สิ่งที่คนไทยมักจะพลาดเวลาตัดสินใจทำธุรกิจ

เมื่อวานนี้ “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ ผู้เขียนหนังสือ “วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน” และเจ้าของเพจ Trick of the Trade ได้มาร่วมสนทนาในกิจกรรม WeShare ที่จัดขึ้นที่บริษัท LINE MAN Wongnai นับเป็น WeShare ครั้งแรกหลัง COVID-19

พี่ปิ๊กมาเล่าให้ฟังเรื่อง Designing Your Life ที่ใช้หลักการ Design Thinking มาจับ ซึ่งพี่ปิ๊กลงทุนไปเรียนเองกับต้นตำรับอย่าง Bill Burnet และ Dave Evan โดยบิลคือผู้คิดค้น Mac Powerbook และผู้อำนวยการหลักสูตรของ d.school ของ Stanford ส่วนเดฟคือผู้คิดค้น Apple mouse รุ่นแรกของโลก

ก่อนอื่นเราต้องทำความรู้จักตัวเองก่อนว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ด้วยการจดบันทึกว่ากิจกรรมที่เราทำในวันนี้ แต่ละอย่างเราทำด้วยความมีส่วนร่วมแค่ไหน (engagement) เราทำไปด้วยพลังบวกหรือพลังงานลบ และกิจกรรมไหนที่สร้างสภาวะลื่นไหล หรือ flow ให้กับเราได้บ้าง

เมื่อทำได้ 21 วัน เราจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นว่ากิจกรรมใดที่เราทำด้วยความสุข ทำด้วยพลังงานบวก และทำให้เราเกิด flow ได้อย่างสม่ำเสมอ

จากนั้นเราก็เลือกคำคำหนึ่งในกิจกรรมนั้นมาทำ mindmap แล้วให้เวลาตัวเอง 3 นาทีในการเขียนมายด์แม็ปที่แตกหน่อมาจากคำๆ นั้น โดยต้องแตกออกไปอย่างน้อย 4 คำ และแต่ละคำต้องแตกออกไปอีก 2 ชั้นเป็นอย่างน้อย

ภายในเวลาอันจำกัด เราต้องเขียนให้เยอะที่สุดโดยไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมาก เพราะถ้าคิดเยอะเกินไปมันจะไปบล็อคความคิดสร้างสรรค์ของเรา

เมื่อครบสามนาทีแล้ว ให้ดูว่า bubble ที่อยู่วงนอกสุดของ mind map มีคำว่าอะไรบ้าง แล้วเราก็เลือกสามคำที่สะดุดตาเอามาคิดต่อว่าจะสร้างธุรกิจจากสามคำนี้อย่างไร

น้องคนหนึ่งได้คำว่า ออสเตรเลีย BBQ Plaza และ MK

ธุรกิจที่อาจทำได้ก็เช่น

  • ไปเปิด BBQ Plaza ในออสเตรเลีย
  • จัดทัวร์ไปออสเตรเลียสำหรับลูกค้าระดับ top spender ของ BBQ Plaza
  • นำเข้าเนื้อวัวจากออสเตรเลียมาขายให้กับ MK

สมมติว่าน้องเลือกข้อสาม มาถึงจุดๆ นี้ หลายคนอาจจะเริ่มด้วยการเข้าเน็ตและหาข้อมูลเกี่ยวกับราคาและแหล่งซื้อเนื้อในออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ปิ๊กบอกว่าสำคัญกว่าและควรทำก่อน คือหาคนที่ทำธุรกิจที่ใกล้เคียงกันแล้วไปนั่งคุยกับเขา

พี่ปิ๊กบอกว่าต่อให้สามคำที่เราได้มาจะสุดโต่งแค่ไหน และไอเดียของเราจะดูพิลึกพิลั่นเพียงใด แต่เราสามารถหาคนที่ทำธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเราได้เสมอ แค่ถามคนรอบข้างก็จะเจอคนที่สามารถแนะนำคนที่อยู่ในธุรกิจนั้นให้เราได้แน่นอน

ในกรณีของน้องที่อยากนำเข้าเนื้อจากออสเตรเลีย อาจจะลองไปคุยกับคนที่นำเข้าปลาแซลมอนก็ได้ เพราะเนื้องานใกล้เคียงกัน ปัญหาที่เจอน่าจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย

เพราะคนไทยมักจะพลาดตรงจุดนี้ คือไม่ยอมไปคุยกับคนที่อยู่ในธุรกิจนี้มาก่อน ทำให้เรามองเห็นแต่ภาพด้านบวกหรือภาพที่เราฝันหวานเอาไว้ โดยไม่ได้คำนึงถึงมุมลบๆ ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย

คนไทยไม่น้อยอยากเปิดร้านกาแฟ โดยเห็นแต่ภาพที่เรายืนดริปกาแฟแบบเท่ๆ ได้สนทนากับลูกค้าไม่ซ้ำหน้า แต่ถ้าคุณไปคุยกับเจ้าของร้าน คุณก็จะรู้ว่าต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่มารับน้ำแข็ง ตอนหมดวันก็ต้องคอยปิดร้าน ต้องทำความสะอาดร้านให้เรียบร้อยถึงจะกลับบ้านได้

และประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าคุณจดบันทึก 21 วันแล้วพบว่าคุณเป็นคนเกลียดการทำความสะอาดบ้านมาก พอคุณต้องมาเจองานทำความสะอาดร้านกาแฟ กิจกรรมนี้มันจะบั่นทอนคุณจนคุณทำธุรกิจร้านกาแฟไม่สำเร็จ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเริ่มทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมไปคุยกับที่เคยทำมาก่อนแล้วเสมอ จากนั้นก็หาโอกาสลงสนามจริง โดยขอเข้าไปทำงานให้เขาฟรีๆ ก็ได้ จะได้รู้ว่าหน้างานเป็นอย่างไร เจอปัญหาอะไรบ้าง flow ที่ได้มามันคุ้มค่ากับการต้องทำงานบางอย่างที่เราไม่ชอบได้รึเปล่า

