เจ็บปวดจึงเติบโต

20190626_paingrowth

จำคำนี้เอาไว้เลย

เจ็บปวดจึงเติบโต

เพราะมันจะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ไม่มีการเติบโตใดที่ไม่ต้องประสบความเจ็บปวด

อกหัก ทำให้เราเป็นคนรักที่ดีกว่านี้

งานหนัก ทำให้เราเก่งขึ้น อดทนมากขึ้น

ล้มเหลว คือโอกาสให้เราเริ่มใหม่อย่างฉลาดกว่าเดิม

เมื่อไหร่ที่เจอกับความเจ็บปวด บอกตัวเองอย่าเพิ่งใจเสาะ เราเข้มแข็งกว่าที่เราคิด

และบอกตัวเองไว้เลยว่านี่คือโอกาสทองที่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของชีวิต

เมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไป เราจะเก่งกว่าเดิม แกร่งกว่าเดิม และมองกลับมาด้วยสายตาที่เข้าใจกว่าเดิมแน่นอน

ตื่นเช้าไม่ยากเท่านอนเร็ว

20190625_earlyrise

ช่วงสองสามปีมานี้ผมเริ่มโปรดปรานการนอนตื่นเช้ามากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะตอนเช้าเราทำอะไรได้เยอะมาก จะอ่านหนังสือก็ได้ จะภาวนาก็ได้ จะออกไปวิ่งโดยไม่ต้องห่วงแดดเผาก็ได้ เสร็จแล้วยังอาบน้ำแต่งตัวขับรถไปที่ทำงานได้โดยไม่ต้องเจอรถติดอีกต่างหาก

และจะด้วยสภาพแวดล้อมของที่ทำงานหรืออะไรก็ตามแต่ ผมรู้สึกว่าการหลับเป็นเรื่องง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก

สมัยอยู่มหาวิทยาลัย ผมมีปัญหานอนค่อยไม่หลับ บางทีกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงเป็นชั่วโมงเลย แต่มาสมัยนี้ แค่หัวถึงหมอนไม่เกินสามนาทีก็หลับผลอยแล้ว

เมื่อได้หลับเร็ว ร่างกายก็ตื่นเช้าได้เองโดยธรรมชาติ

การตื่นเช้าจึงเป็นเรื่องง่ายดายกว่าที่คิด แต่ที่ใครหลายคนตื่นเช้าๆ กันไม่ไหวเพราะว่าเรานอนดึกกันต่างหาก

เหตุผลที่เรานอนดึกเพราะมันคือช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามีอิสรภาพจากภาระทั้งปวง ลูกก็หลับ ไลน์ก็ไม่มีใครตามงาน เป็น me time ที่เราจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ

แต่ความยากก็คือ “ตามใจชอบ” นี้มักจะเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะเข้ากะดึก willlpower ก็ต่ำ กิเลสครอบงำได้โดยง่าย ถึงแม้เราจะฝืนตัวเองให้ทำงานที่มีประโยชน์ สมองก็อาจล้าเกินกว่าจะคิดอะไรเจ๋งๆ ได้

สำหรับผม สิ่งที่ได้ทำตอนที่นอนดึกจึงมักจะมี ROI (Return on Investment) ต่ำกว่าสิ่งที่ได้ทำในตอนเช้า

ดังนั้น ถ้าใครนอนดึกแล้วรู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยโอเค การเข้านอนเร็วดูก็อาจจะช่วยได้นะครับ เทคนิคง่ายๆ คือตั้งใจทำงานตลอดวัน เพื่อที่หมดวันสมองจะได้ล้าและโหยหาการพักผ่อน และเมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็เอามือถือชาร์จไว้นอกห้องแล้วหาอะไรสบายๆ ทำโดยไม่ต้องพึ่งหน้าจอ

เมื่อได้นอนเร็วขึ้น เราจะตื่นเช้าได้โดยไม่ต้องพยายาม

แล้วเราจะได้เวลากลับมาวันละเป็นชั่วโมงเลยครับ

หัวหน้าต้องทำให้ชีวิตลูกน้องดีขึ้น

20190624_goodleaders

ถ้าทำให้ชีวิตเค้าแย่ลง เค้าจะเกลียดเรา

นี่เป็นคำที่พี่บุ๋ม บุญย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ หัวเรือใหญ่ของ BBQ Plaza มาพูดให้เราฟังใน Wongnai WeShare

