เคล็ดลับกระตุ้นตัวเองให้อยากออมเงินมากขึ้น

งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัย UCLA มีการถามผู้เข้าร่วมว่าถ้าคุณได้เงินมา $1000 คุณจะออมเงินเท่าไหร่

คำตอบของคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ $80

แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คำตอบสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า คือ $172

คนกลุ่มหลังคือคนที่ได้เห็นรูปตัวเองตอนแก่

เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการอดออมเพื่อวัยเกษียณนั้นเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน แต่เราก็ไม่ค่อยจะทำกันเพราะในจิตใต้สำนึกนั้นเราจะรู้สึกเหมือนเรากำลังเสียสละความสุขสบายในตอนนี้เพื่อความสุขของ “คนแปลกหน้า” ในอนาคต

การได้เห็นรูปของตัวเองในวัยแก่ จะทำให้ตัวเราในวัยเกษียณนั้นจับต้องได้มากขึ้น และทำให้เราตระหนักว่าตัวเราในอนาคตจะได้รับผลกระทบจริงๆ จากการมีวินัยหรือขาดวินัยในของตัวเราในวันนี้

ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าเรายังไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจที่จะเก็บเงินเพื่อตัวเองในอีก 30 ปีข้างหน้าเท่าไหร่ ลองทำสามข้อต่อไปนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

  1. เข้า App Store หรือ Playstore แล้วดาวน์โหลดแอป FaceApp
  2. ถ่ายรูปหน้าตัวเองแล้วทำให้หน้าแก่ขึ้น (เลือก Age -> Old หรือ Cool Old)
  3. แปะหน้าแก่ของเราไว้ในที่ที่เราเห็นบ่อยๆ

ผมลองเล่นดูเองแล้ว ความรู้สึกอยากมีเงินเก็บก็สูงขึ้นมาจริงๆ ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

สิ่งแวดล้อมกำหนดพฤติกรรมเราได้แค่ไหน

มีงานวิจัยสี่งานที่อยากมาเล่าให้ฟังครับ

งานวิจัยแรก มีการทดลองให้ผู้เข้าร่วมจับคู่เพื่อเล่นเกมกัน โดยมีสองทางให้เลือกคือจะใช้ยุทธศาสตร์แบบร่วมมือกันหรือยุทธศาสตร์แบบต่างคนต่างทำ (collaborative strategy vs individualistic strategy)

เมื่อนักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Community Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกใช้วิธีร่วมมือกัน แต่ถ้านักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Wall Street Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกวิธีต่างคนต่างทำ

งานวิจัยที่สอง จำลองสถานการณ์ให้คนต่อรองกัน ถ้าในห้องทดลองมีสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกธุรกิจอย่างกระเป๋าใส่เอกสารหรือโต๊ะประชุมทรงวงรีแบบในห้องผู้บริหารระดับสูง ผู้เข้าร่วมทดลองจะต่อรองกันดุเดือดกว่าปกติ

งานวิจัยที่สาม ถ้าผู้เข้าร่วมทดลองได้เห็นภาพห้องสมุด พวกเขาจะพูดเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

งานวิจัยที่สี่ ผู้เข้าร่วมทดลองต้องทำแบบทดสอบที่วัดระดับสมาธิ ผู้เข้าร่วมที่ถูกขอให้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวจะทำพลาดน้อยกว่าคนที่ถูกขอให้ใส่ชุดลำลองถึงครึ่งต่อครึ่ง เป็นไปได้ว่าคนที่ได้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุณหมอหรือนักทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่เมื่อผู้เข้าร่วมถูกแจ้งว่าเสื้อโค้ทสีขาวนั้นเป็นเสื้อสำหรับให้จิตกรใส่ตอนวาดรูป คะแนนการทดสอบก็ลดลงทันที

เรามักจะชอบนึกว่าสิ่งที่เราคิด พูด ทำนั้นเราเป็นคนกำหนดเอง แต่จริงๆ แล้ว สิ่งแวดล้อมหรือแม้กระทั่ง “ชื่อ” ที่เราใช้นั้นอาจมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่เราคิด

ลองสำรวจบ้านและที่ทำงานของเราดูครับว่า เรากำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ไม่พึงปรารถนาอยู่รึเปล่า และเราจะปรับสภาพแวดล้อมอย่างไรได้บ้างเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เราอยากเห็นและอยากเป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

นิทานชาวไร่ขี้โกง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวไร่คนหนึ่งขายเนยหนัก 1 ปอนด์ให้กับคนขายขนมปังเป็นประจำ

วันหนึ่งคนขายขนมปังเกิดเอะใจขึ้นมา เลยเอาเนยไปลองชั่งน้ำหนักดู ปรากฎว่าเนยที่เขาซื้อมานั้นหนักไม่ถึงหนึ่งปอนด์ เขาจึงไปฟ้องศาล

ผู้พิพากษาถามชาวไร่ว่าใช้เครื่องชั่งนำหนักแบบไหนถึงผิดเพี้ยนได้ปานนั้น

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผมมันยากจน ไม่มีแม้เครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ผมมีตาชั่งครับ”

“แล้วเธอชั่งเนยอย่างไรเล่า?”

