จะเลี้ยงลูกอย่างไรหาก Growth Mindset ใช้ไม่ได้ผล

ใครที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือแนว Non-fiction น่าจะคุ้นเคยกับ 3 คอนเซ็ปต์นี้

หนึ่ง Growth Mindset และ Fixed Mindset

สอง 10,000-Hour Rule (Deliberate Practice)

สาม Delayed Gratification (The Marshmallow Test)

ซึ่งทั้งสามเฟรมเวิร์คนี้มักจะถูกนำมาใช้วางแนวทางที่พ่อแม่ควรสอนลูกๆ รวมถึงเอาไว้เตือนใจตัวเองสำหรับคนเป็นผู้ใหญ่ด้วย

Carol Dweck เขียนไว้ในหนังสือ Mindset ซึ่งบอกว่าเด็กจะเติบโตไปประสบความสำเร็จหากมี growth mindset คือเชื่อว่าแม้ตัวเองจะยังไม่เก่ง แต่สามารถฝึกฝนให้เก่งขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่กลัวที่จะทำผิดพลาดและพร้อมจะพยายามต่อไปเสมอ ต่างกับคนที่มี fixed mindset ที่ยอมแพ้ง่ายหรือไม่แม้แต่จะพยายามเพราะกลัวว่าตัวเองจะล้มเหลว

เรื่อง 10,000-hour rule ถูกพูดถึงโดย Malcolm Gladwell ในหนังสือ Outliers แต่จริงๆ แล้วมีต้นทางมาจาก Anders Ericsson ในหนังสือ Peak – How to Master Almost Anything โดยพูดถึงการศึกษานักดนตรีหรือนักกีฬาที่ก้าวไปถึงจุดสูงสุดของวิชาชีพว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ฝึกฝนอย่างหนัก แต่ฝึกฝนอย่างมียุทธศาสตร์ด้วย (deliberate practice)

เรื่อง delayed gratification หรือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เกิดจากการทดลองมาร์ชแมลโลว์ ที่ให้เด็ก 5-6 ขวบนั่งรอผู้ใหญ่โดยมีขนมมาร์ชแมลโลว์ตั้งอยู่ตรงหน้า ถ้ารอจนผู้ใหญ่กลับมาได้โดยไม่กินมาร์ชแมลโลว์ชิ้นนั้นไปเสียก่อน ก็จะได้กินมาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น เด็กที่อดใจรอได้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเด็กที่อดใจรอไม่ได้

จากสามเฟรมเวิร์คนี้ เราจึงเชื่อว่าการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตมาเป็นอย่างดีและเป็นเลิศในสิ่งที่เขาทำควรจะมีสามสิ่งนี้

หนึ่งคือการไม่ยอมแพ้ (resilience) อันเกิดจาก growth mindset ดังนั้นพ่อแม่จึงควรชมลูกที่ความพยายามมากกว่าจะชมที่ผลลัพธ์

สองคือการประเมินตัวเองอยู่เสมอ (self-reflection) อันจะนำไปสู่ deliberate practice ที่จะทำให้เก่งขึ้นทุกวัน

สามคือความสามารถในการควบคุมตนเอง (self-control) เพื่อเป็นคนอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มีวินัย ไม่อ่อนข้อต่อกิเลสและสิ่งยั่วยวนจิตใจ (the Marshmallow test)

แต่พ่อแม่จะว่าอย่างไร ถ้าที่จริงแล้วสามสิ่งนี้มีผลต่อความสำเร็จของลูกน้อยมาก?

ในปี 2018 Sisk และคณะได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่มีข้อมูลนักเรียนถึง 400,000 คนแล้วพบว่า การเพิ่ม growth mindset ให้นักเรียนมี correlation กับผลการเรียนแค่ 0.1 เท่านั้น

ในปี 2014 Brooke Macnamara และคณะได้รีวิวงานวิจัย 88 ชิ้นเกี่ยวกับ deliberate practice และพบว่ามีผลต่อการเล่นดนตรี 21% การเล่นกีฬา 18% แต่ในแง่การเรียนแล้วช่วยเพียง 4% เท่านั้น และที่แย่ที่สุดคือในชีวิตการทำงานที่ deliberate practice ส่งผลเพียง 1%

ในปี 2018 Watts, Tyler และ Hoff จาก University of Virginia ลองทำการทดลอง Marshmallow test อีกครั้ง แต่ใช้นักเรียนมากขึ้น และพบว่าเมื่อตัดปัจจัยเรื่องฐานะของพ่อแม่ออกไปแล้ว การอดทนไม่กินมาร์ชแมลโลว์ได้นั้นแทบไม่มีความสัมพันธ์กับโอกาสที่เด็กจะมีอนาคตที่ดีเลย

ถ้า growth mindset ไม่ใช่ deliberate practice ไม่ช่วย และการอดเปรี้ยวไว้กินหวานก็ยังไม่ช่วย แล้วอะไรกันแน่ที่ช่วย?

คำตอบ – ซึ่งอาจทำให้หลายคนขุ่นใจ – ก็คือการที่พ่อแม่รวยครับ

พ่อแม่ที่ฐานะดีคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เด็กที่จะเรียนดีและประสบความสำเร็จในชีวิต

อันนี้ผมไม่ได้พูดเอง แต่มาจาก “Professor Jiang” จากช่อง Predictive History ตอน Game Theory #3: Rich Dad, Poor Dad

อาจารย์เจียงไม่ใช่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่เป็นอาจารย์ในโรงเรียนมัธยม ชื่อของอาจารย์เจียงโด่งดังขึ้นตั้งแต่ที่เกิดสงครามในอิหร่าน เพราะเขาเคยทำนายไว้เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว (29 พ.ค. 2567) ว่าทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย อเมริกาจะเปิดสงครามกับอิหร่าน และสุดท้ายอเมริกาจะพ่ายแพ้ ซึ่งคำทำนายสุดท้ายเราต้องรอดูกันต่อไป (ตามไปดูได้ที่ Geo-Strategy #8: The Iran Trap)

อาจารย์เจียงสนใจเรื่อง Game Theory มาก ก็เลยพูดถึงเรื่องนี้ในหลายวาระด้วยแง่มุมที่ต่างกันไป โดยตอนที่สามกล่าวถึงการเลี้ยงลูกของ “พ่อรวย” และ “พ่อจน” (Rich Dad, Poor Dad)

เด็กที่พ่อรวยมีโอกาสสำเร็จกว่าเด็กที่พ่อจน คำถามสำคัญคือพ่อรวยกับพ่อจนสอนเลูกต่างกันอย่างไร และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะชวนอ่านและพิจารณาตาม โดยยังไม่ต้องเชื่อทั้งหมด

(ผมขอใช้คำว่า “พ่อรวย” แทนคำว่า “พ่อแม่ที่ร่ำรวย” เพื่อความกระชับนะครับ)

หนึ่ง พ่อรวยจะพูดคุยกับลูกมากกว่าพ่อจน

พ่อรวยจะพูดคุยกันยาวๆ ใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย ทำให้ลูกมีคลังคำศัพท์ในการมองโลก จำแนกปัญหา และคิดอย่างเป็นระบบ

พ่อจนจะคุยกับลูกแค่สั้นๆ – Yes, No, Go away ฯลฯ

สอง พ่อรวยจะคุยกับลูกอย่างเป็นมิตร พ่อจนจะใช้ความเป็นผู้ใหญ่เข้าข่ม

เวลาลูกทำอะไรผิดพลาด พ่อรวยจะอธิบายลูกว่าทำไมเรื่องนี้ถึงผิด และมันจะส่งผลเสียต่อลูกอย่างไร

ส่วนพ่อจนจะขู่ลูกว่า ทีหลังถ้าทำผิดอีกจะโดนตี!

ลูกของพ่อรวยจึงมองว่าโลกนี้ปลอดภัยและผู้ใหญ่ไม่ได้น่ากลัว ส่วนลูกของพ่อจนจะมองว่าผู้ใหญ่นั้นอันตรายและไม่ควรเข้าใกล้

ซึ่งทัศนคติแบบนี้ย่อมส่งผลต่อท่าทีของลูกเวลามาโรงเรียนด้วย ลูกของพ่อรวยจะมองอาจารย์อย่างเป็นมิตร สบตา และยิ้มให้ ส่วนลูกของพ่อจนจะหลีกเลี่ยง ไม่ทักทาย ไม่เข้าหาอาจารย์ อาจารย์ก็เลยพลอยมองว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กมีปัญหาไปด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อรวยทำ คือสอนให้ลูกกล้าต่อรอง (negotiate) ในขณะที่พ่อจนจะสอนให้ลูกเชื่อฟัง (obey) เพราะการเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่า คือวิธีการอยู่รอดของคนที่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไรมากนัก

แต่สำหรับคนที่มีการศึกษาดี มีเงินใช้ เขาไม่ได้มองแค่เอาตัวรอด แต่มองถึงการได้สิ่งที่ดีที่สุด (maximise the outcome) ดังนั้นพ่อรวยจะสอนให้ลูกต่อรองเป็น และเด็กคนนั้นก็จะโตไปเป็นคนที่กล้าต่อรองเรื่องงานหรือเรื่องเงินเดือน ขณะที่ลูกของพ่อจนจะมีความเชื่อที่ว่า ถ้าเราทำดี ผู้ใหญ่จะมองเห็นความดีของเราเอง (ซึ่งไม่จริงเสมอไป)

สาม พ่อรวยมอบเสถียรภาพ พ่อจนมอบความผันผวน

พ่อรวยมีเงิน ก็เลยรักษาคำพูดได้ไม่ยาก เช่นถ้าพ่อรวยบอกว่าสัปดาห์หน้าเราจะไปเที่ยวเมืองไทยกัน (อาจารย์เจียงยกตัวอย่างประเทศไทยขึ้นมาจริงๆ) แล้วสัปดาห์หน้าพวกเขาก็จะได้ไปท่องเที่ยวแดนสยามตามที่คุยกันไว้

ส่วนพ่อจนนั้นมักชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็เลยอาจผิดคำพูดกับลูกได้บ่อยๆ เช่นบอกว่าสัปดาห์หน้าเราจะไปกินแมคโดนัลด์กันนะ แต่พอถึงวันจริงกลับมีเงินไม่พอ เลยต้องบอกลูกว่าไปไม่ได้แล้ว

และนี่คือเหตุผลที่ทำไมผลของการทดลองมาร์ชแมลโลว์ถึงออกมาแบบนั้น แท้จริงแล้วการทดลองนี้ไม่ได้ทดสอบพลังใจหรือการควบคุมตัวเองของเด็ก มันเป็นการทดสอบความเชื่อใจที่เด็กมีต่อผู้ใหญ่ต่างหาก

ถ้าเด็กโตมาในครอบครัวที่ผู้ใหญ่รักษาคำพูด เด็กย่อมเชื่อว่าถ้ารออีกหน่อยก็จะได้กินมาร์ชแมลโลว์ถึงสองชิ้น แต่ถ้าเด็กอีกคนโตมาในบ้านที่ผู้ใหญ่ผิดสัญญาเสมอ การกินมาร์ชแมลโลว์ชิ้นที่อยู่ตรงหน้านั้นย่อมเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า

