ว่าด้วยเรื่องเงินเดือนนายกรัฐมนตรี

บทความนี้มีจุดตั้งต้นจากการที่ผมอ่านเจอคำถามนี้ใน Quora:

What are the most underpaid jobs?

อาชีพอะไรที่ได้เงินเดือนน้อยเกินไป?

Asim Qureshi ซึ่งเคยเป็น VP ของ Morgan Stanley และ Credit Suisse มาตอบคำถามนี้ว่า อาชีพที่เงินเดือนน้อยเกินไปคือครูกับ Heads of Government (นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี หรือตำแหน่งใดก็ตามที่บริหารประเทศนั้น)

สำหรับอาชีพครูนั้น คนส่วนใหญ่คงเห็นด้วยว่าควรได้เงินเดือนมากกว่านี้

แต่สำหรับนายกนั้นเขารู้ดีว่าคงมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง (controversial)

Asim เล่าว่าตอนที่เขาอายุยี่สิบปลายๆ และลาออกจาก Credit Suisse เงินเดือนของเขามากกว่า Tony Blair นายกของอังกฤษหลายเท่า

เขามองว่าเมื่อผู้บริหารประเทศได้ผลตอบแทนน้อยเกินไป ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการคอรัปชั่น และย่อมหมายความว่าเราอาจไม่ได้คนที่เหมาะสมที่สุดมาบริหารบ้านเมือง

เราปรารถนาดีต่อคนในครอบครัวของเรายังไง เราก็ควรปรารถนาดีต่อคนในชาติเราอย่างนั้นไม่ใช่หรือ?

ไม่มีนายก (หรือประธานาธิบดี) คนไหนในโลกที่ได้เงินเกินปีละ $600,000 เหรียญ ยกเว้นประเทศเดียวคือสิงคโปร์ซึ่งได้เงินปีละ 2.2 ล้านเหรียญ ในขณะที่เงินเดือนของ CEO ในบริษัทที่รายได้สูงสุด 500 บริษัทในอเมริกานั้นมีรายได้เฉลี่ยปีละ 11 ล้านเหรียญ

Asim บอกว่า ลีกวนยูซึ่งเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์และอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นคนที่ตั้งกฎให้ข้าราชการได้รับเงินเดือนสูงๆ เพื่อจะได้โฟกัสที่การทำงาน ทำงาน ทำงาน มากกว่าที่จะเข้ามาหากิน


คำตอบของ Asim บน Quora จบเท่านี้ แต่ผมสงสัยก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม แค่กูเกิล prime minister salaries by country ก็เจอหน้า Wikipedia ที่บอกว่านายกแต่ละประเทศได้เงินเดือนเท่าไหร่บ้าง จากนั้นก็หาข้อมูลอื่นๆ มาเสริม

ถ้าใครอยากดูข้อมูลประกอบบทความนี้ไปด้วย ลองเข้า Google Sheets อันนี้แล้ว Make a copy หรือดาวน์โหลดมาเล่นได้ครับ

https://bit.ly/ampmsalaries

Wikipedia มีรายชื่อเกือบ 200 ประเทศ แต่ที่มีข้อมูลเงินเดือนนายกนั้นมีเพียง 144 ประเทศ

5 อันดับแรกได้แก่

  1. สิงคโปร์ ปีละ 1.6 ล้านเหรียญ (ต่างจากที่ Asim บอกว่าได้ 2.2 ล้าน) หรือตกเดือนละ 4.3 ล้านบาท (ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของ 1 USD = 32 บาทเพราะข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนในตารางของ Wikipedia บอกว่ามาจากปี 2019)
  2. ฮ่องกง เดือนละ 1.5 ล้านบาท
  3. สวิตเซอร์แลนด์ 1.3 ล้านบาท
  4. สหรัฐอเมริกา 1.1 ล้านบาท
  5. เยอรมันนี 990,000 บาท

อันดับ 6-10 ได้แก่ออสเตรีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ลักเซมเบิร์ก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ได้เงินเดือนระหว่าง 700,000-980,000 บาท

