รักยังคงอยู่

20150228_IlMare

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในเดือนแห่งความรัก

จึงขอนำ “ท่อนฮุค” ใน il Mare มาย้อนเวลาให้ท่านผู้อ่านที่เคยดูหนังสุดโรแมนติคเรื่องนี้ครับ

“ที่เราต้องเจ็บปวดกับความรักน่ะ ไม่ใช่เพราะมันจากไปหรอก
แต่เพราะมันยังคงอยู่ต่างหาก
ถ้าวันนี้คนสองคน ต่างหมดรักกันไป
คงไม่มีใครต้องเสียใจมากนัก
แต่กลับเป็นเพราะรักที่ยังอยู่ในใจคุณนั่นเอง
ที่ทำให้คุณปล่อยวางลงไม่ได้”

ในทางศาสนาพุทธ ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

เพราะความรักแบบโลกๆ นั้น เป็นความรักที่ใช้ตัวเองเป็นตัวตั้ง

แต่ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ทุกสิ่งทุกอย่างคงทนอยู่ไม่ได้ และทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถบังคับได้ดั่งใจเรา จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะมีทุกข์เพราะความรัก

ผมก็หวังว่าวันหนึ่ง จิตใจจะเติบโตมากพอที่จะมีรักโดยไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้งได้

เมื่อนั้น ความรักคงจะไม่ทำร้ายใคร

ไม่ว่ารักนั้นจะจากไป หรือจะยังคงอยู่ก็ตาม

—–

Source: Dek-D

—–

หากต้องการรับ Newsletter รายเดือน (รวมเรื่องราวคัดสรรพร้อมบทความพิเศษ) สามารถสมัครได้ที่นี่ครับ

Pic & Pause: Batkid

20150227_PicNPause_Batkid

Batkid

นี่คือภาพ Batkid กับ Batman ที่ถ่ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2556 โดยช่างภาพชื่อ เจฟ ชู จากสำนักข่าวเอพี  (AP PHOTO/JEFF CHIU)

คนที่อยู่ในชุด Batkid เป็นเด็กน้อยนามว่า ไมลส์ สก๊อต (Miles Scott)

ไมลส์ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นลูคิเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) ตั้งแต่อายุแค่ 20 เดือน และต้องเข้ารับการรักษาด้วยการทำคีโมไปหลายรอบ

ทุกคนทราบกันดีว่าการรักษาด้วยคีโมนั้นทรมานแค่ไหน ขนาดผู้ใหญ่หลายคนยังทนไม่ได้

คิดกลับไปถึงตัวเองในวัยเดียวกับไมลส์ แค่โดนมดกัดก็ร้องไห้จ้าแล้ว

ความเจ็บปวดที่ไมลส์ต้องเจอจากการรักษานั้นคงยากที่เราจะจินตนาการถึงได้

โรคลูคิเมียและคีโมทำให้ไมลส์เป็นเด็กที่ค่อนข้างอ่อนแอและเหนื่อยง่าย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ไมลส์มีความฝันอยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่อย่างแบทแมน

—–

ที่อเมริกามีองค์กรการกุศลที่ชื่อว่า Make A Wish

มีเป้าหมายหลักคือช่วยทำความฝันของเด็กที่กำลังป่วยหนักให้เป็นจริง

เมื่อ Make A Wish รู้ว่าไมลส์อยากเป็นแบทแมนก็เลย “จัดให้”

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ่อแม่พาไมลส์เดินทางมาที่เมืองซานฟรานซิสโก โดยหลอกไมลส์ว่ามาหาหมอ

แต่จู่ๆ แบทแมนก็ปรากฎตัว แล้วยื่นชุด “แบทคิด” ให้เจ้าหนูไมลส์สวมใส่ พร้อมทั้งพาไปปฏิบัติภารกิจด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นการช่วยผู้หญิงที่ถูกมัดและกำลังจะถูกรถทับ จับกุม “นายปริศนา” (Riddler) เข้าคุก และช่วยเหลือ “ลูซีล”  (Lou Seal), มาสค็อตประจำเมืองซานฟรานซิสโกให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมนุษย์เพนกวิน

—–

ตอนแรก Make A Wish ต้องการจะจำลองสถานการณ์เสมือนว่า แบทคิดและแบทแมนกำลังอยู่ในเมืองก็อธแฮมจริงๆ (Gotham  คือชื่อเมืองในเรื่องแบทแมน) จึงประกาศหาอาสาสมัครในซานฟรานซิสโกประมาณ 100-200 คนมาทำตัวเป็น “ชาวเมืองก็อธแฮม” เพื่อมาให้กำลังใจแบทคิดหลังเสร็จสิ้นภารกิจและขึ้นรับรางวัลที่ศาลาว่าการ (City Hall)

ปรากฎว่ามีคนสนใจและนำไปแชร์ต่อกันอย่างคาดไม่ถึง กลายเป็นข่าว viral ในระดับที่แม้แต่ประธานาธิบดีโอบามายังอัดวีดีโอ Vine ส่งกำลังใจมาให้

ดังนั้นในวันที่เจ้าหนูแบทคิดออกปฏิบัติการ จึงมีชาวเมืองก็อธแฮมมาคอยถือป้ายให้กำลังใจในทุกภารกิจตลอดทั้งวัน

และในช่วงเย็นของวันนั้น เมื่อแบทคิดและแบทแมนขึ้นรับรางวัลเป็นกุญแจช็อคโกแลตจากผู้ว่าเมืองก็อธแฮม ก็มีชาวเมืองมาร่วมเป็นสักขีพยานถึง 20,000 คน

—–

แน่นอน เรื่องนี้มีทั้งคนชื่นชมและคนตั้งคำถาม ว่าทำไมกับเด็กเพียงแค่คนเดียวถึงต้องลงทุนขนาดนั้น เอาเงินไปช่วยเหลือคนอื่นไม่ดีกว่าหรือ?

ซึ่งเรื่องนี้ผมคงละไว้ให้ท่านผู้อ่านตัดสินใจกันเอง

แต่สิ่งที่ผมสนใจคือปฏิกิริยาของคนร่วมหมื่นที่พร้อมใจกันมาช่วยทำให้ความฝันของเด็กคนหนึ่งเป็นจริง

ผมว่ามันเป็นความงดงามของมนุษย์ ที่ยินดีจะทำอะไรที่ “ดูเหมือนจะไร้สาระและสิ้นเปลือง” เพื่อเพื่อนมนุษย์อีกคนหนึ่ง

อาจจะเพราะเขามองว่า เจ้าหนูไมลส์ไม่ใช่แค่เด็กคนหนึ่ง แต่เป็นตัวแทนของเด็กที่กำลังป่วยเป็นโรคร้ายอีกนับไม่ถ้วน

และเพราะเจ้าหนูไมลส์ก็เป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่” จริงๆ

