อีกสิบปีเราจะขำตัวเองกับเรื่องนี้

20200715

ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้วหรือเก่ากว่านั้นก็ได้

อาจจะเคยร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเพราะอกหัก

อาจจะเคยเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะงานล่ม

อาจจะเคยทะเลาะกันใหญ่โตด้วยเรื่องที่เราคิดว่าสำคัญเสียมากมาย

พอมองย้อนกลับไป ความรู้สึกแย่ๆ นั้นอาจจะยังหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ปัญหานั้นมันไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่เคยคิดแล้ว ไม่รู้เพราะว่าก้อนปัญหามันถูกกาลเวลากัดกร่อน หรือตัวเราเองที่เติบใหญ่ขึ้น หรืออาจจะทั้งคู่

เราเคยเจอเหตุการณ์แย่ๆ มาแค่ไหน เราก็ยังผ่านมันมาได้

ตอนนี้เรากำลังเจอเหตุการณ์แย่ๆ เพียงใด เดี๋ยวเราก็จะผ่านมันไปได้เหมือนที่เคยเป็นมาเช่นกัน

แล้วอีกสิบปีเราจะกลับมาขำตัวเองกับเรื่องนี้ครับ

ผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับเลนส์ที่เราใช้

20200713

นานมาแล้ว ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

หนึ่งในคำถามคือความเห็นของอาจารย์เสกสรรค์ถึงเหตุการณ์หนึ่งในบ้านเมืองที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่

อาจารย์ตอบว่า ถ้ามองในทางนิติศาสตร์นับว่าเป็นเรื่องผิด แต่ถ้ามองในทางรัฐศาสตร์ก็นับว่าทำถูกต้องแล้ว

ผมจำรายละเอียดของเหตุการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งที่อยู่ในใจผมเรื่อยมาคือมุมมองที่ว่า สิ่งใดจะผิดหรือถูกมันขึ้นอยู่กับว่าเรามองผ่านเลนส์ของอะไร

ในชีวิตเราจะพบเจอคนที่เป็น “ผู้ผดุงความยุติธรรม” อยู่เนืองๆ คนที่เห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องแล้วไม่ลังเลที่จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสิ่งนี้มันผิดนะ

เราเจอผู้ผดุงความยุติธรรมทั้งในที่ทำงานและในกรุ๊ปไลน์ ซึ่งในมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องดีที่มีคนกล้าทักท้วง แต่อีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้คนรอบข้างอึดอัดได้เช่นกัน เพราะสิ่งต่างๆ ในสังคมมันไม่ได้เป็นขาวกับดำ มันมีตั้งแต่เทาอ่อนจนถึงเทาเข้ม

ถามว่าความเท่าเทียมกันของมนุษย์เป็นเรื่องดีมั้ย? ถามว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากันรึเปล่า?

ถ้าเราเชื่อใน values ที่กล่าวไป เรายังควรมีที่นั่งให้กับหญิงมีครรภ์และคนชราหรือไม่? การมีที่นั่งเพื่อคนเหล่านี้โดยเฉพาะไม่เป็นการดูเบาหรือเห็นว่าเขาอ่อนแอกว่าเราอย่างนั้นหรือ? ถ้าเขาขึ้นรถเมล์มาทีหลัง ทำไมเขาถึงมีสิทธิ์ได้นั่งก่อนในเมื่อเราก็เสียค่ารถเมล์เท่ากัน?

เพราะการมีที่นั่งให้หญิงมีครรภ์นั้นเราไม่ได้ใช้เลนส์แห่งความเท่าเทียม เรากำลังใช้เลนส์แห่งความเอื้ออาทร

ถ้าเราเคยสงสัยว่าทำไมคนบางคนถึงไม่เห็นด้วยกับเรา ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการทำแท้ง มันอาจไม่ได้เป็นเพราะว่าเขามีไม้บรรทัดที่บิดเบี้ยวหรือมีความบกพร่องทางศีลธรรมแต่อย่างใด บางทีเขาเพียงแต่มองผ่านเลนส์คนละเลนส์กับเราเท่านั้นเอง

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราก็อาจพร้อมรับฟังความเห็นของคนอื่นได้มากขึ้น

และถึงวันหนึ่งที่เราโตพอ เราอาจสนุกกับการมองผ่านเลนส์ของคนอื่นๆ เพื่อให้เห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น หรือเห็นสิ่งที่เราปฏิเสธที่จะมองมาโดยตลอดครับ

หน้าที่ของลูกน้องคือทำให้หัวหน้าดูดี

20200712b

ฟังดูเหมือนเป็นการประจบประแจง แต่ที่จริงมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

ผมเคยเขียนไว้ในหนังสือ Thank God It’s Mondayฯ ว่าเราทุกคนมีความต้องการหลักๆ แค่สองอย่างในชีวิต หนึ่งคือ Security และสองคือ Significance

Security คือความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย

Significance คือความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ

ถ้าใครมอบ 2S นี้ให้เราได้ เราก็จะรู้สึกดีกับคนคนนั้น

เช่นเดียวกัน ถ้าเรามอบ 2S นี้ให้ใครได้ เขาก็จะรู้สึกดีกับเราเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวหน้า

อย่าลืมว่าหัวหน้าของเราต้องแบกรับผิดและรับชอบผลงานของทั้งทีม ถ้าเราทำงานออกมาได้ดีมีคุณภาพ หัวหน้าเราย่อมแฮปปี้เพราะเขาสามารถเอางานของเราไปนำเสนอใครต่อใครได้อย่างภาคภูมิใจ และเมื่อผลงานของทีมดี เขาย่อมได้ทั้ง Security และ Significance ในคราวเดียวกัน

