จะเลี้ยงลูกอย่างไรหาก Growth Mindset ใช้ไม่ได้ผล

ใครที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือแนว Non-fiction น่าจะคุ้นเคยกับ 3 คอนเซ็ปต์นี้

หนึ่ง Growth Mindset และ Fixed Mindset

สอง 10,000-Hour Rule (Deliberate Practice)

สาม Delayed Gratification (The Marshmallow Test)

ซึ่งทั้งสามเฟรมเวิร์คนี้มักจะถูกนำมาใช้วางแนวทางที่พ่อแม่ควรสอนลูกๆ รวมถึงเอาไว้เตือนใจตัวเองสำหรับคนเป็นผู้ใหญ่ด้วย

Carol Dweck เขียนไว้ในหนังสือ Mindset ซึ่งบอกว่าเด็กจะเติบโตไปประสบความสำเร็จหากมี growth mindset คือเชื่อว่าแม้ตัวเองจะยังไม่เก่ง แต่สามารถฝึกฝนให้เก่งขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่กลัวที่จะทำผิดพลาดและพร้อมจะพยายามต่อไปเสมอ ต่างกับคนที่มี fixed mindset ที่ยอมแพ้ง่ายหรือไม่แม้แต่จะพยายามเพราะกลัวว่าตัวเองจะล้มเหลว

เรื่อง 10,000-hour rule ถูกพูดถึงโดย Malcolm Gladwell ในหนังสือ Outliers แต่จริงๆ แล้วมีต้นทางมาจาก Anders Ericsson ในหนังสือ Peak – How to Master Almost Anything โดยพูดถึงการศึกษานักดนตรีหรือนักกีฬาที่ก้าวไปถึงจุดสูงสุดของวิชาชีพว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ฝึกฝนอย่างหนัก แต่ฝึกฝนอย่างมียุทธศาสตร์ด้วย (deliberate practice)

เรื่อง delayed gratification หรือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เกิดจากการทดลองมาร์ชแมลโลว์ ที่ให้เด็ก 5-6 ขวบนั่งรอผู้ใหญ่โดยมีขนมมาร์ชแมลโลว์ตั้งอยู่ตรงหน้า ถ้ารอจนผู้ใหญ่กลับมาได้โดยไม่กินมาร์ชแมลโลว์ชิ้นนั้นไปเสียก่อน ก็จะได้กินมาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น เด็กที่อดใจรอได้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเด็กที่อดใจรอไม่ได้

จากสามเฟรมเวิร์คนี้ เราจึงเชื่อว่าการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตมาเป็นอย่างดีและเป็นเลิศในสิ่งที่เขาทำควรจะมีสามสิ่งนี้

หนึ่งคือการไม่ยอมแพ้ (resilience) อันเกิดจาก growth mindset ดังนั้นพ่อแม่จึงควรชมลูกที่ความพยายามมากกว่าจะชมที่ผลลัพธ์

สองคือการประเมินตัวเองอยู่เสมอ (self-reflection) อันจะนำไปสู่ deliberate practice ที่จะทำให้เก่งขึ้นทุกวัน

สามคือความสามารถในการควบคุมตนเอง (self-control) เพื่อเป็นคนอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มีวินัย ไม่อ่อนข้อต่อกิเลสและสิ่งยั่วยวนจิตใจ (the Marshmallow test)

แต่พ่อแม่จะว่าอย่างไร ถ้าที่จริงแล้วสามสิ่งนี้มีผลต่อความสำเร็จของลูกน้อยมาก?

ในปี 2018 Sisk และคณะได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่มีข้อมูลนักเรียนถึง 400,000 คนแล้วพบว่า การเพิ่ม growth mindset ให้นักเรียนมี correlation กับผลการเรียนแค่ 0.1 เท่านั้น

ในปี 2014 Brooke Macnamara และคณะได้รีวิวงานวิจัย 88 ชิ้นเกี่ยวกับ deliberate practice และพบว่ามีผลต่อการเล่นดนตรี 21% การเล่นกีฬา 18% แต่ในแง่การเรียนแล้วช่วยเพียง 4% เท่านั้น และที่แย่ที่สุดคือในชีวิตการทำงานที่ deliberate practice ส่งผลเพียง 1%

ในปี 2018 Watts, Tyler และ Hoff จาก University of Virginia ลองทำการทดลอง Marshmallow test อีกครั้ง แต่ใช้นักเรียนมากขึ้น และพบว่าเมื่อตัดปัจจัยเรื่องฐานะของพ่อแม่ออกไปแล้ว การอดทนไม่กินมาร์ชแมลโลว์ได้นั้นแทบไม่มีความสัมพันธ์กับโอกาสที่เด็กจะมีอนาคตที่ดีเลย

ถ้า growth mindset ไม่ใช่ deliberate practice ไม่ช่วย และการอดเปรี้ยวไว้กินหวานก็ยังไม่ช่วย แล้วอะไรกันแน่ที่ช่วย?

คำตอบ – ซึ่งอาจทำให้หลายคนขุ่นใจ – ก็คือการที่พ่อแม่รวยครับ

พ่อแม่ที่ฐานะดีคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เด็กที่จะเรียนดีและประสบความสำเร็จในชีวิต

อันนี้ผมไม่ได้พูดเอง แต่มาจาก “Professor Jiang” จากช่อง Predictive History ตอน Game Theory #3: Rich Dad, Poor Dad

อาจารย์เจียงไม่ใช่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่เป็นอาจารย์ในโรงเรียนมัธยม ชื่อของอาจารย์เจียงโด่งดังขึ้นตั้งแต่ที่เกิดสงครามในอิหร่าน เพราะเขาเคยทำนายไว้เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว (29 พ.ค. 2567) ว่าทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย อเมริกาจะเปิดสงครามกับอิหร่าน และสุดท้ายอเมริกาจะพ่ายแพ้ ซึ่งคำทำนายสุดท้ายเราต้องรอดูกันต่อไป (ตามไปดูได้ที่ Geo-Strategy #8: The Iran Trap)

อาจารย์เจียงสนใจเรื่อง Game Theory มาก ก็เลยพูดถึงเรื่องนี้ในหลายวาระด้วยแง่มุมที่ต่างกันไป โดยตอนที่สามกล่าวถึงการเลี้ยงลูกของ “พ่อรวย” และ “พ่อจน” (Rich Dad, Poor Dad)

เด็กที่พ่อรวยมีโอกาสสำเร็จกว่าเด็กที่พ่อจน คำถามสำคัญคือพ่อรวยกับพ่อจนสอนเลูกต่างกันอย่างไร และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะชวนอ่านและพิจารณาตาม โดยยังไม่ต้องเชื่อทั้งหมด

(ผมขอใช้คำว่า “พ่อรวย” แทนคำว่า “พ่อแม่ที่ร่ำรวย” เพื่อความกระชับนะครับ)

หนึ่ง พ่อรวยจะพูดคุยกับลูกมากกว่าพ่อจน

พ่อรวยจะพูดคุยกันยาวๆ ใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย ทำให้ลูกมีคลังคำศัพท์ในการมองโลก จำแนกปัญหา และคิดอย่างเป็นระบบ

พ่อจนจะคุยกับลูกแค่สั้นๆ – Yes, No, Go away ฯลฯ

สอง พ่อรวยจะคุยกับลูกอย่างเป็นมิตร พ่อจนจะใช้ความเป็นผู้ใหญ่เข้าข่ม

เวลาลูกทำอะไรผิดพลาด พ่อรวยจะอธิบายลูกว่าทำไมเรื่องนี้ถึงผิด และมันจะส่งผลเสียต่อลูกอย่างไร

ส่วนพ่อจนจะขู่ลูกว่า ทีหลังถ้าทำผิดอีกจะโดนตี!

