ถ้ามีคนเอาเงิน 100 ล้านมาให้

20181209_100million

แล้วบอกให้คุณออกไปตั้งบริษัทใหม่ โดยให้คุณเลือกใครก็ได้จากที่ทำงานปัจจุบันไปทำงานด้วย 20 คน*

คุณจะเลือกใครบ้าง?

แล้วถ้าเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้า หรือลูกน้องคุณได้รับข้อเสนอเดียวกันนี้ คุณจะเป็นหนึ่งใน 20 คนที่เขาจะชวนไปเปิดบริษัทใหม่รึเปล่า?

คุณน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครบ้าง?

และมีใครที่น่าจะอยู่ในลิสต์ของทุกคนบ้าง?

คำถามนี้มีประโยชน์ตรงที่มันช่วยให้เราเห็นว่า ใครที่มี contribution ต่อทีมและองค์กรจริงๆ และช่วยให้เราสำรวจตัวเองว่า เราได้สร้างคุณค่าให้กับงานและให้กับองค์กรเพียงพอรึยัง

ถ้ามั่นใจว่าชื่อของเราน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครหลายๆ คน แสดงว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้ว

แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อาจะถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้วเช่นกันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Seth Godin ที่เคยพูดไอเดียนี้ไว้ใน podcast ซักรายการหนึ่ง

* จำนวน 20 คนในกรณีที่มีพนักงานเป็นร้อยขึ้นไป ถ้าเป็นออฟฟิศเล็กๆ ตัวเลขอาจจะเหลือแค่ 5-10 คนครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ชีวิตคือการ compromise

20181209_compromise

คำว่า compromise ถ้าแปลตามดิคชันนารีก็จะได้คำว่าประนีประนอม

แต่ในบริบทที่ผมจะเขียน ผมขอแปล compromise ว่า “ได้อย่างเสียอย่าง”

เราไม่สามารถทำทุกอย่างให้สมบูรณ์พร้อมในเวลาเดียวกันได้

คนบางคนอาจจะฉลาด ทำงานเก่ง เพื่อนฝูงรัก แต่ดันไม่มีแฟน

หรือบางคนอาจจะมีแฟน แต่แฟนก็บ่นว่าไม่มีเวลาให้มากพอ

บางคนดูแลเทคแคร์แฟนเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ค่อยได้พาพ่อแม่ไปกินข้าว

บางคนพาพ่อแม่ไปทานข้าวบ่อย แต่ไม่ค่อยได้เจอเพื่อนฝูง

หรือบางคนอาจเป็นคนทำงานดี เป็นแฟนที่น่ารัก เป็นลูกกตัญญู เป็นเพื่อนที่ทุกๆ คนพึ่งพาได้เสมอ แต่กลับไม่เหลือเวลาเพื่อทำอะไรให้ตัวเองเลย

หลายคนน่าจะรู้จัก มหาตมะ คานธี ที่ใช้การประท้วงอย่างสันติปลดแอกอินเดียจากอังกฤษได้สำเร็จ แต่รู้มั้ยครับว่าคานธีกลับมีปัญหากับลูกชายคนแรกของเขามาก มากขนาดที่ว่าลูกชายเคยบอกว่าเขาไม่น่าเกิดมามีพ่อชื่อคานธีเลย

จะมีตลกอะไรร้ายไปกว่าการเป็นที่รักของคนทั้งประเทศยกเว้นลูกของตัวเอง

ชีวิตคือการ compromise เมื่อเราทำสิ่งหนึ่งได้ดีมากๆ เรามักจะทำได้แย่กับสิ่งอื่นๆ เพราะเวลาของเรามีจำกัด แต่ความต้องการของคนเรามีไม่จำกัด

เราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการคอยตรวจสอบว่ายังมีมิติไหนของชีวิตที่เราละเลยมันไปหรือไม่ ถ้ามีก็ควรจะให้เวลากับมันบ้าง

อาจจะไม่สามารถทำให้มันเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ได้ก็จริง แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเสียจนมันก่อปัญหาใหญ่ที่ทำให้เราต้องมานั่งเสียใจและเสียดายภายหลังครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไป

20181209_underestimate

จนเผลอคิดว่าเราเปลี่ยนตัวเองไม่ได้

อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป จนเผลอคิดว่าเราเปลี่ยนคนอื่นได้

“Never underestimate your power to change yourself; never overestimate your power to change others.”
-Wayne Dyer

เหมือนมนุษย์จะเป็นสัตว์ที่สนุกกับการฆ่าเวลา เราจึงบ่นกับเรื่องที่เราไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ และพยายามเปลี่ยนคนอื่นโดยลืมไปว่าเราเองก็ไม่ชอบให้ใครมาบงการชีวิต

การบ่นกับการพยายามเปลี่ยนคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่เปล่าเปลืองที่สุด ใช้พลังงานไปตั้งเยอะ แต่เห็นผลเพียงน้อยนิด

สู้เอาพลังงานนั้นมาชมเชยตัวเองในสิ่งที่เราทำได้ดี ตักเตือนตัวเองในสิ่งที่เราผิดพลาด และเดินไปอีกหนึ่งก้าวสู่ตัวตนที่เราอยากเป็น

และถ้าโชคดี เมื่อคนอื่นเห็นเราดีขึ้นเขาอาจจะอยากเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นเช่นกันครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ความจริงเป็นพรหมจรรย์

20181209_truthisavirgin

หากรู้ตัวว่าเป็นคนขี้ลืม เราก็ควรพูดความจริงตลอดเวลา จะได้ไม่ต้องจำอะไรเลย

ผิดกับการโกหก ที่เราต้องจำให้ได้ว่าเคยพูดอะไรออกไป พูดกับคนนี้ว่าอย่างไร และพูดกับอีกคนหนึ่งว่าอย่างไร

คนที่พูดโกหกจึงจำเป็นต้องมีความจำที่ดีมาก แถมยังต้องมีจินตนาการที่ดีมากด้วย เพราะเมื่อถูกถาม เขาก็จำเป็นต้องสร้างเรื่องโกหกเพิ่มเติมขึ้นมาอีก

โกหกแรก ออกลูกมาเป็นโกหกที่สอง และโกหกที่สองก็จะออกลูกมาเป็นโกหกที่สาม สี่ ห้า เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด

เราไม่สามารถคุมกำเนิดการโกหกได้

แต่ความจริงเป็นพรหมจรรย์ มันไม่เคยแต่งงานกับจินตนาการ จึงไม่เคยมีลูกมีหลาน

ให้พูดอีกกี่ที หรือโดนถามอีกกี่ครั้ง คำตอบก็ยังเหมือนเดิมครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ เด็ดเดี่ยว (Courage) โดย OSHO

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ฝายกั้นประสบการณ์ชื่อ จิระ มะลิกุล

20181208_jira

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว พวกเราชาวพนักงาน Wongnai มีโอกาสได้ฟังพี่เก้ง จิระ มะลิกุลแห่งค่ายหนัง GDH มาแชร์ประสบการณ์ภายใต้หัวข้อ “เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ”

นี่คือแง่มุมบางส่วนที่ผมได้จากพี่เก้งในวันนั้นครับ

หูตาต้องไว

พี่เก้งชอบนั่งทำงานที่ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ เพราะเวลาอยู่ที่ออฟฟิศมักจะโดนขัดจังหวะตลอด

หนึ่งในสาขาที่พี่เก้งชอบไปนั่งคือสตาร์บัคส์ตึกไทม์สแควร์ตรงสี่แยกอโศก ข้างบนเป็นโรงเรียนสอนภาษา คนไม่พลุกพล่าน

วันหนึ่ง ขณะที่พี่เก้งกำลังนั่งเขียนงานอยู่ในร้าน ก็ได้ยินเสียงโต๊ะข้างๆ กำลังคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

พี่เก้งรีบวางปากกาแล้วเงี่ยหูฟังพร้อมทั้งชำเลืองมอง เห็นผู้หญิงไทยหน้าตาดี แต่งตัวดี สำเนียงดี กำลังสอนภาษาอังกฤษให้กับผู้ชายใส่เสื้อช้อปสีเทา ที่กระเป๋าเสื้อมีปากกาเสียบอยู่