ในทางกลับกัน ถ้างานของเราไม่ได้เรื่อง หัวหน้าต้องมาตามแก้หลายๆ รอบ นั่นย่อมทำให้เขาสูญเสียเวลาอันมีค่า แทนที่จะเอาไปสร้างผลงานอื่นๆ กลับต้องมานั่งปัดกวาดเช็ดถูความไม่เรียบร้อยในงานของลูกน้อง แถมถ้าข้อมูลผิดพลาดและทำให้บริษัทเสียหาย 2S ของหัวหน้าก็จะลดลงไปไม่น้อย

ทำงานของเราให้ดีเพื่อจะทำให้หัวหน้าของเราดูดี แล้วหัวหน้าจะดูแลเราดีเองครับ

ความเชื่อเราเป็นอย่างไร ความจริงก็คงเป็นอย่างนั้น

20200712c

ถ้าเราเชื่อว่าเราคงสู้เขาไม่ได้ เราก็คงไม่ได้ลงแรงมากนักในการฝึกซ้อมและเตรียมตัว สุดท้ายเราก็จะสู้เขาไม่ได้จริงๆ

ถ้าเราเชื่อว่าเราเป็นคนไม่มีเสน่ห์ เราก็จะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมและทักษะการเข้าสังคม เราก็เลยกลายเป็นคนไม่มีเสน่ห์ไปจริงๆ

ถ้าเราเชื่อว่าโลกนี้กำลังกลั่นแกล้งเรา เราก็จะตีความการกระทำของคนรอบข้างเป็นลบไว้ก่อน เมื่อเราคิดลบกับเขา เขาก็ย่อมคิดลบกับเราหรือไม่ก็หนีห่าง โลกจึงดูเหมือนกำลังกลั่นแกล้งเราจริงๆ

ทุกความเชื่อคือ self-fulfilling prophecy มันคือคำทำนายที่กลายเป็นจริงเพราะเราทำตัวเอง แล้วเราก็ได้แต่อุทานว่า “กูว่าแล้ว”

ลองเชื่อแบบอื่นๆ ดูบ้าง เผื่อจะเจอความจริงที่น่ารักกว่านี้ครับ

สิ่งที่คิดได้และได้คิดในวันที่ชีวิตขึ้นเลขสี่

20200712

ผมเพิ่งจะอายุ 40 ปีไปหมาดๆ จึงอยากจดบันทึกความคิดบางอย่าง ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เผื่อจะกลับมาอ่านได้ในวันข้างหน้า และเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบางคนครับ

งาน

รู้สึกว่าการทำงานให้ดีมันมีเคล็ดลับอยู่ไม่กี่อย่าง

หนึ่งคือเราต้องมีความกล้า กล้าที่จะเริ่มลงมือทำ กล้าที่จะถาม กล้าที่จะยอมรับว่าเราไม่รู้ กล้าที่จะยอมรับผิด กล้าที่จะตักเตือนลูกน้อง กล้าที่จะเสนอความคิดเห็นที่ต่างจากหัวหน้าหรือคนอื่นๆ ในห้อง

สองคือเราต้องสื่อสารให้มากๆ สื่อสารว่าเรากำลังทำอะไร เพราะอะไร จะเสร็จเมื่อไหร่ สื่อสารกับทั้งข้างบน ข้างข้าง และข้างล่าง เค้าจะได้ไม่ต้องมาคอยเดาใจเรา และเราจะได้ลดโอกาสหัวเสียที่เขาทำงานไม่ได้ดั่งใจ เพราะส่วนใหญ่ปัญหามันเกิดจากการสื่อสารระหว่างทางไม่ดีเท่านั้นเอง

สามคือลด distractions ให้ได้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นเราจะทำงานใหญ่ไม่ได้เลย

เงิน

การมีเงินอาจไม่สามารถซื้อความสุขได้เสมอไป แต่การไม่มีเงินนั้นซื้อความทุกข์ได้แน่นอน

ดังนั้นการมีเงินเป็นเรื่องดี ยิ่งถ้าเรามีเงินเยอะและความต้องการของเราน้อย เราจะสามารถเอาเงินไปทำประโยชน์ได้อีกมากเพราะเราไม่เห็นความจำเป็นต้องสะสม ใครขอความช่วยเหลืออะไรเราก็ให้ได้โดยไม่รู้สึกเสียดายและไม่เบียดเบียนตัวเราเองด้วย

โยงไปที่เรื่องการซื้อของ ราคาของของที่เราซื้อมันไม่ใช่แค่ราคาที่อยู่บนป้ายเท่านั้น แต่มันยังมีราคาของ “ที่ว่าง” ในบ้านของเราด้วย ยิ่งเราซื้อของเข้าบ้าน ที่ว่างในบ้านยิ่งน้อยลง และเมื่อไม่มีที่ว่าง ของหลายอย่างก็จะถูกกองรวมกันไว้ไม่ต่างอะไรกับกองขยะ

