นิทานหญ้าสีน้ำเงิน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ลากับเสือนั่งคุยกัน

“หญ้านั้นสีน้ำเงิน” ลาพูด

“จะบ้ารึเปล่า สีเขียวต่างหาก” เสือตอบ

“สีน้ำเงิน!”

“สีเขียว!”

ต่างฝ่ายต่างมั่นใจในความรู้ของตัวเอง เมื่อเถียงกันไม่จบ จึงตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า

เมื่อไปถึงบัลลังก์ที่สิงโตพำนักอยู่ ลาก็หมอบกับพื้น

“ท่านสิงโต จริงหรือไม่ที่หญ้านั้นสีน้ำเงิน”

“ถูกต้อง หญ้านั้นเป็นสีน้ำเงิน” สิงโตตอบ

ลาจึงลุกขึ้นเงยหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

“เจ้าเสือบ้าตัวนั้นมันไม่เห็นด้วยกับข้าและทำให้ข้าหงุดหงิดเหลือเกิน โปรดทำโทษมันด้วยเถิด”

“เจ้าเสือจะต้องโดนลงโทษด้วยการปิดวาจาไป 5 ปี” สิงโตประกาศก้อง

ลากระโดดโลดเต้นและพูดซ้ำๆ ไปตลอดทาง “ข้าบอกแล้วว่าหญ้าเป็นสีน้ำเงินๆๆ”

ฝ่ายเสือนั้นยอมรับการลงโทษ แต่ก็ยังคาใจ

“ท่านสิงโต เหตุใดท่านจึงลงโทษข้า จริงๆ แล้วหญ้ามันสีเขียวไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ แท้ที่จริงแล้วหญ้านั้นสีเขียว”

“แล้วท่านลงโทษข้าทำไม?”

“การลงโทษนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคำถามที่ว่าหญ้าสีน้ำเงินหรือหญ้าสีเขียว ข้าลงโทษเจ้าเพราะเจ้าเป็นสัตว์ที่ฉลาดและภาคภูมิ แต่ดันไปถกเถียงกับลา แล้วเอาคำถามบ้าๆ นี้มาทำให้ข้าเสียเวลาต่างหาก”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Stephen Sibbald’s answer to How do I win an argument with someone who will never admit that he’s wrong?

ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชมหรือคำด่า

“ทุกสิ่งที่งามนั้นงามโดยตัวมันเอง

คำชื่นชมหาได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน

ดังนี้ จึงไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชม

ข้าว่านี่ยังจริงแท้ต่อสิ่งที่เรานิยามว่างาม อาทิ วัตถุหรือชิ้นงานศิลปะ สิ่งเหล่านี้ยังต้องการอะไรอีกเล่า

ครรลอง สัจธรรม ความอาทร ความอ่อนน้อม แล้วสิ่งเหล่านี้ดีขึ้นเพราะคำชมหรือไม่ หรือเสื่อมลงเพราะคำติหรือไม่

ดูเอาเถิด มรกตด้อยค่าหากไร้คำชมด้วยหรือ แล้วทอง งาช้าง แพรพรรณ ดาบงาม ดอกไม้บาน และบรรดาพืชพันธุ์อีกเล่า”

-Marcus Aurelius
หนังสือ Meditations เมื่อจักรพรรดิพินิจชีวิต*

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงอดหวั่นไหวไม่ได้ไปกับคำพูดของคนอื่น

อะไรที่เราเฉยๆ แต่คนบอกว่าดี เราก็มักจะเออออไปด้วย

อะไรที่เราเฉยๆ แต่กำลังโดนคนอื่นถล่ม บางทีเราก็ผสมโรง

แม้กระทั่งเรื่องตัวเอง เรายังเผลอให้น้ำหนักกับคำพูดของคนแปลกหน้า

ถ้าเราโดนใครตำหนิ เราก็มักจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือไม่ก็เสียเซลฟ์และและหมดไฟไปเลยก็มี

แต่โตมาขนาดนี้แล้ว เราควรจะมีวุฒิภาวะมากพอที่จะแยกแยะได้หรือเปล่าว่าคำไหนควรฟัง และคำไหนควรวางไว้ตรงนั้น

สิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็นมันไม่ได้ด้อยลงหรือดีงามขึ้นเพราะคำคน

โอเคแหละ มันอาจจะเป็น indicator บางอย่างเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่าเรามาถูกทางได้