อย่างน้อยก็ในสายตาของพ่อแม่ที่เคยทุกข์ใจเวลาลูกป่วยครับ

Source:  NPRCBS News, ABC News, Vimeo

นิทานปลาดาว

20150226_Starfish

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่อ่านนิทานให้ฟังก่อนนอนรึเปล่า

แต่ที่จำได้แม่นคือพ่อแม่ผมเคยซื้อหนังสือชุดนิทานอีสปให้ เป็นกระเป๋าสีเนื้อใบใหญ่ ในนั้นมีทั้งหนังสือภาพและเทปให้เปิดฟัง ผมจำได้ว่ามีความสุขมากกับการอ่านและฟังนิทานชุดนี้

ความเจ๋งของนิทานคือมันจะติดตัวเราไปหลายสิบปี เพราะมันมีข้อคิดดีๆ และความจริงของชีวิตอยู่ในนั้น

แต่พอเราเริ่มโตเป็น “ผู้ใหญ่” เราก็ฟังนิทานน้อยลงไปเรื่อยๆ  และหยุดฟังหยุดอ่านไปโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งจะว่าไป “ผู้ใหญ่” อย่างเราก็เหมือนเสียโอกาสในการเสพความรื่นรมย์อันเรียบง่ายนี้ไปโดยปริยาย

วันนี้ผมเลยมีนิทานมาเล่าให้ฟังครับ

เป็นนิทานที่ผมไม่ได้ฟังบนเตียงนอนหรือจากเทปม้วนใด

แต่ฟังในหอประชุมตอนผมอยู่ชั้น มัธยมปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์

คนเล่านิทานเป็นอาจารย์ใหญ่ตัวโตชื่อมิสเตอร์เบอโร่

เรื่องราวอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง เพราะผมขอใส่สำนวนตัวเองลงไป ถ้าอ่านสะดุดหรือไม่ได้อรรถรสอย่างไรก็ให้อภัยกันนะครับ

—–

เช้าวันหนึ่ง ชายชราลงไปเดินเล่นที่ชายหาด

เมื่อกวาดสายตาไปบนหาดทรายสีขาวที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เขาก็มองเห็นปลาดาวนับพันตัวนอนเกยตื้นอยู่

ปลาดาวพวกนี้คงถูกพัดพามาช่วงที่น้ำขึ้น และพอตอนน้ำลงมันคงว่ายกลับลงไปไม่ทัน จึงมานอนแอ้งแม้งอย่างที่เห็น

แสงจากพระอาทิตย์เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่กี่ชั่วโมงปลาดาวทั้งหลายก็จะแห้งตาย

ขณะที่ชายชรากำลังนึกสงสารปลาดาวผู้โชคร้ายเหล่านั้น เขาก็มองเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ หยิบปลาดาวเขวี้ยงลงไปในทะเล

ชายชราจึงเดินไปใกล้ๆ แล้วเอ่ยว่า “ทำอะไรอยู่รึเจ้าหนู?”

“ผมกำลังช่วยชีวิตปลาดาวอยู่ครับ”

“เอาจริงเหรอ หาดนี้ยาวมากนะ ปลาดาวก็มีเป็นพันเป็นหมื่นตัว เธอจะไปช่วยมันทันได้อย่างไร รู้ตัวรึเปล่าว่าสิ่งที่เธอทำมันแทบไม่มีความหมายอะไรเลย” (What you are doing doesn’t make any difference)

เด็กชายคนนั้นยิ้มให้ชายชรา ก้มลงหยิบปลาดาว ชูมันขึ้นมา แล้วพูดว่า

“มีสิครับ อย่างน้อยมันก็มีความหมายกับปลาดาวตัวนี้” (Oh yes it does. It makes a difference to this starfish)

แล้วเด็กผู้ชายก็เขวี้ยงปลาดาวตัวนั้นลงทะเลไป ก่อนจะก้มลงไปเก็บปลาดาวขึ้นมาอีกตัว

“แล้วก็ตัวนี้…แล้วก็ตัวนี้…แล้วก็ตัวนี้…”

—–

ผมตั้งใจไว้แล้วว่า วันไหนมีลูก จะเล่านิทานเรื่องนี้ให้ลูกฟังก่อนนอน

หลับฝันดีครับทุกคน

จอยสติ๊ก

20150225_Joystick

นานมาแล้ว ผมเคยเขียนไว้ในบล็อกนี้ว่า At the end of the day, everything is a game

เพราะทุกอย่างมันคือเกมจริงๆ

ชีวิตคนเราต้องเล่นทั้งเกมที่เราชอบ และไม่ชอบ

ผมขอยกตัวอย่างเกมส์ที่ผมถนัดมาซักสองเกมส์แล้วกัน (เติม s ด้วยเห็นมั้ย!)

1. เกมเรียนหนังสือชั้นประถม

กติกา: เข้าเรียนและสอบแต่ละวิชาให้ได้เกรด 2 เป็นอย่างน้อยเพื่อจะได้เลื่อนชั้น

วิธีการเล่นเกมให้ชนะ

  • ไปโรงเรียนก่อนแปดโมงเช้า
  • เข้าเรียนทุกวิชา
  • ตั้งใจฟังคุณครู
  • ส่งการบ้านและรายงานเพื่อสะสมคะแนน
  • อ่านหนังสือเตรียมสอบ
  • ตั้งใจทำข้อสอบ ไม่ต้องรีบ

กับดักในเกมที่ควรระวัง

  • คบเพื่อนไม่ดี
  • ขี้เกียจส่งงาน (ตอนเด็กๆ ผมโดนครูตีเพราะไม่ยอมส่งงานวิชา สลน. และ กพอ.)

—–

2. เกมพนักงานบริษัท

กติกา: ทำงานให้หัวหน้าพอใจ เพื่อ Up Level และสะสม Coins ไปแลก Items อื่นๆ

วิธีการเล่นเกมให้ชนะ

  • เลือกงานที่ตรงกับจริตและความถนัด
  • เดาทางให้ถูกว่าหัวน้าต้องการอะไร
  • ทำงานด้วยความตั้งใจและสร้างผลงานที่จับต้องได้
  • อดทนกับงานบางชิ้นที่เราไม่ชอบและใช้พลังเยอะ
  • พัฒนาตัวเองให้มีคุณค่าเกินเงินเดือนอยู่เสมอ
  • ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน
  • ไม่สร้างศัตรู
  • ไม่กลัวที่จะลองสิ่งใหม่ๆ
  • ถ้ามีตำแหน่งที่สูงกว่าว่างอยู่ ให้ลองสมัครดู ถึงไม่ได้ ก็เป็นการซ้อมที่ดี

กับดักในเกมที่ควรระวัง

  • จับกลุ่มนินทาเจ้านาย
  • เอาเวลาไปทำงานที่ไม่สำคัญ
  • ปฏิเสธ หรือ ต่อรอง ไม่เป็น ทำให้ต้องรับงานมาเยอะเกินไป
  • ทำงานหนักจนสุขภาพเสีย

