ของตาย

20150221_TakenForGranted

ผมเป็นคนให้ความสำคัญกับ “ของตาย”…
เพราะ “ของตาย” เป็นผู้มีพระคุณ

นี่คือประโยคหนึ่งในหนังสือ “คิดสวนทาง” ของประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ เจ้าของแกะดำทำธุรกิจ

“ของตาย” ในความหมายของคุณประเสริฐ คือคนที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ เช่นพ่อ แม่ ภรรยา เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งลูกค้าเก่าๆ ที่สนับสนุนเรามาตลอด

และเพราะว่าเขาเป็นของตาย เราเลยรู้สึกว่าไม่ต้องใส่ใจอะไรมาก เรียกเมื่อไหร่มาเมื่อนั้น

ส่วน “ของเป็น” ก็อาจจะเป็นเพื่อนใหม่ๆ กิ๊ก หรือลูกค้าใหม่ ที่เรามักจะคิดว่าต้องใช้เวลากับเขาเหล่านั้นเป็นพิเศษ

ประเด็นของคุณประเสริฐก็คือ เราควรจัดสรรเวลาให้ “ของตาย” เพราะเขาเหล่านั้นคือผู้มีบุญคุณ

ส่วนจะไปวิ่งหา “ของเป็น” ก็ไม่ว่า แต่คุณอย่าสร้างความเสียหายให้ “ของตาย” เกินความพอดี

ผมขอต่อยอดนิดนึงว่า “ของตาย” อาจจะไม่ได้หมายถึงแค่คนที่เรารู้จักเป็นการส่วนตัวเท่านั้น

แต่อาจจะเป็นคนหรือสิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่ามากมาย แต่อยู่ใกล้ตัวเราเสียจนเรามองข้ามไป

เช่น…

งานที่คุณทำอยู่
คำสอนของศาสดา
สุขภาพที่ดี
สันติภาพ

ลองมองไปรอบๆ ตัว คุณจะเห็น “ของตาย” เต็มไปหมด

นี่คือสิ่ง / บุคคลที่มีบุญคุณกับชีวิตเราทั้งนั้น

อย่าลืมทดแทนบุญคุณกันบ้างนะครับ

คนทุกคนเป็นคนดี

20150218_EverybodyIsGood

สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการฟังเพลง คือการฟังเนื้อร้องผิด

และบางทีการฟังผิดก็มีประโยชน์

“คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร”

นี่คือประโยคสุดท้ายในท่อนฮุคของเพลง “รู้สึกสบายดี” ของเฉลียง ซึ่งผมฟังและจำได้มาตั้งแต่ตอนเด็กๆ

เพิ่งมารู้เมื่อปีที่แล้วว่าจริงๆ วงเฉลียงเค้าร้องไว้อย่างนี้ครับ

ผู้คนมากมายก่ายกอง จ้องมองตั้งใจจะมองหา
รอถึงเวลาจะไขว่จะคว้าทำความดี
แต่ใครเล่าใคร จะไปตั้งใจอะไรจะมาชี้
คนเรียกคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร

ไม่เป็นไร ฟังผิดนิดหน่อย เราต้องให้อภัยตัวเอง

เพราะประโยคที่ว่า คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร มันช่วยให้ผมมองคนในแง่ดีมาหลายสิบปีแล้ว

ไม่มีใครดีพร้อมทุกอย่าง

และไม่มีใครชั่วบริสุทธิ์เช่นกัน

ไม่ว่าใครคนนั้นจะนิสัยแย่แค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเลวกับทุกคน

นักการตลาดที่มอบเมาประชาชนด้วยการชิงโชค อาจเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรักมากก็ได้
เผด็จการที่สั่งฆ่าคนนับล้าน อาจรักชาติรักแผ่นดินมากกว่าเราก็ได้
สาวที่ขับรถชนคนตายบนทางด่วน อาจตั้งใจเรียนกว่าเราก็ได้
นักการเมืองที่โกงกิน อาจเป็นพ่อที่อบอุ่นกว่าเราก็ได้
นักธุรกิจขายน้ำเมา อาจทำบุญมากกว่าเราก็ได้
โจรใต้ อาจเป็นคนรักเพื่อนมากกว่าเราก็ได้
ฆาตกร อาจรักแม่มากกว่าเราก็ได้

เมื่อตระหนักว่า เขาเองไม่ได้เลวในทุกมิติ และเราเองก็อาจจะด้อยกว่าเขาในบางมิติด้วยซ้ำ อาการดูถูกว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ต่ำชั้นกว่าเราก็จะเจือจางลง

และไม่แน่ ถ้าเรามีปัญญามากพอ เราอาจจะมองเห็นว่า ทุกๆ คนต่างก็เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ และกำลังเดินหลงอยู่บนเส้นทางอันยาวไกลไม่ต่างกับเรา

คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร

เช่นนั้นแล้ว คุณจะยังเกลียดใครได้หมดใจอีกหรือ?