“ชีวิตที่ดีขึ้น” ของลูกน้องไม่ได้แปลว่าต้องสบายนะครับ แต่หมายถึงลูกน้องควรจะได้ทำงานที่ท้าทาย ได้เก่งกว่าเดิม และมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของเขา

“ซุปปี้” ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายเก่าของผมก็เคยพูดว่า หัวหน้ากับลูกน้องนั่น “เท่ากัน” ต่างกันเพียงหน้าที่ หน้าที่ของลูกน้องคือทำงานของตัวเองให้ดี หน้าที่ของหัวหน้าคือช่วยให้ลูกน้องทำงานได้ดีขึ้น

เวลาคนๆ หนึ่งตัดสินใจสมัครงานกับบริษัท เขามาเพราะรักในตัวบริษัท แต่เวลาที่พนักงานตัดสินใจลาออกส่วนใหญ่ เขาไม่ได้ลาออกเพราะเกลียดบริษัท แต่ลาออกเพราะเข้ากันไม่ได้กับหัวหน้า

ดังนั้น หัวหน้าทำตัวยังไง มีความเชื่อแบบไหน จึงให้คุณให้โทษได้สูงมาก

ถ้าหัวหน้าดี ลูกน้องก็ทำงานดีและไม่จากไปไหน องค์กรก็เจริญเติบโต

แต่ถ้าหัวหน้าไม่ดี คิดถึงคนอื่นน้อย คิดถึงตัวเองเยอะ ไม่ได้มีจิตใจที่เป็นไปเพื่อส่วนรวม ก็พาคนรอบตัวดิ่งเหวไปด้วย

เป็นหัวหน้าต้องทำให้ชีวิตลูกน้องดีขึ้น

ถ้าทำให้ชีวิตเค้าแย่ลง ก็ถึงเวลาต้องทบทวนตัวเองแล้ว

Brave New Work ตอนที่ 7 – Loosely Coupled, Tightly Aligned

20190623_bravenewwork7

INNOVATION

นวัตกรรมหลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ คำว่า exaptation เป็นคำในสาขาชีววิทยาที่พูดถึงการที่อวัยวะส่วนหนึ่งถูกนำปรับมาใช้อีกหน้าที่หนึ่ง เช่นขนนกที่มีไว้เพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไปมันถูกปรับมาใช้เพื่อทำให้นกโบยบินได้

Exaptation ก็เกิดในโลกเทคโนโลยีเช่นกัน Gorilla Glass ถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 1960 แต่ไม่ได้ถูกใช้งานจนกระทั่ง Steve Jobs เอามันมาทำ iPhone ส่วน Percy Spencer ได้ไอเดียทำเตาอบไมโครเวฟตอนที่อุปกรณ์ที่ชื่อว่าแมกนีตรอนทำให้ช็อคโกแล็ตในกระเป๋ากางเกงละลาย และ Play Doh ถูกสร้างมาเพื่อเอาไว้ทำความสะอาด wallpaper จนกระทั่งเด็กๆ เอามันไปใช้ “ผิดวิธี”

ความบังเอิญกับนวัตกรรมนั้นเป็นเพื่อนกันมาช้านาน

แต่ในองค์กรที่ต้องการให้ทุกอย่างกะเกณฑ์และคาดเดาได้มักจะมี standard ที่บังคับให้ทุกคนต้องทำตาม เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแบบแผน เราก็ตัดโอกาสที่จะเกิดนวัตกรรมออกไปไม่น้อย