—–

มีอีกหลายเกมเลยที่ผมไม่ถนัด เช่นเกมจีบสาว (ตอนนี้ไม่มีโอกาสละ!) เกมทำเงินให้งอกเงย (กำลังศึกษาเรื่องหุ้นอยู่) เกมทำอาหาร (ไม่มีเวลาและไม่มี passion)

ข้อดีของการคิดว่าชีวิตนี้คือเกม ก็คือเราจะไม่เครียดกับสิ่งต่างๆ มากเกินไป อุปสรรคและปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาก็เป็นแค่ด่านที่เราต้องหาทางผ่านไปให้ได้

ที่สำคัญ สำหรับเกมส่วนใหญ่ เรารู้อยู่แล้วว่าจะเล่นยังไงให้ชนะ (เหมือนที่ผมยกตัวอย่างข้างบนนี้)

ที่เราไม่ชนะซะที อาจเป็นเพราะเรากำลังติดกับดัก

อาจจะเป็นกับดักที่มองเห็น กับดักที่มองไม่เห็น

หรือกับดักที่เราทำเป็นมองไม่เห็น

ลองตั้งใจเล่นดูนะครับ กล้าๆ หน่อย จะแพ้บ้างก็ไม่เป็นไร เพราะเกมส่วนใหญ่ให้โอกาสเราเริ่มต้นใหม่เสมอ

แต่ถ้าเล่นซ้ำหลายรอบแล้วก็ไม่ผ่านซะที และชักไม่สนุกกับเกมนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทู่ซี้

เพราะเราไม่ได้ถือแค่จอยสติ๊กอย่างเดียว แต่เราถือตลับเกมอื่นๆ ด้วย

เมื่อไม่ใช่ ก็ลองเปลี่ยนตลับเกมดู จนกว่าจะเจอเกมที่ใช่ครับ

ขอให้สนุกกับการเล่นเกมนะครับ

มองรอบด้าน

20150224_BackForwardDownUp

มองอดีตแล้วยกโทษ มองอนาคตด้วยความหวัง
มองคนข้างล่างด้วยความเมตตา มองคนบนฟ้าแล้วกล่าวขอบคุณ
– ซิก ซิกล่าร์

เราทุกคนล้วนเคยผิดหวังกับใครบางคน

เขาอาจเคยโกหกเรา อาจเคยด่าว่าเราแรงๆ

เคยทำให้เราโกรธ และสร้างแผลเป็นเอาไว้ในใจเรา

ผมเชื่อว่า วิธีที่จะรักษาแผลของตัวเองได้ดีที่สุด คือการให้อภัยคนๆ นั้น

และก็หวังว่าเขาจะให้อภัยผมด้วยเช่นกัน

—–

มีคนเคยสอนผมไว้ว่า จนมุ่งหวัง แต่อย่าคาดหวัง

ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าสองคำนี้มันต่างกันยังไง

แต่ตอนนี้พอจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า มุ่งหวัง คือเชื่อว่าถ้าเราทำสิ่งที่ดีๆ ก็ย่อมส่งผลให้มีอนาคตที่ดี ทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และมีความสุขกับการเดินทาง

ขณะที่การคาดหวัง คือการเอาความสุขของเราไปแขวนไว้กับผลลัพธ์

ถ้าออกมาดี ก็จะมีความสุข เพราะสมหวัง

ถ้าออกมาไม่ดี ก็จะทุกข์ เพราะผิดหวัง

นอกจากความเสี่ยงจะสูงแล้ว การคาดหวังอาจทำให้เราลืมสนุกกับการเดินทางด้วย

—–

ลุงของผมชื่อ ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ครับ

ตอนเด็กๆ ลุงของผมดังมาก

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เขาน่าจะเป็นคนแรกๆ ในเมืองไทยที่จัด “เดี่ยวไมโครโฟน” (แต่ใช้ชื่อว่า Live Talk Show นะครับ) สมัยรุ่งๆ ก็จัดหลายรอบอยู่เหมือนกัน

ประโยคหนึ่งที่ผมฟังลุงทินพูดใน Live Talk Show ตั้งแต่ผมอยู่ชั้นประถมก็คือ

“เทียบสูงยังไม่เท่า เทียบต่ำเรามีเหลือ”

ถ้าเราเทียบตัวเองกับคนที่รวยกว่า หน้าดาดีกว่า เราก็จะรู้สึกต่ำต้อยเรื่อยไป

แต่ถ้าเรามองคนที่ไม่ได้โชคดีเท่าเรา เราจะรู้เลยว่าเรามีเกินพอ

และมากพอที่จะแบ่งปันให้คนอื่นได้ด้วย

—–

ผมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมเคารพนับถืออยู่

เวลาเกิดเรื่องอะไร ที่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆ ผมจะกระซิบบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบาๆ ในใจว่า “ขอบคุณนะครับ”

ไม่มีใครรู้หรอกว่า สิ่งที่เราได้มา มันมาจากความสามารถของเราเองล้วนๆ

หรือเพราะมีใครที่เรามองไม่เห็นคอยหนุนเราอยู่เบื้องหลัง

ผมเลือกที่จะเชื่อว่ามีอะไรบางอย่างคอยช่วยเหลือผมอยู่

เพราะมัน “อุ่นใจ” ดีครับ

งานแต่งงานของผม

20150223_MyWeddingย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2557 คือวันที่ผมจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส

จนบัดนี้ ผมกับภรรยาก็ยังไม่ได้เอารูปที่ถ่ายในงานวันแต่งงานขึ้นแชร์บน Facebook

สาเหตุหนึ่งเพราะตากล้องจาก Mutae Studio ที่มาถ่ายให้งานเรานั้นคิวทองมาก จบงานแล้วต้องรออีกประมาณ 45 วัน ซึ่งพอเอาเข้าจริงก็เกือบๆ สองเดือน

พอได้รูปมาเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ความตื่นเต้นที่อยากจะแชร์รูปเลยน้อยลงไปพอสมควร

แต่ผมก็ได้ไอเดียขึ้นมาว่า แทนที่จะโพสต์รูปอย่างเดียว เขียนเล่าเรื่องงานแต่งงานให้ฟังหน่อยน่าจะดี เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นบ้าง

—–

จะทำยังไงให้งานแต่งงานของเราน่าจดจำ?*

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ผมกับภรรยาตั้งขึ้น ตอนที่เราเริ่มวางแผนงานเลี้ยงฉลองเมื่อกลางปีที่แล้ว

คำตอบที่ได้ คือเราต้องทำอะไรที่มันแตกต่างจากงานแต่งงานทั่วๆ ไปบ้าง

เรื่องใหญ่ๆ ในงานแต่งงานก็จะมีประมาณนี้

  1. ภาพพรีเว็ดดิ้ง
  2. ของชำร่วย
  3. วีดีโอ Presentation
  4. เปิดตัวบ่าวสาว
  5. ตัดเค้ก
  6. โยนช่อดอกไม้

และนี่คือสิ่งที่พวกเราทำครับ

1. ภาพพรีเว็ดดิ้ง

เมื่อปีที่แล้ว เชื่อว่าผู้อ่านหลายๆ ท่านคงได้ไปงานแต่งงานมาไม่ต่ำกว่า 5 งาน

ผมขอถามว่า มีภาพพรีเว็ดดิ้งคู่ไหนบ้างที่คุณจำได้?

