10 ขั้นตอนการดูแลสามีในยุค 1950’s

20191210

อ่านเจอเนื้อหาที่ตัดมาจากในหนังสือเรียน “คหกรรมศาสตร์” (Home Economics) หรือการเป็นแม่บ้านที่ดีจากยุค 50’s ของฝรั่ง

คิดว่าน่าสนใจดี เลยคัดบางช่วงตอนมาให้อ่านกันครับ

เคล็ดลับการดูแลสามี

เตรียมอาหารเย็นไว้ให้พร้อม
วางแผนล่วงหน้าในการทำอาหารเย็นอร่อยๆ ไว้ให้สามี ผู้ชายส่วนใหญ่จะหิวโซเมื่อกลับถึงบ้าน ดังนั้นอาหารดีๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

เตรียมตัวเองให้พร้อม
พักสัก 15 นาที เพื่อที่คุณจะได้สดชื่นเมื่อสามีกลับมาถึง เติมแป้งหน่อยก็ดี ผูกโบว์ตรงผมด้วยก็เยี่ยม ทำตัวให้ร่าเริงและน่าสนใจกว่าปกติ วันที่น่าเบื่อของเขาจำเป็นต้องมีตัวช่วย

อย่าปล่อยให้รก
เดินสำรวจบ้านอีกรอบ เก็บหนังสือ ของเล่น เศษกระดาษ ฯลฯ เช็ดโต๊ะให้สะอาด สามีจะได้รู้สึกเหมือนกลับสู่สวรรค์ที่ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

เตรียมความพร้อมของลูกๆ
ล้างมือล้างหน้าของลูก หวีผมให้ลูก และถ้าจำเป็นก็เปลี่ยนชุดให้ลูกด้วย

กำจัดเสียงหนวกหู
อย่าให้มีเสียงเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจานหรือเครื่องดูดฝุ่น บอกลูกๆ ว่าอย่าส่งเสียงดัง ต้อนรับสามีด้วยยิ้มที่อบอุ่นและจงแสดงความดีใจที่ได้เจอเขา

สิ่งที่ไม่ควรทำ
อย่าทักทายเขาด้วยการพูดถึงปัญหาหรือพร่ำบ่น อย่าบ่นถ้าเขากลับบ้านช้า ให้มองว่ามันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาต้องเจอมาทั้งวัน

ช่วยให้เขาผ่อนคลาย
ให้เขาได้นั่งเก้าอี้นุ่มๆ หรือบอกให้เขาไปนอนเล่นบนเตียงก็ได้ เตรียมเครื่องดื่มอุ่นๆ หรือเย็นๆ ไว้ให้พร้อม จัดหมอนให้เข้าที่และเสนอว่าจะช่วยถอดรองเท้าให้เขา พูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้ม นุ่ม ปลอบประโลม และน่าฟัง

ฟังเรื่องที่เขาเล่า
คุณอาจมีเรื่องอยากบอก แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ จงให้เขาได้พูดก่อน

ให้ค่ำคืนนี้เป็นของเขา
อย่าบ่นถ้าเขาไม่ได้พาคุณออกไปกินข้าวนอกบ้าน แต่จงพยายามเข้าใจโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันที่เขาต้องประสบมา

เป้าหมาย
จงพยายามทำให้บ้านเป็นที่แห่งความผาสุขที่สามีของคุณจะกลับมาชาร์จแบตทั้งทางร่างกายและจิตใจ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Image Magazine 10 Tips To Look After Your Husband From A 1950s Schoolbook Is Exactly What Your Marriage Has Been Missing 

เกินดีกว่าขาด

20191210

แต่บางครั้งขาดก็ดีกว่าเกิน

ต้มมาม่า – ถ้าเติมเครื่องปรุงแล้วน้ำน้อยเกินไป ยังเติมน้ำเพิ่มได้ แต่ถ้าน้ำเยอะเกินไป มาม่าชามนั้นก็จะไม่อร่อยไปเลย

สั่งก๋วยเตี๋ยว – ถ้าใส่เครื่องปรุงน้อยเกินไปก็ยังเติมเพิ่มได้ ถ้าใส่เยอะเกินไปก็จะต้องกินก๋วยเตี๋ยวชามนั้นอย่างทรมาน

จองห้องจัดงานเลี้ยงปาร์ตี้ – ถ้าแจ้งที่นั่งไว้น้อยเกินไปยังขอเพิ่มจำนวนคนทีหลังได้ แต่ถ้าจองไว้เยอะเกินไป มาขอลดจำนวนคนทีหลังโรงแรมมักจะไม่ยอม

ต่อรองราคาเวลาซื้อของ – ถ้าเราเสนอราคาน้อยเกินไปเขาจะต่อให้สูงขึ้นเอง แต่ถ้าเราเสนอราคาสูงเกินไปตั้งแต่แรกก็เข้าทางเขาทันที

เกินดีกว่าขาด แต่บางครั้งขาดก็ดีกว่าเกิน

ขอให้เราประเมินให้ถูกว่าสถานการณ์ไหนควรขาด สถานการณ์ไหนควรเกินครับ

ดินสอทู่ๆ ทำให้คิดอะไรไม่ค่อยออก

20191208

โต๊ะรกๆ ทำให้วันทำงานดูสับสนวุ่นวาย

กระเป๋าตังค์ที่เต็มไปด้วยสลิปทำให้วิตกกังวลเรื่องการเงิน

ตู้ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าทำให้รู้สึกว่าไม่มีเสื้อใส่