สร้างความสัมพันธ์กับเงินให้ถูกต้องแล้วเงินจะเป็นข้ารับใช้ที่ดี ถ้าความสัมพันธ์กลับหัวกลับหางเมื่อไหร่ เราจะเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดไปแลกกับสิ่งที่มีคุณค่าน้อยกว่า นั่นคือการเอา “เวลาในชีวิตของเรา” ไปแลกกับเงิน ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นแค่สิ่งสมมติ เป็นแค่เรื่องราวที่เราเอาไว้เล่าให้ตัวเองและคนอื่นๆ ฟังว่าเรามีตัวเลขในบัญชีเท่านั้นเท่านี้ แต่จริงๆ มันแทบไม่ได้มีผลอะไรต่อคุณภาพชีวิตเราโดยรวมเลย

ลูกๆ

พอครอบครัวมีฐานะ ลูกได้เรียนโรงเรียนเอกชน สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดตอนนี้คือกลัวลูกจะไม่รู้จักความลำบาก ตอนนี้เขาอยากซื้ออะไรเราก็ซื้อให้ได้ ร้อนก็เปิดแอร์ได้ อยากทำอะไรก็มีพี่เลี้ยงช่วยทำให้ ในฐานะพ่อแม่เราต้องคอยหักห้ามใจตัวเองไม่ตามใจลูกจนเกินไป และต้องหากิจกรรมที่ทำให้เขาได้สร้างความคุ้นเคยกับความยากลำบากเสียบ้าง

ส่วนเรื่องการเลือกโรงเรียนให้ลูกตอนนี้ก็เน้นใกล้บ้านไว้ก่อน พอถึงวัยประถมปลายหรือมัธยมค่อยดูกันอีกที แต่หวังว่าเมื่อถึงตอนนั้นผมกับแฟนจะมีเวลามากพอที่จะสอนการบ้านและนั่งคุยกับลูก ซึ่งสำคัญกว่าการเลือกโรงเรียนเสียอีก

คู่ครอง

ความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน ต่อให้ภรรยาสวยแค่ไหน สุดท้ายก็จะเคยชินหรือโรยราอยู่ดี

ดังนั้นคู่ครองที่ดีคือคนที่เราสามารถคุยได้โดยไม่เบื่อ คุยได้ทุกเรื่อง แต่ก็ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างมีพื้นที่ส่วนตัวด้วยเช่นกัน เราควรมีแนวทางคล้ายๆ กัน เช่นการหาเงินและการจ่ายเงิน การทำงาน การเลี้ยงลูก เรื่องพวกนี้ถ้าเห็นไม่ตรงกันจะสร้างความกังวลได้ไม่น้อย

พ่อแม่

หากมีพ่อแม่ที่ยังแข็งแรงดีอยู่ถือเป็นพรอันประเสริฐ

พ่อกับแม่ผมยัง active ยังมีงานให้ทำ ยังมีกิจกรรมให้ไปร่วมอยู่เรื่อยๆ ก็เลยไม่แก่

การที่ผมกับน้องชายตัดสินใจซื้อบ้านให้พ่อกับแม่มาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเป็นการตัดสินใจที่ดี เพราะพ่อแม่ได้แวะเวียนมาเจอหน้าหลานๆ แทบทุกวัน แต่พวกเขาก็ยังมีพื้นที่ส่วนตัวที่บ้านของตัวเองได้ ซึ่งพื้นที่ส่วนตัวที่ว่านี้มันหายไปตั้งแต่ตอนผมเกิด และเพิ่งได้กลับมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

ครอบครัว

การมีคนในครอบครัวอยู่ใกล้ๆ กันนั้นสร้างความอุ่นใจที่มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้

น้องชายกับน้องสะใภ้ก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ลูกๆ ของพวกเราอยู่โรงเรียนเดียวกันก็เลยผลัดกันรับส่งกันได้ พี่ชายของภรรยาผมก็ขึ้นมาพักกับเราที่กรุงเทพอยู่เรื่อยๆ เป็นอีกคนที่ให้คำปรึกษาได้เสมอ

การอ่านหนังสือ

ปีนี้ทดลองเปลี่ยนยุทธศาสตร์การอ่านหนังสือเล็กน้อย คืออ่านหนังสือจากคนๆ เดียวกัน 3 เล่มติดกัน โดยหวังว่าจะได้ “อ่านระหว่างหนังสือ” ซึ่งเป็นขั้นกว่าของการ “อ่านระหว่างบรรทัด” จะได้เข้าใจความมุ่งหมายของนักเขียนคนนั้น

ตอนต้นปีผมอ่านหนังสือชุดมูซาชิของอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย

ช่วงปิดโควิดผมอ่าน Fooled by Randomness, The Black Swan และ Antifragile ของ Nassim Nicholas Taleb

ตอนนี้กำลังอ่านงานของ Robert Greene – 48 Laws of Power, Mastery, และ The Laws of Human Nature

ช่วงที่อ่านหนังสือของคนไหน ผมก็จะอ่านและฟังคำสัมภาษณ์ของคนๆ นั้นด้วย เพื่อให้เข้าใจตัวตนของเขาในบริบทอื่นๆ มากขึ้น

ขับรถเดี๋ยวนี้สิ่งที่ฟังเยอะที่สุดคือ Youtube Premium ค่าสมัครรายปีนั้นถูกมากเมื่อเทียบกับ content มากมายมหาศาลที่มีที่เราสามารถโหลดมาฟัง offline ได้เลยแถมยังเปิดไปหน้าจออื่นโดยที่วีดีโอไม่หยุดเล่นอีกด้วย

เคยพยายามฟังหนังสือเสียงของ Storytel ซึ่งย่อมเยาว์กว่า Audible แต่รู้สึกว่ามันไม่เข้าหัว ไม่สามารถรักษาสมาธิได้ตลอดรอดฝั่งได้