“What are you doing in your free time?” ครูสาวถาม

“I play เตะบอล”  นักเรียนหนุ่มมาดเซอร์ตอบด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น

ตามมาด้วยคำถามอีกมากมายเช่นมีแฟนรึยัง ฯลฯ

เห็นครูสาวมีอาการเขินอาย พี่เก้งก็คิดในใจว่า คนจีบกันด้วย conversation ภาษาอังกฤษนี่จะถามอะไรก็ได้เลยนี่หว่า

พี่เก้งจึงปิ๊งขึ้นมาว่า ถ้าเอาเรื่องนี้ไปทำหนังต้องร้อยล้านแน่นอน

หนึ่ง เพราะมันเป็นหนังรัก

สอง จีบกันด้วยภาษาอังกฤษซึ่งไม่เคยมีใครทำหนังแบบนี้มาก่อน

สาม มุกคนไทยอ่อนภาษาอังกฤษนี่เราชอบกันอยู่แล้ว

พี่เก้งแอบจด dialogue ของทั้งสองคนจนเต็มหน้ากระดาษไปหมด

แล้วไดอะล็อกในวันนั้น ก็กลายมาเป็นหนังเรื่อง ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ นำแสดงโดยซันนี่และไอซ์ ปรีชญา และกวาดรายได้ไป 300 ล้านบาท

20 ปียังไม่สาย

ตอนที่พี่เก้งเรียนจบใหม่ๆ  พี่เก้งต้องไปทำงานแถวรามคำแหง แต่บ้านพี่เก้งอยู่คลองสาน เมื่อการเดินทางมันลำบากนัก พี่เก้งเลยเลือกที่จะนอนค้างที่ออฟฟิศอยู่หลายเดือนจนสนิทกับรปภ.กะกลางคืน

พอใกล้สงกรานต์ พี่เก้งถามพี่รปภ.ว่าจะกลับบ้านรึเปล่า พี่รปภ.ตอบว่าไม่กลับ กลับไปก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะม่านตา (iris) ไม่ปกติ

พี่รปภ.คนนี้เคยไปรบในสงครามเวียดนาม แรงระเบิดทำให้ม่านตาเปิดค้างตลอดเวลา ตาสู้แสงแดดไม่ได้ เลยต้องใช้ชีวิตตอนกลางคืนเท่านั้น

พี่เก้งสนใจมาก เพราะสมัยนั้นยังไม่มี 7-Eleven ไม่มีสมาร์ทโฟน การทำธุรกรรมทุกอย่างเช่นจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟต้องทำตอนกลางวันเท่านั้น แล้วคนที่ทำงานตอนกลางคืนเขามีชีวิตอยู่ได้ยังไง มีเมียได้ยังไง มีลูกได้ยังไง

ผ่านไปเกือบ 20 ปี ตอนนั้นพี่เก้งทำงานอยู่แถวซอยสุขุมวิท 31 มองไปหน้าปากซอยกำลังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า BTS ตรงเกาะกลางถนนมีตู้ container

พี่เก้งแอบส่องคอนเทนเนอร์นั้นอยู่บ่อยๆ แล้วเกิดคำถามว่า ใครอยู่ข้างในนั้น เป็นช่างรึเปล่า ถ้าเป็นช่าง เขาเข้าไปทำอะไร? เลยเกิดจินตนาการว่าน่าจะมีช่างหนุ่มรูปหล่อสร้างทาง BTS ผ่านบ้านผู้หญิงคนหนึ่ง ได้พบเจอกันจนกลายเป็นความรัก

พี่เก้งบอกว่า หนังรักทุกเรื่องมันจะต้องมีอุปสรรคหนึ่งอย่าง เรื่องชนชั้นบ้างล่ะ เรื่องฐานะบ้างล่ะ พี่เก้งเลยตั้งโจทย์ว่า ถ้าผู้ชายกับผู้หญิงมีชีวิตอยู่คนละฟากของนาฬิกา มันจะเป็นแฟนกันได้มั้ย