แต่อย่าให้คำพูดเหล่านั้นมาเป็นสรณะหรือสิ่งยึดเหนี่ยว

เพราะเมื่อเอาแต่เงี่ยหูฟังเสียงของคนอื่น เสียงเล็กๆ ในใจเราก็จะถูกกลบไปจนสิ้น

ถ้าเราทำสิ่งที่แย่ ต่อให้มีคนชื่นชม เราก็รู้อยู่แก่ใจ

ถ้าเราทำสิ่งที่ดี ต่อให้มีใครไม่เห็นด้วย เราก็รู้อยู่แก่ใจเช่นกัน

ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชมหรือคำด่าครับ


* สำนักพิมพ์ OMG Books สำนวนแปลไทยโดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย ผมมีปรับเล็กน้อยหลังจากได้เทียบกับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ (ซึ่งอาจมีหลายเวอร์ชั่น)

อันตรายของ Peer Pressure

สำหรับคนที่อายุเกิน 30 ปี น่าจะพอจำได้ว่าแต่ก่อนเวลาเรานั่งรถยนต์ เราไม่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะกฎหมาย “เพิ่ง” จะบังคับให้คนคาดเข็มขัดในปี 2538 และตอนนั้นก็บังคับแค่เพียงคนขับและคนที่นั่งแถวหน้าเท่านั้น กว่าจะบังคับให้คนแถวหลังคาดด้วยก็ปี 2560

ผมเองเคยไปเรียนชั้นมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ซึ่งบังคับให้ทุกคนคาดเข็มขัดอย่างเคร่งครัด ดังนั้นเวลากลับมาเมืองไทยและเห็นเพื่อนๆ และคนรอบตัวนั่งรถโดยไม่คาดเข็มขัดก็เลยไม่ค่อยชินเท่าไหร่

แต่ถึงกระนั้นผมเองก็ไม่กล้าคาดเข็มขัดเช่นกันเพราะมันดูโอเว่อร์ไปหน่อย


ผมเคยได้ยินว่ามีบริษัทหนึ่งที่หัวหน้าใหญ่บ้างานมาก ทำงานค่ำมืดดึกดื่นตลอด และคาดหวังให้คนอื่นทำงานดึกเหมือนพี่เขาเหมือนกัน บริษัทนี้คนก็เลยทำงานค่ำกันหมด และเวลาทุ่มกว่าๆ พี่คนนี้ยังลุกขึ้นมามองไปรอบๆ และถ่ายรูปเก็บเอาไว้ด้วยว่าใครยังอยู่และใครกลับบ้านไปแล้ว


ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว (2563) ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ควบคุมโรคโควิด-19 ได้ดีที่สุด ผู้ติดเชื้อในประเทศแทบไม่มี แต่คนไทยก็ยังใส่หน้ากากในที่สาธารณะโดยเฉพาะบนขนส่งมวลชนและในห้างสรรพสินค้า แต่พอเข้าออฟฟิศทุกคนก็ถอดหน้ากากกันเกือบหมด แม้กระทั่งเวลาเข้าห้องประชุมที่ต้องคุยกันเยอะๆ ก็แทบไม่มีใครใส่หน้ากาก และถึงจะเข้าช่วงต้นปีที่คนติดเชื้อเริ่มกลับมาเป็นหลักร้อย เราก็ยังไม่ใส่หน้ากากในออฟฟิศอยู่ดี


ใครที่เคยอ่านหนังสือ Sapiens จะทราบว่า “เผ่า” ที่เราอยู่ด้วยนั้นมีความสำคัญแค่ไหน เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอมาก ถ้าอยู่ตัวคนเดียวเราก็ไม่ต่างอะไรกับลิงตัวหนึ่ง เราจึงจำเป็นต้อง “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” ต้องทำตัวให้สอดคล้องไปกับคนอื่นๆ ในเผ่า เพราะถ้าทำตัวติสท์แตกหรือเอาแต่ใจจนถูกขับออกจากเผ่า เปอร์เซ็นต์ที่จะเอาชีวิตรอดนั้นแทบเป็นศูนย์


นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไม peer pressure ถึงมีน้ำหนักกับชีวิตของเรามากมายนัก

เราจะคาดหรือไม่คาดเข็มขัด ไม่ใช่เพราะกฎหมายบังคับ แต่เราจะดูว่าคนอื่นๆ ในรถคาดเข็มขัดรึเปล่า

เราจะกลับบ้านช้าหรือเร็ว ไม่ใช่เพราะว่างานเยอะหรือน้อย แต่เราจะดูว่าถ้ากลับบ้านก่อนเราจะกลายเป็นตัวประหลาดรึเปล่า

เราจะใส่หน้ากากในออฟฟิศหรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อมากเท่ากับว่าหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของเราใส่หน้ากากรึเปล่า