ในบางครั้ง นวัตกรรมที่ดีไม่จำเป็นต้องมีเจ้าภาพ ในบริษัทดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่าง Buurtzorg มีทีมพยาบาลทีมหนึ่งค้นพบว่าถ้าปล่อยให้ผู้สูงอายุล้ม สะโพกมักจะหัก และทำให้เคลื่อนไหวตัวลำบาก ทีมงานจึงออกแบบกระบวนการที่ไม่ใช่แค่ดูแลรักษา แต่ยังป้องกันอุบัติเหตุอีกด้วย เมื่อทีมนี้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแล้วเอาไปแจ้งให้ CEO รับทราบ แทนที่ CEO จะ roll out โปรแกรมนี้ให้ทีมพยาบาลอื่นๆ ทำตาม เขากลับบอกให้ทีมที่เสนอกระบวนการใหม่นี้เขียนบทความเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุผู้สูงอายุและเผยแพร่ เวลาผ่านไปไม่นาน ทีมพยาบาลอีกหลายร้อยทีมก็นำไอเดียนี้ไปใช้ต่อเองโดยที่ไม่มีใครบังคับ เพราะ good ideas spread ไอเดียที่ดีมันจะแพร่กระจายด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว

แทนที่จะมี standards หรือมาตรฐานให้ทุกปฏิบัติตาม อาจจะเป็นการดีกว่าถ้าเราจะเรียกมันว่า defaults หรือ “ค่าตั้งต้น” นั่นคือถ้าพนักงานไม่รู้ว่าจะทำงานชิ้นนี้อย่างไร ก็ทำตาม defaults ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าเวิร์ค แต่ถ้าพนักงานสามารถคิดวิธีที่ดีกว่าได้ ก็ลองใช้วิธีใหม่นั้นดูได้เลย และถ้ามันเวิร์ค ก็อย่าลืมเอามาบอกให้ทุกคนทราบ เพื่อที่องค์กรจะได้มี defaults ชุดใหม่ที่ทุกคนจะได้ประโยชน์

อีกหนึ่งวิธีในการได้มาซึ่งนวัตกรรมก็คือแนวทาง The Lean Startup ที่สนับสนุนให้ทีมงานสร้าง Minimum Viable Product หรือผลิตภัณฑ์ที่มีฟีเจอร์เท่าที่จำเป็นและเพียงพอสำหรับส่งไปให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ เพื่อที่เราจะได้เก็บฟีดแบ็คกลับมาเพื่อปรับปรุงเวอร์ชั่นต่อๆ ไป วิธีการนี้จะช่วยให้เราได้ validated learning หรือการเรียนรู้ที่เชื่อถือได้ เพราะมันมาจากเสียงของผู้ใช้งานจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเองเออเองในกลุ่มเพื่อนพนักงานด้วยกัน

—–

WORKFLOW

ตอนที่ Henry Ford เปลี่ยนมาใช้สายพานการผลิต (assembly line) การผลิตรถหนึ่งคันใช้เวลาลดลงจาก 12 ชั่วโมงเหลือเพียง 2.5 ชั่วโมง

อีก 50 ปีหลังจากนั้นโตโยต้าก็คิดค้นการผลิตแบบ Just In Time ที่ลด Muri, Mura, และ Muda (การฝืนทำ ความไม่สม่ำเสมอ และความสูญเปล่า)

Workflow ที่ดีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรอย่างมหาศาลแต่มันก็เป็นมิติที่ถูกละเลยอยู่เป็นประจำ

บางคนอาจจะถามว่า Structure มันก็กำหนด Workflow อยู่แล้วรึเปล่า? ก็อาจมีส่วนบ้าง แต่ workflow นั้นมีรายละเอียดเยอะกว่านั้นมาก

ยกตัวอย่างเช่นร้านกาแฟอาจจะมีพนักงานร้านสองคน คนหนึ่งเป็นบาริสต้า อีกคนเป็นแคชเชียร์ คนหนึ่งทำกาแฟ อีกคนเก็บเงิน อันนี้ก็ชัดเจนดี

แต่ใครจะเป็นคนรับออเดอร์? คนเก็บเงินอาจจะรับออเดอร์แล้วคิดเงินทันทีก็ได้ หรือบาริสต้าอาจจะจดออเดอร์ระหว่างที่ลูกเค้าเข้าคิวจ่ายเงินก็ได้ แถมลึกลงไปก็ยังมีรายละเอียดอีกมากมาย เช่นจะจดออเดอร์ลงกระดาษหรือลงแอป อุปกรณ์และถ้วยชามต่างๆ จะจัดวางอย่างไรเพื่อให้การเสิร์ฟกาแฟนั้นสะดวกรวดเร็วที่สุด ฯลฯ

