สูตร 1-3-5 สำหรับทำ To Do List

ผมเพิ่งอ่านเจอสูตรนี้มา ยังไม่เคยลอง แต่เห็นว่าน่าสนใจ เลยขอนำมาถ่ายทอดให้อ่านกันก่อนครับ

ในแต่ละวันให้ทำ To Do List ไม่เกิน 9 ชิ้น

1 Big Thing – งานชิ้นใหญ่ 1 ชิ้นที่สำคัญที่สุดและต้องออกแรงมากที่สุด

3 Medium Things – งานขนาดกลาง 3 ชิ้นที่สำคัญพอสมควรและใช้เวลาไม่นานเกินไปนัก

5 Little Things – งานขนาดเล็กอีก 5 ชิ้นที่สามารถทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว

ถ้าวันไหนเรามีประชุมเยอะๆ เราอาจต้องลดจำนวนงานลง และถ้าเรามักจะเจองานแทรกระหว่างวันอยู่บ่อยๆ ก็อาจต้องเว้นสล็อตว่างไว้สำหรับงานเหล่านี้ด้วย

อาการอย่างหนึ่งของคน(อยาก) productive คือสร้าง To Do List ที่งานเยอะเกินไป พอจบวันเลยทำไม่เคยหมดซักที

นี่คืออีกหนึ่งทางเลือก ตัดสินใจเสียแต่ต้นว่าจะทำแค่ 9 อย่างนี้ prioritize เสียตั้งแต่หัววันจะได้ไม่ต้องรู้สึกเฟลในภายหลัง

เดี๋ยววันนี้ผมว่าจะลองดู ใครได้ลองแล้วมาแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก A Better To-Do List: The 1-3-5 Rule

3 ไอเดียจากหนังสือ Healthy Always

1.กฎเหล็กเพื่อสุขภาพที่ดี 6 ข้อ ได้แก่ ห้ามสูบบุหรี่ ดื่มไวน์เพียงวันละ 1-2 แก้ว ออกกำลังกายวันละ 30 นาที กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้รอบเอวใหญ่กว่าครึ่งนึงของส่วนสูง และนอนคืนละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งเหล่านี้เป็นการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ เลิกสูบบุหรี่และงดมื้อเย็นหรือกินอาหารเย็นให้น้อยที่สุด แล้วใช้เวลานั้นไปออกกำลังกายแทน

2. ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อกินอาหารทั้งวันทั้งคืน แต่ควรกินเฉพาะเวลาที่มีแสงแดดเป็นหลัก จากการทดลอง หนูที่จำกัดการกินอาหารวันละ 8 ชั่วโมงจะมีน้ำหนักน้อยกว่าหนูที่กินทั้งวันทั้งคืนถึง 28% แม้ว่าหนูทั้งสองกลุ่มจะได้รับปริมาณแคลอรีต่อวันเท่ากัน เมื่อไม่กินพร่ำเพรื่อ ร่างกายจะย่อยและใช้อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงควรจำกัดช่วงเวลาในการกิน และปล่อยให้ตัวเองมีเวลาหิวเล็กน้อยทุกวัน แต่ละมื้ออย่าใช้เวลากินเกิน 40 นาที และถ้ามีเวลาเดินหลังมื้ออาหารสัก 20 นาทีจะดีมากเพราะกล้ามเนื้อจะเรียกใช้น้ำตาลในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูง

3. แม้ในอนาคตจะมีวัคซีน COVID-19 ออกมาก็อย่าคิดว่าไวรัสจะถูกกำจัดราบคาบ เราต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันมนุษย์ไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัด และโคโรนานั้นก็เป็นไวรัสไข้หวัดชนิดหนึ่ง แม้จะมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ได้มีประสิทธิผล 100% เรารู้กันดีว่าโอกาสในการเสียชีวิตจากโคโรนาไวรัสก็คืออายุและโรคประจำตัว เราเปลี่ยนอายุเราไม่ได้ แต่เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้มีโรคประจำตัวได้


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Healthy Always สุขภาพดีตลอดไป โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ สำนักพิมพ์ openbooks