ดังนั้นแม้เราจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอะไรควรทำ แต่เราก็ไม่ได้ทำเพราะโดน peer pressure นี้ห้ามเอาไว้

สัญชาติญาณที่วิวัฒนาการมาหลายแสนปีมันมันฝังแน่นจน overwrite ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลไปเสียหมด

ดังนั้น ให้ระวัง peer pressure ให้ดีๆ

เพราะถ้าปล่อยให้มันนำทางเราไปผิดๆ บางครั้งอาจอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะครับ

วันนี้จะดีด้วยสิ่งที่เราได้ วันหน้าจะดีด้วยสิ่งที่เราให้

ตั้งแต่เกิดจนโต เราถูกสอนว่าทำอย่างไรถึงจะได้มา

เราเรียนหนังสือเพื่อจะได้ความรู้ สอบได้คะแนนดีๆ ได้เข้าเรียนมหาลัยดังๆ ได้ทำงานที่ใช่ ได้เงินใช้ไม่ขาดมือ ได้ซื้อของและประสบการณ์

เมื่อได้มาเยอะ เราก็สามารถจับจ่ายสิ่งที่เราได้มาเพื่อหาความสุขในวันนี้

ส่วน “วันหน้า” ซึ่งอาจจะหมายถึง “วันข้างหน้า” หรือ “ชาติหน้า” ก็ตาม มันจะดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราให้

ให้เวลา ให้ความรู้ ให้ความรัก ให้อภัย ให้โอกาส

พลังงานแห่งการให้ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแปรรูปไปและจะย้อนกลับมาหาเราในภายหลัง

สิ่งที่เราได้มา แม้จะสะสมได้ระดับหนึ่ง แต่มากกว่านั้นมันก็จะเริ่มไม่สร้างประโยชน์ หิวแค่ไหนก็อิ่มได้ในหนึ่งจาน นาฬิกาเยอะแค่ไหนก็ใส่ได้ทีละเรือน

แถมของที่เราได้มา เมื่อจบชีวิตนี้ก็ถือว่าจบกัน

แต่สิ่งที่เราให้ไป มันเหมือนเป็นการเอาสมบัติที่เรามีไปลงในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และสินทรัพย์บางตัวก็มี maturity date / cash-in date ที่ยาวนานกว่าหนึ่งชีวิตมนุษย์

เราจึงต้องบาลานซ์ทั้งการให้และการได้ ต้องมีทั้ง Give and Take

ถ้าเอาแต่ให้ก็จะเป็นการเบียดเบียนตัวเองเกินไป ถ้าเอาแต่ได้ก็มองการณ์ใกล้เกินไป

จัด portfolio ของเราให้ดีเพื่อการลงทุนระยะยาว

เพราะวันนี้จะดีด้วยสิ่งที่เราได้ และวันหน้าจะดีด้วยสิ่งที่เราให้ครับ

นิทานสมบูรณ์แบบ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาหญิงสาวที่สมบูรณ์แบบ

เขาต้องการจะแต่งงาน แต่จะยอมรับผู้ที่ไม่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร เขาต้องการผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ เขาเสียเวลาไปทั้งชีวิต ชีวิตของเขาสูญไปเปล่าๆ แต่เขาก็ไม่สามารถค้นหาได้

แล้ววันหนึ่งเพื่อนของเขาก็พูดว่า “ตอนนี้ท่านอายุเจ็ดสิบปี ท่านค้นหามาทั้งชีวิตของท่าน แต่ท่านไม่สามารถหาผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบพบแม้แต่คนเดียว”

เขาพูดว่า “จริงๆ แล้วครั้งหนึ่งฉันเคยพบกับผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง”

เพื่อนจึงถามว่า “แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะ”

ชายคนนั้นตอบอย่างเศร้าสร้อยว่า “เกิดอะไรขึ้นนะหรือ ผู้หญิงคนนั้นก็กำลังมองหาผู้ชายที่สมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เต๋า วิถีที่ไร้เส้นทาง ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

กฎ 12 ข้อที่ใช้ได้ตลอดชีวิต (ภาคสอง)

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ Beyond Order: 12 More Rules for Life ของ Jordan B. Peterson อยู่ครับ

หนังสือเล่มก่อนหน้านี้ของ Peterson ที่ชื่อว่า 12 Rules for Life: An Antidote to Chaos ขายไปแล้วทั่วโลกกว่า 5 ล้านเล่มและมีแปลเป็นไทยแล้ว