และถ้ามันไม่ใช่ เราก็จะได้เดินออกมาแล้วไปลองอย่างอื่นต่อ โดยไม่ต้องเสียเงินลงทุนแม้แต่บาทเดียว หากเราสามารถ “ทดลอง” ได้โดยไม่ใช้เงินเลยหรือใช้เงินให้น้อยที่สุด เราก็จะมีโอกาสทดลองได้เยอะขึ้นและนานขึ้น ซึ่งก็จะเพิ่มโอกาสให้เราได้เจอกับงานที่ลงตัวและชีวิตที่ใช่โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทิ้งงานหลักเลยด้วยซ้ำ

ขอบคุณพี่ปิ๊กที่มาร่วม WeShare กับเรา บทเรียนที่พี่ปิ๊กเล่าให้ฟังน่าจะช่วยลดโอกาสในการสูญเสียหยดเลือด หยาดเหงื่อ และน้ำตาของคนที่อยากเริ่มทำธุรกิจได้ไม่น้อยครับ

เหตุผล 3 ข้อที่ผมอ่านหนังสือ Principles ไม่จบ

จริงๆ ผมอยากเขียนบทความนี้มานานแล้ว แต่อยากรอให้กระแสหนังสือ Principles จางลงเสียก่อน จะได้ไม่กระทบกับผู้คนที่ลงทุนลงแรงในหนังสือเล่มนี้มากเกินไปนัก

Principles เป็นหนังสือของ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ซึ่งทำกองทุน hedge fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มีพี่ๆ หลายคนที่ผมเคารพนับถือ บอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนวพัฒนาตัวเองที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง แต่ผมกลับไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นเลย วันนี้เลยอยากมาเล่าให้ฟังว่าทำไม

ต้องขออภัยสำนักพิมพ์ ผู้แปลหนังสือ และทุกคนที่ชอบหนังสือเล่มนี้ล่วงหน้า ขอให้ถือเสียว่าคนเชียร์เยอะแล้ว ลองฟังมุมมองที่แตกต่างออกไปบ้างแล้วกันนะครับ


ผมซื้อ Principles ฉบับภาษาอังกฤษมาช่วงปลายปี 2017 หนังสือดูดีมีราคามาก ความหนา 500 กว่าหน้า การตีพิมพ์เนี้ยบสุดๆ รู้เลยว่าเป็นหนังสือที่สร้างออกมาด้วยความใส่ใจ

หนังสือแบ่งออกเป็นสามช่วง ช่วงแรกเล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาของเขา ช่วงที่สองคือหลักการการใช้ชีวิต และช่วงที่สามคือหลักการการทำงาน

ผมอ่านช่วงแรกได้นิดเดียว คือพอจะรู้ว่าเรย์เคยออกมาทำนายว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะล่ม แต่กลายเป็นว่าเศรษฐกิจรุ่งเรืองอย่างมาก เกมที่เขาวางไว้จึงผิดพลาด บริษัทขาดทุนเละเทะ ต้องโละคนออกจนบริษัทเหลือพนักงานแค่คนเดียวก็คือตัวเขาเอง

จากนั้นผมก็ข้ามไปอ่านช่วงที่สอง คือหลักการการใช้ชีวิต แล้วก็อ่านได้อีกสองร้อยกว่าหน้า จากนั้นก็วางหนังสือลง แล้วก็ไม่ได้หยิบขึ้นมาอ่านอีกเลย

ปัญหาข้อแรกก็คือ หนังสือเล่มนี้มี “ความหนาแน่นของ insights ต่ำ”

insights คือความรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อน หรือเป็นมุมที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน หรืออาจเป็นความรู้ที่ท้าทายความรู้ชุดเก่าที่เรามีอยู่แล้ว ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนกระบวนทัศน์ การมองโลก และการใช้ชีวิตของเราใหม่ในบางมิติ

แต่กับหนังสือ Principles ผมแทบไม่เจออะไรอย่างนั้นเลย

ขอยกตัวอย่างส่วนหนึ่งของหนังสือ Principles ที่เพจ Money Land นำมาลง (ซึ่งเอามาจาก Bingo Book Summary อีกที) และมีคนแชร์ไปสี่หมื่นกว่าครั้ง

สูตรลัดความสำเร็จ 5 ข้อของ เรย์ ดาลิโอ

1. กำหนดเป้าหมายแล้วก้าวไปหามัน

2. เผชิญหน้ากับปัญหาระหว่างเดินทางไปสู่เป้าหมาย
ทุกปัญหาย่อมเจ็บปวด และถ้าคุณแก้ปัญหาเหล่านั้นผิดวิธี มันจะทำลายชีวิตของคุณด้วย แต่ถ้าคุณอยากก้าวหน้าคุณก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังไปเรื่อย

3. หาต้นเหตุของปัญหา
คนส่วนใหญ่เจอปัญหาแล้วก็แก้เลย แต่นั่นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มันจะไม่ยั่งยืน เพราะตราบใดที่คุณไม่กำจัดต้นตอปัญหา อีกไม่นานปัญหาเก่าก็จะกลับมาอีก

4. คิดหาวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้น
พอคุณรู้ต้นตอปัญหาแล้ว ค่อยคิดหาวิธีแก้ไขมัน