ทำตามความฝัน

20150213_HadIKnown

นี่คือประโยคหนึ่งในหนังสือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ที่มีคำโปรยด้วยว่า “เหมาะกับมนุษย์เดินดินที่มีความฝัน แต่ชอบคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม”

ผมว่ามันเป็นหนังสือที่ตั้งชื่อได้ “กินขาด” ที่สุดเล่มหนึ่ง

แค่เห็นชื่อก็อยากซื้อแล้ว แม้จะราคาถึง 255 บาทก็ตาม

ผมอ่านคิดจะไปดวงจันทร์ฯ ช่วงหยุดปีใหม่ ร่วมกับหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของคุณบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

หนังสือทั้งสองเล่มถือเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ผมตั้งใจเขียนบล็อกนี้อย่างจริงๆ จังๆ จนผมต้องส่งข้อความไปขอบคุณท่านทั้งสองทาง Facebook

เพราะผมเองก็มีความฝันของผมเหมือนกัน แต่ผมขออุบไว้ก่อน เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ไว้ดูเข้าที่เข้าทางเมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟัง

ไม่ใช่อะไร กลัวหน้าแตกครับ

—–

ผมอ่านประโยคด้านบนนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงหนังเรื่อง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ที่นำแสดงโดยติ๊ก เจษฎาพร ผลดี กับนางเอกหน้าใหม่ชื่อโบ ณัฐชลัยย์ สุขะมงคล

นางเอกเป็นเด็กติสท์เอามากๆ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และเพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทของพระเอก

พระเอกเป็นผู้บริหาร เป็นยอดมนุษย์เงินเดือนตัวเอ้ มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร และขยันทำงานสุดๆ

พระเอกมีแฟนอยู่แล้วคนหนึ่ง แฟนก็มีความฝันว่าวันหนึ่งอยากเปิดร้านเบเกอรี่ แต่เพราะพระเอกดูจะทุ่มเทให้กับงานบริษัทเสียเหลือเกิน แฟนของพระเอกจึงห่างเหินกับพระเอกขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่งพระเอกก็เลยปรับทุกข์ให้นางเอกฟังว่า

“ถามอะไรหน่อยสิ…ไอ้ที่เค้าเรียกว่าความฝันน่ะ มันต้องเป็นแบบ…เปิดร้านขนม…เขียนหนังสือ…แต่งเพลง…ทำหนัง…อะไรแค่นั้นเหรอ แล้วไอ้ที่ผมอยากจะมีเงินเก็บมากๆ อยากจะดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุด มันเรียกว่าความฝันไม่ได้เลยหรือไง”

เออ…จริง

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลมีเดียครองโลก ทางเลือกมีมากมาย

Passive Income, Financial Freedom, New Rich, ทำงานที่บ้าน คือแฟชั่นใหม่ล่าสุดที่หลายคนเลือกสวมใส่

อาชีพที่อินเทรนด์และดู cool สุดๆ คือการออกหนังสือมาซักหนึ่งเล่ม และทำหน้าที่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง มีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องยึดติดกับการเข้างาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น มีเวลาเล่นกับลูกได้เต็มที่ และไม่มีเพดานของรายได้

พอเจอกระแสนี้หนักๆ เข้า การเป็นมนุษย์เงินเดือนเลยดู uncool สุดๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละ

ทุกคนต่างก็มีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน ความเชื่อแตกต่างกัน และให้ความสำคัญในแต่ละมิติของชีวิตไม่เท่ากัน

เพราะฉะนั้น การเป็นมนุษย์เงินเดือนอาจจะไม่ใช่เรื่องแย่อะไร ตราบใดที่เรายังพอใจกับวิถีชีวิตแบบนี้

