ซื้อบ้านปีนี้ใช้ทองกี่บาท

สัปดาห์ที่แล้วมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ผมเลยพาลูกๆ ไปเล่นที่ Harborland สาขาเมกาบางนา แล้วบังเอิญเจอ “ออม” เพื่อนสมัยมัธยมปลายที่พาลูกมาเที่ยวเหมือนกัน เราเลยได้นั่งคุยสารทุกข์สุกดิบหลังจากไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปี

ออมกับภรรยาอยู่ที่ชลบุรี ทำธุรกิจส่วนตัวด้านรถบัส แต่ช่วงนี้เหนื่อยเพราะจีนเข้ามาบุกตลาด ออมบอกว่าแถวบ้านมีเด็กที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยดีๆ แต่ยังหางานไม่ได้

“สมัยเราเรียนจบกันใหม่ๆ ต่อให้เรียนแย่ยังไงก็ยังมีงานทำ แถมเงินเดือนจะน้อยยังไงก็ยังซื้อทองได้ 2 บาท 3 บาทแน่ๆ”

เป็นมุมมองที่น่าสนใจมากๆ ผมลองกลับมาหาข้อมูลดูว่าเมื่อปี 2545 (ปีที่พวกผมเรียนจบปริญญาตรี) ทองราคาบาทละ 5,000 บาทเท่านั้น และเงินเดือนเด็กจบใหม่สมัยนั้นก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 10,000 บาท ดังนั้นจึงซื้อทอง 2 บาทได้สบาย

แต่เด็กจบใหม่สมัยนี้เงินเดือน 18,000 บาท ซื้อทองได้สลึงเดียว


ถ้าไม่นับหนังสือ The Psychology of Money ของ Morgan Housel ที่ผมนับเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021 แล้ว หนังสือด้านการเงินที่ผมชอบมากที่สุดคือ The Price of Money ของ Rob Dix

มีกราฟหนึ่งที่ผมเห็นแล้วอึ้งมาก คือกราฟเปรียบเทียบราคาบ้านเมื่อคิดเป็นเงินสด กับเมื่อคิดเป็นทองคำ

ตัวอย่างนั้นเป็นราคาบ้านในอังกฤษ ถ้าปี 1970 เราตั้ง index อยู่ที่ 100 ในปี 2020 index ของราคาบ้านคือ 5,000 หมายความว่าราคาบ้านนั้นแพงขึ้น 50 เท่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาถ้าวัดเป็นหน่วยปอนด์สเตอร์ลิง (£)

แต่ถ้าวัดด้วยน้ำหนักของทอง เริ่มที่ 1970 index คือ 100 พอปี 2020 ก็ยังเป็น index 100 เหมือนเดิม

หมายความว่าหากเมื่อ 50 ปีที่แล้วคุณปู่มีทองแท่งมูลค่ามากพอที่จะซื้อบ้านในอังกฤษสักหลัง แล้วเก็บมันไว้ในตู้เซฟ จนกระทั่งหลานมาเปิดเซฟในวันนี้เพื่อนำทองออกไปขาย ก็จะสามารถซื้อบ้านเกรดเดียวกันได้เลย

คราวนี้มาดูเมืองไทยกันบ้างดีกว่า

พ.ศ. (ค.ศ.) / ราคากลางบ้าน 50 ตร.ว. (บาท) / ราคาทองคำ (ต่อ 1 บาททอง) / จำนวนทองคำที่ต้องใช้
2519 (1976) / 250,000 / 1,400 / 178 บาท
2529 (1986) / 550,000 / 4,200 / 131 บาท
2539 (1996) / 1,500,000 / 4,792 / 313 บาท
2549 (2006) / 2,400,000 / 12,900 / 186 บาท
2554 (2011) / 3,150,000 / 27,100 / 116 บาท
2559 (2016) / 4,000,000 / 22,800 / 175 บาท
2563 (2020) / 4,850,000 / 30,400 / 159 บาท
2569 (2026) / 7,500,000 / 69,000 / 108 บาท

ตัวเลขคงไม่ได้เป๊ะมาก ขึ้นอยู่กับแหล่งอ้างอิง แต่ก็น่าจะพอเห็นเทรนด์ว่าถ้าวัดด้วยทองคำแล้ว บ้านสมัยนี้ “ถูกลง” ด้วยซ้ำถ้าวัดด้วยทอง แต่เป็น “เงินบาท” ต่างหากที่ด้อยค่าลงทุกปี

จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะเงินบาทเท่านั้นที่ด้อยค่าลง เพราะมันเป็นอย่างนี้กันทั้งโลก

ผมนึกถึงหนึ่งในการสัมภาษณ์ที่น่าอึดอัดที่สุด (แต่ก็มีประโยชน์) ของ Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad, Poor Dad) หาฟังได้ใน YouTube: How money makes you poor with Robert Kiyosaki

ในนาทีที่ 11:45 คิโยซากิถามพิธีกรถึงสองรอบว่า

“Why would you save money when they are printing money?”

ทำไมถึงเก็บออมในเมื่อพวกเขา(รัฐบาล)กำลังพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆ?

ประเด็นคงไม่ใช่จะไม่ให้เราเก็บออม แต่แค่ให้เราระลึกไว้เสมอว่าเมื่อเงินมันล้นตลาด มูลค่าของเงินก็จะลดลงเรื่อยๆ ตามหลัก Demand-Supply

ดังนั้นเมื่อเก็บออมเงินสดได้ประมาณหนึ่งแล้ว เราก็ควรเอาเงินไปลงทุนกับสิ่งที่จะยังรักษาคุณค่าอยู่ได้แม้เวลาจะล่วงเลย

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน สิ่งที่เขียนมาน่าจะมีข้อผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปบ้าง หากท่านใดอ่านบทความนี้แล้วเห็นต่าง ก็ขอเชิญแสดงความเห็นได้เลยนะครับ ผมและผู้อ่านท่านอื่นจะได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ

บทเรียนที่ Jack Welch ได้รับจากเหตุการณ์เฉียดตาย

Jack Welch เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่โด่งดังที่สุดในยุค 90’s และ Y2K

เวลช์คืออดีต CEO ของ GE (จีอี) หรือ General Electric ซึ่งเคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ในปี 1995 เวลช์มีอาการหัวใจวาย จนต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินและรอดชีวิตมาได้

เคยมีเพื่อนถามเวลช์ว่า ก่อนเข้าห้องผ่าตัด เวลช์ตระหนักอะไรได้บ้างจากเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น

เวลช์ตอบว่าความคิดที่แล่นมาในหัวของเขาในตอนนั้นก็คือ

“Damn in, I didn’t spend enough money.”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่า ณ วินาทีแห่งความเป็นความตาย CEO บริษัทที่ใหญ่โตที่สุดในโลกกลับคิดเสียดายว่าที่ผ่านมาตัวเองใช้จ่ายเงินน้อยไปหน่อย

เวลช์อธิบายเพิ่มเติม:

“เราทุกคนล้วนเป็นผลผลิตจากพื้นเพของเรา ตอนเด็กๆ ผมยากจนมาก โตขึ้นผมเลยกลายเป็นคนที่ค่อนข้างขี้เหนียว ถ้าจะซื้อไวน์ผมก็จะซื้อไวน์ราคาถูกตลอด เวลาสั่งไวน์ที่ร้านอาหารผมจะดูราคาก่อนเสมอ ตอนที่ผมรู้ตัวว่าความตายรออยู่ตรงหน้า ผมตั้งปณิธานเอาไว้เลยว่าจากนี้ไปผมจะไม่ยอมซื้อไวน์ราคาถูกกว่า $100 อีกเด็ดขาด นั่นคือบทเรียนสำคัญที่ผมได้จากประสบการณ์ครั้งนั้น”

ความประหยัดมัธยัสถ์เป็นเรื่องดี เพราะมันจะทำให้เราสามารถเก็บหอมรอมริบและมีความมั่นคงในอนาคต

แต่ดีเกินดีคือไม่ดี หากเราเอาแต่เก็บเงินโดยไม่ใช้มันเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองและคนที่เรารักบ้างเลย เงินที่เรามีก็ย่อมสูญเสียความหมายและคุณค่าอย่างที่มันควรจะเป็น

สิ่งที่ผมเชื่อก็คือนิสัยเรื่องการใช้จ่ายเงินนั้นถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เรายังเด็ก แม้เวลาจะผ่านพ้นไป บริบทจะเปลี่ยนไป และฐานะทางการเงินเราจะดีขึ้นมาก แต่เราอาจจะยังติดนิสัยเดิมๆ ที่ยังประหยัดเกินความจำเป็นอยู่ก็ได้

ความสนุกและท้าทายคือเราจะบริหารความสัมพันธ์ที่เรามีกับเงินอย่างไร เพื่อให้มันสร้างความมั่นคงกับเราในอนาคตโดยไม่ปล้นความสุขในปัจจุบันไปจนเกินควรครับ


ขอบคุณคำตอบของ Jack Welch จาก The New Yorker: Was Jack Welch the Greatest C.E.O. of His Day — or the Worst?

นิยามของความมัธยัสถ์

วิวัฒนาการคือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในโลก มันสามารถเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวให้กลายมาเป็นมนุษย์ยุคนี้ได้

แต่วิวัฒนาการไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันไม่มีคู่มือใดๆ ทั้งสิ้น บางทีมันไม่ค่อยเก่งเรื่องการคัดสรรคุณสมบัติที่เหมาะสมด้วยซ้ำ

พลังเพียงอย่างเดียวของมันคือมันทำการทดลองเป็นล้านล้านครั้ง และอันไหนไม่เวิร์คก็ฆ่าทิ้งเสีย ส่วนผู้ที่เหลือรอดก็จะได้อยู่ต่อไป

มีทฤษฎีหนึ่งที่ชื่อว่า Fisher’s Fundamental Theorem of Natual Selection ที่บอกว่าความหลากหลายคือความแข็งแกร่ง เพราะยิ่งประชากรมีความหลากหลายมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีคุณสมบัติให้คัดสรรมากเท่านั้น

ซึ่งก็อุปมาอุปไมยเหมือนกับการใช้เงิน

หลายคนไม่รู้ว่าการใช้เงินแบบไหนจะทำให้เรามีความสุข เราควรซื้ออะไรดี? ควรเดินทางไปไหนดี? ควรเก็บเงินเท่าไหร่ดี?

ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพราะเราแต่ละคนนั้นแตกต่าง คนส่วนใหญ่จึงมักเชื่อตามเสียงของสังคมที่บอกว่าของที่ราคาสูงที่สุดจะทำให้เรามีความสุขได้มากที่สุด

แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราต้องลองใช้เงินในหลากหลายรูปแบบเพื่อจะได้รู้ว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรา บางคนชอบเดินทาง ส่วนบางคนนั้นติดบ้าน บางคนชอบกินร้านอาหารหรู แต่บางคนชอบฟาสต์ฟู้ดมากกว่า หลายคนมองว่าการนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสเป็นเรื่องหลอกกินเงิน แต่สำหรับบางคนก็มองว่ามันคุ้มค่า

ยิ่งเราได้ลองใช้เงินในรูปแบบต่างกันมาเท่าไหร่ เรายิ่งมีโอกาสจะเจอของที่ใช่มากขึ้นเท่านั้น และการลองก็ไม่ต้องลงทุนอะไรเยอะ แค่ลองชิมอาหารจานใหม่ ลองใช้บริการใหม่ๆ ลองซื้อรองเท้าสวยๆ ฯลฯ

เหมือนที่ Ramit Sethi เคยนิยามไว้

“โดยเนื้อแท้แล้ว ‘ความมัธยัสถ์’ คือการหาให้เจอว่าเรารักสิ่งใดมากพอที่จะยอมใช้เงินอย่างอู้ฟู่ และพร้อมที่จะลดค่าใช้จ่ายกับทุกอย่างที่เหลือ”

“Frugality, quite simply, is about choosing the things you love enough to spend extravagantly on — and then cutting costs mercilessly on the things you don’t love.”

ไม่มีคู่มือที่จะบอกว่าอะไรจะทำให้เรามีความสุข เราแค่ต้องลองสิ่งละอันพันละอย่างเพื่อหาให้เจอว่าอะไรที่เหมาะกับเรา


ผมแปลข้อความข้างต้นมาจากส่วนหนึ่งของบทความ The Art and Science of Spending Money ของ Morgan Housel

ผมชอบคำพูดของ Ramit Sethi เป็นพิเศษ ตรงที่เขานิยามความประหยัดว่าไม่ใช่ความตระหนี่ถี่เหนียวและอยากจ่ายให้น้อยที่สุดในทุกเรื่อง แต่คือการเลือกให้ดีว่าจะตัดเรื่องอะไร และจะยอมอู้ฟู่กับเรื่องอะไร

ผมเป็นคนประหยัดกับข้าวของส่วนตัว ไม่เคยอินกับแคมเปญ 11.11 พร้อมจะใช้ของไม่มียี่ห้อถ้ามันตอบโจทย์ได้ 70%

ผมเคยบ่นกับน้องในทีมว่าหูฟังสายไฟมันเริ่มลอกแล้ว กลัวไฟช็อต น้องก็แนะนำหูฟังยี่ห้อหนึ่งราคาสามพันกว่าบาท ผมบอกว่าไม่กล้าซื้อ ปกติผมซื้อแต่หูฟังในเซเว่นอันละร้อยกว่าบาทเท่านั้น

แต่ถ้าผมกับแฟนไปดูคอนเสิร์ต ผมพร้อมควักเงินซื้อตั๋วที่นั่งใกล้เวทีราคาหลายพันได้แบบไม่เสียดาย เพราะคิดว่าไปคอนเสิร์ตทั้งทีแล้วก็อยากเห็นหน้าศิลปินคนโปรดชัดๆ

ความยากอย่างหนึ่งเรื่องการใช้เงินคือเราจะบาลานซ์อย่างไรระหว่างการจับจ่ายใช้สอยเพื่อความสุขในวันนี้ และการเก็บออมและลงทุนเพื่อความมั่นคงในวันหน้า

เพราะแม้ว่าความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเราจะอยู่ถึงวันนั้นรึเปล่า หรือเมื่อถึงวันนั้นแล้วเราจะยังแข็งแรงพอที่จะทำบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ ดังนั้นถ้าเราไม่ใช้เงินเพื่อปัจจุบันบ้างเลยผมว่ามันก็เป็นการฝากความหวังไว้กับอนาคตมากไปหน่อย

ทดลองให้รู้ว่าเงินซื้อความสุขให้เราในเรื่องไหนได้บ้าง อู้ฟู่ไปกับมัน แล้วค่อยประหยัดกับเรื่องที่ไม่ได้สำคัญกับเราครับ

คนรวยที่สุด 1% มีวิธีคิดอย่างไร

ฉันอายุ 17 ปี ส่วนพ่อแม่ของฉันก็มีรายได้และ net worth ที่ทำให้เราเป็นคนรวยที่สุด 1% ในอเมริกา

แม่เป็นคนหารายได้เข้าครอบครัวมากที่สุด เธอเป็นผู้บริหารบริษัทติดอันดับ Fortune 500 แม้ว่าเธอจะได้รายได้เป็นหุ้นมากกว่าเงินเดือนก็ตาม ครอบครัวของเรามีทั้งพินัยกรรมและกองทุนทรัสต์สำหรับฉันและน้องชาย

คนมักจะนึกว่าคนร่ำรวยนั้นชอบโชว์หรู นี่ไม่ใช่เรื่องจริงเลย พวก “เศรษฐีใหม่” (nouveau riche) อาจจะเป็นแบบนั้น แต่พวกเขาจะรวยอยู่ได้ไม่นานนักหรอกเพราะว่าพวกเขามักจะมีหนี้สิน ส่วนคนที่อยู่ในระดับ Top 1% และมีความตั้งใจที่จะรักษาและขยายความมั่งคั่งนั้นจะใช้ชีวิตอย่างพอประมาณและใช้น้อยกว่าที่หามาได้เสมอ

ครอบครัวของฉันสามารถซื้อบ้านที่แพงกว่านี้ได้อีกหลายเท่า แต่เรากลับอาศัยอยู่ในบ้านที่มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ บ้านหลังนี้ราคาต่ำกว่าเงินเดือนของพ่อแม่ในแต่ละปีเสียอีก

ถ้าเราจะซื้อรถหรูๆ สัก 3-4 คันเราก็ทำได้ แต่ครอบครัวใช้รถโตโยต้าปี 2011 และรถฮอนด้าปี 2006 [ข้อความนี้เขียนเมื่อปี 2017] ประเด็นก็คือแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้ของราคาแพงที่สุด แต่เราไม่มีหนี้สินเลย เราไม่ต้องผ่อนรถ ไม่ต้องผ่อนบ้าน สำหรับคนทั่วไปแล้วเราเหมือนชนชั้นกลางระดับบน (upper middle class) เท่านั้นเอง

การได้เป็น Top 1% ทำให้ฉันเบาใจอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเทอมรึเปล่า ไม่ว่าฉันจะเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนที่ไหนพ่อแม่ก็จ่ายไหว ถ้าพ่อแม่ตกงานเราก็ไม่ลำบากเพราะเรามีรายได้จากการลงทุนมากพอ ถ้าเศรษฐกิจแย่เราก็ไม่เป็นไรเพราะพ่อแม่มีเงินเดือนที่สูงพอสมควร แต่ถ้าพ่อแม่ตกงานแถมเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ด้วย เราก็ต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเรามีเงินเก็บก้อนใหญ่พอที่จะไม่เดือดร้อนอะไรนัก

ฉันพยายามไม่ให้เพื่อนรู้ถึงฐานะทางบ้านของฉัน ถ้าเพื่อนๆ รู้พวกเขาน่าจะปฏิบัติกับฉันต่างจากเดิมพอสมควร พวกเขาน่าจะคิดแค่ว่าครอบครัวฉันฐานะดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ถ้าเขาได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีทรัพย์สมบัติเท่าไหร่เขาคงจะคาดหวังให้ฉันใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม มีรถของตัวเอง และไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดของฉันก็ยังไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของครอบครัวเรา และฉันก็ไม่อยากให้รู้ด้วย

ครอบครัวเรามีคอนเน็คชั่นระดับนึง แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเทียบกับบางครอบครัว ฉันรู้จักคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่ได้ไปตีกอล์ฟกับนักอเมริกันฟุตบอล NFL เพราะครอบครัวของเขามีคอนเน็คชั่นที่ดีกว่าเรามาก

ดูเหมือนว่าคนที่อยู่นอก 1% นั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับคอนเน็คชั่นเท่าไหร่ การได้รู้จักคนสำคัญนั้นอาจมีประโยชน์ แต่การได้รู้จักใครบางคนที่รู้จักคนสำคัญนั้นดูเหมือนไม่ใช่เรื่องที่คนนอก 1% จะใส่ใจ ซึ่งเรื่องนี้ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก

เรามีคอนเน็คชั่นที่ดีกับนักการเมืองท้องถิ่น หากพ่อแม่อยากทำอะไรให้เกิดเขาก็มีโอกาส 50/50 ที่จะทำสำเร็จ พ่อแม่จะใช้คอนเน็คชั่นเพื่อทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง การเคลื่อนไหวของพ่อแม่ช่วยให้สวนสาธารณะแถวบ้านของเราสะอาดสะอ้านและทำให้เจ้าหน้าที่เคร่งครัดในเรื่องการปล่อยของเสียลงท่อระบายน้ำ

ฉันได้รู้ซึ้งถึงคอนเน็คชั่นของพ่อแม่ตอนที่ฉันทำโปรเจ็คของโรงเรียนเกี่ยวกับการบริหารงบที่ผิดพลาดของเทศบาล พ่อแม่ช่วยให้ฉัน “อ่านระหว่างบรรทัด” จนเจอข้อน่าสงสัยเต็มไปหมด

คนส่วนใหญ่ใน Top 1% (ยกเว้นแต่ตัวท็อปจริงๆ) ไม่ได้มีอิทธิพลเพราะเงิน แต่มีอิทธิพลเพราะคอนเน็คชั่น โดยปกติคนเราจะผูกมิตรกับคนที่อยู่ระดับเดียวกันอยู่แล้ว ถ้าคุณคบแต่เศรษฐี คุณก็ย่อมมีเพื่อนเป็นนักการเมือง เจ้าของธุรกิจใหญ่ รวมถึงบรรดามืออาชีพที่ยินดีจะเฟเวอร์เพื่อนของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับเด็กหัวดีในห้องที่ยอมให้เพื่อนสนิทลอกการบ้าน แต่จะไม่พอใจหากมีคนอื่นพยายามจะลอกบ้าง

ฉันคิดว่าข้อได้เปรียบที่สุดของกลุ่ม 1% ที่มีต่อกลุ่ม 99% ก็คือ แม้ว่าฉันและครอบครัวจะเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราก็จะยังเอาตัวรอดได้อยู่ ซึ่งความมั่นใจนี้แหละที่ทำให้เรากล้าทำสิ่งที่ต้องแบกรับความเสี่ยง ซึ่งนั่นย่อมนำไปสู่โอกาสนำรายได้และทรัพย์สินมาให้เรามากกว่าเดิม


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Anonymous answer to What’s it like to be rich as in 1% rich?

ความแตกต่างระหว่างคนรวยจริงกับคนรวยปลอม

Ken Honda เป็นนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่ออกหนังสือมาแล้วกว่า 50 เล่ม

ฮอนดะเคยทำการสำรวจเศรษฐี (millionaire) ชาวญี่ปุ่นจำนวน 12,000 คนและพบว่า ไม่ว่าเศรษฐีเหล่านี้จะมีเงินเท่าไหร่ พวกเขาก็ยังต้องการมากขึ้นอยู่ดี

ฮอนดะเคยสัมภาษณ์คนที่มีเงิน 1 ล้านเหรียญในธนาคารว่า “คุณรู้สึกว่าคุณร่ำรวยอย่างแท้จริงรึยัง” เขาตอบว่ายัง เพราะเขายังมีเงินไม่ถึง 10 ล้านเหรียญ

แต่พอฮอนดะไปถามคนที่มีเงิน 10 ล้านเหรียญ เขาก็ตอบว่ายังไม่รวยเช่นกัน เพราะอยากมีเครื่องบินส่วนตัว

แล้วพอฮอนดะไปถามคนที่มีเครื่องบินส่วนตัว เขาก็ตอบว่ายังไม่รวย เพราะเครื่องบินของเขานั่งได้แค่ 6 คน

ดังนั้นจำนวนเงินในกระเป๋า (หรือในธนาคาร) จึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความรู้สึกว่าเรารวยแล้ว

ฮอนดะพบว่า ความแตกต่างระหว่างเศรษฐีที่ยังไม่รวยกับเศรษฐีที่รู้สึกว่ารวยแล้วนั้นมีอยู่อย่างเดียว นั่นคือโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไป – a shift in worldview

คนที่รู้สึกว่าตัวเองรวยแล้วมองว่าเงินเป็นเหมือนอากาศที่มีอยู่ทุกที่ และเงินเหล่านี้ก็จะไหลผ่านเขาเมื่อถึงเวลาจำเป็น พวกเขาไม่มีเป้าหมายทางการเงิน ไม่มีเป้าหมายที่จะซื้อเครื่องบินส่วนตัว พวกเขาแค่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาเขาก็จะมีเงินที่จำเป็นต้องใช้เอง และเมื่อเขาเชื่อแบบนี้ เขาจึงสามารถตอบว่า “รวยแล้ว!” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

เป็นมุมมองที่น่าสนใจ เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง

เผื่อวันหนึ่งเราจะมองเงินเป็นเหมือนอากาศได้อย่างเขาบ้างครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Buddha and The Badass by Vishen Lakhiani