / 175 บาท
2563 (2020) / 4,850,000 / 30,400 / 159 บาท
2569 (2026) / 7,500,000 / 69,000 / 108 บาท

ตัวเลขคงไม่ได้เป๊ะมาก ขึ้นอยู่กับแหล่งอ้างอิง แต่ก็น่าจะพอเห็นเทรนด์ว่าถ้าวัดด้วยทองคำแล้ว บ้านสมัยนี้ “ถูกลง” ด้วยซ้ำถ้าวัดด้วยทอง แต่เป็น “เงินบาท” ต่างหากที่ด้อยค่าลงทุกปี

จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะเงินบาทเท่านั้นที่ด้อยค่าลง เพราะมันเป็นอย่างนี้กันทั้งโลก

ผมนึกถึงหนึ่งในการสัมภาษณ์ที่น่าอึดอัดที่สุด (แต่ก็มีประโยชน์) ของ Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad, Poor Dad) หาฟังได้ใน YouTube: How money makes you poor with Robert Kiyosaki

ในนาทีที่ 11:45 คิโยซากิถามพิธีกรถึงสองรอบว่า

“Why would you save money when they are printing money?”

ทำไมถึงเก็บออมในเมื่อพวกเขา(รัฐบาล)กำลังพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆ?

ประเด็นคงไม่ใช่จะไม่ให้เราเก็บออม แต่แค่ให้เราระลึกไว้เสมอว่าเมื่อเงินมันล้นตลาด มูลค่าของเงินก็จะลดลงเรื่อยๆ ตามหลัก Demand-Supply

ดังนั้นเมื่อเก็บออมเงินสดได้ประมาณหนึ่งแล้ว เราก็ควรเอาเงินไปลงทุนกับสิ่งที่จะยังรักษาคุณค่าอยู่ได้แม้เวลาจะล่วงเลย

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน สิ่งที่เขียนมาน่าจะมีข้อผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปบ้าง หากท่านใดอ่านบทความนี้แล้วเห็นต่าง ก็ขอเชิญแสดงความเห็นได้เลยนะครับ ผมและผู้อ่านท่านอื่นจะได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ

อธิบายให้เพื่อนวิศวะฟังเรื่องการภาวนา

อธิบายให้เพื่อนวิศวะฟังเรื่องการภาวนา

เมื่อสองเดือนที่แล้ว ผมได้ร่วมโต๊ะอาหารกับเพื่อนๆ ประมาณ 6 คน ซึ่งเต็มไปด้วยคนทำงานเก่งๆ รวมถึงมีชาวต่างชาติด้วย

เพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากการฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้า จึงมีการถามไถ่ว่าต้องทำอะไรบ้าง ไปแล้วได้อะไรกลับมา (ซึ่งคนส่วนใหญ่บนโต๊ะไม่เคยไป และไม่คิดจะไปฝึกอะไรแนวนี้ด้วยซ้ำ)

แต่อาจเพราะต้องอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เลยยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนัก เพื่อนอีกคนที่เคยฝึกกรรมฐานมาอย่างเข้มข้นเลยพยายามช่วยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า เราฝึกกรรมฐานเพื่อจะได้เข้าใจถึงวงจรของปฏิจจสมุปบาท ที่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ

แต่ก็ปรากฏว่า technical ไปหน่อย คนบนโต๊ะยังไม่เข้าใจ เขาก็เลยอธิบายเพิ่มว่า เพราะ “Suffering is built-in to your life, we meditate to understand the nature of suffering, so we can be free from it.”

เพื่อนอีกคนที่ไม่เคยฝึกกรรมฐานจึงถามขึ้นมาว่า แล้วทำไมต้องโฟกัสไปที่ความทุกข์ด้วย ทำไมไม่ตั้งต้นจากความสุข – Why do you focus on suffering? Why not focus on happiness?