ส่วนนายกของไทยนั้นจำง่ายมาก ได้อันดับที่ 100 พอดี รับอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสอดคล้องกับบทความที่ iTax เคยเขียนเอาไว้

อันดับข้างเคียง (95-105) ได้แก่บัลแกเรีย เวเนซูเอล่า ปาเลสไตน์ บุรุนดี เบลีซ แทนซาเนีย แซมเบีย ตองก้า และโบลิเวีย

เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน นายกไทยได้เงินเดือนน้อยกว่าฟิลิปปินส์ (สองแสนห้า) มาเลเซีย (แสนหก) และอินโดนีเซีย (แสนสี่) แต่ได้มากกว่าพม่า (แปดหมื่นเจ็ด) และกัมพูชา (แปดหมื่น) ที่ประหลาดและเชื่อได้ยากหน่อยคือเวียดนามที่ Wikipedia ระบุว่านายกได้เงินเดือนแค่สองหมื่นกว่าบาทเท่านั้น

แน่นอนว่าถ้าดูเงินเดือนอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ ควรจะดูเรื่องอย่างค่าครองชีพ (Cost of Living Index) จำนวนประชากร และ GDP ของประเทศนั้นๆ ด้วย

อย่างที่กล่าวไป ถ้าดูเงินเดือนอย่างเดียว ไทยได้อันดับที่ 100 จาก 144 ประเทศ (ที่มีข้อมูลเงินเดือนนายก) หรืออยู่ที่ 30th percentile (Percentile ยิ่งต่ำแสดงว่ายิ่งอยู่รั้งท้าย)

ถ้าดูเงินเดือนโดยคิดเรื่องค่าครองชีพของประเทศนั้นๆ ด้วย ไทยจะได้อันดับที่ 78 จาก 100 ประเทศ (เพราะ Cost of Living Index ไม่ได้มีครบทุกประเทศ) หรือประมาณ 22nd percentile

ประเทศไทยมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 20 จาก 190 ประเทศ (89th percentile)

ถ้าเอาเงินเดือนนายกหารด้วยจำนวนประชากร ไทยจะได้อันดับที่ 109 จาก 125 ประเทศ (13th percentile) (ผมตัดประเทศที่ประชากรน้อยกว่าสามแสนคนออกไปก่อน ไม่งั้นอันดับต้นๆ จะมีแต่ประเทศเล็กๆ ที่เราไม่รู้จัก)

โดยนายกไทยจะได้เงินเดือน 1.7 บาทสำหรับการดูแลประชาชน 1000 คน ใกล้เคียงกับพม่า (1.6 บาท) และฟิลิปปินส์ (2.2 บาท) แต่แพ้มาเลเซียกับอินโดนีเซียที่ได้เงินเดือนประมาณ 5 บาทต่อการดูแลประชากร 1000 คน

ประเทศไทยมี GDP มากเป็นอันดับที่ 26 จาก 189 ประเทศ (86th percentile)

ถ้าเอาเงินเดือนหารด้วย GDP ไทยจะได้อันดับที่ 105 จาก 126 ประเทศ (17th percentile)

สำหรับทุกๆ $1 million ของ GDP นายกไทยได้เงินเดือนเกือบสลึง (24 สตางค์) น้อยกว่าพม่า (1.34 บาท) ฟิลิปปินส์ (65 สตางค์) กับมาเลเซีย (44 สตางค์) แต่มากกว่าอินโดนีเซีย (12 สตางค์)

คำถามว่าถ้านายกได้เงินเดือนเยอะแล้วคอรัปชั่นจะน้อยลงหรือเปล่า (ไม่ว่าจะเป็น causation หรือ correlation ก็ตาม) ผมคิดว่าข้อมูลอาจยังไม่ได้บ่งชี้ขนาดนั้น

ใน 180 ประเทศ ไทยเป็นอันดับที่ 114 เรื่องการต่อต้านคอรัปชั่น (37th percentile)