บางที “อาการ” ก็ใหญ่เกินกว่าต้นเหตุ

ปรับที่เหตุเพียงนิดเดียว ก็อาจช่วยคลี่คลายได้ไม่น้อยแล้วครับ

รีวิวหนังสือ Super Productive

20191207

ต้องออกตัวก่อนว่าพี่แท็บ รวิศ หาญอุตสาหะ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นผู้มีอุปการคุณต่อบล็อก Anontawong’s Musings

เพราะหนังสือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย ของพี่แท็บ และหนังสือ มองไกลบนไหล่ยักษ์ ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ทำให้ผมลุกขึ้นมาเขียนบล็อกอย่างจริงจังในวันขึ้นปีใหม่ 2015

ไม่มีหนังสือคิดจะไปดวงจันทร์ฯ ก็คงไม่มีบล็อก Anontawong’s Musings

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของงานเขียนพี่แท็บคือเขาจะมีเรื่องราวจากเมืองนอกมาให้ฟังเยอะมาก

ชุดความรู้ใหม่ๆ คำศัพท์แปลกๆ หรือคำที่กำลังอินเทรนด์ในหมู่ฝรั่ง ล้วนถูกกล่าวถึงในหนังสือทั้ง 6 เล่มของพี่แท็บมาหมดแล้ว

ในหนังสือ Super Productive ก็เช่นกัน มีการอ้างอิงถึงบทความใน Harvard Business Review อยู่หลายบท หลายเรื่องจึงเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้อ่านจากที่อื่นมาก่อน

หนังสือเล่มเล็กกว่าที่คาด อ่านจบได้เร็วกว่าที่คิด เนื้อหาอาจจะไม่ได้ตรงปกขนาดนั้น เพราะพอเห็นคำว่า Super Productive ก็ย่อมนึกว่าหนังสือจะพูดถึงการทำยังไงถึงจะขยัน สร้างสรรค์ และทำอะไรเสร็จได้อย่างมากมาย ซึ่งหนังสือไม่ได้กล่าวถึงวิธีการเหล่านี้เท่าไหร่ แต่มุ่งเน้นไปที่ “ภาพใหญ่” และ “กรอบความคิด” มากกว่า

หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับผู้บริหารที่ต้องขบคิดว่าจะนำพาองค์กรไปอย่างไร มากกว่าเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

และนี่คือเนื้อหาบางส่วนจาก Super Productive ครับ

ว่าด้วยเรื่อง รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว

เราควรจะรู้ลึก (specialist) หรือ รู้รอบ (generalist) ดี?

หนังสือบอกว่า ในธุรกิจที่ชุดความรู้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่นไบโอเมทริกซ์ ถ้าเราเป็น generalist อาจจะตามไม่ทันเพราะพื้นฐานความรู้ของเราไม่แน่นพอ ดังนั้นเราควรจะเป็น specialist มากกว่า

แต่สำหรับธุรกิจที่การเปลี่ยนแปลงไม่รุนแรงนัก หรือธุรกิจที่ผ่านจุดสูงสุดมาแล้วอย่างน้ำมันหรือเหมืองแร่ การ “รู้รอบ” หรือ generalist นั้นน่าจะมีประโยชน์กว่า เพราะต้องอาศัยความรู้จากศาสตร์แขนงอื่นๆ มาพลิกแพลงให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

ว่าด้วยเรื่อง ความเป็นผู้นำ

มีคนกล่าวไว้ว่า Leaders are surrounded by walls, mirrors and liars ผู้นำนั้นมักจะถูกรายล้อมไปด้วยกำแพง กระจก และคนประจบสอพลอ ดังนั้นเราต้องฟังให้มาก โดยระลึกเสมอว่าฟีดแบ็คคือของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษที่มีหนาม

ว่าด้วยเรื่อง Burnout

แยกให้ออกว่าเรากำลัง burnout จริงกับ burnout ปลอม!

แม้กระทั่ง Rawit ที่ super productive ก็ burnout กับการเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่มารู้ทีหลังว่าเป็น burnout ปลอมเพราะเลือกเขียนหนังสือตอนเย็นๆ ในช่วงที่ร่างกายแบตหมด พอวันรุ่งขึ้นมานั่งเขียนใหม่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

สิ่งที่ต้องระวังคือคนที่เจอ burnout ปลอมแล้วดันเปลี่ยนชีวิตตัวเองแบบสุดขั้ว เช่นเบื่องานเลยลาออกไปเดินทางรอบโลก ซึ่งอาจจะทำให้ปัญหาแย่กว่าเดิม

เราจะไม่ burnout กับงานที่ทำแล้วสนุก ดังนั้นจงหาวิธีทำให้งานปัจจุบันสนุกขึ้นดูก่อน เช่นเจ้าของร้านอาหารคนนึงเกิดหมดไฟอยากจะปิดร้าน แต่โชคดีแฟนช่วยดึงสติ และเสนอว่าลองหาทางทำให้ลูกค้าชมว่า “อร่อยมากๆ” ให้ได้วันละ 10 คน ถ้าทำ 6 เดือนแล้วยังรู้สึกหมดไฟจะปิดร้านก็ไม่ว่ากัน สุดท้ายเจ้าของร้านก็กลับมามีไฟอีกครั้งเพราะสนุกกับการ “เก็บแต้ม” (ภาษาฝรั่งเรียกวิธีการนี้ว่า gamification คือการเปลี่ยนงานหรือกระบวนการให้มีความคล้ายเกมมากขึ้น)

ว่าด้วยเรื่อง การคิดนอกกรอบ

ธุรกิจทั่วไป จะทำของออกมาก่อน แล้วบวก margin ว่าต้องการกำไรเท่าไหร่เพื่อตั้งเป็นราคาขาย