การกำหนดหน้าที่ว่าใครต้องทำอะไรบ้างจะเป็นตัวบอกว่า workflow ในองค์กรนั้นเป็นเช่นไร เป็นตัวกำหนดว่า value ถูกสร้างผ่านใครและผ่านทีมไหนบ้าง

—–

ผูกกันอย่างหลวมๆ มุ่งหน้าทิศทางเดียวกันอย่างเคร่งครัด – Loosely coupled, tightly aligned

บริษัทอย่าง Spotify ที่ทำแอปสตรีมมิ่งเพลงที่มีสมาชิกจ่ายเงินถึง 70 ล้านคนรู้ว่า หากปฏิบัติกับแอปแบบเป็นซอฟท์แวร์ก้อนใหญ่หนึ่งก้อน จะต้องใช้เวลาและพลังมหาศาลสำหรับการประสานงานและสื่อสารการทำงานของแต่ละทีมเพื่อจะเข็นแอปเวอร์ชั่นใหม่ๆ ออกมาได้

พวกเขาจึงหั่น Spotify ออกเป็นนับสิบนับร้อยส่วน และแต่ละส่วนก็ถูกดูแลโดยทีมเพียงหนึ่งทีมที่สามารถจะอัพเดตและ launch เวอร์ชั่นใหม่ของส่วนนั้นๆ โดยที่ไม่ต้องรอทีมอื่น

ถ้าให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือแทนที่จะเป็นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ Spotify ทำตัวเหมือนเรือสปีดโบ๊ทนับร้อยลำที่มุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

มองทุกอย่างเป็นโปรเจค
แม้แต่งาน routine เราก็สามารถมองให้เป็นโปรเจคได้ ซึ่งมันจะทำให้เราทำอะไรต่างๆ อย่างมีเจตนามากยิ่งขึ้น มีจุดเริ่มต้น มีจุดจบ มีกันเวลาสำหรับเรียนรู้สิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ควรปรับปรุง

“งานทำความสะอาดห้องน้ำ” ฟังเป็นงานรูทีนที่ไม่ค่อยน่าสนใจ แต่ถ้าเราเปลี่ยนชื่อเป็น “โปรเจคทำความสะอาดห้องน้ำเพื่อรับแขก” เราก็จะเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น เราจะ automate การทำความสะอาดห้องน้ำได้มั้ย? เราจะออกแบบห้องน้ำให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นได้รึเปล่า?

ทำงานแบบ Sprint
ในโลกของซอฟท์แวร์ ทีมจะทำงานกันแบบสปริ๊นท์ที่มีระยะเวลา 1 หรือ 2 สัปดาห์ เมื่อจบสปริ๊นท์ก็จะมี deliverable หรือผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

ทีมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ซอฟท์แวรร์น่าจะลองทำงานแบบสปริ๊นท์ดูบ้าง เพราะมันจะช่วยให้ทีมทำงานอย่างมีโฟกัสมากขึ้น เคลื่อนไหวเร็วขึ้น และต้อง “ส่งการบ้าน” อะไรบางอย่างเมื่อจบสปริ๊นท์นั้น ทำให้เราไม่เสียเวลามาถกเถียงกันในเรื่องเล็กน้อย แต่จะตัดสินใจและเดินหน้าต่อเพื่อให้สปริ๊นท์นั้นจบลงแบบไม่กลับบ้านมือเปล่า

จำกัดงานที่กำลังทำอยู่ – Limit Work In Progress (WIP)
ถ้าอยากให้รถวิ่งบนทางด่วนได้เยอะที่สุดต้องทำยังไง? คุณลองใส่รถเข้าไปให้มากที่สุดแบบไม่เหลือช่องว่างระหว่างรถแต่ละคันดูสิ รับรองว่าการจราจรก็จะแทบหยุดชะงัก