มาเล่มนี้ หนังสือยังอ่านยากเหมือนเคย ไม่แน่ใจว่าจะอ่านจบเมื่อไหร่ แต่อยากเอากฎทั้ง 12 ข้อมาแชร์ให้ได้อ่านกันก่อนครับ

Rule I: Do not carelessly denigrate social institutions or creative achievement.อย่าสบประมาทสถาบันทางสังคมหรือผลงานของใคร

Rule II: Imagine who you could be and then aim single-mindedly at that. ลองคิดว่าเราจะสามารถเติบใหญ่เป็นคนเช่นไรและตั้งใจที่จะเป็นคนคนนั้นให้ได้

Rule III: Do not hide unwanted things in the fog. อย่าซ่อนสิ่งที่เราไม่ชอบไว้ในเมฆหมอกแห่งความไม่ชัดเจน

Rule IV: Notice that opportunity lurks where responsibility has been abdicated. โอกาสนั้นซ่อนอยู่ในที่ที่ความรับผิดชอบนั้นขาดหาย

Rule V: Do not do what you hate. อย่าทำสิ่งเราเกลียด

Rule VI: Abandon ideology. ละทิ้งอุดมคติ

Rule VII: Work as hard as you possibly can on at least one thing and see what happens. เพียรพยายามอย่างที่สุดกับเรื่องใดสักเรื่องแล้วลองดูว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

Rule VIII: Try to make one room in your home as beautiful as possible. จัดห้องหนึ่งในบ้านให้สวยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Rule IX: If old memories still upset you, write them down carefully and completely. ถ้าความทรงจำครั้งเก่ายังทำให้เราเจ็บปวด จงเขียนมันออกมาให้ละเอียดลออและครบถ้วน

Rule X: Plan and work diligently to maintain the romance in your relationship. วางแผนและออกแรงในการรักษาความสัมพันธ์กับคู่รัก

Rule XI: Do not allow yourself to become resentful, deceitful, or arrogant. อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนขุ่นเคือง เจ้าเล่ห์ หรือเย่อหยิ่ง

Rule XII: Be grateful in spite of your suffering. จงรู้สึกขอบคุณแม้ต้องอยู่ท่ามกลางความทุกข์

นิทานความโง่เขลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีคนพูดจาจาบจ้วงพระพุทธเจ้า สาวกของพระองค์พูดว่า

“ข้าโกรธมากแต่พระองค์เอาแต่นิ่งเฉย อย่างน้อยพระองค์น่าจะอนุญาตให้ข้าไปพูดอะไรกับเขาบ้าง เขาจะได้เข้าใจถูกต้อง”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“เจ้าทำให้ข้าแปลกใจมาก ครั้งแรกคนนั้นทำให้ข้าแปลกใจ แต่ตอนนี้เจ้าทำให้ข้าแปลกใจ อะไรก็ตามที่เขาพูดมานั้นมันไม่เห็นเกี่ยวข้องกับพวกเรา ดังนั้นทำไมเราต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย? แต่ทว่าเจ้ากลับทำให้ข้าแปลกใจที่เจ้ารู้สึกรำคาญ เจ้ารู้สึกโกรธ นี่เป็นความโง่เขลา การทำร้ายตัวเองอันเนื่องมาจากความบกพร่องของคนอื่นนั้นเป็นความโง่ เจ้ากำลังทำร้ายตัวเองนะ สงบก่อนเถอะ ไม่มีความจำเป็นต้องโกรธ เพราะว่าความโกรธคือไฟ ทำไมเจ้าต้องเผาจิตวิญญาณของเจ้า? ถ้าคนคนนั้นทำอะไรผิดพลาดไป ทำไมเจ้าต้องทำร้ายตัวเจ้าเอง? มันเป็นความโง่นะ”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เชาวน์ปัญญา ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

เคล็ดลับกระตุ้นตัวเองให้อยากออมเงินมากขึ้น

งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัย UCLA มีการถามผู้เข้าร่วมว่าถ้าคุณได้เงินมา $1000 คุณจะออมเงินเท่าไหร่

คำตอบของคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ $80

แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คำตอบสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า คือ $172

คนกลุ่มหลังคือคนที่ได้เห็นรูปตัวเองตอนแก่

เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการอดออมเพื่อวัยเกษียณนั้นเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน แต่เราก็ไม่ค่อยจะทำกันเพราะในจิตใต้สำนึกนั้นเราจะรู้สึกเหมือนเรากำลังเสียสละความสุขสบายในตอนนี้เพื่อความสุขของ “คนแปลกหน้า” ในอนาคต