แต่ Ikea ตั้งต้นจากราคาที่คนอยากจะซื้อ แล้วค่อยหาทางทำสินค้าในต้นทุนที่จะมีกำไรได้

ครั้งหนึ่งทีมงานได้รับโจทย์ให้ผลิตโต๊ะที่สามารถขายได้ในราคา 5 ยูโร (200 บาท) แล้วยังต้องมีกำไร ซึ่งพวกเขาก็ดั้นด้นหาวิธีการจนได้ แถมยังเป็นวิธีการที่นึกไม่ถึงเสียด้วย

ว่าด้วยเรื่อง Transformation

(Tranformation เป็น buzzword ที่เราได้ยินมาสัก 5 ปีแล้ว หลายองค์กรตั้งทีม tranformation ขึ้นมา ซึ่งเราบอกเจาะจงไม่ได้หรอกว่าทำอะไรบ้าง รู้แค่ว่าต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น)

แต่ tranformation นั้นเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าที่คิด เพราะในห้องประชุมไม่มีใครหรอกที่จะบอกว่าตัวเองต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ลับหลังพวกเขาจะไปหาวิธีต่อต้านไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เราจึงต้องระบุให้ได้ว่าใครที่ต่อต้าน ใครที่สนับสนุน จะทำยังไงให้คนต่อต้านอ่อนแรง และให้คนที่สนับสนุนมีแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยหนึ่งในวิธีการคือเปลี่ยนแปลงจาก “ทีมชายขอบ” ก่อน ธุรกิจหลักยังคงดำเนินไปตามเดิม แต่ทีมชายขอบค่อยๆ แข็งแรงขึ้นจนกลายมาเป็นธุรกิจหลักได้ในที่สุด

ว่าด้วยเรื่อง monopoly

องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากๆ ต้องมีความผูกขาดตลาดประมาณหนึ่ง ไม่ใช่ผูกขาดด้วยสัมปทานหรืออำนาจรัฐ แต่ผูกขาดเพราะว่าเขาดีกว่าคู่แข่งชนิดทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น ตัวอย่างเช่น Google ที่ผูกขาดเรื่อง search หรือ Lego ที่ผูกขาดของเล่นประเภทตัวต่อ

การที่เราจะผูกขาดได้ ต้องเริ่มจากตลาดเล็กๆ ก่อน หา niche ของตัวเองให้เจอ ยึดครองตลาดเล็กนั้นให้ได้ แล้วค่อยขยายไปยึดตลาดอื่นๆ ต่อ

ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น

  • ความหมายที่แท้จริงของ workalholic
  • การสร้าง”เรื่องเล่า” ให้กับเพชร ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่ใช่อัญมณีที่มีค่าขนาดนั้น จนเพชรกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของรักนิรันดร์ที่มีราคาสูงลิบลิ่ว
  • ความแตกต่างระหว่าง owed respect กับ earned respect และเหตุใดองค์กรต้องบาลานซ์สองอย่างนี้ให้ดี
  • คำถามเด็ดๆ ในการสัมภาษณ์คนที่มาสมัครงานกับเรา

ขอบคุณพี่แท็บและสำนักพิมพ์ Koob ที่คลอดหนังสือเล่มนี้ออกมา

รออ่านเล่มต่อไปอยู่นะครับ!

นิทานลาแบกเทวรูป

20191206

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ช่างแกะสลักได้นำเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งทำเสร็จมาบรรทุกไว้บนหลังลาเพื่อทำการขนย้ายไปไว้ที่วิหารในหมู่บ้าน

ตลอดทางที่ลาเดินไปยังหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านตามรายทางต่างก็พากันออกมากราบไหว้บูชาเทวรูปศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยความศรัทธา

เมื่อลาเห็นเช่นนั้นก็คิดไปว่าชาวบ้านนั้นต่างยกย่องนับถือในความงามและความสง่าของตน ลาจึงเชิดหน้าขึ้นสูงและก้าวเดินไปด้วยท่วงท่าอันหยิ่งทะนง

เมื่อช่างแกะสลักเห็นดังนั้นจึงลงแส้ไปที่ก้นของลาอย่างแรง

“เจ้าไม่รู้หรือว่าชาวบ้านเหล่านั้นเขาทำความเคารพบูชาเทวรูปศักดิ์สิทธิ์กัน ไม่ใช่ยกย่องสรรเสริญลาโง่อย่างเจ้า”


ขอบคุณนิทานจากเว็บเมืองไทย ลาแบกเทวรูป

ดั่งดื่มน้ำทะเลดับกระหาย

20191205

อยากหายเหงาเลยเข้าทินเดอร์

อยากเป็นคนสำคัญเลยโพสต์สเตตัส

อยากมีเงินเลยเข้าสัมมนาพารวย

อยากถมที่ว่างในใจเลยช็อปของมาเต็มบ้าน

อยากได้ลาภยศจึงใช้ช่องทางมิชอบ

เหมือนจะได้มาแต่จริงๆ แล้วเสียไป

ดั่งดื่มน้ำทะเลดับกระหาย

ยิ่งดื่มมากเท่าไรยิ่งทุรนทุรายมากเท่านั้น

ความจริงของเราไม่ใช่ความจริงของคนอื่น

20191204

ซึ่งเรามักจะลืมความจริงข้อนี้

และเผลอนึกว่าความจริงของเราคือความจริงของทุกคน

แต่เราเป็นเพียงคนตาบอดคลำช้าง เหมือนที่พี่ประภาส ชลศรานนท์เคยได้ประพันธ์เอาไว้

ตาบอดห้าคน ไปจับคลำช้าง
จับโดนหาง ช้างเป็นเหมือนงู
จับถูกงวง ช้างกลวงเป็นรู
จับถูกหู ช้างเป็นแผ่นห่อ