ถ้าคุณเป็นเหมือนผม คุณอาจจะตอบอย่างรู้สึกผิดๆ ว่า จำไม่ค่อยจะได้เลย

เท่าที่ผมสังเกต เวลาไปงานแต่งงาน พวกภาพพรีเว็ดดิ้งสวยๆ ที่จัดกันอย่างอลังการหน้างานนั้น น้อยคนนักที่จะหยุดดู

ส่วนใหญ่ พอหย่อนซองลงกล่อง เซ็นสมุดอวยพร และถ่ายรูปกับบ่าวสาวเสร็จแล้ว ก็จะะรีบเดินเข้างานไปต่อคิวซุ้มอาหารญี่ปุ่นกันทั้งนั้น

ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะการถ่ายภาพพรีเว็ดดิ้งเป็นเรื่องหนึ่งที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวทุ่มทุนสร้างมาก ต้องลางาน ต้องแต่งหน้า ต้องเช่าชุด ไปยืนตากแดด และโพสท่าต่างๆ ที่ตัวเองไม่ค่อยถนัดเพื่อให้ได้รูปสวยๆ

แต่คนไม่ค่อยจะดูกัน เพราะว่ามัน “เดาทาง” ได้หมดแล้ว

สำหรับผม ภาพ Pre-wedding มันสวย มันอลังการ ก็จริง

แต่มัน “ไม่จริง”

ชีวิตคู่ที่ไหนจะมาใส่ชุดราตรีเดินกันในทุ่งหญ้า

พอไม่จริงผมก็เลยไม่อิน และไม่รู้สึกอยากถ่าย และแฟนผมก็รู้สึกอย่างนั้นเช่นกัน

พวกเราอยากถ่ายรูปที่ผ่านไปอีกสิบปี กลับมาดูแล้วก็ยังรู้สึกอินไปกับมันครับ

อีกอย่าง สถานการณ์ของผมกับแฟน แตกต่างจากคู่ทั่วไปเล็กน้อย

ผมจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสในวันที่ 23 พ.ย. 57 ก็จริง

แต่พวกเราจัดงานหมั้น และงานแต่งงานไทยตั้งต้นปี 57 แล้ว เพียงแต่รอเวลาให้สถานการณ์บ้านเมืองสงบก่อน ถึงค่อยจัดงานเลี้ยง

ดังนั้นเราเลยจึงรู้ซึ้งว่าชีวิตคู่มันไม่ได้สวยงามเหมือนภาพพรีเว็ดดิ้ง

และในเมื่อแต่งงานไปเรียบร้อยแล้ว จะมาถ่ายรูป “ก่อนแต่ง” (pre-wedding) ก็ดูกระไรอยู่

เราก็เลยคิดคอนเซ็ปต์ใหม่ขึ้นมา โดยตั้งชื่อมันว่า “Marriage Photos”

เป็นภาพจำลองสถานการณ์ชีวิตคู่จริงๆ

โดยตอนแรกผมคิดถึงขนาดที่ว่า จะมีฉากตอนที่เรามีลูก ตอนทะเลาะกัน หรือตอนแก่ตัวจนผมขาวด้วยซ้ำ

คิดได้อย่างนั้น เลยติดต่ออู๋ ซึ่งเคยทำงานที่เดียวกัน และเคยเป็นมือกีต้าร์วงดนตรีของบริษัท

พูดชื่ออู๋ คนอาจไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่า Auzypand5 อาจจะพอเคยได้ยินชื่อบ้าง (ตอนนี้เพจของน้องเค้ามีสามหมื่นกว่าไลค์แล้ว)

ที่คิดถึงอู๋เพราะเค้าเคยถ่ายภาพพรีเว็ดดิ้งให้เพื่อนๆ ในวงมาแล้ว และที่สำคัญอู๋ใช้โฟโต้ช็อปเก่งมาก อาจจะช่วยแต่งรูปให้ผมดูแก่ได้!

เราก็เลยนัดคุยกับอู๋ที่แม็คโดนัลด์ และเล่าคอนเซ็ปต์ให้ฟัง

อู๋ฟังแล้วก็บอกว่า จะให้แต่งภาพก็พอได้ แต่ฉากคนทะเลาะกัน หรือฉากคนแก่ ถ้าเราไม่ใช่นายแบบนางแบบมืออาชีพ ภาพที่ออกมามันจะแข็งมากๆ

และสุดท้าย มันจะ “ไม่จริง” อยู่ดี

อู๋ก็เลยเสนอไอเดียที่เจ๋งกว่านั้น

คือน้องเค้าจะมาอยู่กับเราทั้งวัน เราก็ใช้ชีวิตของเราไป มันเห็นช็อตไหนน่าเก็บไว้ก็จะลั่นชัตเตอร์

เป็นสารคดีชีวิต คล้ายๆ รายการคนค้นฅนว่างัั้นเถอะ

อู๋ออกตัวก่อนว่า ภาพแบบนี้เขาไม่เคยทำ ถ่ายมาร้อยภาพอาจใช้ได้แค่ภาพเดียว และภาพรวมตอนสุดท้ายอาจจะแป๊กก็ได้

แต่เราว่ามันน่าลอง ก็เลยเดินหน้า!

อู๋จะมาหาเราช่วงสุดสัปดาห์ และคอยตามติดกิจกรรมต่างๆ ของเรา

ตีแบด เข้าร้านหนังสือ นวดแผนไทย กิจกรรมในครัว กิจกรรมในห้องนอน (อ๊ะๆ!) เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ดูบ้านใหม่ กินไอติม ฯลฯ

สุดท้าย อู๋ใช้เวลาอยู่กับเราประมาณสี่หรือห้าวันเต็มๆ กินเวลาร่วมสามเดือนนับจากวันที่ถ่ายรูปแรกจนถึงวันที่ส่งรูปให้เรา

พอได้รูปมา ผมกับผึ้ง (แฟนผมชื่อผึ้งครับ ไม่เคยบอกใช่มั้ย?) ก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้มันน่าสนใจ และให้คนหยุดดูก่อนเข้างาน

เราก็เลยเลือกรูปขึ้นมาคนละประมาณ 10 รูป และเขียนถึงกันและกัน เพื่อมาจัดเป็นแกลเลอรี่หน้างาน

