พุทธคยาจาริก (ตอนที่ 1)

ผมเพิ่งกลับมาจากพุทธคยาครับ

พุทธคยาเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ใกลัเมืองคยา (Gaya) ในรัฐพิหารทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

ช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม การบินไทยมีบินตรงจากกรุงเทพถึงคยา ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ไกลกว่าบินไปสิงคโปร์เพียง 30 นาที

จะว่าไปก็น่าแปลก ที่ผมเคยได้ไปเยือนนครวาติกันถึงสองครั้ง แต่ไม่เคยไปพุทธคยาเลย และเชื่อว่าชาวไทยจำนวนไม่น้อยก็น่าจะเป็นอย่างผม ที่ได้ไปเยือนมหาวิหารสำคัญของชาวคริสต์ก่อนจะได้ไปเยือนสังเวชนียสถานของชาวพุทธอันได้แก่ลุมพินี (สถานที่ประสูติ) พุทธคยา (ตรัสรู้) สารนาถ (ปฐมเทศนา) และ กุสินารา (ปรินิพพาน)

ผมเองเคยมีความคิดที่อยากจะมาเยือนพุทธคยาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความปรารถนาที่ “เอาไว้ก่อน” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเดินทางมาอินเดียมันดูน่าจะลำบาก ทั้งเรื่องของกิน ห้องน้ำ การเดินทาง และการรับมือกับคนอินเดีย

อีกส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเชื่อว่า ไม่ได้มีความจำเป็น เพราะถ้าเราตั้งใจจะปฏิบัติภาวนาเสียอย่าง จะทำที่ไหนก็คงเหมือนๆ กัน

“มันไม่เหมือนกันหรอกนะ” หลวงพ่อแห่งวัดเนรัญชราวาส ซึ่งคณะของเราเข้าไปเยี่ยมในวันที่สองของการเยือนพุทธคยากล่าว

“เวลากินอ้อย โคนอ้อยกับปลายอ้อยมันหวานไม่เท่ากัน” หลวงพ่ออธิบายต่อ

การมาที่พุทธคยา จึงเป็นการได้มาลิ้มรสอ้อยถึงต้นทาง ได้มานั่งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในจุดที่เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ได้มากราบพระพุทธเมตตา ได้มาเห็นบรรยากาศของพระสงฆ์องค์เจ้าและสาธุชนจากหลากหลายประเทศมารวมตัวกัน

เสียงบทสวดที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นนโมตัสสะฯ อรหังสัมมาฯ หรือ อิติปิโสฯ ล้วนถูกเอื้อนเอ่ยอย่างอื้ออึง แม้ถ้อยคำจะเหมือนกัน แต่จังหวะและลีลากลับแตกต่างไปจากที่เราคุ้นหู นี่คือโรงมหรสพแห่งศรัทธาที่ต้องไปเห็นกับตา-ได้ยินกับหูดเท่านั้นจึงจะเข้าใจ

มันทำให้เราได้สัมผัสถึงความมีอยู่จริงของบุรุษผู้หนึ่งที่สอนให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าสามารถพบความสุขที่แท้จริงได้


เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

คณะของเรามีกันอยู่ 16 คน โดยมี “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นหัวหน้าคณะ และ “เชอรี่” เข็มอัปสร สิริสุขะ เป็นรองหัวหน้า

เมื่อต้นปี 2568 ผมมีโอกาสได้ร่วมรับประทานอาหารกับพี่ก็ จึงได้สอบถามเรื่องการภาวนา และได้ฟังวรรคทองจากพี่ก็:

“เพราะโลกนี้อนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก”

(อ่านต่อได้ในบทความ “เป็นผู้นำต้องบริหารใจคน“)

ผมเห็นว่าพี่ก็เพิ่งไปเยือนพุทธคยามาเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผมเลยบอกพี่ก็ว่า ถ้าพี่ก็จะไปอีกครั้ง ผมขอโอกาสร่วมคณะไปด้วยนะครับ

มารอบนี้ผมกับผึ้ง (ภรรยา) จึงมีโอกาสได้ร่วมเดินทางมาด้วยในวันที่ 8-12 มกราคม 2569

เพื่อไม่ให้หลงลืม ผมขอจดชื่อของทุกคนที่ร่วมคณะนี้ไว้เสียหน่อย

พี่ก็ พี่เม่น พี่เด่น พี่แตง พี่ปุ้ย พี่ชาย พี่ณัฐ พี่ต้า พี่ปลา เชอรี่ ผึ้ง รุตม์ จอย เตย มล ภูมิ

หญิง 9 ชาย 7 รวมเป็น 16 เวลาขึ้นรถริกชอว์ (ตุ๊กตุ๊กอินเดีย) คันละ 4 คนได้พอดีไม่ต้องกลัวว่าจะตกหล่นใคร

4 คนบนริกชอว์

ก่อนออกเดินทาง พี่ก็ (ผู้มาพุทธคยาเกิน 10 ครั้ง) และเชอรี่ (ที่เคยมาเยือนแล้ว 2 ครั้ง) ช่วยบรีฟพวกเราว่าเราควรเตรียมอะไรมาบ้าง

เครื่องกันหนาว หมวกมุ้ง ยากันยุง หน้ากากกันฝุ่น เบาะรองนั่งสมาธิ ผ้าใบรองนั่ง ถุงเท้าดำ (เพราะต้องถอดรองเท้าเดินในบริเวณวัด) และแว่นตาดำ (ใส่ป้องกันการสบตาเวลาเด็กๆ มาขอเงินหรือผู้ใหญ่มาขายของ)

เมื่อปี 2013 เกิดเหตุวางระเบิด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงไม่อนุญาตให้นำมือถือหรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เข้าไป จึงต้องซื้อนาฬิกาเข็มราคาร้อยกว่าบาทไปใช้ตอนอยู่ในวัด ส่วนกล้องถ่ายรูปดิจิตัลหรือ DSLR เอาเข้าได้ แต่ต้องซื้อบัตร 100 รูปี (35 บาท)

ส่วนเรื่องโรงแรม แค่คิดว่าต้องนอนโรงแรมในอินเดียก็หวั่นๆ แต่ไม่นานมานี้มีโรงแรม Hyatt Place Bodh Gaya มาเปิด นั่งรถเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงวัด เราจึงมาพักที่นี่กัน ราคาอาจจะสูงหน่อย แต่คุ้มค่าเพราะห้องพักสะอาด อาหารอร่อย บริการดีเยี่ยม รู้สึกปลอดภัย

เรามีไกด์นำทางชื่อ “รามจี” ของบริษัททัวร์ Magadh Travels & Tours ที่พี่ก็ใช้บริการมา 15 ปีแล้ว รามจีน่าจะอายุประมาณสี่สิบปลายๆ มีหนวดจุ๋มจิ๋ม ผิวคมเข้ม หน้าตาใจดี มีเงินรูปีให้แลก

จริงๆ ถ้าจะมาพุทธยา จะไม่แลกเงินมาเลยก็ยังได้ เพราะที่นี่เขารับเงินไทยเกือบทุกร้าน ส่วนผมเองก็แลกเงินกับรามจีแค่ครั้งเดียว 200 บาท แลกได้ 560 รูปี เอาไว้ซื้อบัตรเอากล้องเข้าวัดเป็นหลัก ส่วนการเดินทางก็เป็นรถบัสของบริษัททัวร์ตลอด จะมีขึ้นริกชอว์บ้างก็ตอนที่จะเข้าไปที่วัดหลักในพุทธคยา (main temple) เท่านั้น เพราะเขาไม่ให้รถใหญ่เข้า

พี่ก็แนะนำว่า ถ้าได้อ่าน “จาริกบุญ-จารึกธรรม” โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็จะเป็นการเตรียมตัวที่ดี ผมเองมีซื้อหนังสือมาสักพักใหญ่ (หลังจากที่ “ปัง” น้องที่ไปกับพี่ก็เมื่อรอบที่แล้วพูดถึงหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน) แต่ก็เล่มหนามาก จึงยังอ่านไปได้ไม่ถึงไหน โชคดีที่ผมกับแฟนมีพ็อกเก็ตบุ๊คอีกเล่มคือ “Buddhist Holy Day หนีตามพระพุทธเจ้า” ที่เขียนโดยโจ้ บองโก้ และ รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ที่เล่าเรื่องมาสักการะสังเวชนียสถานเช่นกัน

อีกสองอย่างที่สำคัญคือต้องทำ e-Visa ซึ่งขอบอกว่าเว็บไซต์ล่มบ่อยมาก แนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าตอนกรอกใบสมัครให้ก๊อป application ID เอาไว้ ถ้าเกิดมันค้างจะได้ไม่ต้องกรอกใหม่ตั้งแต่เริ่ม อีกอย่างที่ช่วยได้คือใช้เว็บช่วงดึกๆ หรือตอนเช้าตรู่ก็จะเสถียรกว่า ใช้เวลาไม่กี่วันก็จะได้เมลตอบว่าวีซ่าผ่านแล้ว ต้องกดเข้าไปพิมพ์ออกมา