5. ลงมือทำ
พอคุณวางแผนแก้ปัญหาเสร็จแล้ว ที่เหลือก็คือการลงมือทำให้ไปถึงเป้าหมาย

ซึ่งไม่มีอะไรผิดเลย แต่ก็ไม่มีอะไรใหม่เลยเช่นกัน

วิธีทดสอบง่ายๆ ว่าเนื้อหามันมีคุณค่าในตัวมันเองหรือไม่ คือลองตัดชื่อ Ray Dalio ทิ้งไป เหลือเพียง “สูตรลัดความสำเร็จ 5 ข้อ” แล้วลองอ่านใหม่ เราจะเห็นว่าเนื้อหาไม่ได้มีอะไรที่อ่านแล้วเกิดสปาร์คในใจหรือในสมอง มันเป็นสิ่งที่เรารู้กันมาแต่ไหนอยู่แล้ว ถ้าเราก็อปแปะลงในไลน์ส่งให้พ่อกับแม่ เขาจะส่งต่อให้คนอื่นรึเปล่ายังไม่แน่เลย

อาจจะมีคนเถียงว่า เนื้อหาเดิม แต่นำมาถ่ายทอดด้วยวิธีใหม่ ก็อาจจะทำให้คนเก็ทเนื้อหาหรือลุกขึ้นมาทำอะไรมากขึ้น แต่ผมก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าการนำเสนอของเรย์มีอะไรที่พลิกความคิด หรือทำให้เราอินกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วมากกว่าเดิมได้ สไตล์การเขียนอ่านง่ายก็จริง แต่ไม่ได้ถึงขั้นอ่านเพลิน บางทีรู้สึกว่าเยิ่นเย้อเกินไปด้วยซ้ำ

ปัญหาข้อที่สองก็คือ แม้จะมี insights ที่ไม่เคยรู้มาก่อน แต่มันก็เอาไปใช้งานจริงไม่ค่อยได้

Radical truth & radical transparency – ความตรงไปตรงมาและโปร่งใสแบบสุดขั้ว คือเราต้องกล้าบอกกับเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หรือแม้กระทั่งหัวหน้าว่าเราคิดอย่างไร รวมถึงการบันทึกเสียงการประชุมทุกครั้งของ Bridgewater ให้พนักงานเข้าไปฟังย้อนหลังได้ ซึ่งเนื้อหาที่ติดตาตรึงใจผมที่สุดในหนังสือเล่มนี้ก็เกี่ยวกับเรื่อง radical truth ที่ลูกน้องคนหนึ่งส่งเมลไปตำหนิเรย์ว่าการประชุมที่ผ่านมาเรย์ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเลย

Idea Meritocracy – ไอเดียที่ได้รับการคัดเลือกควรจะถูกเลือกเพราะว่ามันเป็นไอเดียที่ดีและมีคุณค่า ไม่ใช่เพราะว่าคนที่ออกไอเดียนั้นมีตำแหน่งใหญ่โต

Believability-Weighted Decision Making – ชื่อฟังดู technical มาก แต่ความหมายก็คือเราควรเชื่อคนที่ตัดสินใจถูกบ่อยๆ มากกว่าจะเชื่อเพราะเขาเป็นผู้บริหาร ที่ Bridgewater จะมีการเก็บสกอร์ไว้เลยว่าใครมีเครดิตในเรื่องไหน ตัดสินใจเรื่องอะไรถูกมาบ้าง และเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจเรื่องนั้นอีกครั้ง Bridgewater ก็จะให้น้ำหนักกับคนที่มีเครดิตในเรื่องนั้นเยอะๆ ซึ่งการทำอย่างนี้ก็จะนำไปสู่ idea meritocracy นั่นเอง

Algorithms – ทุกการตัดสินใจจะถูกสรุปเป็นบทเรียนและเขียนเป็นอัลกอริธึมเพื่อที่จะได้หยิบขึ้นมาใช้เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องที่คล้ายคลึงกันอีก

Seek out the smartest people who disagree with you – หาคนที่ฉลาดที่สุดที่ไม่เห็นด้วยกับเรา เราจะได้รู้ว่าเขาคิดยังไงและเราจะได้เห็นข้อบกพร่องในกระบวนการคิดของเราเอง

สำหรับผม ข้อสุดท้ายที่ให้หาคนที่ไม่เห็นด้วยกับเราเป็นข้อเสนอแนะที่ practical ที่สุดและมีประโยชน์ที่สุดในหนังสือเล่มนี้ ส่วนข้อที่เหลือนั้นก็น่าสนใจแต่เอาไปทำอะไรไม่ค่อยได้

เพราะถ้าเราไม่ใช่ผู้ก่อตั้งและไม่ใช่ CEO ของบริษัท การที่เราจะใช้ radical truth และ radical transparency อาจจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี โดยเฉพาะในวัฒนธรรมตะวันออกที่ seniority และการรักษาหน้ายังเป็นเรื่องสำคัญ

ส่วน Believability-Weighted Decision Making แบบที่ Bridgewater ทำนั้น ต้องอาศัยการเก็บข้อมูลแบบละเอียดยิบ และอาจไม่ได้จำเป็นสำหรับธุรกิจทั่วไปขนาดนั้น ส่วนการนำการตัดสินใจทุกอย่างมาเขียนเป็น algorithms เรย์ก็ไม่ได้อธิบายลงลึกมากพอที่ผู้อ่านจะเอาไปลองทำดูเองได้

เมื่อหนังสือไม่มีอะไรใหม่ หรือถึงจะมีอะไรใหม่ก็นำไปใช้ไม่ค่อยได้ และสไตล์การเขียนก็ไม่ได้สนุกพอที่จะทำให้อ่านเพลิน จึงนำไปสู่ปัญหาข้อที่สาม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สุดที่ผมมีกับหนังสือเล่มนี้

นั่นก็คือผมมองว่าหนังสือ Principles นั้นมัน overhyped หรือความโด่งดังของมันล้ำหน้าคุณค่าของเนื้อหาในหนังสือมากเกินไปหน่อย

คือหนังสือมันก็ดีแหละ แต่มันไม่ได้ดีขนาดนั้น ที่คนชื่นชมมากมายน่าจะมาจากตัวตนของผู้เขียนมากกว่าเพราะชื่นชมเนื้อหาในหนังสือ ซึ่งช่างดูย้อนแย้งเหลือเกินกับ idea meritocracy ที่เรย์พูดถึง