ลูกของพ่อรวยจึงมองว่าโลกนี้ปลอดภัยและผู้ใหญ่ไม่ได้น่ากลัว ส่วนลูกของพ่อจนจะมองว่าผู้ใหญ่นั้นอันตรายและไม่ควรเข้าใกล้

ซึ่งทัศนคติแบบนี้ย่อมส่งผลต่อท่าทีของลูกเวลามาโรงเรียนด้วย ลูกของพ่อรวยจะมองอาจารย์อย่างเป็นมิตร สบตา และยิ้มให้ ส่วนลูกของพ่อจนจะหลีกเลี่ยง ไม่ทักทาย ไม่เข้าหาอาจารย์ อาจารย์ก็เลยพลอยมองว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กมีปัญหาไปด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อรวยทำ คือสอนให้ลูกกล้าต่อรอง (negotiate) ในขณะที่พ่อจนจะสอนให้ลูกเชื่อฟัง (obey) เพราะการเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่า คือวิธีการอยู่รอดของคนที่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไรมากนัก

แต่สำหรับคนที่มีการศึกษาดี มีเงินใช้ เขาไม่ได้มองแค่เอาตัวรอด แต่มองถึงการได้สิ่งที่ดีที่สุด (maximise the outcome) ดังนั้นพ่อรวยจะสอนให้ลูกต่อรองเป็น และเด็กคนนั้นก็จะโตไปเป็นคนที่กล้าต่อรองเรื่องงานหรือเรื่องเงินเดือน ขณะที่ลูกของพ่อจนจะมีความเชื่อที่ว่า ถ้าเราทำดี ผู้ใหญ่จะมองเห็นความดีของเราเอง (ซึ่งไม่จริงเสมอไป)

สาม พ่อรวยมอบเสถียรภาพ พ่อจนมอบความผันผวน

พ่อรวยมีเงิน ก็เลยรักษาคำพูดได้ไม่ยาก เช่นถ้าพ่อรวยบอกว่าสัปดาห์หน้าเราจะไปเที่ยวเมืองไทยกัน (อาจารย์เจียงยกตัวอย่างประเทศไทยขึ้นมาจริงๆ) แล้วสัปดาห์หน้าพวกเขาก็จะได้ไปท่องเที่ยวแดนสยามตามที่คุยกันไว้

ส่วนพ่อจนนั้นมักชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็เลยอาจผิดคำพูดกับลูกได้บ่อยๆ เช่นบอกว่าสัปดาห์หน้าเราจะไปกินแมคโดนัลด์กันนะ แต่พอถึงวันจริงกลับมีเงินไม่พอ เลยต้องบอกลูกว่าไปไม่ได้แล้ว

และนี่คือเหตุผลที่ทำไมผลของการทดลองมาร์ชแมลโลว์ถึงออกมาแบบนั้น แท้จริงแล้วการทดลองนี้ไม่ได้ทดสอบพลังใจหรือการควบคุมตัวเองของเด็ก มันเป็นการทดสอบความเชื่อใจที่เด็กมีต่อผู้ใหญ่ต่างหาก

ถ้าเด็กโตมาในครอบครัวที่ผู้ใหญ่รักษาคำพูด เด็กย่อมเชื่อว่าถ้ารออีกหน่อยก็จะได้กินมาร์ชแมลโลว์ถึงสองชิ้น แต่ถ้าเด็กอีกคนโตมาในบ้านที่ผู้ใหญ่ผิดสัญญาเสมอ การกินมาร์ชแมลโลว์ชิ้นที่อยู่ตรงหน้านั้นย่อมเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า

ส่วนในมุมของ growth mindset หรือการไม่ยอมแพ้นั้น ลูกของพ่อรวยรู้ดีว่าต่อให้เขาทำพลาด เดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วย (เช่นจ้างครูมาสอนพิเศษ) ดังนั้นลูกคนรวยเลยไม่กลัวความล้มเหลวและกล้าลองผิดลองถูก ในขณะที่ลูกของพ่อจนนั้น ถ้าพลาดย่อมหมายถึงการโดนตำหนิและถากถางว่าไม่ควรหาเรื่องตั้งแต่แรก

และในมุมสุดท้ายของ deliberate practice หรือการประเมินตนเองอยู่เสมอ ลูกของพ่อจนคงไม่ได้มีเวลามานั่งคิดเรื่องพวกนี้ เพราะแค่เอาให้รอดวันต่อวันก็เหนื่อยพออยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้าเราอยากให้ลูกเราโตมาประสบความสำเร็จ เราต้องเลิกมองตัวเองว่าเป็นไลฟ์โค้ชให้ลูกมี growth mindset / self-control / self-assessment

แต่ให้มองตัวเองว่าเป็น “สถาปนิก” ที่จัดสรรสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่เด็กคนหนึ่ง ด้วยการรักษาคำพูด มีพื้นที่ให้เขาได้ลองผิดลองถูก และรู้จักต่อรอง


เด็กนักเรียนในห้องยกมือถามอาจารย์เจียงว่า อ้าว แล้วถ้าผม/หนูมาจากครอบครัวที่ยากจน จะเพิ่มโอกาสในการมีอนาคตที่ดีได้อย่างไร

อาจารย์เจียงบอกว่าเป็นไปได้ แต่ไม่ง่าย และต้องโชคดีด้วย ครอบครัวจีนของอาจารย์เจียงย้ายจากจีนมาแคนาดามาตอนอาจารย์อายุได้ 6 ขวบ และพ่อของอาจารย์ก็ทำงานเป็นเด็กล้างจาน ครอบครัวของอาจารย์ขัดสนมาก แต่ที่อาจารย์เจียงประสบความสำเร็จได้เพราะเขาตัดสินใจย้ายมาอเมริกา เพราะที่อเมริกามีวัฒนธรรมที่เปิดกว้างให้คนที่ทำงานหนักมีโอกาสสำเร็จได้มากกว่าที่แคนาดา