ก่อนวันเดินทาง ควรทำ Arrival Card อันนี้รวดเร็วไม่มีอะไร แต่ต้องพิมพ์ออกมาเช่นกัน ตอนตรวจคนเข้าเมืองเขาจะขอดูทั้งพาสปอร์ต e-Visa และ Arrival Card


วันที่ 1 – มหาโพธิเจดีย์-ต้นพระศรีมหาโพธิ์-พระพุทธเมตตา

เรามีเรื่องให้ลุ้นตั้งแต่วันออกเดินทาง ไฟลท์ 11 โมงเช้า แต่คนที่มาถึงตอน 8.30 กลับพบว่าเคาท์เตอร์ยังไม่เปิด ให้มาเช็คอีกทีตอน 9.30 เหตุเพราะว่าที่กายาหมอกลงหนา ยังไม่แน่ว่าเครื่องจะลงจอดได้หรือไม่ แต่พอถึงเวลา 9.20 เคาท์เตอร์ก็เปิด และเครื่องก็ได้ออกบินตอนเที่ยงกว่าๆ ในเครื่องมีแถวว่างเยอะมาก ผู้โดยสารน่าจะประมาณ 60% ของความจุเท่านัั้น ซึ่งก็ขอขอบคุณการบินไทยมา ณ ที่นี้ที่ยังจัดเที่ยวบินรูทนี้อยู่ เพราะคุณค่าของไฟลท์ Bangkok-Gaya นี้มากกว่าแค่กำไร-ขาดทุนทางการเงิน

ถึงสนามบิน Gaya ที่เวลาช้ากว่าเรา 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็มีรถทัวร์ 24 ที่นั่งและรามจีไกด์ผู้แสนดีมารอรับ จากสนามบินถึงโรงแรมใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที เช็คอินเรียบร้อยก็ลงมากินข้าวเย็นและเตรียมออกไปเยือนวัดเป็นครั้งแรกตอนทุ่มตรง

เมนูอาหารมื้อแรกในพุทธคยาที่เขียนด้วยลายมือของรามจี

ลงจากรถบัส รามจีก็เรียกรถริกชอว์ 4 คันมาจอด ทุกคนต้องรีบกระโดดขึ้นรถไปรอ ก่อนที่รามจีจะเดินจ่ายตังค์จนครบแล้วรถก็ออกเดินทาง

ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงบริเวณหน้าวัดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีขอทานทั้งหญิง ชายและเด็ก ผู้พิการ คนขายของที่ระลึก คณะทัวร์ คณะสงฆ์จากหลากหลายประเทศ เรียกได้ว่าวุ่นวายจอแจตั้งแต่หน้าประตู

รามจีวิ่งไปซื้อบัตรเอากล้องเข้าวัดให้ผม จากนั้นเราก็ไปต่อคิวที่แยกหญิงชาย มีเครื่องเอ็กซ์เรย์กระเป๋าและมีคนคอยตรวจร่างกายไม่ต่างอะไรจากตอนอยู่สนามบิน ถ้าจะต่างก็คือที่วัดนี้มีถึงด่านตรวจถึงสองรอบ และแถวของผู้หญิงมีผ้าม่านคล้ายๆ ห้องลองเสื้อผ้าเพื่อความเป็นส่วนตัวในการตรวจร่างกาย

เมื่อเดินไปถึงบริเวณวัด เห็นมหาโพธิเจดีย์อยู่ห่างออกไปราว 50 เมตร ผมก็ตกใจพร้อมอัศจรรย์ในความสวยสง่าของตัวเจดีย์ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเจดีย์ทรงนี้มาก่อน แล้วก็นึกได้ว่าหน้าตาคล้ายๆ กับวัดธรรมมงคลตรงสุขุมวิท 101 (ปุณณวิถี) มาอ่านประวัติดูทีหลังถึงได้รู้ว่าวัดธรรมมงคลได้แรงบันดาลใจมาจากที่นี่

เราถอดรองเท้าแตะและเดินเข้าไปใกล้ตัวเจดีย์ที่มีพระพุทธเมตตาประดิษฐานอยู่ เรายังไม่ได้เข้าไปในตัวเจดีย์เพราะคิวยาวเหยียด แล้วเดินตามเข็มนาฬิกาไปจนกระทั่งเจอกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ คณะของเราจึงนั่งลงปูเสื่อและนั่งลงปฏิบัติภาวนาบริเวณนั้น

ความอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ก็คือบริเวณใต้ต้นโพธิ์นี้ไม่ได้มีที่ว่างให้นั่งเยอะมากนัก เต็มที่ไม่น่าเกิน 50 คน แต่เรามาที่นี่ 6 ครั้งในก็มีพื้นที่ว่างให้นั่งทุกครั้ง ทั้งที่มีคนมาเยือนวันละหลายพันคนเป็นอย่างน้อย

บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ผมไม่เคยนั่งสมาธิอยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ ที่มีทั้งนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญ ทั้งฆราวาสและนักบวช ไหนจะมีหมาวัดอีกหลายตัวที่วิ่งไปวิ่งมารอบเจดีย์ มีขู่ฮึ่มๆ จะกัดกันอยู่ใกล้ๆ ขณะที่เรากำลังนั่งขัดสมาธิหลับตา มีชาวธิเบตไหว้พระด้วยท่าอัษฎางคประดิษฐ์ที่ต้องไหว้แล้วนอนแนบตัวลงไปกับพื้น ลุกขึ้นยืน เดินหนึ่งก้าว แล้วก็ไหว้ด้วยท่าเดิม มีเสียงพระไทย พระธิเบต พระภูฐาน พระพม่า และอีกหลายสัญชาติสวดพระพุทธมนต์ กลิ่นกำยานฟุ้งๆ ยุงเยอะๆ อากาศหนาวยะเยือกที่ 12 องศา ไม่มีความเป็นสัปปายะแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้นผม (และน่าจะเกือบทุกคนในคณะ) กลับรู้สึกว่าเรานั่งภาวนาได้ และนั่งได้นานกว่าปกติด้วย

อาจจะเพราะพลังศรัทธาที่มารวมกันตรงนี้ อาจจะเพราะมีพระบรมสารีริกธาตุประดับอยู่ อาจเป็นเพราะเราอินกับต้นพระศรีมหาโพธิ์และเรื่องราวเล่าขานที่เคยอ่านเคยฟังแต่ในตำราและในตำนาน แต่ตอนนี้เราได้มานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนั้นจริงๆ

ถามว่าได้สัมผัสอะไรพิเศษหรือเปล่า ก็ไม่ ถามว่าชอบบรรยากาศแบบนี้มั้ย ก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ แต่ที่แน่ๆ มันคือประสบการณ์ที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

ประมาณสองทุ่มครึ่ง ผู้คนเริ่มซาลง คณะของเราเข้าไปในตัวเจดีย์เพื่อกราบพระพุทธเมตตา นำพานพุ่มสีชมพูที่เชอรี่เตรียมจากเมืองไทยมาถวาย พี่ก็บอกว่าพระพุทธเมตตาท่านศักดิ์สิทธิ์มาก หากอยากได้อะไรให้ตั้งจิตอธิษฐานกับท่าน (การอธิษฐานไม่ใช่การขอ แต่คือการแสดงความตั้งใจว่าเราจะทำอะไร)

เราเดินรอบเจดีย์กันอีกหน่อย ก่อนจะมาถ่ายรูปร่วมกันโดยมีรามจีเป็นตากล้อง วินาทีที่รามจีกดชัตเตอร์ ผมรู้สึกขึ้นมาเองว่า “เราไม่ได้ถ่ายรูป/บันทึกภาพนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก” พวกเราน่าจะเจอกันที่ไหนมาก่อนถึงได้มารวมตัวกันที่มหาโพธิเจดีย์แห่งนี้

ก่อนออกจากวัด พวกเราเดินไปสระมุจลินท์ขนาดใหญ่ที่มีพระพุทธเจ้าปางนาคปรกอยู่กลางสระ มองไปด้านขวามีสิ่งประดิษฐ์คุ้นตาคือกังหันชัยพัฒนา ถ่ายรูปกันอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากวัด กระโดดขึ้นรถริกชอว์มาขึ้นรถบัสกลับเข้าโรงแรม


วันที่ 2 – ดงคสิริ-เนรัญชราวาส-วัดไทยพุทธคยา

เราออกจากโรงแรมตอนตี 4.45 เพื่อไปนั่งปฏิบัติที่วัดเช่นเดิม (วัดเปิดตีห้าถึงสามทุ่ม)

ก่อนออกจากโรงแรม เชอรี่ รองหัวหน้าทัวร์ที่จะช่วยสอดส่องดูแลทุกคนในคณะ เจอผมกับผึ้งพอดี เชอรี่เลยทักผึ้งว่าเสื้อผ้าที่ใส่มาอุ่นพอมั้ย ข้างในมีเสื้อ heattech รึเปล่า ผึ้งตอบว่าใส่เรียบร้อย