นี่คือตัวอย่างครับ

ผมเขียนถึงผึ้ง

R9.CrazyPeung

R6.Home

R5.Tree

ผึ้งเขียนถึงผม

Pic3_Yoga

Pic2_Reader

Pic5_Always

เราเชื่อว่ารูปพวกนี้ จะทำให้แขกที่มางานสนใจและหยุดดู + อ่าน

และนอกจะทำให้แขกเกิดความรู้สึกดีๆ แล้ว ยังช่วยให้รู้จักคู่บ่าวสาวมากขึ้นด้วย

[Original retouch]223 [Original retouch]112 [Original retouch]293 [Original retouch]569

ยังไม่จบ! เรายังทำแผ่นคำถามเล็กๆ ซึ่งมีคำถามประมาณ 8 คำถามคละกันไป โดยจะตอบได้ก็ต่อเมื่อมาดูแกเลอรี่ของเราแล้วเท่านั้น เป็นการกระตุ้นให้แขกในงานได้มีส่วนร่วมไปในตัว

Quiz

2. ของชำร่วย

พวกเราอยากทำของชำร่วยที่คนจะได้เอาใช้งานจริงๆ ไม่ใช่เก็บไว้เพื่อรอวันทิ้ง

พ่อของผมก็เลยเสนอไอเดียว่า เอาบทความที่ผมเคยเขียนลง Facebook, anontawong.com และ Neighbour (นิตยสารแจกฟรีย่านสวนหลวง-ประเวศ ซึ่งตอนนี้หยุดไปแล้ว) มารวบรวมทำเป็นหนังสือแจกในงาน

ผมมีบทความอยู่ยี่สิบกว่าบทความ แต่คัดเหลือประมาณ 15 บทความและเขียนใหม่อีก 2 บทความ เพื่อให้ได้ 17 ตอน เพราะอยากให้ตรงกับวันที่ผึ้งเกิด

ผึ้งยังเสนอไอเดียอีกว่า น่าจะมีรูปการ์ตูนประกอบนะ จะได้ช่วยให้หนังสือดูน่าอ่านขึ้น เราก็เลยติดต่อเมย์ แฟนอู๋ เจ้าของเพจ Mame*zo มาเป็นคนวาดภาพให้ ส่วนคอนเซ็ปต์ภาพแต่ละภาพ ผึ้งจะเป็นคนคิดทั้งหมด

Illus_P'Rutm_07_2_color_final Illus_P'Rutm_17_เธ„เธณเธ™เธดเธขเธก_02_color_final

เสร็จสรรพแล้ว พี่พีทกับน้องเอ๋ แห่ง Dinsor Advertising ก็รับอาสาช่วยทำ artwork ให้ฟรีๆ

จนได้หนังสือ “เกิดใหม่” ขึ้นมาเป็นของชำร่วยครับ!

นอกจากนั้น ปีที่แล้วผมยังไปรับปากว่าจะเขียนหนังสือให้กับคุณอนันต์ เดชอนันตชาติ เจ้าของเครื่องสำอางโยโกะอีกด้วย แล้วเผอิญปิดต้นฉบับทัน ก็เลยขอนุญาตนำหนังสือ “ล้มลุกคลุกคลาน ประสบการณ์ 75 ปี” มาแจกในงานด้วยซะเลย

และนี่คือของชำร่วยที่แจกหน้างานครับ (ต้องขออภัยที่กล้องไม่ได้โฟกัสปกหนังสือคุณอนันต์)

[Original retouch]240

[Original retouch]214

3. วีดีโอ Presentation

จริงๆ ตอนแรกคิดว่าไม่ต้องมีก็ได้ แต่เราต้องการอะไรบางอย่างที่จะให้ทั้งห้องได้ปิดไฟก่อนที่บ่าวสาวจะเดินเข้างาน เลยคิดว่าการมี presentation ก็น่าจะช่วยให้กำหนดการลื่นไหลไม่สะดุด

เราให้อู๋ มาช่วยถ่ายวีดีโอสัมภาษณ์เราทั้งสองในร้านกาแฟ Ask Me Why แต่ภาพที่ออกมาผึ้งดูตื่นกล้องเกินไป เราก็เลยไม่ได้เอามาใช้

เราจึงเอาคลิปที่ถ่ายด้วยมือถือสามคลิปมาตัดต่อด้วยโปรแกรม Powerpoint! ได้ไฟล์ .pptx ขนาด 800 Mb! (ผึ้งเป็นมือวางอันดับต้นๆ ของประเทศในการทำ Powerpoint ผมเลยยกหน้าที่นี้ให้เค้า)

คลิปทั้งสามนั้นได้แก่:

  • คลิปไปทำบุญที่วัดแม่จันทร์ในวันมาฆบูชา (ซึ่งปี 2557 ตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี)
  • คลิปวันจดทะเบียนสมรสที่เขตบางซื่อ
  • คลิปที่ถ่ายหลังพิธีสมรสไทยเสร็จเรียบร้อย

วีดีโอที่ออกมา แม้จะไม่เนี้ยบ เสียงก็ไม่ชัด (มีคนบอกว่าเสียงเหมือนซิ่งมอเตอร์ไซค์กันอยู่) แต่มันก็เป็นธรรมชาติที่สุด

Clip

4. เปิดตัวบ่าวสาว

ตอนแรกคิดว่าจะมีร้องเพลงกันบนเวที แต่ก็คิดใหม่ว่าทำไมไม่ร้องตอนเข้างานซะเลย

เราเลือกเพลง “เรามีเรา” เพราะรู้สึกว่ามันสื่อถึงความรู้สึกที่เรามีต่อกันได้ดี และเกือบทุกคนในงานน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว

ผมเองร้องเพลงและเล่นกีตาร์เป็นประจำ เลยไม่เครียดมาก

ส่วนผึ้งนั้น ชอบฟังเพลงและพอร้องเพลงได้ก็จริง แต่ไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย แถมคุณเธออยากสวยด้วยการเล่นเปียโนซะด้วย (ทั้งๆ ที่ยังเล่นไม่เป็น) ก็เลยต้องซ้อมเยอะหน่อย

ผมลงทุนซื้อ Guitar Wireless ซึ่งทำงานคล้ายๆ ไมค์ไร้สาย คือทำให้เสียงกีต้าร์ออกลำโพงได้โดยไม่ต้องเสียบสายแจ็ค

ส่วนเปียโนเราก็ไปหาเช่าเอา โดยเลือกเป็น Baby Grand สีขาว จากโรงเรียนจุไรรัตน์ 

พอพิธีกรขึ้นเวที และเชิญแขกทุกคนเข้างานแล้ว ผึ้งต้องเดินจากหน้าห้องบอลรูมไปขึ้นลิฟต์ที่ลานจอดรถ เพื่ออ้อมมาเข้าประตูหลังเวทีในห้องแกรนด์บอลรูม (เราจัดงานที่โรงแรมมณเฑียรริเวอร์ไซด์พระราม 3)

พอไฟในห้องปิด ประตูเปิด ผมก็เดินเกากีตาร์เข้างาน และร้องว่า “แต่ก่อนแต่ไรไม่เคยอุ่นใจ โดดเดี่ยวเดียวดายข้างกายไม่มีใครสักคน ฝ่าทางชีวิตทุกข์ภัยผจญ ฝ่าลมและฝน ก็โดยลำพัง”