เคยลองใช้ book summary services อย่าง Blinkist, Headway และ 12min แต่ก็ค้นพบว่าไม่อาจทดแทนหนังสือจริงได้ ตอนนี้เลยเลิกใช้ไปแล้ว

อีกสองไอเดียเกี่ยวกับการอ่านหนังสือผมได้มาจาก Nassim Taleb

ไอเดียแรกคือให้จดเอาไว้ว่าวันนี้อ่านหนังสือไปได้กี่นาที สัปดาห์นึงอยากอ่านหนังสือให้ได้สัก 5 ชั่วโมง (Taleb อ่านหนังสือสัปดาห์ละ 20-30 ชั่วโมงมาหลายสิบปีแล้ว)

ส่วนไอเดียที่สอง คืออ่านเฉพาะหนังสือเก่าเกิน 10 ปีเท่านั้น เพราะหนังสือใหม่ๆ มีความเสี่ยงที่มันจะไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่หนังสือเล่มไหนที่อยู่มาเป็นสิบหรือเป็นร้อยปีแล้วยังมีคนอ่านอยู่ แสดงว่าคุณค่าของมันได้รับการรับรองจากวันเวลาแล้ว

การนอนหลับ

การนอนหลับให้เพียงพอคือ productivity hack ที่หลายคนละเลย เมื่อเรานอนเพียงพอ เราจะรู้สึกว่าอะไรก็สู้ไหว เมื่อเรานอนไม่พอ เจออะไรหน่อยเดียวก็ท้อแล้ว

แนะนำให้อ่านหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ที่มีแปลเป็นไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ Bookscape อ่านแล้วจะไม่อยากอดนอนอีกเลย

การกินอาหาร

อาหารคือสิ่งที่จะกลายมาเป็นเลือดเนื้อของเรา เราจึงควรทานของที่มีประโยชน์ และไม่ควรทานเยอะเกินไป พออายุมากขึ้น เราไม่ได้ต้องการปริมาณอาหารเท่ากับตอนเป็นวัยรุ่นแล้ว ดังนั้นต้องยกเลิกความเคยชินข้อนี้ ทานให้เกือบอิ่ม พอผ่านไปซัก 10 นาทีมันจะอิ่มพอดี

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นมิติที่สำคัญน้อยที่สุดต่อสุขภาพเมื่อเทียบกับการนอนหลับและการกินอาหาร

ช่วงนี้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นหลัก สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

วันอังคารวิ่งระยะทาง D ที่เพซ P

วันพฤหัสบดีวิ่งระยะทาง D/2 ที่เพซ P-30

วันเสาร์วิ่งระยะทาง 2D ที่เพซ P+30

ยกตัวอย่างเช่น

วันอังคารวิ่ง 8 กิโล เพซ 6
วันพฤหัสบดีวิ่ง 4 กิโล เพซ 5’30
วันเสาร์วิ่ง 16 กิโล เพซ 6’30

วันอื่นๆ ก็ให้ร่างกายได้พัก เก่งขึ้นช้าหน่อยดีกว่าหักโหมจนเจ็บยาว

ตัวผมเองอยากรักษาวินัยให้สามารถจบมาราธอนได้ปีละครั้ง และถ้าโชคดีไม่บาดเจ็บและไม่เบื่อไปเสียก่อน ก็หวังว่าจะจบมาราธอนแบบ sub-4 ได้สักครั้งก่อนอายุ 45

การจดบันทึก

การจดไดอารี่ทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเอง และได้จดสิ่งที่เราจะลืมในอีกไม่ช้า เพราะความจำเราแย่มาก มื้อเที่ยงเมื่อวันจันทร์ที่แล้วกินอะไรยังจำไม่ได้เลย ดังนั้นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วหลายเดือนหรือหลายปีเราจะลืมมันไป 90% แต่ถ้าจดเอาไว้ แม้จะไม่ต้องยาวมาก แต่ก็จะช่วยให้เราเห็นว่าช่วงเวลานั้นเรากำลังคิดอะไรและทำอะไรอยู่

ผมเขียนไดอารี่ลงโปรแกรม notepad พยายามทำเป็นสิ่งแรกตอนเปิดคอมขึ้นมา โดยจะใส่ไว้ด้วยว่าเขียนจากที่ไหน ใช้เวลาเขียน 1-3 นาทีเท่านั้นเอง

การเขียนบล็อก

เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุด ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ว่าตัวเองจะเขียนเรื่องที่ลึกซึ้งมากขึ้นให้สมกับอายุอานามรึเปล่า อยากให้บล็อกนี้มีความคิดที่เติบโตทันผู้อ่านด้วย ส่วนเรื่องตัวเลขคนไลค์เพจนั้นเลิกให้ความสำคัญไปนานแล้ว เรื่องการบู๊สต์โพสต์ก็เลิกทำไปนานแล้วเหมือนกัน เพราะรู้แล้วว่าไม่ได้เปิดเพจมาเพื่อบรรลุหรือพิชิตตัวเลขใดๆ ก็แค่อยากเขียนให้คนที่เลือกจะติดตามเราเท่านั้นเอง