ตอนแรกนึกว่ามาตอนเช้าคนจะน้อยกว่าตอนค่ำ แต่ปรากฎว่ามีกลุ่มชาวธิเบตจำนวนมากมาต่อคิวยาวรออยู่แล้ว แถวผู้ชายสั้นกว่าเลยได้เข้าไปก่อน ส่วนกลุ่มผู้หญิงต้องต่อแถวยาวหน่อย ผมบอกแฟนไปว่าซักตีห้าครึ่ง จะออกไปรอรับหน้าเจดีย์ (เพราะเบาะรองนั่งอยู่กับผม)

ผมมาถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วก็กะว่าจะนั่งซัก 10-15 นาทีแล้วค่อยออกไปรับ แต่ปรากฏว่านั่งเลยเวลา แฟนไปรอแล้วไม่เจอจึงเดินเข้ามาตามหาผม ที่เล่าให้ฟังเพื่อจะบอกว่า ถ้าใครมาเป็นคู่แล้วต้องพลัดกันตรงทางเข้า ให้มาเจอกันที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เลยน่าจะง่ายที่สุด เพราะทุกคนนั่งสงบเรียบร้อย หาตัวเจอง่ายแน่นอน

ตอนเช้าหนาวกว่าตอนกลางคืน อุณหภูมิประมาณ 7 องศา นั่งไปก็คิดขึ้นได้ว่าสมัยพุทธกาลไม่มี heattech พระท่านทนหนาวขนาดนี้ได้ยังไง

เราอยู่ที่วัดถึง 7 โมงเช้า ก่อนจะกลับเข้าโรงแรมมาอาบน้ำ รับประทานอาหารเช้า และออกไปยัง “ดงคสิริ” ซึ่งเป็นที่ที่เชื่อกันว่าสมณโคดมบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยมีปัญจวัคคีย์คอยปรนนิบัติ จนกระทั่งท่านได้พบว่านี่ไม่น่าจะใช่ทางที่ถูกต้อง จึงเริ่มกลับมาเสวยอาหารอีกครั้งจนปัญจวัคคีย์เสื่อมศรัทธาและตีจากไป

จุดที่เราจะไปต้องเดินขึ้นเขา พอเราลงจากรถบัสเด็กๆ ก็กรูเข้ามาขอเงิน โชคดีที่เรามีแว่นตาดำ และนึกถึงคำที่พี่ก็หัวหน้าทัวร์ย้ำว่าห้ามให้เงินหรือให้ขนมเด็กๆ เพราะถ้าให้หนึ่งคน ที่เหลือจะกรูเข้ามารุมล้อมทันที เราจึงต้องทำตัวเหมือนคนไม่มีอัธยาศัยเดินตรงไปอย่างมีจุดหมาย แต่ก็มิวายมีเด็กคนหนึ่งเดินตามพี่ปุ้ยที่หน้าตาใจดีที่สุดในกลุ่มตลอดทางที่ขึ้นมา

จุดที่เราเข้าไปไหว้เป็นถ้ำเล็กๆ มี “พระพุทธรูป” สมณะโคดมที่ร่างกายผ่ายผอมจนหนังหุ้มกระดูกนั่งสมาธิอยู่ ก่อนจะออกมาถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

ลงจากดงคสิริ เราไปต่อที่ Sujata Temple หรือวัดนางสุชาดา วัดเล็กๆ ที่แทบจะเรียกว่าวัดไม่ได้ด้วยซ้ำ มีหุ่นปั้นแสดงเหตุการณ์ที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่สมณโคดม ด้านหน้าตรงบันไดมีคนท้องถิ่นมาขอเงิน แต่ด้านในเงียบสงบ มองผ่านกำแพงวัดออกไปเป็นทุ่งนาข้าวกว้างใหญ่ ลมโกรกเย็นสบาย พวกเราจึงนั่งลงภาวนาอยู่ครู่ใหญ่

ที่อยากจะโน้ตไว้เสียหน่อยก็คือรูปปั้นพระพุทธเจ้าและนางสุชาดานั้นเป็นสไตล์ “บ้านๆ” ไม่ได้มีความงดงามหรือฝีมือทางวิจิตรศิลป์ แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธนั้นมีที่ยืนในอินเดียน้อยมาก

ออกจากวัดนางสุชาดา เราผ่านสถูปนางสุชาดาที่มีขนาดใหญ่โต และน่าจะเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยได้มาสักการะ

ระหว่างทริป พี่ก็มีเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมาพุทธคยาช่วงวันวิสาขบูชา อากาศร้อนถึง 47 องศา อยู่ข้างนอกแทบไม่ได้ ทำได้แค่ออกมาปฏิบัติที่มหาโพธิเจดีย์ตอนเช้าตรู่ ระหว่างวันต้องเก็บตัวอยู่ในที่พัก แล้วตอนค่ำค่อยออกไปที่เจดีย์อีกครั้ง

ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ในวันที่สมณโคดมตรัสรู้เมื่อสองพันหกร้อยปีที่แล้ว อากาศจะร้อนอบอ้าวขนาดไหน

จุดหมายต่อไปของเราคือวัดเนรัญชราวาส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้วัดนี้ ที่มีความหมายว่า “วัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา”

ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 นางสุชาดานำข้าวมธุปยาสมาถวายสมณโคดม เมื่อเสวยเสร็จแล้วท่านได้ทรงนำถาดทองคำที่ใส่ข้าวมธุปายาสนั้นไปลอยน้ำในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงอธิษฐานว่า ถ้าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองคำนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป

เราแวะเข้าห้องน้ำที่วัดแห่งนี้ และผมก็ได้คำตอบว่าการที่พุทธคยามีวัดไทยมาสร้างอยู่หลายแห่ง ก็เพื่อช่วยให้คนไทยมีจุดแวะพักระหว่างทาง รวมถึงเป็นที่หลับที่นอนสำหรับการมาสักการะสังเวชนียสถานด้วย

เราเข้าไปกราบท่านพระครูวิเศษพุทธกิจบรรหาร เจ้าอาวาสวัดเนรัญชราวาส และได้ฟังเทศน์ที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

  • เป็นเรื่องดีที่เราได้มาเยือนพุทธคยา ถ้าเป็นไปได้ควรจะมาบ่อยๆ
  • คนอาจจะคิดว่าจะปฏิบัติหรือไหว้พระที่ไหนก็เหมือนๆ กัน แต่มันไม่เหมือนกันหรอก เวลากินอ้อย โคนอ้อยกับปลายอ้อยมันหวานไม่เท่ากัน
  • คนอินเดียยากจนมาก ถึงเราจะสอนธรรมะไป แต่ถ้าท้องเขายังหิวอยู่ เขาก็ไม่มีแรงมาสนใจเรื่องธรรมะ
  • หลวงพ่อเคยอยู่วัดไทยที่นิวยอร์ค ฝรั่งเขามีชีวิตที่สะดวกสบาย เลยไม่สนใจเรื่องธรรมะ
  • เราคนไทยโชคดี ที่ไม่ลำบากเกินไป ไม่สบายเกินไป จึงมีทั้งความสนใจและศักยภาพที่จะศึกษาธรรมะได้
  • มาอินเดียมันจะมีอะไรให้เราขัดอกขัดใจได้ตลอด ให้คิดเสียว่ามาไหว้พระ มาสวดมนต์ มาภาวนา แล้วเราจะสบายใจ
  • ถึงชาติหน้าไม่มีจริง การทำทาน รักษาศีล ภาวนา ก็ไม่เสียเปล่า เพราะมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้เลยในวันนี้
  • แต่ถ้าชาติหน้ามีจริง การทำทานจะทำให้เรามีกินมีใช้ การรักษาศีลจะทำให้เราเกิดมาสมประกอบ หน้าตาดี และการภาวนาจะทำให้ภพชาตินั้นสั้นลง
  • อย่าคิดว่าเวียนว่ายไปเรื่อยๆ แล้วจะหลุดพ้น มันไม่มีทางหลุดถ้าเราไม่ใส่ใจ หลวงพ่ออยู่อินเดียมาสามสิบปีแต่พูดภาษาอินเดียได้นิดเดียวเพราะไม่ได้ใส่ใจกับการเรียนภาษาอินเดีย ดังนั้นให้ใส่ใจกับการภาวนา
  • อย่าประมาทในการทำดี ถึงเล็กน้อยก็ควรทำ อย่าประมาทในการทำชั่ว ถึงเล็กน้อยก็ไม่ควรทำ
  • แต่ละคนมีบทบาทของตัวเอง บทพ่อ บทแม่ บทลูก บทผู้บริหาร บทผู้ประกอบการ เล่นบทบาทของเราให้ดี แต่อย่าไปอินมากนัก เหมือนโรงละครที่พอนักแสดงแสดงจบก็แยกย้ายกลับบ้าน
  • เวลา 10 ปีผ่านไปเร็วมาก แล้วลองคิดดูว่าเราจะมี 10 ปีได้อีกกี่ครั้ง

และประโยคที่ผมประทับใจที่สุด

  • เราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนเคยพบพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้ว แต่ตอนนั้นเราอาจกำลังวิ่งเล่นอยู่ ไม่ตั้งใจฟังสิ่งที่ท่านสอน ส่วนคนที่ตั้งใจเขาไปนิพพานกันหมดแล้ว พวกเราถือว่าเป็นผู้ที่มาสาย แต่ก็ยังได้อานิสงส์จากครานั้นถึงได้มีโอกาสมาเยือนดินแดนพุทธภูมิในครานี้

