8 เรื่องที่คนชราเสียใจมากที่สุด

ในปี 2019 Karl Pillemer ผู้เขียนหนังสือ 30 Lessons for Living: Tried and True Advice from the Wisest Americans ได้สัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 65 ปีว่ามีเรื่องอะไรที่พวกเขาเสียดายหรือเสียใจมากที่สุดบ้าง

นี่คือ 8 ข้อที่คนรุ่นปู่รุ่นย่าเสียดายมากที่สุดครับ

  1. เลือกคู่ชีวิตผิด – การเลือกคู่ครองคือหนี่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา คนชราหลายคนมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองควรใส่ใจเรื่องการเลือกคู่มากกว่านี้ โดยเฉพาะการแต่งงานครั้งแรก ถ้าต้องอยู่กับคนที่ไม่ใช่ สู้อยู่เป็นโสดยังจะดีเสียกว่า
  2. ห่างเหินกับคนในครอบครัว – หลายคนเสียใจที่ทะเลาะกับลูกแล้วต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลงให้กัน สุดท้ายก็เลยไม่ได้คุยและไม่ได้ติดต่อกันอีก การเอาชนะกันในวันนั้นมันไม่คุ้มค่ากันเลยกับสิ่งที่ขาดหายไปในวันนี้
  3. ปากหนัก – ไม่ยอมบอกความรู้สึกที่เรามีต่อคู่ชีวิต พ่อแม่ หรือใครก็ตามที่เป็นคนสำคัญของเรา ดังนั้นอย่ามัวแต่รีรอ รู้สึกอย่างไรก็จงพูดออกไปในวันที่เขายังอยู่
  4. ได้ท่องเที่ยวไม่พอ – หลายคนรอให้เกษียณก่อนแล้วค่อยเที่ยว แต่ถึงตอนนั้นสุขภาพก็ไม่เอื้ออำนวยแล้ว ถ้าต้องเลือกระหว่างทำชุดครัวใหม่กับไปเที่ยว ให้เลือกไปเที่ยวจะดีกว่า
  5. กังวลเกินเหตุ – ชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะมานั่งกังวลหรือบ่นนั่นบ่นนี่ โดยเฉพาะในเรื่องที่เราควบคุมอะไรไม่ได้ กี่วันกี่เดือนกี่ปีแล้วที่เราเสียไปกับการกังวลโดยเปล่าประโยชน์
  6. ไม่ซื่อสัตย์ – คำโกหกที่เคยให้ไว้กับคนอื่นจะกลับมาหลอกหลอนเราในวัยชรา ดังนั้นเราควรจะทำอะไรด้วยความซื่อตรงให้มากที่สุด ไม่ต้องทำเพราะเหตุผลทางศีลธรรมก็ได้ แค่ทำเพื่อที่เราจะไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง
  7. ไม่ยอมเสี่ยงเรื่องการงาน – หลายคนเสียใจที่วันนั้นไม่กล้าออกจาก comfort zone ไปลองทำอะไรใหม่ๆ เราควรจะหัด say yes ให้บ่อยขึ้น เพราะเราจะเสียใจกับงานที่เราไม่ได้ลองมากกว่าเสียใจกับงานที่ได้ลองแล้วล้มเหลว
  8. ไม่ดูแลสุขภาพ – บางคนชอบสูบบุหรี่ บางคนไม่ชอบออกกำลังกาย แล้วก็พูดกับตัวเองว่า จะตายเร็วขึ้นซักปีสองปีจะเป็นอะไรไป แต่ความจริงก็คือเราจะไม่ได้ตายเร็วขึ้น เพราะการแพทย์สมัยใหม่จะทำให้เราอยู่ได้ยาวนานแต่ต้องทรมานกับโรคเรื้อรังที่กินเวลาเป็นสิบๆ ปี

เราไม่รู้หรอกว่าอนาคตเทคโนโลยีและ AI จะทำให้ชีวิตคนเราเปลี่ยนไปแค่ไหน

สิ่งที่เราพอจะเดาได้ คือต่อให้โลกเปลี่ยนไป แต่มนุษย์เราก็ยังเหมือนเดิม

การที่เรารู้ว่าคนชราเสียใจเรื่องอะไร ก็เหมือนเราได้นั่งไทม์แมชชีนไปดูอนาคต แล้วได้กลับมายังโลกปัจจุบันเพื่อจะทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตนั้น

อย่าทำอะไรในวันนี้ที่จะทำให้ตัวเราในอีก 30 ปีเสียใจและเสียดายเลยนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนแรกจาก Today: How to live life without major regrets: 8 lessons from older Americans

เวลาตื่นไม่ยอมตื่น เวลานอนไม่ยอมนอน

ช่วงนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสี่ขวบครึ่งของผมมีพลังงานล้นเหลือเป็นพิเศษ

สามทุ่มกว่ายังวิ่งไปวิ่งมา ผมปิดไฟห้อง เปิดโคมไฟอ่านนิทานจบไป 3 เรื่องแล้วก็ยังลืมตาแป๋วในขณะที่ “ปรายฝน” พี่สาวของใกล้รุ่งหลับไปเรียบร้อยแล้ว บางทีผมอ่านนิทานต่ออีก 2-3 เรื่องก็ยังไม่หลับ จนต้องใช้ท่าไม้ตายปิดโคมไฟ-ปิดวาจาแล้วนอนเฉยๆ จนหลับไปทั้งลูกและพ่อ

เช้าวันถัดมา เวลาโดนปลุกตอน 7 โมง ใกล้รุ่งก็จะอ้อยอิ่งที่สุด นอนหลับตาตัวไม่กระดิก พอเปิดม่านให้แสบตา เขาก็จะนอนคว่ำเพื่อพยายามจะหลับต่อ ต้องใช้เวลาร่วม 5 นาทีในการชวนคุย แกล้งจั๊กจี้ และสุดท้ายต้องช้อนตัวขึ้นมาอุ้มและพาลงมาอาบน้ำข้างล่าง

เมื่อวานนี้พอเดินลงมา ทิ้งใกล้รุ่งบนโซฟา ใกลุ้ร่งก็ยังนอนคว่ำต่อ ผมก็เลยหมั่นเขี้ยวแซวใกล้รุ่งพร้อมใช้มือตีก้นเป็นจังหวะว่า “เวลาตื่นไม่ยอมตื่น (ตีก้นหนึ่งที) เวลานอนไม่ยอมนอน (ตีก้นอีกหนึ่งที)”

แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ที่พูดไปนี่ก็เข้าตัวอยู่เหมือนกัน


พอโตมาเป็นผู้ใหญ่ ถึงเวลานอนเราก็ไม่ยอมนอน เพราะช่วงเวลากลางดึกนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามีอิสรภาพอย่างแท้จริง หลังจากที่ต้องทำตามความคาดหวังของคนอื่นมาทั้งวัน

เราจึงนอนดูซีรี่ส์ตอนแล้วตอนเล่า หรือนอนไถฟีดได้เป็นชั่วโมง

พอถึงเวลาตื่น เราก็เลยต้องตื่นอย่างไม่เต็มใจ บางคนต้องพึ่งพากาแฟเพื่อให้มีเรี่ยวมีแรงพอที่จะทำงานไหว

เวลาช่วงเช้าที่เหมาะแก่การทำงานชิ้นใหญ่ เราก็เผลอไผลไปเช็คโซเชียล หรือไม่ก็ตอบอีเมล รู้ตัวอีกทีคนก็เริ่มทักสแล็ค-ทักไลน์จนเราไม่อาจทำงานที่ต้องใช้สมาธิได้อีกต่อไป ระหว่างวันก็มีประชุมติดๆ กัน ก็เลยกลายเป็นว่าต้องมานั่งทำงานของตัวเองตอนดึกๆ แล้วจบด้วยการดูซีรี่ส์เป็นการให้รางวัลตัวเอง เป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป

เวลาที่มีนัดแล้วเราไปสาย ก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือควรจะเตรียมตัวออกจากบ้านได้ตั้งนานแล้ว แต่เราก็ใช้เวลาไปกับอย่างอื่นจนนาทีสุดท้าย แล้วก็ต้องมานั่งเครียดบนท้องถนนโดยไม่ใช่เรื่อง

กล่าวโดยสรุปก็คือ เราสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดส่วนใหญ่ในชีวิตได้ หากเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ

ฟังดูง่ายๆ แต่ทำได้ไม่ง่าย – simple but not easy

อาจจะเริ่มต้นด้วยการนอนในเวลาที่ควรนอน และตื่นอย่างเต็มใจในเวลาที่ควรตื่น

ถ้าเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตน่าจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ

เปรียบเทียบน้อยก็สุขมาก เปรียบเทียบมากก็สุขน้อย

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะเราเป็นสัตว์สังคมมาแต่ไหนแต่ไร

เมื่อก่อนหน้านี้ยังไม่เท่าไหร่ เพราะเราแค่เปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เราเจอกันในชีวิตจริง อาจจะเป็นคนในหมู่บ้าน คนที่โรงเรียน หรือคนที่บริษัท

แต่พอเรามีโซเชียลมีเดีย ตัวเปรียบเทียบของเราก็มากขึ้นเป็นพันเป็นหมื่นเท่า

ไม่ว่าเราจะจะสวยเท่าไหร่ มันจะมีคนที่สวยกว่าเราเสมอ ไม่ว่าเราจะรวยเท่าไหร่ มันจะมีคนที่รวยกว่าเราเสมอ

ซึ่งมันก็เป็นความจริงที่เรารู้กันอยู่แล้วในเชิงนามธรรม แต่เมื่อโดนตอกย้ำในเชิงรูปธรรมบนหน้าฟีดอยู่ทุกวันก็ย่อมตอกย้ำว่าเรายังดีไม่พอ เรายังสำเร็จไม่พอ

เมื่อบวกกับแรงของทุนนิยมที่เชียร์ให้เราจับจ่าย เราจึงกลายเป็นผู้บริโภคชั้นดี ที่จะยอมควักเงินและควักพลังชีวิตเพื่อผลักดันและดึงดันให้ชีวิตฉันต้องดีขึ้นกว่านี้เรื่อยไป

แต่เรากำลังเล่นเกมที่ไม่มีวันชนะ ความรู้สึกพึงพอใจอย่างแท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการการเปรียบเทียบกับคนอื่น

เปรียบเทียบคนที่สูงกว่าเราก็อาจอิจฉาหรือถอนใจ เปรียบเทียบกับคนที่ต่ำกว่าเราก็มีโอกาสอัตตาพองโต

“The greatest killer of happiness is comparison.”
-Shane Parrish

ไม่เปรียบเทียบเลยคงไม่ได้ แต่เปรียบเทียบตลอดไปก็ลำบาก

เปรียบเทียบน้อยก็สุขมาก เปรียบเทียบมากก็สุขน้อยครับ