รีวิวหนังสือ ความสุขปัจจุบันสุทธิ

20200105b

เมื่อวานนี้อาจารย์นภดล ร่มโพธิ์เพิ่งรีวิวหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ลงในพอดคาสท์ Nopadol’s Story และระบุว่าช้างกูอยู่ไหนเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่อ่านจบในปี 2019

วันนี้ผมก็เลยอยากจะมาบอกว่า หนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านจบในปี 2020 คือ “ความสุขปัจจุบันสุทธิ” ของอาจารย์นภดลนี่แหละครับ อ่านจบวันปีใหม่พอดีเลย

ผมได้รู้จักอาจารย์นภดลในงานที่ PMAT จัดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งทั้งอาจารย์และผมได้พูดใน session เดียวกันว่าด้วยเรื่อง OKR

ก่อนถึงวันงานผมก็เลยค้นประวัติของอาจารย์ดู แล้วก็ amazing มากเพราะอาจารย์นภดลได้เป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุสี่สิบกว่าๆ ซึ่งหลายคนน่าจะรู้ว่าการได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากกว่าการเป็น Professor ในเมืองนอกเสียอีก

ชื่อหนังสือ “ความสุขปัจจุบันสุทธิ” เป็นชื่อที่ชวนให้ค้นหาว่ามันคืออะไร ดังนั้นตอนที่ผมเปิดหนังสือขึ้นมา ผมก็รีบตรงไปที่หน้าสารบัญแล้วพลิกไปดูเรื่องนี้เป็นบทแรกเลย

ใครที่พอจะเข้าใจเรื่องการเงินอยู่บ้าง ย่อมจะเคยได้ยินคำว่า NPV หรือ Net Present Value

เพราะเงิน 100 บาทในอนาคต ย่อมมีมูลค่าน้อยกว่าเงิน 100 บาทในตอนนี้ ดังนั้นวิชาการเงินจึงมีสูตรเพื่อคำนวณว่าเงิน 100 บาทใน 10 ปีข้างหน้านั้นจะมี “มูลค่าปัจจุบันสุทธิ” หรือ NPV เท่าไหร่นั่นเอง ซึ่งถ้าให้ผมกะๆ เอาก็น่าจะประมาณ 60-70 บาท

มันก็เลยเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ Net Present Happiness หรือ “ความสุขปัจจุบันสุทธิ” ของอาจารย์นภดล ที่บอกว่าความสุขในอนาคต ไม่เท่ากับความสุขในตอนนี้ เราจึงยังไม่ทำสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าดีกับตัวเราในระยะยาว และเลือกสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุข “ที่นี่เดี๋ยวนี้” เลยมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น ฉันก็อยากหุ่นดีนะ แต่ความสุขที่จะได้หุ่นดีในอนาคตอาจจะมีมูลค่า 100 แต้ม พอคำนวณ NPH แล้วเหลือแค่ 70 แต้ม ขณะที่ถ้าฉันอยากกินชานมไข่มุกแล้วต้องอดใจไว้ คะแนนความสุขฉันจะลดฮวบทันที 100 แต้ม

70-100 = -30

พอค่าความสุขปัจจุบันสุทธิเป็นติดลบ ฉันเลยขอเลือกกินชานมไข่มุกดีกว่า

ดังนั้น ถ้าอยากจะให้ชีวิตเราดีขึ้น เราควรทำให้ค่า NPH ของเราเป็นบวกในทุกการตัดสินใจ อันจะนำมาซึ่งพฤติกรรมที่เป็นคุณกับเราในระยะยาว โดยอาจารย์นภดลก็ได้ให้คำแนะนำไว้ 3 ข้อ ส่วนจะมีวิธีใดบ้างลองไปหาอ่านดูนะครับ 🙂

—–

ผมขอยกตัวอย่างอีก 3 เรื่องที่ผมชอบเป็นพิเศษในหนังสือเล่มนี้

เรื่องแรกคือการผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งนับเป็นศัตรูของเรามาโดยตลอด เพราะมันทำให้เราไม่ได้เริ่มอะไรซักอย่าง