จากนั้นจึงผายมือไปทางเวทีเล็กที่มีเปียโนตั้งอยู่ และไฟฟอโล่วก็ฉายมาที่ผึ้ง ก่อนที่จะเริ่มเล่นเปียโนและร้องว่า “แต่มาวันนี้คลุกคลีกับเธอ อยู่เคียงกับเธอแล้วทำให้ใจมีพลัง จะเดินต่อไปไม่ยอมหยุดยั้ง หากเดินพลาดพลั้งฉันยังมีเธอ”

และเราก็ร้องท่อนฮุคพร้อมกัน “เราสองเคยผ่านชีวิตโดดเดี่ยว สองเราเคยเหนื่อยและท้อเต็มที หนทางยังอยู่แสนไกลจากวันนี้ เพียงเรามีเรา หากจะเดินไปทางใด ไม่หวั่น”

ผมเดินขึ้นไปบนเวทีเล็ก และยืนเล่นกีตาร์ข้างๆ เปียโนผึ้ง ก่อนจะร้องท่อนสุดท้ายว่า “จับมือกันเดินด้วยใจอดทน หากใครสักคนล้มลงฉุดมือกันขึ้นไป จะฝ่าประจันทุกข์อันตราย กอดคอกันไปไม่กลัวภัยพาล”

จากนั้นเพื่อนนักดนตรีวง TRMG จึงช่วยเล่นท่อนโซโล และผมก็พาผึ้งเดินมาทางด้านหน้าเวทีอีกครั้งเพื่อโค้งคำนับแขก ก่อนจะร้องเพลงเดินขึ้นเวทีใหญ่ด้วยกันจนจบเพลงครับ

[Original retouch]596    [Original retouch]629

[Original retouch]633

[ART STYLE By Mutae]243

5.ตัดเค้ก

อันนี้เป็นโจทย์ที่ยากที่สุด

ด้วยความรู้สึกว่า มันถ่ายรูปออกมาสวยก็จริง แต่มันไม่มีความหมาย

ทำไมเราต้องไปยืนจับดาบ แล้วเอาปลายดาบไปแตะเค้กปลอมๆ?

ใช้เวลาตีโจทย์อยู่นานมาก จนเกือบจะต้องกลับมาตายรังด้วยการตัดเค้กแล้ว

แต่สุดท้ายพวกเราก็คิดออก

ผมไปขอยืมชั้นวางคัพเค้กจากเหมียว เจ้าของร้าน Cupcake Love

และใช้ชั้นนั้นวางแทนก้อนเค้ก

ส่วนแฟนผมก็โทร.ไปขอเช่าเทียน LED อันเล็กๆ จากร้านปล่อยแสงมาสองร้อยชิ้น

ช่วงพิธีการก่อนหน้าการ “ตัดเค้ก” นั้น ครอบครัวผมจะขึ้นมาเล่นดนตรีและร้องเพลงอวยพรให้คู่บ่าวสาว โดยพ่อเล่นระนาด แม่ร้อง น้องชายเล่นกีตาร์ น้องสะใภ้ดีดจระเข้

ระหว่างที่แม่ร้องเพลงอยู่ ผมกับผึ้งก็เดินลงจากเวทีมาแจกเทียนให้กับเพื่อนๆ ที่เตี๊ยมให้มายืนออกันหน้าเวที

พอจบเพลง แม่ก็เอ่ยปากเชิญชวนแขกทุกท่านที่มีเทียนอยู่ในมือ ให้ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานอวยพรให้เราทั้งคู่ และนำเทียนนั้นไปวางบนชั้นคัพเค้ก ส่วนใครไม่มีเทียนก็แค่ส่งใจมา

เมื่อทุกคนวางเทียนเสร็จแล้ว ผมกับภรรยาก็เดินไปที่แท่น จุดเทียนเล่มใหญ่ด้านบนสุด และพนมมือตั้งจิตอธิษฐานเพื่อรับพรดีๆ จากเทียนทุกเล่มครับ

จากนั้น เราจึงเอาขนมไทยที่ใส่พานเตรียมไว้ ไปมอบให้กับผู้ใหญ่แทนการมอบเค้กครับ

[Original retouch]1014

[Original retouch]941

[Original retouch]1076

[Original retouch]1113

[Original retouch]1129

[Original retouch]1139

[Original retouch]1199

6. โยนช่อดอกไม้

อันนี้ก็เป็นช่วงที่ผมกับผึ้งไม่อยากให้มีเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าเดิมๆ และต้องเกณฑ์เพื่อนๆ มาหน้าเวทีทั้งๆ ที่เขาอาจจะไม่ค่อยจะอยากออกมากันเท่าไหร่ เพราะเพื่อนๆ ผมก็วัยสามสิบกลางๆ กันหมดแล้ว

จำกระดาษคำถาม ที่ต้องดูคำตอบจากแกเลอรี่หน้างานได้มั้ยครับ?

พอใครติ๊กคำตอบเสร็จแล้ว เราก็ให้หย่อนใส่ตะกร้าไว้

และเราก็เอาตะกร้าใบนั้นมาจับชื่อผู้โชคดีบนเวที

กติกาก็คือ เรามีเงินใส่ซองไว้สามซอง ซองละหนึ่งหมื่นบาท

และพ่อผมก็เลือกมูลนิธิขึ้นมาสามมูลนิธิ ที่ประธานหรือเลขามาร่วมงานแต่งงานด้วย

และคนที่เราจับชื่อขึ้นมาได้ และตอบคำถามได้ถูกต้อง ก็จะมีสิทธิ์เลือกว่าจะบริจาคเงิน 10,000 บาทให้มูลนิธิไหน และประธานมูลนิธินั้นก็จะขึ้นมารับซองเงินบริจาคบนเวทีเลย

โดยเราจับชื่อผู้โชคดีสองคน ให้เขาได้เลือกสองมูลนิธิ ส่วนมูลนิธิที่ไม่ได้ถูกเลือก ก็จะได้รับเงินบริจาคในนามเจ้าบ่าวเจ้าสาวแทน

ผู้โชคดีในวันนั้นได้แก่ นัท และ เป้ ซึ่งเคยทำงานที่บริษัทผมทั้งคู่ครับ

[Original retouch]1296

—–
และนี่ก็คือเบื้องหลังงานแต่งงานของผมนะครับ

แน่นอน มันไม่เพอร์เฟ็ค มีอะไรผิดพลาดเต็มไปหมด ซึ่งเราก็เตรียมใจไว้แล้ว

แต่ความไม่เพอร์เฟ็คนี่แหละ ที่ทำให้งานนี้น่าจดจำ และได้หัวเราะทุกครั้งที่เราคุยเรื่องนี้กัน