จะคิดบวกได้ก็ต่อเมื่อเราคิดลบไปแล้วเท่านั้น

จะให้อภัยได้ก็ต่อเมื่อเราโกรธเขามาแล้วเท่านั้น

จะเรียกรถดับเพลิงก็ต่อเมื่อไฟไหม้บ้านแล้วเท่านั้น

คิดบวกจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการพยายามดับไฟไม่ให้ลุกลามไปกว่านี้

วิธีที่ดีกว่า คือฝึกจิตใจให้ไม่ต้องคิดลบตั้งแต่ต้น

เมื่อไม่คิดลบ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดบวก เมื่อไม่โกรธ ก็ไม่จำเป็นต้องยกโทษ เมื่อไฟไม่ไหม้บ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องดับไฟ

เมื่อเราสามารถมองทุกอย่างด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ไปให้คุณค่าหรือความหมายกับสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นจนเกินควร ใจของเราก็จะไม่สวิงขึ้น-ลงไปตามโลก และไม่สูญเสียพลังงานไปกับเรื่องชั่วคราวครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรยายของพี่พศิน อินทรวงค์ บน Youtube

นิทานกากับเหยี่ยว

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ฝูงกากับฝูงเหยี่ยวทำข้อตกลงกันว่า หากใครล่าอะไรมาได้จะแบ่งกันคนละครึ่ง

วันหนึ่งกาและเหยี่ยวพบหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งที่เพิ่งหนีพ้นจากการล่าของนายพราน แต่ก็บาดเจ็บจนอาการร่อแร่มานอนซมอยู่ใต้ต้นไม้

ฝูงกาบอกว่า “พวกเราจะเอาท่อนบนของหมาจิ้งจอกตัวนี้แล้วกัน”

ฝูงเหยี่ยวจึงตอบว่า “ตกลง งั้นพวกเราจะเอาท่อนล่างของมัน”

หมาจิ้งจอกหัวเราะเสียงดังแล้วกล่าวว่า

“ข้าเข้าใจมาตลอดว่าเหยี่ยวนั้นเป็นสัตว์ที่เหนือชั้นกว่ากา เหยี่ยวจึงควรจะได้ท่อนบนของข้าไป เพราะมีทั้งมันสมองและอวัยวะที่สำคัญอีกหลายอย่าง”

“จริงด้วย งั้นพวกเราขอท่อนบนแล้วกัน” ฝูงเหยี่ยวกล่าว

“ไม่ได้สิ พวกเจ้าต้องเอาท่อนล่างอย่างที่บอกไว้ตอนแรก” ฝูงกาประท้วง

เมื่อไม่มีใครยอมใคร ฝูงกาและฝูงเหยี่ยวจึงยกพวกตะลุมบอนกันยกใหญ่จนทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บและล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ที่เหลือรอดก็บินหนีหัวซุกหัวซุน

หมาจิ้งจอกยังคงอยู่ที่ใต้ต้นไม้นั้นไปอีกหลายวัน ได้กินทั้งเนื้อเหยี่ยวและเนื้อกาเป็นอาหารจนเริ่มมีกำลังวังชาและกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกล่าวว่า

“ผู้อ่อนแอย่อมได้ประโยชน์จากการทะเลาะกันของผู้แข็งแกร่ง”


ขอบคุณนิทานอินเดียจากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene

กฎ No Silo ของ Elon Musk

Silo อ่านว่า ไซโล แปลตรงตัวว่า ยุ้งฉางเก็บข้าว

การทำงานแบบ silo คือการที่พนักงานไม่คุยข้ามแผนก เพราะนี่คือยุ้งของฉัน นั่นคือยุ้งของเธอ ถ้าจำเป็นต้องคุยก็จะคุยผ่านหัวหน้าเท่านั้น ถ้าพนักงานคุยข้ามแผนกกันเองจะถือว่าผิดมารยาทและเป็นการไม่ให้เกียรติหัวหน้า

ในขณะที่ผู้นำบางคนอาจจะยังเคยชินกับการรับงานและสั่งงานผ่านผู้บังคับบัญชา ผู้นำสมัยใหม่จะเน้นไปที่ผลงานและความรวดเร็วมากกว่า

Elon Musk แห่ง SpaceX และ Tesla ก็เป็นหนึ่งในคนที่เชื่อเรื่องการลด silo ให้เหลือน้อยที่สุด

นี่คืออีเมลที่อีลอนส่งหาพนักงานทุกคนใน Tesla

Subject: การสื่อสารในเทสล่า

มีความเชื่ออยู่สองแบบว่าข้อมูลควรไหลเวียนในองค์กรแบบไหน

ความเชื่อในองค์กรส่วนใหญ่คือข้อมูลต้องไหลผ่านสายบังคับบัญชา นั่นก็คือคุณต้องส่งข้อมูลผ่านหัวหน้าของคุณเสมอ ปัญหาก็คือแม้ว่ามันจะทำให้หัวหน้ามีพาวเวอร์มากขึ้น แต่มันกลับไม่ได้สร้างประโยชน์ให้องค์กร

แทนที่จะแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วด้วยการให้พนักงานในหนึ่งแผนกได้คุยกันตรงๆ กับพนักงานอีกแผนกหนึ่งเพื่อจะได้ลงมือทำในสิ่งที่เหมาะสม พนักงานกลับถูกบังคับให้คุยกับหัวหน้า ซึ่งต้องไปคุยกับหัวหน้าของหัวหน้า ซึ่งต้องไปคุยกับหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าเพื่อที่จะไปคุยกับอีกแผนกหนึ่งได้ แล้วแผนกนั้นก็ต้องส่งข้อมูลลงมาหาลูกน้องของตัวเองอีกครั้ง อันนี้ถือเป็นเรื่องโง่บัดซบ (this is incredibly dumb) หัวหน้าคนไหนก็ตามที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้หรือสนับสนุนแนวคิดนี้ก็จะได้ไปทำงานให้กับบริษัทอื่นในเร็ววัน อันนี้ผมไม่ได้ล้อเล่น

พนักงานทุกคนสามารถและสมควรจะส่งเมลหาหรือคุยกับใครก็ได้ที่น่าจะช่วยเขาแก้ปัญหาได้เร็วที่สุด คุณสามารถคุยกับหัวหน้าของหัวหน้าโดยที่ไม่ต้องขออนุญาตหัวหน้าของตัวเองก่อน คุณจะคุยกับ VP ของอีกแผนก หรือจะมาคุยกับผม หรือจะคุยกับใครก็ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครเลย ยิ่งกว่านั้น คุณต้องถือว่ามันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องคุยกับคนต่างๆ จนกว่าจะเกิดแอคชั่นที่เหมาะสม ประเด็นไม่ใช่การคุยสะเปะสะปะแต่คือการหาออกให้รวดเร็วที่สุด ถ้าเราจะแข่งกับบริษัทรถที่ใหญ่กว่าเราหลายเท่าก็ต้องแข่งด้วยความฉลาดและความว่องไวเท่านั้น

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเน้นก็คือหัวหน้าต้องออกแรงเพื่อเมคชัวร์ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคอขวดในการสื่อสารหรือสร้าง silo ขึ้นมาจนเกิดความรู้สึกแบ่งเขาแบ่งเรา ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายเพราะธรรมชาติมนุษย์นั้นชอบแบ่งพรรคแบ่งพวกอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ จะมีประโยชน์อะไรที่จะสร้างกำแพงขึ้นมาระหว่างฝ่ายและมองความสำเร็จเป็นเพียงการเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้? เราทุกคนอยู่บนเรือลำเดียวกันแล้ว ขอให้มองตัวเองว่าเรากำลังทำเพื่อองค์กร ไม่ใช่ทำเพื่อแผนกของตัวเอง

ขอบคุณครับ
อีลอน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Inc Magazine: This Email From Elon Musk to Tesla Employees Describes What Great Communication Looks Like

ระวังโจรล้วงประเป๋า

เวลาเราไปเที่ยวตามเมืองใหญ่ๆ ในต่างประเทศ เรามักจะเห็นป้ายที่เขียนว่า

“BEWARE OF PICKPOCKETS” – ระวังโจรล้วงกระเป๋า

แต่ทราบมั้ยครับว่าป้ายนี้มีประโยชนสำหรับโจรล้วงกระเป๋ามาก

สำหรับโจรล้วงกระเป๋าแล้ว ข้อมูลสำคัญที่ต้องรู้ก่อนลงมือปฏิบัติการก็คือกระเป๋าสตางค์นั้นอยู่ในกระเป๋าไหนกันแน่

โจรล้วงกระเป๋าจึงมักมายืนอยู่แถวๆ ป้าย “ระวังโจรล้วงกระเป๋า” และคอยสังเกตคนที่เดินผ่านไปมา

เมื่อคนมองเห็นป้าย ปฏิกิริยาแรกที่เขาจะทำก็คือเอื้อมมือไปจับว่ากระเป๋าสตางค์ยังอยู่ดีมั้ย ซึ่งเป็นการชี้เป้าให้โจรโดยที่โจรไม่ต้องลงแรงอะไรเลย

โจรล้วงกระเป๋าบางคนแสบถึงขนาดที่ว่าเอาป้าย “ระวังโจรล้วงกระเป๋า” ไปติดไว้เองด้วยซ้ำ จะได้หาเหยื่อได้ง่ายขึ้น

ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหน เรื่องนี้จึงอาจฟังดูไกลตัว แต่จริงๆ แล้วอุทธาหรณ์ก็คือเรามักจะทำร้ายตัวเองไม่รู้ตัว สำนวนฝรั่งเรียกว่า dig your own grave

ลองสังเกตดูพฤติกรรมของเราดีๆ นะครับว่าเรากำลังชี้เป้าให้โจรโดยไม่ได้ตั้งใจรึเปล่า


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ CEO Netflix

หลายคนคงทราบว่า Netflix เคยทำธุรกิจให้เช่า DVD หนังมาก่อน เป็นคู่แข่งกับ Blockbuster โดยตรง

ในปี 2007 Netflix อายุครบ 10 ปี รี้ด เฮสติ้งส์ (Reed Hastings) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งของ Netflix ก็เล็งเห็นว่าอนาคตของ Netflix ไม่ใช่การให้เช่า DVD อีกต่อไป แต่เป็นการให้บริการ online streaming

ณ ตอนนั้น Netflix เริ่มมีบริการ streaming แล้ว ลูกค้าเสียค่าสมาชิกเดือนละ $10 ก็สามารถใช้บริการได้ทั้งการเช่าหนังทาง DVD และดูหนังทาง streaming

แต่รี้ดไม่อยากให้ Netflix ต้องทำธุรกิจสองอย่างไปพร้อมๆ กัน เพราะตัวหนึ่งกำลังจะกลายเป็นอดีต ส่วนอีกตัวหนึ่งกำลังจะกลายเป็นอนาคต รี้ดก็เลยตัดสินใจที่จะเปิดบริษัทใหม่ชื่อ Qwikster เพื่อไว้ให้บริการเช่าหนัง DVD โดยเฉพาะ Netflix จะได้ไปโฟกัสธุรกิจ streaming แต่เพียงอย่างเดียว การเก็บค่าสมาชิกก็จะแยกออกมาเป็น $8 เหรียญสำหรับ Qwikster และ $8 เหรียญสำหรับ Netflix

เมื่อ Qwikster เปิดตัว ก็ปรากฎว่าโดนลูกค้าถล่ม เพราะจากที่เคยจ่ายแค่ $10 ลูกค้าที่ต้องการใช้บริการทั้งสองอย่างต้องจ่ายเพิ่มเป็น $16 แทน แถมเว็บไซต์ก็ยังแยกกัน ใครอยากเช่าดีวีดี ต้องเข้า Qwikster ใครอยากดูแบบ streaming ต้องเข้า Netflix ต้องสมัคร user เพิ่มและมีความวุ่นวายต่างๆ เข้ามามากมาย

ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน มีลูกค้าหลายล้านคนที่ยกเลิกการเป็นสมาชิกของ Netflix และมูลค่าหุ้นของบริษัทก็ตกลงไปถึง 75%

แล้วรี้ดก็ได้มาพบความจริงภายหลังว่า ทีมงานของเขาหลายคนไม่เห็นด้วยกับการทำ Qwikster มาตั้งแต่ต้น นี่คือตัวอย่างคำสัมภาษณ์ของพนักงาน Netflix บางน

