ความเปลี่ยนแปลงจะพกของขวัญติดมือมาด้วยเสมอ

เป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะหวาดหวั่นกับความเปลี่ยนแปลง

เพราะหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนคือความรู้สึกมั่นคง (security)

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน พื้นที่คุ้นเคยของเราจึงอาจโดนคุกคาม

แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตเช่นกัน

เพราะเปลี่ยนจึงเติบโต เพราะเปลี่ยนจึงพัฒนา เพราะเปลี่ยนได้จึงมีความหวัง

“Change always comes bearing gifts”
-Price Pritchett

ทุกความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเข้ามา คือโอกาสที่เราจะได้ของขวัญชิ้นใหม่

เราหนีความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมันได้

หยุดวิ่งหนี หันหลังกลับมา เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

แล้วเราอาจได้ของขวัญที่คิดไม่ถึงครับ

หัดสงสัยในความดีของตัวเอง

โดยเฉพาะในเวลาที่เรารู้สึกดังต่อไปนี้

  • ทำไมเราต้องทุ่มเทอยู่คนเดียว
  • ทำไมคนอื่นดูไม่รับผิดชอบงานของตัวเองเลย
  • ทำไมทุกคนจ้องแต่จะเอาเปรียบ
  • ทำไมเขาไม่เห็นใจเราบ้าง
  • ทำไมเขาทำตัวแย่อย่างนี้

ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก” จบ เป็นหนังสือที่ลึกซึ้งและถึงอกถึงใจมาก

เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกตามที่กล่าวไปด้านบน นั่นแสดงว่าเรากำลัง “เข้าไปอยู่ในกล่อง” ความคิดของเราจะถูกบิดเบือนและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เราจะพยายาม “ยกตัวเองขึ้น” โดยการบอกตัวเองว่า เราทุ่มเทกว่า เราเสียสละมากกว่า และเราก็จะพยายาม “กดคนอื่นลง” เพื่อให้รู้สึกสบายใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนอื่น ไม่ใช่เพราะตัวเรา

ถ้าไม่พาตัวเองออกจากกล่อง เราก็จะชวนคนอื่นเข้าไปอยู่ในกล่องของตัวเองด้วย และต่างฝ่ายจะต่างโทษกันไปโทษกันมา เป็นวงจรอุบาทว์ที่อาจทำให้บริษัทล้มละลายและครอบครัวล่มสลาย

หากเรากำลังติดอยู่ในความคิดลบๆ มองคนอื่นเป็นเพียงตัวปัญหาและตัวก่อกวน ขอให้รู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในกล่อง และวิธีออกจากกล่องที่รวดเร็วที่สุด คือการมองให้เห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความหวัง ความต้องการ ความใส่ใจ และความกลัวเหมือนๆ กัน

เมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น แสดงว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

หัดสงสัยในความดีของตัวเองแล้วชีวิตจะดีขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็กLeadership and Self-Deception:Getting Out of the Box by The Arbinger Institute (ฉบับแปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น)

19 สัญญาณของความเป็นผู้ใหญ่

  1. ลงมือทำทั้งๆ ที่ยังไม่มีอารมณ์
  2. อดทนฟังทั้งๆ ที่คันปาก
  3. มองไกลกว่าหนึ่งช็อต
  4. ความสัมพันธ์มาก่อนการเป็นฝ่ายถูก
  5. ทำสิ่งที่ถูกแม้ไม่มีใครล่วงรู้
  6. รู้ว่าความจริงของเราไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
  7. เห็นต่างด้วยความเคารพอีกฝ่าย
  8. อ่อนน้อมแม้แต่กับคนที่อ่อนกว่า
  9. สนใจเรื่องราวของคู่สนทนามากกว่าอยากเล่าเรื่องราวของตัวเอง
  10. ยินดีอย่างจริงใจในความสำเร็จของคนอื่น
  11. ให้เครดิตคนอื่นเสมอ
  12. ไม่ด่วนตัดสินคน ไม่ด่วนฟันธง
  13. เข้าใจว่าอะไรอะไรมันก็ไม่แน่
  14. หนักแน่นแต่อ่อนโยน
  15. เด็ดขาดแต่ใจเย็น
  16. ไม่แสวงหาการยอมรับ
  17. ทำเยอะเรียกร้องน้อย
  18. ความสามารถสูง ความต้องการต่ำ
  19. ข้างนอกอย่างไรข้างในอย่างนั้น

คนที่เราชื่นชมเคยเป็นมือสมัครเล่นมาก่อน

ศิลปินที่เราชื่นชอบเคยแต่งเพลงแย่ๆ มาก่อน

นักเขียนนิยายคนโปรดเคยเขียนไม่ได้เรื่องมาก่อน

เชฟร้านดังเคยทำไข่เจียวไหม้มาก่อน

ตอนเริ่มต้น ทุกคนเป็นมือสมัครเล่นด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ทำครั้งแรกแล้วมันจะเลิศเลอเพอร์เฟกต์

ความแตกต่างของมือสมัครเล่นอย่างเรากับมืออาชีพอย่างเขาอาจมีแค่สามข้อ

หนึ่งคือเขาลงมือ

สองคือเขาเรียนรู้

สามคือเขาไม่หยุด

ไม่มีใครเป็นยอดมนุษย์มาแต่กำเนิด แต่ด้วยการฝึกฝนและเคี่ยวกรำ คนธรรมดาก็สามารถทำสิ่งที่เหนือธรรมดา และมือสมัครเล่นก็กลายเป็นมืออาชีพ

เราเองก็เป็นมืออาชีพได้ เพียงทำสามข้อที่กล่าวมา

ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง

หนังสือ 3 เล่มที่ชอบที่สุดในปี 63

No Rules Rules

ผู้เขียน: Reed Hastings & Erin Myer

อ่านเมื่อ: 27 ก.ย.-14 ต.ค.63

เหมาะกับ: CEO, เจ้าของธุรกิจ และ HR

เหตุผลที่ชอบ: Reed Hastings เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO คนปัจจุบันของ Netflix ส่วน Erin Myer ก็เป็นอาจารย์ MBA ชื่อดังและเคยออกหนังสืออย่าง The Culture Map

วัฒนธรรมของ Netflix โด่งดังในหมู่สตาร์ตอัพมาสักพักแล้ว เหตุผลหนึ่งก็เพราะ The Culture Deck ที่ รี้ด เฮสติ้งส์ อัปโหลดไว้ใน Slideshare ตั้งแต่ปี 2009 และมีคนเข้าไปดูแล้วถึง 20 ล้านครั้ง

หนังสือเล่มนี้เป็นการต่อยอดและลงลึกถึง Culture ของ Netflix โดยมีหลักการใหญ่ๆ สามข้อคือ

  1. Build up Talent Density สร้างความหนาแน่นของคนเก่งในองค์กร
  2. Introduce Candor ให้คนกล้าฟีดแบ็คกันเยอะๆ
  3. Remove Controls ลดกฎระเบียบกติกาหยุมหยิม

ซึ่งสามข้อนี้ต้องมาด้วยกัน จะขาดข้อหนึ่งข้อใดไม่ได้ เมื่อทำได้ดีแล้วก็สามารถยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายบริษัทแทบจะไม่ต้องมีกฎอะไรเลยดังชื่อหนังสือนั่นเอง

ถ้าองค์กรเต็มไปด้วยคนเก่ง แต่ละคนก็จะมีมาตรฐานสูงสำหรับตัวเองและผู้อื่น ดังนั้นจะไม่ปล่อยให้ใครทำอะไรเหยาะแหยะหรือเสียๆ หายๆ โดยไม่ตักเตือนกัน เมื่อทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองและคอยเป็นกระจกเงาให้กันและกัน กฎกติกาต่างๆ ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป พนักงานจึงมีทั้ง freedom & responsibility ที่จะทำอะไรก็ได้แต่ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบผลลัพธ์ที่จะตามมาเช่นกัน

หนังสือเล่มนี้บอกถึงความเป็นไปได้ อ่านแล้วก็จะต้องคอยถามตัวเองบ่อยๆ ว่า “อย่างนี้ก็ได้เหรอ” เหมือนสมัยที่พี่ตูนเป็นเด็กม.ปลายและได้ดูโมเดิร์นด็อกมาแสดงคอนเสิร์ต พี่ป๊อดร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็ลงไปชักดิ้นชักงออยู่กลางเวที มันเป็นการเปิดโลกให้อาทิวราห์ ที่ในกาลต่อมาร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็วิ่งไปปีนเสาไฟ