สิ่งที่คุณต้องทำจริงๆ คือต้องมีพื้นที่ว่างระหว่างรถให้เพียงพอเพื่อให้รถแต่ละคันสามารถวิ่งไปได้ในสปีดที่เหมาะสมที่สุด

การทำงานก็ไม่ต่างอะไรกับจราจร การจำกัดงานที่เรากำลังทำอยู่ (limit our work in progress) จะทำให้ productivity ของเราสูงขึ้น

เราทำได้โดยลิสต์งานทั้งหมดลง To Do จากนั้นหยิบงานไม่เกิน 3-5 ชิ้นที่สำคัญหรือเร่งด่วนที่สุดขึ้นมาแล้วขยับมันมาใส่ไว้ใน Doing และเมื่องานชิ้นไหนเสร็จแล้วก็ย้ายมันไปไว้ที่ Done

ในแต่ละช่วงเวลา ไม่ควรมีงานที่ Doing เกิน 5 อย่าง ถ้ามีงานที่สำคัญกว่าและด่วนกว่าแทรกเข้ามา ก็ต้องย้ายงาน Doing บางงานออกกลับไปอยู่ที่ To Do จนกว่าจะมีงานที่เสร็จและถูกย้ายไปที่ Done แล้ว ลองใช้แอปอย่าง Trello ในการจำกัด WIP ของเราดู

คิดให้เล็ก ทำให้เร็ว
แทนที่จะมองงานเป็นก้อนใหญ่ๆ ที่เสร็จสมบูรณ์ ให้มองงานเป็นชิ้นเล็กๆ ที่ส่งออกมาได้โดยที่ยังไม่เพอร์เฟ็กต์ แทนที่จะวางแผนเป็นเดือนๆ ลองวางแผนเป็นรายสัปดาห์หรือรายวัน แทนที่จะทำงานผ่านอีเมลและตารางนัดหมาย ลองทำงานผ่านห้องแชทและ Google Docs

จงคิดให้เล็กลงและเคลื่อนไหวให้เร็วขึ้น

People Positive กับ Workflow
ทำงานโดยเอางานเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอา org chart เป็นตัวตั้ง ให้อิสรภาพทีมงานได้ทำงานในสไตล์ที่เหมาะสมและใช้เครื่องมือที่พวกเขาถนัด

Complexity Conscious กับ Workflow
Workflow นั้นไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว เราสามารถเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงมันไปได้เรื่อยๆ เราต้องเมคชัวร์ว่าทีมงานของเรามีเวลามากพอที่จะทำงานให้เสร็จรวมถึงมีเวลามากพอที่จะทบทวนกระบวนการทำงานของทีมด้วย จงสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการสร้างทีมที่ loosely coupled, tightly aligned – ผูกกันอย่างหลวมๆ แต่มุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างเคร่งครัด


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Brave New Work ของ Aaron Dignan

Brave New Work ตอนที่ 1 – ไฟแดงหรือวงเวียน?.

Brave New Work ตอนที่ 2 – หนี้กรรมขององค์กร

Brave New Work ตอนที่ 3 – เชื่อมั่นในมนุษย์

Brave New Work ตอนที่ 4 – จุดมุ่งหมายสำคัญ

Brave New Work ตอนที่ 5 – เส้น Waterline

Brave New Work ตอนที่ 6 – Red Team

สำคัญของเราหรือสำคัญของคนอื่น

20190620_importanttowho

ในคลาส Storytelling with Powerpoint Presentation ที่ผมเคยสอนให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ผมบอกกับทุกคนว่าเวลาผมต้องขึ้นเวทีพรีเซนต์ในงานประชุมใหญ่ของบริษัท ผมจะใช้เวลาประมาณ 70% คิดโครงสร้างเรื่อง 20% ทำสไลด์ และ 10% ซ้อมพูด

ในขณะที่คนทั่วไปจะใช้เวลา 10% คิดโครงสร้างเรื่อง 90% ทำสไลด์ และ 0% สำหรับการซ้อม พรีเซนต์เลยออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่