ใช้เวลาเขียนบทอยู่สองปี ปรากฎว่าบทไม่สนุก ค้นไปค้นมาจึงพบสาเหตุว่าเพราะนางเอกมีเพื่อนเยอะ เลยรื้อบทแล้วเขียนใหม่ซึ่งต้องใช้เวลาอีกสองปี คราวนี้ได้นางเอกเป็นหญิงโสดวัย 30 ที่ยังไม่มีแฟน เพื่อนๆ ก็มีครอบครัวไปหมดแล้ว นางเอกเองเลยตัวคนเดียว พอบทเสร็จเรียบร้อย ก็รู้เลยว่ามันเวิร์คมาก

พี่เก้งบอกว่า เวลาเขียนอะไรออกไป ไม่ต้องรอให้ใครมา approve หรอก ตัวเราจะรู้สึกเองว่าได้เลยว่ามันดีหรือไม่ดี

แต่พอเอาเรื่องนี้ไปเสนอบอร์ด กลับเจอคำถามว่า “หนังผู้หญิงอายุ 30 ยังไม่มีแฟน ใครจะมาดูวะ”

เวลาเราทำสิ่งใหม่ๆ จะมีคนไม่เห็นด้วยและพร้อมจะทำให้เราท้อแท้ตลอดเวลา แต่พี่เก้งและทีมงานก็ยังเดินหน้าต่อไปและได้ทำหนังเรื่องนี้ โดยได้เคน ธีรเดชซึ่งช่วงนั้นกำลังโด่งดังมากมาเป็นพระเอก

โจทย์ถัดไป คือจะทำยังไงให้คนดูเชื่อว่านางเอกคนนี้ยังไม่มีแฟนจริงๆ เพราะสิ่งสำคัญเวลาสื่อสารก็คือ คนฟัง/คนดูต้องเชื่อ ทำยังไงถึงจะเข้าใกล้เส้นนี้ที่สุดโดยไม่เลยมันไป

และแล้วก็คาสติ้งจนได้นางแบบชื่อ คริส หอวัง มาเป็นนางเอก

โจทย์ใหญ่ข้อสุดท้ายคือการขออนุญาต BTS เข้าไปถ่ายทำหนังในพื้นที่ พี่เก้งต้องไปพรีเซนต์ในห้องประชุมโต๊ะกลมที่แสนจะเป็นทางการ ในห้องเต็มไปด้วยผู้ใหญ่และวิศวกรของ BTS

พี่เก้งเล่าเคล็ดลับว่า เวลาต้องเข้าไปนำเสนอ ในช่วง 20 วินาทีแรก จงมองหาว่าใครที่ appreciate และหัวเราะมุกเรา ถ้าเจอก็ให้ล็อคเป้าเลย สบตาคนๆ นี้เยอะๆ เราจะได้มีกำลังใจ

พอพรีเซนต์จบ ผู้บริหารที่นั่งตรงหัวโต๊ะถามขึ้นว่า

“ถ้าไม่ให้คุณทำขึ้นมา คุณจะทำยังไง?”

“ผมคงต้องเปลี่ยนอาชีพเป็นพนักงานเปลี่ยนสายโทรศัพท์มั้งครับ” พี่เก้งตอบ

ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครหัวเราะมุกพี่เก้ง

ผู้บริหารท่านนั้นนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“แต่ผมจะให้คุณทำ เพราะผมชอบแฟนฉัน ลูกผมก็ชอบมาก”

กรรมดีมีจริง – พี่เก้งคิดในใจ

หนังเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ทำรายได้ 150 ล้านบาทเฉพาะในกรุงเทพ และคุณคริสก็กลายเป็นไอดอลของคนวัย 30 ที่ยังไม่มีแฟน

พี่เก้งบอกว่า ทุกๆ คนมีคำถาม และเราสามารถดึงมันออกมาใช้ได้ตลอด

การทำหนังของพี่เก้ง คือการหาคำตอบให้คำถามที่ค้างค้าใจมายี่สิบกว่าปี

พรปีใหม่และอัลไซเมอร์

ปลายปี 2558 คุณจีน่า CEO ของ GDH บอกพี่เก้งว่า เราต้องทำหนังให้ในหลวงซักเรื่องนึงแล้ว มีเวลาทำหนังประมาณ 1 ปี ให้เสร็จทัน 5 ธันวาคมปีหน้า

