เราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราเป็นเหตุผลให้เขาเปลี่ยนตัวเองได้

หนึ่งในนิสัยเสียที่แก้ไม่หายของคนเรา คือการเฝ้าเพียรพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น

เราจะยกเหตุผลนับร้อยพันโน้มน้าวว่าทำอย่างนี้แล้วชีวิตจะดีขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามักเป็นสายตาขุ่นเคืองหรือคำตอบรับแบบขอไปที

หากมองย้อนกลับไปในอดีตของตัวเอง เราอาจพบว่าความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากใครมาจ้ำจี้จ้ำไช แต่เกิดจากการที่เราได้เห็นการกระทำ หรือได้ยินได้อ่านบางคำพูด จนเกิดพลังให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง

สมัยม.ต้นผมอยากเรียนกีตาร์มาก ไม่ใช่เพราะพ่อแม่สนับสนุน แต่เพราะเห็นเพื่อนเอากีตาร์หลังเต่ามาเล่นที่โรงเรียนแล้วมันดูเท่ชะมัด

ต้นปี 2015 ผมเริ่มเขียนบล็อกจริงจังเพราะได้อ่านหนังสือของพี่แท็ป รวิศ กับพี่บอย วิสูตร ทั้งที่หนังสือไม่ได้พูดเรื่องการเขียนบล็อกสักนิดเดียว

สองเดือนที่แล้ว ผมลุกขึ้นมาจัดห้องทำงาน ไม่ใช่เพราะว่าใครบอก แต่เพราะเห็นแฟนทำความสะอาดห้องนอนให้ลูก

“You cannot change anyone, but you can be the reason someone changes.”
― Roy T. Bennett, The Light in the Heart

อย่าคิดเปลี่ยนใครเลย ทำไปก็เสียเวลาและความสัมพันธ์เปล่าๆ

ทำตัวเองให้ดี ทำหน้าที่ของตัวเองไป แล้วหากจะมีคนเปลี่ยนไปเพราะเราก็ถือว่านั่นเป็นโบนัสครับ

ต้นกำเนิดใบเหลือง-ใบแดง

หนึ่งในเกมที่มีความหมายที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลเกิดขึ้นในมหกรรมฟุตบอลโลกปี 1966 ที่มีอังกฤษเป็นเจ้าภาพ

เกมนี้ไม่ใช่รอบชิงชนะเลิศ แต่เป็นรอบตัดเชือกที่อังกฤษพบกับอาร์เจนตินา

กรรมการในแมทช์นั้นคือ Rudolf Kreitlein (รูดอล์ฟ ไครท์ไลน์) ผู้ตัดสินชาวเยอรมัน

หลังจากเกมเริ่มต้นไปได้ประมาณ 30 นาที ไครท์ไลน์ตัดสินว่าอาร์เจนตินาทำฟาล์วตรงกรอบเขตโทษ

Antonio Rattin (แอนโทนิโอ รัตติน) กัปตันทีมอาร์เจนตินาไม่เห็นด้วยและเข้าไปประท้วง จริงๆ รัตตินรู้สึกว่าไครท์ไลน์นั้นเป่าเข้าข้างอังกฤษมาตั้งแต่ต้นเกมแล้ว

ทั้งกรรมการและกัปตันต่างพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ รัตตินจึงชี้ไปที่ปลอกแขนกัปตันและบอกว่าขอล่ามมาช่วยแปลภาษา เพราะเขาอยากฟังคำอธิบายของกรรมการว่าทำไมถึงตัดสินโอนเอียงเช่นนี้

ไครท์ไลน์ไม่สนใจและเป่าให้เกมดำเนินต่อไป แต่รัตตินก็ยังประท้วงไม่หยุด ไครท์ไลน์จึงเป่าหยุดเกมอีกครั้งและไล่รัตตินออกจากสนาม

ผู้เล่นอาร์เจนตินาเข้าไปรุมล้อมไครท์ไลน์กันยกใหญ่ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งพูดเยอรมัน อีกฝ่ายพูดภาษาสเปน จึงสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

รัตตินไม่ยอมเดินออกจากสนาม ขนาด Ken Aston ประธานคณะกรรมการตัดสินฟุตบอลโลกลงไปเจราจาด้วยก็ไม่ช่วยอะไร เพราะผู้เล่นอาร์เจนตินาปักใจเชื่อไปแล้วว่าเยอรมันกับอังกฤษนั้นฮั้วกัน

ความอลหม่านทำให้เกมหยุดไปเกือบ 8 นาที จนถึงกับต้องมีตำรวจในเครื่องแบบเข้ามาคุมสถานการณ์ และมีการพูดคุยจนรัตตินยอมเดินออกจากสนามไป

เมื่อต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน แถมสมัยนั้นยังไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนผู้เล่นตัวสำรอง ทีมอาร์เจนตินาจึงต้านทานอังกฤษไม่ไหว และเสียประตูในนาทีที่ 77 จากลูกโหม่งของ Geoff Hurst จบเกมอังกฤษชนะไป 1-0*

วันถัดมาสื่อของอังกฤษลงข่าวกันยกใหญ่ และยังรายงานด้วยว่าสองพี่น้อง Bobby Charlton และ Jack Charlton** ก็ถูกลงโทษ (booking)

ประเด็นก็คือทั้งบ๊อบบี้และแจ๊คไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าตัวเองถูก booking ในเกมเมื่อวานนี้!

ทั้งสองคนก็เลยขอหารือกับฟีฟ่าว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฟีฟ่าจึงคอนเฟิร์มว่าคนที่ถูก booking คือแจ๊คเพียงคนเดียว ส่วนบ๊อบบี้นั้นไม่โดน

นี่จึงเป็นเรื่องสับสนขั้นสุด กรรมการคิดอย่างหนึ่ง นักข่าวคิดอีกอย่างหนึ่ง ผู้เล่นก็เข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง

เราจะจัดงานแข่งขันระดับโลกได้อย่างไรหากกรรมการยังไม่สามารถสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจตรงกันได้?

นี่คือคำถามที่ Ken Aston ประธานคณะกรรมการตัดสินคิดไม่ตก

ระหว่างที่แอสตันขับรถกลับบ้านจากเวมบลีย์ ผ่านถนน Kensington High Street และติดไฟแดงตรงสี่แยก แอสตันก็เหมือนมีแสงสว่างวาบเข้ามาในหัว

ไฟเหลืองหมายถึงให้ระวังและขับช้าลงหน่อย

ส่วนไฟแดงหมายความว่าให้หยุดเดี๋ยวนี้ ห้ามไปต่อแล้ว

เมื่อกลับถึงบ้าน แอสตันจึงเล่าให้ภรรยาฟัง ฟังเสร็จภรรยาก็ตัดกระดาษสีเหลืองหนึ่งใบ สีแดงอีกหนึ่งใบ ขนาดใส่กระเป๋าเสื้อของแอสตันได้พอดี

แอสตันจึงนำไอเดียนี้ไปพัฒนาต่อ จนกระทั่งใบเหลือง-ใบแดงถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโก***

จากนั้นเป็นต้นมา ใบเหลือง-ใบแดงก็กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในเกมฟุตบอล มันคือสัญลักษณ์ที่มีความเป็นสากล เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม ขนาดเมืองไทยยังเอามาใช้อธิบายเวลากกต.ตัดสินใจให้ใบเหลืองหรือใบแดงผู้สมัครส.ส.

ต้องขอบคุณ Ken Aston สำหรับไอเดียเล็กๆ แต่เด็ดขาด

ขอบคุณวิกฤติในสนามที่สร้างโอกาสให้เกมกีฬานี้มีคุณภาพกว่าเดิม

และขอบคุณสัญญาณไฟจราจรที่ Kensington High Street ที่ทำให้เรามีใบเหลือง-ใบแดงใช้กันจนถึงทุกวันนี้ครับ


* อังกฤษชนะโปรตุเกสในรอบรองชนะเลิศ และชนะเยอรมันตะวันตกในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียวไปได้

** ผมก็เพิ่งรู้ว่า Bobby Charlton กองหน้าในตำนานของแมนยู มีพี่ชายชื่อ Jack Charlton ที่เล่นเป็นกองหลังทีมลีดส์ยูไนเต็ดและติดทีมชาติชุดเดียวกัน

*** ผมลองไปอ่านประวัติของ Ken Aston จึงพบว่าเขาเป็นคนแรกที่ใส่ชุดกรรมการอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ คือชุดดำแขนขลิบขาว และยังเป็นคนที่เปลี่ยนธงของกรรมการริมเส้นให้เป็นสีเหลืองสลับแดงอีกด้วย (ก่อนหน้านี้ธงของไลน์แมนจะเป็นสีเดียวกับยูนิฟอร์มของทีมเหย้า ซึ่งหากเป็นสีโทนมืดก็จะมองเห็นได้ไม่ชัดในวันที่หมอกลงจัด)


ขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือ The Power of Ignorance by Dave Trott

Daily Star: Inside story of how yellow and red cards were introduced to football 50 years ago

FIFATV: At the start of the England-Argentina rivalry

Wikipedia: Ken Aston

นิทานคาหนังคาเขา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณนายจอห์นสันระแคะระคายว่าสามีตัวเองอาจจะแอบเป็นกิ๊กกับคนใช้

เมื่อต้องไปเฝ้าไข้คุณแม่ที่โรงพยาบาลหลายวัน คุณนายจอห์นสันจึงสั่งให้ลูกชายวัย 5 ขวบจับตามองคุณพ่อ

เมื่อกลับถึงบ้าน คุณนายจึงถามลูกชายว่าเจออะไรบ้าง

“ผมเห็นคุณพ่อเดินเข้าไปในห้องน้าเคลลี่ครับ”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วเขาทั้งสองก็ถอดเสื้อผ้า แล้ว”

“หยุดก่อน” คุณนายตัดบท “รอให้พ่อกลับมาบ้านก่อน”

ค่ำนั้นเมื่อคุณพ่อกลับถึงบ้าน ก็เห็นคุณนายที่กำลังโกรธจัด คนใช้ที่วิตกกังวล และลูกชายที่หน้าตางุนงง

“ไหนบอกอีกทีซิว่าตอนแม่ไม่อยู่บ้านหนูเห็นอะไรบ้าง”

“ก็เห็นคุณพ่อเข้าไปห้องน้าเคลลี่”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วคุณพ่อกับน้าเคลลี่ก็ถอดเสื้อผ้า”

“แล้วยังไงอีก”

“ก็ทำเหมือนกับที่ลุงเบ็นนี่ทำกับแม่ตอนพ่อไปชิคาโกอ่ะครับ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Buddha Said by OSHO

เมื่อทุกอย่างรุมเร้า ให้หายใจเข้าซักเฮือก

หลายจังหวะในชีวิตเราก็ลืมหายใจ เหมือนคนเชียร์บอลที่กำลังลุ้นตัวโก่งว่าลูกโทษนี้จะยิงเข้ารึเปล่า

ในการทำงานช่วง work from home บางทีเราก็ยุ่งมากจนลืมหายใจเช่นกัน ประชุมก็ต้องเข้า Slack ก็ต้องตอบ แถมยังมีคนโทรเข้ามาขายประกันอีก

ถ้าไหวตัวทันว่าตอนนี้กำลังถูกบีบคั้นเกินไปแล้ว วิธีที่จะช่วยพาเราออกจากสภาวะนี้ได้คือการหายใจเข้าซักเฮือก

หายใจเข้าลึกๆ แล้วหยุดนิดนึง เราจะพบความนิ่งอยู่ตรงนั้น แล้วค่อยหายใจออกยาวๆ ความคลี่คลายใจจะปรากฏ

ทำอย่างนี้สักสามครั้ง ก็จะเป็นการรีเซ็ตระบบความคิดของเราใหม่ กลับมามองความวุ่นวายที่อยู่ตรงหน้าแบบผู้จัดการทีม ไม่ใช่คนที่กำลังตะลุมบอนอยู่ในสนาม

เมื่อทุกอย่างรุมเร้า ให้หายใจเข้าซักเฮือกครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ความสงบท่ามกลางความเคลื่อนไหว โดย camouflage

ถึงวันหนึ่งเราจะชอบดื่มน้ำจืด

น้ำจืดนั้นไม่มีรสชาติ ไม่มีสีสันใดๆ แต่ดื่มแล้วดับกระหายได้ดีที่สุด

ส่วนน้ำหวานนั้น ดื่มอึกแรกอาจจะชื่นใจ แต่ถ้าดื่มต่อไปเราจะพบว่ามันดับกระหายได้ไม่ดีเท่าน้ำจืด แถมผลข้างเคียงยังมีมากมาย ทั้งฟันผุ ทั้งลงพุง ทั้งน้ำตาลในเลือดพุ่ง

ชีวิตวัยรุ่น ชีวิตวัยทำงาน ชีวิตคนเมือง ย่อมเสาะแสวงหาน้ำหวาน อะไรที่เขาว่าดีก็ตามไปดู ตามไปชม ตามไปลอง ไม่ต่างกับผีเสื้อที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับเกสรดอกไม้ที่เบ่งบานเต็มทุ่ง

แต่เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มพบความจริงที่ว่า แม้น้ำหวานจะอร่อยสักเพียงใด แต่เราไม่สามารถดื่มมันตลอดไปได้

เมื่อเลี่ยนกับน้ำหวาน เราจะเริ่มมองหาน้ำจืด มองหาชีวิตที่เรียบง่ายไม่หวือหวา เผลอๆ ออกจะดูน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ

พี่ประภาส ชลศรานนท์ เคยเขียนเอาไว้ในทำนองที่ว่า เวลานิทานปรัมปราลงท้ายด้วยประโยค And they lived happily ever after มันกำลังสื่อว่าชีวิตต่อจากนั้นคือชีวิตที่ธรรมดา ไม่ได้โหดมันฮาเหมือนช่วงกลางของนิทาน เป็นชีวิตบ้านๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวละครหรือบทแสดงอะไรมากมายอีกต่อไป

น้ำที่บริสุทธิ์นั้นจืดสนิทแต่ดับกระหายได้เสมอ

หากอยากมีชีวิตที่ happily ever after ลองหัดดื่มน้ำจืดให้เป็นนิสัยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ดวงตาแห่งชีวิต โดยท่านเขมานันทะ

Burnout เพราะเราห่างเหินกับตัวเอง

บางทีอาจเป็นเพราะ WFH มานานเกินไป

บางทีอาจเป็นเพราะเอาแต่นอนไถมือถือ

บางทีอาจเป็นเพราะสื่อที่มีให้เสพเป็นอนันต์

เราจึงกลายเป็นยาจกทางเวลา

เราจึงกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้น

เราจึงกลายเป็นอะไรนับร้อยพัน

จนลืมไปว่าแท้จริงนั้นเราเป็นใคร

อะไรคือ passion ที่เราเคยมี

อะไรคือสิ่งดีๆ ที่เราเคยคลั่งไคล้

ผ่านมานานเพียงใด ที่ไม่ได้หยิบสีขึ้นมาระบาย หยิบนิยายขึ้นมาอ่าน หยิบมีดขึ้นมาสับอาหาร หยิบจักรยานออกไปปั่น หยิบกล้องไปถ่ายภาพ หยิบกีตาร์ขึ้นมาร้องเพลง

เพราะถึงโลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เด็กน้อยข้างในเรายังเป็นคนเดิม

อย่าละเลยหาน้ำมาหล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะชีวิตไม่ได้อยู่บนหน้าจอ ชีวิตอยู่ตรงหน้าเรา

อย่า bunrout เพราะเราห่างเหินกับตัวเอง

เรายังโทษเหตุการณ์ในอดีตอยู่อีกหรือ

แน่นอนว่าอดีตย่อมส่งผลต่อปัจจุบันไม่มากก็น้อย เช่นตอนเด็กๆ พ่อแม่เลี้ยงดูเรามาอย่างไร ฐานะที่บ้านปานกลางหรือยากจน คบเพื่อนแบบไหน ทุกอย่างล้วนมีส่วนในการหล่อหลอมเราทั้งนั้น

แต่หลายอย่างก็ผ่านมานานมากแล้ว ถ้าอะไรที่มันไม่ดีและสร้างผลลัพธ์ทางลบให้กับเรา เราก็มีเวลาเหลือเฟือที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จากติดลบให้กลายเป็นศูนย์ จากศูนย์ให้กลายเป็นบวก

ถ้าวันนี้ชีวิตมันไม่โอเค แต่เรายังคงโทษคนอื่นอยู่ หวังให้คนอื่นดีขึ้นเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น ก็ขอให้ลองทบทวนดูว่าเราหวังแบบนี้มานานแค่ไหน และมันช่วยให้อะไรดีขึ้นบ้างหรือเปล่า

ถ้าชีวิตมันยังไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น สาเหตุมีเพียงอย่างเดียว