ส่วนในมุมของ growth mindset หรือการไม่ยอมแพ้นั้น ลูกของพ่อรวยรู้ดีว่าต่อให้เขาทำพลาด เดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วย (เช่นจ้างครูมาสอนพิเศษ) ดังนั้นลูกคนรวยเลยไม่กลัวความล้มเหลวและกล้าลองผิดลองถูก ในขณะที่ลูกของพ่อจนนั้น ถ้าพลาดย่อมหมายถึงการโดนตำหนิและถากถางว่าไม่ควรหาเรื่องตั้งแต่แรก

และในมุมสุดท้ายของ deliberate practice หรือการประเมินตนเองอยู่เสมอ ลูกของพ่อจนคงไม่ได้มีเวลามานั่งคิดเรื่องพวกนี้ เพราะแค่เอาให้รอดวันต่อวันก็เหนื่อยพออยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ลูกเราโตมาประสบความสำเร็จ เราต้องเลิกมองตัวเองว่าเป็นไลฟ์โค้ชให้ลูกมี growth mindset / self-control / self-assessment

แต่ให้มองตัวเองว่าเป็น “สถาปนิก” ที่จัดสรรสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่เด็กคนหนึ่ง ด้วยการรักษาคำพูด มีพื้นที่ให้เขาได้ลองผิดลองถูก และรู้จักต่อรอง


เด็กนักเรียนในห้องยกมือถามอาจารย์เจียงว่า อ้าว แล้วถ้าผม/หนูมาจากครอบครัวที่ยากจน จะเพิ่มโอกาสในการมีอนาคตที่ดีได้อย่างไร

อาจารย์เจียงบอกว่าเป็นไปได้ แต่ไม่ง่าย และต้องโชคดีด้วย ครอบครัวจีนของอาจารย์เจียงย้ายจากจีนมาแคนาดามาตอนอาจารย์อายุได้ 6 ขวบ และพ่อของอาจารย์ก็ทำงานเป็นเด็กล้างจาน ครอบครัวของอาจารย์ขัดสนมาก แต่ที่อาจารย์เจียงประสบความสำเร็จได้เพราะเขาตัดสินใจย้ายมาอเมริกา เพราะที่อเมริกามีวัฒนธรรมที่เปิดกว้างให้คนที่ทำงานหนักมีโอกาสสำเร็จได้มากกว่าที่แคนาดา

อีก 2-3 ทางที่จะทำให้เรามีฐานะดีขึ้นได้ แม้ว่าเราจะมาจากครอบครัวฐานะยากจน ก็คือการแต่งงานกับคนที่รวยกว่า หรือไม่ก็ทำการปฏิวัติ (revolution) และก่อสงคราม เพราะสองอย่างหลังนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิด social mobility หรือการเลื่อนชั้นทางสังคมได้จริงเพราะทรัพยากรถูกเปลี่ยนมือ

เรื่องสงครามและปฏิวัตินี่เหมือนอาจารย์จะพูดเล่น แต่เขาพูดจริง โดยอาจารย์อธิบายว่า สังคมนั้นมีคนรวยและคนจนมาแต่ไหนแต่ไร และเมื่อคนรวยเป็นผู้คุมกฎ เขาย่อมต้องเขียนกฎที่จะเอื้อให้ครอบครัวของตัวเองได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนคนจนไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะต่อสู้หรือแข่งขันจึงโดนกดอยู่อย่างนั้น สังคมนั้นก็เลยมีเสถียรภาพ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง

แต่เพราะพื้นที่บนสุดของห่วงโซ่อาหารมีจำกัด ถึงจุดหนึ่งคนที่อยู่ตรงกลางอยากขึ้นไปก็ขึ้นไม่ได้เพราะที่เต็มแล้ว ดังนั้นคนที่อยู่ตรงกลางจึงมักเป็นผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติ

ถ้าไปศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าการปฏิวัติไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างคนมั่งมีกับคนยากไร้ (The Haves and The Have-Nots) แต่เป็นการต่อสู้ของ “คนมีมาก” กับ “คนมีบ้าง” (Have a Lot and Have Some)

เหมา เจ๋อตง โจว เอินไหล เติ้ง เสี่ยวผิง พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่คนยากจน เป็นชนชั้นกลางที่พอมีเงินและต้องการอำนาจมากกว่านี้

คุยเรื่องพ่อรวยสอนลูก กลายมาเป็นเรื่องปฏิวัติได้หน้าตาเฉย

แต่เอาล่ะครับ ผมคิดว่าประเด็นของอาจารย์เจียงน่าสนใจ และผมก็จะนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงลูกของตัวเองในช่วงที่เขายังพอฟังผมอยู่บ้าง (อายุ 10 และ 8 ขวบ)

พูดคุยกับลูกให้มาก ใชัศัพท์ที่หลากหลายไม่ต่างจากการคุยกับผู้ใหญ่ ใช้เหตุผล สอนให้เขากล้าต่อรอง ลดการใช้ความเป็นผู้ใหญ่เข้าข่ม (ซึ่งบางทีก็ยังจำเป็น) ไม่ตำหนิลูกเมื่อทำผิดพลาด และรักษาคำพูดเพื่อให้เขาเข้าใจว่าผู้ใหญ่เชื่อถือได้ (แต่ก็ต้องดูให้เป็นด้วยว่าคนไหนน่าเชื่อถือ)

และแน่นอนว่าผมก็คงไม่ทิ้งเรื่อง growth mindset และการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เพราะผมเชื่อว่ามันยังมีประโยชน์ และเราก็ยังไม่รู้ด้วยว่าข้อเสนอของอาจารย์เจียงนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน เราไม่ควรเชื่อทุกอย่างที่ได้อ่าน-ได้ฟังบนอินเทอร์เน็ต – รวมถึงบทความนี้ด้วย

ขอให้สนุกกับการเลี้ยงลูกครับ


จุดอ่อนอย่างหนึ่ง (ซึ่งคิดว่าเป็นไปโดยตั้งใจ) ของคลิปเล็คเชอร์ตอน Rich Dad, Poor Dad ของอาจารย์เจียง ก็คือเขาไม่ได้ยกตัวอย่างงานวิจัยของใครมาอ้างอิงสิ่งที่เขานำเสนอ ผมเลยลองไปค้นมาดูและเจองานวิจัยเหล่านี้ครับ

งานวิจัยที่หักล้าง (อย่างน้อยก็ในบางส่วน) เรื่อง growth mindset, deliberate practice และ delayed gratification:

Sisk, V. F., Burgoyne, A. P., Sun, J., Butler, J. L., & Macnamara, B. N. (2018). To what extent and under which circumstances are growth mind-sets important to academic achievement? Two meta-analyses. Psychological Science, 29(4), 549–571.

Macnamara, B. N., Hambrick, D. Z., & Oswald, F. L. (2014). Deliberate practice and performance in music, games, sports, education, and professions: A meta-analysis. Psychological Science, 25(8), 1608–1618.

Watts, T. W., Tyler, D. H., & Hofferth, S. L. (2018). Revisiting the marshmallow test: A conceptual replication investigating links between early delay of gratification and later outcomes. Psychological Science, 29(7), 1147–1177.

หนังสือและงานวิจัยที่สนับสนุนข้อเสนอของอาจารย์เจียงเรื่องการต่อรอง การพูดคุยกับลูกยาวๆ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพ:

Lareau, A. (2011). Unequal childhoods: Class, race, and family life (2nd ed.). University of California Press.

Romeo, R. R., Leonard, J. A., Robinson, S. T., West, M. R., Mackey, A. P., Rowe, M. L., & Gabrieli, J. D. (2018). Beyond the 30-million-word gap: Children’s conversational exposure is associated with language-related brain function. Psychological Science, 29(5), 700–710.

Garcia, J. L., Heckman, J. J., Leaf, D. E., & Prados, M. J. (2020). Quantifying the life-cycle benefits of an influential early childhood program. Journal of Political Economy, 128(7), 2502–2541.

อู๋เหวย : อกรรมกิริยา หนังสือที่ผมตามหามาแรมปี

สำหรับคนที่เป็นนักเขียนหรือบล็อกเกอร์ จะมีประโยคหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจเวลาได้อ่านงานเขียนชั้นเลิศ

ประโยคนั้นก็คือ “อยากเขียนให้ได้แบบนี้บ้าง”

ซึ่งมีนักเขียนเพียงสองท่านเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้

คนแรกคือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และหนังสืออย่าง “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ก็เป็นหนังสือที่ผมติดมือไปฝากเพื่อนบ่อยที่สุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะสำหรับผมมันคืองานระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งแต่ก่อนหาซื้อได้ยาก แต่โชคดีที่สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นนำมาจัดพิมพ์ใหม่และนำมาวางขายในงานสัปดาห์หนังสือ

คนที่สองที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้ คือพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าของสำนักพิมพ์ openbooks และหนังสือเล่มล่าสุดอย่าง “อู๋เหวย : อกรรมกิริยา” ก็เป็นผลงานที่ผมเชื่อว่าจะกลายเป็นมาสเตอร์พีซในใจนักอ่าน-นักเขียนอีกหลายคนในอนาคต


เมื่อช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว (พ.ศ. 2568) มีความต้องการบางอย่างเกิดขึ้นในใจผม นั่นคือการแสวงหาแนวทาง “การใช้ชีวิตให้ดีงามโดยไม่ต้องพยายามจนเกินไป”

‘ดีงาม’ ในที่นี้ไม่ได้หมายความในเชิงศีลธรรม (moral) แต่หมายถึงในเชิงคุณภาพ (excellent) – How to live an excellent life without trying too hard.