ถ้าจะให้เปรียบเปรยก็คงอารมณ์เดียวกับที่เราได้ยินเพลงบางเพลงที่ดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเพราะขนาดนั้น มันไม่ควรดังได้ขนาดนี้ มันก็เลยเกิดความแอนตี้เล็กๆ ขึ้นในใจ

หรือสมัยที่เรายังฟังเพลงเป็นอัลบั้มอยู่ นี่คือศิลปินที่เราชื่นชอบ แต่เพลงที่เราชอบมากที่สุดในอัลบั้มกลับไม่ค่อยดัง เพลงที่ดังที่สุดของเขากลับเป็นเพลงที่เราว่าก็โอเคแต่ไม่ได้เจ๋งขนาดนั้น มันก็เลยมีความรู้สึกขัดใจอยู่ลึกๆ

Ray Dalio เป็นคนเก่งแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถสร้าง Hedge fund ระดับนี้ได้ และความรู้ของเขาเรื่องการเงินและเศรษฐกิจนั้นก็เป็นระดับ world class อย่างไม่ต้องสงสัย

Ray Dalio จึงเป็น “ศิลปิน” ที่ผมชื่นชม แต่เพลง Principles มันดังเกินตัวไปหน่อย ผลงานของเรย์ที่ผมรู้สึกว่าเจ๋งกว่า Principles มากคือวีดีโอบน Youtube ที่ชื่อว่า How The Economic Machine Works ที่แสดงให้เห็นกลไกของทุนนิยมและวัฎจักรใหญ่ที่ต้องมองข้ามช็อตเป็นเวลาหลายสิบปี วีดีโอนี้มีเนื้อหาสดใหม่ เข้าใจง่าย กระชับ มี insights ดูเพลิน เป็น 30 นาทีที่ได้อะไรกลับไปคิดต่อเยอะมาก ใครไม่ถนัดภาษาอังกฤษมีเวอร์ชั่นซับไตเติ้ลภาษาไทยของคุณวรพล เติมศรีทองทำไว้ให้ด้วย

เกร็ดอีกอย่างที่ผมเพิ่งสังเกตเห็น ก็คือบน book jacket มีคำนิยมหนังสือเล่มนี้จาก Bill Gates

“Ray Dalio has provided me with invaluable guidance and insights that are now available to you in Principles”
-Bill Gates

หลายคนคงรู้ว่า Bill Gates จะออกมาแนะนำหนังสือทุกปีผ่านบล็อกของเขาที่ชื่อว่า GatesNotes แต่ถ้าคุณลองเข้าไปในบล็อกแล้วเสิร์ชคำว่า “5 books” จะมีรายชื่อหนังสือที่บิลเกตส์แนะนำขึ้นมามากมาย แต่กลับไม่มีหนังสือ Principles ปรากฎอยู่เลย

ไม่ได้บอกว่าคำนิยมของบิลเกตส์เป็นของปลอม แต่ถ้าอ่านคำนิยมดีๆ อาจจะพอเดาได้ว่าบิลเกตส์เขียนคำนิยมให้เรย์ ดาลิโอ ไม่ได้เขียนคำนิยมให้หนังสือ Principles


บทสรุป

Principles ของ Ray Dalio เป็นหนังสือที่ผมอ่านไม่จบ เพราะ Return on Investment ต่ำ insights ที่ได้มาไม่ได้ทำให้มุมมอง พฤติกรรม หรือการทำงานของผมเปลี่ยนไป ผมจึงได้ข้อสรุปว่าหนังสือดังเพราะตัวตนของคนเขียนมากกว่าเพราะเนื้อหา

และเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงนิทานคลาสสิคเรื่อง “พระราชากับชุดล่องหน” ที่มีแต่คนชื่นชมว่าฉลองพระองค์งดงามยิ่งนัก

จนกระทั่งมีเด็กปากเสียคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “พระองค์ทรงโป๊อยู่ไม่ใช่เหรอฮะ”

ถ้าทุกอย่างสำคัญมันจะไม่มีอะไรสำคัญ

20200902

เดือนที่แล้ว หลังจากการประกาศควบรวมของ LINE MAN และ Wongnai เรามีการจัด Townhall LINE MAN Wongnai เป็นครั้งแรก

และ “ยอด” ที่เป็น CEO ของ LINE MAN Wongnai ก็ประกาศ core values ของบริษัทดังนี้

#impact Be Result Oriented
#speed Is Everything
#grit Never Give Up
#passion Do What You Love; Love What You Do
#oneteam Begin with Trust

มีพนักงานคนหนึ่งถามว่า แล้ว #flexible ที่เคยเป็น core value มาก่อน ตอนนี้ไม่มีแล้วหรือ ซึ่งยอดก็อธิบายไปว่าด้วยความที่เราเป็นองค์กรที่ใหญ่ขึ้น และเราต้องมาโฟกัสธุรกิจ food delivery ความ flexible ก็ต้องลดดีกรีลงมา

ส่วนตัวผมคิดว่าความ flexible มันก็ยังมีอยู่แหละ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้สำคัญเท่า 5 ข้อแรกเท่านั้น

เพราะจริงๆ แล้ว “คุณค่าที่เรายึดถือ” ที่ LINE MAN Wongnai ก็มีอีกหลายข้อ เพียงแต่ไม่เคยสะกดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร

integrity เราอยากให้พนักงานทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ไม่มีใครเห็นก็ตาม

transparency เราสื่อสารอย่างโปร่งใส ไม่ปิดบังข้อมูลที่ไม่ได้เป็นความลับ

no jerks เราอยากได้คนที่นิสัยดี ไม่รังแกใคร ไม่เอาเปรียบคนอื่น

ยังมีหลักการอีกหลายอย่างที่อยู่ในองค์กร และเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเช่นกัน แต่ถ้าเราลิสต์ออกมาเป็น core values ทั้งหมด เราอาจจะมี core values 10 ข้อ หรือ 15 ข้อ พอมันมีเยอะขนาดนั้นพนักงานก็จะจำไม่ได้ แล้วก็จะไม่รู้แล้วว่าข้อไหนสำคัญที่สุด