5 ประเทศที่คอรัปชั่นน้อยที่สุดคือเดนมาร์ค ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และสิงคโปร์ ซึ่งนายกได้เงินเดือนอันดับที่ 26, 43, 12, 38 และ 1 ตามลำดับ (คิดเรื่องค่าครองชีพแล้ว)

ถ้าดูประเทศที่นายกได้เงินเดือนเยอะที่สุด 5 ประเทศโดยคิดเรื่องค่าครองชีพแล้ว ก็จะเห็นว่าบางประเทศยังมีการคอรัปชั่นพอสมควร (ตัวเลขในวงเล็บยิ่งสูง แสดงว่าคอรัปชั่นยิ่งเยอะ)

Singapore (5)
Hong Kong (12)
South Africa (71)
Austria (13)
Turkey (101)


บทสรุป

  1. เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน นายกไทยถือว่าได้เงินเดือนค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึง GDP และจำนวนประชากร
  2. ถ้าเราขึ้นเงินเดือนให้คนในรัฐบาลเยอะๆ เราอาจจะเหมือนสิงคโปร์หรือฮ่องกงที่คอรัปชั่นน้อย หรืออาจจะเหมือนแอฟริกาใต้หรือตุรกีที่คอรัปชั่นยังเยอะอยู่ดีก็ได้

อย่างที่คุณ Asim เขียนไว้ว่าหัวข้อนี้มันละเอียดอ่อนและน่าจะทำให้เกิดการโต้แย้ง แต่ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่น่านำไปขบคิดต่อ เพราะ

  1. ถ้ามองด้วยเลนส์ของนักเศรษฐศาสตร์ คนเราจะตอบสนองต่อแรงจูงใจเสมอ (People respond to incentives) เพียงแต่ว่า incentives ที่ว่านั้นมันจะพาให้คนส่วนใหญ่ดีขึ้นหรือคนส่วนใหญ่แย่ลง
  2. ทุกอย่างมีต้นทุนของมัน ไม่ว่าเราจะมองเห็นหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม

ขอบคุณเนื้อหาครึ่งแรกจาก Quora: Asim Qureshi’s answer to What are the most underpaid jobs?

สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนจะสร้างความเปลี่ยนแปลง

ในอเมริกาเคยมีการทดลองช่วยเหลือผู้ไร้บ้าน 30 คนด้วยการให้เงินเป็นรายเดือนและคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม

ช่วงแรก ทีมงานให้เงินที่มีมูลค่าคิดเป็นเงินไทยคนละ 8,000 บาท ปรากฎว่าชีวิตของคนไร้บ้านไม่ได้ดีขึ้น เพราะคนเหล่านี้เอาเงินที่ได้ไปซื้อเหล้าและบุหรี่เพิ่มขึ้นทุกเดือน กลายเป็นว่าชีวิตของเขาดิ่งเหวยิ่งกว่าเดิม

ดังนั้น ทีมวิจัยจึงเพิ่มเงินเป็น 21,000 บาทต่อเดือน เพื่อดูว่าพวกเขาจะกินเหล้าหนักขึ้นหรือสูบบุหรี่จัดขึ้นหรือไม่

คำตอบคือไม่ใช่ หลายคนตัดสินใจเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ไปเลย!

ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการได้ “เงินที่มากพอ” จนคนไร้บ้านเริ่มมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ พวกเขาเริ่มเก็บออมเงินจนนำไปเช่าห้องเล็กๆ และหางานทำเพื่อเริ่มต้นใหม่ให้ชีวิตตัวเอง

พลังทุกชนิดก็มีขนาดของมัน ถ้าพลังงานต่ำเกินไปก็จะเสียเปล่า แต่ถ้าพลังมากพอคนเราจะเริ่มฝันถึงการเปลี่ยนแปลงได้

อ่านถึงตรงนี้ ถ้าใครเคยเรียนฟิสิกส์ อาจนึกถึง photoelectric effect ที่ทำให้ไอน์สไตน์ได้รางวัลโนเบล