การอ่านข่าว

ผมแทบไม่อ่านข่าวเลย ยิ่งได้อ่านหนังสือของ Nassim Taleb ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าการรู้ข่าวสารมากไปจะทำให้เราหลงทางเสียเปล่าๆ เพราะหนังสือพิมพ์ต้องพยายามสร้าง “story” เพื่อมาเติมเนื้อหาให้เต็มหน้ากระดาษ ส่วนสื่อออนไลน์ก็จำเป็นต้องสร้าง traffic

ข่าวส่วนใหญ่จึงเป็น noise ถ้าเราเสพข่าวเยอะ signal to noise ratio ของเราจะต่ำมาก แถมเราจะคิดว่าเราเข้าใจอะไรได้ดีทั้งๆ ที่จริงๆ เราอาจไม่ได้เข้าใจมันหรอก หรือถ้าเข้าใจจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอะไร มีอย่างอื่นที่น่าอ่านมากกว่านี้เยอะ เช่นหนังสือที่เก่ากว่า 10 ปีและการอ่านใจตนเอง

การศึกษาตนเอง

คุณพศิน อินทรวงศ์กล่าวไว้ว่าคนเราเติบโตได้สามมิติ คือทางกาย ทางความคิด และทางจิตวิญญาณ คนส่วนใหญ่ละเลยการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณทั้งๆ ที่มันเป็นทางตรงที่สุดในการเข้าถึงความสุขที่ทุกๆ คนก็ใฝ่หากัน

ตั้งแต่มีลูก ผมพร่องเรื่องการเจริญสติไปไม่น้อย แต่เมื่ออายุครบ 40 ขวบปี ก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะกลับมาจริงจังกับเรื่องนี้อีกครั้ง กลับมาเท่าทันความคิดตนเอง มีสติอยู่กับลมหายใจ กับการเคลื่อนไหวร่างกาย

40 คือการเริ่มต้นสู่วัยชรา ดังนั้นการอยู่กับตัวเอง การเห็นความคิดของตัวเอง การมีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น เป็นทักษะที่จะจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคตอันไม่ไกล ในวันที่เราถอดหัวโขน ในวันที่เราเป็น nobody ในวันที่เราเจ็บป่วย การเข้าใจตัวเองและเข้าใจธรรมชาติของชีวิตจะเป็นเกราะคุ้มครองให้เราผ่านมันไปได้

ความมุ่งหวังต่อจากนี้

หวังว่าจะทำงานได้เต็มที่โดยไม่ต้องพยายาม อยากให้การทำงานด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาเป็นธรรมชาติของตัวเอง

หวังว่าจะมีวิชาตัวเบา มีศักยภาพสูงแต่ภาระน้อย เหมือนหงอคงกับคุริลินที่ถอดกระดองเต่าออกไปแล้ว

หวังว่าจะมีส่วนร่วมในการสร้างองค์กรที่เราอยู่ให้เป็นองค์กรที่ครบเครื่องทั้งในแง่ผลประกอบการและความสุขของคนทำงาน

หวังว่าจะผลิตงานใหม่ๆ ที่สร้างประโยชน์และสร้างความสุขให้กับคนที่เสพ

หวังว่าจะมีเงินพอที่จะดูแลคนที่เรารักและทำสิ่งที่เรารัก

หวังว่าจะมีเวลาพอที่จะนั่งคุยกับลูก นั่งคุยกับภรรยา นั่งคุยกับพ่อแม่ นั่งคุยกับปราชญ์

หวังว่าจะมีสติพอที่จะคอยเตือนตัวเองให้ไม่ลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่

—–

บทความอื่นๆ ที่เขียนตอนวันเกิด

ครึ่งทาง https://anontawong.com/2015/07/10/half-way/

50 บทเรียน https://anontawong.com/2017/07/10/50-lessons/

นิทานเกิดใหม่

20200710

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ตอนที่เกิดเหตุ เธอกำลังเดินทางกลับบ้าน

มันเป็นอุบัติเหตุรถชน ไม่มีอะไรรุนแรงเป็นพิเศษ แต่เธอก็เสียชีวิตอยู่ดี เธอมีภรรยาและลูกเล็กสองคน เป็นการตายที่ไม่เจ็บปวด หมอพยายามช่วยเธอเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่เป็นผล ร่างของเธอมันแหลกเหลวเสียจนการที่เธอตายเป็นเรื่องที่ดีแล้วล่ะ

แล้วนั่นคือตอนที่เธอมาพบฉัน

“เกิดอะไรขึ้นกับผม?” เธอถาม “ผมอยู่ที่ไหนเนี่ย?”

“เธอตายแล้ว” ฉันบอกไปตามจริง ไม่มีความจำเป็นต้องระวังคำพูด

“ผมจำได้ว่ารถบรรทุกไถลเข้ามา”

“ใช่”

“แล้วผมก็ตายเหรอ?”

“ใช่ แต่อย่ารู้สึกแย่ไปเลยนะ ใครๆ ก็ตายทั้งนั้น”

เธอมองไปรอบๆ ไม่มีอะไรเลย มีแค่เธอกับฉันเท่านั้น

“ที่นี่คือที่ไหนเหรอ?” เธอถาม “นี่คือชีวิตหลังความตายรึเปล่า?”

“ก็ประมาณนั้น”

“คุณคือพระเจ้าใช่มั้ย?”

“ใช่ ฉันเป็นพระเจ้า”

“ลูกๆ ผม เมียผม…”

“ทำไมเหรอ?”

“พวกเค้าจะเป็นอะไรมั้ย?”