และเหล่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการ เป็นโค้ช หรือเขียนหนังสือ โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็ต้องพึ่งพามนุษย์เงินเดือนอยู่ดี ถ้าไม่ใช่ในฐานะคนที่ทำงานให้ ก็ในฐานะลูกค้า

ผมไม่ได้ต่อต้านวิถีชีวิตแนวใหม่นะครับ

เพียงแต่เราไม่ควรไปดูแคลนคนที่ยังเต็มใจที่จะเป็นพนักงานประจำ ว่าเขาไม่มีความฝัน หรือฉลาดไม่เท่าเรา

คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย…

แต่ดวงจันทร์ไม่ได้มีดวงเดียว

นักเขียนก็มีดวงจันทร์ของเขา
คนขายของออนไลน์ก็มีดวงจันทร์ของเขา
เจ้าของกิจการก็มีดวงจันทร์ของเขา
ครูประถมเงินเดือนหมื่นเศษก็มีดวงจันทร์ของเขา
พนักงานบริษัท ก็มีดวงจันทร์ของเขาเช่นกัน

เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าดวงจันทร์ดวงไหนสวยที่สุดครับ

Sources: คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย, ยอดมนุษย์เงินเดือน

ชอบตัวเองรึเปล่า?

20170528_likeyourself

“เวลาคบใครอย่าดูแค่ว่าเราชอบเขาไหม แต่ให้ดูว่าเราชอบตัวเองไหมเวลาอยู่กับเขา”

– หนูดี วนิษา เรซ

ผมอยากให้ทุกคนในหมู่บ้านได้อ่านประโยคนี้

เพราะมันจะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก โดยเฉพาะกับคนที่กำลังมองหาคู่

—–

โดยธรรมชาติของผู้ชาย จะมองผู้หญิงจากภายนอกก่อน

ทั้งเรื่องหน้าตา หุ่น และเสื้อผ้าหน้าผม

ส่วนนิสัยก็สำคัญนะ แต่อาจจะพิจารณาหลังจากที่สี่ห้าข้อแรกผ่านแล้ว

ถ้าเป็นคนสวยมาก แม้นิสัยจะไม่ดีเท่าผู้หญิงหน้าตาธรรมดา ก็พร้อมที่จะลงมือจีบ

และพร้อมที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างที่ขัดกับตัวตนที่แท้จริง เพื่อจะได้ชนะใจเธอ

การทำอะไรที่ขัดกับตัวตนนี่แหละ ที่มักจะนำไปสู่ปัญหาในภายหลัง

เพราะหลังจากเป็นแฟนกันแล้ว หรือแต่งงานไปแล้ว นิสัยเดิมจะกลับมา

จากที่เคยโทร.หาวันละสามเวลา ฝ่ายหญิงกลับต้องกลายเป็นคนโทร.ตาม

จากที่เคยไปรับไปส่ง ก็บอกให้กลับบ้านเอง

จากที่เคยปฏิบัติราวกับเราสำคัญที่สุดในโลก กลับมองเราเป็นแค่ “ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง”

—–

ปัญหาอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าผู้ชายตั้งคำถามว่า ชอบตัวเองรึเปล่าเมื่ออยู่กับผู้หญิงคนนี้

เพราะมันจะนำไปสู่คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับคำถามที่ว่า เราสองคนเหมาะกันมั้ย

ผมเชื่อว่า การที่คนสองคนจะคบกันยืนยาว มันต้องสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยที่ไม่ต้องปรุงแต่งหรือดัดแปลงอะไร

รักในความธรรมดาและในธรรมชาติของกันและกันนี่แหละดีที่สุดแล้ว

—–

กับแฟนคนปัจจุบัน (จริงๆ ต้องเรียกว่าภรรยา แต่คำว่าแฟนฟังดูชิวกว่า)

เราไม่ได้รักกันหวานซึ้งอะไร ไม่ได้ทำอะไรให้กันเป็นพิเศษ

(เมื่อกี้พี่ที่ทำงานถามผมว่า วันวาเลนไทน์มีแผนรึยังว่าจะพาแฟนไปไหน ผมก็ตอบไปตรงๆ ว่าไปตรวจบ้านครับ (บ้านใหม่สร้างเสร็จแล้ว!))