ปรากฎการณ์นี้อธิบายว่า ถ้าคุณฉายแสงลงไปบนโลหะด้วยความเข้มข้นที่มากพอก็จะทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาจากโลหะชิ้นนั้น

แต่ถ้าแสงของคุณมีความเข้มข้นไม่มากพอ ต่อให้ฉายแสงยาวนานแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนการให้เงินคนไร้บ้าน 8000 บาทไปเรื่อยๆ เพื่อให้พวกเขาได้กินเหล้าเมายากว่าเดิม

ถ้าเรามีญาติคนไหนหรือเพื่อนคนใดที่ต้องการความช่วยเหลือ เราต้องมองให้ออกด้วยว่าสิ่งที่เรากำลังช่วยเขานั้นมันทำให้เขาเห็นแสงสว่างหรือไม่ ไม่อย่างนั้นแล้วความช่วยเหลือของเราอาจไม่สร้างประโยชน์มากนัก เผลอๆ มันอาจจะทำให้เขาเคยตัวด้วยซ้ำ

คอนเซ็ปต์นี้มีประโยชน์สำหรับตัวเราเองด้วย

ทุกอย่างในชีวิตมีค่า threshold ของมัน ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไร ช่วงแรกอาจต้องออกแรงหน่อยเพื่อให้เกิดการหลุดพ้นจากความเคยชินเดิมๆ

ทราบมั้ยครับว่า ยานอะพอลโล 11 นั้นใช้เชื้อเพลิง 90% หมดไปตั้งแต่ 9 นาทีแรกเพื่อเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลก และใช้เชื้อเพลิง 10% ที่เหลือในการเดินทางอีก 103 ชั่วโมงเพื่อไปถึงดวงจันทร์และกลับลงมาสู่โลก

ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ จะพาเราวนเวียนอยู่ที่เดิม

ทำให้เต็มที่เท่านั้นจึงจะไปถึงดวงจันทร์ได้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาเรื่องการทดลองจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจงวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์ อมรินทร์ฮาวทู

เวลาทำอะไรให้คิดไปอีก 10 ปี

สมองคนเรานั้นออกแบบมาให้เราขี้เกียจ

เพราะสมัยดึกดำบรรพ์อาหารเป็นของหายาก ตื่นมาเช้านี้เราไม่รู้เลยว่าจะล่าสัตว์อะไรได้ สมองจึงสั่งให้ร่างกายต้องประหยัดพลังงานให้มากที่สุด

หนึ่งในวิธีการประหยัดพลังงานก็คือเราไม่ต้องคิดไกล เอาแค่ตรงหน้าให้รอด เอาแค่วันนี้ให้รอดก็พอ

มาสมัยนี้อาหารนั้นหาง่าย เราจึงไม่จำเป็นต้องกักตุนพลังงานอีกต่อไป แต่สมองมนุษย์เราก็ยังมีโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่างอะไรกับยุคหิน

บ่อยครั้งเราจึงทำอะไรโดยไม่ได้คิดถึงอนาคต เอาความสะดวกสบายเป็นที่ตั้ง เอาความสนุก ความสาแก่ใจเป็นที่ตั้ง

ซึ่งนั่นย่อมนำพามาซึ่งนิสัยไม่ดี ที่แม้จะไม่ได้ส่งผลเสียทันที แต่จะกลับมาทำร้ายเราในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

ดังนั้น เราต้องฝืนธรรมชาติของสมอง และหัดคิดให้ไกลขึ้นอีกนิด ไม่ใช่วันพรุ่งนี้ ไม่ใช่แค่เดือนหน้า ไม่ใช่แค่ปีหน้า แต่ให้คิดยาวๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปนี้มันจะส่งผลอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้าบ้าง

เมื่อเรามองอะไรด้วย time scale ระดับทศวรรษ เราจะไม่ทำอะไรหุนหันพลันแล่น เราจะไม่ใจร้อน เราจะเป็นคนที่รอได้

เพราะเราตระหนักว่าสิ่งดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Brain Food: Avoiding Bad Behavior