อีก 2-3 ทางที่จะทำให้เรามีฐานะดีขึ้นได้ แม้ว่าเราจะมาจากครอบครัวฐานะยากจน ก็คือการแต่งงานกับคนที่รวยกว่า หรือไม่ก็ทำการปฏิวัติ (revolution) และก่อสงคราม เพราะสองอย่างหลังนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิด social mobility หรือการเลื่อนชั้นทางสังคมได้จริงเพราะทรัพยากรถูกเปลี่ยนมือ

เรื่องสงครามและปฏิวัตินี่เหมือนอาจารย์จะพูดเล่น แต่เขาพูดจริง โดยอาจารย์อธิบายว่า สังคมนั้นมีคนรวยและคนจนมาแต่ไหนแต่ไร และเมื่อคนรวยเป็นผู้คุมกฎ เขาย่อมต้องเขียนกฎที่จะเอื้อให้ครอบครัวของตัวเองได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนคนจนไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะต่อสู้หรือแข่งขันจึงโดนกดอยู่อย่างนั้น สังคมนั้นก็เลยมีเสถียรภาพ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง

แต่เพราะพื้นที่บนสุดของห่วงโซ่อาหารมีจำกัด ถึงจุดหนึ่งคนที่อยู่ตรงกลางอยากขึ้นไปก็ขึ้นไม่ได้เพราะที่เต็มแล้ว ดังนั้นคนที่อยู่ตรงกลางจึงมักเป็นผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติ

ถ้าไปศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าการปฏิวัติไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างคนมั่งมีกับคนยากไร้ (The Haves and The Have-Nots) แต่เป็นการต่อสู้ของ “คนมีมาก” กับ “คนมีบ้าง” (Have a Lot and Have Some)

เหมา เจ๋อตง โจว เอินไหล เติ้ง เสี่ยวผิง พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่คนยากจน เป็นชนชั้นกลางที่พอมีเงินและต้องการอำนาจมากกว่านี้

คุยเรื่องพ่อรวยสอนลูก กลายมาเป็นเรื่องปฏิวัติได้หน้าตาเฉย

แต่เอาล่ะครับ ผมคิดว่าประเด็นของอาจารย์เจียงน่าสนใจ และผมก็จะนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงลูกของตัวเองในช่วงที่เขายังพอฟังผมอยู่บ้าง (อายุ 10 และ 8 ขวบ)

พูดคุยกับลูกให้มาก ใชัศัพท์ที่หลากหลายไม่ต่างจากการคุยกับผู้ใหญ่ ใช้เหตุผล สอนให้เขากล้าต่อรอง ลดการใช้ความเป็นผู้ใหญ่เข้าข่ม (ซึ่งบางทีก็ยังจำเป็น) ไม่ตำหนิลูกเมื่อทำผิดพลาด และรักษาคำพูดเพื่อให้เขาเข้าใจว่าผู้ใหญ่เชื่อถือได้ (แต่ก็ต้องดูให้เป็นด้วยว่าคนไหนน่าเชื่อถือ)

และแน่นอนว่าผมก็คงไม่ทิ้งเรื่อง growth mindset และการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เพราะผมเชื่อว่ามันยังมีประโยชน์ และเราก็ยังไม่รู้ด้วยว่าข้อเสนอของอาจารย์เจียงนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน เราไม่ควรเชื่อทุกอย่างที่ได้อ่าน-ได้ฟังบนอินเทอร์เน็ต – รวมถึงบทความนี้ด้วย

ขอให้สนุกกับการเลี้ยงลูกครับ


จุดอ่อนอย่างหนึ่ง (ซึ่งคิดว่าเป็นไปโดยตั้งใจ) ของคลิปเล็คเชอร์ตอน Rich Dad, Poor Dad ของอาจารย์เจียง ก็คือเขาไม่ได้ยกตัวอย่างงานวิจัยของใครมาอ้างอิงสิ่งที่เขานำเสนอ ผมเลยลองไปค้นมาดูและเจองานวิจัยเหล่านี้ครับ

งานวิจัยที่หักล้าง (อย่างน้อยก็ในบางส่วน) เรื่อง growth mindset, deliberate practice และ delayed gratification:

Sisk, V. F., Burgoyne, A. P., Sun, J., Butler, J. L., & Macnamara, B. N. (2018). To what extent and under which circumstances are growth mind-sets important to academic achievement? Two meta-analyses. Psychological Science, 29(4), 549–571.

Macnamara, B. N., Hambrick, D. Z., & Oswald, F. L. (2014). Deliberate practice and performance in music, games, sports, education, and professions: A meta-analysis. Psychological Science, 25(8), 1608–1618.

Watts, T. W., Tyler, D. H., & Hofferth, S. L. (2018). Revisiting the marshmallow test: A conceptual replication investigating links between early delay of gratification and later outcomes. Psychological Science, 29(7), 1147–1177.

หนังสือและงานวิจัยที่สนับสนุนข้อเสนอของอาจารย์เจียงเรื่องการต่อรอง การพูดคุยกับลูกยาวๆ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพ:

Lareau, A. (2011). Unequal childhoods: Class, race, and family life (2nd ed.). University of California Press.

Romeo, R. R., Leonard, J. A., Robinson, S. T., West, M. R., Mackey, A. P., Rowe, M. L., & Gabrieli, J. D. (2018). Beyond the 30-million-word gap: Children’s conversational exposure is associated with language-related brain function. Psychological Science, 29(5), 700–710.

Garcia, J. L., Heckman, J. J., Leaf, D. E., & Prados, M. J. (2020). Quantifying the life-cycle benefits of an influential early childhood program. Journal of Political Economy, 128(7), 2502–2541.

สองเล่มน่าอ่านในงานสัปดาห์หนังสือ 2569

วันนี้แล้วนะครับที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะเริ่มขึ้น (26 มีนาคม – 6 เมษายน)

หากคุณชอบหนังสือแนวพัฒนาตนเอง มีหนังสือสองเล่มที่ผมอยากให้ไปลองพลิกอ่านดูเมื่อได้ไปเยี่ยมเยียนบู๊ธของสำนักพิมพ์วีเลิร์น

คือหนังสือ “think simple” ของคุณโสภณ ศุภมั่งมี กับหนังสือ “Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ” ของฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza)

สองเล่มนี้มีความเชื่อมโยงกันหลายอย่าง

หนึ่ง คือผมรู้จักกับนักเขียนทั้งสองท่าน และรู้ว่าเป็นคนที่น่ารักและมีแนวทางปฏิบัติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

สอง คุณโสภณเขียนถึงฌอนในหนังสือ think simple ส่วนในหนังสือ Suddenly Talented ของฌอนก็มีคำนิยมจากคุณโสภณ

สาม ทั้งสองเล่มช่วยย้ำเตือนแนวทางในการครองตนในโลกที่สับสนและไม่แน่นอน นั่นคือการเป็นคนน่ารัก และการเป็นคนที่สนุกสนานกับการเรียนรู้


ใครอยากชิมลางว่าหนังสือ think simple มีรสชาติประมาณไหน ลองไปอ่านบทความในเพจ “เก่งแบบเป็ด : Producktivity” ได้เลย

แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึงมากกว่าหนังสือคือตัวนักเขียน

ปัจจุบันคุณโสภณเป็นบรรณาธิการเพจ aomMONEY เป็นนักเขียนและนักแปลอิสระ และมีแหล่งพำนักอยู่ที่เชียงใหม่

หลังจากหนังสือ think simple เปิดตัว สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็น “ปรากฎการณ์เล็กๆ” ก็คือมีคนเขียนถึงหนังสือคุณโสภณเยอะมาก ฟีดของผมเต็มไปด้วยปกหนังสือสีฟ้าส้มพาสเทลเย็นตา จะเป็นเพราะว่าผมอยู่ใน echo chamber ที่เต็มไปด้วย “เพื่อนร่วม” (mutual friends) ก็คงได้

แต่เอาเข้าจริงผมก็มีเพื่อนบนเฟซที่เป็นนักเขียนอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยเห็นหนังสือเล่มไหนถูกรีวิวกันอย่างพร้อมเพรียงขนาดนี้มาก่อน

อะไรคือความลับหรือเคล็ดลับที่ทำให้หนังสือ think simple ถูกพูดถึงขนาดนี้?

คำใบ้ของคำตอบอาจพบได้ในบทที่ 9 – กฎของการคุยสนุก:

.

[ “รู้ไหม คุณน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ผมคุยด้วยแล้วไม่หยิบมือถือขึ้นมาดูเลย ดีมากๆ เลยนะ” นี่เป็นคำพูดของ ฌอน เดอซูซา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Brain Audit บอกผมหลังจากเรากินอาหารเสร็จ และนั่งคุยกันยาวตั้งแต่ช่วงเย็นๆ ไปจนเกือบสี่ทุ่ม

ผมขอบคุณเขา แล้วก็กลับมานั่งคิดว่า ในการสนทนา นอกจากคำพูดแล้ว พฤติกรรมเล็กๆ ที่เราแสดงออกก็สามารถสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่เขาจำได้ไม่ใช่สิ่งที่ผมพูด แต่เป็นสิ่งที่ผมไม่ทำ นั่นคือการไม่หยิบมือถือขึ้นมาดูระหว่างคุย ]

.

และอีกหนึ่งคำใบ้ในบทที่ 20 – วิธีทำให้โลกใจดีกับคุณ

.

[ “โสภณรู้ไหมว่าทำไมพี่มาออกรายการนี้” พี่โจ้ ธนา เธียรอัจริยะ ถามผมก่อนจบการสัมภาษณ์ในรายการ “หาเงินได้ ใช้เงินเป็น” ของเพจ aomMONEY

ช่วงหลังพี่โจ้ไม่ค่อยรับสัมภาษณ์ เพราะเบื่อนักเลงคีย์บอร์ดตามคอมเมนต์ แต่ครั้งนี้เขาตอบตกลง

“นี่คือทักษะ Likeability แบบหนึ่งนะ เพราะโสภณเอาหนังสือพี่ไปอ่าน ไปพูดถึงในรายการ แถมยังพูดถึงในทางที่ดี พี่เลยอยากมา” พี่โจ้อธิบาย

คำว่า “Likeability” ในมุมของพี่โจ้ (และที่ผมตกผลึกได้) จึงไม่ใช่แค่การเป็นคนปากหวานที่ชมคนอื่นพร่ำเพรื่อ แต่คือความสามารถในการสร้าง “บรรยากาศแห่งความเป็นมิตร” ทำให้คนรอบข้างรู้สึกปลอดภัย รู้สึกมีคุณค่า และอยากหยิบยื่นความช่วยเหลือให้โดยที่เราไม่ต้องร้องขอ ]

การที่คนรอบตัวเขียนรีวิวหนังสือ think simple กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง – รวมถึงตัวผมในบทความนี้ – ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าทักษะ Likeability หรือการเป็นคนน่ารักนั้นมีคุณค่าเพียงใด


อีกเล่มที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ และผมอยากพูดถึงคือ “Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ” ของ ฌอน เดอซูซา

ผมได้เจอกับฌอนจากการแนะนำและเชิญชวนจาก “ทอย DataRockie” (ซึ่งมีทักษะ Likeability ระดับสูงเช่นกัน) ให้ไปเข้าเวิร์คช็อป The Brain Audit ที่ทอยเป็นคนจัดและเป็นคนเชิญฌอนให้มาสอนที่เมืองไทยเมื่อปีกลาย

ผมประทับใจการพบกันคราวนั้นมาก จนต้องเขียนถึงในบทความ “3 ประโยคฝังใจจาก Sean D’Souza

พอตอนต้นปีที่ทางสำนักพิมพ์วีเลิร์นได้ติดต่อผมมาเชิญให้ผมเขียนคำนิยมให้กับหนังสือ Suddenly Talented ของฌอน ผมจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

ผมขอยกคำนิยมของหนังสือมาไว้ตรงนี้ครับ:

.

[ ผมอ่านหนังสือเรื่อง Suddenly Talented ของฌอน เดอซูซา จบแล้ว รู้สึกอยากให้เขาได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะประเทศไหนก็ได้

เพราะฌอนมีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างลึกซึ้ง

ไม่ใช่แค่สอนเก่ง แต่ยังยอมรับด้วยว่าหากเด็กเรียนไม่รู้เรื่อง หรือเรียนด้วยความยากลำบาก นั่นไม่ใช่เพราะเด็กไม่ฉลาดหรือไม่มีพรสวรรค์ แต่เป็นความผิดของครูที่ออกแบบกระบวนการการเรียนรู้ได้ไม่ดีพอ

ฌอนเป็นคนที่มองอะไรไม่เหมือนคนอื่น แค่การนำเสนอว่าการที่เราจะเรียนรู้ทักษะอย่างหนึ่งได้ เราต้องมี “พลังงาน” และ “ความมั่นใจ” เสียก่อน ก็ถือเป็นแนวคิดที่ผมไม่เคยได้ยินได้ฟัง (หรือได้อ่าน) มาจากที่ไหน

ส่วนแนวคิดเรื่อง Doable Greatness หรือความเก่งพอตัว ก็ช่างเปี่ยมไปด้วยความเข้าอกเข้าใจคนทั่วไปที่มีมันสมองและความขยันในระดับธรรมดา

หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับใครก็ตามที่อยากจะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จนเก่งระดับ 7 เต็ม 10 โดยไม่จำเป็นต้องอดหลับอดนอนหรือลุกขึ้นมาปฏิวัติตารางชีวิต

ถ้าเราเป็นเด็กประถม ฌอนก็เหมือนพี่ชายชั้นมัธยมต้นที่อาสามาติวให้เรา พี่ชายที่อารมณ์ดี เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ แต่ก็มีความเก่งกาจที่เราสัมผัสได้ แถมเขายังทำให้เรามีความเชื่อลึกๆ ด้วยว่านี่ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร ถ้าเขาทำได้ เราก็ทำได้เหมือนกัน

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบด้วยความเพลิดเพลิน แถมระหว่างทางยังเดินไปหยิบดินสอและกระดาษมาวาดรูปวาฬและตึกรามบ้านช่อง ราวกับเป็นพิธีกรรมปลดล็อกบางอย่างในอดีตที่ได้คะแนนวิชาศิลปะต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาโดยตลอด

ในวันที่ทุกอย่างไม่แน่นอน หนึ่งในทักษะแห่งยุคสมัยคือการเรียนรู้ว่าเราจะเรียนรู้อย่างไร (Learning how to learn)

ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีพลังและความเชื่อมั่นที่จะฝึกฝนทักษะใหม่ๆ ด้วยความสบายใจและด้วยความเพลิดเพลินครับ

อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
มีนาคม 2569]

.

ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ ผมจึงฝาก think simple และ Suddenly Talented จากสองมิตรสหายในบรรณพิภพไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนครับ

คณิตศาสตร์กับการหาคู่ และเหตุผลที่เราควรหัดเป็นฝ่ายรุก

เมื่อเดือนมกราคมผมได้อ่านบทความ The stable marriage problem ที่เขียนโดย Ajeya Cotra บน Substack

เป็นบทความที่มีความเนิร์ดพอสมควร แต่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเห็นว่าคอนเซ็ปต์ในบทความนี้น่าจะมีประโยชน์ในหลายวาระ เลยขอนำมาเล่าต่อตามความเข้าใจของผม และใช้ชื่อตัวละครที่เหมาะกับคนไทยนะครับ


วิชาหนึ่งที่ Ajeya ผู้เขียน ชอบมากตอนเรียนที่ UC Berkeley คือวิชา CS 70 Discrete Mathematics and Probability Theory ที่สอนโดยอาจารย์ Anant Sahai

และหัวข้อที่สนุกเป็นพิเศษคือ The Stable Marriage Problem หรือ “การสมรสที่มั่นคง” โดยมีสถานการณ์ดังนี้:

  1. มีผู้ชายและผู้หญิงจำนวนเท่ากัน
  2. ผู้ชายมีการเรียงลำดับผู้หญิงที่เขาชอบจากมากสุดไปน้อยสุด และผู้หญิงก็เรียงลำดับผู้ชายที่เธอชอบจากมากสุดไปน้อยสุดเช่นกัน
  3. โจทย์คือต้องจับคู่ให้ชายและหญิงได้แต่งงานกัน โดยเมื่อได้คู่กันครบเรียบร้อยแล้วจะไม่มีการเลิกกันหรือหย่าร้างกัน เพราะแต่ละคนได้คู่ที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะหาได้แล้ว

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

สมมติว่ามีผู้ชายสามคน อาร์ท แบงค์ แชมป์ (Art, Bank, Champ)

และมีผู้หญิงสามคน ดิว อีฟ เฟิร์น (Dew, Eve, Fern)

และสามคู่นี้กำลังคบกันอยู่ Art-Dew, Bank-Eve, Champ-Fern

แต่ถ้าสมมติว่าอาร์ทชอบอีฟมากกว่าดิว และอีฟก็ชอบอาร์ทมากกว่าแบงค์ ดังนั้นทั้งอาร์ทและอีฟจะเลิกกับแฟนของตัวเพื่อมาคบกัน แบบนี้คือสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงหรือ unstable marriage

แต่ถ้าสมมติว่าอาร์ทชอบอีฟมากกว่าดิว (เหมือนเดิม) แต่อีฟไม่ได้ชอบอาร์ทมากกว่าแบงค์ แม้อาร์ทจะอยากเลิกกับดิวเพื่อไปคบกับอีฟ แต่อีฟไม่เล่นด้วย ดังนั้นต่างฝ่ายต่างจะคบกับคู่ของตัวเองต่อไป นี่คือสถานการณ์การคบกันที่มั่นคง – stable marriage

หนึ่งในสิ่งที่วิชา Discrete Mathematics and Probability Theory สอนก็คือ ไม่ว่าจะมีหญิงและชายกี่คน และแต่ละคนจะเรียงความชอบที่มีต่อเพศตรงข้ามอย่างไร เราสามารถเขียนอัลกอริธึมเพื่อจับคู่ให้ทุกคนและสร้าง stable marriage ได้เสมอ ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก ไม่มีการเลิกกันเพื่อเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ

ลองจินตนาการตามนี้

อาร์ทชอบดิวที่สุด ชอบอีฟรองลงมา และชอบเฟิร์นน้อยที่สุด จะเขียนออกมาเป็นสูตรได้ว่า

Art: Dew > Eve > Fern

และสมมติว่าแบงค์ชอบดิวที่สุด ชอบเฟิร์นรองลงมา และชอบอีฟน้อยที่สุด ก็จะเขียนได้ว่า

Bank: Dew > Fern > Eve

เราก็จะสามารถเขียนการจัดลำดับของทุกคนได้ตามนี้ (คนที่เหลือผมก็สุ่มเอาเหมือนสองคนที่ผ่านมา)

Art: Dew > Eve > Fern
Bank: Dew > Fern > Eve
Champ: Fern > Dew > Eve

Dew: Champ > Bank > Art
Eve: Bank > Champ > Art
Fern: Bank > Champ > Art

หนึ่งในอัลกอริธึมที่จะช่วยให้เกิดการจับคู่จนได้ stable marriage มีชื่อว่า the Gale-Shapley algorithm โดยมีหลักการดังนี้

  1. ให้เริ่มต้นจากทุกคนโสด
  2. ให้ฝ่ายชายจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบมากที่สุด และถ้าผู้หญิงปฏิเสธ วันต่อมาค่อยจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบรองลงมา
  3. ผู้หญิงจะเลือกคบกับผู้ชายที่ชอบที่สุดที่มาจีบในวันนั้นๆ

ลองมาไล่ตามอัลกอริธึมนี้กัน ขอนำการเรียงลำดับมาแปะไว้ตรงนี้อีกที

Art: Dew > Eve > Fern
Bank: Dew > Fern > Eve
Champ: Fern > Dew > Eve

Dew: Champ > Bank > Art
Eve: Bank > Champ > Art
Fern: Bank > Champ > Art

วันที่ 1 (1st iteration)

อาร์ทกับแบงค์แข่งกันจีบดิว ดิวเลือกคบกับแบงค์ เพราะดิวชอบแบงค์มากกว่าอาร์ท (แต่จริงๆ แล้วดิวชอบแชมป์ที่สุด เพียงแต่แชมป์ไม่ได้มาจีบ)

แชมป์ขอคบกับเฟิร์นซึ่งเป็นคนที่แชมป์ชอบที่สุด จริงๆ เฟิร์นชอบแบงค์มากกว่า แต่แบงค์ไม่ได้มาจีบ เฟิร์นเลยเลือกคบกับแชมป์