เมื่อออกจากวัดเนรัญชราวาส เราได้ไปกราบท่านพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า การได้มาพุทธคยาเหมือนได้มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ นั่นคือพระพุทธเจ้า

ท่านได้เล่าให้ฟังถึงโครงการต่างๆ ที่จะช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “วัดสุวรรณภูมิ” ที่จำลองสังเวชนียสถานเอาไว้ และนักเดินทางสามารถมองเห็นได้จากสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนพระภิกษุนานาชาติ บาลี-สันสกฤต” ที่เชิญพระจากสายบาลี (เช่น ศรีลังกา) และสายสันสกฤต (เช่น ทิเบต-อินเดีย) มาทำกิจกรรมร่วมกันที่สวนโมกข์กรุงเทพ และท่านยังเอ่ยปากชวนให้พวกเรามาทำพิธียกช่อฟ้าใบระกาในวันอาทิตย์

กลับถึงที่พัก รับประทานอาหารแล้วเราก็ไปนั่งปฏิบัติที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์จนถึงสามทุ่มเช่นเคย ก่อนจะกลับมาดื่มช็อกโกแล็ตร้อนให้อุ่นท้อง และจับกลุ่มนั่งคุยกับพี่ก็ถึงประสบการณ์ที่พี่ก็เคยบวช พุทธประวัติต่างๆ ความหมายของบางบทสวดที่เราคุ้นเคย และประสบการณ์การภาวนาของแต่ละคนในกลุ่ม ก่อนจะแยกย้ายขึ้นไปพักผ่อนตอนห้าทุ่ม

เป็นอันจบวันที่ 2 ของการมาเยือนพุทธคยา

ตอนหน้า – ซึ่งจะเป็นตอนจบ – ผมจะมาเล่าถึงวันที่ 3-4-5 ที่น่าประทับใจไม่แพ้กันครับ

ข้าวของภายในบ้านคือร่องรอยของการพยายามมีความสุข

ช่วงหยุดปีใหม่ผมไม่ได้ไปเที่ยวไหน เลยใช้เวลาไปกับการจัดบ้านอยู่หลายวัน ชวนให้ย้อนนึกถึงตอนอ่านหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของ Marie Kondo แล้วลุกขึ้นมาจัดบ้านครั้งใหญ่เมื่อ 10 ปีที่แล้วด้วยเทคนิค KonMari (อ่านว่า คมมาริ)

ก่อนจะจัดบ้านได้ ขั้นตอนแรกคือการคัดของออก ซึ่งก็ได้ของที่เหมาะแก่การทิ้ง ของที่เหมาะแก่การทำลาย เช่นเอกสาร รวมถึงของที่เหมาะแก่การส่งต่อให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์

จัดบ้านไปก็คิดได้ว่า สิ่งที่อยู่ในบ้านมันบ่งบอกถึงความเชื่อของเราเหมือนกัน ว่าอะไรจะนำความสุขมาให้เราได้บ้าง

ตัวอย่างบ้านผม

  • หนังสือ non-fiction: ความรู้จะนำมาสู่ความสำเร็จ และความสำเร็จจะนำความสุขมาให้
  • หนังสือนิทาน: การได้อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอนจะนำความสุขมาให้
  • ตุ๊กตาของลูกๆ: การได้กอดตุ๊กตาตัวที่น่ารักจะนำความสุขมาให้

บ้านอื่นคงจะมีข้าวของที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเกมคอนโซล แกดเจ็ท อุปกรณ์ทำขนม อุปกรณ์ออกกำลังกาย และอะไรอื่นๆ อีกมากมาย

หรือถ้ามองไปไกลกว่าสิ่งที่เห็นได้ทางกายภาพ เช่น คอร์สออนไลน์ที่สมัครเอาไว้ หรือแอปบางตัวที่อยู่ในมือถือ ก็ล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงสิ่งที่เราปรารถนา

เวลาเราซื้อของบางชิ้นหรือบริการบางอย่าง เรามักจะมีภาพฝันเล็กๆ ว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

ของบางอย่างก็ได้ทำหน้าที่อย่างที่เราจินตนาการไว้จริงๆ ส่วนของบางชิ้นก็ยังไม่เคยได้หยิบมาใช้ และมีของอีกมากมายที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าจะไม่สามารถ spark joy ให้กับเราได้อีกแล้ว และอาจถึงเวลาต้องปล่อยให้มันไปอยู่กับคนอื่นมากกว่า

มาริเอะ เจ้าของเทคนิค KonMari เคยเขียนไว้ว่า การจัดบ้านไม่ใช่แค่การจัดบ้าน แต่มันคือการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับข้าวของที่เรามี

สิ่งที่เคยสร้างความสุขให้ชีวิต หรือสิ่งที่เราเคยคิดว่าจะสร้างความสุขให้ชีวิต ถ้าวันนี้มันไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนและทิศทางที่เราจะไป ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องเสียดายหรือเก็บเอาไว้เผื่อวันข้างหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น การซื้ออะไรเข้ามาคือการบ่งบอกว่าเรายังขาดอะไรบางอย่าง การมีข้าวของเต็มบ้าน (หรือเต็มมือถือ) จึงเป็นสัญญาณว่าในใจเรายังโหยหาบางสิ่งที่ยังไม่มี ซึ่งมักจะหนีไม่พ้นความรู้สึกปลอดภัย (security) และความรู้สึกว่าอยากให้ตัวเองมีความสำคัญ (significance)

ส่วนคนที่มีเงินพอจะซื้ออะไรก็ได้ แต่เลือกที่จะไม่ซื้อ และการไม่ซื้อนั้นไม่ได้เกิดจากความตระหนี่ นั่นก็อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าชีวิตค่อนข้างเต็มอยู่แล้ว พออยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเสาะแสวงหาอะไรมาเติมให้มากมาย

ข้าวของภายในบ้านคือร่องรอยของการพยายามมีความสุขครับ

ถ้อยคำที่ตั้งใจเก็บมาฝากก่อนขึ้นปี 2569

1-23 Kevin Kelly จากหนังสือ Excellent Advice for Living

  1. จงอย่าเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่จงเป็นเพียงคนเดียวที่ทำสิ่งนั้นได้ – Don’t be the best. Be the only.
  2. ถ้ามีใครปฏิเสธเรา จงอย่าเก็บไปคิดมาก ให้คิดว่าเขาก็ไม่ต่างจากเราที่กำลังยุ่งเกินไป หรือว่อกแว่กเกินไป คราวหน้าก็แค่ลองใหม่อีกครั้ง
  3. อย่ากลัวที่จะถามคำถามที่อาจฟังดูไม่ฉลาด เพราะคนอื่นๆ ก็กำลังสงสัยเหมือนกัน เพียงแต่รู้สึกอายที่จะถามเท่านั้นเอง
  4. การทำผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของคน แต่การยอมรับผิดเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ใจสูง
  5. มีเพื่อนดีกว่ามีเงิน เกือบทุกอย่างที่เงินทำได้นั้นเพื่อนทำได้ดีกว่า ในหลายๆ แง่ การมีเพื่อนที่มีเรือยอชต์นั้นดีกว่าการเป็นเจ้าของเรือยอชต์เองเสียอีก
  6. เราคือสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราพูด ไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อ ไม่ใช่พรรคที่เราเลือก แต่เราคือสิ่งที่เราใช้เวลากับมันจริงๆ
  7. เมื่อทำงานใหญ่ชิ้นใดก็ตามเสร็จไปแล้ว 90% ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ภาพยนตร์ งานอีเวนต์ หรือแอปพลิเคชัน รายละเอียดจุกจิกที่เหลืออยู่จะใช้เวลาอีก 90% กว่าจะเสร็จสมบูรณ์
  8. สำหรับเงินทุกบาทที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อของชิ้นใหญ่ จงเตรียมใจที่จะต้องจ่ายเงินอีกเท่าตัวสำหรับค่าซ่อมแซม บำรุงรักษา และการโละทิ้ง
  9. เมื่อได้รับคำเชิญให้ทำอะไรบางอย่างในอนาคต ให้ถามตัวเองว่า เราจะยังตอบตกลงอยู่ไหมถ้างานนั้นจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้
  10. ศิลปะอยู่ในสิ่งที่เราเลือกที่จะตัดออกไป – Art is what you leave out.
  11. ถ้าได้ทำอะไรที่เราชอบมากๆ ให้ทำมันช้าๆ – When you find something you really enjoy, do it slowly.
  12. เราไม่ได้อยากมีชื่อเสียงจริงๆ หรอก ไม่เชื่อลองไปอ่านชีวประวัติของคนดังคนไหนก็ได้
  13. เวลารับใครเข้าทำงาน ไม่จำเป็นต้องให้ค่ากับประสบการณ์มากนัก จงจ้างคนที่มีแววและมีไหวพริบ แล้วค่อยเอาเขามาฝึกฝน สิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างบนโลกนี้ถูกรังสรรค์โดยคนที่เพิ่งเคยทำมันเป็นครั้งแรก
  14. อย่าโฟกัสไปที่การทำให้ร่างกายฟิต แต่จงโฟกัสที่การเป็นคนที่ไม่พลาดการออกกำลังกายเลยแม้สักวัน
  15. การสร้างนิสัยคือการหยุดต่อรองกับตัวเอง เราไม่ต้องเสียพลังไปกับการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอีกต่อไป เราก็แค่ทำมันเท่านั้นเอง
  16. ความฉับไวคือสัญญาณของการให้เกียรติ – Promptness is a sign of respect.
  17. เราไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เกินสิ่งที่ทำให้เราโกรธ
  18. จงใส่ใจเรื่องเล็กน้อย มีคนพ่ายแพ้ให้กับรองเท้ากัดมากกว่าพ่ายแพ้ให้กับความสูงชันของภูผา
  19. หากเราขอความคิดเห็น เราจะได้นักวิจารณ์ แต่ถ้าเราขอคำแนะนำ เราจะได้พันธมิตร
  20. การให้อภัยคือการยอมรับคำขอโทษที่เรารู้ว่าจะไม่มีวันได้รับ – Forgiveness is accepting the apology you will never get.
  21. สิ่งที่ทำให้เราดูแปลกประหลาดในวัยเด็กอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรายิ่งใหญ่ในตอนโต – หากเราไม่ทำมันหล่นหายไปเสียก่อนน่ะนะ
  22. จงชื่นชมคนอื่นลับหลัง แล้วสิ่งนั้นจะย้อนกลับมาหาเราเอง
  23. เมื่อลูกถามว่า “ทำไม?” ต่อเนื่องไม่รู้จบ คำตอบที่ฉลาดที่สุดคือ “พ่อ/แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ลูกคิดว่ายังไงล่ะ?”

24-46: James Clear จาก 3-2-1 Newsletters

  1. เมื่อเราอายุห้าขวบ เราอาจโกรธได้เป็นวัน เมื่ออายุสิบขวบ เราอาจจะโกรธได้เป็นชั่วโมง แต่พอเราอายุสามสิบ เรามีเวลาให้โกรธแค่สิบนาที แล้วก็ควร move on ได้แล้ว
  2. ชีวิตคนเราเริ่มต้นอย่างไร ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับโชค แต่จะจบอย่างไร ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการเลือกของเราเอง
  3. สิ่งที่เพื่อนบอกกับผมเมื่อเร็วๆ นี้: “อย่าทำอะไรในฟิตเนสวันนี้ ที่จะทำให้คุณไม่สามารถกลับมาออกกำลังกายได้ในวันพรุ่งนี้”
  4. สิ่งที่ลูกวัยสี่ขวบเพิ่งบอกผม: “หนูว่าเราต้องใจดีกับอนาคตนะ”
  5. สูตรสำเร็จความทุกข์: จงใช้เวลาไปกับการสะสมทรัพย์สมบัติ แล้วจงปล่อยให้สุขภาพและความสัมพันธ์ย่ำแย่
  6. กฎสองข้อในการใช้ชีวิต: 1. คนที่สนุกที่สุดจะได้เป็นผู้ชนะ 2. ช่วงที่กำลังปีนเขาคือช่วงที่สนุกที่สุด
  7. ชื่อเสียงของเราคือสมบัติที่สำคัญที่สุด มันไปถึงก่อนที่เราจะก้าวเท้าเข้าห้อง และยังคงอบอวลอยู่หลังจากที่งานเสร็จสิ้นลงไปนานแล้ว
  8. จงโฟกัสที่เมล็ด ไม่ใช่ดอกผล วันนี้เรากำลังปลูกเมล็ดอะไรอยู่?
  9. เกือบทุกอย่างที่ยอดเยี่ยมมักใช้เวลานานกว่าที่คิด เริ่มต้นลงมือทำไปเถอะ แล้วไม่ต้องคอยมองเข็มนาฬิกาหรือปฏิทิน
  10. ในทางทฤษฎี ความสม่ำเสมอคือเรื่องของความมีวินัย ความมุ่งมั่น และความไม่ย่อท้อ แต่ในทางปฏิบัติ ความสม่ำเสมอคือเรื่องของการรู้จักปรับตัว มีเวลาไม่มากใช่ไหม? ก็ลดขนาดของงานลง ไม่ค่อยมีแรงเหรอ? งั้นก็ทำเวอร์ชั่นที่ง่ายที่สุดไปก่อน ปล่อยให้นิสัยเปลี่ยนรูปทรงไปตามข้อจำกัดของแต่ละวัน เพราะการรู้จักปรับตัวคือหนทางแห่งความสม่ำเสมอ
  11. หยุดรอ หยุดพูดให้ตัวเองถอดใจ หยุดหาข้อมูล แล้วลงมือทำเสียที
  12. หากปราศจากการกระทำ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือกังวล แต่เมื่อเราเริ่มต้น ความกลัวจะหดตัวลง เพราะเราเริ่มกำหนดผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้แล้ว
  13. ก่อนจะกังวลว่าเราจะชนะเกมนี้อย่างไร ให้คิดให้ตกเสียก่อนว่านี่คือเกมที่เราอยากชนะจริงหรือเปล่า
  14. พลังใจของเรามักไม่อาจเอาชนะสภาพแวดล้อมได้ ยิ่งสภาพแวดล้อมของเรา “มีวินัย” มากเท่าไหร่ เราก็ใช้แรงใจน้อยลงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปว่ายทวนน้ำหรอกนะ
  15. การรักษาหุ่นให้คงที่นั้นง่ายกว่าการทำให้หุ่นกลับมาดี การรักษาบ้านให้สะอาดนั้นง่ายกว่าการทำความสะอาดบ้านที่สกปรก
  16. ชีวิตไม่ได้ให้รางวัลกับคนฉลาด ชีวิตให้รางวัลกับคนที่ลงมือทำ คนเก่งหลายคนหาเหตุผลมากมายให้ตัวเองถอดใจก่อนที่จะเริ่ม เราไม่มีวันชนะถ้าเราไม่ลงไปเล่นอยู่ในเกมนั้น
  17. สำหรับคนที่คาดหวังไปเสียทุกอย่าง ชีวิตย่อมเหมือนเต็มไปด้วยคำสาป แต่สำหรับคนที่ขอบคุณในทุกสิ่ง ชีวิตย่อมเหมือนมีแต่คำอวยพร
  18. หากต้องการสร้างนิสัยอย่างยั่งยืน จงเข้ากลุ่มที่พฤติกรรมที่เราอยากมีคือพฤติกรรมปกติของคนในกลุ่มนั้น
  19. ตั้งเป้าหมายที่อยากบรรลุในอีก 10 ปี แล้วลงมือทำทีละ 1 ชั่วโมง
  20. ความเสี่ยงที่น่าสนใจที่สุด คือความเสี่ยงที่หากเกิดผลลัพธ์ที่ย่ำแย่เราก็ยังรับมือไหว แต่ถ้ามันออกมาดีก็มีพลังพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้เลย
  21. เรารวยกว่าคนอื่นๆ ถึง 93 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่รวยเงิน แต่เป็นการรวยเวลา มีผู้คนกว่าหนึ่งแสนล้านคนที่เคยเกิดมาบนโลกใบนี้ และ 93 เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้นได้จากไปแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตทุกคนย่อมจะยอมแลกทรัพย์สมบัติและอำนาจทั้งหมดที่มีเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เรากำลังมีอยู่ในมือ นั่นก็คือ “วันนี้”
  22. จงให้อภัยตัวเองในอดีต จงเข้มงวดกับตัวเองในปัจจุบัน จงยืดหยุ่นกับตัวเองในอนาคต
  23. อีกเพียงหนึ่งการตัดสินใจ ชีวิตเราก็ดีขึ้นกว่านี้ได้แล้ว – You are one good decision away from a meaningfully better life.

47-65: ถ้อยคำของผู้คนที่ผมชื่นชมและเคยเขียนถึงใน Anontawong’s Musings

  1. ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด
    หลวงพ่อชา สุภฺทโท
  2. บาดแผลที่ผู้อื่นทำกับเรานั้น ถึงอย่างไรก็ยังพอหาทางรักษาได้ แต่บาดแผลที่ได้มาจากการทำร้ายผู้อื่น อาจต้องอยู่กับเราตลอดไป
    เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
  3. สองคำ “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้” คำหลังยาวกว่าคำหน้านิดเดียว แต่อนาคตยาวไกลกว่ากันเยอะ
    ประภาส ชลศรานนท์
  4. เราสามารถชื่นชมคนอื่นได้ โดยไม่ต้องอยากเป็นอย่างเขา
    วรรณิภา ภักดีบุตร
  5. ถ้าเราตีกอล์ฟแล้วพนันกันหลุมละ 20 บาท เราจะตียังไง ถ้าเราเพิ่มเดิมพันเป็นหลุมละ 2,000 บาท เราจะตียังไง เราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่มันเป็นหลุมละยี่สิบ และเมื่อไหร่เป็นหลุมละสองแสน เราไม่สามารถทุ่มสุดตัวได้ตลอด แต่ถ้ารู้ว่าหลุมนี้เดิมพันสูง เราก็ต้อง all-in
    ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร (พี่เล้ง MFEC)
  6. ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า
    ธนญชัย ศรศรีวิชัย
  7. ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์
    ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
  8. เพราะโลกนี้อนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก
    ดร.วิรไท สันติประภพ
  9. ถ้าเบอร์ 1 คิดแบบ underdog ได้ จะไร้เทียมทาน
    ธนา เธียรอัจริยะ
  10. คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า
    ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์
  11. เวลาจ้างเด็กๆ ปลาบอกน้องๆ เสมอว่า คุณน้อง ถ้าร้านพี่เชย พี่เป็นป้าเมื่อไหร่ช่วยบอกด้วยนะ อยากให้มีคนมาบอกตรงๆ เฮ้ย พี่ปลา พี่เอาต์แล้ว
    ปลา iberry
  12. เมื่อบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” เรากำลังประเมินตัวเองจาก “ตอนนี้” เสมอ
    นิ้วกลม
  13. แต่ก่อนคนเก่งแบบตัว I คือรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวก็พอแล้ว ยุคถัดมาคนต้องเก่งแบบตัว T คือรู้ลึกในหนึ่งเรื่อง และรู้กว้างอีกหลายๆ เรื่อง แต่ยุคนี้เราต้องรู้แบบตัว Y คือเอาความรู้ของศาสตร์อย่างน้อย 2 เรื่องแบบลึกซึ้ง และนำมาบูรณาการ ซึ่งถ้าทำได้ คนอื่นจะสู้เราไม่ได้เลย
    รวิศ หาญอุตสาหะ
  14. จริงๆ แล้วลูกสาวผมเค้าก็น่าจะเหนื่อยนะ ด้วยสถานการณ์โควิดตอนนี้ เค้าไปโรงเรียนไม่ได้ จึงต้องเรียนออนไลน์แทน บางวันเรียนบัลเลต์เสร็จก็ซ้อมเปียโนต่อด้วย ซ้อมเปียโนเสร็จก็ทำการบ้าน และแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่วิชาเดียว เค้าก็นั่งทำไปเรื่อยๆ ทั้งหมดนี่คือเด็กหญิงวัยหกขวบ แต่เค้าไม่เคยพูดว่าเหนื่อยเลย – เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น น่าคิด…
    บิว วิศวกรรีพอร์ต
  15. ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย
    ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์
  16. บางคนหยุดเพราะคิดว่าตัวเองไม่ไหว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนที่เราเห็นว่าไปไหว บางทีเขาก็เคยไม่ไหวเหมือนกัน แต่เขาแค่ไม่หยุด แค่นั้นเอง
    สิงโต นำโชค
  17. อยากสำเร็จแค่ไหน ก็คูณภาพความลำบากเข้าไปเท่านั้น คูณความสามารถในการแบกรับความทุกข์-ความเครียดเข้าไปด้วย แล้วประเมินดูว่าเรายังต้องการมันจริงหรือไม่
    พลอย เซ่
  18. คนอื่นไม่ได้สนใจหรอกว่าเราพยายามขนาดไหน อย่าเอาความพยายามของตัวเองมา justify ว่าเราเป็นคนสำคัญ
    เธมส์ THINKต่าง
  19. ในหนึ่งปีเราควรมีหนึ่งโปรเจกต์ที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย ผมเคยไปเรียนมวยไทย ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับตัวเอง แล้วก็ได้พบว่าแค่เปลี่ยนสนามเราก็ไม่ใช่ที่หนึ่งแล้ว มันทำให้เรารู้ว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ มันทำให้เราไม่กร่าง มันทำให้เรารู้จักชื่นชมคนอื่น
    ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

66-69: หนังสือของ Anontawong’s Musings

  1. ยิ่งแรงต้านมากเท่าไหร่ แสดงว่าทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ลึกๆ แล้วเราต้องการมากขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงก็แทบจะไม่มีแรงต้านเลย
    Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ (2017)
  2. อย่านับว่าพ่อแม่เราจะอยู่อีกกี่ปี แต่ให้นับว่าจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกกี่มื้อ
    Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน (2019)
  3. ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยก็ได้ แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ
    Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด (2022)
  4. เรื่องที่เราเคยคิดว่ามีสาระ เรื่องที่เราเคยจะเป็นจะตาย สุดท้ายอาจจะไม่ใช่ความทรงจำที่มีความหมายมากนัก ส่วนเรื่องที่เราคิดว่าไม่ได้มีสาระแก่นสารอันใด อาจจะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดก็ได้ เพียงแต่วันนี้เราอาจจะยังมองข้าม เพราะมันอยู่ใกล้ตัวและแสนจะเป็นเรื่องธรรมดา คงต้องรอให้เวลาผ่านพ้นไป เราถึงจะรู้ว่าอะไรสำคัญ
    คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท (2025)

การกลับมาของร้านหนังสือ

ผมพักอาศัยอยู่โซนพัฒนาการมาประมาณ 30 ปีแล้ว จากคอนโด มาเป็นบ้านเช่า จนมาเป็นบ้านหลังที่ซื้อเองในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำผมมาตลอด คือร้านหนังสือพิมพ์ปากซอยพัฒนาการซอยหนึ่งที่น่าจะอยู่มานานกว่าอายุของผมเสียอีก

เป็นร้านเล็กๆ คูหาเดียว ด้านหน้าขายหนังสือพิมพ์รายวันและหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ด้านในมีนิตยสารมากมาย หนังสือการ์ตูน หนังสือคอร์ดกีตาร์ รวมถึงหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กอีกจำนวนหนึ่ง

แต่การล้มหายตายจากของนิตยสารทั้งรายปักษ์และรายเดือน รวมถึงทิศทางของธุรกิจหนังสือโดยรวม ก็ทำให้ร้านอายุหลายทศวรรษร้านนี้กำลังลำบากด้วยเช่นกัน

อย่าว่าแต่ร้านหนังสืออิสระหนึ่งคูหาเลย แม้กระทั่งร้านหนังสือชื่อดังในเมืองไทยทั้งสามเจ้า ผมว่าก็เหนื่อยหนักอยู่เหมือนกัน

ผมเคยเขียนไว้ในบทความ “เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการใช้มือถือให้น้อยลง” ว่าคนสมัยนี้อ่านหนังสือน้อยลงไปมาก ภายในเวลาเพียง 20 ปี คนอเมริกันที่อ่านหนังสือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจลดลงไปถึง 40% ส่วนในอังกฤษก็มีผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 3 ที่ยอมรับว่าเลิกอ่านหนังสือไปแล้ว

ส่วนคนไทยก็ไม่แน่ใจว่าอ่านหนังสือกันปีละกี่บรรทัด แม้ว่างานสัปดาห์หนังสือจะคึกคักเกือบทุกครั้ง แต่สัดส่วนระหว่างกองดองกับกองหนังสือที่อ่านจบนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นทุกปี


เมื่อเช้านี้ผมได้อ่านบล็อกของ Ted Gioia ชื่อว่า The Surprising Return of the Bookstore แล้วก็รู้สึกมีความหวังเล็กๆ ขึ้นมา

เพราะเขาเล่าถึง Barnes & Noble ร้านหนังสือเชนยักษ์ใหญ่ในอเมริกาที่เคยตกที่นั่งลำบาก เพราะโดน Amazon มาดิสรัปต์ และทำให้คู่แข่งอย่างร้าน Borders ต้องปิดสาขาสุดท้ายไปเมื่อปี 2011

Barnes & Noble ซึ่งผมขอเรียกย่อๆ ว่า B&N ก็พยายามปรับตัว หันมาขาย eBook รวมถึง eBook Reader ยี่ห้อ Nook แต่หลังจากที่เคยทำยอดขายได้ 933 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 ก็ถดถอยลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ 92 ล้านดอลลาร์ในปี 2019

ในปี 2018 B&N ขาดทุน 18 ล้านดอลลาร์ และต้องเลย์ออฟพนักงาน 1,800 คน พร้อมทั้งหันมาจ้างพาร์ตไทม์แทน หุ้น BKS ในตลาด NYSE ที่เคยมีราคาหุ้นละ 26.50 ดอลลาร์ในปี 2000 ตกลงมาเหลือเพียง 6.50 ดอลลาร์ในปี 2019 และมีมูลค่าเพียง 436 ล้านดอลลาร์ แม้จะยังมีร้านอยู่มากถึง 600 กว่าสาขา

เดือนสิงหาคม 2019 Elliott Advisors (UK) Limited ได้เข้าซื้อกิจการและนำ Barnes & Noble ออกจากตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเปลี่ยนเป็นบริษัทเอกชน

จากนั้น B&N อาการดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ในปี 2020 จะต้องปิดร้านไป 15 สาขาเพราะโควิด แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2021–2025 ครับ

ปี / จำนวนสาขาที่เปิดใหม่
2021 / 1
2022 / 16
2023 / 31
2024 / 57
2025 / 58

ทั้งที่ผ่านโควิด ทั้งที่เศรษฐกิจทั่วโลกผันผวน ทั้งที่คนอ่านหนังสือน้อยลง แต่ Barnes & Noble กลับเจริญเติบโตได้ดีมากๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?


หลังจาก Elliott Advisors นำ B&N ออกจากตลาดในปี 2019 พวกเขาได้แต่งตั้ง CEO คนใหม่ชื่อว่า James Daunt วัย 56 ปี

ณ ขณะนั้น James Daunt ดำรงตำแหน่ง Managing Director ของ Waterstones เชนร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ โดยทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 2011 และช่วยให้ Waterstones ที่เกือบล้มละลายกลับมามีกำไร 20 ล้านปอนด์ได้ในปี 2018

พอต้องมาดู Barnes & Noble ตัวเขาเองก็ไม่ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารสูงสุดของ Waterstones แต่ควบสองตำแหน่งของทั้งสองที่ไปเลย!

แล้วผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น เขาทำให้ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ที่เกือบล่มสลายกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

สิ่งที่ Daunt ทำนั้นมีหลักๆ แค่สามอย่าง

หนึ่ง เขาให้พนักงานร้านแต่ละสาขาเป็นคนเลือกเองว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนมาขาย และจะจัดวางหนังสืออย่างไร

ตอนที่ Daunt เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ B&N ใหม่ๆ เขาสั่งให้พนักงานเอาหนังสือลงจากชั้นหนังสือให้หมด แล้วให้พนักงานคัดเองว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนขึ้นชั้นบ้าง และจะจัดหนังสือกันอย่างไรให้ร้านดูน่าเดินที่สุด

จากนั้นเป็นต้นมา พนักงานร้าน B&N แต่ละสาขาสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนขึ้นโชว์ ไม่ต้องทำตามที่ส่วนกลางสั่งมา

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หนังสือที่พนักงานเลือกขึ้นเชลฟ์นั้นขายออกไปได้ถึง 97% และอัตราการคืนหนังสือ (เพราะลูกค้าไม่พอใจ) ก็ลดลงจนแทบจะเหลือศูนย์

Daunt เชื่อว่าเมื่อพนักงานสามารถเลือกได้เองว่าจะจัดสรรสิ่งต่างๆ ภายในร้านอย่างไร พนักงานก็จะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น สนุกกับงานมากขึ้น และอธิบายหนังสือให้กับลูกค้าได้ดีขึ้น

อย่างที่สองที่ Daunt ทำก็คือ เขาเลิกรับเงินจากสำนักพิมพ์

ธรรมดาสำนักพิมพ์จะมีงบประมาณการตลาด เพื่อจ่ายให้ร้านหนังสือจัดวางหนังสือเล่มใหม่ให้อยู่ในจุดที่คนเห็นเยอะๆ

แต่การที่สำนักพิมพ์มีเงินเยอะหรืออยากผลักดันหนังสือเล่มหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็นหนังสือที่ดีเสมอไป

ดังนั้น แทนที่จะรับเงินจากสำนักพิมพ์เพื่อให้ร้านในเครือ B&N ทุกร้านวางโชว์หนังสือเล่มเดียวกันหมด Daunt เลยตัดส่วนนี้ทิ้ง เพื่อให้พนักงานแต่ละสาขาเลือกหนังสือที่ตัวเองคิดว่าน่าจะดีที่สุดขึ้นมาวางโชว์ในพื้นที่ที่คนจะเห็นมากที่สุด

อย่างที่สาม — ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อก่อนหน้านี้ — ก็คือ Daunt ยกเลิกการลดราคาแรงๆ เช่น ซื้อสองแถมหนึ่ง

เพราะ Daunt มองว่าการให้ของแถมย่อมเป็นการลดคุณค่าของหนังสือเล่มนั้น และเพราะว่าเขาปฏิเสธที่จะรับเงินจากสำนักพิมพ์ ร้าน Waterstones และ Barnes & Noble จึงแทบไม่ได้ใช้กลยุทธ์การลดราคาหนังสือเพื่อดึงลูกค้าเข้าร้านอีกเลย

มีนักข่าวถาม Daunt ว่า ไม่กลัวเหรอว่าลูกค้าจะมาพลิกดูหนังสือที่หน้าร้าน แล้วสุดท้ายก็ไปสั่งหนังสือบน Amazon

Daunt บอกว่าก็คงมีลูกค้าแบบนั้นอยู่บ้าง แต่สุดท้ายพวกเขาก็จะพบว่าหนังสือที่ซื้อออนไลน์มันไม่ได้ดีเท่าหนังสือที่ซื้อจากหน้าร้าน – ต่อให้มันจะเป็นหนังสือเล่มเดียวกันก็ตาม – เพราะความรู้สึกของการกดซื้อหนังสือออนไลน์มันเทียบไม่ได้กับความรู้สึกของการเดินเข้าร้านหนังสือ ซึมซับบรรยากาศ สนุกไปกับการพลิกหนังสือดูทีละเล่ม ก่อนจะเดินออกจากร้านพร้อมกับหนังสือ “ตัวเป็นๆ” ติดมือไปด้วย


ไม่ลดราคา ไม่รับเงินโปรโมชั่นจากสำนักพิมพ์ และปล่อยให้พนักงานสาขาตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะจัดวางหนังสือเล่มไหนอย่างไร

ฟังแล้วดูเสี่ยงมาก และดูไม่น่าจะนำมาใช้กับเมืองไทยได้

แต่ก็นั่นแหละครับ ต่อให้เป็นคนอังกฤษหรือคนอเมริกันที่มีกำลังซื้อมากกว่าเรา เขาก็ชอบของดีราคาถูกไม่ต่างจากคนชาติอื่น แม้กระทั่ง Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ยังบอกเลยว่าเขาจะโฟกัสแต่เรื่องที่จะไม่มีวันเปลี่ยน นั่นคือเขามั่นใจว่า ต่อให้เวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแน่ๆ คือ ลูกค้าจะยังคงชอบสินค้าราคาถูก และชอบการจัดส่งที่รวดเร็ว เขายังนึกไม่ออกเลยว่าจะมีลูกค้าคนไหนบ่นว่า Amazon ขายของถูกไปและจัดส่งเร็วเกินไป

สิ่งที่ James Daunt ทำจึงเป็นเหมือนการท้าทายแรงโน้มถ่วงและกฎทุนนิยม ที่ลูกค้าย่อมมองหาสินค้าที่คุ้มค่าที่สุด

แต่การ turnaround ของ Waterstones และ Barnes & Noble ก็เป็นเรื่องจริง และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราต้องฉุกคิด

ว่าเราเดินเข้าร้านหนังสือเพื่ออะไร

ตัวผมเองไม่ได้เดินเข้าร้านหนังสือเพราะอยากได้สินค้าราคาถูกที่สุด ผมเดินเข้าร้านหนังสือเพราะได้เห็นหนังสือใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้พลิกอ่านหนังสือ ได้เข้าไปดูเรตติ้งใน Goodreads และรู้สึกมีความสุข (และความทุกข์ไปพร้อมๆ กัน) เวลาหนังสือที่หยิบใส่มือมันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ลูกค้าที่สรรหาของถูกก็มี แต่ลูกค้าที่สรรหาประสบการณ์ที่มีแต่ร้านหนังสือจะมอบให้ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน

กลับมาที่ร้านเชนใหญ่ทั้งสามร้านในเมืองไทย ถ้าจะแข่งกันที่การลดราคายังไงก็ไม่น่าจะสู้แม่ค้าออนไลน์ได้ คำถามคือคุณจะแข่งด้วยวิธีไหน จะใช้วิธีขายสินค้าเสริมอื่นๆ – ซึ่งเข้าใจดีว่ามันอาจทำกำไรดีกว่า – แต่มันก็ทำให้ร้านน่าเดินน้อยลงเช่นกัน

แต่ถ้าเราตอบได้ว่า คนเดินเข้าร้านหนังสือเพราะอะไรกันแน่ บางทีเราอาจจะเจอสูตรบางอย่างที่เหมาะกับคนไทยก็ได้

ผมเองผูกพันกับร้านหนังสือมาแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยดวงกมลและดอกหญ้ายังรุ่งเรือง รวมถึงร้านเล็กๆ ตรงปากซอยพัฒนาการที่กำลังร่วงโรย ดังนั้นก็ย่อมอยากเอาใจช่วยให้ร้านหนังสือของไทยทั้งเล็กและใหญ่อยู่รอด เพราะมันคือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้วงการหนังสือ – ซึ่งรวมถึงนักเขียนอย่างผม – ยังอยู่ต่อไปได้

แม้จะรู้สึกว่าวงการหนังสือคือธุรกิจที่อยู่ใต้ลมมากๆ มองไปทางไหนก็มีแต่ปัจจัยลบ จนคนมองว่าเป็นธุรกิจขาลงมานานมากแล้ว

แต่ผมก็นึกถึงคำพูดของพี่ mentor ท่านหนึ่งในโครงการ IMET MAX ที่เคยกล่าวไว้ว่า “มันไม่มีหรอกนะ sunset business น่ะ มีแต่ sunset company”