ส่วนตัวผมจึงเชื่อว่า core values ขององค์กรควรมีไม่เกิน 5 ข้อ ผู้บริหารต้องแยกแยะให้ได้ระหว่าง “สิ่งสำคัญมากๆ” กับ “สิ่งสำคัญที่สุด”

การแยกแยะในลักษณะนี้ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า discernment ซึ่งอาจจะเป็นคำศัพท์ที่เราไม่คุ้นเคย แต่ผมคิดว่ามันเป็นทักษะที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในโลกที่หมุนเร็วและทางเลือกมีเป็นอเนกอนันต์

ถ้าทุกอย่างสำคัญมันจะไม่มีอะไรสำคัญ ถ้าทุกอย่างเร่งด่วนมันจะเหลืออะไรที่ด่วนเลย

แยกแยะให้เป็น ชีวิตจะได้ไม่ต้องรีบเร่งหรือเหนื่อยล้าจนเกินไปครับ

ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะหลอกเรา (ตอนจบ)

20200901

เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่องการให้คะแนนสำหรับการประกวดไปแล้ว วันนี้ผมจะขอพูดเรื่องการประเมินผลของพนักงานกันบ้าง

ผมเห็นการประเมินผลของบางบริษัทก็ใช้วิธีการคำนวณแบบละเอียดยิบเช่นกัน มีหมวดการให้คะแนน แต่ละหมวดก็จะมี weight ของมัน แล้วก็เอาคะแนนของแต่ละหมวดมาคูณกับ weight บวกออกมาได้เป็นคะแนนรวมแล้วก็ให้เป็นเกรด

ซึ่งหลักการก็ฟังดูดีอยู่นะครับ แต่วิธีการนี้ก็มีจุดอ่อน เพราะหัวหน้าบางคนก็ปล่อยเกรด ให้คะแนนสูงเกือบทั้งทีม ขณะที่หัวหน้าบางคนก็เขี้ยวมาก ให้คะแนนน้องต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พอเอาคะแนนของสองทีมมา calibrate กันเพื่อให้เกิดความแฟร์ ก็กลายเป็นว่าหัวหน้าต้องกลับไปแก้คะแนนย่อยของลูกน้องเพื่อให้ได้ตามที่เบื้องบนต้องการอีก การประเมินผลแต่ละครั้งจึงต้องมานั่งเล่นแร่แปรธาตุกับตัวเลขและใช้เวลาของทุกคนเยอะมากจนหลายคนเข็ดขยาดการประเมินผลประจำปี

อีกจุดอ่อนหนึ่งก็คือ หมวดและ weight นั้นมัน arbitrary คือกำหนดขึ้นมาเองโดยส่วนกลางอย่าง HR ที่ไม่ได้รู้เนื้องานอย่างแท้จริง และพยายามเอาไปผูกกับ mission, core values หรือ agenda อะไรก็ตามแต่มากจนเกินไป หมวดที่ควรมีก็ไม่มี หมวดที่ไม่ควรมีหรือแทบไม่เกี่ยวกับงานก็ดันมี ทุกทีมถูกบังคับให้คิดคะแนนด้วยเกณฑ์เดียวกันทั้งๆ ที่เนื้องานและบริบทแตกต่างกัน

มันคือความพยายามที่จะทำให้การประเมินนั้น scientific จนเกินเหตุ เป็นการ over-engineer ของคนที่ไม่ได้เป็น engineer

เป็นตลกร้ายอย่างหนึ่งที่คนไม่เก่งคณิตศาสตร์มักจะยึดคณิตศาสตร์เป็นสรณะโดยไม่ได้เข้าใจข้อจำกัดของมัน

สุดท้ายแล้วการประเมินผลมันมีจุดประสงค์หลักๆ แค่ 3-4 อย่าง
– พนักงานสร้างผลงานได้เป็นที่น่าพอใจรึเปล่า
– มีอะไรที่พนักงานควรจะปรับปรุงบ้าง
– เพื่อนร่วมงานทำงานด้วยแล้วสบายใจมั้ย
– เราอยากเก็บเขาไว้อย่างเดิม อยากโปรโมทเขา หรืออยากเอาเขาออก

คำถามที่ว่า “น่าพอใจรึเปล่า” ก็ต้องถามว่าน่าพอใจสำหรับใคร

คำตอบก็คือน่าพอใจสำหรับหัวหน้าทีม ไม่ใช่น่าพอใจสำหรับ CEO หรือสำหรับ HR เพราะหัวหน้าคือคนที่รู้เนื้องานดีที่สุดและเห็นลูกน้องและความต้องการของทีมได้ชัดกว่าคนอื่นๆ

ดังนั้นหัวหน้าทีมจึงควรจะเป็นคนที่ได้ตัดสินว่าผลงานของน้องน่าพอใจหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องโดนผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์จากส่วนกลางเสียจนขยับตัวไม่ได้

ที่ Wongnai (ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น LINE MAN Wongnai แล้ว) มีเกณฑ์การประเมินผลอยู่สองแกน แกนแรกคือผลงาน แกนที่สองคือเรื่อง core values

ผลงาน
0 – ทำงานไม่ได้ตามความคาดหวัง
1 – ทำงานได้ตามความคาดหวัง
2 – ทำงานได้เกินความคาดหวังเป็นประจำ
3 – ทำงานได้เกินความคาดหวังแบบ superstar

Core Values
A – มี core values ที่โดดเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงาน ส่งพลังงานบวกสม่ำเสมอ
B – มี core values เป็นที่น่าพอใจ
C – core values บางข้อน้อยเกินไป ส่งพลังงานลบ เพื่อนร่วมงานทำงานด้วยแล้วอึดอัด

