ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

สิ้นเดือนที่หนึ่งของปี 2021 แล้ว

ใครมี New Year’s Resolutions ที่กำลังหลุดลอยขอให้ยกมือขึ้น!

ทุกต้นปีเราจะมีเป้าหมายใหม่ๆ ที่แสนเร้าใจและชวนเราออกไปแตะขอบฟ้า

แต่เมื่อกลับมาเจอชีวิตจริงที่ต้องเข้าออฟฟิศ เจองานด่วนงานแทรก ไหนจะสิ่งล่อตาล่อใจอีกมากมาย ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ก็ลดน้อยถอยลง

ใครที่คิดว่าปีนี้จะเหมือนกับปีก่อนๆ ที่ฮึดได้แค่ไม่กี่สัปดาห์แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม ขอให้ท่องประโยคนี้เอาไว้:

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ตอนต้นปีเรามีความกระตือรือร้นมากมาย แต่ความกระตือรือร้นนั้นมาแล้วก็ไป พึ่งพาได้ไม่นาน

สิ่งที่พึ่งพาได้มากกว่าคือความสม่ำเสมอ

ถ้าอยากลดน้ำหนัก การเข้าฟิตเนสรวดเดียว 10 ชั่วโมงคงไม่ได้พาเราไปสู่เป้าหมาย แต่การเข้าฟิตเนสคราวละ 20 นาทีทุกวันตลอด 1 เดือน รวมเวลาออกกำลังกายก็ 10 ชั่วโมงเท่ากันแต่ผลลัพธ์ย่อมต่างกันและมีโอกาสจะยืนระยะได้นานกว่า

ความสม่ำเสมอจึงสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ ไม่ต้องใช้ motivation อะไรมากมาย แค่ทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ที่เรารู้ว่าอยู่แก่ใจว่ากำลังพาเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ใจเย็นๆ อย่ารีบร้อน หัดเป็นคนที่รอได้

แล้วขอบฟ้าไหนก็ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

โลกจดจำคนที่ผลงาน

ลองมองไปที่อนุสาวรีย์ หนังสือชีวประวัติ หรือหนังที่สร้างจากชีวิตจริง

คนที่มีชื่ออยู่ในจดหมายเหตุเหล่านี้ ล้วนถูกจารึกเพราะผลงานที่เขาได้สร้างเอาไว้

อาจจะเป็นนวัตกรรมที่คิดค้น บริษัทที่ก่อตั้ง หรือแม้กระทั่งบ้านเมืองที่กอบกู้

ทุกคนที่ถูกประวัติศาสตร์จดจำ ล้วนถูกจดจำเพราะสิ่งที่เขาทำทั้งสิ้น ไม่ได้ถูกจดจำเพราะชาติตระกูล ฐานะ หรือหน้าตาแต่ประการใด

และนี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ดีที่เราไม่ควรหยุดทำงาน

เพราะนอกจากจะได้ยกระดับตัวเองและได้สร้างประโยชน์แล้ว มันยังเป็นโอกาสที่เราจะได้สร้างสิ่งที่มีอายุยืนยาวกว่าอายุขัยของเราครับ

นิทาน 6 แต้ม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีผู้รับเหมาชาวไต้หวันคนหนึ่งที่ทั้งฉลาดและขยัน แต่ไม่รู้เพราะโชคชะตาหรือเพราะอะไร ธุรกิจของเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที

วันหนึ่ง ระหว่างที่เดินเซ็งๆ อยู่บนฟุตบาท เขาเดินผ่านแผงขายหนังสือพิมพ์เลยซื้อหนังสือพิมพ์มาฉบับหนึ่ง

เมื่อพลิกอ่านดูเร็วๆ เขาก็เจอบทความหนึ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรง เขาตัดสินใจที่จะนำเงินก้อนสุดท้าย 10,000 หยวนมาลงทุนในธุรกิจของเขาอีกครั้ง