อีกหนึ่งคน ไปจับที่ขา
ก็กลับบอกว่า ช้างต้นเป็นตอ
จับถูกงา ช้างแท่งงองอ
นี่แหละหนอ มันอยู่ที่ใคร

การถกเถียงกันในเรื่องศาสนาและเรื่องการเมืองจึงเปล่าเปลืองเวลา เพราะมัน emotional มากกว่า rational ทุกคนยึดถือความเห็นของตัวเองอย่างเหนียวแน่นจนไม่อยากฟังความเห็นหรือแม้กระทั่งข้อมูลที่ขัดแย้ง “ความจริง” ของตน

“My mind is made up. Don’t confuse me with the facts.”
-Roy S. Durstine

ถ้าตระหนักว่าความจริงของเราไม่ใช่ความจริงของเขา และความจริงของเขาไม่ใช่ความจริงของเรา เราจะใช้ความตระหนักนี้ให้เป็นประโยชน์อย่างไรได้บ้าง?

หนึ่ง คือฟังคนที่อยู่หน้างาน เพราะเขาเห็นความจริงสดๆ ร้อนๆ

สอง คือฟังคนที่อยู่ใกล้งาน เพราะเขาอาจมีมุมมองที่เป็นกลางกว่าคนหน้างาน

สาม คือฟังคนที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าความเห็นของเขาในเรื่องนี้มักจะถูกต้อง (believability weight)

สี่ คือฟังคนมีประสบการณ์ เพราะเขาน่าจะเห็นความจริงได้ลึกและกว้างกว่าเรา

และสุดท้ายก็ต้องฟังตัวเองด้วย อย่าฟังแต่คนอื่นจนไม่ได้ยินเสียงเล็กๆ ของตัวเอง

เมื่อตาบอดทั้งห้าเลิกถกเถียงและนั่งลงคุยกัน ก็จะเห็นช้างได้ชัดขึ้นครับ

ข้างนอกวุ่นวายข้างในไม่วุ่นวาย

20191202

เคยไปงานเลี้ยงที่ทุกคนดื่มเหล้าแล้วเราไม่ได้ดื่มมั้ยครับ?

ตกดึก คนส่วนใหญ่จะหน้าแดง เดินโซเซ พูดจาไม่เป็นโล้เป็นพาย ในขณะที่เรายังพูดชัด รู้ชัด เห็นชัด ราวกับเรามี superpower เหนือทุกคนเลยทีเดียว

ในชีวิตการทำงานก็เช่นกัน สภาพแวดล้อมอาจกระตุ้นให้เราเร่งรีบ ร้อนรน เร้าให้เกิดการปะทะ

แต่ถ้าเรามีสติรู้ตัว ถอยหลังออกมาก้าวนึง มองให้ออกว่ามันก็แค่งาน ถึงสำคัญเร่งด่วนแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ความซีเรียสทั้งหลายเราอุปโลกน์ขึ้นมาเองเสียเป็นส่วนมาก

เมื่อนั้นเราก็จะเห็นชัด รู้ชัดและพูดชัดกว่าคนที่กำลัง “เมางาน” จนทุกอย่างเป๋ไปหมด

ถึงข้างนอกจะวุ่นวายเพียงใด แต่ข้างในไม่จำเป็นต้องวุ่นวายตามนะครับ

หนึ่งวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า

20191202

สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อบ่ายวันเสาร์ผมเข้าไปปลุก “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 2 ขวบเพื่อเตรียมตัวไปงานแต่งงาน

จากมุมที่ผมยืนมองใกล้รุ่งนอนอยู่บนฟูกที่วางปูกับพื้น ผมแอบตกใจนิดๆ ว่าทำไมลูกตัวใหญ่จัง นี่ไม่ใช่เด็กทารกที่เป็นภาพจำของผมอีกต่อไปแล้ว มิน่าตอนอุ้มถึงได้ตัวหนักนัก

—–

วันก่อนเฟซบุ๊คโชว์รูปจากงานประกวดร้องเพลงของบริษัทเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ในรูปมีกันอยู่สี่คน ผมเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว ผู้หญิงทั้งสามไว้ผมบ๊อบยาวประบ่า ส่วนผมใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงสแล็คทรงกระบอก มันคือยุคก่อนที่กางเกงขาเดฟสไตล์พี่ตูนบอดี้แสลมจะฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง

คนในรูปหน้าตาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่ชีวิตของแต่ละคนก็เดินทางมาไกลจากตอนนั้นพอสมควร

—–

ตอนที่พระเจ้าสร้างความทรงจำให้มนุษย์ เหมือนท่านจะไม่ได้มอบ sense of time หรือความตระหนักในห้วงเวลามาให้ด้วย

เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้วเลยรู้สึกว่าเพิ่งผ่านไปเพียงไม่นาน

ผมมีทฤษฎีว่า ยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่ เวลาจะหมุนเร็วมากขึ้นเท่านั้น แต่เรามักจะไม่รู้ตัว ต้องอาศัยเด็กที่กำลังโตหรือรูปเก่าๆ ถึงจะตระหนักถึงเวลาที่ได้จากเราไป

แม้แต่ละวันที่ประสบยังดูเชื่องช้าเหมือนเดิม แต่สิบปีที่กลายเป็นความทรงจำกลับผ่านไปราวกับพริบตาเดียว