แต่ที่ผมโชคดีมากๆ ก็คือต้้งแต่วันที่คบกัน ผมไม่เคยต้องเสแสร้งหรือแกล้งทำอะไรที่ขัดกับจริตของตัวเองเลย

และที่โชคดียิ่งกว่านั้น คือผมชอบตัวเองมากๆ เวลาอยู่กับเธอ

เธอทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีเสน่ห์ อย่างที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำได้มาก่อน

ไม่ใช่ด้วยการชมว่าผมหล่อนะครับ เพราะธรรมดาคุณเธอจะจิกกัดผมตลอดเวลาอยู่แล้ว

แต่ที่รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ เพราะเวลาผมยิงมุขแล้วเธอขำ เวลามีปัญหาอะไรก็จะโทร.มาหาผม เวลาผมปลอบเธอก็หายเศร้า

และผมก็เชื่อว่า เธอก็ชอบตัวเองเวลาอยู่กับผมเช่นกัน

ไม่ต้องห่วงสวย ไม่ต้องวางฟอร์ม ทำตัวติ๊งต๊องได้เต็มที่ และงอแงได้ตามความเหมาะสม!

พูดถึงขนาดนี้ ใช่ว่าเราจะเป็นตัวของตัวเองตลอดแล้วไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลยนะครับ

เพราะทุกคนก็มีจุดอ่อน

อันไหนที่รู้ตัวว่าเป็นข้อด้อย เราก็ปรับปรุงมันซะ เพื่อให้คนที่อยู่กับเราสบายใจขึ้น

และเมื่อเราแก้ไขนิสัยเสียๆ นี้ได้ เราก็จะชอบตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน

เมื่อเราชอบตัวเอง เราก็จะช่วยดึงส่วนดีๆ ในคู่ของเราออกมาด้วย เป็นการเติมพลังงานบวกให้กันและกัน และทำให้การมีคู่เป็นความรื่นรมย์

แต่หากเราไม่ชอบตัวเอง ก็ย่อมจะดึงส่วนแย่ๆ ของอีกฝ่ายออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คู่รักมากมายจึงกลายเป็นคู่เวรคู่กรรมไปแทน

—–

ผู้ชายคนไหนที่กำลังจีบหญิงอยู่ อย่ามองแค่ว่าเขาสวยจนยอมทุกอย่างนะครับ เพราะผมการันตีได้เลยว่าวันหนึ่งคุณจะเบื่อความสวยนั้นแน่ๆ

ผู้หญิงคนไหน ที่กำลังคุยกับชายใดอยู่ ก็อย่าดูแค่เรื่องหน้าตา ฐานะ หรือความทุ่มเทของเขานะครับ ต้องถามตัวเองด้วยว่า “ชอบตัวเองรึเปล่าเวลาอยู่กับเขา”

ถ้ายังไม่ชอบ ก็แปลว่าอาจยังไม่ใช่

และยังไม่ควรรีบร้อน


ขอบคุณข้อมูลจาก Thail Multiply Pooklook38 : Secret ฉบับที่ 30 : หนูดี วนิษา เรซ

ขอบคุณภาพจาก Krungsri Guru 12 คำตอบเพื่อพัฒนาอัจฉริยภาพทางสมอง และสร้างแรงบันดาลใจสำหรับนักศึกษา วัยทำงาน และนักธุรกิจ

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

ไม่ต้องกลัววันพรุ่งนี้

20150208_GoodTodayNotAfraidTomorrow

ผมชอบประโยคนี้ของท่านพุทธทาสมาก

กระชับ เรียบง่าย และลึกซึ้ง

สาเหตุที่เรากังวลถึงอนาคต น่าจะมีอยู่สองอย่าง

ข้อหนึ่ง อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน จะดีก็ได้ จะร้ายก็ได้
ข้อสอง คือเราได้สร้างเหตุที่ไม่ดีเอาไว้ เลยมีแนวโน้มว่าอนาคตอาจจะออกมาในทางร้าย

ข้อแรก เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะทุกๆ อย่างล้วนอนิจจังดังคำกล่าวของพระพุทธองค์ เพราะฉะนั้นกังวลไปก็ไม่มีประโยชน์

ส่วนข้อที่สอง เรามีสิทธิ์มีเสียงเต็มที่ ที่จะทำให้มันดีก็ได้ ทำให้ร้ายก็ได้

หากเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็ถือว่าเราได้ maximize ความน่าจะเป็นที่พรุ่งนี้จะออกมาดีด้วยเช่นกัน

ถ้าทำเดือนนี้ให้ดี ก็ไม่ต้องกลัวเดือนหน้า
ถ้าทำปีนี้ให้ดี ก็ไม่ต้องกลัวปีหน้า
และถ้าทำทุกวันในชีวิตให้ดี…

อย่าโง่

20150203_DungtrinRememberMistake

ผมคิดว่าผมเป็นคนที่ใจเย็นพอสมควร

ใจเย็นในแง่ที่ว่าผมจะไม่ตะโกนหรือวีนใส่ใคร

ถ้ามีใครทำอะไรให้ผมผิดหวังหรืออารมณ์เสีย

อย่างมากก็แค่ทำหน้ามุ่ยๆ แล้วเงียบไป

ไว้อารมณ์ดีขึ้นค่อยมาคุยกันใหม่

การที่ผมไม่เหวี่ยงไม่วีน ไม่ได้แปลว่าไม่โกรธนะครับ

ผมก็ยังโกรธอยู่เรื่อยๆ ตามประสาปุถุชน

และคนที่ผมโกรธบ่อยที่สุดก็คือตัวเอง

—–

โกรธคนอื่น ไม่ยากเท่าไหร่ แค่ไม่ต้องเห็นหน้าหรือได้ยินเสียงก็ทุเลาแล้ว

แต่โกรธตัวเองนี่สิลำบาก เพราะเสียงในหัวมันพูดไม่หยุดเลย

แล้วเท่าที่ผมสังเกต ผมมักจะโกรธตัวเองด้วยแพทเทิร์นเดิมๆ

นั่นคือ มีทางเลือกระหว่าง A กับ B

ผมรู้ว่าควรจะทำ A แต่ดันไปเลือกทำ B

พอ B ส่งผลร้าย ผมก็อดอุทานในใจไม่ได้ว่า “กูว่าแล้ว”

แล้วคำถามว่า “ทำไมไม่ทำ A ตั้งแต่แรก” ก็จะผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก

ถ้าพูดภาษาโปรแกรมเมอร์ มันคืออาการ Infinite Loop

กว่าจะหลุดวงจรอุบาทว์นี้ได้ ก็เล่นเอาหมดพลังใจไปไม่น้อย

มาอ่านประโยคนี้ของคุณดังตฤณ จึงพบทางออกใหม่

ว่าแทนที่จะโมโหความผิดพลาดของตัวเอง ผมควรจะเอาเวลาไปสำรวจต้นเหตุของความผิดพลาดดีกว่า

เช่นเราเลือก B เพราะใช้พลังงานลบรึเปล่า หรือเราตัดสินใจไปทั้งๆ ที่ยังโกรธอยู่รึเปล่า

เมื่อรู้ต้นเหตุ ก็ท่องไว้ในใจ จะได้ไม่กลับมาพลาดอีก

เกิดเป็นคน ควรจะเจ็บแล้วจำ

ถ้ายังไม่จำ แสดงว่ายังเจ็บไม่พอ (ฮิ้ว!!)

บาดแผลที่ยังคงอยู่

20150128_Scar

“บาดแผลที่ผู้อื่นทำกับเรานั้น ถึงอย่างไรก็ยังพอหาทางรักษาได้
แต่บาดแผลที่ได้มาจากการทำร้ายผู้อื่น อาจต้องอยู่กับเราตลอดไป”
– เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

—–

อ่านประโยคนี้แล้วรู้สึกว่า

ถ้าใครที่ผ่านโลกมามาก และมาพบเจอถ้อยคำนี้ เขาอาจจะสะอึก

หรือบางรายอาจน้ำตาตกในเลยก็ได้

—–

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม

และข้อดีของการอยู่ร่วมกันคือการได้พึ่งพาอาศัย

ได้รัก และได้ผูกพันกัน

แต่สิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือการกระทบกระทั่ง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

—–

ผมเชื่อว่าเราหลายคนมีบาดแผลในวัยเด็ก

ซึ่งเกิดจากคนที่รักเรามากที่สุดอย่างพ่อกับแม่

บางบาดแผลเราอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ

แต่ผมเชื่อว่าพ่อกับแม่ยังไม่ลืม และอาจยังรู้สึกผิดมาจนถึงวันนี้

—–

พอเราโตขึ้น เราก็อาจกำลังสร้างบาดแผลให้กับคนที่เรารักมากที่สุดเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นคนที่เลี้ยงเรามา คนที่เรากำลังเลี้ยงอยู่ หรือคนที่ยืนเคียงข้างเรา

ผมก็ได้แต่ภาวนาให้ตัวเองมีสติ และระวังทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ

ด้วยความหวังว่า หากต้องมีแผลเกิดขึ้น มันจะเป็นเพียงแค่รอยขีดข่วน

และจะไม่ใช่แผลเป็นที่จะฝังลึกอยู่ในใจเขา และใจเรา ตลอดไป

ผมภาวนาอย่างนั้นจริงๆ

เมื่อไหร่จะเหนื่อยน้อยลง

20150119_WiboonNotRich

ไม่ใช่เรื่องผิดที่คนเราจะมีความทะเยอทะยาน

ยิ่งถ้าเรามีคนที่ต้องรับผิดชอบและดูแลด้วยแล้ว การมีฐานะทางการเงินที่ดีจะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาได้หลายอย่างเลย

แต่ถ้าเราเอาความรวยเป็นจุดหมาย ชีวิตอาจจะเป็นทุกข์มาก เหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่วิบูลย์เคยประสบมาแล้ว

ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เป็นปราชญ์ชาวบ้านผู้บุกเบิกแนวคิด “นวเกษตร” ซึ่งเป็นวิถีแห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกับป่า และสามารถหาอยู่หากินอย่างมีความสุข

แต่กว่าจะมาพบแนวทางนี้ ท่านเคยเป็นคนอยากรวยมากๆ มาก่อน

แต่ยิ่งขยันก็ยิ่งเป็นหนี้ ที่ดินที่เคยมี 200 ไร่ ต้องขายใช้หนี้จนเหลือแค่ 10 ไร่

สุดท้าย ผู้ใหญ่วิบูลย์กลับมาทบทวนตัวเอง และดำเนินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจนกลับมายืนหยัดได้อย่างสง่างาม

ผมเองก็อยากทำได้อย่างผู้ใหญ่วิบูลย์นะ แต่เมื่อสำรวจสถานการณ์ในชีวิตและจิตใจของตัวเองแล้ว ก็รู้ตัวว่ายังไม่พร้อมที่จะออกไปทำแบบนั้นได้

ผมกับภรรยาเองกำลังจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่จากการซื้อบ้านเดี่ยว

พูดตามตรงก็หวั่นใจอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะไม่รู้ว่าว้นข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

และเรากำลังทำอะไรที่เกินตัวและไม่พอเพียงอยู่หรือเปล่า

แต่ก็อีกนั่นแหละ

ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

ตราบใดที่เรายังใช้ชีวิตอย่างมีสติ ทำงานอย่างเต็มความสามารถ และไม่ปล่อยให้ความโลภครอบงำจนลืมหูลืมตา

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้โดยไม่สะบักสะบอมเกินไปนัก

วันนี้ผมยอมเหนื่อย ไม่ใช่เพราะอยากรวย หรืออยากจะมีบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมือง

แต่เพราะรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเราที่จะทำเต็มกำลังเพื่อคนที่เรารัก

ทั้งคนปัจจุบัน และคนที่กำลังจะมาถึงในอนาคต (ผมหมายถึงลูกนะครับ ไม่ใช่กิ๊ก!)

อีกสิบปีต่อจากนี้ ก็ไม่รู้ว่าความคิดของผมจะเปลี่ยนไปอีกรึเปล่า

ถึงตอนนั้นอาจจะกำเริบเสิบสาน อยากเป็นเศรษฐี 100 ล้านขึ้นมาก็ได้

ซึ่งก็คงต้องเหนื่อยหนักอีกน่าดู และตัวผมในตอนนี้ก็ยังมองไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมีเงินเยอะขนาดนั้น

เลยขอเขียนโพสต์นี้ไว้ เพื่อเตือนใจตัวเองตอนอายุ 45 ปี

ว่าก่อนที่เอ็งจะออกไปตามหาเงินร้อยล้าน จงตอบคำถามสองข้อนี้ให้ได้เสียก่อนว่า

จะมีเงินร้อยล้านไปเพื่ออะไร?

และจะมีเงินขนาดนั้นไปเพื่อใคร?