ดังนั้นคะแนนที่พนักงานจะได้ก็จะมีตั้งแต่ 0C ไปจนถึง 3A

รายละเอียดเรื่องการประเมินผลผมจะเขียนลงบล็อก Life@LINE MAN Wongnai ในเวลาอันใกล้นี้

แต่สิ่งที่อยากจะบอกในวันนี้ก็คือเกรด 0,1,2,3 และ A, B, C ไม่ได้มาจากการคำนวณ แต่เป็นการประเมินจากหัวหน้าโดยใช้ข้อมูลจากตัวพนักงานและเพื่อนร่วมงานเป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจ

ถ้าเราไม่ได้เป็นหัวหน้าที่แย่เกินไปและมีความซื่อตรงเพียงพอ เรามองหน้าลูกน้องแต่ละคนก็ตอบได้แล้วว่าคนไหน 1 คนไหน 2 หรือคนไหน 0 ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาคำนวณคะแนนยิบย่อย หรือใช้เกณฑ์จากส่วนกลางที่ไม่ได้เข้าใจเนื้องานของทีมเรา

แน่นอนว่ามันต้องมีกลไกที่จะช่วยป้องกันเรื่องหัวหน้าโหดหรือลำเอียงกับลูกน้องบางคน ซึ่งจะมาแชร์ให้ฟังอีกครั้งในบล็อก Life@LMWN

บริษัทผมใช้วิธีการประเมินแบบนี้มา 4-5 ปีก็รู้สึกว่ายังเป็นวิธีการที่ยังใช้ได้ดีอยู่ คนที่ได้ผลการประเมินที่ดีก็เป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน คนที่ได้ผลการประเมินไม่ดีก็ไม่มีใครคัดค้าน ยังไม่เคยเจอกรณีที่คะแนนออกมาแล้ว “ค้านสายตาคนดู”

คณิตศาสตร์และตัวเลขเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ถ้าใช้เครื่องมือผิดกาลเทศะก็จะทำให้เราหลงทาง

ใครที่เป็น HR ลองทบทวนกระบวนการของเราดูนะครับว่าเรากำลัง over-engineer เกินไปและกำลังโดนตัวเลขหลอกอยู่รึเปล่า

ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะหลอกเรา

20200831

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกมาได้สักพักแล้ว คือกระบวนการ “ให้คะแนน” ทีมงานหรือตัวบุคคลในบริบทต่างๆ นั้นมักจะมีปัญหา

ผมขอยกสองตัวอย่าง คือการให้คะแนนเวลาตัดสินการประกวด และการให้คะแนนเวลาประเมินผลพนักงาน

เวลามีการประกวดอะไรก็ตามแต่ คณะกรรมการมักจะกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะให้คะแนนหัวข้อไหนบ้าง เช่นการประกวดหนังสั้น ก็จะให้คะแนนเนื้อหา ความคิดสร้างสรรค์ การแสดง คุณภาพโปรดักชั่น ฯลฯ

แล้วแต่ละหัวข้อก็จะมีน้ำหนักหรือ weight แตกต่างกันไป จากนั้นก็เอาคะแนนมาคูณด้วย weight บวกกันแล้วก็จะได้คะแนนรวมออกมา

ฟังดูก็เมคเซนส์ดี แต่บางทีก็มีปัญหา เพราะสมมติมีงานที่เข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 5 ทีม ก ข ค ง จ และมีคณะกรรมการทั้งหมด 5 คน – A B C D E

และสมมติว่างานที่ได้คะแนนมากที่สุดคืองานของทีม ก และ ทีม ข

งานของทีม ก กรรมการ A, B, C ชอบมาก D เฉยๆ ส่วน E ไม่ชอบเลย

งานของทีม ก ก็จะได้คะแนน 9, 9, 8, 6, 1 = 33 คะแนน

งานของทีม ข กรรมการทุกคนเฉยๆ ยกเว้น E ที่ชอบสุดๆ

งานของทีม ข ก็จะได้คะแนน 6, 6, 6, 6, 10 = 34 คะแนน

กลายเป็นว่างานชิ้นที่ 2 ดันได้คะแนนมากกว่าชิ้นที่ 1 เฉยเลย ทั้งๆ ที่ไม่ได้โดดเด่น และกรรมการส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบงานชิ้นนี้ด้วยซ้ำ

การให้คะแนนด้วยระบบแบบนี้ทำให้กรรมการบางคนมีน้ำหนักกับการตัดสินมากเกินไป

วิธีที่ผมพบว่าเวิร์คกว่ากันเยอะ คือวิธีของพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับหนังเรื่ององค์บาก ที่เคยมาตัดสินโครงการประกวดหนังสั้นโรงหนังประชาชน ที่ผมเคยจัด

พี่ปรัชญาบอกว่า เมื่อถึงรอบสุดท้าย แทนที่จะมานั่งให้คะแนนแล้วคูณตาม weight วิธีที่แฟร์กว่าคือให้กรรมการเรียงลำดับเลยว่า ในบรรดาหนังทั้ง 5 เรื่องชอบเรื่องไหนมากที่สุด ไล่เรียงไปจนถึงหนังที่ชอบน้อยที่สุด แล้วเอาลำดับของกรรมการของทุกคนมารวมกัน ใครได้เลขน้อยที่สุดก็ชนะไป

งานของทีม ก กรรมการ A B C D E ให้ลำดับดังต่อไปนี้ 1 1 2 3 5 = 12

งานของทีม ข กรรมการ A B C D E ให้ลำดับดังต่อไปนี้ 4 4 3 4 1 = 16

ในกรณีนี้เราต้องดูผลรวมที่น้อยกว่า ดังนั้นทีม ก ก็จะชนะไปอย่างสมศักดิ์ศรี

ผมเคยลองเอาวิธีนี้มาใช้กับการจัดการแข่งขันการแสดงที่บริษัทแล้วก็เวิร์คดี เลยอยากจะเอามาถ่ายทอดเอาไว้ เพื่อผู้อ่านจะเอาไปลองใช้ดูบ้าง

เพราะการคิดแบบเดิมที่เอาตัวเลขมาบวกลบคูณหารเป็นคะแนนนั้น มันมีจุดบอดอย่างที่กล่าวมาคือกรรมการบางคนให้คะแนนได้ extreme เกินไปและส่งผลต่อภาพรวมจนเราอาจจะได้ผู้ชนะที่มีผลงานระดับกลางๆ เท่านั้น ซึ่งไม่มีใครเจตนา เพียงแต่ระบบมันออกแบบมาอย่างนี้ ทุกคนก็เลยโดนตัวเลขหลอกกันไปแบบงงๆ ว่า อ้าว ตกลงทีมนี้ชนะเหรอ

พรุ่งนี้จะขอเขียนต่ออีกตอนเรื่องการประเมินผลพนักงาน เพราะหลายที่ก็น่าจะกำลังโดนตัวเลขหลอกอยู่เช่นกันครับ

ข้างนอกสุกใสข้างในกรีดร้อง

20200830c

ภาษาอังกฤษจะมีสิ่งที่เรียกว่า a life of quiet desperation

desperation: a state of despair

despair: the complete loss or absence of hope.

คนที่มี quiet desperation คือคนที่ชีวิตเหมือนจะดูดี หน้าที่การงานดี ฐานะดี หน้าตาดี ใช้แต่ของดีๆ หรืออะไรก็ตามแต่ที่เราเห็นใน IG

แต่คนเหล่านี้ก็มีความสิ้นหวังอยู่ลึกๆ อาจเพราะได้ทำงานที่ไม่ชอบหรือไม่สอดคล้องกับตัวตน หรือเสพติดอะไรบางอย่าง หรือชีวิตส่วนตัวล้มเหลว

ที่สำคัญปัญหาเหล่านี้ดันบอกใครไม่ได้เพราะกลัวจะเสียหน้าหรือเสียฟอร์ม

แต่ละวันจึงเป็นการแสดง หลอกทั้งคนอื่นและตัวเองให้เชื่อว่าชีวิตเราโอเค ทั้งที่จริงแล้วมันไม่โอเคเลย

ถ้าใครข้างนอกสุกใส แต่ข้างในกำลังกรีดร้อง ผมเชียร์ว่าให้ลองทำอะไรสักอย่างนะ

เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ครับ

อยู่กับที่เท่ากับเราเดินหน้า

20200830b

โลกมักจะบอกกับเราว่า เพียงคุณหยุดอยู่กับที่ คุณก็โดนคนอื่นแซงแล้ว

แต่บางที การหยุดให้เป็นก็ทำให้เราก้าวหน้าได้เช่นกัน

เพราะคนที่คิดตลอดเวลา ความคิดย่อมไม่แหลมคม

คนที่พูดตลอดเวลา คำพูดย่อมไม่มีน้ำหนัก

คนที่ทำอะไรตลอดเวลา การกระทำย่อมไร้พลัง

ศักยภาพในการหยุด คือสิ่งที่มนุษย์ควรพัฒนา

โดยเฉพาะในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวันจนไม่รู้เราจะเร็วไปเพื่อใครกันแน่

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพี่พศิน อินทรวงศ์ บน Youtube

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

20200830d

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

หนึ่งใน “ความสามารถพิเศษ” ของผมคือการเล่นกีตาร์โดยไม่ต้องดูคอร์ด

ที่ต้องใส่ ” ” เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้น ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เราฝึกกันได้

ผมเริ่มเล่นกีตาร์ตอนอยู่ม.ปลายที่นิวซีแลนด์ ปี 1994

สมัยนั้นถ้าอยู่เมืองไทย ก็จะซื้อหนังสือเพลงมาเปิดคอร์ดแล้วเล่นตาม

แต่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีหนังสือคอร์ดขาย อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่มี ดังนั้นทางเดียวที่จะเล่นเพลงที่เราชอบได้ก็คือต้องแกะเอาเอง

แกะถูกหรือผิดก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเล่นไปแล้วมันไม่ขัดหู

พอได้แกะเองบ่อยๆ มันก็เลยจะพอจับทางได้ว่าถ้าทำนองประมาณนี้ คอร์ดต่อไปต้องประมาณไหน

เพลงไทยยุค 90’s นั้นมีทางคอร์ดที่ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว อัสนี-วสันต์ นูโว เจ-เจตริน อินคา ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ พอได้แกะเองบ่อยๆ ก็เข้าใจและมั่นใจมากขึ้น ผมเลยมีความสามารถนี้ติดตัวไปโดยปริยายและไม่หายไปไหน เหมือนการปั่นจักรยานสองล้อที่ต่อให้ไม่ได้ปั่นมาหลายปีก็ยังกลับไปปั่นได้เสมอ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมเลยเป็นมือกีตาร์ประจำวง(เหล้า) เพื่อนขอเพลงอะไรมาถ้าผมร้องได้ก็จะเล่นให้ได้เลย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้คุยไลน์กับเพื่อนกลุ่มนี้

Rut: ได้เล่นกีตาร์บ้างมั้ยเล็ก

Lek: เล่นเกือบทุกวัน แต่ซื้อหนังสือมาเรียนรู้เองกลับไม่ได้อ่าน

Rut: ดีๆ เรียนใน youtube ก็ได้มั้ง

Lek: 555 ซื้อมาแล้วอ่ะ อยากเรียน picking ให้เก่ง รู้สึกเล่นไปแล้วจังหวะมันไม่ค่อยลงตัว

Rut: เปิดเพลงเล่นตามบ่อยๆ ก็ได้แล้วมั้ง

Kitt: อยากรู้วิธีการจำคอร์ดอะรุด

Rut: ก็ต้องเล่นแบบไม่ดูคอร์ดบ่อยๆ แล้วมันจะจับทางได้เอง

Rut: มันจะรู้ว่าถ้าเสียงประมาณนี้มันน่าจะคอร์ดนี้

Rut: ถ้าคีย์ G มันก็จะมีแค่ G Em C Am D7 Bm วนๆ อยู่แค่นี้แหละ

Lek: ยากแหละ

Rut: 6-7 คอร์ดเอง มันต้องมีซักคอร์ดที่ถูก ลองเล่นเพลงอัสนี-วสันต์หรือนูโว ทางคอร์ดง่าย

Kitt: แล้วมันจะจับทางได้เอง <— มีทางอื่นมั้ย

Rut: ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

Lek: จริง

Rut: เอาไปเขียนบล็อกดีกว่า 555

Rut: กิตกับเล็กร้องเพลงถูกคีย์อยู่แล้ว

Rut: ดังนั้นถ้าคอร์ดมันผิดเราจะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ ก็แค่ปรับไปเรื่อยๆ

Rut: อย่างที่บอกว่ามันมีแค่ 6-7 คอร์ดนี้

Kitt: คือ พยายามเล่นแบบไม่ดู แล้วลองไปทีละคอร์ด งี้หรอ

Kitt: เริ่มจากคอร์ดใหนดี g หรือ c ดีอะรุด

Rut: แล้วแต่เพลงดิ

Kitt: ต้องลองดูๆ

ทักษะทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา การมีคนช่วยสอนนั้นทำให้เราไปได้เร็วขึ้นก็จริง แต่สุดท้ายเราก็ต้องลงมือเองอยู่ดี ไม่มีใครเก่งแทนเราได้

อย่ามัวแต่มองหาทางลัด เพราะยิ่งรีบจะยิ่งช้า ยิ่งขี้เกียจจะยิ่งเหนื่อย ยิ่งหาทางง่ายจะยิ่งยุ่งยาก

ไปตรงๆ มันนี่แหละ ลงแรงให้คู่ควร แล้วเราจะได้ของที่ยั่งยืนครับ

นิทานซินเดอเรลล่าใจเด็ด

20200827

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มหาตมะคานธีขึ้นรถไฟ แล้วรองเท้าข้างหนึ่งหลุดจากเท้า

จังหวะนั้นรถไฟเคลื่อนขบวนออกจากสถานี จะลงไปเก็บก็ไม่ทัน คนอื่นยืนมองด้วยความเสียดาย

แต่คานธีกลับถอดรองเท้าอีกข้างหนึ่ง แล้วขว้างออกไปสุดแรง ให้รองเท้าข้างนั้นตกใกล้รองเท้าอีกข้างหนึ่งที่หลุดไปให้มากที่สุด

มีคนถามว่าทำไมคานธีถึงทำเช่นนั้น

“คนที่เก็บรองเท้าจะได้รองเท้าครบคู่ เอาไปใช้ประโยชน์ได้”

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจากหนังสือ “กรอบที่ไม่มีเส้น” ของหนุ่มเมืองจันท์ ตีพิมพ์เมื่อปี 2013 และขอบคุณบล็อก tzitblog: คิดแบบ คานธี

เรื่องเรือดำน้ำไม่ใช่แค่เรื่องเรือดำน้ำ

20200826b

เมื่อวันอังคารผมโพสต์บทความ “วิธีเอาผิดของคนโบราณ” โดยเขียนว่าหลังอ่านข่าวเรือดำน้ำแล้วผมคิดถึงกฎกติกาที่บังคับให้คนทำงานมี skin in the game มากกว่านี้

ปรากฎว่าเป็นโพสต์ที่มีคนเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างดุเดือด แต่ก็เห็นเจตนาดีของทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านการซื้อเรือดำน้ำ

โพสต์เฟซบุ๊คเรื่องเรือดำน้ำที่มีคนอ้างอิงถึงค่อนข้างเยอะคือโพสต์ของคุณ Kantapon Sukraranga ที่เขียนไว้เมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม จั่วหัวว่า “ตอบประเด็นร้อนเรื่อง เรือดำน้ำ ฉบับเข้าใจง่าย” เข้าไปอ่านเนื้อหาและอ่านคอมเม้นท์กันได้ครับ

กรณีเรื่องเรือดำน้ำทำให้ผมคิดได้ว่านี่มันไม่ใช่แค่เรื่องเรือดำน้ำ

แต่มันเกี่ยวพันกับเรื่องเพื่อนยืมนาฬิกา เรื่องบอสขับรถชน เรื่องจำนำข้าว เรื่องโควิด เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องชูสามนิ้ว และเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่ทำให้ประชาชนบางส่วนขาดศรัทธาต่อรัฐบาล

พอไว้ใจอะไรๆ ก็ง่าย พอไม่ไว้ใจอะไรๆ มันก็ดูยากไปหมด

ถามว่าคนที่ต่อต้านนั้นไม่รู้จักแยกแยะรึเปล่า จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วคนเราไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผล ข้อมูล และตรรกะเพียงอย่างเดียว อย่างไรเสียอารมณ์ก็เข้ามาเกี่ยวข้อง นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมต้องมีศาสตร์อย่าง behavioral economics เพราะทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมที่บอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลนั้นไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ได้ดีเพียงพอ

ภรรยาโกรธบ้านแตกไม่ใช่เพราะแค่สามีกลับบ้านดึก

พนักงานลาออกไม่ใช่แค่เพราะโดนเจ้านายดุ

แบรนด์โดนถล่มไม่ใช่เพราะทำพลาดแค่หนเดียว

มันมีเหตุการณ์นับร้อยนับพันอย่างก่อนหน้านี้ที่ส่งผลถึงปัจจุบัน แม้ว่ามันจะดูไม่เกี่ยวกันแค่ไหนก็ตาม

เรื่องเรือดำน้ำไม่ใช่แค่เรื่องเรือดำน้ำ

แนวคิดนี้เอาไปอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเราได้หลายอย่างเลยนะครับ