หนังสือ No Rules Rules จะช่วยชี้ให้เห็นกำแพงที่เรามองไม่เห็น เหลือก็แต่ว่าเราจะกล้าเอาไปลองทำจริงๆ แค่ไหน

สิ่งที่คนอ่านต้องระวังคือย่าเคลิ้มเกินไป หญ้าไม่ได้สีเขียวเสียทั้งหมด ลองเข้าไปอ่านรีวิวบริษัทเน็ตฟลิกซ์ใน glassdoor.com ก็จะช่วยให้เรามีมุมมองที่บาลานซ์มากยิ่งขึ้น


ปัญญา {ฝ่า} วิกฤติ

ผู้เขียน: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

อ่านเมื่อ: 4-8 พ.ย.63

เหมาะกับ: นักการเมืองและคนที่สนอกสนใจเรื่องปัญหาบ้านเมือง

เหตุผลที่ชอบ: นี่คือพี่ภิญโญ at his best ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ออกมาเป็นเนื้อเดียวกัน ชั้นเชิงการเล่าเรื่องทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังอ่านนวนิยายชั้นดี พาเราไปสัมผัสกับคนสำคัญและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่เราคิดว่าเรารู้จักอยู่แล้ว แต่พอได้อ่านจริงๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้รู้อะไรเลย

ในห้วงวิกฤติ การตัดสินใจของคนหนึ่งคนอาจทำให้เขาเป็นรัฐบุรษหรือทรราชเลยก็ได้ เส้นแบ่งบางๆ และทางสองแพร่งเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย แม้การตัดสินใจนั้นจะยากลำบากและอาจไม่เป็นที่ยอมรับของคนบางกลุ่ม แต่พอเวลาผ่านไปคนรุ่นหลังจะมองย้อนกลับไปเห็นอะไรได้อย่างชัดเจน เหมือนสำนวนฝรั่งที่บอกว่า “Hindsight is 20/20”

เมื่อผู้เขียนพาเราย้อนเวลากลับไปยังเหตุการณ์ต่างๆ ในวันที่ประเทศไทยต้องประสบกับทางแยก ทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่ผู้นำตัดสินใจในเวลานั้นเลือกและเหตุผลที่เขาเลือกทางนั้นทำให้เรามีประเทศไทยในวันนี้

ในฐานะคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นประชากรส่วนใหญ่และไม่ได้มีโอกาสเลือกมากนัก เมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤติ สิ่งที่เราทำได้คือยึดคำพระที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

“ในโลกที่ขมขื่นเช่นนี้ เราจะก่นด่าผู้ใดได้
ในวิกฤติใหญ่ หัวใจแห่งกลยุทธ์
คือการรักษาตัวรอดให้นานที่สุด
เพราะมีแต่มนุษย์ผู้มีชีวิตเท่านั้น
จึงจะดำเนินแผนการต่อไปได้”

บางทีวิกฤติก็ซ้อนวิกฤติ และบางทีวิกฤติใหม่ก็กลบวิกฤติเก่าเสียมิด สองสัปดาห์ที่แล้วเรากำลังบ่นเรื่อง PM 2.5 กลับมาอยู่พอดี แต่พอโควิดระลอกใหม่มา อากาศกลับดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ (วันนี้ค่า PMI ที่บ้านผม แค่ 15 เท่านั้น)


รู้อะไรไม่สู้รู้สึกตัว

ผู้เขียน(ผู้บรรยาย): หลวงพ่อสมบูรณ์ ฉัตตสุวัณโณ

อ่านเมื่อ: 10-30 ธ.ค.63

เหมาะกับ: ผู้สนใจการภาวนา

เหตุผลที่ชอบ: หลวงพ่อสมบูรณ์เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนที่สอนการภาวนาด้วยการขยับมือ

หลวงพ่อเคยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 3 ในวัย 76 ปีแต่ก็กำลังใจดีจนผ่านการทำคีโม 12 ครั้งจนหายขาด