แต่เราสามารถใช้นิสัยนี้ให้เป็นคุณกับเราได้ ด้วยการ “ผัดผ่อนการทำไม่ดี” ออกไป

ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะกินข้าวให้เยอะกว่านี้ แต่ก็บอกตัวเองว่า พรุ่งนี้ค่อยกินดีกว่า จะกินให้เต็มที่เลย แล้วพอพรุ่งนี้มาถึงเราก็ผัดผ่อนการกินเยอะๆ ไปอีกรอบ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ผอมเสียแล้ว

หรือถ้าเวลาไปเดินห้างแล้วเห็นเสื้อที่อยากซื้อ ก็บอกตัวเองว่าเอาไว้ก่อน ไว้กลับถึงบ้านแล้วถ้ายังอยากซื้อค่อยมาซื้อใหม่ก็ยังไม่สาย ซึ่งมันจะทำให้เรารู้ว่าเราต้องการเสื้อตัวนั้นจริงๆ อยู่รึเปล่า

—–

เรื่องที่สองคือประโยคสั้นๆ แต่กินใจมาก

คำว่ารักสะกดว่า “เ-ว-ล-า”

เป็นคำแนะนำในการเลี้ยงลูกแต่จริงๆ มันก็ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์

พ่อแม่สมัยนี้ภารกิจมากมายเหลือเกิน ขนาดวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังไม่ค่อยได้พัก (เช่นผมที่มานั่งเขียนบล็อกเป็นต้น!)

แต่ของขวัญที่มีค่าที่สุด และวิธีที่จะทำให้ลูกรับรู้ได้ดีที่สุดว่าเรารักเขาก็คือการให้เวลากับเขานั่นเอง

ส่วนจะไปจัดการยังไงก็ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของแต่ละคน ขอแค่ให้เราระลึกเสมอว่าลูกจะเป็นเด็กอยู่แค่แป๊บเดียวเท่านั้น เมื่อผ่านช่วงนี้ไป มันก็คือโอกาสที่ไม่อาจย้อนกลับ

—–

เรื่องสุดท้ายที่ผมจะนำมาฝากจากหนังสือเล่มนี้คือคำถามสำคัญ:-

“ถ้าตัวเราในอีก 5 ปี ข้างหน้ามาคุยกับตัวเราตอนนี้ คิดว่าเขาจะบอกอะไรเรา”

เขาจะขอบคุณหรือเขาจะโกรธเคือง เขาจะเตือนหรือเขาจะชมเชย

เป็นคำถามที่อาจต้องใช้เวลาคิดค่อนข้างนาน แต่ผมเชื่อว่าคำถามที่ดีที่มาถูกที่ถูกเวลามันมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของชีวิตคนคนหนึ่งได้เลย

—–

ยังมีอีกหลายข้อความที่ชวนให้คิดให้ค้นต่อในหนังสือเล่มนี้ เช่น

– บางทีเราก็ไม่ควรมีความอดทน
– เราไม่เคยยุ่งจนไม่ได้กินข้าวติดต่อกัน 3 วัน
– ที่มันยากเพราะมันยังไม่ใช่นิสัย ถ้าเป็นนิสัยมันก็ไม่ยาก

และอาจารย์นภดลได้แชร์เทคนิคที่ช่วยให้อาจารย์ทำงานวิจัยออกมาได้มากมาย ไขข้อสงสัยของผมว่าทำไมถึงได้ตำแหน่งศาสตราจารย์รวดเร็วเช่นนี้

โดยสรุป ความสุขปัจจุบันสุทธิจึงเป็นหนังสือที่ดี อ่านง่าย ควรแก่การซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองและคนรักในปีใหม่นี้ครับ


ป.ล. ถ้าเข้าเว็บของซีเอ็ด แล้วหาหนังสือความสุขปัจจุบันสุทธิ จะเห็นว่าคนที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ มักจะซื้อหนังสือช้างกูอยู่ไหน และหนังสือ วิธีแก้ปัญหายากให้ง่ายฯ ไปอ่านด้วยกันครับ 😉

รีวิวหนังสือ Super Productive

20191207

ต้องออกตัวก่อนว่าพี่แท็บ รวิศ หาญอุตสาหะ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นผู้มีอุปการคุณต่อบล็อก Anontawong’s Musings

เพราะหนังสือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย ของพี่แท็บ และหนังสือ มองไกลบนไหล่ยักษ์ ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ทำให้ผมลุกขึ้นมาเขียนบล็อกอย่างจริงจังในวันขึ้นปีใหม่ 2015

ไม่มีหนังสือคิดจะไปดวงจันทร์ฯ ก็คงไม่มีบล็อก Anontawong’s Musings

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของงานเขียนพี่แท็บคือเขาจะมีเรื่องราวจากเมืองนอกมาให้ฟังเยอะมาก

ชุดความรู้ใหม่ๆ คำศัพท์แปลกๆ หรือคำที่กำลังอินเทรนด์ในหมู่ฝรั่ง ล้วนถูกกล่าวถึงในหนังสือทั้ง 6 เล่มของพี่แท็บมาหมดแล้ว

ในหนังสือ Super Productive ก็เช่นกัน มีการอ้างอิงถึงบทความใน Harvard Business Review อยู่หลายบท หลายเรื่องจึงเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้อ่านจากที่อื่นมาก่อน

หนังสือเล่มเล็กกว่าที่คาด อ่านจบได้เร็วกว่าที่คิด เนื้อหาอาจจะไม่ได้ตรงปกขนาดนั้น เพราะพอเห็นคำว่า Super Productive ก็ย่อมนึกว่าหนังสือจะพูดถึงการทำยังไงถึงจะขยัน สร้างสรรค์ และทำอะไรเสร็จได้อย่างมากมาย ซึ่งหนังสือไม่ได้กล่าวถึงวิธีการเหล่านี้เท่าไหร่ แต่มุ่งเน้นไปที่ “ภาพใหญ่” และ “กรอบความคิด” มากกว่า

หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับผู้บริหารที่ต้องขบคิดว่าจะนำพาองค์กรไปอย่างไร มากกว่าเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

และนี่คือเนื้อหาบางส่วนจาก Super Productive ครับ

ว่าด้วยเรื่อง รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว

เราควรจะรู้ลึก (specialist) หรือ รู้รอบ (generalist) ดี?

หนังสือบอกว่า ในธุรกิจที่ชุดความรู้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่นไบโอเมทริกซ์ ถ้าเราเป็น generalist อาจจะตามไม่ทันเพราะพื้นฐานความรู้ของเราไม่แน่นพอ ดังนั้นเราควรจะเป็น specialist มากกว่า

แต่สำหรับธุรกิจที่การเปลี่ยนแปลงไม่รุนแรงนัก หรือธุรกิจที่ผ่านจุดสูงสุดมาแล้วอย่างน้ำมันหรือเหมืองแร่ การ “รู้รอบ” หรือ generalist นั้นน่าจะมีประโยชน์กว่า เพราะต้องอาศัยความรู้จากศาสตร์แขนงอื่นๆ มาพลิกแพลงให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

ว่าด้วยเรื่อง ความเป็นผู้นำ

มีคนกล่าวไว้ว่า Leaders are surrounded by walls, mirrors and liars ผู้นำนั้นมักจะถูกรายล้อมไปด้วยกำแพง กระจก และคนประจบสอพลอ ดังนั้นเราต้องฟังให้มาก โดยระลึกเสมอว่าฟีดแบ็คคือของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษที่มีหนาม

ว่าด้วยเรื่อง Burnout

แยกให้ออกว่าเรากำลัง burnout จริงกับ burnout ปลอม!

แม้กระทั่ง Rawit ที่ super productive ก็ burnout กับการเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่มารู้ทีหลังว่าเป็น burnout ปลอมเพราะเลือกเขียนหนังสือตอนเย็นๆ ในช่วงที่ร่างกายแบตหมด พอวันรุ่งขึ้นมานั่งเขียนใหม่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

สิ่งที่ต้องระวังคือคนที่เจอ burnout ปลอมแล้วดันเปลี่ยนชีวิตตัวเองแบบสุดขั้ว เช่นเบื่องานเลยลาออกไปเดินทางรอบโลก ซึ่งอาจจะทำให้ปัญหาแย่กว่าเดิม

เราจะไม่ burnout กับงานที่ทำแล้วสนุก ดังนั้นจงหาวิธีทำให้งานปัจจุบันสนุกขึ้นดูก่อน เช่นเจ้าของร้านอาหารคนนึงเกิดหมดไฟอยากจะปิดร้าน แต่โชคดีแฟนช่วยดึงสติ และเสนอว่าลองหาทางทำให้ลูกค้าชมว่า “อร่อยมากๆ” ให้ได้วันละ 10 คน ถ้าทำ 6 เดือนแล้วยังรู้สึกหมดไฟจะปิดร้านก็ไม่ว่ากัน สุดท้ายเจ้าของร้านก็กลับมามีไฟอีกครั้งเพราะสนุกกับการ “เก็บแต้ม” (ภาษาฝรั่งเรียกวิธีการนี้ว่า gamification คือการเปลี่ยนงานหรือกระบวนการให้มีความคล้ายเกมมากขึ้น)

ว่าด้วยเรื่อง การคิดนอกกรอบ

ธุรกิจทั่วไป จะทำของออกมาก่อน แล้วบวก margin ว่าต้องการกำไรเท่าไหร่เพื่อตั้งเป็นราคาขาย

แต่ Ikea ตั้งต้นจากราคาที่คนอยากจะซื้อ แล้วค่อยหาทางทำสินค้าในต้นทุนที่จะมีกำไรได้

ครั้งหนึ่งทีมงานได้รับโจทย์ให้ผลิตโต๊ะที่สามารถขายได้ในราคา 5 ยูโร (200 บาท) แล้วยังต้องมีกำไร ซึ่งพวกเขาก็ดั้นด้นหาวิธีการจนได้ แถมยังเป็นวิธีการที่นึกไม่ถึงเสียด้วย

ว่าด้วยเรื่อง Transformation

(Tranformation เป็น buzzword ที่เราได้ยินมาสัก 5 ปีแล้ว หลายองค์กรตั้งทีม tranformation ขึ้นมา ซึ่งเราบอกเจาะจงไม่ได้หรอกว่าทำอะไรบ้าง รู้แค่ว่าต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น)

แต่ tranformation นั้นเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าที่คิด เพราะในห้องประชุมไม่มีใครหรอกที่จะบอกว่าตัวเองต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ลับหลังพวกเขาจะไปหาวิธีต่อต้านไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เราจึงต้องระบุให้ได้ว่าใครที่ต่อต้าน ใครที่สนับสนุน จะทำยังไงให้คนต่อต้านอ่อนแรง และให้คนที่สนับสนุนมีแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยหนึ่งในวิธีการคือเปลี่ยนแปลงจาก “ทีมชายขอบ” ก่อน ธุรกิจหลักยังคงดำเนินไปตามเดิม แต่ทีมชายขอบค่อยๆ แข็งแรงขึ้นจนกลายมาเป็นธุรกิจหลักได้ในที่สุด

ว่าด้วยเรื่อง monopoly

องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากๆ ต้องมีความผูกขาดตลาดประมาณหนึ่ง ไม่ใช่ผูกขาดด้วยสัมปทานหรืออำนาจรัฐ แต่ผูกขาดเพราะว่าเขาดีกว่าคู่แข่งชนิดทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น ตัวอย่างเช่น Google ที่ผูกขาดเรื่อง search หรือ Lego ที่ผูกขาดของเล่นประเภทตัวต่อ

การที่เราจะผูกขาดได้ ต้องเริ่มจากตลาดเล็กๆ ก่อน หา niche ของตัวเองให้เจอ ยึดครองตลาดเล็กนั้นให้ได้ แล้วค่อยขยายไปยึดตลาดอื่นๆ ต่อ

ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น

  • ความหมายที่แท้จริงของ workalholic
  • การสร้าง”เรื่องเล่า” ให้กับเพชร ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่ใช่อัญมณีที่มีค่าขนาดนั้น จนเพชรกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของรักนิรันดร์ที่มีราคาสูงลิบลิ่ว
  • ความแตกต่างระหว่าง owed respect กับ earned respect และเหตุใดองค์กรต้องบาลานซ์สองอย่างนี้ให้ดี
  • คำถามเด็ดๆ ในการสัมภาษณ์คนที่มาสมัครงานกับเรา

ขอบคุณพี่แท็บและสำนักพิมพ์ Koob ที่คลอดหนังสือเล่มนี้ออกมา

รออ่านเล่มต่อไปอยู่นะครับ!