นักเรียนคนหนึ่งบอกว่า ก็อยากทำให้ได้เหมือนผมนะ แต่มันไม่มีเวลา

ผมเลยตอบไปว่า ถ้าคุณเห็นว่ามันสำคัญมากพอ คุณจะมีเวลาเอง

สำหรับผม งานประชุมใหญ่ของบริษัทมีแค่สามเดือนครั้ง เป็นโอกาสทองที่เราจะส่ง “สาร” อะไรบางอย่างที่ไม่สามารถทำผ่านสื่ออื่นๆ อย่างอีเมล โปสเตอร์ หรือการประชุมย่อยได้ ผมเลยให้ความสำคัญกับมันมาก

แต่แน่นอน เวลาเราทำงาน เรามักจะมีงานสำคัญอื่นๆ แทรกเสมอ เราจึงไม่เคยมีเวลาพอที่จะเตรียมตัวเรื่องอะไรเหล่านี้

คำถามก็คือ งานสำคัญที่มาแทรกนั้น มันสำคัญกับเรา หรือมันสำคัญกับคนอื่นกันแน่?

“งานด่วน” ที่สวมหน้ากาก “งานสำคัญ” นั้น มักเป็นงานสำคัญสำหรับคนอื่นเสมอ ถึงเราทำเสร็จก็ไม่ได้ช่วยให้การงานของเราก้าวหน้าขึ้นเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ทำก็โดนด่าอีก

คำถามคือเราจะตัดสินใจเลือกทางไหน

เลือกทำงานสำคัญของคนอื่นก่อน เพื่อให้เขาไม่ต้องรู้สึกไม่ดีกับเรา

หรือจะเลือกทำงานสำคัญของเราก่อน เพื่อให้เราสามารถสร้าง impact ได้อย่างแท้จริง

ถ้าเลือกทำงานสำคัญของคนอื่นก่อน จนไม่ได้ทำงานสำคัญของเราเลย พอจบปีไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน จะโทษใครได้นอกจากตัวเอง

งานสำคัญของคนอื่น กับงานสำคัญของเรา

หน้าตาเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวไม่เหมือนกัน

มองดีๆ คิดดีๆ เลือกดีๆ นะครับ

นิทานถูกหรือผิด

20190614_rightorwrong

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระหนุ่มสามรูปเพิ่งบวชพรรษาแรก

พระหนุ่มรูปแรกตื่นแต่เช้ามืด เดินถือไฟฉายส่องทางเดิน เมื่อเจอหอยทากก็เก็บไปปล่อยยังที่ที่ปลอดภัยเพื่อไม่ให้พระสงฆ์เดินเหยียบ

พระหนุ่มรูปที่สองผ่านมาเห็นจึงเกิดความสงสัย

“ท่านทำเช่นนี้เพื่ออะไรกัน”

“ที่ผมทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เกิดบารมี โดยการเพียรทำดีอยู่ทุกวัน”

“ท่านเอ๋ย รู้ตัวมั้ยว่าท่านกำลังทำให้ชาวนาเดือดร้อน ลองคิดดูว่าชาวนาต้องเสียแรงกำจัดหอยทากที่มากัดกินพืชสวนไร่นาสักเพียงใด แต่นี่ท่านกลับช่วยชีวิตให้มันขยายเผ่าพันธุ์ได้เต็มที่”

พระหนุ่มรูปที่สามได้ยิน จึงแสดงความเห็นต่าง

“มิได้เป็นดังที่ท่านว่าหรอก ท่านก็เพียงแต่อยากจะช่วยเหลือสัตว์โลกเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาสร้างความเดือดร้อนกับชาวไร่ชาวนาแต่อย่างใด”

พระหนุ่มทั้งสามโต้เถียงกันยาวนาน เมื่อไม่ได้ข้อสรุปจึงไปปรึกษาพระอาจารย์

“ผมมาบวชก็หวังแต่จะทำความดีงามให้บังเกิด ความดีก็เหมือนหยดน้ำ เมื่อสะสมทีละหยด นานวันเข้าย่อมเต็มภาชนะ แล้วเช่นนี้จะมาบอกว่าที่ผมทำเป็นบาปได้อย่างไร”