นั่นคือการที่เราเอาแต่โทษคนอื่นและจองจำตัวเองเอาไว้กับอดีตตลอดมาเท่านั้นเอง

สิ่งเดียวที่ควรถามตัวเองทุกวัน

“เราไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกระวนกระวายว่าเมื่อไรจะก้าวหน้า ถ้ามีคำถามกับตัวเองว่าเมื่อไรจะก้าวหน้า นั่นคือ “อัตตา” กิเลสหลอกอีกแล้ว ถ้ามีคำถาม ทำไมเรายังเป็นอย่างนี้อยู่ กิเลสหลอกอีกแล้ว คำถามเดียวสำหรับพวกเราทุกคนคือ ตอนตื่นมาถามตัวเอง กินข้าวเสร็จถามตัวเอง เวลาขี้เกียจถามตัวเอง เวลาท้อแท้ถามตัวเองว่า วันนี้สร้างเหตุแล้วหรือยัง”
-Camouflage ความสงบท่ามกลางความเคลื่อนไหว

เพราะเราแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน บริบทของชีวิตก็ต่างกันไป ต่อให้ทำงานที่เดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน ความตั้งใจเท่ากัน ผลลัพธ์ก็ออกมาแตกต่างอยู่ดี นี่ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันสิถึงจะเรียกว่าเรื่องประหลาด

ดังนั้น อย่าคาดคั้นกับสิ่งที่เราคุมไม่ได้ อย่าตั้งคำถามว่าทำไมคนอื่นถึงได้ดีกว่า เพราะแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนก็เป็นม้าตีนต้น และบางคนก็เป็นม้าตีนปลาย

ที่เราทำได้ คือทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ส่วนมันจะส่งผลอย่างไร ย่อมมีอีกหลายปัจจัยที่เราไม่อาจรู้

คำถามที่เราควรถาม จึงไม่ใช่การเรียกร้องขอความเป็นธรรม แต่เป็นคำถามที่ว่า วันนี้เราสร้างเหตุไว้ดีแล้วหรือยัง

เหมือนที่ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้

ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้ครับ

พยายามอย่างผ่อนคลาย

ก็แค่ทำไปตามหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนจนคร่ำเครียด

ปัญหายิ่งหนักและซับซ้อนเท่าไหร่ ใจยิ่งต้องเบาและเรียบง่ายถึงจะแก้ไขปัญหานั้นได้

มุ่งมั่นกับการลงมือทำ แล้วปล่อยวางกับผลลัพธ์

เพราะชีวิตอาจไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง ก็แค่มองว่ามันเป็นเกม มองว่ามันคืออีกด่านที่ทดสอบว่าเราจะผ่านมันไปได้ไหม จงเรียนรู้ที่จะสนุกไปกับมัน อย่าไปหมายมั่นว่าต้องเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้

พยายามอย่างผ่อนคลาย จะได้ไม่เหนื่อยอย่างที่เคยเป็นมาครับ

นิทานตะแกรงสามชั้น

วันนี้วันศุกร์มาฟังนิทานที่เป็นตำนานของชาวกรีกกันนะครับ

มีเพื่อนวิ่งมาหาโสเครตีสด้วยอาการคันปาก

“คุณได้ยินเรื่องเพื่อนของคุณรึยัง?”

“ก่อนที่คุณจะเล่า ผมอยากจะทดสอบด้วยตะแกรงสามชั้นก่อน” โสเครตีสกล่าว

“ตะแกรงสามชั้นงั้นเหรอ?”

“ใช่ ตะแกรงชั้นแรกคือความจริง คุณได้พิสูจน์รึยังว่าเรื่องที่คุณได้ยินมาเป็นเรื่องจริง?”

“ยังเลย ผมแค่ได้ยินเค้าเล่าต่อๆ กันมา”

“โอเค งั้นคุณยังไม่รู้ว่าจริงรึเปล่านะ คราวนี้ตะแกรงชั้นที่สองคือความเมตตา สิ่งที่คุณจะเล่าเกี่ยวกับเพื่อนผมนั้นเป็นเรื่องดีรึเปล่า?”

“ไม่เลย ตรงกันข้ามเลยล่ะ”

“ก็คือคุณอยากจะเล่าเรื่องแย่ๆ ของเพื่อนผมโดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงรึเปล่าสินะ ยังมีตะแกรงชั้นสุดท้ายคือความมีประโยชน์ เรื่องที่คุณจะเล่ามันมีประโยชน์อะไรกับผมมั้ย?”

“ก็ไม่เชิง…”

“สรุปก็คือ สิ่งที่คุณจะเล่านั้นอาจไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องดี และไม่มีประโยชน์ แล้วคุณจะยังอยากเล่าให้ผมฟังอีกไหม”