พี่เก้งไปเปิดหนังสือโน๊ตเพลงของในหลวง เจอเพลงพรปีใหม่ และคิดในใจว่าจะมีในหลวงของประเทศไหนที่จะให้ของขวัญพสกนิกรเป็นเสียงเพลงได้

แล้วพี่เก้งก็นึกถึงคุณป้าคนหนึ่งที่เคยสอนวิชาเคมีสมัยพี่เก้งยังเด็กๆ เธอจบคณะวิทยาศาสตร์ มีบ้านที่เต็มไปด้วยหลอดทดลอง และเธอสามารถจำตารางธาตุได้ทั้งตาราง

แต่เมื่ออายุได้ 80 กว่า คุณป้าก็เป็นโรคอัลไซเมอร์ กินยาเองก็ไม่ได้ (เพราะจำไม่ได้ว่ากินไปรึยัง) เลยต้องมีคนเฝ้าตลอด

ครั้งหนึ่งที่พี่เก้งแวะไปเยี่ยมคุณป้า พี่เก้งลองเอาโทรศัพท์เปิดเพลงยุค 50’s ที่คุณป้าเคยชอบ เธอบอกว่าเพลงอะไรไม่รู้จัก

แต่พอพี่เก้งร้องเพลง March March Along ให้ฟัง คราวนี้คุณป้ากลับจำได้ว่าเป็นเพลงของจุฬา และครึ่งชั่วโมงต่อจากนั้นแกก็ระลึกความหลังได้เยอะมาก

ทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมป้า พี่เก้งจึงมักเอาเพลงไปเปิดให้คุณป้าฟัง ด้วยหวังว่าจะช่วยเปิดผนึกความทรงจำบางอย่างออกมาได้

จึงกลายเป็นที่มาของหนังเรื่อง “พรจากฟ้า” ที่เข้าโรงในวันที่ 5 ธันวาคม 2560 ในหนังมีทั้งหมดสามตอน โดยตอนที่สองเป็นเรื่องของคุณพ่อที่สูญเสียความทรงจำไปแต่ก็ระลึกความหลังได้เพราะเพลง Still on My Mind ของในหลวง

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ปีนั้นยังเป็นปีที่คุณเดียว วิชชพัชร์ โกจิ๋ว หนึ่งใน 6 ผู้กำกับแฟนฉันกำลังจะแต่งงาน พี่เก้งเลยตั้งใจจะเล่นดนตรีเพลง “พรหมลิขิต” ในงานแต่งงานของคุณเดียว

อีกหกเดือนก่อนงานแต่ง พี่เก้งไปเดินที่เวิ้งนครเกษม ตัดสินใจซื้อทรอมโบนเพราะคิดว่าน่าจะเล่นง่าย แต่พอลองเปิด Youtube เล่นตามดูสักสองอาทิตย์ก็รู้ตัวว่าไม่น่ารอด เลยไปลงเรียนทรอมโบน ได้นักศึกษาคณะดุริยางคศิลป์มาเป็นครู

ผ่านไปหกเดือน พี่เก้งก็ได้เล่นเพลงพรหมลิขิตในงานแต่งงานของคุณเดียวตามที่ตั้งใจไว้

พี่เก้งไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเล่นดนตรีเป็น แต่ก็ได้ลองทำและทำได้ในวัยห้าสิบกว่าๆ ทุกวันนี้พี่เก้งก็ยังเล่นทรอมโบน และไปชวนพรรคพวกมาเล่นในวันคืนสู่เหย้า เล่นได้เป็นเพลง อ่านโน๊ตเองได้

อีกประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้พี่เก้งรู้สึกคล้ายๆ กันคือการวิ่ง

สมัยก่อน พี่เก้งต้องออกกองตอนตี 5 จึงต้องตื่นตี 4 เป็นประจำ วันที่ว่างไม่รู้จะทำอะไรเลยลองวิ่งดู