อีฟไม่ได้มีใครมาจีบเพราะไม่ได้เป็นช้อยส์แรกของใครเลย

จบวันเราได้สองคู่ คือ Bank-Dew และ Champ-Fern ส่วน Art และ Eve ยังโสด

วันที่ 2 (2nd iteration)

อาร์ทที่ยังโสดขอคบกับอีฟ แม้อีฟจะชอบอาร์ทน้อยที่สุดในบรรดาผู้ชายทั้งสามคน แต่อีฟก็ตอบตกลง เพราะทั้งแบงค์กับแชมป์มีคู่ไปแล้ว

ดังนั้นเราจะจบวันที่สองด้วยสามคู่นี้

Art-Eve
Bank-Dew
Champ-Fern

ซึ่งเป็นคู่ที่ stable เพราะว่าแม้อาร์ทจะชอบดิวมากกว่าอีฟ แต่ดิวไม่สนใจเพราะชอบแบงค์มากกว่าอาร์ท

ส่วนอีฟเองแม้จะชอบอาร์ทน้อยที่สุด แต่แบงค์กับแชมป์ก็ชอบอีฟน้อยกว่าคู่ของตัวเองในปัจจุบัน

แบงค์นั้นชอบดิวที่สุดอยู่แล้วจึงไม่คิดนอกใจ ส่วนดิวถึงจะชอบแชมป์มากกว่าแบงค์ แต่แชมป์ไม่สนใจเพราะแชมป์มีเฟิร์นเป็นช้อยส์แรกอยู่แล้ว

เฟิร์นนั้นแม้จะชอบแบงค์มากกว่าแชมป์ แต่แบงค์เองก็ไม่สนใจเฟิร์นเช่นกันเพราะมีดิวเป็นที่หนึ่งในดวงใจ

ดังนั้นสามคู่นี้จึงเป็น stable marriage ไม่มีการเปลี่ยนคู่กันเกิดขึ้น

คราวนี้ลองมาดูความพึงพอใจกันบ้าง

สมมติว่าเราได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบที่สุด ความพึงพอใจ 3 คะแนน
ถ้าได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบเป็นอันดับสอง ความพึงพอใจ 2 คะแนน
และถ้าได้เป็นแฟนกับคนที่เราชอบเป็นอันดับสาม ความพึงพอใจ 1 คะแนน

เขียนออกมาได้ว่า

Art: Dew (3) > Eve (2) > Fern (1)
Bank: Dew (3) > Fern (2) > Eve (1)
Champ: Fern (3) > Dew (2) > Eve (1)

Dew: Champ (3) > Bank (2)> Art (1)
Eve: Bank (3) > Champ (2) > Art (1)
Fern: Bank (3) > Champ (2) > Art (1)

และสามคู่ที่เป็น stable marriage ก็คือ

Art-Eve
Bank-Dew
Champ-Fern

คะแนนความพึงพอใจจะเป็นดังนี้

อาร์ทได้เป็นแฟนกับอีฟ คะแนนความพึงพอใจ 2
แบงค์ได้เป็นแฟนกับดิว คะแนนความพึงพอใจ 3
แชมป์ได้เป็นแฟนกับเฟิร์น คะแนนความพึงพอใจ 3

รวมคะแนนความพึงพอใจของฝ่ายชายคือ 8 คะแนน

ดิวได้เป็นแฟนกับแบงค์ คะแนนความพึงพอใจ 2
อีฟได้เป็นแฟนกับอาร์ท คะแนนความพึงพอใจ 1
เฟิร์นได้เป็นแฟนกับแชมป์ คะแนนความพึงพอใจ 2

รวมคะแนนความพึงพอใจของฝ่ายหญิงคือ 5 คะแนน

จะเห็นว่าฝ่ายชายได้คะแนนความพึงพอใจสูงกว่าฝ่ายหญิง

อัลกอริธึม Gale-Shapley ที่ให้ฝ่ายชาย active จีบคนที่ชอบที่สุดก่อน และให้ฝ่ายหญิง passive เลือกคบกับคนที่ชอบที่สุดที่เข้าหา จะนำไปสู่ stable marriage ที่ฝ่ายชายจะได้คู่ที่ดีที่สุด (เท่าที่ตัวเองจะหาได้) เสมอ ส่วนฝ่ายหญิงก็มักจะไม่ได้ชอยส์ที่ดีที่สุด แม้ตัวเองจะเป็นช้อยส์แรกของผู้ชายหลายคนก็ตาม

นี่คือตัวอย่าง 3×3 หรือชายสาม หญิงสาม แต่ในชีวิตจริงเราไม่ได้มีตัวเลือกแค่ 3 คน เราพอจะจินตนาการได้ว่าตัวเลือก (และการจัดลำดับ) อาจมีหลายสิบคนหรือแม้กระทั่งหลายร้อยคน

ดังนั้น “คะแนนความพึงพอใจโดยรวม” ของฝ่ายชายก็จะยิ่งถ่างออกจากฝ่ายหญิง ถ้าสังคมนั้นเป็นสังคมที่ฝ่ายชายจีบผู้หญิงที่ตัวเองชอบที่สุดก่อน ส่วนฝ่ายหญิงก็เฝ้าแต่รอให้มีคนดีๆ เข้าหา

แน่นอนว่าชีวิตจริงมันซับซ้อนกว่านี้ อาจมีคนขออยู่เป็นโสดดีกว่าต้องอยู่กับคนที่ไม่ชอบ อาจมีคนที่ชอบเพศเดียวกันมากกว่าเพศตรงข้าม

แต่ผมชอบคอนเซ็ปต์นี้เพราะเมื่อเรามองสังคมด้วยเลนส์ของคณิตศาสตร์ มันก็จะช่วยให้เราเห็นภาพ (แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ) ว่า social norms นำไปสู่ผลลัพธ์ในภาพใหญ่อย่างไรบ้าง

และเรื่องนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่การหาคู่ แต่ยังใช้ได้กับหลายๆ สถานการณ์ในชีวิต

ว่าถ้าเราเป็น “ฝ่ายรับ” อย่างเดียวในเรื่องความสัมพันธ์ การทำงาน การทำธุรกิจ และการเรียนรู้ เราก็อาจกำลังเสียโอกาสที่ดีที่สุดไป ซึ่งไม่ได้เกิดจากโชคชะตาหรือฟ้ากลั่นแกล้ง แต่เกิดจากความจริงทางคณิตศาสตร์

เราจึงควรเล่นให้เป็นทั้ง “รุก” และ “รับ” ในเกมสำคัญที่เรียกว่า “ชีวิต” ครับ

เหตุผลที่เราควรเข้าออฟฟิศ (ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง)

เมื่อสามปีที่แล้ว ผมเขียนบทความ “เหตุผลที่บริษัทไม่ควรบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศทุกวัน” ซึ่งมีคนมาแสดงความเห็นกันอุ่นหนาฝาคั่ง