“The days are long but the decades are short.”
-Sam Altman

อย่าดูดายกับหนึ่งวัน จะได้ไม่ต้องเสียดายกับสิบปีครับ

ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา (อภิปราย)

20191201

เมื่อวานนี้ผมโพสต์เรื่อง “ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา” ปรากฎว่า มีคนเข้ามาแสดงความเห็นมากมาย ผมเลยขอคัดความคิดเห็นบางส่วนมาลง และอาจเสริมมุมมองของผมลงไปนะครับ

(ส่วนใครยังไม่ได้อ่านบทความ แนะนำให้กลับไปอ่านก่อนนะครับ เนื้อหาหลักๆ ก็คือคนในประเทศเขตร้อนไม่ได้ใส่ใจต่อเรื่องเวลา เพราะฤดูกาลไม่ค่อยเปลี่ยน ไม่ต้องรีบเก็บเกี่ยวอาหารไว้กินหน้าหนาว)

ก่อนอื่นขอรวบความคิดเห็นเหล่านี้ที่มักจะเป็นปฏิกิริยาของคนส่วนใหญ่

– “ไม่ควรเหมารวม ฝรั่งบางคนก็มาสาย คนไทยหลายคนก็ตรงต่อเวลา”
– “อย่าไปโทษดินฟ้าอากาศ เป็นเรื่องของความรับผิดชอบและวินัย”

[Anontawong’s Musings]: เจตนาของบทความคือหาที่มาที่ไปของ “แนวโน้ม” และ “วัฒนธรรม” ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การตัดสินว่าถูกหรือผิด ใครดีใครแย่

เหมือนถ้าเราถามว่า “ทำไมฝรั่งมักตัวใหญ่กว่าคนไทย” ก็ไม่ใช่การตัดสิน และไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล ฝรั่งบางคนก็ตัวเล็กกว่าคนไทย และคนไทยบางคนก็ตัวใหญ่กว่าฝรั่ง แต่เราน่าจะเห็นตรงกันว่า ฝรั่งมีแนวโน้มที่จะตัวใหญ่กว่าคนไทย และเหตุผลหนึ่งก็เพราะฝรั่งสืบเชื้อสายมาจาก Neanderthal ส่วนคนเอเชียมีส่วนผสมของ Homo Erectus มันเป็นเรื่องของ genetics (ส่วนถ้าจะสาวว่าทำไมนีแอนเดอธาลตัวใหญ่กว่าโฮโมอิเร็กตัสก็ต้องไปคุยกันต่อ)

ฉันใดฉันนั้น วัฒนธรรมของฝรั่งให้คุณค่ากับการตรงต่อเวลามากกว่าคนไทย การมาสายในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเท่ากับการมาสายในเมืองนอก นี่ไม่ใช่เรื่องการตัดสินว่าฝรั่งดีกว่าคนไทย แค่พยายามมองหาเหตุผล เพื่อเข้าใจที่มาที่ไป ซึ่งจะทำให้เรามองอะไรได้ลึกขึ้นและใจกว้างขึ้นครับ

“รถติด ระบบขนส่งของไทยไม่เคยตรงต่อเวลา”
[Anontawong’s Musings]: คนไทยต่างจังหวัดที่รถไม่ติด ผมว่าก็ยังให้ความสำคัญกับการตรงต่อเวลาน้อยกว่าฝรั่งนะครับ เผลอๆ ให้ความสำคัญกับการตรงต่อเวลาน้อยกว่าคนกรุงเทพที่รถติดด้วยซ้ำไป

– น่าจะมีเหตุผลอื่นอีกหลายปัจจัยนะ
[Anontawong’s Musings]: อันนี้แน่นอน สิ่งที่อยากชวนคุยก็คืออะไรคือ “ปัจจัยหลัก” ที่หล่อหลอมให้เรามีวัฒนธรรมอย่างนี้ และขึ้นชื่อว่าวัฒนธรรม มันควรจะมองย้อนกลับไปอย่างน้อย 100-200 ปี ดังนั้นการอ้างอิงเรื่องสภาพการจราจรจึงไม่อาจตอบคำถามนี้ได้


จาก Facebook Page: Anontawong’s Musings

Don Watanasak
เป็นเพราะการมาสายในไทย ไม่มีผลกระทบต่อตัวเอง ถ้าบริษัทบอกว่าสายแล้วโดนไล่ออก ก็จะมาทันถึงแม้อากาศจะร้อนหรือฝนจะตก คนไทยเมื่อไปอยู่ต่างประเทศที่เคารพเวลา คนไทยก็ไม่ไปสาย เพราะถ้าสายแล้วได้รับผลกระทบ

[Anontawong’s Musings]: เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ฝรั่งมาอยู่เมืองไทยก็คงจะสายเหมือนกันเพราะมาตรงเวลาแล้วก็ต้องรออยู่ดี


Note Pattapong
สภาพแวดล้อมมีผลจริงครับ แต่เนื่องฤดูกาล มันดูใหญ่เกินไปหน่อย

ผมเคยได้ยินว่าญี่ปุ่นเมื่อก่อนก็ไม่ค่อยรักษาเวลานะ จนกระทั่งมีระบบรถไฟ ที่คนใช้ประจำและตรงเวลามาไม่ทันตกรถ ผ่านไปไม่กี่สิบปี ดูคนญี่ปุ่นวันนี้

กลับกัน บ้านเรามีอะไรบ้างที่เราใช้อยู่บ่อยๆ และต้องทำให้ตรงเวลาเท่านั้น ไม่งั้นเสียหาย เสียโอกาส