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ กระผมก็เป็นลูกค้าร้านขนมปังของเขาเช่นกัน เวลาเขาเอาขนมปังหนึ่งปอนด์มาส่ง ผมก็ใช้ขนมปังก้อนนั้นในการชั่งเนยให้เขาครับ”

คำถามที่ควรถามตัวเองทุกเช้า

James Clear ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Atomic Habits จะเขียนหนึ่งคำถามลงกระดาษเปล่าทุกเช้า คำถามนั้นก็คือ:

What do I actually want? ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

เป็นคำถามที่ฟังดูง่ายๆ แต่มีประโยชน์อย่างมาก และเมื่อถามตัวเองทุกวัน คำตอบก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อคำตอบชัดเพียงพอ เขาก็จะเปลี่ยนมันเป็น action steps ที่นำไปลงมือทำต่อได้

ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

ลองถามคำถามนี้กับตัวเองทุกเช้าติดต่อกันซัก 1 เดือน

แล้วชีวิตของเราอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นครับ

นิทานกากับนกยูง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาตัวหนึ่งไม่ชอบใจขนสีดำของตัวเอง จึงคิดแปลงโฉมด้วยการเก็บขนหางที่นกยูงสลัดทิ้งมาเสียบแซมกับขนของตนเอง

มันบินอวดพวกกาด้วยกันและเยาะเย้ยว่า

“ดูขนของข้าสิ ทั้งแวววาวและมีสีสันสวยงามกว่าขนดำปี๋ของพวกเจ้าซะอีก ข้าไปอยู่กับฝูงนกยูงดีกว่า”

จากนั้นกาก็ผละจากฝูงของตนเข้าไปอาศัยอยู่กับฝูงนกยูง พวกนกยูงเห็นกาไม่เจียมตัวก็รุมจิกตีจนขนหลุดร่วงพร้อมกับไล่ตะเพิด

“หนอยแน่ คิดอยากจะเป็นนกยูงอย่างพวกเรา ช่างไม่เจียมตัวจริงๆ ไปให้พ้นจากพวกข้าเดี๋ยวนี้!”

กาบินซมซานกลับไปหาพวกพ้อง แต่ฝูงกาก็ไม่ยอมให้อยู่ด้วย เจ้ากาจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เราจะไม่ burnout กับงานที่เราสนุก

“ความจริงข้อหนึ่งคือ คุณจะไม่หมดไฟกับงานที่ทำแล้วสนุก คำถามต่อไปคือ ถ้างานตอนนี้ไม่สนุก ก่อนจะออกไปหาอย่างอื่นทำซึ่งไม่รู้จะสนุกไหม คุณได้ลองทำให้งานปัจจุบัน ‘สนุก’ ขึ้นหรือยัง”

– รวิศ หาญอุตสาหะ, หนังสือ Super Productive

ผมลองเข้าไปดูใน Google Ngram Viewer ที่แทร็คการใช้คำในหนังสือ ก็พบว่าคำว่า burnout เพิ่งจะมีคนเริ่มใช้จริงจังในยุค 1960’s และพุ่งขึ้นสูงที่สุดในปี 1985 ก่อนจะค่อยๆ ลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนเกือบจะลงไปเท่ากับยุค 60’s แล้ว

แต่ถึงกระนั้น ช่วงนี้เราก็ยังได้ยินคำว่า burnout อยู่เรื่อยๆ ซึ่งอาการหมดไฟนั้นอาจมีสาเหตุได้หลายประการ

  1. ทำงานที่ตัวเองไม่ได้มีปากมีเสียงในการคิดและตัดสินใจ
  2. ทำงานหนักเสียจนไม่มีเวลาพักผ่อน นอนน้อย สุขภาพพัง
  3. ไม่รู้สึกว่างานที่ทำได้สร้างคุณค่าให้กับใคร
  4. งานที่ทำมันไม่สนุกหรือไม่รู้สึกว่าตัวเองได้พัฒนา
  5. งานที่ทำไม่ได้สร้างความก้าวหน้าหรือตอบโจทย์ชีวิตในระยะยาว