ตอนนั้นบริษัทผมมีนโยบายค่อนข้างหลวม ทีม tech จะเข้าหรือไม่เข้าออฟฟิศก็ได้ ส่วนทีม non-tech ให้เข้าประมาณ 1-2 วัน

สามปีผ่านไป สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราย้ายออฟฟิศใหม่ และตอนนี้เรามีนโยบายให้ทีม tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละอย่าง 1 วันเป็นอย่างน้อย และทีม non-tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 3 วัน

แน่นอนว่าตอนเปลี่ยนนโยบายก็มีพนักงานบ่นว่าทำงานที่บ้านได้งานเยอะกว่า ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย

แต่การที่บริษัทชั้นนำทั่วโลกหันมาปรับนโยบายให้คนเข้าออฟฟิศมากขึ้นก็ย่อมมีเหตุผล เพราะว่าเขาเชื่อว่ามันจะ productive มากกว่า แต่ถามว่ามีหลักฐานประกอบแบบชัดเจนหรือไม่ผมก็ยังไม่แน่ใจ

ช่วงแรกบริษัทผมก็ไม่ได้จริงจังกับการบังคับใช้นโยบายนี้มากนัก เพราะอยากให้มันค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อ Q3 2025 เราก็เริ่มเอาข้อมูลขึ้นมาดูกันอย่างจริงจังว่าทีมไหนเข้าออฟฟิศอย่างที่เราคาดหวังไว้บ้าง

คนที่เข้าออฟฟิศตามที่เราคาดหวัง – 1 วันสำหรับทีม tech และ 3 วันสำหรับทีมที่เหลือ เราจะเรียกพวกเขาว่า office lovers

ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าตามที่เราคาดหวัง เราเรียกกลุ่มนี้ว่า home lovers

ชื่ออาจจะฟังดูจั๊กกะจี้นิดนึง แต่ผมก็ยังนึกคำที่สื่อความหมายและไม่กล่าวโทษที่ดีกว่านี้ไม่ได้

เราเริ่มมีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าออฟฟิศโดยดูจากการ “ตี๊ดบัตร” ที่ประตูทางเข้า แล้วเอามาสรุปเป็นรายแผนก ส่งให้ผู้บริหารทุกคนดูเพื่อจะได้รู้ว่าทีมไหนยังไม่ค่อยเข้าออฟฟิศ เพื่อให้พวกเขาไปพูดคุยกับทีมงานของตัวเอง

ช่วงกลางปี เรามี office lovers แค่ประมาณ 50% เท่านั้น แต่ผ่านไป 3 เดือน เรามี office lovers ประมาณ 75% ซึ่งทำให้วันที่คนเข้าออฟฟิศเยอะๆ (อังคารกับพุธ) มักมีปัญหาที่นั่งไม่พอและเน็ตช้าในบางโซน

ซึ่งทางทีม HRBP ก็ช่วยกันเจรจากับหัวหน้าฝ่ายให้กระจายการเข้าออฟฟิศของคนมากขึ้น โดยแต่ก่อนวันจันทร์กับศุกร์ออฟฟิศจะเงียบมาก แต่ตอนนี้เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาแล้ว

สิ่งที่เราแก้ต่อมาคือเพิ่มโต๊ะ เก้าอี้ และจอมอนิเตอร์ และกำลังจะปรับปรุงระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งจะทำให้ออฟฟิศของเรารองรับพนักงานได้อย่างเต็มที่

แต่ถึงออฟฟิศจะมีศักยภาพพร้อมรองรับคนมากขึ้นแล้วก็ตาม พนักงานส่วนหนึ่งก็อาจจะยังตั้งคำถามและไม่เชื่อว่าการเข้าออฟฟิศจะมีประโยชน์เท่ากับการทำงานที่บ้าน

ที่ผ่านมา นโยบายเรื่อง hybrid work มักจะถกเถียงกันในประเด็นที่ว่าอะไร productive กว่ากัน การได้ทำงานที่บ้านอย่างมีสมาธิ หรือการได้เข้าออฟฟิศเพื่อจะได้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนโคจรอยู่รอบคำถามที่ว่า การทำงานแบบไหนถึงจะเกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า

แต่วันนี้ผมอยากจะเสนออีกมุมมองหนึ่งที่คนน่าจะยังไม่ค่อยได้พูดถึงกันเท่าไหร่ และโคจรอยู่บนคำถามที่ว่าการทำงานแบบไหนถึงจะมีประโยชน์ต่อคนทำงานในระยะยาวมากกว่ากันครับ

วันนั้นผมกับแฟนขับรถกลับจากห้างแถวบ้าน แฟนที่ทำงานสำนักพิมพ์เล่าให้ฟังว่ากำลังหาทางทำให้สิ่งที่สำนักพิมพ์โพสต์ในช่องทางโซเชียลต่างๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เลยมีความคิดจะว่าจ้างเอเจนซี่เพื่อช่วยยิงแอด

แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็น่าจะตั้งตัวเป็นเอเจนซี่ได้ไม่ยาก ต่อให้ไม่ได้มีประสบการณ์มากนักก็ยังเรียนรู้เอาเองได้ แถมติดขัดอะไรก็ถามเอไอได้เสมอ

คำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ ในวันที่ทุกคนใช้เอไอเป็น แล้วเราจะมีจุดเด่นกว่าคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อชุดความรู้ต่างๆ บนโลกใบนี้มันถูก democratized หรือถูกทำให้เข้าถึงอย่างง่ายดายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์?

และนี่คือคำตอบที่ผมได้ครับ

เอไอที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นตั้งอยู่บน LLM หรือ Large Language Models (LLMs)

โดย LLMs ยุคแรกนั้นถูก “เทรน” ด้วยข้อความในหนังสือ เว็บไซต์ บทความ และโค้ดในโปรแกรมต่างๆ

ส่วน LLMs ยุคหลังที่เป็น Multimodal LLMs นั้นเอาเสียง รูปภาพ และวิดีโอมาเทรนด้วยเช่นกัน

ดังนั้นเอไอจึงรู้ไปหมดราวกับเป็นสัพพัญญู (ตัว o ใน GPT-4o ก็คือ Omni ที่แปลว่าสัพพัญญูนี่เอง)

แต่ถึงอย่างไร ข้อมูลที่เอไอรู้ ก็เป็นเพียงความรู้ที่เคยถูก “บันทึก” เอาไว้เท่านั้น

แต่ความรู้ในโลกใบนี้ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นสองแบบ คือความรู้ชัดแจ้ง (explicit knowledge) กับความรู้ฝังลึก (tacit knowledge)

อะไรที่เป็น explicit knowledge ย่อมถูกบันทึกเอาไว้ในรูปแบบต่างๆ และเอไอย่อมจะเรียนรู้มาเกือบหมดแล้ว

แต่ยังมีความรู้อีกมากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เพราะมันเป็น tacit knowledge สอนกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เป็นปัจจัตตัง ต้องอาศัยการสังเกตและซึมซับ การเล่าเรียนสมัยก่อนศิษย์จึงต้องไปฝากตัวกับครูบาอาจารย์เป็นสิบปีเพื่อที่จะได้เรียนรู้ tacit knowledge นี้

ในที่ทำงาน อะไรบ้างที่เป็น tacit knowledge?