[Anontawong’s Musings]: เรื่องตารางรถไฟและการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีผลต่อเรื่องนาฬิกามาก ขอเชิญอ่านเรื่องราวได้ใน Sapiens ตอนที่ 18 – ครอบครัวล่มสลาย 


Nok Nuanprasert
เรื่องดินฟ้าอากาศมีผลค่ะ ยกตัวอย่างโรงเรียนประถมที่อังกฤษประตูโรงเรียนจะเปิดแค่ 10 นาที เพราะอากาศช่วงหน้าหนาวที่มักจะลมแรง ฝนตก หิมะตก จะให้ครูมายืนรอหนาวๆตลอดก็ไม่ไหว แต่ถึงแม้ครูจะเปลี่ยนจากรอหน้าประตูโรงเรียนมารอในตึกก็แก้ปัญหานี้ได้ แต่เค้าก็ยังจะเปิดประตู รร.แค่ 10 นาทีเหมือนเดิมค่ะ

แถมว่าการรณรงค์ต่อไปคือบอกผปค.ว่า ถ้ามาส่งลูกสาย ลูกจะได้ผลกระทบคือเด็กจะรู้สึกไม่ดีที่ทำไมตัวเองสายบ่อยๆ การลงโทษเด็กมาสายคือลงโทษให้ ผปค.ต้องอยู่รอพร้อมเด็กๆจนกว่าครูจะพร้อมมาเปิดให้เข้าชั้นเรียนอีกครั้ง

ยกตัวอย่างเช่น ปรกติประตูเปิดและปิดที่เวลา 8:40 หลังจากนั้นคุณครูจะยุ่งกับเด็กๆที่มาตรงเวลา และจะว่างมาเปิดประตูอีกครั้งตอน 9:00 ช่วง 20 นาทีนี้ ผปค.ต้องรับผิดชอบอยู่รอครูพร้อมลูกค่ะ

หรือตอนรับลูกก็มี ผปค.ที่มารับลูกช้ามาก บางรร.ใช้วิธีปรับเงินพ่อแม่ แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นคืออธิบายให้เห็นว่าครูก็เป็นคนที่ต้องการเวลาส่วนตัว ถ้าเราสายครูก็ได้รับผลระทบ นัดหมายของครูก็มีความสำคัญมากๆ

สรุปคือดินฟ้าอากาศอาจจะเป็นจุดเริ่มต้น แต่การปลูกฝังเรื่องเวลา เคารพเวลาของตัวเองและผู้อื่นตั้งแต่เด็กๆก็ส่งผลต่อนิสัยการตรงต่อเวลาของคนเมืองหนาวค่ะ


Suchada Teeratippa

ทำไมมีความรู้สึกว่าแบบทดสอบนั้นมันไม่น่าจะเชื่อมโยงกับอุปนิสัยการตรงต่อเวลาได้ เอาจริงๆมันไม่เกี่ยวกันเลยนะ การที่คุณเห็นภาพๆนึงแล้วจะต้องพูดถึงเวลา คิดว่าที่ฝรั่งกล่าวถึงนาฬิกาเพราะส่วนใหญ่คนที่โตมาในสังคมตะวันตกจะมีความช่างสังเกตพอสมควร เก็บรายละเอียดเก่ง เห็นอะไรนิดหน่อยก็สงสัย ก็ถาม ในขณะที่คนไทย ส่วนใหญ่เราก็มองแค่ที่เห็น แล้วคำสั่งคือให้บรรยายภาพ ซึ่งก็ไม่แปลกที่หลายคนจะบรรยายเหตุการณ์และinteraction ของสิ่งที่อยู่ในภาพมากกว่าจะโฟกัสไปที่นาฬิกา

[Anontawong’s Muings]: เรื่องการศึกษาก็อาจมีส่วน แต่ความแตกต่าง 95% กับ 20% ผมว่ามันเยอะไปหน่อย เพราะคนไทยที่ช่างสังเกตก็มี ฝรั่งที่ทึ่มๆ ก็เยอะ

—–

Sorraphan Burapisutthitham
แล้วสิงคโปร์ มาเลหละ ตรงเวลาไหม ฤดูกาลคล้ายๆไทย

Wittawas Nuamnaka
ตรงเวลาของเค้าคือก่อนเวลาครับ ทุกวันนี้ผมยังโดนแซวว่าเวลาสิงคโปร์ไม่ใช่เวลาไทยนะ เช่น นัดลูกค้า 10 โมง ผมถึง 9.55 แต่พวกคนสิง คนมาเล ถึง 9.30 ถ้าถามว่าความคิดคนไทยคือสายมั๊ย ก็จะตอบว่าไม่ แต่ของเค้าคือสายครับ และเค้าค่อนข้างจะรักการมาก่อนเวลาและต่อคิวมาก

ครูโบ๊ท Solution Focused Thinking 
สิงคโปร์เองถ้าเป็นระดับล่างหน่อยไม่ใช่ professional ก็ไม่ได้ให้คุณค่าเวลาระดับเดียวกับอังกฤษครับ

เคยนัดซ่อมตู้เย็นบ่ายสอง ลางานมาแล้ว รอเท่าไหร่ไม่มา บ่ายสามโทตามจนเจอตัว บอกว่ามาห้าโมงเย็นได้มั้ย ไปหาคนอื่นก่อนอยู่

อีกคนซ่อมท่อน้ำ นัดสิบเอ็ดโมง แปดโมงเช้าผมออกไปส่งลูก โทตามเฉยบอกมาหาแล้วนะ อยู่ไหน – -“

ถ้าที่อังกฤษนัดบ่ายสอง บ่ายสองเป๊ะมากดออดเลย ยังไม่เคยเจอเพี้ยนแบบไร้เหตุผลฮะ

—–

จาก Blockdit: Anontawong’s Musings

cody 🤹
เพราะภาษากำหนดความคิดด้วยไหม ภาษาไทยไม่มี tense คนไทยสร้างคำพูดจากความคิดที่ละเว้นความหมายของเวลามาโดยตลอด เวลามองภาพเดียวกัน คนไทยสามารถอธิบายภาพได้โดยไม่มองหานาฬิกา

[Anontawong’s Musings]: แต่ก่อนผมก็คิดว่าภาษาอาจจะมีผลบ้าง แต่ถ้าให้ลองนึกภาพคนยุโรปที่อยู่เถิบมาทางใต้หน่อยอย่างประเทศกรีซ (ใกล้เส้นศูนย์สูตร เวลาหนาวก็ไม่หนาวจัดจนปลูกพืชอะไรไม่ขึ้น) แล้วกูเกิ้ลว่า Does Greek have tense และ Are Greeks punctual? ก็จะได้คำตอบว่าภาษาของเขามี tense และคนกรีกไม่ค่อยตรงต่อเวลาครับ ลองทำกับ Italians และ Spaniards ก็ได้คำตอบเดียวกัน


Nahathai Amada
เคยอยู่ญี่ปุ่นค่ะแต่ติดนิสัยคนไทยรู้สึกว่าตัวเองแย่มากๆ ตอนสมัยคบกับแฟนใหม่ๆ เวลานัดกันเราปล่อยให้เค้ารอเป็นชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงยอมรับว่าตัวเองนิสัยแย่มากๆ
(หายากมากที่คนญี่ปุ่นเค้าจะมารอคนแบบนี้ ญี่ปุ่นเค้าจะตรงเวลามากๆ) แต่เขาก็ทนเรา รอได้ตลอด😬อยู่ด้วยกันมาจนถึง 20 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ไม่นะคะ เปลี่ยนนิสัยหมดแล้ว ตั้งแต่แต่งงานตอนนี้เรากลับเป็นฝ่ายรอเขา🤣🤣

แต่สำหรับคนไทยกับคนญี่ปุ่นมันก็แตกต่างกันมากนะ ในเรื่องของเวลา ยอมรับประเทศญี่ปุ่นเค้าจริงๆ ยิ่งเป็นนัดครั้งแรกหรืองานสำคัญเค้าจะมารอก่อนเวลาประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าเกินกว่านี้ เหมือนเป็นเรื่องว่าน่าเกลียดอีก🤔😬

แต่ถ้าประเทศไทยบางครั้งก็ยอมรับอยู่นะคะ เวลานัดต้องออกจากบ้านก่อนหลายชั่วโมงเพราะเราต้องเผื่อเวลา เผื่อ accident กลางทางหรือมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ระหว่างการเดินทางประเทศไทยนี้เอาแน่นอนไม่ได้ค่ะในการนัด จะต้องไปก่อนการนัดหมาย ยิ่งนัดเวลาทำงานกับคนญี่ปุ่น คุณจะมาอ้างว่า ขอโทษมีเหตุการณ์อย่างโน้นอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด ครั้งแรกเค้าอาจจะให้อภัย แต่ถ้าครั้งที่สองคนญี่ปุ่นที่นัดเรื่องการทำงานหรือเรื่องสำคัญเค้าจะไม่ให้อภัยเด็ดขาดและก็จะไม่มีความเชื่อถือคุณเลย (ผลคือคุณ พลาดโอกาสแล้วไม่ว่าคุณจะอยู่ระดับไหน)


เรื่อยเปื่อย
ทฤษฎีแห่งความยากลำบาก อากาศสี่ฤดู ช่วงหิมะตกน้ำแข็งหนา ไม่มีเก็บไว้กินก็อดตาย เคยแพ้สงครามเคยถูกรีดเอาเปรียบ เคยถูกล้างเผ่าพันธ์ คนกลุ่มนี้ย่อมต้องผ่านการคัดเลือกเหลือคนแกร่งที่อยู่รอด รู้คุณค่าเวลาและการพัฒนาเพื่ออยู่รอด ต่างกับเราที่บรรพบุรุษดันเก่งเกินเลือกทำเลสร้างชาติดีเกินให้เรา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ภัยธรรมชาติก็น้อยมาก สบายๆทำอะไรตามใจถึงจะเป็นไทแท้ 😍☺ จะรวมถึงยามศึกเรารบยามสงบเราตีกันด้วยไหม 😁😆😅

[Anontawong’s Musings]: ตอนที่เขียนบทความนี้ผมก็คิดถึงประเด็นนี้เหมือนกัน ว่าเมืองไทยเราโชคดี อุดมสมบูรณ์ ก็เลยไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องตรงต่อเวลาขนาดฝรั่งเขา


สาระเร็ว
มนุษย์ถูกขัดเกลาไลฟ์สไตล์ โดยสภาพแวดล้อมจริงๆครับ เช่น เพื่อนฝรั่งของผมบอกว่า ทำไมคนไทยไม่ค่อยเดินเท้าไปโน้นไปนี่ ผมเลยพามันเดิน สัก 1 km ตอนบ่ายๆ เรียบร้อยครับ แทบเป็นลมครับ เจอ อุณหภูมิ real feel 45°c และ คุณภาพฟุตบาทเข้าไป คราวนี้เข้าใจคนไทยดีเลยครับ