“เออ ถูกของเธอแล้ว” พระอาจารย์ตอบ

“แม้นักบวชจะเหยียบหอยทากในตอนเช้ามืด เราก็ย่อมไม่ผิดเพราะเราไม่ได้มีเจตนาจะฆ่า แต่เมื่อเราส่งเสริมให้หอยทากเหล่านี้ไม่ตาย ปล่อยให้ไปทำลายเรือกสวนไร่นาก็เท่ากับเป็นการสร้างเวรกรรมให้ชาวบ้าน สู้ปล่อยให้มันตายเองด้วยการที่เรามิได้เจตนาย่อมจะดีกว่า”

“เออ ถูกของเธอจริงๆ” พระอาจารย์กล่าว

พระหนุ่มรูปที่สามกล่าวต่อ “แม้จะเป็นสัตว์เล็กๆ ดูต้อยต่ำ แต่ทุกชีวิตก็มีคุณค่า การที่ท่านได้ช่วยชีวิตพวกมันให้รอดพ้น ก็เท่ากับเป็นการช่วยให้เราเหล่านักบวชไม่ต้องทำบาปที่เราไม่อยากทำ”

“เออ ถูกแล้วที่เธอพูดมา”

เณรน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ พระอาจารย์จึงเกิดความสงสัย

“ท่านอาจารย์บอกว่าที่พระพูดมาก็ถูกต้องทั้งสามท่านเลย ถ้าทุกคนถูกหมดแล้วจะมีใครผิดล่ะ และการจะถูกต้องทั้งสามคนนั้นจะเป็นไปได้ด้วยหรือ”

พระอาจารย์ยิ้มตอบ “ที่เจ้าพูดมาก็ถูกอีกนั่นแหละ”

—–

ย่อความจากนิทานเรื่อง “ถูกต้องทั้งนั้น” หนังสือ เรียนชีวิตผ่าน…นิทานเซน กระตุกความคิด สะกิดปัญญา 

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 4 แล้ว – ร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกหนังสือได้ที่นี่ครับ bit.ly/tgimbook4

ใจเย็นๆ ดูดีๆ

20190620_lookcarefully

ที่บริษัทผมใช้ Google Sheets ทำงานเป็นส่วนใหญ่

Google Sheets นั้นคล้าย Excel คำนวณได้ ผูกสูตรได้

บางชีทก็สูตรยาวเยื้อย บางชีทก็ใช้ฟังก์ชั่นที่ไม่คุ้นเคย บางชีทก็ดึงข้อมูลมาจากชีทอื่นมากมาย

พอเกิดข้อผิดพลาด ข้อมูลไม่ขึ้น หรือขึ้น Error น้องในทีมมักจะตกใจ แก้ปัญหาไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน บางทีงมอยู่นานจนยอมแพ้ แล้วเดินมาหาผม

ผมก็มักจะบอกว่า ใจเย็นๆ ดูซิว่าเวลาขึ้น Error นั้นมันมีคำเตือนว่าอะไร แล้วค่อยเริ่มจากตรงนั้น

บางที Error message มันบอกชัดเจนว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่เราไม่ได้อ่านให้ละเอียดเพราะมัวแต่ตกใจและมัวแต่คิดไปเองว่าเราไม่รู้ เราไม่เข้าใจ

ใช่ คนเรามักจะกลัวสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

ถ้าอยากเลิกกลัว ก็ต้องเริ่มทำความเข้าใจก่อน

สูตร Excel ต่อให้ซับซ้อนแค่ไหนแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งเร้นลับ ทุกอย่างมีมาที่ไป ผูกกันไปตามลอจิค เราค่อยๆ แกะอออกมาได้ว่าแต่ละส่วนของสูตรนั้นมันหมายถึงอะไร ฟังก์ชั่นไหนไม่รู้จักเราก็ถามไถ่กูเกิ้ลได้อยู่แล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดคือตั้งสติ หายใจลึกๆ แล้วมองให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น Error ใน Excel, หน้าจอที่ดับระหว่างพรีเซนต์ หรือแฟนที่กำลังโกรธ