[Original retouch]28

[Original retouch]51

[Original retouch]31

—–

มีคนเคยบอกว่า งานแต่งงานไม่ใช่งานของคู่บ่าวสาว แต่เป็นงานของพ่อกับแม่

ผมว่าจริงแค่บางส่วน

ผมว่างานแต่งงานมันเป็นงานของทุกคน

เพราะทุกๆ คนมีส่วนหล่อหลอมให้ผมและผึ้งให้โตมาแบบนี้ และมีนิสัยที่เข้ากันได้อย่างนี้

ต้องขอขอบคุณทุกๆ ท่านจริงๆ ที่ช่วยให้งานนี้เกิดขึ้นมาได้ครับ

[Original retouch]402 [Original retouch]411

[Original retouch]558[Original retouch]860

[Original retouch]810

[Original retouch]918 [Original retouch]921

[Original retouch]1380 [Original retouch]347  [Original retouch]356[Original retouch]1349[Original retouch]384[Original retouch]1376

—–

ถ้าใครกำลังจะจัดงานแต่งงาน จะเอาไอเดียอันไหนไปใช้ก็เชิญได้เลยนะครับ

และถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ทุกๆ คนที่กำลังจะจัดงานสำคัญนี้ “คิดเพิ่มขึ้นอีกนิด” เพื่อให้งานนี้มันมีคุณค่าและความหมายกับเราจริงๆ

และเพื่อว่าซักวันหนึ่ง งานแต่งงานรุ่นต่อๆ ไป จะมีอะไรมากไปกว่าพิธีการที่ทำตามๆ กันมาครับ

—–

อ้อ!

ผมเลือกที่จะเขียนบล็อกเกี่ยวกับงานแต่งงานของผม เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษครับ

อย่างที่ผมบอกว่าเราจัดพิธีหมั้นและหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ไปตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว

ซึ่งวันนั้นก็คือวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ปี 2557 นั่นเอง

สุขสันต์วันครบรอบแต่งงานนะ คุณภรรยา 🙂

[Original retouch]88

Photos by: auzypand5photoMutae Studio

*ตอนแรกใช้ประโยคว่า จะทำยังไงให้คนจำงานแต่งงานของเราได้แต่ได้รับคำติติงว่าเหมือนจะสำคัญตัวเองมากไปหน่อย และเมื่อมาสำรวจความคิดใหม่ จึงรู้ตัวว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่ผมกับแฟนต้องการคือทำให้งานนี้น่าจดจำ ทั้งสำหรับเราทั้งคู่และแขกที่มางานครับ

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

ใจเย็นๆ

20150222_Underestimate

คนเรามักประเมินตัวเองสูงไป ว่าจะทำอะไรได้บ้างในแต่ละวัน
และประเมินตัวเองต่ำไป ว่าจะทำอะไรได้บ้างในชีวิตนี้
– นิรนาม

วันอาทิตย์มักจะเป็นวันที่ผมพอจะมีเวลาให้ตัวเองได้วางแผนสำหรับสัปดาห์ถัดไป

อย่างสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ผมจะต้องทำสิ่งต่อไปนี้

  • ช่วยเรื่องการรับบริจาคเลือด หนังสือ และเสื้อผ้าให้สำเร็จลุล่วง
  • เขียนบทความสำหรับจดหมายข่าวของบริษัทอีกสองบทความ
  • ตรวจการบ้านคนที่เข้าเรียน Writing Workshop กับผม
  • แชร์สิ่งที่ได้อ่านจากหนังสือ The ONE Thing ให้พนักงานที่สนใจฟัง
  • ซ้อมดนตรีงาน Music Soirée ของบริษัทที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า
  • เริ่มเรียนคอร์สการตลาด
  • ติดต่อผู้รับเหมาต่อเติมบ้านใหม่
  • วางแผนเรื่องเที่ยวช่วงหยุดสงกรานต์
  • เขียนบล็อกบน anontawong.com ทุกวัน

คนเราใจร้อน

ในแต่ละวัน เราจึงอยากทำอะไรให้เสร็จมากมายเหลือเกิน และเรามักจะประเมินตนเองสูงเกินไปว่าทำได้กี่อย่าง

ผมเองมีหลักการว่า จะทำงานชิ้นสำคัญๆ ให้เสร็จแค่วันละสามอย่างก็พอใจแล้ว ส่วนเวลาที่เหลือก็จะเอาไปสะสางงานจิปาถะ ที่อาจจะเร่งด่วนแต่ไม่สำคัญหรือไม่ต้องใช้พลังมากนัก

ผมเชื่อว่างานต่างๆ ที่เราทำด้วยความใส่ใจ จะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีๆ ได้

โอเคล่ะ มันอาจจะไม่ค่อยทันใจเราเท่าไหร่ เพราะเรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ “รอไม่ได้” และทุกอย่างต้อง “เดี๋ยวนี้”

แต่ธรรมชาติต้องการเวลา และมีจังหวะจะโคนของมัน

หว่านเมล็ดแตงโมวันนี้ ต่อให้รดน้ำลงไปเท่ารถบรรทุก ก็ใช่ว่าจะทำให้มันออกผลพรุ่งนี้ซะหน่อย

เราทุกคนสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้

เพียงแต่ต้อง “ใจเย็นๆ” เท่านั้นเอง

—–

หากต้องการรับ Newsletter รายเดือน (รวมเรื่องราวคัดสรรพร้อมบทความพิเศษ) สามารถสมัครได้ที่นี่ครับ

ของตาย

20150221_TakenForGranted

ผมเป็นคนให้ความสำคัญกับ “ของตาย”…
เพราะ “ของตาย” เป็นผู้มีพระคุณ

นี่คือประโยคหนึ่งในหนังสือ “คิดสวนทาง” ของประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ เจ้าของแกะดำทำธุรกิจ

“ของตาย” ในความหมายของคุณประเสริฐ คือคนที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ เช่นพ่อ แม่ ภรรยา เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งลูกค้าเก่าๆ ที่สนับสนุนเรามาตลอด

และเพราะว่าเขาเป็นของตาย เราเลยรู้สึกว่าไม่ต้องใส่ใจอะไรมาก เรียกเมื่อไหร่มาเมื่อนั้น

ส่วน “ของเป็น” ก็อาจจะเป็นเพื่อนใหม่ๆ กิ๊ก หรือลูกค้าใหม่ ที่เรามักจะคิดว่าต้องใช้เวลากับเขาเหล่านั้นเป็นพิเศษ

ประเด็นของคุณประเสริฐก็คือ เราควรจัดสรรเวลาให้ “ของตาย” เพราะเขาเหล่านั้นคือผู้มีบุญคุณ

ส่วนจะไปวิ่งหา “ของเป็น” ก็ไม่ว่า แต่คุณอย่าสร้างความเสียหายให้ “ของตาย” เกินความพอดี

ผมขอต่อยอดนิดนึงว่า “ของตาย” อาจจะไม่ได้หมายถึงแค่คนที่เรารู้จักเป็นการส่วนตัวเท่านั้น

แต่อาจจะเป็นคนหรือสิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่ามากมาย แต่อยู่ใกล้ตัวเราเสียจนเรามองข้ามไป

เช่น…

งานที่คุณทำอยู่
คำสอนของศาสดา
สุขภาพที่ดี
สันติภาพ

ลองมองไปรอบๆ ตัว คุณจะเห็น “ของตาย” เต็มไปหมด

นี่คือสิ่ง / บุคคลที่มีบุญคุณกับชีวิตเราทั้งนั้น

อย่าลืมทดแทนบุญคุณกันบ้างนะครับ

Pic & Pause: A wedding ceremony

MiyakeIsland

นี่ไม่ใช่ภาพจากในหนัง แต่ถ่ายจากงานแต่งงานแห่งหนึ่งจริงๆ

และเชื่อมั้ยครับว่า สถานที่แห่งนี้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น!