ข้อแรกเราอาจจะทำอะไรได้ยากหน่อย เพราะเป็นเรื่องของวิธีการบริหารในองค์กร เราอาจช่วยให้มันดีขึ้นได้ด้วยการฟีดแบ็คคนที่เราไว้ใจและมีบารมีพอที่จะส่งเสียงแทนเราได้

ข้อ 2 ผมมองว่ามันอยู่ในขอบเขตที่เราสามารถจัดการได้พอสมควร ถ้าเราทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน แสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดอยู่โดยพื้นฐาน ต้องลองมองหาว่าเราจะ optimize วิธีการทำงานหรือวิธีการ set expectations อย่างไรเพื่อให้เรารับมือกับปริมาณงานได้อย่างยั่งยืน เพราะการฝืนทนทำงานแบบนอนวันละ 5 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ฉลาดเลย

ข้อ 3-5 นั้นเราทำงานให้สนุกและมีความหมายขึ้นได้ เพราะโดยแท้จริงแล้ว ทุกงานที่เราทำมันทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้นเสมอ ส่วนถ้ามันมีงานที่เราต้องกล้ำกลืน ก็ควรหาเครื่องมือใหม่ๆ หรือหาน้องฝึกงานมาช่วยแบ่งเบา ถ้างานมันน่าเบื่อก็ทำให้สนุกขึ้นได้ด้วยการตั้ง deadline ขึ้นมาแล้วทำงานแข่งกับเวลา และเมื่อมีเวลาเหลือ เราก็ควรถอยออกมาเพื่อมองให้เห็นภาพกว้างว่ามีมุมไหนที่เราจะสามารถสร้างคุณค่าให้กับทีมได้มากกว่านี้ เมื่อเราสร้างคุณค่าและรู้จักสื่อสารให้คนรับรู้ ความก้าวหน้าก็จะตามมาเองไม่ช้าก็เร็ว

เข้าใจดีว่าอาจจะไม่ใช่ทุกองค์กรที่คนทำงานดีจะได้เติบโต แต่ตราบใดที่เราไม่หยุดที่จะยกระดับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ทักษะที่เราพัฒนาขึ้นมาก็จะติดตัวเราไปตลอดและพาให้เราได้ไปเจอกับเพื่อนร่วมงานที่มี “ศีลเสมอกัน” ในที่สุด

ใครที่ประสบกับสภาวะ burnout อยู่ ข้อแนะนำที่ผมมีคือเริ่มต้นจากนอนให้พอก่อน จากนั้นก็จัดเวลาให้ได้ทำทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะทุกคนต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเริ่มมีแรง ค่อยคิดวิเคราะห์ว่าเรา burnout เพราะอะไร แล้วหาทางแก้ไขให้ตรงจุด

ขอส่งกำลังใจให้คนที่กำลังเหนื่อยล้าทุกคนครับ

หน้าที่ของเราคือเข้าใจผิดให้น้อยลง

หนึ่งในความต้องการพื้นฐานที่เรามักจะสลัดไม่ออกคือความต้องการเป็น “คนถูก”

เขาถึงห้ามคุยกันเรื่องศาสนาและการเมือง เพราะแทนที่จะถกกันเพื่อนำไปสู่ความจริง ส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นการเถียงกันเพื่อพิสูจน์ว่าเราต่างหากที่ถูกต้องที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถเป็นคนถูกได้ทุกอย่าง ความเข้าใจของเราที่มีต่อโลกใบนี้มีขีดจำกัดมากเหลือเกิน

ดังนั้นเราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกเรื่อง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ และการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนี้รังแต่จะทำให้เราสูญเสียมิตรสหายและความสัมพันธ์อันดี

แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ เราก็ยังมีความเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเราคาดการณ์ผิด และทำไมสิ่งที่เรามั่นใจนักหนากลับไม่ได้เกิดขึ้นตามที่เราคาด

หนึ่งในสัญญาณของวุฒิภาวะคือความรู้ตัวและการยอมรับได้ว่าเราไม่ได้ถูกไปเสียทุกอย่าง เรายังอ่อนด้อยเอามากๆ ในบางเรื่อง ซึ่งหากเรายอมรับได้ มันจะนำไปสู่ intellectual humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา

เมื่อเรามีความถ่อมตนทางปัญญา โอกาสที่เราจะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรตามความเป็นจริงก็จะเปิดกว้างขึ้น เราจะสังเกตว่าอะไรที่เราผิด แล้วเราก็พร้อมที่จะปรับปรุงกระบวนการคิดหรือการลงมือทำจนกว่ามันจะถูก

เป้าหมายของการเรียนรู้จึงไม่ใช่เพื่อที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกอย่าง