ผมหาหนังสือฝรั่งอย่าง Effortless ของ Greg McKeown และ Upstream ของ Dan Heath มาอ่าน แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้างแต่ก็ยังไม่ได้ประทับอยู่ในใจ

เมื่อตอนขึ้นปีใหม่ 2569 ผมมอบหมายให้คำว่า “Discipline” เป็นธีมประจำตัวของปีนี้ เพราะรู้สึกว่าปี 2568 ใช้ชีวิตหย่อนเกินไป ส่วนปีก่อนหน้าก็ตึงเกินไป ปีนี้เลยอยากหา ‘ทางสายกลาง’ ให้เจอ

แล้วก็ได้รับข่าวดีระหว่างขับรถไปทำงาน และฟังรายการ openbooks CLUB กับ The Cloud ตอนที่ 3 ว่าพี่ภิญโญกำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่

แค่ประโยคไฮไลต์เปิดอีพีนี้ก็กินใจและเด็ดขาด:

“แท้จริงแล้วผมไม่ได้เขียนหนังสือ
หนังสือที่ผมทำมันเขียนผม
แท้จริงแล้วผมไม่ได้เปลี่ยนที่อยู่
แต่ที่อยู่มันเปลี่ยนชีวิตผม”

พี่ภิญโญ และพี่ปุ๊ก (จนัญญา เตรียมอนุรักษ์) ย้ายบ้านและสำนักพิมพ์ไปอยู่ที่เชียงดาวเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว และ openbooks ไม่ได้ออกงานสัปดาห์หนังสือมาถึง 7 ปี

งานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมาเป็นการกลับมาครั้งแรกของ openbooks และบูธ G08 จึงเป็นบูธแรกที่ผมไปเยือนเพื่อหาหนังสืออู๋เหวยมาอ่าน

แต่มองหาอยู่นานก็ไม่เจอ จนต้องถามน้องคนขายว่ายังมีเหลืออยู่ไหม น้องพนักงานจึงหยิบหนังสือสีชมพูดอกซากุระมาให้ ผมรับหนังสือและกลับมาอ่านอย่างช้าๆ จนจบภายใน 3 วัน ก่อนจะกลับมาอ่านซ้ำและอ่านจบไปอีกรอบเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อมีเวลาคิดทบทวนก็ยิ่งแน่ใจว่า นี่แหละหนังสือที่ผมตามหามาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะมันบรรจุ “แนวทางการผดุงชีวิต” ที่น่าจะช่วยให้ผมพบทางสายกลางสู่ชีวิตที่ดีงามโดยไม่ต้องพยายามจนเกินไป

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อจะสรุปหนังสืออู๋เหวย – พี่ภิญโญได้พูดไว้บนเวทีกลางในงานสัปดาห์หนังสือว่า การจะรู้ว่าอาหารจานหนึ่งอร่อยหรือไม่ เราต้องได้ลิ้มรสด้วยลิ้นของเราเองจากต้นทาง ถ้ามีใครเคี้ยวอาหารให้จนละเอียดแล้วคายออกมาให้เราได้กินต่อ ความเอร็ดอร่อยก็คงแทบไม่เหลือ

ผมได้ยินคำว่า อู๋เหวย หรือ wu wei มาสักพักใหญ่ โดยในหนังสือเต้าเต๋อจิงใช้คำว่า “การไม่กระทำ” ส่วนฝรั่งแปลคำนี้ว่า non-doing หรือ effortless action

แต่คำแปลที่งดงามที่สุดมาจากท่านเขมานันทะ ที่แปลอู๋เหวยว่า “อกรรมกิริยา”

อกรรมกิริยาไม่ใช่การไม่กระทำ แต่เป็นการกระทำที่ไม่เกิดกรรม เพราะแม้จะมีการกระทำ แต่ไม่มีตัวตนของผู้กระทำ ดังบทที่สองของเต้าเต๋อจิง

“ปราชญ์ถือหลัก
ไม่กระทำ (อู๋เหวย)
เคลื่อนไหวโดยไม่สอนสั่ง

สร้างสรรค์สรรพสิ่งโดยไม่ชี้นำ
ดำรงอยู่ แต่ไม่ครอบครอง

กระทำโดยไม่หวังผลตอบแทน
สำเร็จกิจโดยไม่หวังเกียรติคุณ

เพราะไม่หวังเกียรติคุณ
ความสำเร็จจึงยั่งยืน”

สำหรับผม วรรคสุดท้ายเป็นวรรคทอง

“เพราะไม่หวังเกียรติคุณ ความสำเร็จจึงยั่งยืน”

ไม่ง่ายเลยที่จะทำอะไรโดยไม่หวังผล ทำอะไรโดยไม่หวังให้มีคนมาชื่นชม ยิ่งเราถูกสอนให้เป็นคน results-oriented ในโลกธุรกิจ และถูกวัดความสำเร็จในชีวิต content creator จากยอดไลก์และยอดแชร์มาเป็นสิบปี

แต่ถ้าเราเข้าสู่สภาวะนี้ได้ เราจะกลายเป็นคนที่พระไพศาล วิสาโลเรียกว่า “ทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส” และเป็นคน “ทำงานเพื่องาน” ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำภารกิจใหญ่ให้สำเร็จเสร็จสิ้น

แต่เรารู้หรือไม่ว่าภารกิจใหญ่ของเราคืออะไร และถ้ารู้แล้วเรายังจะมีแรงเหลือเพื่อกระทำกิจนั้นจริงหรือ เพราะอุปสรรคสำคัญของคนยุคนี้ คือเรามีกิจกรรมมากเกินไป

“ในชั่วชีวิตเราอาจไปร่วมงานต่างๆ มากมาย นับได้พันหมื่น แต่งานที่เปี่ยมความหมาย ดำรงอยู่ในความทรงจำ ส่งผลสะเทือนสำคัญ ทำให้เราตื่นจากความฝัน อาจนับได้ไม่เท่านิ้วมือเช่นกัน

ทุกวันนี้ โลกจึงเต็มไปด้วยหมู่ชนที่จัดกิจกรรมมากมาย โดยหาได้ใส่ใจในกิจกรรมนั้นๆ หากเราหลงลืมไม่เลือกคัดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน พลังงานเราจะหมดไปกับ ‘กิจกรรม’ จนเหลือเวลาให้ ‘กิจที่ต้องกระทำ’ น้อยเต็มที

กิจกรรมเหล่านี้ล้วนจำเป็นต้องถูกทิ้ง การเกรงใจเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องละวางไว้ หากเราอยากจัดการชีวิตใหม่ การทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป คือจุดเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง”

เมื่ออ่านหนังสือจบ ผมได้ข้อสรุปว่าการจะมีอู๋เหวยในชีวิตได้ เราต้องมีความกล้าห้าประการ

กล้าหยุด กล้ากลับตัว กล้าทิ้ง กล้ารอ

และเมื่อปัจจัยถึงพร้อม เราต้องกล้าลงมือทำ

ขอขอบคุณพี่ภิญโญที่เริ่มต้นรังสรรค์อู๋เหวยขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือนสาม และปิดต้นฉบับลงพร้อมบทนำในคืนวันเพ็ญเดือนหก ประหนึ่งการน้อมถวายปฏิบัติบูชาแด่พระบรมศาสดาเอกของโลก

อู๋เหวย : อกรรมกิริยา” คือหนังสือที่ผมอยากให้ทุกคนได้อ่าน เพื่อจะได้จัดสรรพลังงานให้กับกิจสำคัญแห่งชีวิตครับ

พุทธคยาจาริก (ตอนจบ)

หลังจากหายไปนาน วันนี้ผมจะมาเขียนตอนที่ 3 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของการได้มาแสวงบุญที่พุทธคยาเมื่อวันที่ 8-12 มกราคม พ.ศ. 2569 นะครับ

ใครที่เพิ่งได้มาอ่านบทความพุทธคยาจาริกเป็นครั้งแรก แนะนำให้กลับไปอ่านสองตอนแรกก่อนนะครับ

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ


วันที่ 3 ภาคบ่าย: เวฬุวัน – หลวงพ่อองค์ดำ – นาลันทา

เวฬุวัน คือวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา โดยพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ถวาย

วัน แปลว่า ป่า เวฬุ แปลว่า ไผ่ เวฬุวันก็คือป่าไผ่นั่นเอง

จากคิชฌกูฏไปเวฬุวัน ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที โดยเราผ่านสถานที่สำคัญอีกสองแห่ง หนึ่งคือคุกของพระเจ้าพิมพิสาร (Bimbisar Jail) ซึ่งเป็นที่ที่พระองค์เคยโดนพระเจ้าอชาตศัตรูกุมขังเอาไว้ แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ยังเดินจงกรมและคอยทอดพระเนตรผ่านทางหน้าต่างไปทางเขาคิชฌกูฏเพื่อชื่นชมพระพุทธเจ้าที่เสด็จลงจากคิชฌกูฏทุกเช้า แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบเรื่อง จึงสั่งให้ทหารกรีดข้อเท้าพระเจ้าพิมพิสารและโรยเกลือ พระเจ้าพิมพิสารไม่อาจเดินได้อีกต่อไป และสิ้นพระชนม์ในคุกนั้นเอง

สองคือ “ตโปทาราม” (BRAHM KUND, Rajgir) ที่เป็นบ่ออาบน้ำของชาวฮินดู บ่อน้ำของวรรณะกษัตริย์อยู่ชั้นบนสุด น้ำใสเป็นสีฟ้า น้ำทิ้งจากด้านบนจะกลายมาเป็นน้ำอาบของวรรณะที่ต่ำลงมา ชั้นล่างสุดที่เป็นบ่อน้ำดำคร่ำจึงเป็นของวรรณะจัณฑาล

เราไม่ได้แวะตโปทาราม แต่ก็สงสัยว่าถ้าพวกเราเข้าไปใช้บริการ จะได้อาบบ่อไหน จึงถามพี่ก็ (ดร.วิรไท สันติประภพ) หัวหน้าคณะ พี่ก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะได้อาบบ่อของจัณฑาล เพราะพวกเราเป็นคนนอกศาสนาสำหรับเขา

เวฬุวัน (Venuvan, Nimal, Rajkir) คือมหาวิหารแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าประทับถึง ๕ พรรษา แต่ก็ถูกทิ้งไว้ให้เสื่อมโทรม แถมยังเคยมีสุสานของศาสนาอื่นมาตั้งอยู่ด้วย โดยพื้นที่แห่งนี้อยู่ในความดูแลของกองโบราณคดีอินเดีย (ASI) และไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาเป็นการถาวร แต่มีเหตุการณ์สำคัญที่พระสงฆ์ไทยได้ขออนุญาตเข้าไปจำพรรษาที่นั่นได้สำเร็จ นั่นคือพระอาจารย์อารยวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัดลำพูน

ในปี พ.ศ. 2557 พระอาจารย์อารยวังโสและพระผู้ติดตามอีก 5 รูปได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอินเดียให้เข้าไปจำพรรษาในเวฬุวัน ซึ่งถือเป็นการจำพรรษาของพระสงฆ์ไทย (และพระสงฆ์นิกายเถรวาท) อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบกว่าพันปีนับตั้งแต่ยุคเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย

จากการที่ท่านได้เข้าไปจำพรรษาและปฏิบัติธรรมที่นั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ท่านเห็นสภาพความเสื่อมโทรมของลานที่ใช้สวดโอวาทปาฏิโมกข์ ท่านจึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงประสานงานกับรัฐบาลอินเดียเพื่อขอประดิษฐานพระพุทธรูปปางโอวาทปาฏิโมกข์ แต่ก่อนจะอัญเชิญพระพุทธรูปปางโอวาทปาฏิโมกข์มาประดิษฐานได้นั้น ต้องมีการทำ “พิธีสวดถอน” เสียก่อน

ตามพระวินัย การที่จะตั้งเขตอุโบสถใหม่ในที่ที่เคยเป็นวัดเก่าแก่มาก่อน จะต้องทำการสวดถอน “สีมาเก่า” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความทับซ้อนกันของเขตสังฆกรรมเดิมซึ่งอาจมองไม่เห็นร่องรอยแล้ว เพราะหากเขตสีมาทับซ้อนกันจะทำให้การทำสังฆกรรม เช่นการบวชพระหรือการสวดปาฏิโมกข์ในบริเวณนั้นไม่สมบูรณ์

พิธีสวดถอนนี้เกิดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 โดยพระอาจารย์อารยวังโสได้นิมนต์พระพรหมวชิรเมธาจารย์มาเป็นประธานในพิธี และพระพรหมวชิรากรร่วมเป็นประธานและนำการสวดประกาศเขตอุโบสถ การสวดถอนและสวดสมมติสีมาในวันนั้น ทำให้ลานหินอ่อนและพื้นที่โดยรอบกลายเป็นอุโบสถที่ถูกต้องตามพระวินัยอีกครั้ง ทำให้พระสงฆ์สามารถมาทำสังฆกรรมและสวดปาฏิโมกข์ได้อย่างสนิทใจ