“นั่นล่ะคือสิ่งที่ฉันอยากได้ยิน” ฉันบอก “เธอเพิ่งจะเสียชีวิตและสิ่งแรกที่เธอเป็นห่วงคือครอบครัวของเธอ นับเป็นสัญญาณที่ดี”

เธอมองฉันด้วยความประหลาดใจ สำหรับเธอแล้วฉันคงดูไม่เหมือนพระเจ้าเท่าไหร่ ฉันดูเหมือนผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง หรืออาจจะเหมือนผู้หญิง เป็นคนในเครื่องแบบซักคน รูปร่างหน้าตาฉันอาจดูเหมือนครูสอนภาษาไทยมากกว่าพระผู้สร้าง

“ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาจะไม่เป็นอะไร ลูกๆ จะจดจำว่าเธอเพอร์เฟ็กต์ทุกอย่าง พวกเขาไม่ได้อยู่กับเธอนานพอที่จะรู้สึกไม่ดีกับเธอ ภรรยาของเธอจะร้องไห้ แต่ลึกๆ แล้วเธอคงโล่งใจ เอาจริงๆ ชีวิตสมรสของเธอสองคนก็กระท่อนกระแท่นเต็มทีอยู่แล้ว จะรู้สึกดีขึ้นมั้ยถ้าฉันบอกว่าภรรยาเธอก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ตัวเองดันโล่งใจกับการตายของเธอ”

“อ่อ” เธอตอบ “แล้วต่อจากนี้จะเป็นยังไงครับ ผมจะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกรึเปล่า?”

“ไม่ใช่ทั้งคู่” ฉันตอบ “เธอจะได้ไปเกิดใหม่”

“งั้นความเชื่อของชาวฮินดูก็ถูกต้องน่ะสิ”

“ทุกศาสนาก็ถูกต้องในแบบของมัน” ฉันบอก “เดินมากับฉันสิ”

เธอเดินตามฉันมาบนทางเดินที่ว่างเปล่า “เรากำลังจะไปไหนเหรอครับ?”

“ก็ไม่ได้ไปไหนหรอก แค่เดินไปคุยไปมันเพลินดี”

“แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ” เธอถาม “พอผมลงไปเกิดใหม่ ผมก็ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใช่มั้ย? เป็นแค่เด็กทารกคนหนึ่ง ความทรงจำและประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาของผมก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นซักหน่อย” ฉันตอบ “ตัวเธอยังเก็บความรู้และประสบการณ์จากทุกๆ ชีวิตที่เธอเคยผ่านมาเอาไว้ แค่ตอนนี้เธอยังจำมันไม่ได้เท่านั้นเอง”

ฉันหยุดเดินแล้วเอื้อมมือไปโอบไหล่เธอ

“จิตวิญญาณของเธอนั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าที่เธอจินตนาการมากมายนัก ใจของมนุษย์นั้นเป็นแค่เศษเสี้ยวของตัวตนที่แท้จริงของเธอ เหมือนเอานิ้วจุ่มลงในน้ำเพื่อจะดูว่าน้ำนั้นร้อนหรือเย็น เธอแค่หย่อนส่วนเล็กๆ ของเธอลงไปในภาชนะ และเมื่อเธอดึงมันขึ้นมาเธอก็ได้รับประสบการณ์ทั้งหมดที่ภาชนะนั้นบรรจุเอาไว้”

“เธอเป็นมนุษย์มา 48 ปี เธอเลยอาจจะสนิมขึ้นนิดหน่อยถึงความตระหนักรู้อันยิ่งใหญ่ที่เธอมี ถ้าเธออยู่ที่นี่กับฉันนานพอเธอก็จะเริ่มจดจำทุกอย่างได้ แต่ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะทำอย่างนั้นในช่วงพักเบรคก่อนที่เธอจะเริ่มชีวิตถัดไป

“แล้วผมเกิดมากี่ชาติแล้ว?”

“หลายชาติมากๆ เลยล่ะ และเป็นชีวิตที่แสนหลากหลายด้วย” ฉันบอก “ชาติที่จะถึงนี้เธอจะลงไปเกิดเป็นเด็กผู้หญิงชาวนาในจีนช่วง 540 ปีก่อนคริสตกาล”

“อะ…อะไรนะครับ?” เธอพูดตะกุกตะกัก “คุณจะส่งผมไปอดีตเหรอ?”

“ถ้าพูดในเชิงเทคนิคก็คงอย่างงั้นแหละ ‘เวลา’ ที่เธอรู้จักนั้นมันมีอยู่จริงแค่ในจักรวาลของเธอเท่านั้น หลายสิ่งหลายอย่างไม่เหมือนกับบ้านเกิดของฉัน”

“บ้านเกิดของคุณงั้นเหรอ?” เธอถาม

“ใช่สิ ฉันมาจากที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ใช่ที่นี่ และก็มีอีกหลายคนที่เป็นเหมือนฉัน ฉันรู้ว่าเธอคงอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง แต่บอกตามตรงว่าถึงพูดไปเธอก็ไม่เข้าใจหรอก”

“ว้า…” สีหน้าเธอดูผิดหวังเล็กน้อย “แต่เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าเกิดผมไปเกิดได้ในหลายยุคหลายสมัย ก็แสดงว่ามีบางครั้งที่ผมจะได้เจอตัวเองในชาติอื่นด้วยสิ”

“แน่นอน เจอกันตลอดเวลาเลยล่ะ แต่ต่างคนต่างก็ไม่รู้ตัว”

“แล้วทุกอย่างนี่มันเพื่ออะไรกันแน่ครับ?”