James Daunt ได้พิสูจน์แล้วว่าธุรกิจหนังสือเป็นเล่มๆ (physical books) ไม่ใช่ sunset business และสามารถพลิกฟื้น sunset companies อย่าง Waterstones และ Barnes & Noble ได้

จึงขอส่งความคิดเห็นและกำลังใจให้กับทุกคนที่อยู่ในวงการนี้ ให้พบแนวทางที่เหมาะสม และทำให้คนไทยอยากเดินเข้าร้านหนังสืออีกครั้งครับ

เรื่องที่ไม่เคยมีใครเตือนเราเกี่ยวกับวัยเกษียณ

ผมได้อ่านข้อความหนึ่งของ The Old Grey Thinker ซึ่งเป็นบล็อกเกี่ยวกับชีวิตวัยเกษียณ

เป็นข้อความที่งดงาม จึงขอนำมาถอดความไว้ตรงนี้ และขอแสดงความเห็นของตัวเองในตอนท้ายนะครับ


มีความเสียใจรูปแบบหนึ่งที่แปลกประหลาดและไม่เคยมีใครเตือนเราเกี่ยวกับการเกษียณ

ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการสูญเสียกิจวัตรเดิมๆ ไม่ใช่ความเงียบงันที่มาแทนที่ความวุ่นวายตลอดหลายทศวรรษ และไม่ใช่แม้กระทั่งพื้นที่ว่างเปล่าที่คุณค่าและความหมายเคยดำรงอยู่

มันเป็นอะไรที่นุ่มเบากว่านั้น แปลกประหลาดกว่านั้น และเป็นส่วนตัวยิ่งกว่านั้น – มันคือความอาลัยอาวรณ์ถึงคนบางคนที่เราไม่เคยได้เป็น (the mourning of all the people you never got to become.)

เมื่อเราได้เข้าสู่วันเวลาที่จังหวะชีวิตเดินช้าลง ใจของเราก็เริ่มตระเวนดูห้องที่เราไม่เคยได้เปิดประตูเข้าไป

พักหลังๆ ผมมาเตร็ดเตร่อยู่ในห้องพวกนี้บ่อยขึ้น

ในห้องหนึ่ง มีนักเขียนนิยายที่ผมเคยมั่นใจว่าวันหนึ่งผมจะได้เป็น – คนที่ใช้เวลายามค่ำคืนในการเจียระไนถ้อยคำแทนที่จะมามัวนั่งตอบอีเมล

ส่วนอีกห้องหนึ่ง ก็มีช่างไม้มือระวิงที่กำลังสรรค์สร้างอะไรบางอย่างที่จะอยู่ได้ยืนยาวกว่าชีวิตของเขา

ตรงหัวมุมห้องที่กำลังขำขื่นๆ คือ “คนต่างถิ่น” (expat) ที่ผมเคยจินตนาการว่าจะได้เป็น นั่งจิบกาแฟใต้โคมไฟถนนในต่างเมือง คุ้นเคยและคล่องแคล่วกับชีวิตที่ผมไม่เคยได้สัมผัส

นี่ไม่ใช่ความเสียดาย (This isn’t regret.)

ความเสียดายมักจะเจือปนไปด้วยความขมขื่น การตัดสิน และความรู้สึกล้มเหลว

แต่ความรู้สึกนี้มันอ่อนโยนกว่า มันคือการยอมรับว่ามีตัวตนอีกเอนกอนันต์ที่เดินอยู่ข้างเรามาโดยตลอดอย่างเงียบงัน เหมือนเพื่อนร่วมทางที่ไม่เคยมีโอกาสได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ

มันไม่ใช่การตัดสินใจผิดหรือการพลาดโอกาส

มันเป็นเพียงชีวิตที่ไม่ได้รับชัยชนะในการทอยเหรียญ

จะว่าไปก็ตลกดี – ตอนที่เรายังหนุ่มยังสาว เราเคยเชื่อว่าทุกการตัดสินใจเป็นไปเพื่อการสร้างอะไรบางอย่าง

หน้าที่การงาน ครอบครัว ชื่อเสียง อนาคต…โดยเราลืมไปว่าทุกทางที่เราเลือกก็กำลังลบอะไรบางอย่างออกไปอย่างเงียบๆ

ทุกการตอบตกลงคือหนึ่งบรรทัดในนิยายชีวิตของเรา แต่มันก็ปิดประตูสำหรับพล็อตเรื่องอื่นๆ เช่นกัน

ตอนนั้นเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรากำลังสูญเสียอะไรไป เพราะมัวแต่ชุลมุนกับการพยายามรักษาตัวตนที่โลกคาดหวังให้เราเป็น

แต่วัยเกษียณช่วยลดเสียงต่างๆ ให้เบาลง

และทันใดนั้นเอง ก็มีที่ว่างเกิดขึ้น

และในที่ว่างตรงนั้น ตัวตนอื่นๆ ของเราก็เริ่มไหลกลับเข้ามาหา

มันไม่ได้มาในรูปแบบของการกล่าวโทษ แต่มันมาในรูปแบบของเหล่าดวงวิญญาณแห่งความเป็นไปได้

มันนั่งอยู่กับเราตอนที่เรากำลังจิบชายามเช้า มันท่องไปในโลกแห่งความคิดในขณะที่เราควรสนใจเรื่องอื่นอยู่

มันไม่มีคำร้องขอใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งความขุ่นเคือง

มันอยู่ตรงนั้นเพียงเพื่อคอยย้ำเตือนว่า ชีวิตไม่ใช่เส้นทางสายเดียว แต่เป็นการจำกัดเส้นทางให้ค่อยๆ แคบลง

และนั่นอาจเป็นความเสียใจที่แท้จริง ความเสียใจอันไม่ได้เกิดจากทางที่เราเลือกเดิน แต่เป็นความเสียใจเพราะรู้ซึ้งแล้วว่าเราไม่อาจเลือกเดินทุกเส้นทางได้จริงๆ

เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ เราจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็ต้องอาลัยอาวรณ์กับอีกนับร้อยนับพันอย่างที่เราไม่สามารถเป็นได้

แม้กระทั่งชีวิตที่ออกมาดี – โดยเฉพาะชีวิตที่ออกมาดี – ย่อมทอดเงาของอีกหลายชีวิตที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ไม่นานมานี้ผมลองทำอะไรบางอย่างที่ต่างออกไป

แทนที่จะเศร้าโศกกับตัวตนที่ไม่เคยได้เป็น ผมนั่งอยู่กับมันอย่างใกล้ชิด

ผมปล่อยให้นักเขียนนิยายกระซิบข้างหูถึงถ้อยคำที่ผมอาจเขียนขึ้นมา

ผมปล่อยให้ช่างไม้เตือนผมว่ามือทั้งสองยังจำได้ว่าจะสร้างสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร

ผมปล่อยให้คนต่างถิ่นดึงเสื้อของผมเพื่อบอกเล่าเก้าสิบอย่างตื่นเต้นถึงสถานที่ที่ผมยังไม่เคยได้ไปเยือน

บางทีประเด็นมันอาจใช่ว่าพวกเขาเหล่านั้นหายไป

บางทีประเด็นอาจเป็นว่าพวกเขาเฝ้าคอยมานานแสนนาน เพื่อรอวันที่ผมจะมีเวลาฟังพวกเขาบ้าง

เพราะว่าในที่สุด วันนี้คือวันที่ผมมีเวลาแล้วจริงๆ


ในวัยหนุ่มสาว คำที่เรามักบอกกับตัวเองโดยไม่รู้ตัวก็คือ “รอให้มีเวลามากกว่านี้ก่อน”

แต่เราไม่เคยมีเวลามากขึ้นเลย เอาที่จริงแล้วมันมีแต่จะน้อยลงด้วยซ้ำ

ยิ่งเราเติบโตในหน้าที่การงาน ยิ่งสร้างครอบครัว ยิ่งมีคนให้ต้องดูแล แม้กระทั่งเวลาที่จะมีให้ตัวเองยังหาได้ยากเย็น

ความฝันหรือความปรารถนาหลายต่อหลายอย่างจึงถูกวางกองไว้ตรงหัวมุมห้อง

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในวัยสี่สิบกว่าๆ และลูกโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว คือเราควรเอาหยิบความฝันและบางความปรารถนามาปัดฝุ่นใหม่

ลองลงมือทำในสิ่งที่เราอยากทำมานาน เท่ากำลังและเวลาที่เรามี มันอาจไม่ได้ออกมาสวยหรูเหมือนสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้ทำให้มันเกิดขึ้นจริง เพราะเราปฏิเสธที่จะบอกและหลอกตัวเองแล้วว่า “รอให้มีเวลามากกว่านี้ก่อน”

สิ่งที่ผ่านไปแล้วเรากลับไปแก้อะไรไม่ได้ ส่วนอนาคตก็ไม่ใช่สิ่งที่การันตีว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งที่มีอยู่จริงเพียงอย่างเดียวคือวันนี้และตอนนี้เท่านั้น

ขอให้เราจัดสรรเวลาให้กับตัวตนบางอย่างที่รอคอยเรามานานเกินพอครับ