จังหวะจะโคนในการพูด น้ำเสียงที่ใช้ การสบตาคู่สนทนา การจับอารมณ์ของคนในห้องประชุม การใช้อารมณ์ขันระหว่างที่ความตึงเครียดในห้องประชุมกำลังพุ่งสูง การเลือกที่จะใช้ความเงียบแทนการตอบโต้ การครองสติเอาไว้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สิ่งเหล่านี้ให้เขียนอธิบายออกมาอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจเท่ากับการได้เห็นกับตาได้ยินกับหู

ถ้าเรายังเป็นคนทำงานที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก วิธีที่จะได้มาซึ่ง tacit knowledge เหล่านี้ คือการพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ กับคนที่เก่งกว่า เก๋ากว่า ประสบการณ์มากกว่า ผ่านสนามรบมามากกว่าเรา แล้วใช้ความสังเกตสังกา ครูพักลักจำ บวกกับโยนิโสมนสิการ เพื่อเรียนรู้และซึมซับสิ่งที่เขาเป็นและสอนให้กับเราโดยไม่ได้เจตนา

พูดอีกนัยหนึ่ง การเข้าออฟฟิศจะช่วยให้เรามีทักษะบางอย่างที่เอไอไม่มีทางสอนเราได้ และทักษะที่ได้มาด้วยความลำบากเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น ในวันที่ทุกคนเข้าถึงเอไอได้ไม่ต่างจากเรา แถมทักษะที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมนุษย์เหล่านี้ไม่น่าจะมีวันหมดอายุเสียด้วย

และนี่คือเหตุผลที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ว่าทำไมเราจึงควรเข้าออฟฟิศบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

ดราก้อนบอลกับแก๊งสแกมเมอร์

ผู้ชายคนไหนที่อายุเกิน 40 ปีน่าจะรู้จักการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล (สมัยนั้นเรายังไม่ใช้คำว่า “มังงะ” กัน)

ในภาคที่โกคู/โงกุน/หงอคง ยังเด็ก หนึ่งในการต่อสู้ที่สนุกมากคือตอนที่ไปพบแม่เฒ่าพยากรณ์ เพราะอยากให้แม่เฒ่าช่วยบอกว่าดราก้อนบอลลูกที่ 7 อยู่ที่ไหน

แม่เฒ่าพยากรณ์คิดค่าใช้จ่าย 10 ล้านเชนี แต่พวกโกคูไม่มีเงินมากขนาดนั้น แม่เฒ่าจึงเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องยอมต่อสู้กับนักสู้ทั้ง 5 คนของแม่เฒ่าเสียก่อน

พวกของโกคูชนะมาเรื่อยๆ จนถึงนักสู้คนที่สี่ ที่ชื่อว่า “แอ๊คแมน”

แต่เมื่อแอ๊คแมนสู้โกคูไม่ได้ เลยตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายที่ชื่อว่า “ลำแสงแอ๊คไมท์” ยิงใส่โกคู โดยลำแสงนี้จะค้นหา “ความชั่วร้าย” ในจิตใจของคู่ต่อสู้ แล้วขยายมันให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างกายของคนนั้นระเบิดออก

แต่เป็นความโชคร้ายของแอ๊คแมน ที่โกคูเป็นเด็กใสซื่อ ไม่มีความชั่วร้ายในจิตใจแม้แต่น้อย ลำแสงแอ๊คไมท์จึงใช้ไม่ได้ผล


หนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ ความเสียหายมีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักล้าน หลายคนอยู่ในวัยเกษียณและสูญเสียเงินที่เก็บมาทั้งชีวิต

ผมเองเคยเฉียดกับสแกมเมอร์ 3 ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรกมีจดหมายมาจากสำนักงานทนายความ บอกว่าพี่เขยที่เคยอยู่บ้านหลังนี้ติดเงินค่าโทรศัพท์อยู่หลายร้อยบาท ให้รีบชำระไม่อย่างนั้นจะดำเนินการทางกฎหมาย ผมกำลังจะสแกน QR Code จ่ายให้อยู่แล้ว แต่ก็เอะใจเลยทักไปถามพี่เขยก่อน เขาบอกว่านี่น่าจะเป็นพวกสแกมเมอร์ พอลองเอาชื่อสำนักงานทนายความไปเสิร์ชดูก็ไม่เจอจริงๆ

ครั้งที่สอง มีผู้หญิง (ที่รูปโปรไฟล์) หน้าตาดีทักมาทางไลน์ บอกว่ากำลังส่งของมาให้ ผมบอกว่าไม่ได้สั่งอะไรไป เขาก็เลยบอกว่า อ๋องั้นน่าจะทักผิด แล้วก็ชวนคุยต่อ พอผมไม่ตอบเขาก็เลยเงียบไป

ครั้งที่สาม แฟนได้รับการติดต่อมาจากพนักงานของพรินเตอร์ยี่ห้อหนึ่ง บอกว่าพรินเตอร์รุ่นที่เราซื้อมาเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว (เขาระบุชื่อรุ่นถูกด้วย) มีปัญหา และอยากจะส่งรุ่นใหม่มาให้เพื่อเป็นการชดเชย แต่คุยได้สักพักก็รู้ว่าน่าจะเป็นพวกหลอกลวงเช่นกัน

กรณีแรกใช้ความเป็นเจ้าหน้าที่และกฎหมายในการข่มขู่ให้เรากลัว

กรณีที่สองใช้การโปรยเสน่ห์เพื่อสร้างความสัมพันธ์และอาจทำให้เราใจอ่อน

กรณีที่สาม ใช้การดึงความโลภในใจเรา เพื่อให้เราโอนเงินให้

แม้แก๊งสแกมเมอร์จะพัฒนาไปไกลแค่ไหน ผมว่าพวกเขาก็เล่นอยู่กับแค่ 3 อารมณ์นี้ – คือโลภ โกรธ(กลัว) หลง(ใหล)

และผมขอเดาเอาเองว่า อารมณ์ที่แก๊งสแกมเมอร์ใช้บ่อยสุด และได้ผลมากที่สุด ก็คือการเล่นกับความโลภของเรา

ความโลภที่จะได้ของราคาถูก ได้ของฟรี ได้ผลตอบแทนแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหน

หากเรา “ตัดโลภแต่ต้นลม” เสียได้ ก็ย่อมลดโอกาสที่จะกลายเป็นเหยื่อ

“This is true: it is hard to cheat an honest man”
-Kevin Kelly

ถ้าเราประคองสติและจิตใจให้ซื่อสัตย์เหมือนโกคู “ลำแสงแอ๊คไมท์” ที่แก๊งสแกมเมอร์ยิงตรงเข้าสู่ใจก็จะทำอะไรเราไม่ได้ครับ