เกาะมิยาเกะ (Miyakejima) เป็นหนึ่งในหมู่เกาะอิซุ (Izu) ที่อยู่ห่างจากโตเกียวไปประมาณ 180 กิโลเมตร โดยสามารถจะนั่งเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรือนั่งเรือไปได้

เกาะนี้มีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่หลายลูก และในปีพ.ศ.2543 ภูเขาไฟชื่อโอยามะก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ทำให้ชาวเมืองราวสามพันคนต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานไปถึงห้าปี ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตที่นี่ได้อีกครั้ง

สิ่งที่อันตรายที่สุดในเกาะนี้คือแก๊สซัลเฟอร์ (Sulfur) ซึ่งเป็นพิษ และซึมออกมาจากทางผิวดินตลอดเวลา

ชาวเมืองทุกคนจะต้องมีหน้ากากกันแก๊สพิษนี้ติดตัว เมื่อมีสัญญาณไซเรนจากทางการเมื่อไหร่ แสดงว่าต้องสวมหน้ากากเพื่อป้องกันแก๊สซัลเฟอร์ที่สูงเกินขีดความปลอดภัย

เห็นภาพนี้แล้วก็ชวนให้ขนลุกนิดหน่อยเหมือนกัน

แต่ถ้าชาวโลกยังใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยัง วันหนึ่งเราอาจจะต้องมีหน้ากากก๊าซพิษติดตัวกันทุกคนก็ได้นะครับ

Source: Quora , KnowledgeNuts , Atlas Obscura

ฟังร่างกายแต่อย่าฟังกิเลส

20150219_ListenToYourBody

–บนเตียงนอน–

นาฬิกาปลุกเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูตัวฉกาจ

เพราะมันช่วยเตือนเราด้วยความหวังดีว่า ตื่นได้แล้วนะ เดี๋ยวไปสาย

แต่บ่อยครั้ง ที่มันมาปลุกเราตอนที่เรายังอยากนอนต่อ

เราจึงมักจะกดปุ่ม snooze และบอกกับตัวเองว่า “ขออีกห้านาที”

และมันก็จะเกินห้านาทีทุกครั้งไป

และเราก็จะไปสาย และหงุดหงิดตัวเอง

อาการอย่างนี้ผมเป็นบ่อยครับ

จนระยะหลังผมจึงคิดขึ้นได้ว่า

“ฟังร่างกาย แต่อย่าฟังกิเลส”

ถ้าเมื่อคืนนอนครบ 7 ชั่วโมง แต่เราตื่นมาแล้วอยากนอนต่อ แสดงว่าจริงๆ แล้วร่างกายไม่ได้ต้องการพักผ่อนมากขึ้นหรอก

แต่เป็นกิเลสที่กำลังหลอกล่อเรา ให้เราได้นอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ นานขึ้นอีกนิด ออกไปเผชิญโลกช้าลงอีกหน่อยต่างหาก
–ที่โต๊ะทำงาน–

เรานั่งจ้องคอมมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว ตาเริ่มล้า ๆ ไหล่เริ่มเกร็งๆ และมีอาการปวดฉี่หน่อยๆ

แต่เราก็ยังไม่ยอมลุกไปไหน เพราะว่าเราอยากจะทำต่ออีก “นิดเดียว”

พอการ “ทำต่ออีกนิดเดียว” มันเกิดขึ้นบ่อยๆ เข้า บรรดา Office Syndrome  จึงเข้ามาทักทาย

จริงๆ ร่างกายส่งสัญญาณบอกเราตลอดเวลา ว่าตอนไหนเราควรจะพักได้แล้ว แต่เราก็ยังไม่ยอมหยุด เพราะโดนกิเลสฉุดลากไปด้วยความ “อยาก” จะทำให้เสร็จ

–ณ สวนลุมพินี–

ใครเคยไปวิ่งสวนลุมพินีอาจจะเคยเจอสถานการณ์นี้

ถ้าใครเข้าประตูหลักฝั่งถนนพระราม 4 และเริ่มวิ่งทวนเข็มนาฬิกาเหมือนชาวบ้าน

ช่วงครึ่งแรก จะไม่ค่อยเหนื่อยนัก เพราะถนนจะเป็นเส้นตรงและหักมุมเป็นสี่เหลี่ยม เลี้ยวครั้งแรกก็จะเป็นฝั่งถนนวิทยุ เลี้ยวอีกครั้งก็จะเป็นฝั่งถนนสารสิน

แต่พอผ่านลานตะวันยิ้ม แล้วเข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง เราจะเจอ “โค้งแสนกล”

ผ่านโค้งที่หนึ่งก็แล้ว โค้งที่สองก็แล้ว โค้งที่สามก็แล้ว ก็ยังไม่เห็นฝั่งของถนนพระราม 4 ซะที

หัวหน้าเก่าของผมซึ่งเป็นชาวอังกฤษและมีรูปร่างคล้ายซานต้า บอกว่าตรงนี้คือโค้งหมดใจ เพราะเขาไม่เคยวิ่งพ้นโค้งนี้ซักที่ จากวิ่งจะกลายเป็นเดิน ทั้งๆ ที่ขาและปอดก็ยังไปต่อได้

แต่เพราะคำถามที่ว่า “ยังไม่ถึงฝั่งพระราม 4 อีกเหรอ” มันผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกๆ ครั้งที่วิ่งผ่านแต่ละโค้ง

เมื่อบั่นทอนตัวเองหลายครั้งเข้า จึงพาลหมดแรงไปซะดื้อๆ

—–

ร่างกายจะสื่อสารกับเราผ่านความรู้สึกทางกาย

ส่วนกิเลสมักจะมาในรูปแบบของความคิด

ถ้าร่างกายสื่อสารกับเรา เราต้องฟัง ก่อนที่อาการจะแย่ลงไปกว่านี้จนต้องพึ่งพาคุณหมอ

แต่ถ้ากิเลสสื่อสารกับเรา ก็ขอให้รู้ตัว และใช้มันเป็นครูฝึกในการเอาชนะใจตัวเองให้ได้ครับ