ในวันสวดถอน “พี่ก็” เองก็เป็นหนึ่งในคณะด้วย พี่ก็เล่าให้ฟังว่า สัปดาห์นั้นทั้งสัปดาห์อากาศร้อนมาก แต่พอถึงช่วงทำพิธีอากาศกลับเย็นสบาย พี่ก็ทำหน้าที่นั่งปิดจุดที่เป็นทางเข้าเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวหรือสุนัขเข้ามารบกวนพิธี แถมยังมีเหตุการณ์ประหลาดที่มีกิ่งไม้ขนาดใหญ่ตกลงมากั้นทางเข้าต่อหน้าต่อตาพี่ก็ที่นั่งอยู่อีกด้วย

เราได้ไปนั่งสมาธิอยู่ตรงลานนั้นได้ประมาณ 20 นาที แดดออกแต่ไม่ร้อน ลมโกรกเย็นสบาย ถ่ายรูปออกมาก็สวย เป็นอีกที่หนึ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำและอยากกลับไปอีกแน่ๆ

จากเวฬุวัน เราไปรับประทานอาหารกลางวันที่ Indo Hokke Hotel ที่เซอร์ไพรส์เราด้วยไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารไทย ผมกับผึ้ง (ภรรยา) ได้นั่งโต๊ะเดียวกับพี่เม่น ผู้บริหารธนาคารใหญ่ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวญี่ปุ่น และ จอย ที่เคยทำงานอยู่บริษัทเทคข้ามชาติก่อนจะออกมาทำธุรกิจ wellness ของตัวเอง

เมื่อปีก่อนหน้าคณะของพี่ก็ที่มีเชอรี่ร่วมมาด้วยก็มานอนค้างที่โรงแรมแห่งนี้ เพื่อจะตื่นแต่เช้าไปขึ้นเขาคิชฌกูฏ ผมเดาว่าบรรยากาศตอนเช้าตรู่บนนั้นคงจะสัปปายะน่าดู แต่เชอรี่บอกว่าห้องของโรงแรมนี้ค่อนข้างเก่า ไม่แนะนำ ถ้าจะมาพักแถวนี้ก็ควรหาโรงแรมอื่นนอนดีกว่า

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปสักการะ “หลวงพ่อองค์ดำ” พระุทธรูปปางมารวิชัยที่สลักจากหินแกรนิตสีดำ พระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ องคุลี (นิ้วมือ) ของพระหัตถ์ขวาทั้งหมดชี้ให้พระแม่ธรณีมาเป็นพยาน

หลวงพ่อองค์ดำเคยประดิษฐานอยู่ในนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลกที่ถูกสร้างเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 5 โดยราชวงศ์คุปตะ และรุ่งเรืองที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ที่พระถังซัมจั๋งเดินทางมาศึกษา ก่อนจะล่มสลายจากการถูกกองทัพมุสลิมเติร์กบุกมาเผาทำลายในปี ค.ศ.1193 โดยหลวงพ่อองค์ดำเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปไม่กี่องค์ที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์เกือบ 100%

การจะไปหลวงพ่อองค์ดำและนาลันทานั้น เราใช้รถบัสไม่ได้ ต้องนั่งริกชอว์ไปทั้งสองที่

ชาวอินเดียนับถือศรัทธาความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อองค์ดำเป็นอย่างมาก เวลาลูกไม่สบายก็พากันเอาน้ำมันเนยมาทาที่องค์ท่านก่อน แล้วลูบเอาน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวลูก หรือถ้าใครเจ็บส่วนไหนในร่างกาย ก็เอาน้ำมันไปทาส่วนนั้นของหลวงพ่อก่อนที่จะเอามาทาอวัยวะที่บาดเจ็บของตัวเอง

ตอนที่คณะของเราไปกราบสักการะหลวงพ่อองค์ดำ ก็มีคนท้องถิ่นมาเร่ขายน้ำมันเนยให้เรา ผมได้แต่คิดถึงคำของอาจารย์ดนัยที่กล่าวเอาไว้ในหนังสือ “Buddhist Holy Day: หนีตามพระพุทธเจ้า” ว่าการเอาน้ำมันมาทาพระพุทธรูปอาจทำให้องค์พระยิ่งสึกหรอ และแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังป่วย ยังต้องมีหมอชีวกช่วยรักษาเช่นกัน

ไหว้หลวงพ่อองค์ดำเสร็จ พวกเรากระโดดขึ้นรถริกชอว์เพื่อมุ่งหน้าไปยังนาลันทาที่ห่างออกไปไม่กี่อึดใจ

หลังนาลันทาถูกเผา พื้นที่ตรงนี้ถูกทิ้งร้างอยู่หลายร้อยปีจนกลายเป็นเนินเขาและกลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย จนกระทั่ง Sir Alexander Cunningham ชาวอังกฤษได้อ่านบันทึกของพระถังซัมจั๋ง จึงเชื่อว่า ณ จุดนี้เคยมีมหาวิทยาลัยสงฆ์อยู่ และนำคณะมาขุดสำรวจในปี ค.ศ.1861 จนพบหลักฐานสำคัญ เช่นจารึกบนผนังและฐานสถูปซึ่งยืนยันชื่อ “นาลันทา”

พื้นที่ของนาลันทามหาวิหารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และเปิดให้เข้าชมในปัจจุบัน มีเนื้อที่ประมาณ 75 ไร่ ยาว 500 เมตร กว้าง 250 เมตร ประกอบด้วยวิหาร 11 แห่ง และสถูป อีก 6 แห่ง

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพื้นที่ทั้งหมดของมหาวิทยาลัยนาลันทาเคยเป็นที่พักอาศัยของนักศึกษาถึงหนึ่งหมื่นคน มีห้องสมุดเก้าชั้น มีสวน สระน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรมที่กษัตริย์พระราชทานให้ อาจครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,000 ไร่ หรือใหญ่กว่าสวนลุมบ้านเราเกือบ 3 เท่า

ตอนเดินในนาลันทา เราได้ไกด์ชาวอินเดียซึ่งพูดยาวและสำเนียงฟังค่อนข้างยาก ดีที่แดดไม่แรง เดินสบายๆ โดยมีไฮไลต์คือสถูปพระสารีบุตรที่เป็นสถูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้าง x ยาว 35 เมตร และสูง 30 เมตร

ก่อนออกบวช พระสารีบุตรมีนามว่า “อุปติสสะ” และเกิดที่ “หมู่บ้านนาละ” ซึ่งอยู่ในนาลันทาแห่งนี้ และก่อนที่จะปรินิพพาน พระสารีบุตรก็กลับมาโปรดโยมมารดาจนท่านบรรลุโสดาบันที่หมู่บ้านนาละเช่นกัน

อีกจุดที่เป็นไฮไลต์และมีขนาดใหญ่มาก คือหอพักนักศึกษาโบราณ ซึ่งเป็นวิหารที่สำคัญที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาวิหารทั้งหมด เราสามารถมองเห็นห้องพักนักศึกษาเรียงราย มีลานอเนกประสงค์ ตรงกลางมีแท่นบรรยายของอาจารย์ และเห็นท่อระบายน้ำและเตาไฟโบราณที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมในสมัยนั้น

ตอนที่เข้าไปอยู่ในห้องพักนักศึกษา ไกด์ก็บรรยายว่าชีวิตนักศึกษานับหมื่นคนที่ย้ายเข้ามาอยู่นั้นมีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง แต่ด้วยสำเนียงที่ฟังยาก เราจึงได้ยินเขาพูดคำว่า “โอเด้ง” อยู่หลายครั้ง ฟังไปก็งงไปว่ามันเกี่ยวกับของกินญี่ปุ่นได้ยังไง จนมีใครสักคนไปถามไกด์อีกรอบจึงรู้ว่าเขาพูดคำว่า “wooden” ไม่ไช่โอเด้ง

อีกหนึ่งความประทับใจของการมาเยือนที่นี่ ก็คือ “ผึ้ง” ภรรยาของผม มีกลุ่มเด็กนักเรียนผู้หญิงมาขอถ่ายรูปด้วยถึงสองรอบ รอบแรกตอนเดินชมลานอเนกประสงค์ อีกรอบตอนก่อนกลับ

เราอยู่กันจนถึงห้าโมงเย็นซึ่งเป็นเวลาปิดทำการ ระหว่างที่เดินออกจากนาลันทา เราเห็น “ระบำนก” นับร้อยที่บินออกจากต้นไม้พร้อมๆ กันก่อนจะบินกลับมาที่ต้นเดิมและบินออกไปอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียงราวกับมากล่าวอำลาแขกผู้มาเยือน

ออกจากนาลันทามาได้ราวครึ่งชั่วโมง “มล” ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะของเราก็เดินมาแจ้งให้ทุกคนบนรถทราบว่ามือถือไอโฟนของเธอหายไป น่าจะเป็นช่วงที่นั่งรถริกชอว์จากรถบัสไปหลวงพ่อองค์ดำ (ตอนแรกมลคิดว่าอาจลืมไว้บนรถบัสก็เลยยังไม่ได้ทำอะไร) พยายามโทรเข้าเครื่องก็ไม่ติด เลยต้องใช้ฟังก์ชั่นของ Find my iPhone ให้ส่งเสียงร้อง ล็อกเครื่องและใส่เบอร์ติดต่อกลับ ซึ่งก็คือเบอร์ของ “รามจี” ทัวร์ไกด์ผู้น่ารักของเรานี่เอง

สักพักคนที่เก็บไอโฟนได้ก็โทรกลับมาที่เบอร์รามจี แล้วก็ต่อรองกันอยู่นานว่าจะเอาเครื่องมาคืนอย่างไร เขาบอกว่าพรุ่งนี้เขาจะนั่งรถมาส่งให้ โดยขอเรียกค่าตอบแทน 10,000 รูปี (3,500 บาท) และค่าเดินทางอีกต่างหาก โชคดีมากที่เรามีรามจีคอยคุยกับอีกฝ่ายให้ ไม่อย่างนั้นน่าจะแทบหมดโอกาสได้โทรศัพท์คืน

การนั่งรถกลับโรงแรมใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า กลางทางเราจึงแวะวัดนวมินทรธัมมิกราช ซึ่งมีพระพุทธรูปหินทรายแดงขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดีย องค์พระมีความสูงถึง 33 เมตร และหน้าตักกว้าง 29 เมตร มีพระชาวอินเดียมาทักทายเราเป็นภาษาไทยด้วย

เนื่องจากวันถัดไป (อาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026) จะมีบางคนในคณะต้องกลับก่อน พวกเราเลยใช้ชั่วโมงสุดท้ายบนรถบัสด้วยการให้ตัวแทนออกมาเล่าความรู้สึกของการมาเยือนพุทธคยาครั้งนี้ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ผมเล่าให้ฟังว่าเส้นทางของผมเริ่มต้นตอนไปเรียนมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ และขนหนังสือจากเมืองไทยไปอ่าน และในกองหนังสือเหล่านั้นก็มีหนังสือของท่านพุทธทาสติดไปด้วย จึงได้เริ่มทำความรู้จักกับคำสอนทางพุทธศาสนาตั้งแต่ตอนนั้น พอกลับมาไทยและเข้าสู่วัยทำงานก็มีโอกาสได้ไปฝึกวิปัสสนากับอาจารย์โกเอ็นก้าสองหน ส่วนปัจจุบันก็ฟังธรรมะบรรยายของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชโชเป็นประจำ และฝึกความรู้สึกตัวด้วยการเดินจงกรมและขยับมือตามแนวหลวงพ่อเทียน

การมาเยือนพุทธคยาครั้งนี้ สิ่งที่ประทับใจคือพลังงานอะไรบางอย่างใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ช่วย “พยุง” ให้เราสามารถนั่งภาวนาได้เป็นเวลานานท่ามกลางเสียงจอแจ การได้ไปเยี่ยมเยียนสถานที่ต่างๆ ที่เราคุ้นชื่อในพุทธประวัติก็ยิ่งทำให้มีศรัทธาในความมีอยู่จริงของพระพุทธเจ้าและธรรมะที่พระองค์ทรงค้นพบ

ความท้าทายที่สุดต่อจากนี้ คือเราจะนำสิ่งที่ได้ปรารภไว้ในคำอธิษฐานใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์มาทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไรเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพ ต้องเผชิญชีวิตจริงที่เต็มไปด้วยภาระหน้าที่ แถมยังมีสิ่งเย้ายวนกิเลสมากมายที่จะฉุดให้เรากลับไปยังจุดเดิม ไม่ต่างอะไรกับก่อนที่เราจะได้มาเยือนพุทธคยา

เรากลับถึงโรงแรมราวสองทุ่ม เป็นวันแรกและวันเดียวที่ไม่ได้ไปมหาเจดีย์ทั้งตอนเช้าและตอนค่ำ รับประทานข้าวมื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะแยกย้ายขึ้นห้องนอน เป็นอันจบคืนที่สามของพุทธคยาจาริก


วันที่ 4 – เช้าอันหนาวเหน็บ – พิธียกช่อฟ้า – วัดนานาชาติ

เช้านี้เราออกจากโรงแรมช่วงตีห้าเช่นเดิม ไปนั่งภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เช่นเดิม แต่ครั้งนี้จำได้แม่นเลยว่าเป็นเช้าที่หนาวที่สุด ผมนั่งใกล้ “ช่องลม” คือตรงหัวมุมของเจดีย์พอดี ทำให้มีลมมาสัมผัสหลังอยู่เรื่อยๆ นั่งไปก็น้ำมูกไหลไป มือเย็นเฉียบจนไม่รู้สึกอะไรตอนยุงกัด อุณหภูมิรุ่งเช้าวันนั้นน่าจะเข้าใกล้ศูนย์องศาที่สุดในทริปนี้

หลังจากลุกขึ้นจากใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ผมกับผึ้งก็ไปเดินจงกรมรอบเจดีย์ ผึ้งชี้ให้เห็นหมาตัวหนึ่งนอนขดตัวสั่นระริก ผึ้งบอกว่าเกิดเป็นสัตว์ก็น่าสงสารเนอะ แค่อยากจะหาอะไรมาห่มให้ตัวอุ่นขึ้นยังทำไม่ได้

ใช่ เมื่อเราเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์แล้ว เรื่องง่ายๆ อย่างการหาความอบอุ่นให้ร่างกายยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

กลับถึงโรงแรม อาบน้ำ ลงมารับประทานอาหารเช้า เราก็พร้อมสำหรับทริปวันนี้

ระหว่างที่รอทุกคนพร้อมที่ล็อบบี้ “รามจี” ก็มาอัปเดตกับมลเรื่องไอโฟนว่าคนที่เก็บได้ยังไม่ได้ออกเดินทางมา และเรียกร้องว่าต้องโอนเงินให้เขาก่อน 10,000 รูปี ซึ่งทางเราก็ไม่ยอมเพราะไม่รู้ว่าได้เงินไปแล้วเขาจะเอาโทรศัพท์มาคืนให้จริงหรือเปล่า

รามจีเลยเสนอวิธีที่ฉลาดมาก คือต่อรองให้คนที่เก็บไอโฟนได้เอาโทรศัพท์ไปให้ที่ร้านร้านหนึ่งที่รามจีรู้จัก โดยร้านนั้นจะถ่ายรูปส่งมาให้พวกเราดูว่าใช่โทรศัพท์เครื่องเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่ ทางร้านก็จะให้เงินคนคนนั้นกลับไป และเอาโทรศัพท์มาส่งให้รามจี แล้วค่อยเคลียร์ค่าใช้จ่ายทีเดียว แผนการนี้ฟังดูดี ก็เลยอุ่นใจขึ้นแต่ก็ยังต้องลุ้นไปอีกทั้งวัน

ก่อนขึ้นรถบัส เราเจอกับ “ผู้ชายขายผ้า” ซึ่งจริงๆ แล้วเราเจอมาตั้งแต่วันแรกแต่ผมลืมเล่าถึงในสองตอนที่ผ่านมา

พวกเขามากัน 3-4 คน และเราจะได้เจอทุกครั้งตอนเช้าก่อนออกจากโรงแรม และตอนค่ำตอนที่เรากลับถึงโรงแรม

“ส่องร่อยบัทๆ”

“ห่าผืนพันๆ”

ราคาจะวิ่งอยู่ประมาณนี้ แต่พวกเราในกลุ่มก็ไม่มีใครใจอ่อนเสียที

จุดหมายแรกในวันนี้คือวัดไทยพุทธคยา ท่านพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ให้โอกาสพวกเราได้มาทำพิธียกช่อฟ้า

ผมเองเคยได้ยินแต่คำว่า “ช่อฟ้าใบระกา” แต่ไม่เคยแน่ใจว่าตรงไหนคือช่อฟ้า ตรงไหนคือใบระกา ถ้าคุณผู้อ่านรู้ตัวว่าตัวเองก็ไม่ทราบเช่นกันก็ลองเสิร์ชหารูปภาพของสองอย่างนี้ดูนะครับ

เราไปถึงก่อนพิธีจะเริ่ม เลยมีเวลาดื่ม “กาลัมจาย” (ซึ่งพวกเราชอบเรียกเล่นๆ ว่า “กำลังใจ”) ชานมของอินเดียที่ทางวัดเตรียมไว้ให้ผู้มาเยือน พร้อมด้วยโรตีกรอบเปล่าๆ ที่เข้ากันเป็นอย่างยิ่ง

ในพิธียกช่อฟ้าที่คณะของเราไปร่วมด้วยนั้น มีแม่ชีมาตีฆ้อง เป่าสังข์ และเขย่าระฆังมือ ทำให้บรรยากาศดูขรึมขลังและประทับอยู่ในความทรงจำ พวกเราพนมมือถือสายสิญจน์จ้องมองช่อฟ้าที่ค่อยๆ ถูกรอกดึงขึ้นไปประดิษฐานบนยอดสุดของหลังคา

ผมเคยได้ยินมาว่า ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เรามักจะระลึกถึงอดีตที่ประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ ถ้าเคยทำกรรมดีเอาไว้ เราก็จะนึกถึงสิ่งที่เป็นกุศล ทำให้จิตใจสงบและมีโอกาสได้ไปสู่สุคติ ผมคิดว่าภาพและเสียงของพิธียกช่อฟ้าก็จัดอยู่ในความทรงจำประเภทนี้

เมื่อจบพิธี คณะไปนั่งดื่มเครื่องดื่มและรับประทานอาหารตรงทางเข้าวัด แต่ผมเห็นพี่ก็กำลังพาพี่ปลาไปซื้อเบาะนั่งสมาธิ (เพราะพี่ปลาต้องเดินทางกลับวันนี้แล้ว) ผมเลยติดตามไปด้วย เดินออกจากวัดเลี้ยวขวาไปประมาณ 300 เมตร ร้านเป็นเพิงอยู่ด้านขวาชื่อ Real Tailors ตรงข้ามกับโรงแรมตึกสีขาวที่ชื่อ Royal Sujata Inn พี่ก็มาอุดหนุนร้านนี้หลายครั้งแล้วเพราะว่าเบาะคุณภาพดี ราคาสมเหตุสมผล ผมก็เลยได้เบาะติดมือกลับมาด้วยเหมือนกัน

เมื่อกลับถึงวัด เราก็บอกลาพี่ๆ ที่จะต้องบินกลับวันนี้ 6 คน – พี่เม่น พี่แตง พี่ชาย พี่ณัฐ พี่ต้า และพี่ปลา ส่วนอีก 10 คนที่เหลือได้แก่ พี่ก็ พี่เด่น พี่ปุ้ย เชอรี่ ผึ้ง รุตม์ จอย เตย มล และภูมิ

เอเจนด้าที่เหลือของวันนี้เต็มไปด้วยการเดิน ไม่ว่าจะเป็นการเดินซื้อของและเดินชมวัดจากหลากหลายประเทศ

พี่ก็พาคณะของเรากลับไปที่ร้านเบาะอีกครั้ง ได้เบาะและกระเป๋าผ้ากันมาหลายคน จากนั้นจึงแวะไปร้านสูท และร้านหนังสือและงานศิลปะของธิเบตที่อยู่ชั้นใต้ดิน ซึ่ง “ภูมิ” อาจารย์ที่จุฬาก็ได้ภาพวาดขนาดใหญ่ใส่กรอบให้แบกติดตัวไปด้วยตลอดวันที่เหลือ

เราแวะร้าน Himalaya ที่ทั้งร้านขายแต่สินค้าของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้ ทั้งสบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน ยาปลูกผม ผมว่าน่าจะมีสินค้ายี่ห้อนี้ไม่ต่ำกว่า 100 SKU อัดแน่นอยู่ในร้านคูหาเดียว

ระหว่างเดินซื้อของ ซึ่งน่าจะกินเวลาเกินชั่วโมง มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุราว 10 ขวบเดินตามผมตลอดทางเพื่อจะขอเงิน แม้ว่าเขาจะอดทนและมีลูกตื๊อมาก แต่ก็ไม่เคยล้ำเส้น เวลาที่พวกเราเข้าไปในร้าน เขาจะรออยู่ด้านนอกร้านอย่างสงบเสงี่ยม พอเราออกจากร้าน เขาก็จะเดินตามผมต่อ

จบการเดินช็อปปิ้งแล้ว เราก็เริ่มเดินไปยังวัดต่างๆ เริ่มต้นด้วยวัดป่าพุทธคยา อีกหนึ่งวัดไทยซึ่งอยู่ใกล้กับพระมหาเจดีย์และเงียบสงบมาก พี่ก็เล่าว่าในบางวันที่มีพิธีสำคัญจนคนในมหาเจดีย์เยอะเกินไป เราก็สามารถเลือกมานั่งปฏิบัติในวัดป่านี้ได้เช่นกันเพราะสามารถมองเห็นมหาเจดีย์ได้ชัดเจน

จากวัดป่าพุทธคยา (Watpa Bodh Gaya) เราเดินไปต่อที่วัดธิเบต ซึ่งพี่ก็บอกว่าท่านดาไลละมะเคยเสด็จมาพักที่นี่ และพี่ก็เคยโชคดีเคยได้เข้าไปเยี่ยมชมห้องนอนของท่านดาไลลามะด้วย ซึ่งเป็นห้องธรรมดาขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไร บ่งบอกถึงความเรียบง่ายและสมถะของประมุขและผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวธิเบต

ออกจากวัดธิเบต เราแวะดื่มกาแฟที่ร้าน Be Happy Cafe ที่อร่อยทั้งเครื่องดื่มและเค้ก ผมเดินขึ้นไปเข้าห้องน้ำชั้นสอง เจอพนักงานที่มาเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำด้วย เมื่อผมล้างมือที่อ่างล้างหน้าเสร็จ เขาก็รีบตามมาเช็ดอ่างล้างหน้าให้ทันที จึงคิดได้ว่า เพราะผู้คนที่นี่ยากจน ใครที่มีมีงานทำถือเป็นคนโชคดี เขาจึงมีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด

จากนั้นเรากระโดดขึ้นรถริกชอว์เพื่อไปที่วัดภูฏาน (The Royal Bhutanese Monastery) ซึ่งสำหรับผมเป็นหนึ่งในวัดที่ชอบที่สุดที่ได้ไปในวันนั้น เพราะบนผนังมีพุทธประวัติเป็น 3D ซึ่งผมไม่เคยเห็นที่วัดไหนมาก่อน

ออกมาจากอุโบสถ เราเห็นสนามหญ้าที่คิดว่าถ่ายรูปแล้วน่าจะสวย จึงใช้เวลาอยู่ตรงนี้อย่างเย็นใจ แถมยังได้รับข่าวดีจากรามจี ที่เอาไอโฟนกลับมาสู่มือมลเป็นที่เรียบร้อยอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง

เราเดินต่อไปที่ “ไดโจเคียว” ที่มีรูปปั้นพระใหญ่แห่งไดโจเคียว (The Great Buddha of Daijokyo) สูง 19.5 เมตร ทำจากหินทรายและหินแกรนิตที่ตั้งเด่นตระหง่าน เห็นแล้วชวนให้นึกถึงพระใหญ่ไดบุทสึที่ผมกับผึ้งเคยไปสักการะที่เมืองคามาคุระประเทศญี่ปุ่น

อีกจุดหนึ่งที่น่าประทับใจ คือโดยรอบรูปปั้นพระใหญ่นั้นมีรูปปั้นพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าถึง 10 องค์ ซึ่งทุกองค์ล้วนเป็น “อสีติมหาสาวก” หรือพระสาวกผู้ใหญ่ 80 องค์ของพระพุทธเจ้า

ผมถ่ายรูปเก็บเอาไว้ทั้ง 10 องค์ ถ้าเริ่มจากเบื้องขวาขององค์พระใหญ่แล้วเดินทวนเข็มนาฬิกา ก็จะพบรูปปั้นพระสาวกดังนี้ – พระอานนท์ พระสารีบุตร พระปุณณะ พระสังกัจจายน์ พระราหุล พระสุภูติ พระอุบาลี พระมหากัสสปะ พระโมคัลลานะ และพระอนุรุทธะ

จากนั้นเราเดินไปวัดญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเรียบง่ายว่า “วัดญี่ปุ่น” (Japanese Temple) ความพิเศษของที่นี่คือเราเข้าไปในช่วงที่มีพระหนุ่มรูปหนึ่งกำลังทำพิธีอยู่พอดี รูปเดียวทำหน้าที่ทั้งสวดมนต์ ตีกลอง และตีระฆัง เสียงสวดก้องกังวานจนนึกว่าน่าจะใช้ไมโครโฟน (แต่จริงๆ แล้วไม่มีอุปกรณ์ขยายเสียงอะไรเลย) อากัปกิริยาและท่วงท่าของท่านนั้นนิ่งสงบและลื่นไหลดูน่าเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง เราเดินออกมาจากวัดแล้วก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็นอีกหนึ่ง magic moment ของวันนี้

อีกหนึ่งโมเมนต์ที่จำได้ คือยุงที่นี่ดุมาก คนในคณะเราคนหนึ่งมียุงบินตอมอยู่บนหัวไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ตัวตั้งแต่อยู่ในตัวโบสถ์จนมาถึงลานวัดก็ยังตอมอยู่

ฟ้าเริ่มมืด เราเดินกลับไปที่จุดนัดพบเพื่อนขึ้นรถบัสกลับโรงแรม และมีเหล่าผู้ชายขายผ้าขี่มอเตอร์ไซค์มาดักรอเราที่หน้าโรงแรมราวกับนัดกันไว้ แต่ก็ยังไม่มีใครใจอ่อนยอมควักเงินซื้อผ้าอยู่ดี

รับประทานอาหารเย็นเสร็จ เรากลับไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกเช่นเคย รอบนี้ตอนที่ผมนั่งภาวนา ผมตั้งจิตบอกว่า นี่เป็นคืนสุดท้ายที่จะได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว หากเป็นไปได้ ขอให้มีสัญญาณอะไรบางอย่างเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้มีความเพียรในการภาวนาต่อจากนี้

ปรากฎว่าไม่มีสัญญาณใดๆ เกิดขึ้น ผมผิดหวังเล็กน้อย ปลอบใจตัวเองว่าพรุ่งนี้เช้ายังมีโอกาสอีกครั้งที่จะได้มานั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

กลับถึงโรงแรมกลุ่มชายขายผ้าก็ยังมารอเจอเราอยู่เช่นเดิม ทั้งที่ไม่มีใครเคยซื้อผ้าจากพวกเขาแม้แต่ชิ้นเดียว แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมแพ้และคอยกลับมาอยู่เรื่อยๆ ด้วยสำเนียงไทยแปร่งๆ เพื่อชวนซื้อผ้าของพวกเขาอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส


วันที่ 5 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์ – วัดเมตตาพุทธาราม – สนามบิน

เช้าวันสุดท้ายของการมาเยือนพุทธคยา เราออกจากโรงแรมช่วงตีห้าเหมือนทุกครั้งเพื่อมานั่งภาวนาที่พระมหาเจดีย์ (ลืมบอกไปว่ารอบๆ พระมหาเจดีย์มีพื้นที่ให้นั่งภาวนาได้หลายจุด ไม่จำเป็นต้องมานั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์)

นี่เป็นการนั่งครั้งสุดท้ายของผมจริงๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนอีกเมื่อไหร่

หลังจากที่นั่งไปได้ชั่วโมงกว่าๆ แสงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ก็รู้สึกขึ้นกับตัวเองว่า “จิตตั้งมั่น” ที่เป็นผู้สักว่ารู้ สักว่าดู น่าจะประมาณนี้ แล้วก็ยิ้มในใจกับตัวเองเบาๆ

หลังจากไปกราบลาพระพุทธเมตตา พวกเราทั้งคณะเดินวนรอบมหาเจดีย์อีกครั้งเพื่อซึมซับบรรยากาศ ก่อนกลับมาที่โรงแรมเพื่อเก็บกระเป๋าเดินทาง อาบน้ำอาบท่าและรับประทานอาหารเช้า

เช็คเอาต์จากโรงแรมตอนเก้าโมงกว่าๆ เดินออกมาเพื่อขึ้นรถบัส ก็ได้พบกับกลุ่มชายขายผ้าอีกครั้ง ผมใจหายเล็กน้อยที่จะไม่ได้เจอพวกเขาอีกแล้ว เมื่อได้พบกันทุกวันมาตลอดสี่วันเต็มๆ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำที่สุนัขจิ้งจอกเอ่ยกับเจ้าชายน้อย:

“ถ้าเธอเคยมาตอนบ่ายสี่โมง ประมาณสักบ่ายสามโมง ฉันก็เริ่มเป็นสุขแล้ว”

“ส่องร่อยบัทๆ”

“หนึ่งร้อยบัทๆ”

“ห่าซิบบัทๆ”

ราคาเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาเห็นเราทยอยเอากระเป๋าเดินทางขึ้นท้ายรถบัส

เราขึ้นรถบัสและคุยกันว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี ซื้อแล้วจะเอาไปฝากใคร ฯลฯ แต่คุ้นๆ ว่ามีคนใจอ่อนยอมซื้อผ้าจนได้

เราควรไปถึงสนามบินไม่เกินเที่ยง จึงยังพอมีเวลาแวะไหว้พระที่วัดเมตตาพุทธาราม ซึ่งเห็นปราดแรกก็ทำให้นึกถึงวัดร่องขุ่นของอาจารย์เฉลิมชัย เพราะมีพระประธานองค์สีขาว และด้านหน้าวัดก็มีแม่พระธรณีบีบมวยผมองค์สีขาวเช่นกัน ส่วนตัวอุโบสถนั้นสีเงินจนคนอินเดียเรียกวัดนี้ว่า Silver Temple

เดินออกจากวัดมาก็กึ่งแปลกใจและยินดี เพราะเหล่าผู้ชายขายผ้าตามมารอถึงหน้าวัด ความใจแข็งพังทลายและหลายคนก็ตัดสินใจซื้อผ้าจากพวกเขาในนาทีสุดท้าย – รวมถึงภรรยาผมด้วย

เราไปถึงสนามบินและกินข้าวเที่ยงจากอาหารกล่องที่เตรียมมาจากโรงแรม ก่อนจะเข้าด่านตรวจที่เขาให้เอาสายชาร์จมือถือออกมาไว้นอกกระเป๋าด้วย

ตอนที่เดินจาก boarding gate ผ่านทางเชื่อมไปขึ้นเครื่องบิน ภาพสุดท้ายที่ผมถ่ายเอาไว้คือภาพวาดบนกระจกหน้าต่าง

เป็นเหตุการณ์เมื่อ 4 อสงไขยแสนมหากัปที่แล้ว เมื่อสุเมธดาบสได้ทอดกายลงบนโคลนตมเพื่อให้พระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จผ่าน พระองค์ทรงเห็นความตั้งใจอันแน่วแน่ จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตดาบสผู้นี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า “พระสมณโคดม”

เป็นภาพปิดการเดินทางที่เหมาะสมเหลือเกินสำหรับการมาเยือนพุทธคยา

กว่าจะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนี ต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรถึง 4 อสงไขยแสนมหากัป ขณะที่พระพุทธศาสนาของท่านนั้นถูกทำนายไว้ว่าจะอยู่ได้เพียง 5,000 ปีเท่านั้น

ชื่อเดิมของผมคือ “วรุตม์” ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้ใหญ่ที่พ่อแม่นับถือตั้งให้ตอนกำเนิด

ชื่อปัจจุบันของผมคือ “อานนทวงศ์” ซึ่งก็เป็นชื่อที่ผู้ใหญ่อีกท่านตั้งให้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีความหมายว่า “ผู้ที่มีความรื่นเริงในการท่องเที่ยวไป”

ฟังดูเหมือนจะดี แต่ถ้าเราต้องท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏที่ยาวนานไม่รู้กี่อสงไขยก็คงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไหร่

ผมเลยขอคิดเข้าข้างตัวเองว่าชื่อของผมหมายถึงการเป็นวงศาคณาญาติกับพระอานนท์ ผู้ถวายตัวรับใช้พระพุทธและพระธรรม

แม้การเดินทางไปเยือนพุทธคยาจะจบลง แต่เส้นทางธรรมของผมยังคงอีกยาวไกล

ขอขอบพระคุณ “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ ที่เป็นสารตั้งต้นและหัวใจของทริปนี้ ขอบคุณเชอรี่ เข็มอัปสร ที่ทำหน้าที่รองหัวหน้าทัวร์ได้อย่างไร้ที่ติ ขอบคุณผึ้งที่จัดเตรียมทุกอย่างสำหรับการเดินทาง และขอบคุณเพื่อนร่วมคณะทุกคนที่สร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน

หวังว่าเราจะมีโอกาสร่วมทางกันอีกหลายวาระ

ทั้งการเดินทางภายนอก และการเดินทางภายในครับ


พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 3 – นาลันทาและวัดนานาชาติ

สองเล่มน่าอ่านในงานสัปดาห์หนังสือ 2569

วันนี้แล้วนะครับที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะเริ่มขึ้น (26 มีนาคม – 6 เมษายน)

หากคุณชอบหนังสือแนวพัฒนาตนเอง มีหนังสือสองเล่มที่ผมอยากให้ไปลองพลิกอ่านดูเมื่อได้ไปเยี่ยมเยียนบู๊ธของสำนักพิมพ์วีเลิร์น

คือหนังสือ “think simple” ของคุณโสภณ ศุภมั่งมี กับหนังสือ “Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ” ของฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza)

สองเล่มนี้มีความเชื่อมโยงกันหลายอย่าง

หนึ่ง คือผมรู้จักกับนักเขียนทั้งสองท่าน และรู้ว่าเป็นคนที่น่ารักและมีแนวทางปฏิบัติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

สอง คุณโสภณเขียนถึงฌอนในหนังสือ think simple ส่วนในหนังสือ Suddenly Talented ของฌอนก็มีคำนิยมจากคุณโสภณ

สาม ทั้งสองเล่มช่วยย้ำเตือนแนวทางในการครองตนในโลกที่สับสนและไม่แน่นอน นั่นคือการเป็นคนน่ารัก และการเป็นคนที่สนุกสนานกับการเรียนรู้


ใครอยากชิมลางว่าหนังสือ think simple มีรสชาติประมาณไหน ลองไปอ่านบทความในเพจ “เก่งแบบเป็ด : Producktivity” ได้เลย

แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึงมากกว่าหนังสือคือตัวนักเขียน

ปัจจุบันคุณโสภณเป็นบรรณาธิการเพจ aomMONEY เป็นนักเขียนและนักแปลอิสระ และมีแหล่งพำนักอยู่ที่เชียงใหม่

หลังจากหนังสือ think simple เปิดตัว สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็น “ปรากฎการณ์เล็กๆ” ก็คือมีคนเขียนถึงหนังสือคุณโสภณเยอะมาก ฟีดของผมเต็มไปด้วยปกหนังสือสีฟ้าส้มพาสเทลเย็นตา จะเป็นเพราะว่าผมอยู่ใน echo chamber ที่เต็มไปด้วย “เพื่อนร่วม” (mutual friends) ก็คงได้

แต่เอาเข้าจริงผมก็มีเพื่อนบนเฟซที่เป็นนักเขียนอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยเห็นหนังสือเล่มไหนถูกรีวิวกันอย่างพร้อมเพรียงขนาดนี้มาก่อน

อะไรคือความลับหรือเคล็ดลับที่ทำให้หนังสือ think simple ถูกพูดถึงขนาดนี้?

คำใบ้ของคำตอบอาจพบได้ในบทที่ 9 – กฎของการคุยสนุก:

.

[ “รู้ไหม คุณน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ผมคุยด้วยแล้วไม่หยิบมือถือขึ้นมาดูเลย ดีมากๆ เลยนะ” นี่เป็นคำพูดของ ฌอน เดอซูซา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Brain Audit บอกผมหลังจากเรากินอาหารเสร็จ และนั่งคุยกันยาวตั้งแต่ช่วงเย็นๆ ไปจนเกือบสี่ทุ่ม

ผมขอบคุณเขา แล้วก็กลับมานั่งคิดว่า ในการสนทนา นอกจากคำพูดแล้ว พฤติกรรมเล็กๆ ที่เราแสดงออกก็สามารถสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่เขาจำได้ไม่ใช่สิ่งที่ผมพูด แต่เป็นสิ่งที่ผมไม่ทำ นั่นคือการไม่หยิบมือถือขึ้นมาดูระหว่างคุย ]

.

และอีกหนึ่งคำใบ้ในบทที่ 20 – วิธีทำให้โลกใจดีกับคุณ

.

[ “โสภณรู้ไหมว่าทำไมพี่มาออกรายการนี้” พี่โจ้ ธนา เธียรอัจริยะ ถามผมก่อนจบการสัมภาษณ์ในรายการ “หาเงินได้ ใช้เงินเป็น” ของเพจ aomMONEY

ช่วงหลังพี่โจ้ไม่ค่อยรับสัมภาษณ์ เพราะเบื่อนักเลงคีย์บอร์ดตามคอมเมนต์ แต่ครั้งนี้เขาตอบตกลง

“นี่คือทักษะ Likeability แบบหนึ่งนะ เพราะโสภณเอาหนังสือพี่ไปอ่าน ไปพูดถึงในรายการ แถมยังพูดถึงในทางที่ดี พี่เลยอยากมา” พี่โจ้อธิบาย

คำว่า “Likeability” ในมุมของพี่โจ้ (และที่ผมตกผลึกได้) จึงไม่ใช่แค่การเป็นคนปากหวานที่ชมคนอื่นพร่ำเพรื่อ แต่คือความสามารถในการสร้าง “บรรยากาศแห่งความเป็นมิตร” ทำให้คนรอบข้างรู้สึกปลอดภัย รู้สึกมีคุณค่า และอยากหยิบยื่นความช่วยเหลือให้โดยที่เราไม่ต้องร้องขอ ]

การที่คนรอบตัวเขียนรีวิวหนังสือ think simple กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง – รวมถึงตัวผมในบทความนี้ – ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าทักษะ Likeability หรือการเป็นคนน่ารักนั้นมีคุณค่าเพียงใด


อีกเล่มที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ และผมอยากพูดถึงคือ “Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ” ของ ฌอน เดอซูซา

ผมได้เจอกับฌอนจากการแนะนำและเชิญชวนจาก “ทอย DataRockie” (ซึ่งมีทักษะ Likeability ระดับสูงเช่นกัน) ให้ไปเข้าเวิร์คช็อป The Brain Audit ที่ทอยเป็นคนจัดและเป็นคนเชิญฌอนให้มาสอนที่เมืองไทยเมื่อปีกลาย

ผมประทับใจการพบกันคราวนั้นมาก จนต้องเขียนถึงในบทความ “3 ประโยคฝังใจจาก Sean D’Souza

พอตอนต้นปีที่ทางสำนักพิมพ์วีเลิร์นได้ติดต่อผมมาเชิญให้ผมเขียนคำนิยมให้กับหนังสือ Suddenly Talented ของฌอน ผมจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

ผมขอยกคำนิยมของหนังสือมาไว้ตรงนี้ครับ:

.

[ ผมอ่านหนังสือเรื่อง Suddenly Talented ของฌอน เดอซูซา จบแล้ว รู้สึกอยากให้เขาได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะประเทศไหนก็ได้

เพราะฌอนมีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างลึกซึ้ง

ไม่ใช่แค่สอนเก่ง แต่ยังยอมรับด้วยว่าหากเด็กเรียนไม่รู้เรื่อง หรือเรียนด้วยความยากลำบาก นั่นไม่ใช่เพราะเด็กไม่ฉลาดหรือไม่มีพรสวรรค์ แต่เป็นความผิดของครูที่ออกแบบกระบวนการการเรียนรู้ได้ไม่ดีพอ

ฌอนเป็นคนที่มองอะไรไม่เหมือนคนอื่น แค่การนำเสนอว่าการที่เราจะเรียนรู้ทักษะอย่างหนึ่งได้ เราต้องมี “พลังงาน” และ “ความมั่นใจ” เสียก่อน ก็ถือเป็นแนวคิดที่ผมไม่เคยได้ยินได้ฟัง (หรือได้อ่าน) มาจากที่ไหน

ส่วนแนวคิดเรื่อง Doable Greatness หรือความเก่งพอตัว ก็ช่างเปี่ยมไปด้วยความเข้าอกเข้าใจคนทั่วไปที่มีมันสมองและความขยันในระดับธรรมดา

หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับใครก็ตามที่อยากจะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จนเก่งระดับ 7 เต็ม 10 โดยไม่จำเป็นต้องอดหลับอดนอนหรือลุกขึ้นมาปฏิวัติตารางชีวิต

ถ้าเราเป็นเด็กประถม ฌอนก็เหมือนพี่ชายชั้นมัธยมต้นที่อาสามาติวให้เรา พี่ชายที่อารมณ์ดี เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ แต่ก็มีความเก่งกาจที่เราสัมผัสได้ แถมเขายังทำให้เรามีความเชื่อลึกๆ ด้วยว่านี่ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร ถ้าเขาทำได้ เราก็ทำได้เหมือนกัน

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบด้วยความเพลิดเพลิน แถมระหว่างทางยังเดินไปหยิบดินสอและกระดาษมาวาดรูปวาฬและตึกรามบ้านช่อง ราวกับเป็นพิธีกรรมปลดล็อกบางอย่างในอดีตที่ได้คะแนนวิชาศิลปะต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาโดยตลอด

ในวันที่ทุกอย่างไม่แน่นอน หนึ่งในทักษะแห่งยุคสมัยคือการเรียนรู้ว่าเราจะเรียนรู้อย่างไร (Learning how to learn)

ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีพลังและความเชื่อมั่นที่จะฝึกฝนทักษะใหม่ๆ ด้วยความสบายใจและด้วยความเพลิดเพลินครับ

อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
มีนาคม 2569]

.

ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ ผมจึงฝาก think simple และ Suddenly Talented จากสองมิตรสหายในบรรณพิภพไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนครับ

คณิตศาสตร์กับการหาคู่ และเหตุผลที่เราควรหัดเป็นฝ่ายรุก

เมื่อเดือนมกราคมผมได้อ่านบทความ The stable marriage problem ที่เขียนโดย Ajeya Cotra บน Substack

เป็นบทความที่มีความเนิร์ดพอสมควร แต่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเห็นว่าคอนเซ็ปต์ในบทความนี้น่าจะมีประโยชน์ในหลายวาระ เลยขอนำมาเล่าต่อตามความเข้าใจของผม และใช้ชื่อตัวละครที่เหมาะกับคนไทยนะครับ


วิชาหนึ่งที่ Ajeya ผู้เขียน ชอบมากตอนเรียนที่ UC Berkeley คือวิชา CS 70 Discrete Mathematics and Probability Theory ที่สอนโดยอาจารย์ Anant Sahai

และหัวข้อที่สนุกเป็นพิเศษคือ The Stable Marriage Problem หรือ “การสมรสที่มั่นคง” โดยมีสถานการณ์ดังนี้:

  1. มีผู้ชายและผู้หญิงจำนวนเท่ากัน
  2. ผู้ชายมีการเรียงลำดับผู้หญิงที่เขาชอบจากมากสุดไปน้อยสุด และผู้หญิงก็เรียงลำดับผู้ชายที่เธอชอบจากมากสุดไปน้อยสุดเช่นกัน
  3. โจทย์คือต้องจับคู่ให้ชายและหญิงได้แต่งงานกัน โดยเมื่อได้คู่กันครบเรียบร้อยแล้วจะไม่มีการเลิกกันหรือหย่าร้างกัน เพราะแต่ละคนได้คู่ที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะหาได้แล้ว

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

สมมติว่ามีผู้ชายสามคน อาร์ท แบงค์ แชมป์ (Art, Bank, Champ)

และมีผู้หญิงสามคน ดิว อีฟ เฟิร์น (Dew, Eve, Fern)

และสามคู่นี้กำลังคบกันอยู่ Art-Dew, Bank-Eve, Champ-Fern

แต่ถ้าสมมติว่าอาร์ทชอบอีฟมากกว่าดิว และอีฟก็ชอบอาร์ทมากกว่าแบงค์ ดังนั้นทั้งอาร์ทและอีฟจะเลิกกับแฟนของตัวเพื่อมาคบกัน แบบนี้คือสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงหรือ unstable marriage

แต่ถ้าสมมติว่าอาร์ทชอบอีฟมากกว่าดิว (เหมือนเดิม) แต่อีฟไม่ได้ชอบอาร์ทมากกว่าแบงค์ แม้อาร์ทจะอยากเลิกกับดิวเพื่อไปคบกับอีฟ แต่อีฟไม่เล่นด้วย ดังนั้นต่างฝ่ายต่างจะคบกับคู่ของตัวเองต่อไป นี่คือสถานการณ์การคบกันที่มั่นคง – stable marriage

หนึ่งในสิ่งที่วิชา Discrete Mathematics and Probability Theory สอนก็คือ ไม่ว่าจะมีหญิงและชายกี่คน และแต่ละคนจะเรียงความชอบที่มีต่อเพศตรงข้ามอย่างไร เราสามารถเขียนอัลกอริธึมเพื่อจับคู่ให้ทุกคนและสร้าง stable marriage ได้เสมอ ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก ไม่มีการเลิกกันเพื่อเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ

ลองจินตนาการตามนี้

อาร์ทชอบดิวที่สุด ชอบอีฟรองลงมา และชอบเฟิร์นน้อยที่สุด จะเขียนออกมาเป็นสูตรได้ว่า

Art: Dew > Eve > Fern

และสมมติว่าแบงค์ชอบดิวที่สุด ชอบเฟิร์นรองลงมา และชอบอีฟน้อยที่สุด ก็จะเขียนได้ว่า

Bank: Dew > Fern > Eve

เราก็จะสามารถเขียนการจัดลำดับของทุกคนได้ตามนี้ (คนที่เหลือผมก็สุ่มเอาเหมือนสองคนที่ผ่านมา)

Art: Dew > Eve > Fern
Bank: Dew > Fern > Eve
Champ: Fern > Dew > Eve

Dew: Champ > Bank > Art
Eve: Bank > Champ > Art
Fern: Bank > Champ > Art

หนึ่งในอัลกอริธึมที่จะช่วยให้เกิดการจับคู่จนได้ stable marriage มีชื่อว่า the Gale-Shapley algorithm โดยมีหลักการดังนี้

  1. ให้เริ่มต้นจากทุกคนโสด
  2. ให้ฝ่ายชายจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบมากที่สุด และถ้าผู้หญิงปฏิเสธ วันต่อมาค่อยจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบรองลงมา
  3. ผู้หญิงจะเลือกคบกับผู้ชายที่ชอบที่สุดที่มาจีบในวันนั้นๆ

ลองมาไล่ตามอัลกอริธึมนี้กัน ขอนำการเรียงลำดับมาแปะไว้ตรงนี้อีกที

Art: Dew > Eve > Fern
Bank: Dew > Fern > Eve
Champ: Fern > Dew > Eve

Dew: Champ > Bank > Art
Eve: Bank > Champ > Art
Fern: Bank > Champ > Art

วันที่ 1 (1st iteration)

อาร์ทกับแบงค์แข่งกันจีบดิว ดิวเลือกคบกับแบงค์ เพราะดิวชอบแบงค์มากกว่าอาร์ท (แต่จริงๆ แล้วดิวชอบแชมป์ที่สุด เพียงแต่แชมป์ไม่ได้มาจีบ)

แชมป์ขอคบกับเฟิร์นซึ่งเป็นคนที่แชมป์ชอบที่สุด จริงๆ เฟิร์นชอบแบงค์มากกว่า แต่แบงค์ไม่ได้มาจีบ เฟิร์นเลยเลือกคบกับแชมป์

อีฟไม่ได้มีใครมาจีบเพราะไม่ได้เป็นช้อยส์แรกของใครเลย

จบวันเราได้สองคู่ คือ Bank-Dew และ Champ-Fern ส่วน Art และ Eve ยังโสด

วันที่ 2 (2nd iteration)

อาร์ทที่ยังโสดขอคบกับอีฟ แม้อีฟจะชอบอาร์ทน้อยที่สุดในบรรดาผู้ชายทั้งสามคน แต่อีฟก็ตอบตกลง เพราะทั้งแบงค์กับแชมป์มีคู่ไปแล้ว

ดังนั้นเราจะจบวันที่สองด้วยสามคู่นี้

Art-Eve
Bank-Dew
Champ-Fern

ซึ่งเป็นคู่ที่ stable เพราะว่าแม้อาร์ทจะชอบดิวมากกว่าอีฟ แต่ดิวไม่สนใจเพราะชอบแบงค์มากกว่าอาร์ท

ส่วนอีฟเองแม้จะชอบอาร์ทน้อยที่สุด แต่แบงค์กับแชมป์ก็ชอบอีฟน้อยกว่าคู่ของตัวเองในปัจจุบัน

แบงค์นั้นชอบดิวที่สุดอยู่แล้วจึงไม่คิดนอกใจ ส่วนดิวถึงจะชอบแชมป์มากกว่าแบงค์ แต่แชมป์ไม่สนใจเพราะแชมป์มีเฟิร์นเป็นช้อยส์แรกอยู่แล้ว

เฟิร์นนั้นแม้จะชอบแบงค์มากกว่าแชมป์ แต่แบงค์เองก็ไม่สนใจเฟิร์นเช่นกันเพราะมีดิวเป็นที่หนึ่งในดวงใจ

ดังนั้นสามคู่นี้จึงเป็น stable marriage ไม่มีการเปลี่ยนคู่กันเกิดขึ้น

คราวนี้ลองมาดูความพึงพอใจกันบ้าง

สมมติว่าเราได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบที่สุด ความพึงพอใจ 3 คะแนน
ถ้าได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบเป็นอันดับสอง ความพึงพอใจ 2 คะแนน
และถ้าได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบเป็นอันดับสาม ความพึงพอใจ 1 คะแนน

เขียนออกมาได้ว่า

Art: Dew (3) > Eve (2) > Fern (1)
Bank: Dew (3) > Fern (2) > Eve (1)
Champ: Fern (3) > Dew (2) > Eve (1)

Dew: Champ (3) > Bank (2)> Art (1)
Eve: Bank (3) > Champ (2) > Art (1)
Fern: Bank (3) > Champ (2) > Art (1)

และสามคู่ที่เป็น stable marriage ก็คือ

Art-Eve
Bank-Dew
Champ-Fern

คะแนนความพึงพอใจจะเป็นดังนี้

อาร์ทได้เป็นแฟนกับอีฟ คะแนนความพึงพอใจ 2
แบงค์ได้เป็นแฟนกับดิว คะแนนความพึงพอใจ 3
แชมป์ได้เป็นแฟนกับเฟิร์น คะแนนความพึงพอใจ 3

รวมคะแนนความพึงพอใจของฝ่ายชายคือ 8 คะแนน

ดิวได้เป็นแฟนกับแบงค์ คะแนนความพึงพอใจ 2
อีฟได้เป็นแฟนกับอาร์ท คะแนนความพึงพอใจ 1
เฟิร์นได้เป็นแฟนกับแชมป์ คะแนนความพึงพอใจ 2

รวมคะแนนความพึงพอใจของฝ่ายหญิงคือ 5 คะแนน

จะเห็นว่าฝ่ายชายได้คะแนนความพึงพอใจสูงกว่าฝ่ายหญิง

อัลกอริธึม Gale-Shapley ที่ให้ฝ่ายชาย active จีบคนที่ชอบที่สุดก่อน และให้ฝ่ายหญิง passive เลือกคบกับคนที่ชอบที่สุดที่เข้าหา จะนำไปสู่ stable marriage ที่ฝ่ายชายจะได้คู่ที่ดีที่สุด (เท่าที่ตัวเองจะหาได้) เสมอ ส่วนฝ่ายหญิงก็มักจะไม่ได้ชอยส์ที่ดีที่สุด แม้ตัวเองจะเป็นช้อยส์แรกของผู้ชายหลายคนก็ตาม

นี่คือตัวอย่าง 3×3 หรือชายสาม หญิงสาม แต่ในชีวิตจริงเราไม่ได้มีตัวเลือกแค่ 3 คน เราพอจะจินตนาการได้ว่าตัวเลือก (และการจัดลำดับ) อาจมีหลายสิบคนหรือแม้กระทั่งหลายร้อยคน

ดังนั้น “คะแนนความพึงพอใจโดยรวม” ของฝ่ายชายก็จะยิ่งถ่างออกจากฝ่ายหญิง ถ้าสังคมนั้นเป็นสังคมที่ฝ่ายชายจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบที่สุดก่อน ส่วนฝ่ายหญิงก็เฝ้าแต่รอให้มีคนดีๆ เข้าหา

แน่นอนว่าชีวิตจริงมันซับซ้อนกว่านี้ อาจมีคนขออยู่เป็นโสดดีกว่าต้องอยู่กับคนที่ไม่ชอบ อาจมีคนที่ชอบเพศเดียวกันมากกว่าเพศตรงข้าม

แต่ผมชอบคอนเซ็ปต์นี้เพราะเมื่อเรามองสังคมด้วยเลนส์ของคณิตศาสตร์ มันก็จะช่วยให้เราเห็นภาพ (แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ) ว่า social norms นำไปสู่ผลลัพธ์ในภาพใหญ่อย่างไรบ้าง

และเรื่องนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่การหาคู่ แต่ยังใช้ได้กับหลายๆ สถานการณ์ในชีวิต

ว่าถ้าเราเป็น “ฝ่ายรับ” อย่างเดียวในเรื่องความสัมพันธ์ การทำงาน การทำธุรกิจ และการเรียนรู้ เราก็อาจกำลังเสียโอกาสที่ดีที่สุดไป ซึ่งไม่ได้เกิดจากโชคชะตาหรือฟ้ากลั่นแกล้ง แต่เกิดจากความจริงทางคณิตศาสตร์

เราจึงควรเล่นให้เป็นทั้ง “รุก” และ “รับ” ในเกมสำคัญที่เรียกว่า “ชีวิต” ครับ