“ผมรู้ว่ามันจะต้องออกมาเละเทะแน่นอน แต่ผมก็รู้ว่ารี้ดนั้นถูกเสมอ ก็เลยไม่ได้พูดอะไร”

“เราคิดว่าไอเดียนี้มันติ๊งต๊องมากๆ เพราะลูกค้าหลายคนจ่าย $10 โดยไม่เคยใช้บริการ streaming ด้วยซ้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรี้ดถึงเลือกวิธีที่จะทำให้ Netflix ต้องสูญเสียรายได้ แต่เห็นหลายๆ คนเออออตามรี้ด เราก็เลยไม่ได้ว่าอะไร”

“ฉันไม่เคยชอบชื่อ Qwikster เลย แต่ไม่เห็นมีใครบ่น ฉันก็เลยเงียบ”

แล้วก็มีพนักงานระดับ Vice President ที่บอกกับรี้ดว่า

“รี้ด เวลาคุณเชื่อเรื่องอะไร ความเชื่อมั่นของคุณมันเข้มข้นเสียจนผมไม่คิดว่าคุณจะฟังสิ่งที่ผมพูด จริงๆ แล้วผมควรจะเอามีดมาจ่อคอตัวเองแล้วตะโกนบอกคุณว่าโปรเจคนี้พังแน่นอน แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกมา”

รี้ดจึงได้รู้ซึ้งว่าแม้ตัวเองจะเคยขอให้พนักงานทุกคนพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา (candor) แต่การกล้าแสดงความเห็นต่างก็ยังไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นมากพออยู่ดี Netflix จึงประกาศว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่เห็นด้วยกับไอเดียไหน ถ้าคุณไม่แสดงความเห็นแย้ง แสดงว่าคุณไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กร – it is disloyal to Netflix when you disagree with an idea and do not express your disagreement เมื่อคุณเก็บความเห็นไว้กับตัวเองคนเดียว นั่นแสดงว่าคุณกำลังเลือกที่จะไม่ช่วยเหลือบริษัท

หลายเดือนหลังจากฝุ่นเริ่มจาง มีการจัด outing สำหรับผู้บริหารของบริษัท ในวันสุดท้าย ทุกคนต้องมานั่งล้อมวงแล้วเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง รี้ดได้พูดเป็นคนสุดท้าย แล้วเขาก็สารภาพทั้งน้ำตาว่าตัวเองรู้สึกผิดมากๆ ที่ทำให้บริษัทต้องตกอยู่ในสภาพนี้ และขอบคุณทุกคนที่อดทนฝ่าฟันจนพาบริษัทผ่านวิกฤตินั้นมาได้

รี้ดบอกว่า เขาไม่สามารถจะตัดสินใจได้ถูกต้องหากเขาไม่ได้รับข้อมูลจากผู้คนมากพอ และนี่คือเหตุผลที่ Netflix ออกนโยบายที่เรียกว่า “แสวงหาคนไม่เห็นด้วย” (farming for dissent) หลักการก็คือถ้าคุณมีไอเดียอะไรบางอย่าง คุณต้องสร้าง proposal แล้วเปิดเป็น public ให้ใครเข้ามาคอมเมนท์ก็ได้ และพนักงานยังสามารถให้คะแนนได้ตั้งแต่ -10 ถึง 10 ซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าของไอเดียเห็นภาพได้ครบถ้วนมากขึ้นว่าควรจะต้องปรับปรุงมันอย่างไรก่อนจะตัดสินใจเดินหน้า

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแสวงหาคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา แต่นี่อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการบุกตะลุยไปข้างหน้าทั้งๆ ที่คนรอบข้างเห็นว่าหายนะกำลังรออยู่ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ No Rules Rules: Netflix and the Culture of Reinvention by Reed Hastings & Erin Myer

จะเลี้ยงลูกอย่างไรในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง

มีกฎข้อหนึ่งที่ช่างกล้องทั่วไปนั้นรู้กัน

กฎที่ว่านั้นก็คือ เมื่อเราไปถึงโลเคชั่นที่จะถ่ายรูปแล้ว อย่าเพิ่งกางไตรพ็อดออกมาติดตั้งกล้อง

เพราะถ้าเราทำอย่างนั้น เราจะเคลื่อนย้ายลำบาก ต้องคอยแบกไตรพ็อดที่ติดกล้องไปไหนต่อไหน

วิธีที่ถูกต้องคือถือกล้องเอาไว้ในมือแล้วลองสำรวจพื้นที่ดูก่อน ลองถ่ายรูปหลายๆ ใบ เช็คดูว่ามุมกล้องและองค์ประกอบโอเครึยัง

พอแน่ใจแล้วว่านี่คือรูปที่เราอยากถ่าย จึงค่อยเปิดกระเป๋าเอาไตรพ็อดออกมากาง

ในฐานะพ่อแม่ เราก็ควรเลี้ยงลูกแบบนั้นเช่นกัน

ให้ลูกได้ลอง “สำรวจพื้นที่” ดูก่อน

ให้เขาได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง ดูว่าอะไรที่เขาสนุกและทำได้ดี ให้เขาวิเคราะห์ว่างานแบบไหนที่จะดีที่สุดสำหรับ 20 ปีข้างหน้า แล้วค่อยมานั่งคุยกับพ่อแม่เพื่อดูข้อดีข้อเสีย

ถ้าเราไปด่วนตัดสินใจแทนลูกว่าควรเรียนหมอหรือวิศวะโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะชอบมันรึเปล่า นั่นย่อมจะเป็นการไปปิดกั้นความเป็นไปได้ในชีวิตเขา

ดังนั้นจงปล่อยให้ลูกได้ลองผิดลองถูกและตัดสินใจเองเถอะ

เพราะชีวิตของเขาเราไปใช้แทนไม่ได้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Srinath Nalluri’s answer to What should parents teach their kids?

3 ไอเดียจากหนังสือ ล้ม ลุก เรียน รู้

1.มองหาจุดขาว แม้ว่ามันจะเล็กแค่ไหน
เด็กบ้านนอกคนหนึ่งเรียนไม่เก่ง ไม่ค่อยมีเพื่อน แถมยังมีปัญหาเรื่องต่อมน้ำตาจนน้ำตาไหลตลอดเวลา

คุณครูคนหนึ่งเห็นความโดดเดี่ยวของเด็กชาย จึงใส่ใจและคอยชวนคุย สรรหาแม้กระทั่งเรื่องเล็กที่สุดมาชมเพื่อให้เด็กคนนั้นรู้สึกดีขึ้น

คำพูดที่เปลี่ยนแปลงเด็กคนนั้นไปตลอดกาล คือคำชมของครูที่ว่า “เธอพูด ร เรือ ได้ชัดมากนะ”

เป็นคำชมที่แทบจะต้องขุดมาชม แต่ก็เป็นคำชมแรกที่เด็กชายเคยได้รับ เป็นคำชมที่ทำให้เขาตั้งใจฝึกการออกเสียง ร เรือ จนโดดเด่นในห้องเรียน และได้เป็นตัวแทนแข่งท่องอาขยานระดับจังหวัด

เมื่อเริ่มมีความเชื่อมั่น เขาจึงกลายเป็นเด็กตั้งใจเรียนจนสามารถสอบคณิตศาสตร์ได้อันดับสามของประเทศ ได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ และได้ไปทำงานที่บริษัท Google ก่อนจะกลายมาเป็น “กระทิง พูนผล” ผู้แผ้วทางให้วงการสตาร์ทอัพไทยในกาลต่อมา

2.ศัตรูของผู้บริหารคือห้องแอร์ที่เย็นฉ่ำ
เพราะมันจะทำให้เราไม่อยากออกไปไหน ไม่ได้ออกไปเจอลูกค้า ไม่ได้พบเห็นปัญหาด้วยตัวเอง คอยอ่านแต่รายงานและการพรีเซนต์ที่ถูกฟิลเตอร์มาแล้ว ทำให้ไม่เข้าใจความเป็นจริง อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด

3.อย่าใช้ใครไปซื้อกาแฟ
คนนอร์เวย์เชื่อใน “กฎของยานเต้” ซึ่งมีทั้งหมด 10 ข้อ หลักใหญ่ใจความคืออย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าเราวิเศษกว่าคนอื่น คนนอร์เวย์จึงจะไม่ยอมซื้อรถที่หรูหรากว่าเพื่อนบ้านเพราะถือเป็นเรื่องผิดมารยาท

หลังจากที่คุณซิกเว่ไปทำงานที่อินเดีย ดีแทคก็ได้ซีอีโอคนใหม่ชื่อคุณทอเร่ จอห์นเซ่น เวลาคุณทอเร่อยากกินกาแฟ เขาจะลงจากตึกสูงเพื่อมาซื้อกาแฟที่สตาร์บัคส์ชั้นหนึ่งเองทุกครั้ง พอถูกถามว่าทำไมถึงไม่ให้เลขาซื้อกาแฟให้ คุณทอเร่ก็ตอบว่า “ขอเดินไปซื้อเองเถอะ เพราะที่นอร์เวย์ ถ้าให้เลขาฯ ซื้อให้มันเด่นเกินคนอื่น อีกอย่างถ้าผมเกษียณ ผมก็ต้องซื้อกาแฟเอง ต้องฝึกตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่เคยตัว”


ขอบคุณไอเดียจากหนังสือ ล้ม ลุก เรียน รู้ โดยพี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ สำนักพิมพ์ KOOB

ลู่วิ่งฟิตเนสเคยเป็นเครื่องทรมานนักโทษ

พวกเราหลายคนน่าจะเคยได้ใช้ลู่วิ่งไฟฟ้าในฟิตเนส บางคนก็ซื้อมาไว้ที่บ้านได้สองสัปดาห์ก่อนจะ repurpose ให้เป็นราวตากผ้า

อุปกรณ์ที่เรียกว่า Treadmill ถูกคิดค้นขึ้นที่อังกฤษในปี 1812 โดย William Cubitt ผู้ซึ่งต่อมาจะเป็นคนดูแลการก่อสร้าง Crystal Palace

Treadmill ชิ้นแรกถูกติดตั้งไว้ที่คุก Brixton ในลอนดอน ตัวลู่นั้นทำจากท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เหมือนฟันเฟือง สามารถ “ใช้งาน” ได้ทีละ 24 คนที่ต้องเดินไปข้างหน้าแทบจะตลอดเวลา พลังงานที่ได้มาสามารถนำไปบดข้าวโพดหรือวิดน้ำได้

นักโทษจะต้องเดินบน treadmill วันละ 7-10 ชั่วโมง และมีเวลาพักแค่ชั่วโมงละ 12 นาทีเท่านั้น เป็นการลงโทษที่น่าเบื่อและกินแรงสุดๆ เหมาะที่จะเอาไว้ “สั่งสอนและทรมาน” เพื่อที่นักโทษจะได้ไม่กล้าทำผิดอีก มันจึงได้รับความนิยมในอังกฤษเป็นอย่างมาก จากเรือนจำ 200 แห่งในอังกฤษสมัยนั้น มีเครื่อง treadmill อยู่ถึงครึ่งหนึ่ง แถมยังถูกส่งออกไปยังเรือนจำในอเมริกาอีกด้วย

แต่พอเวลาผ่านไปเกือบร้อยปี เรือนจำก็เริ่มรู้สึกว่าการทำอย่างนี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มทักษะอะไรให้นักโทษเท่าไหร่ แถมการบดข้าวโพดหรือวิดน้ำนั้นก็เป็นงานแรงงานที่ใช้สัตว์อื่นทำแทนก็ได้ จึงเอานักโทษมาเข้าสายพานการผลิตทำรองเท้าหรือเสื้อผ้าแทน เครื่องทรมานนักโทษอย่าง treadmill จึงค่อยๆ เสื่อมความนิยมและหายไปจากเรือนจำในที่สุด

ในปี 1913 treadmill กลับมาอีกครั้งเมื่อมีการจดสิทธิบัตรสิ่งที่เรียกว่า “Training Machine” และในยุค 60’s วิศวกรนาม William Staub ก็สร้างลู่วิ่งที่เรียกว่า “PaceMaster 600” และขายดิบขายดีจน treadmill กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากในคุกมาเป็นตามบ้านและในฟิตเนสนั่นเอง


ขอบคุณเนื้อหาจาก JSTOR Treadmills Were Meant to Be Atonement Machines