คนที่ประสบกับวิกฤติขนาดนี้ในวัยขนาดนั้นประคองตัวและประคองใจเอาไว้ได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องที่เราควรศึกษา จะได้เตรียมความพร้อมไว้สำหรับอนาคตที่อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้

นี่คือยุคที่เราแสวงหาความมั่นคงทางการเงินกันมากมาย อยากมี passive income อยากมีเงินเก็บ แต่เรากลับละเลยที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองเพื่อเตรียมความพร้อมกับความเจ็บไข้ที่จะมาในวัยชรา

หลวงพ่อสมบูรณ์สอนให้รู้กายรู้ใจตลอดเวลา อาศัยดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเรา แต่ต้องเป็นการ “เห็นความรู้สึก” ไม่ใช่ “เรารู้สึก” เพราะถ้า “เรารู้สึก” เราจะยึดว่ามันเป็นตัวเราทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วความรู้สึกต่างๆ ก็เป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาและผ่านไปเท่านั้น

หลวงพ่อสอนให้ภาวนาแบบไม่เคร่งเครียด ถ้าเครียดแปลว่าผิด ให้ทำไปด้วยความสบายๆ ถ้าเมื่อยก็ขยับแข้งขยับขา ถ้าหายใจติดๆ ขัดๆ ก็ยืดอกขึ้น ตั้งตัวให้ตรงขึ้น จะได้หายใจได้สะดวก เวลาเดินก็เดินให้สบาย หาให้เจอว่าเดินยังไงไม่ให้เมื่อย

ถ้าเราสามารถภาวนาด้วยใจที่สบายได้ เราก็จะมีแนวโน้มที่จะอยู่กับมันได้นานขึ้น ทำได้บ่อยขึ้น และมีโอกาสที่จะขัดเกลาจิตใจตนเองได้โดยไม่ต้องลำบากตรากตรำเหมือนภาพจำที่เราเคยมีเกี่ยวกับการปฏิบัติ

นิทานมินิกอล์ฟ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณพ่อพาลูกสองคนไปเล่นมินิกอล์ฟ

“ค่าตั๋วเท่าไหร่ครับ” พ่อถามเด็กขายตั๋ว

“ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 6 ขวบขึ้นไป 100 บาท เด็กกว่านั้นฟรีครับพี่”

“คนเล็กผม 4 ขวบ คนโตผมเพิ่ง 6 ขวบ งั้นผมต้องจ่าย 300 บาทสินะ”

“จริงๆ ถ้าพี่บอกผมว่าคนโตอายุยังไม่ถึง 6 ขวบก็ได้นะ ยังไงผมก็ดูไม่รู้อยู่แล้ว”

“ใช่ แต่ลูกผมรู้นะ”


ดัดแปลงจากนิทานในหนังสือ The Original Chicken Soup for the Soul

3 ไอเดียจากหนังสือ Mindset

1. งานวิจัยพบว่า การชื่นชมความสามารถของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กลดลง แต่การชื่นชมความพยายามของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กสูงขึ้น คำชมบางอย่างที่ผู้ใหญ่ไม่ได้คิดอะไรก็อาจเป็นผลเสียต่อเด็กได้ เช่นคำชมอย่าง “ลูกเรียนเรื่องนี้ได้เร็วเพราะลูกเป็นเด็กฉลาด” ตัวเด็กก็อาจจะตีความว่าการเรียนรู้ช้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี

2. นักกีฬาที่มี growth mindset ไม่ได้สนใจแต่เรื่องชัยชนะ พวกเขาจะโฟกัสไปที่การฝึกซ้อมและสนุกไปกับความท้าทายพอๆ กับผลการแข่งขัน ในทางกลับกัน นักกีฬาที่มี fixed mindset นั้นจะทำทุกวิถีทางให้ได้ชัยชนะเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเหนือกว่าคู่แข่ง และหากต้องพบความพ่ายแพ้พวกเขาก็จะผิดหวังสุดๆ

3. โลกธุรกิจมักจะให้ความสำคัญกับคนเก่งและคนฉลาด แต่นั่นก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน Enron เป็นบริษัที่จ้างแต่คนเรียนเก่งและจบสูงๆ มา แต่มันก็สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ห้ามทำพลาดเพราะจะทำให้ชื่อเสียงของตัวเองและของบริษัทเสียหาย Enron จึงเกลียดการยอมรับผิดและให้ความสำคัญกับการรักษาภาพลักษณ์มาก พอเกิดการสอบสวนขึ้นมา ผู้บริหารจึงเอาแต่ปกป้องตัวเองแม้ว่าจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นเท็จก็ตาม


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Mindset: The New Psychology of Succes by Carol S. Dweck, สรุปหนังสือโดย getAbstract

จะคิดบวกได้ก็ต่อเมื่อเราคิดลบไปแล้วเท่านั้น

จะให้อภัยได้ก็ต่อเมื่อเราโกรธเขามาแล้วเท่านั้น

จะเรียกรถดับเพลิงก็ต่อเมื่อไฟไหม้บ้านแล้วเท่านั้น

คิดบวกจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการพยายามดับไฟไม่ให้ลุกลามไปกว่านี้

วิธีที่ดีกว่า คือฝึกจิตใจให้ไม่ต้องคิดลบตั้งแต่ต้น

เมื่อไม่คิดลบ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดบวก เมื่อไม่โกรธ ก็ไม่จำเป็นต้องยกโทษ เมื่อไฟไม่ไหม้บ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องดับไฟ

เมื่อเราสามารถมองทุกอย่างด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ไปให้คุณค่าหรือความหมายกับสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นจนเกินควร ใจของเราก็จะไม่สวิงขึ้น-ลงไปตามโลก และไม่สูญเสียพลังงานไปกับเรื่องชั่วคราวครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรยายของพี่พศิน อินทรวงค์ บน Youtube

นิทานส่งต่อความสุข

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เพื่อนสองคนนั่งแท๊กซี่มาลงที่ใจกลางเมือง

ก่อนจะลงจากรถ เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า

“ขอบคุณนะพี่โชเฟอร์ พี่ขับรถดีมากเลย”

โชเฟอร์ยิ้มรับงงๆ ก่อนจะออกรถไป

“ทำไมต้องชมคนขับแท๊กซี่ด้วยล่ะ”

“เราอยากให้คนรักกันมากกว่านี้”

“คนเดียวจะทำอะไรได้”

“ไม่ใช่คนเดียวซะหน่อย ถ้าเค้ารู้สึกดีกับคำชมของเรา เขาก็จะ nice กับผู้โดยสารคนอื่นๆ ของเขา ถ้าเค้าได้งาน 10 รอบ ผู้โดยสารเหล่านั้นก็จะ nice กับคนอื่นๆ คำชมของเราเมื่อกี้อาจจะทำให้คนอารมณ์ดีขึ้นอย่างน้อย 100 คนเลยนะ”

“ก็ฟังดูดีอยู่หรอกนะ แต่จะไปหวังให้โชเฟอร์เค้าดีกับผู้โดยสารมันไม่ยากไปหน่อยเหรอ”

“ถ้าเค้าไม่ได้สนใจคำชมของเราก็ไม่เห็นไปไรนี่ เราไม่ได้เสียอะไรไปซักหน่อย เอ่ยปากชมใช้เวลาแค่ 3 วิ ค่าแท๊กซี่ก็จ่ายเท่าเดิม และวันนี้เรายังมีโอกาสเจอคนอีกตั้งเยอะ มันต้องมีบ้างแหละที่คำชมของเราทำให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้น”


ดัดแปลงจากเนื้อหาในหนังสือ The Original Chicken Soup for the Soul

นิทานไก่กับไข่

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ลูกไก่ถามแม่ไก่

“แม่ขา…วันนี้ไม่ออกไข่ได้ไหม พาหนูออกไปเที่ยวเล่นเถอะ”

“ไม่ได้หรอก แม่ต้องทำงาน”

“แต่แม่ออกไข่มาตั้งเยอะแล้วนะ”

“หนึ่งวันออกไข่หนึ่งฟอง มีดอีโต้ย่อมห่างตัว”


ขอบคุณนิทานจากเพจ PAG Design