“เอาจริงเหรอ?” ฉันถาม “เธออยากถามฉันจริงๆ เหรอว่าความหมายของชีวิตคืออะไร? มันไม่ดูเชยไปหน่อยเหรอ?”

“ผมว่ามันก็เป็นคำถามที่สมเหตุสมผลอยู่นะครับ” เธอยืนกราน

ฉันสบตาเธอ “ความหมายของชีวิต…เหตุผลที่ฉันสร้างจักรวาลนี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้เธอได้เติบโต”

“คุณหมายถึงมนุษยชาติเหรอ? คุณอยากให้พวกเราเติบโตเหรอ?”

“ไม่ใช่หรอก แค่เธอคนเดียว ฉันสร้างจักรวาลนี้สำหรับเธอเท่านั้น ทุกๆ ครั้งที่เธอมีชีวิตใหม่เธอจะเติบโตขึ้นและมีปัญญาที่ลุ่มลึกกว่าเดิม”

“แค่ผมงั้นเหรอ? แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?”

“ไม่มีคนอื่นหรอก จักรวาลนี้มีแค่เธอกับฉันเท่านั้น”

“แต่คนทั้งหมดบนโลก…”

“ทุกคนก็คือเธอไง เป็นการกลับมาเกิดใหม่ของเธอทั้งนั้น”

“เดี๋ยวนะ ผมคือทุกคนเหรอ!?”

“เริ่มจะเก็ทแล้วใช่มั้ยล่ะ” ฉันบอกพลางตบไหล่เธอแสดงความชื่นชม

“ผมเป็นมนุษย์ทุกคนที่เคยเกิดมาเหรอ?”

“และก็เป็นมนุษย์ทุกคนที่จะเกิดจากนี้ไปด้วย”

“ผมเป็นประธานาธิบดีลินคอล์นเหรอ?”

“และเธอก็เป็นคนที่ยิงลินคอล์นด้วย”

“ผมเป็นฮิตเลอร์ด้วย?”

“แล้วก็เป็นคนนับล้านคนที่ฮิตเลอร์ฆ่าด้วย”

“งั้นผมก็เป็นพระเยซูด้วยสิ”

“แล้วก็เป็นทุกคนที่นับถือพระเยซูด้วย”

เธอนิ่งเงียบ

“ทุกครั้งที่เธอทำร้ายใคร เธอก็กำลังทำร้ายตัวเอง ทุกครั้งที่เธอดีกับใคร เธอก็กำลังทำดีกับตัวเอง ทุกความสุขและความทุกข์ที่มนุษย์เคยพบพานและจะต้องพานพบล้วนเป็นประสบการณ์ของเธอทั้งสิ้น”

เธอนิ่งคิดอยู่นาน

“ทำไมล่ะครับ” เธอถาม “ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย?”

“เพราะวันหนึ่งข้างหน้าเธอจะกลายมาเป็นเหมือนฉัน เพราะนั่นคือตัวตนที่แท้จริงของเธอ เราคือพวกเดียวกัน เธอคือลูกของฉัน”

“โห…” เธอพูดเหมือนจะไม่เชื่อ “แปลว่าผมเป็นพระเจ้าอย่างงั้นเหรอ?”

“ยังหรอก เธอยังเป็นแค่ตัวอ่อนที่กำลังโตเท่านั้น หลังจากที่เธอได้ใช้ชีวิตของทุกคนจนครบแล้วเธอถึงจะโตพอที่จะไปเกิดได้”

“แสดงว่าจักรวาลทั้งหมดเป็นเพียง…”

“ไข่ฟองหนึ่งเท่านั้น” ฉันตอบ “ถึงเวลาที่เธอต้องลงไปใช้ชีวิตถัดไปแล้วล่ะ”

แล้วฉันก็ส่งเธอไปตามทาง

—–

ขอบคุณนิทานจาก Andy Weir – The Egg

สองวิธีรับมือคนร้ายๆ

20200707b

วิธีแรกมาจาก Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนหนังสือ The Black Swan

คือให้คิดเสียว่าคนที่กำลังมาราวีนั้นเป็นลิงที่ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ (Imagine that the person is a variant of a noisy ape with little personal control)

วิธีที่สองมาจาก Robert Greene ผู้เขียน The 48 Laws of Power

ให้มองว่าคนๆ นั้นเป็นตัวละครตัวหนึ่งในหนังที่เรากำลังดู อย่าเอาตัวเองลงไปเล่นด้วย แต่ให้ถอยออกมาแล้ววิเคราะห์ว่าตัวละครตัวนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้างจึงกลายเป็นคนเช่นนี้

เราเจ็บปวดจากการรุกรานทางวาจาของคนอื่นเพราะเราลงไปเล่นเกมเดียวกันกับเขา

แต่ถ้าเรามองเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากอีกมิติหนึ่ง เราก็จะขำๆ ไม่ถือสาหาความหรือหัวฟัดหัวเหวี่ยงโดยไม่จำเป็นครับ

ให้งานเดินหน้าด้วยการ disagree and commit

20200707c

ในที่ทำงาน เป็นเรื่องปกติที่เราจะมีความเห็นต่าง

ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง มีข้อมูลที่ตัวเองได้รับ มีภาพอนาคตที่ตัวเองเห็นสำหรับทางเลือกแต่ละทาง