Principle4biz
เห็นด้วยครับ ฤดูกาลที่เด่นชัด มีผลอย่างมาก แต่ถ้าใส่แนวคิดที่ถูกต้องไปก็ปรับเปลี่ยนได้ เช่น สิงคโปร์ เขาเรียนด้วยหลักสูตรของฝรั่ง 50 ปีผ่านไป เขากลายเป็นกล้วย ผิวเหลืองแต่ภายในกับเหมือนคนผิวขาว

—–

จากโปรไฟล์ Facebook ของผมเอง

China Tosin

พี่รุตม์เจอฟิลิปปินส์มาหรือยังครับ ผมไปอยู่มา 7 เดือน Filipino time ทำคนไทยชิดซ้ายเลยครับ 555555

Rut: ยังไม่เคยเจอครับ เล่าให้ฟังซักเรื่องสิอยากรู้ 555

China Tosin ที่ผมเจอมาหนัก ๆ ก็มี
1. อินเตอร์เน็ตล่มช่วงเช้าเพราะอุบัติเหตุจาก site ก่อสร้าง เขาบอกพรุ่งนี้ซ่อมเสร็จภายในบ่ายโมง มีส่ง email ชี้แจงลูกค้าเป็นทางการด้วย ตอนเย็นยังไม่เสร็จ ผมก็เดินจุดเกิดเหตุก็เจอกลุ่มคนงานยืนคุยกันขำ ๆ ซ่อมเสร็จจริงก็เย็นของวันรุ่งขึ้น

2. ฝักบัวอาบน้ำรั่ว เรียกช่างของคอนโด เขาบอกจะมาบ่าย 3 วันถัดไป ก็เลยยกเลิกธุระที่ต้องไปทำข้างนอก พอใกล้ถึงเวลา เขาบอกว่าฝนตกหนักรอหน่อยนะ สุดท้ายมาไม่ได้ ติดอยู่ตึกข้าง ๆ (ห่างกันแค่ 50 เมตร) เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเวลาเดิม มาจริง 1 วันหลังจากที่สัญญา


Karn Traithong

จริงที่สุด

แม้กระทั่งในพระพุทธศาสนา ก็ไม่เคยระบุเวลาชัดเจน เช่น วิกาลของการฉันอาหารคือ ตะวันเลยศีรษะไปแล้ว หรือ เริ่มออกบิณฑบาตเมื่อสว่างพอที่จะเห็นลายมือเป็นต้น

ในอดีตอันไกลโพ้น เรามีชีวิตอยู่ในภาคการเกษตรที่มีแรงงานอย่างเพียงพอ เริ่มงาน เมื่อไก่ขัน พักงานเมื่อแดดเริ่มร้อน ออกไปทำงานอีกครั้งตอนแดดบ่ายแก่ๆ แล้วเลิกงานเมื่อพลบค่ำ ไม่เคยมีเวลามากำหนดเป๊ะๆ

เวลานัดใครตอนสาย ก็คือ เวลาใดก็ได้ตั้งแต่ 9-11 โมงเช้า ส่วนบ่าย ก็คือ 1-3 โมงเย็น เพราะโดยปกติ จะอยู่บ้านตลอดในช่วงเวลานั้น มาเมื่อไหร่ก็เจอ

ชีวิตแบบนี้ ก็เป็นชีวิตที่รื่นรมย์ไปอีกแบบ

[Anontawong’s Musings] อันนี้เป็นอันที่ผมชอบที่สุด เป็นคอมเมนท์จากพี่กานต์ ไตรทอง ที่รู้จักกันที่ Thomson Reuters ก่อนที่พี่เขาจะลาออกไปทำนาและโรงสี มีฟาร์มสุข ไม่จำกัด 

จริงๆ แล้วเวลาเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเอง ว่าต้องมีวันละ 24 ชั่วโมง ชั่วโมงละ 60 นาที ย้อนอดีตกลับไป 5000 ปี ถ้าชาวสุเมรียนไม่ได้ใช้เลขฐาน 6 หนึ่งชั่วโมงอาจมีร้อยนาที และหนึ่งวันอาจมี 20 ชั่วโมงก็ได้ โดยระยะเวลาของ “1 นาที” ก็จะสั้นลง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน

ดังนั้นการตรงต่อเวลาก็คือการยึดติดกับสิ่งที่สมมติ

แม้สิ่งสมมตินั้นจะมีประโยชน์เพียงใดแต่เราก็ควรตระหนักว่ามันคือสิ่งสมมติ

อันนี้นำมาซึ่งคำถามใหญ่

ว่าสังคมที่ทุกคนต้องตรงต่อเวลาเป็นสังคมที่เราอยากอยู่จริงรึเปล่า?

ทุกอย่างต้องเป๊ะๆ สาย 15 นาทีถือเป็นความผิดร้ายแรง ถือเป็นคนใช้ไม่ได้ ถือเป็นคนไม่มีวินัย

หรือเราอยากอยู่ในสังคมที่สบายๆ เวลาไม่ใช่เงินทอง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปไหน

ในโลกที่ถูกครอบด้วยทุนนิยมแบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยง่าย อาจจะโดนหาว่าโลกสวยด้วยซ้ำไป

แต่ระบบทุนนิยมก็มีข้อจำกัดของมัน และไม่มีระบบไหนที่จีรังยั่งยืนและอยู่ได้ตลอดไป

คำถามก็คือ ถ้าเราเลือกได้ เราอยากมีชีวิตแบบไหน สิ่งใดที่เราควรให้ค่า?

การตรงต่อเวลาดั่งเครื่องจักรที่เที่ยงตรง หรือความรื่นรมย์ที่ชีวิตมนุษย์ควรมีครับ


ภาพโดย Sasin Tipchai จาก Pixabay