เป้าหมายคือการเป็นคนผิดให้น้อยลงเท่านั้นเอง

คงจะมีอีกนับร้อยนับพันอย่างที่เราจะยังเข้าใจโลกผิดๆ ไปจนถึงกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ซึ่งถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ขอแค่เข้าใจถูกในเรื่องใหญ่ๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะมีชีวิตที่ดีงามครับ

ความเปลี่ยนแปลงจะพกของขวัญติดมือมาด้วยเสมอ

เป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะหวาดหวั่นกับความเปลี่ยนแปลง

เพราะหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนคือความรู้สึกมั่นคง (security)

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน พื้นที่คุ้นเคยของเราจึงอาจโดนคุกคาม

แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตเช่นกัน

เพราะเปลี่ยนจึงเติบโต เพราะเปลี่ยนจึงพัฒนา เพราะเปลี่ยนได้จึงมีความหวัง

“Change always comes bearing gifts”
-Price Pritchett

ทุกความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเข้ามา คือโอกาสที่เราจะได้ของขวัญชิ้นใหม่

เราหนีความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมันได้

หยุดวิ่งหนี หันหลังกลับมา เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

แล้วเราอาจได้ของขวัญที่คิดไม่ถึงครับ

หัดสงสัยในความดีของตัวเอง

โดยเฉพาะในเวลาที่เรารู้สึกดังต่อไปนี้

  • ทำไมเราต้องทุ่มเทอยู่คนเดียว
  • ทำไมคนอื่นดูไม่รับผิดชอบงานของตัวเองเลย
  • ทำไมทุกคนจ้องแต่จะเอาเปรียบ
  • ทำไมเขาไม่เห็นใจเราบ้าง
  • ทำไมเขาทำตัวแย่อย่างนี้

ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก” จบ เป็นหนังสือที่ลึกซึ้งและถึงอกถึงใจมาก

เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกตามที่กล่าวไปด้านบน นั่นแสดงว่าเรากำลัง “เข้าไปอยู่ในกล่อง” ความคิดของเราจะถูกบิดเบือนและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เราจะพยายาม “ยกตัวเองขึ้น” โดยการบอกตัวเองว่า เราทุ่มเทกว่า เราเสียสละมากกว่า และเราก็จะพยายาม “กดคนอื่นลง” เพื่อให้รู้สึกสบายใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนอื่น ไม่ใช่เพราะตัวเรา

ถ้าไม่พาตัวเองออกจากกล่อง เราก็จะชวนคนอื่นเข้าไปอยู่ในกล่องของตัวเองด้วย และต่างฝ่ายจะต่างโทษกันไปโทษกันมา เป็นวงจรอุบาทว์ที่อาจทำให้บริษัทล้มละลายและครอบครัวล่มสลาย

หากเรากำลังติดอยู่ในความคิดลบๆ มองคนอื่นเป็นเพียงตัวปัญหาและตัวก่อกวน ขอให้รู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในกล่อง และวิธีออกจากกล่องที่รวดเร็วที่สุด คือการมองให้เห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความหวัง ความต้องการ ความใส่ใจ และความกลัวเหมือนๆ กัน

เมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น แสดงว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

หัดสงสัยในความดีของตัวเองแล้วชีวิตจะดีขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็กLeadership and Self-Deception:Getting Out of the Box by The Arbinger Institute (ฉบับแปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น)

19 สัญญาณของความเป็นผู้ใหญ่

  1. ลงมือทำทั้งๆ ที่ยังไม่มีอารมณ์
  2. อดทนฟังทั้งๆ ที่คันปาก
  3. มองไกลกว่าหนึ่งช็อต
  4. ความสัมพันธ์มาก่อนการเป็นฝ่ายถูก
  5. ทำสิ่งที่ถูกแม้ไม่มีใครล่วงรู้
  6. รู้ว่าความจริงของเราไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
  7. เห็นต่างด้วยความเคารพอีกฝ่าย
  8. อ่อนน้อมแม้แต่กับคนที่อ่อนกว่า
  9. สนใจเรื่องราวของคู่สนทนามากกว่าอยากเล่าเรื่องราวของตัวเอง
  10. ยินดีอย่างจริงใจในความสำเร็จของคนอื่น
  11. ให้เครดิตคนอื่นเสมอ
  12. ไม่ด่วนตัดสินคน ไม่ด่วนฟันธง
  13. เข้าใจว่าอะไรอะไรมันก็ไม่แน่
  14. หนักแน่นแต่อ่อนโยน
  15. เด็ดขาดแต่ใจเย็น
  16. ไม่แสวงหาการยอมรับ
  17. ทำเยอะเรียกร้องน้อย
  18. ความสามารถสูง ความต้องการต่ำ
  19. ข้างนอกอย่างไรข้างในอย่างนั้น