สมัยนั้นการวิ่งยังไม่บูมเท่าตอนนี้ สวนลุมแทบไม่มีวัยรุ่น คนลง full marathon ปีละ 2,000 คนเท่ากันทุกปี เพราะคนวิ่งมีแต่หน้าเดิมๆ

พี่เก้งสมัครมาราธอนเอาไว้ สัปดาห์ก่อนวิ่งมาราธอน ซ้อมวิ่งได้ 25 โล รู้สึกว่าง่าย น่าจะไหว

แต่พอวันจริง วิ่งไปถึงกิโลที่ 26 ก็เริ่มรู้สึกเจ็บเข่า ถึงกิโลที่ 35 พี่เก้งก็เจอเสียงประหลาดมากระซิบข้างหูว่า มึงมาทำอะไรวะ กูจะกลับบ้านๆๆ

พี่เก้งตระหนักว่า ณ moment นั้น เราจะเลือกทำอะไรก็ได้ จะเดินออกจากสนามแล้วนั่งแท๊กซี่กลับบ้านก็ได้ หรือจะเดินต่อไป หรือจะวิ่งให้ถึงเส้นชัยก็ได้

ประสบการณ์คราวนั้น สอนให้พี่เก้งเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” และก่อให้เกิดหนังเรื่อง รัก 7 ปีดี 7 หน

การเล่นดนตรีกับการวิ่งมันมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ คือมนุษย์สามารถสั่งตัวเองได้

ไม่เคยเล่นดนตรีก็ไม่เป็นไร เพียงสั่งให้ตัวเองเล่นดนตรี เดี๋ยวคุณก็เล่นเป็น

ไม่เคยวิ่งไม่เป็นไร คุณก็แค่ซ้อมไปเรื่อยๆ ถ้าคุณซ้อมถึง วันจริงมันก็จะวิ่งถึงเอง

พี่เก้งบอกว่าเขาชอบชื่อบริษัท Wongnai เพราะมันดู exclusive และสอดคล้องกับตัวตนของเขาที่ใฝ่รู้เรื่องราวของชาวบ้านจนออกมาเป็นหนังหลายเรื่องที่คนไทยได้ดูกัน

พี่เก้งพยายามทำตัวเป็นฝายกั้นประสบการณ์ในชีวิตประจำวันมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังทำตัวแบบนั้นอยู่ อยากเป็นคนวงใน อยากเอาเรื่องที่ค้างคาใจมาหาคำตอบผ่านงานที่ตัวเองทำ

ขอบคุณพี่เก้งที่มาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับพวกเราทุกคนครับ


บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานแกงจืดหม้อดิน

20181205c

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวนาวัยชราคนหนึ่งกำลังเดินไปตามถนนในเมืองชนบท บนบ่ามีไม้พาดอยู่ ที่ปลายไม้มีหม้อดินใส่แกงจืดผูกห้อยเอาไว้

ขณะที่เดินไปเขาก็เกิดสะดุดก้อนหินและหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ชาวนาคนนั้นก็เดินต่อไปโดยไม่แสดงอาการสะทกสะท้านซักนิด

เด็กหนุ่มที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบวิ่งไปหาชาวนา

“ลุงครับ ลุงรู้ตัวหรือเปล่าว่าหม้อดินหล่น”

“รู้สิ ได้ยินเสียงมันหล่นอยู่”

“อ้าว แล้วทำไมลุงไม่เห็นทำอะไรเลย”

“ก็หม้อดินมันแตกแล้ว แกงจืดก็ไม่เหลือ จะให้ลุงทำอะไรได้อีกล่ะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก GPlusQuotes

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ขาดให้เติม เกินให้ลด

20181205b

สิ่งที่เราอาจกำลังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยได้ให้เวลากับมัน
– ออกกำลังกาย
– ทำโปรเจ็คที่จะตอบโจทย์ระยะยาวของชีวิต
– ทำเรื่องสนุกๆ
– อ่านหนังสือ
– นั่งสมาธิ
– นัดเจอเพื่อนเก่า
– กินข้าวกับพ่อแม่
– ใช้เวลากับลูก
– หนีลูกไปเที่ยวกับภรรยา/สามี
– นอน

ถ้ารู้ตัวว่าขาดเรื่องเหล่านี้ วิธีแก้ก็แค่เติมเข้าไป

แต่เราก็มักจะ “เอาไว้ก่อน” เพราะว่ายัง “ไม่มีเวลา”

เวลาไม่ได้หล่นมาจากฟ้า ถ้าอยากจะเพิ่มเวลาให้สิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เราทำได้และควรทำคือไปลดเวลาของเรื่องอื่นๆ

เรื่องที่เรารู้สึกว่าเรากำลังใช้เวลากับมันมากเกินไป เช่น
– เล่นมือถือ

– ดูทีวี

– เดินทางไปทำงาน – แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนเวลาออกจากบ้าน

– ทำงาน – ถ้าเราทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง ลองสำรวจตัวเองว่าจะทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างไร / เรา Say no เก่งพอรึยัง / เราทำงานฉลาดพอรึยัง / เราทนอยู่กับสถานการณ์บางอย่างที่ควรจะแก้ได้แต่เราไม่ยอมแก้เองรึเปล่า

สมมติว่าเราลดเวลาสี่เรื่องด้านบนนี้ไปได้วันละ 2 ชั่วโมง เราจะมีเวลาเพิ่มสัปดาห์ละ 14 ชั่วโมง มากพอที่จะเติมเรื่องที่เราขาดได้อีกเยอะเลย

ขาดให้เติม เกินให้ลด

simple แต่ไม่ easy

แต่ถ้าจะทำจริงๆ ก็ทำได้ครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

วิธีบ่นที่ดีที่สุด

20181205

คือทำให้มันดีขึ้น

“They say that the best way to complain is to make things better.”
-Seth Godin

เพราะเราจะบ่นแต่สิ่งที่เราไม่ชอบเท่านั้น

และเราก็มักจะบ่นแต่กับเรื่องเดิมๆ ทั้งๆ ที่คงไม่มีใครปรารถนาให้เรื่องที่เราบ่นนั้นอยู่ยั้งยืนยงเพื่อพรุ่งนี้เราจะได้มีโอกาสบ่นเรื่องนี้อีก

จริงๆ แล้ว การที่เราบ่นกับอะไรซักอย่างก็มองเป็นเรื่องดีได้นะครับ

เพราะมันกำลังส่งสัญญาณว่า นี่คือโอกาสในการเปลี่ยนแปลง

เมื่อใดที่เราบ่น เรามีทางเลือกสามทาง

หนึ่ง คือบ่นๆๆ แล้วก็แยกย้ายกลับบ้านนอน พรุ่งนี้ก็จะตื่นมาบ่นซ้ำๆ กับเรื่องเดิมๆ

สอง คือบ่นๆๆ แล้วก็ตระหนักว่า เราน่าจะช่วยทำให้มันดีขึ้นได้นี่หว่า จึงลงมือทำอะไรซักอย่าง

สาม คือบ่นๆๆ แล้วก็ตระหนักว่า กับเรื่องบางเรื่องเราคงไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้ ถ้าไม่อยากบ่นอีก ก็ลดความคาดหวังของเราดีกว่า

ทางที่หนึ่งนั้นขาดทุนทางอารมณ์ที่สุด แต่คนไม่น้อยก็เลือกทางนี้

ถ้าเบื่อที่จะบ่น ก็ไม่เสียหายที่จะลองอีกสองทางที่เหลือ คือ take action หรือ change expectations ครับ

ผู้ชายมักตายด้วยความดื้อ

20181203_stubborn

ในนิตยสาร all ที่แจกฟรีตาม 7-Eleven ฉบับเดือนธันวาคม คุณนีโน่ เมทนี บุรณศิริ ให้สัมภาษณ์ถึงคุณโอ วรุฒ วรธรรม ผู้ล่วงลับไว้ว่า