บอกตัวเองว่า ใจเย็นๆ ดูดีๆ

บางทีทางออกอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิดครับ

—-

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 4 แล้ว – ร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกหนังสือได้ที่นี่ครับ bit.ly/tgimbook4

ติดตามบทความทางไลน์:  bit.ly/tgimline

ทำสิ่งดีๆ ให้ตัวเองในตอนเช้าซัก 1 อย่าง

20190617_treatyourself

ก่อนที่จะออกไปเผชิญกับอะไรต่อมิอะไร

ผมเชื่อว่าหนึ่งในสาเหตุหลักของการ burn out ก็คือการที่เราเอาแต่ทำงานโดยไม่เคยหันกลับมาดูแลตัวเอง

ใครขออะไรทำให้ได้หมด แต่ตัวเองต้องการอะไรกลับไม่เคยถาม

ชีวิตคนทำงานมีทางเลือกไม่มากนัก ไหนจะต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อหนีรถติด ไหนจะต้องประชุม ไหนจะต้องเคลียร์อีเมล ไหนจะสู้รบกับแผนกอื่น

แต่ละวันเต็มไปด้วยพายุลูกแล้วลูกเล่า ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็หมดวันและหมดแรง

ผมเลยขอเสนอว่า ทุกเช้า ก่อนจะออกไปทำอะไรเพื่อคนอื่น ช่วยทำอะไรเพื่อตัวเองซักอย่างได้ไหม?

นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ฟังเพลงเพราะๆ หรือใช้เวลากับคน สัตว์ สิ่งของที่เรารัก

เรารักตัวเองที่สุด แต่เราก็ละเลยตัวเองได้ง่ายที่สุดเช่นกัน

กลับมาใส่ใจความต้องการของตัวเองบ้าง จะได้มีเรี่ยวมีแรง

และจะได้ดูแลมิติอื่นๆ ของชีวิตได้ดีขึ้นครับ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 4 แล้ว – ร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกหนังสือได้ที่นี่ครับ bit.ly/tgimbook4

มองปัญหาให้เป็นโปรเจค

20190617_project

เมื่อเกิดปัญหา แทนที่จะรู้สึกจมจ่อมหรือโทษดินโทษฟ้า ลองถอยตัวเองออกมาก้าวหนึ่ง

แล้วเราอาจจะเห็นว่า แท้ที่จริงแล้วปัญหาเป็นเพียงเพียงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเท่านั้นเอง – problems are unanswered questions.

หน้าที่ของเราก็คือการหาคำตอบให้กับคำถามนั้น ด้วยการสวมหมวก project manager ตั้งเป้าหมายให้ชัดว่า เมื่อโปรเจคนี้จบแล้ว ผลลัพธ์ที่เราอยากได้มีหน้าตาเป็นอย่างไร จากนั้นก็ลิสต์ออกมาว่ามี tasks อะไรบ้าง ต้องทำอะไรภายในเมื่อไหร่ ต้องดึงใครมาร่วมทีมบ้าง มีความเสี่ยงอะไรรออยู่ข้างหน้า แล้วเราจะรับมือมันอย่างไร

ปัญหาก็เหมือนเรื่องราวทั่วๆ ไป มีจุดตั้งต้น มีเรื่องราว และมีบทสรุป

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

จัดการปัญหาด้วยการวางใจให้ถูกที่ แล้วเอามันให้อยู่หมัดเลยนะครับ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 4 แล้ว – ร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกหนังสือได้ที่นี่ครับ bit.ly/tgimbook4

อะไรๆ มันจะดีขึ้น

20190617_better

ถ้าเราทำตัวดีขึ้น

ถ้าอยากก้าวหน้ากว่านี้ ก็ต้องขยันอย่างฉลาดกว่านี้

ถ้าอยากรวยกว่านี้ ก็ต้องเข้าใจเรื่องการลงทุนและการเก็บออมให้มากกว่านี้

ถ้าอยากมีความสัมพันธ์กับคนรอบตัวที่ดีกว่านี้ ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับตัวเองที่ดีกว่านี้

“Things get better when you get better.”
-Jim Rohn

ถ้าเรายังทำตัวแบบเดิม แล้วหวังว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้น ก็คงต้องรอนานหน่อยนะครับ