การได้เห็นรูปของตัวเองในวัยแก่ จะทำให้ตัวเราในวัยเกษียณนั้นจับต้องได้มากขึ้น และทำให้เราตระหนักว่าตัวเราในอนาคตจะได้รับผลกระทบจริงๆ จากการมีวินัยหรือขาดวินัยในของตัวเราในวันนี้

ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าเรายังไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจที่จะเก็บเงินเพื่อตัวเองในอีก 30 ปีข้างหน้าเท่าไหร่ ลองทำสามข้อต่อไปนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

  1. เข้า App Store หรือ Playstore แล้วดาวน์โหลดแอป FaceApp
  2. ถ่ายรูปหน้าตัวเองแล้วทำให้หน้าแก่ขึ้น (เลือก Age -> Old หรือ Cool Old)
  3. แปะหน้าแก่ของเราไว้ในที่ที่เราเห็นบ่อยๆ

ผมลองเล่นดูเองแล้ว ความรู้สึกอยากมีเงินเก็บก็สูงขึ้นมาจริงๆ ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

สิ่งแวดล้อมกำหนดพฤติกรรมเราได้แค่ไหน

มีงานวิจัยสี่งานที่อยากมาเล่าให้ฟังครับ

งานวิจัยแรก มีการทดลองให้ผู้เข้าร่วมจับคู่เพื่อเล่นเกมกัน โดยมีสองทางให้เลือกคือจะใช้ยุทธศาสตร์แบบร่วมมือกันหรือยุทธศาสตร์แบบต่างคนต่างทำ (collaborative strategy vs individualistic strategy)

เมื่อนักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Community Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกใช้วิธีร่วมมือกัน แต่ถ้านักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Wall Street Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกวิธีต่างคนต่างทำ

งานวิจัยที่สอง จำลองสถานการณ์ให้คนต่อรองกัน ถ้าในห้องทดลองมีสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกธุรกิจอย่างกระเป๋าใส่เอกสารหรือโต๊ะประชุมทรงวงรีแบบในห้องผู้บริหารระดับสูง ผู้เข้าร่วมทดลองจะต่อรองกันดุเดือดกว่าปกติ

งานวิจัยที่สาม ถ้าผู้เข้าร่วมทดลองได้เห็นภาพห้องสมุด พวกเขาจะพูดเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

งานวิจัยที่สี่ ผู้เข้าร่วมทดลองต้องทำแบบทดสอบที่วัดระดับสมาธิ ผู้เข้าร่วมที่ถูกขอให้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวจะทำพลาดน้อยกว่าคนที่ถูกขอให้ใส่ชุดลำลองถึงครึ่งต่อครึ่ง เป็นไปได้ว่าคนที่ได้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุณหมอหรือนักทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่เมื่อผู้เข้าร่วมถูกแจ้งว่าเสื้อโค้ทสีขาวนั้นเป็นเสื้อสำหรับให้จิตกรใส่ตอนวาดรูป คะแนนการทดสอบก็ลดลงทันที

เรามักจะชอบนึกว่าสิ่งที่เราคิด พูด ทำนั้นเราเป็นคนกำหนดเอง แต่จริงๆ แล้ว สิ่งแวดล้อมหรือแม้กระทั่ง “ชื่อ” ที่เราใช้นั้นอาจมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่เราคิด

ลองสำรวจบ้านและที่ทำงานของเราดูครับว่า เรากำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ไม่พึงปรารถนาอยู่รึเปล่า และเราจะปรับสภาพแวดล้อมอย่างไรได้บ้างเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เราอยากเห็นและอยากเป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

นิทานชาวไร่ขี้โกง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวไร่คนหนึ่งขายเนยหนัก 1 ปอนด์ให้กับคนขายขนมปังเป็นประจำ

วันหนึ่งคนขายขนมปังเกิดเอะใจขึ้นมา เลยเอาเนยไปลองชั่งน้ำหนักดู ปรากฎว่าเนยที่เขาซื้อมานั้นหนักไม่ถึงหนึ่งปอนด์ เขาจึงไปฟ้องศาล

ผู้พิพากษาถามชาวไร่ว่าใช้เครื่องชั่งนำหนักแบบไหนถึงผิดเพี้ยนได้ปานนั้น

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผมมันยากจน ไม่มีแม้เครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ผมมีตาชั่งครับ”

“แล้วเธอชั่งเนยอย่างไรเล่า?”

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ กระผมก็เป็นลูกค้าร้านขนมปังของเขาเช่นกัน เวลาเขาเอาขนมปังหนึ่งปอนด์มาส่ง ผมก็ใช้ขนมปังก้อนนั้นในการชั่งเนยให้เขาครับ”