แต่ถ้าเราไม่ใช่คนตัดสินใจหรือ decision maker บทบาทของเราย่อมสิ้นสุดตรงการนำเสนอความเห็นของเราให้หมดจด จากนั้นหัวหน้าจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเคารพการตัดสินใจนั้น

ประโยคหนึ่งที่ใช้ในองค์กรต่างชาติคือคำว่า disagree and commit

คือไม่เห็นด้วยหรอกนะ แต่ก็เอาไงเอากัน เพราะลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ซึ่งดีกว่าวิธีตรงกันข้าม คือ agree but no commitment – ในที่ประชุมไม่ยอมบอกว่าต้องการอะไร เขาฟันธงมาอย่างไรก็ไม่ขัดขืน แต่พอออกมานอกห้องกลับไปคุยกันลับหลังว่าไม่เห็นด้วย ถ้าทำงานกันอย่างนี้ก็ไปต่อลำบาก

องค์กรที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมี “ความสามัคคีทางความคิด” จริงๆ แล้วถ้าทุกคนคิดเหมือนกันแสดงว่ามีหลายคนที่ไม่ได้ใช้ความคิดด้วยซ้ำ

เป็นการดีกว่าที่เราจะเห็นต่างและถกเถียงกันให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นเมื่อตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว ก็ขอให้มีความเป็นมืออาชีพพอที่จะ commit แล้วนำมันไปสานต่อจนกว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นครับ

30% ของเงินเดือนคือค่าอดทน

20200707

ผมเคยคิดเล่นๆ ว่าในเงินเดือน 100 บาท เป็นค่าแรง 40 บาท ค่าความสามารถ 30 บาท และค่าความอดทน 30 บาท

ลูกน้องเงินเดือน 20,000 เป็นค่าอดทนเสีย 6,000

อดทนกับการรอรถ อดทนกับงานที่เลือกไม่ได้ อดทนกับความเอาแต่ใจของหัวหน้า

หัวหน้าเงินเดือน 50,000 เป็นค่าอดทนเสีย 15,000

อดทนกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น อดทนกับลูกน้องที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจ อดทนกับการถูกนินทา อดทนกับการอยู่ตรงกลางระหว่างข้างล่างกับข้างบน

เจ้าของเงินเดือน 300,000 เป็นค่าอดทนเสีย 90,000

อดทนกับภาระที่ต้องดูแลคนนับสิบนับร้อยคน อดทนกับการหาเงินสดมาให้ทันจ่ายเงินเดือน อดทนเป็นผู้ร้ายในสายตาของลูกจ้าง อดทนกับการนอนไม่หลับ อดทนกับความเสี่ยงที่อาจต้องสูญเสียสิ่งที่เคยสร้างมาทั้งหมด

ขึ้นชื่อว่าคนทำงาน มันมีเรื่องให้ต้องอดทนกันทั้งนั้น ยิ่งเงินเดือนสูงความอดทนยิ่งต้องสูงตามไปด้วย

ถ้าคิดเสียว่าส่วนหนึ่งของเงินเดือนคือค่าอดทน เราก็จะวางใจได้ถูกต้องขึ้นเมื่อเจอเรื่องที่เราไม่ชอบใจครับ

—–

หาซื้อหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ซึ่งว่าด้วยเรื่องการทำงานอย่างมีความสุขได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ

เป้าหมายคือกลับมาใหม่พรุ่งนี้

20200706

การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และต้องมุ่งไปให้ถึงนั้นมีจุดอ่อนอยู่หลายประการ

หนึ่ง คนบางคนไม่ได้มีความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดขนาดนั้น

สอง เรามักจะเห่อแค่ช่วงแรกและเบื่อเสียกลางทาง

สาม บางทีเราก็ไม่ได้เบื่อ แต่ด้วยความที่หักโหมเกินไป เราก็เลยบาดเจ็บหรือเข็ดขยาดจนขาดความต่อเนื่อง

ถ้าเราเคยทดลองวิธีการตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วล้มเหลวมาแล้วหลายครา ลองเปลี่ยนเป้าหมายดู

“The only goal is to come back tomorrow.”
-Alan Trapulionis

เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวคือทำอะไรก็ได้เพื่อให้เราพร้อมจะกลับมาทำมันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ยกตัวอย่างคนที่อยากจะหัดวิ่งให้เป็นกิจวัตร

ถ้าเราไม่เคยวิ่งมาก่อน แล้ววันแรกเราซัดไป 5 กิโลเมตร พรุ่งนี้เราจะล้า มะรืนนี้เราจะลังเลสงสัย และวันถัดไปเราจะมีข้ออ้างอื่นๆ

แต่ถ้าวันแรกเราวิ่งแค่เพียง 500 เมตร ถ้าเราหยุดทั้งๆ ที่เรายังไม่หมดก๊อก พรุ่งนี้เราจะมีแรงกายและแรงใจกลับมาซ้อมวิ่งอีกหน

เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากที่เราย่อหย่อนเเกินไป แต่เกิดจากที่เราตึงเกินไปต่างหาก

ตึงเพราะเอาตัวเองไปเทียบกับคนเก่งๆ ตึงเพราะอยากได้ชัยชนะมาเร็วๆ ตึงเพราะลืมไปว่าของดีๆ ย่อมต้องใช้เวลา

ไม่ว่าจะเริ่มทำสิ่งใด ความต่อเนื่องสำคัญกว่าความเข้มข้นเสมอ

สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับสิ่งๆ นั้น แล้วเราจะทำมันได้อย่างยั่งยืนครับ