ถึงจุดนี้ ผมเลยผสมโรงลองอธิบายด้วยภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นดูบ้าง

“แทนที่จะมองว่า “ทุกขัง” คือ suffering อยากให้มองว่า “ทุกขัง” คือสภาพของ “tension” หรือความเค้นที่มีอยู่ในทุกสิ่งในจักรวาล เหมือนกฎข้อหนึ่งใน Thermodynamics ที่บอกว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะต้องเสื่อมสลายไป”

“Entropy ใช่มั้ย?” เพื่อนอีกคนบนโต๊ะพูดขึ้นมา

“ใช่ๆ” ผมตอบ “และเราภาวนาก็เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกัน เวลาเกิดเรื่องดีๆ เราจะไม่ยึดติด เวลาเกิดเรื่องร้ายเราก็จะไม่ผลักไสไล่ส่ง”

จากนั้นบทสนทนาก็หักเหไปที่เรื่องอื่น แต่ผมก็รู้สึกว่าน่าจะดีถ้าได้เขียนถึงเรื่องนี้ โดยใช้ภาษา “เด็กวิดวะ” เผื่อว่ามันจะถูกจริตคนที่ชอบอะไรเป็นเหตุเป็นผล ไม่นิยมเรื่องราวปาฏิหาริย์ ไม่เรียกร้องความเลื่อมใสศรัทธา แต่เชื้อเชิญให้มาลองพิสูจน์

พระพุทธเจ้าก็เคยเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ความเพียรอย่างยิ่งจึงพบสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” ซึ่งก็คือความจริงของ “ธรรมชาติ” แล้วก็ช่วยเขียนแผนที่ให้เราอย่างละเอียดลออ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอ่านแผนที่แล้วออกเดินทางหรือไม่

ผมขอทำนาย (และมุ่งหวัง) ว่าเพื่อนวิศวะบางคนที่อยู่บนโต๊ะกินข้าวในวันนั้นจะกลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้งในอนาคต หลังจากได้พิชิตภูเขาไปครบทุกลูกแล้วและพบว่ามันอาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดครับ


ภาวนาคืออะไร

คำว่า “ภาวนา” ไม่ใช่การสวดวิงวอนขอ แต่คือการ “ทำให้เจริญขึ้น” (make progress) ส่วนคนอื่นๆ อาจจะเรียกว่า “การปฏิบัติ”

อาจารย์ท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า การภาวนาหรือการปฏิบัตินั้นมีสองสเต็ป สเต็ปแรกคือทำให้ถูก สเต็ปที่สองคือทำให้พอ

แล้วการภาวนามีหลักการอย่างไร?

ถ้าให้อ้างอิงคำสอนของหลวงปู่ปาโมชฺโช การภาวนาคือการ

“มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง”

สังเกตว่าไม่ได้มีตรงไหนบอกว่าจะต้องนั่งหลับตาขัดสมาธิ เพราะการภาวนาเกิดได้ในทุกอิริยาบถตราบเท่าที่เรามีสติและไม่ลืมกายลืมใจของตัวเอง

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราต้อง Start with Why ก่อน – เราจะภาวนาไปทำไม?

สำหรับผม เราภาวนาเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี


ชีวิตที่ดีประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

การงานที่ทำแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีคุณค่า
การเงินที่มั่นคง เพราะเราอยู่ในโลกทุนนิยม
ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ toxic
สุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายใจ

ข้อสุดท้ายเรื่องสุขภาพ ช่วงนี้เทรนด์เรื่องออกกำลังกายกำลังมาแรง ทั้งวิ่ง ทั้งเต้นแอโรบิค ทั้งเตรียมไป Hyrox และอะไรอีกมากเพื่อจะได้มี healthspan ที่ยืนยาว

แต่เราอาจไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพใจมากนัก เพราะถ้ามีงานดี เงินดี ความสัมพันธ์ดี ใจเราก็ดีไป 90% แล้ว และยิ่งถ้าเคยผ่านความยากลำบากมามากพอ ความทุกข์ก็จะทำอะไรเราไม่ค่อยได้

ใช่ครับ อะไรที่เราเคยผ่านมาได้หลายครั้ง เราจะกลัวมันน้อยลง

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยผ่านในชีวิตนี้ คือความตายของตัวเอง

และเหมือนที่ในหนังสือ Four Thousand Weeks กล่าวไว้ว่า ที่พวกเราทั้งหลายชอบทำตัวเองให้ยุ่งเข้าไว้ มุ่งหวังจะประสบความสำเร็จต่างๆ นานา ก็เพราะเราไม่อยากสบตากับความจริงที่ว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องจากโลกนี้ไป


แล้วการภาวนาช่วยอะไรในประเด็นนี้?

ตามคำของครูบาอาจารย์ การภาวนาจะทำให้เราเห็นความจริงของชีวิต ว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว ทุกอย่างไม่อาจคงทนอยู่ได้ และทุกอย่างไม่อาจยึดเอาไว้ได้เลย

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งฝรั่งคนหนึ่งเคยแปลไว้เป็น 3P:

Nothing is Permanent.
Nothing is Perfect.
Nothing is Personal.

อีกคำหนึ่งที่ Haruki Murakami นักเขียนชื่อดังกล่าวไว้ และสอดคล้องกับการภาวนามากก็คือ “Pain is inevitable. Suffering is optional.”

ทุกข์กายนั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์ใจนั้นเราเลือกได้

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราคุ้นชินมาตลอดว่าทุกข์กายเมื่อไหร่ก็ทุกข์ใจเมื่อนั้น

ผมเคยเข้าคอร์สวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้ามาสองหน เพื่อจะจับจุดได้ว่า เวทนา (อ่านว่า เว ทะ นา แปลว่า ความรู้สึก (sensation)) ทางกาย กับ กับจิตใจนั้นเป็นคนละส่วนกัน

โดยจิตใต้สำนึกแล้ว เราถูกฝึกมาว่าถ้าเจอเวทนาทางกายที่เป็นสุข เราก็อยากรักษามันเอาไว้ให้นานๆ และอยากแสวงหามันอีก แต่ถ้าเจอเวทนาทางกายที่เป็นทุกข์ เราก็อยากให้มันหมดไปเร็วๆ หรือหลีกเลี่ยงมันให้ได้มากที่สุด

แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าสุขแค่ไหนมันก็จะหมดไปรวดเร็วกว่าที่เราหวัง และเราจะหนีความเจ็บปวดทางกายไม่พ้น ยิ่งอายุมากขึ้น เราจะยิ่งรู้ซึ้งและเข้าถึงความจริงข้อนี้

เมื่อเราสามารถเป็นกลางกับเวทนาที่เราชอบ และเป็นกลางกับเวทนาที่เราไม่ชอบได้ เราก็จะเป็นนายเหนือความรู้สึกเหล่านั้น

ในเมื่อเราใช้พลังอย่างมากมายไปกับการมีอิสรภาพทางการเงิน เราก็ควรจะแบ่งปันพลังบางส่วนเพื่อสร้างอิสรภาพทางใจด้วยเช่นกัน

การดูเวทนานั้นเป็นหนึ่งในเส้นทางของ “สติปัฏฐาน 4” อีกสามเส้นทางคือการดูกาย ดูจิต และดูธรรม เปรียบเหมือนทางขึ้นภูเขาที่มีสี่เส้นทาง ไม่ว่าจะขึ้นทางไหนก็ถึงยอดเขาได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับจริตนิสัยของแต่ละคน ตัวผมเองเคยดูเวทนาแล้วไม่สามารถยืนระยะได้ และพบว่าถนัดดูกายมากกว่า


ว่าด้วยเรื่องการเวียนว่าย

นอกจากการภาวนาเพื่อจะได้สร้างภูมิคุ้มกันกับความทุกข์ที่เราจะได้ประสบตอนแก่-เจ็บ-ตาย แล้ว ก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะอิงความเชื่อมากหน่อย แต่ถ้าผมไม่เขียนถึงก็คงไม่แฟร์กับผู้อ่าน

นั่นคือ หากเรามีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงในวินาทีที่เราจะจากโลกนี้ไป เรามีแนวโน้มที่จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี หรือที่ว่า “ไปสู่สุคติ”

ซึ่งก็คือการได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นอะไรที่สูงกว่านั้นเช่นเทวดา เป็นรูปพรหม หรือเป็นอรูปพรหม (พรหมที่ไม่มีร่าง)

ส่วน “ทุคติภูมิ” คือภูมิที่อยู่ต่ำกว่าโลกมนุษย์อันได้แก่นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน

คำอธิบายเรื่องนรก-สวรรค์ที่ผมชอบก็คือ ไม่ได้มีผู้ใดตัดสินว่าเราจะไปเกิดในภพภูมิไหน สิ่งเดียวที่ตัดสินก็คือ “คุณภาพของจิตใจ” ตอนนั้นว่าเป็นแบบไหน ก็ย่อมไปสู่ภพภูมิที่เหมาะกับสภาพของจิตแบบนั้น เช่นจิตที่สว่างและเบาสบายก็จะไปสู่สุคติภูมิ จิตที่มืด-หนัก-บิดเบี้ยว ก็จะไปสู่ทุคติภูมิ เหมือนน้ำกับน้ำมันที่จะแยกกันอยู่คนละชั้น

เราไม่อาจรู้ได้ว่านรก-สวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่ แต่เรารู้ว่าภพภูมิมนุษย์กับภพภูมิสัตว์เดรัจฉานนั้นมีอยู่จริงแน่ๆ และพวกเราส่วนใหญ่ก็น่าจะอยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มากกว่าจะเกิดเป็นหมูหมากาไก่

คำถามก็คือเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะกลับมาเกิดอีก?

ผมว่าเราสามารถแบ่งความเชื่อเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรกคือตายแล้วจบ กลุ่มที่สองคือตายแล้วไปรอการพิพากษาจากพระเจ้า และกลุ่มที่สามคือตายแล้วกลับมาเกิดเรื่อยๆ

ผมอ่านเจอคอนเซ็ปต์หนึ่งที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่ผมชอบมากจากหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์

อาจารย์บอกว่า เวลาเราทำโปรเจกต์อะไรยากๆ สมมติโอกาสสำเร็จแค่ 20% โอกาสล้มเหลว 80% แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ และทำไปเรื่อยๆ “โอกาสจะไม่สำเร็จเลยสักครั้ง” ก็จะยิ่งน้อยลงไปตามจำนวนครั้งที่เราพยายาม

ลองหนึ่งครั้ง โอกาสไม่สำเร็จคือ 80%
ลองสองครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80%*80% = 64%
ลองสามครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80% ยกกำลัง 3 = 51.2%
ลองสิบครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80% ยกกำลัง 10 = 10.7%

ดังนั้น ถ้าเราพยายาม 10 ครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งมีเพียง 10.7% และโอกาสสำเร็จอย่างน้อย 1 ครั้งก็คือ 100%-10.7% = 89.3%

คราวนี้ลองมานึกถึงการที่พระสงฆ์หลายท่านที่เราเคารพนับถือ ออกมายืนยันว่าชาติหน้ามีจริง ซึ่งท่านไม่ได้พูดจากการความเชื่อหรือการคาดเดา แต่เพราะท่านผ่านการปฏิบัติภาวนาจนรู้เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น

การจะประกาศอย่างนี้ก็มีความเป็นไปได้สามอย่าง

หนึ่งคือท่านตั้งใจโกหก
สองคือท่านเข้าใจผิด หรือพูดเพียงเพราะเชื่อต่อๆ กันมา
สามคือท่านพูดความจริงเพราะประสบมาแล้วด้วยตนเอง

สมมติว่าผมให้โอกาสรวมกันของสองข้อแรกเท่ากับ 80% และโอกาสที่ท่านจะรู้แจ้งเห็นจริงแค่ 20%

และสมมติว่ามีพระสงฆ์ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบออกมาคอนเฟิร์มคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างหนักแน่นสัก 30 รูป/องค์ โอกาสที่ทุกรูป/ทุกองค์จะโกหกหรือเข้าใจผิดนั้นเท่ากับ 80% ยกกำลัง 30 หรือเพียง 0.1% เท่านั้น

ผมเข้าใจว่าวิธีคิดแบบนี้มีจุดอ่อน เพราะทุกศาสนาก็อาจเคลมได้เหมือนกัน ทุกคนต่างก็ถือว่าตัวเองถือความจริงสูงสุดเอาไว้ ผมจึงเชื่อว่าสุดท้ายแล้วทุกศาสนาล้วนบรรจุความจริงอยู่ไม่มากก็น้อย (รวมถึงคนไม่มีศาสนาด้วย) ก็แล้วแต่เราแล้วว่าแนวไหนเหมาะกับจริตของเรามากที่สุด

ผมเองเลือกเชื่อเรื่องการเวียนว่ายฯ เพราะมันเป็น “story” ที่ดูสมเหตุสมผลว่าทำไมแต่ละคนเกิดมาไม่เท่ากัน เพราะทำดีก็ได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ทุกแรงกระทำจะมีแรงตีกลับเสมอ เหมือนกฎข้อที่สามของนิวตันที่ว่า For every action, there is an equal and opposite reaction.


เข้าสู่กระแส

เกร็ดอีกอย่างที่อยากเล่าไว้ตรงนี้ คือความหมายของอริยบุคคลทั้ง 4 ระดับ

โสดาบัน – แปลว่าผู้อยู่ในกระแส

สกิทาคามี – ผู้ที่กลับมาอีกหนึ่งครั้ง

อนาคามี – ผู้ที่ไม่กลับมาแล้ว

อรหันต์ – ผู้ที่ประหารศัตรู

อร คือ อริ ศัตรูในที่นี้ก็คือกิเลส พระอรหันต์คือผู้ที่กำจัดกิเลสได้หมดจด

อาคามี แปลว่า ผู้กลับมา อนาคามีจึงแปลว่าผู้ที่จะไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์แล้ว ส่วนสกิทาคามียังกลับมาเกิดบนโลกมนุษย์อีกครั้งเดียว (“สกี” แปลว่าครั้งเดียว)

“โสดา” แปลว่า กระแส ส่วน “อาปันนะ” แปลว่าผู้เข้าถึงแล้ว โสดาบันจึงหมายถึงผู้เข้าถึงกระแสธรรม และจะไม่มีวันไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ได้อีก

ดังนั้น สมมติว่าชาติหน้ามีจริง และถ้าเราสามารถเป็นผู้อยู่ในกระแสได้ เราก็จะปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเกิดเป็นหมูหมากาไก่หรืออะไรที่แย่กว่านั้น

นอกจากจะมีงานที่ดี สุขภาพกายที่แข็งแรง ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ฐานะการเงินที่มั่นคง การภาวนาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วย “ซื้อประกันทางจิตวิญญาณ” ให้กับเรา

และถึงชาติหน้าไม่มีจริง การเป็นที่คนรู้จักความจริงของชีวิต ไม่ยึดมั่นถือมั่น บางเบาจากกิเลส ก็น่าจะช่วยให้เรามีความสุขความสงบใจได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่สำคัญว่าชาติหน้าจะมีจริงหรือไม่

บางคนอาจจะถามว่า ถ้าไม่มีกิเลส แล้วจะเอาอะไรขับเคลื่อน เราจะกลายเป็นคนขี้เกียจไม่คิดทำมาหากินหรือไม่

ผมกลับคิดว่าเมื่อเรากิเลสเบาบาง เราจะขยันยิ่งกว่าเดิม

ถ้าแจ๊ค หม่าโด่งดังจากสูตร 9-9-6 คือทำงาน 9 โมงเช้า เลิก 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ สูตรของพระพุทธเจ้าน่าจะเป็น 4-10-7 คือทรงงานตั้งแต่ตี 4 ถึง 4 ทุ่ม 7 วันต่อสัปดาห์ (สมัยนั้นยังไม่มีคอนเซ็ปต์วันหยุดเสาร์-อาทิตย์)

หรือถ้าไปดูช่อง YouTube ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ก็จะพบว่ามีคลิปธรรมบรรยายเกือบสี่พันคลิป ถ้าเรานับหลวงปู่เป็น content creator ก็ย่อมเป็นหนึ่งในอินฟลูที่ขยันผลิต content ที่สุดในเมืองไทยอย่างแน่แท้


Next Steps

ถ้าเพื่อนวิศวะ (หรือไม่วิศวะ) อ่านมาถึงจุดนี้แล้วรู้สึกสนใจ ก็อาจมีคำถามว่า แล้วยังไงต่อ?

ผมก็ขอแนะนำสองอย่างที่ลงมือทำได้ทันที

หนึ่ง คือลองภาวนาแบบง่ายๆ และไม่เก้อเขินด้วยการไปเดินเล่นแล้วคอยรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย และพอใจเราเผลอไปคิดอะไรจนลืมดูกายไปก็คอยรู้ตัวแล้วกลับมาดูกายอีกครั้ง ทำวันละ 10-15 นาที ถ้าเยอะไปก็ลดเวลาได้

สอง ฟังคลิปธรรมบรรยายของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ไม่ใช่เพราะหลวงปู่เทศน์ดีที่สุด แต่เพราะว่าหาฟังง่าย และเข้าใจได้ไม่ยาก น่าจะถูกจริตเด็กวิศวะและคนเมือง-คนทำงาน

ทำแค่สองข้อนี้ก่อนก็พอ สำคัญคืออย่ารีบร้อนหรือตั้งใจจนเกินไป ให้ทำไปแบบชิลล์ๆ แต่สม่ำเสมอ แล้วคอยสังเกตว่าเห็นความคิดตัวเองบ่อยขึ้นมั้ย โกรธสั้นลงรึเปล่า มีใจที่เบาสบายขึ้นหรือไม่

ย้ำอีกครั้งว่าการภาวนาไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตา หรือซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ การภาวนาคือการ “มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง”

ถ้าทำแล้วเครียดกว่าเดิม แน่นกว่าเดิม แปลว่าเรายังทำไม่ถูก ยังโลภเกินไป ยังเล็งผลเลิศเกินไป เพราะถ้าทำถูกเราจะรู้สึกได้ว่าทำไปอย่างมีความสุขด้วยใจที่โล่งสบาย

อย่างที่เขียนไปตอนต้นว่าการภาวนามีสองสเต็ป สเต็ปแรกคือทำให้ถูก สเต็ปที่สองคือทำให้พอ เมื่อทำครบสองข้อแล้วเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ผมก็เชื่อว่าเราจะเริ่มขวนขวายหาความรู้ต่อยอดไปได้ด้วยตนเอง

เมื่อเราภาวนาถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันความทุกข์ ไม่หัวฟัดหัวเหวี่ยงไปกับโลกที่ AI เข้ามาดิสรัปต์อะไรต่อมิอะไร

และแม้ AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน ผมก็ยังเชื่อว่างานท้ายๆ ที่ AI จะทำแทนเราได้คืองานภาวนา

ก่อนจากกัน ผมขอฝากเอาไว้อีกสามประโยค

ประโยคแรกจากคำสอนของพระสักรูป/องค์ที่ส่งต่อกันมาทางไลน์

“วิชาทางโลกเรียนอย่างไรก็ไม่จบ วิชาทางธรรมนั้นเรียนจบได้”

ประโยคที่สองจาก “หลวงปู่ดูลย์” อาจารย์ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช:

“การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง”

และประโยคสุดท้ายจากคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนเสด็จปรินิพพาน

“สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

สิ่งที่ควรรีบทำเมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์

ในหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ได้กล่าวถึง “4 พญามาร” ที่เป็นโรคไม่ติดต่อแต่ส่งผลให้คนในยุคนี้เสียชีวิตได้มากมาย

4 พญามารนั้นได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม

ใน 4 ตัวนี้ โรคสมองเสื่อมเป็นตัวที่น่าหนักใจที่สุด เพราะป้องกันได้ยากและยังไม่มีหนทางรักษา เมื่อเป็นแล้วเรามักทำได้แค่การประคับประคองและดูแลกันไปเท่านั้น

โรคสมองเสื่อมไม่ได้ทำลายผู้ป่วยก่อน เพราะถึงจุดหนึ่งผู้ป่วยจะเข้าสู่สภาวะไม่รับรู้อะไร และมีความสุขในโลกของตัวเอง คนที่รับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยต่างหากที่จะพังเสียก่อน

มีบทความหนึ่งใน Substack ของคุณ Vance Frost ที่ว่าอะไรบ้างที่เราควรรีบทำในช่วง 90 วันแรกหลังจากที่คนในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อม

จึงขอสรุปเนื้อหามาบางส่วน เพื่อช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมใจ รวมถึงได้กลับมาอ่านใหม่เพื่อใช้เป็นแนวทางในวันที่โชคไม่เข้าข้างเราครับ

1. ทำหนังสือมอบอำนาจ

เพื่อให้เรามีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินได้อย่างเบ็ดเสร็จ แน่นอนว่ามันอาจดูเหมือนการฮุบสมบัติ แต่มันอาจดีกว่าการที่เราต้องไปให้การต่อหน้าผู้พิพากษาว่าทำไมเราถึงมีสิทธิ์ขายบ้านหลังนี้เพื่อนำเงินมาดูแลพ่อแม่

การขอเป็นผู้อนุบาลผ่านศาลต้องใช้เงินมากมายและเสียเวลาเป็นปี แต่การทำหนังสือมอบอำนาจตั้งแต่วันนี้ใช้เงินเพียงไม่กี่บาท

2. จำกัดการใช้เงิน

ผู้ป่วยสมองเสื่อมคือเหยื่ออันโอชะของมิจฉาชีพ ยิ่งในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยสแกมเมอร์ยิ่งอันตรายเป็นเท่าตัว เราจึงต้องระวังอย่าให้ผู้ป่วยมีบัตรเครดิต อย่าให้มีเงินในแอปธนาคารมากเกินไป บล็อกการกู้เงินออนไลน์ และหมั่นเช็คว่าเขาเผลอสมัครบริการอะไรในมือถือของเขาหรือเปล่า

3. ปรับเปลี่ยนพื้นที่

ให้คิดภาพว่าบ้านของเราเต็มไปด้วยกับระเบิด และความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดคือการที่ผู้ป่วยหกล้มจนกระดูกสะโพกหัก เราต้องเอาพรมออกให้หมดเพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการลื่นล้ม ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ และควรทำพื้นห้องน้ำให้ไม่ลื่น อาจต้องเสียเงินหลักพันหรือหลักหมื่นในตอนนี้ แต่ยังถูกกว่าค่ากายภาพบำบัดเป็นสิบเท่า

4. ติดป้ายไว้ทุกที่

เวลาออกไปข้างนอก ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะหลงทางหรือไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน และจะกลับบ้านยังไง การให้ท่านพกโทรศัพท์มือถืออย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะท่านอาจจะลืมไว้ที่ไหนก็ได้ เราควรมีระบบติดตามตัว (GPS tracker) ที่ไม่ได้แค่ใส่ไว้ในกระเป๋าแต่ควรฝังติดไปกับรองเท้า และควรติดป้ายชื่อและเบอร์ติดต่อไว้บนเสื้อผ้าทุกชิ้น (ใช้แบบรีดติดผ้าถาวรไปเลยก็ดี)

5. พึ่งพาจิตแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเปลี่ยนไป ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน เริ่มมีอาการก้าวร้าว ถือของมีคมเดินไปเดินมา หรือเริ่มขว้างปาสิ่งของ การที่เราพยายามนั่งลงพูดคุยกับเขาดีๆ จะไม่ช่วยอะไร เพราะมันเป็นความผิดปกติของสมองส่วนหน้า เราต้องพาเขาไปหา “จิตแพทย์ผู้สูงอายุ” (Geriatric Psychiatrist) เพื่อให้ช่วยจัดยาให้

6. อย่าหวังพึ่งสวัสดิการรัฐ

รัฐอาจช่วยค่าหมอได้บ้าง แต่รัฐจะไม่ได้ช่วยเรื่องค่าคนดูแล ทั้งการอาบน้ำ ป้อนข้าว เปลี่ยนผ้าอ้อม เราต้องควักเงินจ้างคนดูแล หรือไม่ก็ลาออกจากงานมาดูแลท่านเอง (ซึ่งสุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลย)

7. เล่นไปตามบท

ถ้าท่านเห็นผีอยู่ที่มุมห้อง อย่าไปพยายามอธิบายว่ามันไม่มีอยู่จริง เราทำได้เพียงช่วยไล่มันออกไปซะ

8. เลิกคาดหวังว่าพ่อแม่ของเรายังอยู่

นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุด เราต้องโยน “เด็กน้อยในตัวเรา” ทิ้งไป เด็กน้อยที่ยังโหยหาการยอมรับและแววตาที่คุ้นเคยจากพ่อแม่ เพราะคนที่เลี้ยงดูเรามาจะค่อยๆ จากเราไปทีละน้อย เหลือเพียงร่างกายที่ยังดำเนินไปตามกลไกของชีวิต

สิ่งสำคัญคือเราควรมีเมตตาให้มาก อย่าตำหนิตัวเองเวลาที่เราหงุดหงิด และอย่าคาดหวังคำขอบคุณ จงสวมวิญญาณของยอดมนุษย์ที่มีจุดมุ่งหมายในการดูแลท่านให้ปลอดภัย รักษาจิตใจตัวเองให้มั่นคง และดูแลทรัพย์สินไม่ให้ร่อยหรอ

ผมเองไม่ได้มีประสบการณ์ตรง และเนื้อหาที่นำมาแชร์ด้านบนก็เป็นของต่างประเทศ อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนหรือทุกสถานการณ์ ดังนั้นสามารถท้วงติงและให้ความเห็นเพิ่มได้เลยนะครับ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตครับ


ป.ล. ภาวะสมองเสื่อมมีหลายประเภท โรคอัลไซเมอร์เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด

ขอบคุณเนื้อหาจาก

Vance Frost: Your Parent Has Dementia. Here’s the $405,000 Survival Guide Nobody Gave You.

Outlive ตอนที่ 4 – โรคอัลไซเมอร์