“โอเป็นคนที่มีปัญหาแล้วไม่พูด ชอบเก็บไว้กับตัว โอมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตด้วย แต่เขาไม่เชื่อว่าตัวเองป่วย ไม่ยอมกินยา วิธีแก้ปัญหาของโอคือกินเหล้าให้ลืม ซึ่งมันไม่ได้หายไป พอหายเมา โอกลับมาคิดมากเหมือนเดิม ผมอยากบอกว่าถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาด้านสุขภาพจิต คุณควรไปปรึกษาจิตแพทย์ สมัยนี้จิตแพทย์เก่งๆ มีเยอะ แต่คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้ โอเก็บปัญหาไว้กับตัวจนสะสมเรื้อรัง ไม่รู้จะแก้ปัญหาไหนก่อน บางครั้งมันก็สายเกินไป แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

มันทำให้ผมนึกถึงคุณตาของเพื่อนคนหนึ่งที่ป่วยเป็นหวัดแต่ไม่ยอมไปหาหมอ สุดท้ายเป็นโรคปอดบวม อาการทรุด กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และจากไปภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ผมว่าผู้ชายเป็นเพศที่ดื้อกว่าผู้หญิง

อาจเพราะเราได้ยินได้ฟังคำพูดเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กๆ

“เกิดเป็นลูกผู้ชาย ต้องเข้มแข็ง”

“ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กันหรอกนะ”

“ผู้ชายอกสามศอก”

และอะไรอีกต่างๆ นาๆ ที่วาดภาพว่าผู้ชายคือเพศที่แข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว ห้ามแสดงความอ่อนแอ ไม่อย่างนั้นคุณจะไม่ใช่ลูกผู้ชายตัวจริง

เมื่อความคิดความเชื่อของเราถูกหล่อหลอมมาอย่างนี้ ก็เป็นธรรมดาที่เราจะประพฤติตนให้สอดคล้องกับความเชื่อนั้นด้วย

ผู้ชาย Gen X และต้น Gen Y ไม่น้อยถึงยังสูบบุหรี่ กินเหล้า เจ้าชู้ แม้จะรู้ดีว่ามีโทษก็ยังทำ เพราะภาพของการสูบบุหรี่ กินเหล้า เจ้าชู้ มันถูกยึดโยงไปกับภาพจำของลูกผู้ชายเท่ๆ ที่เราเห็นกันในโรงหนังไปเรียบร้อยแล้ว

แต่มันก็เป็นเพียงค่านิยมของยุคสมัยหนึ่งเท่านั้น ผมเชื่อว่าอีกไม่นานการแสดงออกความเป็นชายจะไม่ได้ผูกติดกับพฤติกรรมเหล่านี้อีกต่อไป

แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราอาจจะสูญเสียเพื่อนหรือญาติไปอีกหลายคนให้กับความดื้อรั้นที่ต้องการจะแสดงออกถึงความเป็น “ลูกผู้ชาย” ผ่านการกระทำที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ครับ

—–

ป.ล. ผมเขียนคอมลัมน์ “มุมละไม” ให้นิตยสาร all ด้วยนะครับ อ่านได้ที่ all-magazine.com หรือขอฟรีก๊อปปี้ได้ที่ 7-Eleven ครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ผิดเยอะไม่เป็นไร

20181203_mistakes.png

แค่อย่าผิดซ้ำเรื่องเดิมก็พอ

เพราะใครก็ตามที่ทำถูกตลอดเวลา แสดงว่าเขาทำแต่สิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว

มันก็เลยไม่เกิดการพัฒนา

ในโลกที่หมุนเร็วขนาดนี้ การพึ่งพาแต่ (หรือแม้กระทั่งทะนงตนกับ) ความรู้เดิมๆ จะเป็นกำแพงที่ขวางไม่ให้เราไปต่อได้

เทคโนโลยีเอื้อให้เราสามารถลองผิดลองถูกได้มากขึ้น เพราะความเสี่ยงลดลงหลายเท่า เมื่อเทียบ potential cost กับ potential benefits แล้ว การลองผิดลองถูกยังไงก็น่าจะกำไร

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะผิด เพราะมีแนวโน้มว่าตอนนี้เรากำลังผิดน้อยเกินไป

จงผิดให้บ่อยขึ้น แค่อย่าผิดซ้ำเรื่องเดิมก็พอครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt