5 กับดักของคน Productive

ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่อง productivity มาเป็นสิบปี อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วหลายสิบเล่ม ลอง to do list app มาแล้วหลายตัว และจัดเวิร์คช็อปเรื่อง Time Management มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง จะให้นิยามตัวเองว่าเป็น productivity geek ก็ไม่ผิด

มีผู้ติดตามบล็อกคนหนึ่งถามผมว่า จะเปิดสอน Time Management อีกเมื่อไหร่ ผมตอบไปว่าผมลังเล เพราะระยะหลังผมเริ่มตั้งคำถามเรื่อง time management และ productivity มากขึ้นทุกที

วันนี้เลยอยากจะมาแชร์กับดักของคน productive ที่ผมประสบพบเจอมากับตัวเองครับ

1. ยิ่งทำงานเร็ว ยิ่งมีงานมากขึ้น

เมื่อเรา productive คนก็จะวิ่งหาเรามากขึ้น เอางานมาให้เราทำมากขึ้น

เหมือนกฎข้อที่สามของนิวตัน ที่ action = reaction

ยิ่งเราเคลียร์ to do list ของเราได้เร็วเท่าไหร่ to do list อันใหม่ๆ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยสปีดเดียวกัน

โอเคแหละว่าทำมากก็ได้มาก ทั้งในแง่ค่าตอบแทนหรือโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน

แต่เราจะใช้ชีวิตให้เร็วขึ้นตลอดไปไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องถึงขีดจำกัดอยู่ด

2. เรามักจะ overcommit

คนที่ productive มักจะมีความสนใจหลายอย่าง งานก็อยากทำให้ดี สังคมก็ต้องมี บล็อกก็อยากเขียน พอดแคสต์ก็ชอบฟัง หนังสือก็ต้องอ่าน วิ่งก็ต้องให้ได้ต่ำกว่าเพซ 6

พอเรารู้สึกว่าเราเป็นคน productive และมี time management ที่ดี เราก็มักจะไม่ค่อยปฏิเสธอะไรใหม่ๆ ที่เข้ามา เพราะเชื่อมั่นว่าเราจะจัดการได้และเอาอยู่

แต่เมื่อสิ่งที่เราอยากทำมันมีไม่จำกัด แต่แรงและเวลาของเรามีจำกัด เราก็มักจะมารู้ตัวเมื่อสายว่าเรา overcommit ไปเสียแล้ว และต้องมานั่งทนทำงานหรือกิจกรรมที่เราไม่ได้อยากทำและไม่ได้มีความสุขไปกับมัน

3. เริ่ม 10 เสร็จ 3

อีก side effect หนึ่งของคนที่ productive ก็คือ เราจะริเริ่มและลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน

แน่นอนว่าช่วงแรกก็ทำได้ดีเพราะเราขยันและมี time management ที่ดีอยู่แล้ว แต่ด้วยธรรมชาติของเราที่มักจะ overcommit เป็นทุนเดิม ก็จะนำไปสู่สถานการณ์ที่เราทำหลายอย่างพร้อมกันจนเกินไป ทำ 10 โปรเจ็ค อาจจะแท้งซัก 7 โปรเจ็คแล้วเสร็จแค่ 3 อย่าง

ถ้าเรา productive น้อยกว่านี้ ประเมินตนเองต่ำกว่านี้ เราอาจจะเริ่มทำแค่ 5 โปรเจ็คแล้วทำเสร็จ 4 อย่างก็ได้

4. กิจกรรมที่มากมายจะกลบฝังเรื่องที่สำคัญจริงๆ

เมื่อเราได้สร้างชื่อเสียงในความ productive ที่คนพร้อมจะเอางานมาให้ แถมเราก็มั่นใจจนมักจะรับงานมามากกว่าที่เราจะทำไหว งานและกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ย่อมเบียดบังสิ่งสำคัญในมิติอื่นๆ

สิ่งสำคัญที่ว่าอาจจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือความสัมพันธ์ แม้ว่าเราจะเชื่อมั่นว่าเราสามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ผ่านการตั้ง OKR หรือการสร้าง habits มารองรับ แต่ผลรวมสุดท้ายเราก็จะเจอโมเมนต์ที่ถามตัวเองว่า “ทำไมเราต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ด้วย” อยู่ดี

5. วันนี้จะถูกใช้เพื่อวันข้างหน้าเรื่อยไป

เมื่อเราอยาก “ใช้เวลาให้คุ้มค่า” เราจะมองทุกอย่างด้วยสายตาของนักลงทุน เราจะทำอะไรบางอย่างในตอนนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างในอนาคตเสมอ

เราจะออกไปวิ่ง เพื่อจะทำเวลาได้ดีในการแข่งขัน

เราจะอ่านหนังสือ เพื่อจะได้เอาไปเขียนบล็อกหรือเล่าในพอดแคสต์

เราจะพักผ่อน เพื่อที่เราจะได้มีแรงกลับไปทำงานอย่างเต็มที่

เราแทบไม่เคยจะวิ่งเพื่อวิ่ง อ่านหนังสือเพื่ออ่านหนังสือ หรือพักผ่อนเพื่อพักผ่อนเลย

เพราะมันคือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มันคือการยอมแลก “วันนี้” เพื่อ “วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า”

ซึ่งเราทำแบบนี้มานานหลายสิบปีแล้ว และมีแนวโน้มว่าเราจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตราบจนสิ้นอายุขัย

แต่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า วันที่เราจะมีเงินเก็บมากพอ วันที่ to-do list เราจะเป็นศูนย์ วันที่เราจะรู้สึกว่า “เอาอยู่” แล้วและพร้อมที่จะเริ่มใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากให้เป็นจริงๆ นั้นมันไม่เคยมาถึง และอาจจะไม่มีวันมาถึง

ดังนั้นให้ระวังตรงนี้ให้มาก ถอดแว่นตาของนักลงทุนออกเสียบ้าง ไม่ต้องทำอะไรเพื่อวันพรุ่งนี้ไปเสียทุกอย่าง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราเหลือวันพรุ่งนี้อีกกี่วัน

ขอให้ทุกท่าน productive กันอย่างมีสตินะครับ