เหมือนมีมนต์เสก ทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด ลูกค้าไหลมาเทมา ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี ธุรกิจของเขาเติบโตมีมูลค่าถึง 100 ล้านหยวน

นักข่าวต่างมาสัมภาษณ์เขาว่าความลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จคืออะไร คำตอบของเขามีเพียงสี่พยางค์ “หกแต้มก็พอ”

และอีกไม่กี่ปีต่อมา ธุรกิจของเขาก็มีมูลค่าถึง 10,000 ล้านหยวน

เขาได้มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษาต่างถามคำถามว่าเขาทำยังไงถึงเปลี่ยนเงิน 10,000 หยวนให้กลายเป็น 10,000 ล้านหยวนได้ เขาจึงตอบว่า

“เพราะผมเอาน้อยกว่า 2 แต้มเสมอ”

เมื่อเห็นแววตาที่ยังไม่สิ้นสงสัยของนักศึกษา เขาจึงยอมบอกความลับ

บทความที่เขาได้อ่านในวันนั้น คือบทสัมภาษณ์ของริชาร์ด ลี ลูกชายของ ลี กา ชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง

นักข่าวถามริชาร์ด ลี ว่า พ่อของคุณสอนอะไรเกี่ยวกับการหาเงินบ้าง?

ริชาร์ด ลี ตอบว่า พ่อไม่เคยสอนผมเรื่องการหาเงิน พ่อสอนผมแค่เรื่องหลักการของชีวิต ว่าเวลาคุณทำงานร่วมกับใคร ถ้า 8 แต้มคือสิ่งที่คุณควรได้ 7 แต้มก็พอรับไหว ครอบครัวของเราควรจะเอาแค่ 6 แต้ม

“ผมอ่านบทสัมภาษณ์นั้นเป็นร้อยรอบ และผมก็เข้าใจความจริงที่ว่าจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์คือความเมตตา ดังนั้นจุดสูงสุดของความฉลาดก็คือความเมตตาเช่นกัน ลีกาชิงยอมให้คนอื่นได้มากกว่า 2 แต้ม ดังนั้นทุกคนเลยอยากทำธุรกิจกับลีกาชิงเพราะรู้ว่าตัวเองจะได้เปรียบ”

“ดังนั้น แม้ว่าคุณจะได้แค่ 6 แต้ม แต่คุณจะมีโอกาสเป็นร้อย ถ้าคุณพยายามจะเอา 8 แต้ม โอกาสนับร้อยอาจจะเหลือไม่ถึงสิบก็ได้”

“ความผิดพลาดของผมตอนที่เริ่มต้นทำธุรกิจเพราะว่าผมพยายามมากเกินไปที่จะไม่ยอมเสียเปรียบ ผมคำนวณทุกอย่างว่าดีลนี้ทำอย่างไรถึงจะคุ้มค่าที่สุดและได้ประโยชน์มากกว่าอีกฝ่าย สุดท้ายแล้วผมเลยได้เงินมากขึ้นในวันนี้แต่กลับเสียโอกาสของวันพรุ่งนี้”

เมื่อพูดจบแล้ว เขาก็หยิบหนังสือพิมพ์สีเหลืองซีดออกมาจากกระเป๋า มันคือหนังสือพิมพ์ที่เขาซื้อเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วและพกมันติดตัวไม่เคยห่างกาย

ในพื้นที่ว่างตรงขอบกระดาษ มีลายมือขยุกขยิกเขียนเอาไว้ว่า

“7 แต้มพอรับไหว 8 แต้มคือที่เราควรได้ งั้นเราเอาแค่ 6 แต้มก็พอ”


ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน

โรงงานผลิตข้ออ้าง

มาสายเพราะรถติด (ออกจากบ้านช้า)

เช็คเมลเพราะเผื่อมีงานสำคัญ (เคยชิน)

เข้าเฟซเพื่อคลายเครียด (ทุกสิบห้านาที)

ไม่มีเวลาทำงานสำคัญเพราะงานแทรก (งานสำคัญมันยาก งานแทรกมันง่ายดี)

ทำงานผิดเพราะหัวหน้าสั่งไม่เคลียร์ (สงสัยแล้วเราไม่ถาม)

เพื่อนร่วมงานทำตัวแย่เราเลยต้องทำตัวแย่กลับ (เหรอ?)

เราจึงเป็นโรงงานผลิตข้ออ้าง

เปิดทำการตั้งแต่ฟ้าสางยันหลับไหล

มันคือกลไกของกิเลสที่ช่วยให้เราไม่ต้องสบตากับความจริง

ความจริงที่ว่าเราเองนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก ของ The Arbinger Institute

4 เหตุผลที่หัวหน้าควรมี 1:1 กับลูกน้องทุกเดือน

หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดสำหรับหัวหน้าทีมคือการพูดคุยแบบ 1:1 (อ่านว่า One on One)

1:1 คือการคุยแบบตัวต่อตัวของหัวหน้ากับลูกน้อง โดยจะคุยกันในห้องประชุมหรือที่ร้านกาแฟก็ได้

แต่ 1:1 ก็เป็นเครื่องมือที่ถูกละเลยบ่อยที่สุดเช่นกัน เพราะหัวหน้ามักจะคิดว่า “ไม่มีเวลา” หรือ “ไม่รู้จะคุยอะไร” ทั้งๆ ที่มีเรื่องให้คุยมากมายและถ้าคุยเป็นก็จะสามารถประหยัดเวลาจากเรื่องปวดหัวที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

ตัวผมเองพยายามจะนัดคุย 1:1 กับน้องในทีมอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง โดยผมเห็นประโยชน์ของมันดังนี้

  1. ทำความรู้จักในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เจ้านายเก่าคนหนึ่งของผมเคยพูดไว้ว่า หัวหน้าไม่ได้มีฐานะสูงกว่าลูกน้อง แค่มีหน้าที่ต่างกันเท่านั้นเอง

เราต่างก็เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนๆ กัน มีความหวัง ความต้องการ ความกังวลเหมือนกัน

หัวหน้าจึงควรทำความรู้จักว่าลูกน้องเป็นคนยังไง มีพื้นเพแบบไหน ช่วงนี้สนใจเรื่องอะไร และมีเป้าหมายอะไรในอนาคต

เมื่อเราเข้าใจตัวตนของลูกน้องและสิ่งที่ขับเคลื่อนเขา เราจะเกาได้ถูกที่คันกับน้องคนนี้มากขึ้น และเราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นเวลาที่ต้องมอบหมายงานใหม่ๆ ให้ลูกน้องคนนี้

  1. คุยในสิ่งที่คุยในที่ประชุมอื่นไม่ได้

หลักการง่ายๆ หรือ Rule of Thumb ของการคุย 1:1 ก็คือให้โฟกัสไปในสิ่งที่คุยในการประชุมอื่นๆ ไม่ได้

เรื่องอย่างการติดตามงานว่าไปถึงไหนแล้วจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรคุยใน 1:1 เพราะเราใช้การประชุมทีมหรือการประชุมโปรเจ็คทำได้อยู่แล้ว

จุดแข็งของ 1:1 คือความ private เราจึงควรเน้นไปที่เรื่องที่เราทั้งสองสบายใจที่จะพูดคุยกันในยามที่ไม่มีสายตาอื่นจับจ้องอยู่

เช่นถามเขาว่าตอนนี้กังวลใจเรื่องอะไรบ้าง มีเพื่อนร่วมงานคนไหนที่ทำงานด้วยแล้วยังติดขัดรึเปล่า มีใครในทีมที่เราเป็นห่วงหรือไม่

รวมถึงเรื่องส่วนตัวว่าที่บ้านเป็นยังไงบ้าง มีแผนจะไปเที่ยวที่ไหน ช่วงนี้ดูซีรี่ส์เรื่องอะไร

หลังจากฟังน้องแล้ว เราก็ใช้โอกาสนี้ในการฟีดแบ็คลูกน้องเรื่องที่เขาทำได้ดีและยังทำได้ไม่ดี รวมถึงสิ่งที่เราอยากให้เขาโฟกัสในช่วงนี้

การชวนคุยเรื่องที่ “กึ่งความลับ” เช่นนี้จะช่วยสร้างพื้นที่แห่งความสบายใจและความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นได้อย่างช้าๆ แต่ยั่งยืน

3. โอกาสที่เขาจะบอกว่าเราควรปรับปรุงอะไร
ถึงแม้เราจะเป็นหัวหน้าที่เปิดกว้างต่อการรับฟีดแบ็ค ลูกน้องก็คงไม่กล้าบอกกับเราในห้องประชุมที่มีคนอื่นอยู่ด้วยเยอะๆ

แต่ใน 1:1 เราสามารถถามเขาได้ว่า อยากให้พี่ปรับอะไรตรงไหนมั้ย มีอะไรที่พี่ควรจะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้น้องทำงานได้ดีขึ้นรึเปล่า

ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าน้องอาจจะยังไม่กล้าพูดอยู่ดี ก็ต้องให้เวลาเขาหน่อย และหมั่นทำข้อ 1 & 2 ให้เยอะๆ เพื่อให้เขาพร้อมเปิดอกคุยกับเรามากขึ้นในครั้งต่อไป

  1. การนัดแบบอื่นไม่สามารถทดแทนได้

แน่นอนว่าองค์กรอาจจะสร้างโอกาสให้เรามีสถานการณ์ 1:1 อยู่แล้ว เช่นการพูดคุย Performance Review แต่การคุยแบบนี้เกิดขึ้นแค่ปีละหนึ่งหรือสองครั้ง ซึ่งไม่เพียงพอและไม่อาจทดแทน 1:1 ได้เลย

เพราะแม้เราจะไปหาหมอฟันทุก 6 เดือน แต่ช่วงที่ไม่ได้ไปหาหมอฟันเราก็ยังจำเป็นต้องแปรงฟันอยู่ทุกวัน ไม่อย่างนั้นต่อให้หมอฟันเทพแค่ไหนก็ดูแลไม่ไหว

หัวหน้าจึงควรมี 1:1 กับลูกน้องบ่อยๆ เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย และสร้างโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นครับ

หัดสงสัยในความดีของตัวเอง

โดยเฉพาะในเวลาที่เรารู้สึกดังต่อไปนี้

  • ทำไมเราต้องทุ่มเทอยู่คนเดียว
  • ทำไมคนอื่นดูไม่รับผิดชอบงานของตัวเองเลย
  • ทำไมทุกคนจ้องแต่จะเอาเปรียบ
  • ทำไมเขาไม่เห็นใจเราบ้าง
  • ทำไมเขาทำตัวแย่อย่างนี้

ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก” จบ เป็นหนังสือที่ลึกซึ้งและถึงอกถึงใจมาก

เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกตามที่กล่าวไปด้านบน นั่นแสดงว่าเรากำลัง “เข้าไปอยู่ในกล่อง” ความคิดของเราจะถูกบิดเบือนและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เราจะพยายาม “ยกตัวเองขึ้น” โดยการบอกตัวเองว่า เราทุ่มเทกว่า เราเสียสละมากกว่า และเราก็จะพยายาม “กดคนอื่นลง” เพื่อให้รู้สึกสบายใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนอื่น ไม่ใช่เพราะตัวเรา

ถ้าไม่พาตัวเองออกจากกล่อง เราก็จะชวนคนอื่นเข้าไปอยู่ในกล่องของตัวเองด้วย และต่างฝ่ายจะต่างโทษกันไปโทษกันมา เป็นวงจรอุบาทว์ที่อาจทำให้บริษัทล้มละลายและครอบครัวล่มสลาย

หากเรากำลังติดอยู่ในความคิดลบๆ มองคนอื่นเป็นเพียงตัวปัญหาและตัวก่อกวน ขอให้รู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในกล่อง และวิธีออกจากกล่องที่รวดเร็วที่สุด คือการมองให้เห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความหวัง ความต้องการ ความใส่ใจ และความกลัวเหมือนๆ กัน

เมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น แสดงว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

หัดสงสัยในความดีของตัวเองแล้วชีวิตจะดีขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็กLeadership and Self-Deception:Getting Out of the Box by The Arbinger Institute (ฉบับแปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น)

เมื่อ Google เลือกคนโดยดูใบปริญญา

หนึ่งในคุณลักษณะขององค์กรที่ดีคือการเปิดกว้างให้พนักงานได้ลองย้ายแผนกเพื่อทำอะไรใหม่ๆ (job rotation)

แม้ว่า Google จะเป็นองค์กรที่ใครๆ หลายคนชื่นชม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเดินหมากผิดเลยในเรื่องการบริหารจัดการคน

ทีม Product Management คือทีมที่ทำงานร่วมกับ software developers โดยมี PM หรือ Product Managers เป็นคนคอยตัดสินใจว่าซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นถัดไปจะมี features อะไรใหม่และจะต้องแก้ปัญหา (bug fixes) อะไรบ้าง

กูเกิ้ลเคยมีกฎเหล็กว่าคนที่จะเข้ามาอยู่ในทีม Product Management จะต้องเรียนจบสาขา Computer Science มาเท่านั้น ทำให้พนักงาน Google หลายคนหมดสิทธิ์ที่จะย้ายเข้าทีมนี้แม้จะมีไอเดียดีๆ ที่อยากทำให้บริษัทมากมายก็ตาม

เมื่อไม่สามารถทำสิ่งที่ต้องการได้ หลายคนจึงเลือกที่จะลาออกจากกูเกิ้ลเพื่อไปทำสิ่งที่เขาวาดไว้ในหัวให้เป็นจริงขึ้นมา

Biz Stone ลาออกไปก่อตั้ง Twitter

Ben Silbermann ลาออกไปก่อตั้ง Pinterest

และ Kevin Systrom ลาออกไปก่อตั้ง Instagram

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าสามคนนี้ได้ย้ายไปทำ Product Management และได้ลองสร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ Google บริษัทจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เดี๋ยวนี้ Google ไม่ได้มีกฎที่บังคับให้คนสมัครทีม Product Management ต้องจบ Computer Science อีกแล้ว

เรื่องการรับคนโดยดูปริญญาเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะถ้าพื้นฐานไม่แน่นพอก็ทำงานลำบาก

แต่นี่คือยุคที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเรียนในระบบ หากพนักงานได้แสดงศักยภาพให้เห็นว่าน่าจะทำงานนี้ได้ องค์กรก็ควรให้โอกาสเขาได้ลองดูสักตั้ง

ถ้าทำไม่ได้ก็คงไม่เสียหายมากนัก

แต่ถ้าทำได้ขึ้นมา เขาอาจกลายเป็น game changer ของเราก็ได้นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Radical Candor โดย Kim Scott

อย่า Copy & Paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนสำเร็จ เป็นการง่ายเหลือเกินที่เราจะเคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งเหล่านั้น

แต่ภาพที่เราเห็นอยู่ในฟีดของเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมเป็นเพียง 1% เป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เราเห็น

ของมียี่ห้อและงานการที่ดูโก้หรูมีต้นทุนที่เราไม่อาจหยั่งรู้แอบแฝง

มันคือเวลาและสุขภาพที่เสียไปเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง

เงินทองที่ผ่านมือเราเพียงแค่เดี๋ยวเดียวก่อนไหลกลับเข้าระบบที่ออกแบบมาให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจเอาชนะ

ไม่ผิดที่จะมีความฝัน แต่ขอให้เดินตามฝันนั้นด้วยเท้าที่ติดดิน

อย่า copy & paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

เพราะชีวิตแบบนั้นไม่ยั่งยืน และอาจพังครืนลงมาง่ายๆ ครับ

พระเจ้าสองพระองค์ของผู้เขียน Sapiens

บริษัท Google จะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการมาร่วมพูดคุยให้พนักงานฟังภายใต้ชื่อ Talks at Google

หนึ่งในแขกรับเชิญคือ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens, Homodeus, และ 21 Lessons for the 21st Century

นี่คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาครับ

พิธีกร: คุณเขียนเอาไว้ในหนังสือ “21 Lessons” ว่าพระเจ้าตายแล้วหรือพระเจ้ากลับมาแล้ว และบทบาทของศาสนาที่มีต่อการพัฒนาของมนุษย์ คุณคิดว่ายังมีพื้นที่ให้พระเจ้าสำหรับความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิตอยู่รึเปล่า?

ฮารารี: มันก็แล้วแต่คำจำกัดความนะ เพราะพระเจ้ามีหลายรูปแบบมาก และแต่ละคนก็เข้าใจคำว่าศาสนาไม่เหมือนกัน

ในหัวของเรามักจะมีพระเจ้าสองพระองค์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

พระองค์หนึ่งคือพระเจ้าที่เป็นความลี้ลับของจักรวาล (cosmic mystery) เราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีการก่อเกิดของสรรพสิ่ง (we don’t understand why there is something rather than nothing) เราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีบิ๊กแบง เราไม่รู้ว่าสติสัมปชัญญะของมนุษย์คืออะไร (what is human consciousness) มีหลายอย่างในโลกที่เราไม่เข้าใจและบางคนก็เรียกความลี้ลับนี้ว่า “พระเจ้า”

พระเจ้าคือผู้ให้การก่อเกิดของสรรพสิ่ง พระเจ้าคือผู้มอบสติสัมปชัญญะและความตระหนักรู้ให้มนุษย์ แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดสำหรับพระเจ้าองค์นี้คือเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับท่านเลย (จะเรียกท่านว่า him, her, it หรือ they ก็ตาม) ไม่มีอะไรเกี่ยวกับพระองค์ที่เป็นรูปธรรม ทุกอย่างเกี่ยวกับพระองค์ล้วนเป็นความลี้ลับ และนี่คือพระเจ้าที่เรานึกถึงตอนนั่งล้อมวงรอบกองไฟกลางทะเลทรายและใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต

ผมไม่มีปัญหาอะไรกับพระเจ้าพระองค์นี้ ผมชอบท่านมาก (I have no problem with this God. I like him very much.)

[เสียงผู้ชมในห้องส่งหัวเราะ]

ส่วนพระเจ้าอีกองค์หนึ่งคือพระเจ้าผู้ออกกฎหยุมหยิม (petty lawgiver)

สิ่งที่เด่นชัดที่สุดสำหรับพระเจ้าองค์นี้คือเรารู้เกี่ยวกับท่านเยอะมาก เรารู้ว่าท่านคิดอย่างไรกับการแต่งตัวของผู้หญิง เรารู้ว่าพระองค์คิดอย่างไรในเรื่องรสนิยมทางเพศ (sexuality) เรารู้ว่าท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับอาหารและการเมือง เรารู้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับพระองค์มากมาย และนี่คือพระเจ้าที่เราพูดถึงเวลาเราจับคนนอกรีตมาเผาทั้งเป็น – เพราะคุณได้ทำสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงโปรด (และเราก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าองค์นี้) เราจึงจำเป็นต้องเผาคุณทิ้งเสีย

การพูดถึงพระเจ้าบางทีมันก็เลยเหมือนกับการเล่นมายากล พอเราถามว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าพระเจ้ามีอยู่จริง คุณก็จะตอบว่าก็เพราะมีบิ๊กแบงไง เพราะมนุษย์มีความตระหนักรู้ไง วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งก็จริง

แล้วก็เหมือนดังนักมายากลที่แอบสลับไพ่ ดึงไพ่พระเจ้าอันลี้ลับออกไปแล้วใส่ไพ่พระเจ้าผู้ออกกฎหยุมหยิมเข้ามา แล้วคุณก็ได้ข้อสรุปแปลกๆ อย่าง “เพราะเราไม่เข้าใจบิ๊กแบง ผู้หญิงจึงต้องใส่เสื้อแขนยาว และผู้ชายไม่ควรมีเซ็กส์กับผู้ชายด้วยกันเอง”


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: 21 Lessons for the 21st Century | Yuval Noah Harari | Talks at Google นาทีที่ 18:20

นิทานสวดมนต์ภาวนา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ด็อกเตอร์อับราฮัมเป็นหมอที่มีชื่อเสียงด้านการรักษามะเร็งปอดมาก

องค์กรทางการแพทย์แห่งหนึ่งเพิ่งประกาศชื่อคุณหมอให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ และได้เชิญเขาไปร่วมงานรับรางวัลซึ่งจัดในอีกรัฐหนึ่ง

ระหว่างที่คุณหมอเดินทาง เครื่องบินโดยสารเกิดเหตุขัดข้องและต้องลงจอดก่อนถึงที่หมาย

งานรับรางวัลจะเกิดขึ้นเย็นวันนั้น หากรอเที่ยวบินถัดไปจะไม่ทันการ เขาจึงตัดสินใจเช่ารถเพื่อขับไปที่งาน

ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก สมัยนั้นยังไม่มี Google Maps และโทรศัพท์มือถือ คุณหมอไม่คุ้นเส้นทางจึงหลงขับไปในทางชนบทที่แทบไม่มีบ้านเรือน

หลังจากขับรถฝ่าสายฝนอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็เจอกระต๊อบหลังหนึ่ง คุณหมอจอดรถและเดินไปเคาะประตูบ้าน มีหญิงวัยกลางคนออกมาเปิดประตู

“ผมต้องเดินทางเข้าเมืองแต่ขับรถหลงทาง พอจะให้ผมยืมโทรศัพท์เพื่อโทรหาเพื่อนได้มั้ยครับ”

“บ้านดิฉันไม่มีโทรศัพท์ค่ะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ คุณอยากเข้ามาพักที่บ้านและรอให้ฝนซาก่อนมั้ยคะ”

คุณหมอตอบรับน้ำใจของผู้หญิงคนนั้น เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเปลเด็กอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน

หญิงเจ้าของบ้านหาชาร้อนกับขนมปังปิ้งมาให้คุณหมอที่กำลังหิวโซทานรองท้อง

“ดิฉันกำลังจะสวดมนต์ภาวนาให้ลูก คุณอยากจะสวดภาวนาพร้อมกับดิฉันมั้ยคะ?”

คุณหมอตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่าสิ่งต่างๆ จะได้มาก็ด้วยการลงมือลงแรงเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการการสวดมนต์

คุณหมอนั่งดูเจ้าของบ้านสวดภาวนาอยู่ข้างเปลเด็กเป็นเวลาเนิ่นนาน เมื่อเธอสวดภาวนาเสร็จแล้ว คุณหมอจึงเริ่มบทสนทนาต่อ

“ระหว่างสวดภาวนาคุณอธิษฐานขออะไรครับ และพระเจ้าได้ตอบรับคำอธิษฐานของคุณรึเปล่า?”

“ลูกของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งปอด ญาติๆ บอกให้ดิฉันพาลูกไปหาคุณหมออับราฮัมซึ่งเก่งเรื่องนี้มาก แต่เรายังไม่มีเงินค่าเดินทางและเงินค่ารักษา เลยกำลังรวบรวมเงินอยู่ แม้โอกาสจะมีไม่มากแต่ฉันก็ยังไม่สิ้นศรัทธานะคะ ยังไงฉันก็เชื่อว่าพระเจ้าจะต้องได้ยินคำอธิษฐานของฉันแน่นอน”


ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน