เมื่อผ่านเรื่องยากๆ ชีวิตจะง่ายขึ้น

20191030_hard

ประเด็นนี้พูดได้ใน 3 มิติ

มิติแรกคือทำเรื่องยากๆ ที่ต้องใช้เวลา แต่สุดท้ายแล้วมันจะทำให้ทุกอย่างที่ตามมานั้นง่ายขึ้น

นิทานผู้ชายขนน้ำพูดถึงชายสองคนที่ขึ้นไปเอาน้ำบนภูเขาลงมาขายให้คนในหมู่บ้าน

ชายคนแรกแบกถังใบใหญ่เพื่อขนน้ำลงจากภูเขาทุกวัน ได้เงินค่าน้ำอย่างงดงาม

แต่ชายคนที่สองกลับพยายามสร้างท่อน้ำ ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่ามาก ช่วงแรกจึงไม่มีรายได้ แถมยังโดนชายคนแรกและคนในหมู่บ้านดูแคลน

แต่พอถึงวันหนึ่งที่เขาสร้างท่อน้ำเสร็จ เขาก็สามารถขายน้ำให้คนทั้งหมู่บ้านโดยไม่ต้องแบกถังขึ้น-ลงภูเขาอีกเลยแม้แต่วันเดียว

เรื่องยากๆ ก็คือการสร้างระบบ-สร้างเครื่องมือ-สร้างธุรกิจ ที่ต้องใช้ความความสามารถ ความคิด และความอดทนเป็นอย่างสูง แต่เมื่อทำได้สำเร็จ ชีวิตที่เหลือก็จะง่ายขึ้นทันที

—–

มิติที่สองว่าด้วยการทำเรื่องที่ยากเดี๋ยวนี้ เพื่อปลดล็อคอะไรบางอย่าง

เช่นเรื่องการลงดาบพนักงานที่ทำงานไม่ดีหรือสร้างมลภาวะให้กับเพื่อนร่วมทีม

คนเหล่านี้จัดการลำบาก เราจึงหลีกเลี่ยงเพราะเราไม่อยากถูก challenge และเราไม่อยากถูกเกลียด

แต่ถ้าเราตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง และทำให้เขากลับตัวได้ หรือทำให้เขาไปอยู่ที่อื่นได้ บรรยากาศในการทำงานและกำลังใจคนทำงานจะดีขึ้นจนเรารู้เลยว่ามันคือการลงทุนที่คุ้มค่า

—–

มิติที่สามว่าด้วยเรื่องภูมิคุ้มกันความยาก

เด็กที่โตในสลัม กับเด็กที่โตในบ้านหลังใหญ่ ภูมิคุ้มกันย่อมต่างกัน

คุณหนูที่โดนประคบประหงม โดนแดดนิดเดียวก็ทนไม่ได้แล้ว ขณะที่เด็กอีกคนเดินขายพวงมาลัยหลายชั่วโมงได้โดยไม่ปริปากบ่น

คนที่ผ่านเรื่องยากลำบากมาเยอะ คือคนที่ได้รับวัคซีนให้มีภูมิคุ้มกันความยาก เจออุปสรรคอะไรก็ไม่ย่อท้อ ล้มกี่ครั้งก็ลุกขึ้นมาใหม่

ผิดกับคนที่เคยตัวกับความสุขความสบาย พอเจอความยากลำบากนิดหน่อยก็ยอมแพ้อย่างง่ายดาย

เมื่อผ่านเรื่องยากๆ ชีวิตจะง่ายขึ้น

ท่องเอาไว้ จะได้มีกำลังใจไปต่อนะครับ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

20191030_sayno

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

“When you say no, you are only saying no to one option.

When you say yes, you are saying no to every other option.

No is a decision.

Yes is a responsibility.”

-James Clear

หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลนคือการ say no

เพราะไทยนี้รักสงบ ไม่ค่อยอยากปะทะกับใครโดยไม่จำเป็น

ใครขออะไรมาเราจึงไม่ค่อยกล้าปฏิเสธ

แล้วเราก็ต้องมานั่งช้ำใจเองทีหลัง เพราะรับปากเค้าไปแล้วก็ต้องทำให้ได้ แม้จะต้องทำไปบ่นไปก็เถอะ

เราไม่กล้า say no เพราะเรากลัวการสูญเสีย ภาษาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) เรียกมันว่า Loss Aversion คือความทุกข์จากการสูญเสียนั้นมีน้ำหนักมากกว่าความสุขจากการได้มา

ทำเงินหาย 1,000 บาท ความสุขจะลดลง 10 คะแนน ได้เงิน 1,000 บาท อาจจะมีความสุขเพิ่มขึ้นแค่ 5 คะแนน

เรากลัวว่าถ้าเราปฏิเสธ เราจะเสียโอกาส เราจะทำให้คนที่ขอเสียความรู้สึก เราจะดูไม่ดี

แต่เราก็มักลืมไปว่าถ้าเราตอบตกลงทำสิ่งหนึ่ง เราก็กำลังตัดโอกาสที่จะทำสิ่งอื่นๆ ออกไปเช่นกัน

เช่นเรากำลังจะกลับบ้าน แต่น้องวิ่งเอางานมาให้ งานที่จะรอทำพรุ่งนี้ก็ได้ แต่เราเลือกที่จะทำเลยตอนนี้ สิ่งที่เราเสียไปคือเวลาที่จะถึงบ้านเร็วขึ้น โอกาสที่จะได้นั่งกินอะไรอร่อยๆ และคุยสนุกกับคนในครอบครัว

เวลาเรา say yes เรามักเห็นแต่สิ่งที่เราจะได้มา

แต่ทุกการตอบตกลงมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นเสมอ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

ถ้าเราระลึกถึงความจริงข้อนี้ได้ เราก็อาจจะกล้าปฏิเสธคนมากขึ้นนะครับ

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

20191022b

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

สำหรับคนที่ฝึกมาดีแล้ว จะไม่วิ่งหาความสุข และไม่วิ่งหนีความทุกข์

เมื่อมีความสุขผ่านเข้ามาในชีวิต ก็รู้ตัวว่ามีความสุข ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับมัน เพราะรู้ว่ามันก็แค่ของชั่วคราว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เมื่อมีความทุกข์ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็สามารถทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ทน แถมยังเอาความทุกข์นั้นมาเป็นหินลับมีดให้จิตใจแข็งแกร่งและแหลมคมยิ่งขึ้น

เป้าหมายในชีวิตคนเราจึงไม่ใช่การพาตัวเองไปอยู่ในสถานะหรือสถานการณ์ที่มีแต่ความสุขความสบาย

เป้าหมายคือการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของชีวิต จนความสุขหรือความทุกข์ก็ทำอะไรเราไม่ได้อีกต่อไปครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Didriks on Flickr

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

20191028

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

หัวหน้าต้องแบกรับความกดดันจากผู้บริหาร ซึ่งลูกน้องไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

ในขณะเดียวกันหัวหน้าก็ต้องรับมือกับข้อจำกัดของลูกน้องและกระบวนการทำงานที่ไม่เมคเซ้นส์ ซึ่งผู้บริหารไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

หัวหน้ามักจะถูกโปรโมตขึ้นมาเพราะทำงานเก่ง แต่พอได้รับการโปรโมตแล้ว งานที่เคยทำได้ดีก็มักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ แต่ละวันจึงมักได้ทำแต่งานที่ยังไม่เก่งเช่นการจัดการคน หรืองานที่พอทำได้แต่ไม่สนุกหรือไม่ค่อย add value เช่นงาน admin สิ่งที่หัวหน้าได้เจอในแต่ละวันจึงไม่ค่อยเหลืออะไรที่ spark joy

หลายครั้งลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ หัวหน้าคาดหวัง 10 ลูกน้องทำได้แค่ 5 ถ้าไป push น้องมากๆ เกิดน้องเครียดหรือเป็นซึมเศร้าขึ้นมาก็รู้สึกผิดอีก

หัวหน้าบางคนยังโหยหางานที่ตัวเองเคยเก่งอยู่ แถมลูกน้องก็มักทำไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยลงไปทำงานแทนลูกน้อง ผลก็คือตัวเองเหนื่อยกว่าเดิม น้องก็ไม่เก่งขึ้นซักที และงานที่สำคัญอย่างการโค้ชน้องและการจัดการทีมก็ไม่ได้ทำ วงจรนี้จึงยังดำเนินอยู่ร่ำไป

หัวหน้าตกอยู่ในความกังวลตลอดว่าถ้าใครในทีมลาออก คนแรกที่ต้องเข้ามารับงานส่วนนั้นเอาไว้ก่อนก็คือตัวหัวหน้า

บางทีเวลามีคนในทีมที่ toxic หรือไม่ perform หัวหน้าก็อยากจะลงดาบเหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าถ้าเอาออกไป คนทั้งทีมก็ต้องรับงานหนักขึ้น ยิ่งถ้า HR ไม่แข็ง ไม่สามารถหาคนมาแทนได้รวดเร็ว หัวหน้าก็ยิ่งไม่กล้าจัดการลูกน้องที่ไม่ดี

หัวหน้าบางคนเงินเดือนมากกว่าลูกน้องรุ่นใหม่แค่ 3 พัน แต่ต้องรับผิดชอบมากกว่า 3 เท่า

กรุ๊ปไลน์จะมีอย่างน้อยสองกรุ๊ป หนึ่งคือกรุ๊ปทีม สองคือกรุ๊ปทีมที่ไม่ได้เชิญหัวหน้าเข้ามาด้วย

ยิ่งหัวหน้าอยู่สูงแค่ไหน ยิ่งมีโอกาสที่หัวหน้าจะได้กินข้าวคนเดียวมากขึ้นเท่านั้น

ตอนกลางวันหัวหน้าอาจมีคนห้อมล้อมมากมาย แต่ตอนกลางดึกต้องนอนไม่หลับกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่คนเดียว

หัวหน้าก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่อยากมีคนเข้าใจ แต่หลายครั้งก็ต้องทนอยู่กับการที่ไม่มีใครเข้าใจเขาเลย

หัวหน้าจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

ก็ได้แต่หวังว่าลูกน้องจะเห็นใจสิ่งมีชีวิตตนนี้บ้างเท่านั้นเอง

ขี้เกียจทำสิ่งใดให้ทำสิ่งนั้น

20191022.png

หนึ่ง เพราะความขี้เกียจเป็นกิเลส ถ้าเรายอมแพ้ให้กิเลสชนิดใดบ่อยๆ มันก็จะได้ใจและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

แต่ถ้าเราไม่ยอมโอนอ่อนตามความขี้เกียจนั้น ก็ย่อมเป็นการข่มความขี้เกียจไม่ให้มันแข็งแกร่งเติบใหญ่ได้

สอง เรื่องที่เราขี้เกียจ มักเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่เราควรทำ ขี้เกียจทำงานยาก ขี้เกียจออกกำลังกาย ขี้เกียจภาวนา

เราไม่เคยขี้เกียจเล่นเฟซบุ๊ค ไม่เคยขี้เกียจดูเน็ตฟลิกซ์ ไม่เคยขี้เกียจกินชาไข่มุก

สาม ความขี้เกียจนั้นเป็นแรงต้าน ถ้าเราใช้แรงต้านเป็นเข็มทิศ เราก็คือปลาเป็นที่ว่ายทวนน้ำที่จะได้พบกับความดีความงามมากกว่าปลาตัวอื่นๆ ที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกระแสครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Francis Eatherington on Flickr 

Book Insights – The Culture Code

20191026

เคยมีการทดลองให้ทำงานกลุ่มด้วยการนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างสิ่งก่อสร้างให้สูงที่สุด

– เส้นสปาเก็ตตี้ดิบ 20 เส้น
– สก๊อตเทป 1 หลา
– ด้าย 1 หลา
– มาชเมลโลว์ 1 ก้อน

โดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มเด็ก MBA จะสร้างได้เตี้ยกว่ากลุ่มเด็กอนุบาล โดยเด็ก MBA สร้างได้สูงแค่ 10 นิ้ว ส่วนเด็กอนุบาลสร้างได้สูง 26 นิ้ว

เวลาที่เด็ก MBA ทำงานกลุ่ม ภายนอกอาจดูเหมือนว่ามีการแบ่งงานกันดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การทำงานร่วมกัน แต่เป็นการทำ status management (จัดการที่ทาง/สถานะของตัวเอง) คำถามที่วนอยู่ในหัวพวกเขาคือ “ใครคือผู้นำกลุ่มในตอนนี้” “ฉันวิจารณ์ไอเดียคนอื่นได้รึเปล่า” “มีกฎอะไรบ้าง” ทำให้การทำงานร่วมกันไม่มีประสิทธิภาพแถมยังมีการชิงดีชิงเด่นกันอย่างเนียนๆ ด้วย

ขณะที่เด็กอนุบาลนั้น ภายนอกอาจดูยุ่งเหยิง แต่พวกเขาไม่สนใจเรื่อง status management ทุกคนล้วนอยากช่วยกัน ลองผิดลองถูก เรียนรู้ว่าอะไรเวิร์คหรือไม่เวิร์คแล้วค่อยๆ พาตัวเองไปสู่ทางออกที่ดีกว่า

เด็กอนุบาลไม่ได้ฉลาดกว่าเด็ก MBA แค่ทำงานฉลาดกว่าเฉยๆ (they are not smarter, they just work in a smarter way)

หนังสือเล่มนี้พูดถึง 3 skills หลักๆ
1. Build Safety – สร้างความรู้สึกปลอดภัย
2. Share Vulnerability – ยอมรับในความอ่อนแอและความกังวลของตัวเอง
3. Establish Purpose – มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน

—–

Build Safety

เคยมีการทดลองด้วยการส่ง “คนพลังงานลบ” เข้าไปในที่ประชุมของคนทำงาน โดยมีหน้าที่หลักๆ คือทำตัวเป็น Jerk (คนนิสัยเสีย), Slacker (คนขี้เกียจ), และ Downer (คนหม่นหมอง) เมื่อคนจำพวกนี้เข้าไปในกลุ่มไหน พลังงานของกลุ่มจะตกลงทันที และคนอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะทำตัวคล้อยตามไปด้วย

แต่มีกลุ่มหนึ่งที่คนพลังงานลบทำอะไรไม่ได้ เพราะมีคนอย่าง Jonathan อยู่ โดยเวลาที่ Jerk พูดอะไรไม่ดีออกมา โจนาธานจะตอบอย่างนุ่มนวลและถามคำถามใหม่ที่ทำให้คนอื่นๆ ได้แสดงความเห็น และโจนาธานก็จะฟังอย่างตั้งใจก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง จนทำให้บรรยากาศของทีมกลับมาดีขึ้น

โจนาธานทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องใช้คำใหญ่โต ไม่ต้องพูดจาปลุกใจ ไม่ต้องบอกว่าใครต้องทำอะไร สิ่งที่เขาทำเพียงสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้คนอื่นๆ ได้มีบทบาทเท่านั้นเอง

เท่าที่ได้ไปสังเกตการณ์ในองค์กรที่มีทีมเวิร์คที่ดีอย่าง IDEO, หน่วย SEAL หรือโรงเรียน KIPP เราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ในการทำงานกลุ่ม
– คนยืน/นั่งอยู่ใกล้กัน และมักจะเป็นวงกลม
– คนในกลุ่มสบตากันเยอะมาก
– มีการแตะเนื้อต้องตัวอยู่บ่อยๆ handshakes, fist bumps, hugs
– ไม่มีใครพูดยาวๆ แต่จะผลัดกันพูดสั้นๆ
– ทุกคนได้พูดพอๆ กัน
– มีการขัดจังหวะกันน้อยมาก
– มีคำถามเยอะมาก
– ฟังอย่างตั้งใจ
– เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
– มีมารยาท (พูดขอบคุณ เปิดประตูให้เพื่อน)

อีกหนึ่งการทดลองที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้ลองแก้ปัญหา puzzle โดยจะใช้เวลานานเท่าไรก็ได้ เมื่อผ่านไปสองนาทีก็มีคนส่งกระดาษมาให้ เขียนโดยลายมือของคนชื่อสตีฟบอกว่า “ผมเคยทำ puzzle นี้มาก่อน และผมมีเคล็ดลับที่อยากจะบอก…” เมื่อผู้เข้าร่วมได้รับกระดาษแผ่นนี้แล้ว เขามีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับการแก้ puzzle นานขึ้นถึง 50% ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเคล็ดลับในกระดาษก็ไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงคือความรู้สึกที่ว่ามีใครบางคนแคร์เราอยู่

การส่งสัญญาณว่าเราแคร์นั้นทำแค่ครั้งเดียวไม่พอ แม้เค้าจะรู้อยู่แล้วว่าเราแคร์ก็เถอะ เหมือนคนรักกันก็ควรบอกรักกันบ่อยๆ

ในการทำ staff orientation ของ Call Center แห่งหนึ่ง พนักงานใหม่ได้รับการเทรนเหมือนกันหมด แต่ตอนท้ายมีการแบ่งกลุ่มเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้กลับบ้านเลย ส่วนกลุ่มที่สองได้รับการเทรนเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั่วโมง ผ่านไป 7 เดือน กลุ่มที่สองมีโอกาสสูงกว่ากลุ่มแรกถึง 250% ที่จะยังทำงานที่นี่อยู่ ความแตกต่างก็คือในการเทรน 1 ชั่วโมงที่กลุ่มที่สองได้รับนั้น พวกเขาได้รับ “สัญญาณ” ว่าองค์กรนี้แคร์เขา ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า ช่วงเวลาไหนของวันที่เขาทำงานได้ดีที่สุด เขามีทักษะพิเศษอะไรบ้าง รวมถึงการได้รับแจกเสื้อที่มีชื่อของตัวเองปักอยู่

คนชอบนึกว่าองค์กรที่มี culture ที่ดีคือองค์กรที่คนทำงานอย่างมีความสุขความสบาย แต่ความเป็นจริงก็คือผู้คนในองค์กรที่มี culture ที่แข็งแรงนั้นไม่ได้แคร์เรื่องการมีความสุขเท่ากับความสามารถและโอกาสในการแก้ปัญหายากๆ ร่วมกัน

ในอีกหนึ่งการทดลองที่ให้เด็กมัธยมเขียนเรียงความและให้อาจารย์เป็นคนให้ฟีดแบ็ค ปรากฎว่ามีประโยคหนึ่งที่ทรงพลังเป็นพิเศษ นักเรียนที่ได้รับประโยคนี้มีโอกาสสูงมากที่จะแก้ไขเรียงความให้ดีกว่าเดิม ประโยคที่ว่าคือ

I’m giving you these comments because I have very high expectations and I know that you can reach them

ครูเขียนคอมเม้นท์เหล่านี้เพราะว่าครูมาตรฐานสูงและครูก็รู้ว่าเธอทำได้

ประโยคนี้เป็นสัญญาณสร้างความปลอดภัยในสามระดับ
1. เธอเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเรา
2. กลุ่มของเรานั้นพิเศษ เพราะเรามาตรฐานสูง
3. ครูรู้ว่าเธอสามารถทำตามมาตรฐานนี้ได้

เคยมีการศึกษาว่าอะไรเป็นปัจจัยให้ทีมๆ หนึ่งสร้างผลงานได้โดดเด่นกว่าทีมอื่นๆ และได้พบกว่า กลุ่มคนที่ผลงานโดดเด่นนั้นมี clusters of high communications ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่มีการติดต่อสื่อสารพูดคุยกันบ่อยๆ นั่นเอง

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิด high communications คือ “ระยะทางระหว่างโต๊ะ” ยิ่งโต๊ะอยู่ใกล้กันเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดการสื่อสารมากขึ้นเท่านั้น ถ้านั่งห่างกันไม่เกิน 8 เมตรจะสื่อสารกันถี่มาก แต่ถ้านั่งไกลกว่านั้น การสื่อสารจะตกลงอย่างรวดเร็ว ดูภาพประกอบได้ที่ Allen Curve

คนที่นั่งใกล้กันจะส่งเมลหากันบ่อยกว่าคนที่นั่งห่างกันถึง 4 เท่า และทำโปรเจ็คเสร็จเร็วกว่าถึง 32%

—–

Share Vulnerability

วิธีดูว่าวันนี้เรามีวันทำงานที่ดีหรือไม่ – ถ้าเราขอความช่วยเหลือ 10 ครั้ง แสดงว่าวันนี้โอเค ถ้าวันนี้เราทำทุกอย่างเองคนเดียว แสดงว่าหายนะอาจมาเยือนในไม่ช้า

คำถามชุด A กับ B ต่างกันอย่างไร?

ชุดคำถาม A
– ของขวัญที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับคืออะไร?
– ลองเล่าถึงสัตว์เลี้ยงตัวล่าสุดที่คุณมีให้ฟังหน่อย?
– ตอนมัธยมปลายเรียนที่ไหน มันเป็นยังไงบ้าง?
– นักแสดงที่คุณชื่นชอบมีใครบ้าง?

ชุดคำถาม B
– ถ้าคุณมีแก้ววิเศษที่ตอบคุณได้ทุกอย่าง คุณจะถามอะไร?
– มีอะไรที่อยากจะทำมานานแล้วยังไม่ได้ทำบ้างมั้ย? ทำไมถึงยังไม่ได้ทำ?
– อะไรคือความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ?
– คุณร้องเพลงให้ตัวเองฟังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? แล้วร้องให้คนอื่นล่ะ?

คำถามสองชุดนี้ดูเผินๆ แล้วจะเหมือนกันคือเป็นคำถามที่ค่อนข้าง personal แต่จริงๆ แล้วคำถามชุด B นั้นตอบได้ยากกว่า เวลาคุณคิดจะตอบคำถามในชุด B หัวใจคุณอาจเต้นแรงขึ้น คุณอาจรู้สึกไม่แน่ใจ คุณอาจรู้สึกกังวลว่าจะเปิดเผยตัวตนของคุณมากเกินไป

คำถามชุด B จะสร้างความรู้สึกใกล้ชิดได้มากกว่าคำถามชุด A ถึง 24%

เรามักเชื่อว่าเราต้องสร้างความไว้วางใจก่อนเราถึงจะกล้าทำอะไรเสี่ยงๆ ได้ แต่ในบางทีการได้ทำอะไรเสี่ยงๆ ร่วมกันกันก่อนก็สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเช่นกัน

คำพูดที่สำคัญที่สุดที่ผู้นำจะพูดกับลูกน้องได้คือ “เรื่องนี้พี่พลาดเอง” (I screwed that up)

คนมักจะคิดว่าความกล้าหาญคือการถือปืนเดินเข้าหาข้าศึก แต่ความกล้าหาญที่แท้คือการมองเห็นความจริงและการพูดความจริงต่อกัน

ความรู้สึกใกล้ชิดกันนั้นมักจะเกิดแบบทันทีทันใด มันจะมี moment หนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าได้ยินและเข้าใจซึ่งกันและกัน และความสัมพันธ์หลังจากนั้นก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เวลาคุณถามอะไรไป คำตอบแรกที่ได้มักจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง คุณต้องฝึกที่จะหัดถามคำถามเดิมด้วยรูปประโยคที่ต่างออกไปหลายๆ รอบเพื่อเข้าใจว่าคนที่คุณคุยด้วยกำลังคิดอะไรอยู่

ก่อนเริ่มโปรเจค ควรจะให้ทีมตอบคำถามต่อไปนี้
1. อะไรคือผลลัพธ์ที่เรามุ่งหวัง?
2. อะไรคืออุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้
3. เราได้เรียนรู้อะไรจากโปรเจคที่คล้ายๆ กันมาแล้วบ้าง
4. อะไรที่จะทำให้เราทำสำเร็จในโปรเจคนี้

หลังจากจบโปรเจคแล้ว ควรจะถามคำถามต่อไปนี้
1. อะไรคือสิ่งที่เราหวังจะให้เกิด
2. สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คืออะไร
3. อะไรคือสาเหตุของผลลัพธ์เหล่านั้น
4. ครั้งหน้า อะไรคือสิ่งที่เราจะทำเหมือนเดิม
5. ครั้งหน้า อะไรคือสิ่งที่เราจะทำต่างออกไป

—–

Establish Purpose

แบบฝึกหัดที่เรียกว่า Mental Contrasting จะทำให้เรามีความเพียรพยายามมากขึ้นถึง 60% ในการบรรลุเป้าหมาย โดยมีสองขั้นตอนเท่านั้นคือ

1. คิดถึงเป้าหมายที่เป็นไปได้ และจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อเราบรรลุเป้าหมายนั้นแล้ว

2. จินตนาการถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง เช่นถ้าเราตั้งเป้าจะลดน้ำหนัก ให้คิดถึงสถานการณ์ที่เราได้กลิ่นคุกกี้และอดใจไม่ไหวจนหยิบขึ้นมากิน

Adam Grant เคยทำการทดลองกับ Call Center ของ University of Pennsylvania ที่ต้องโทร.ไปหาศิษย์เก่าเพื่อขอรับบริจาคทุนการศึกษา ตอนแรก call center นี้มี performance ต่ำมาก แต่พออดัมเอาจดหมายจากหนึ่งในนักเรียนทุนให้คนใน call center อ่าน ยอดการบริจาคก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขั้นต่อมา อดัมเลยพานักศึกษาที่ได้รับทุนมาพบกับพนักงาน call center แบบเห็นหน้า การพูดคุยใช้เวลาเพียง 5 นาทีเพื่อให้นักศึกษาได้บอกว่าเขามาจากไหน และทุนการศึกษานั้นสร้างความแตกต่างอย่างไรบ้าง ปรากฎว่าเดือนถัดมาจำนวนการโทร.หาศิษย์เก่าเพิ่มขึ้น 142% และยอดบริจาครายสัปดาห์เพิ่มขึ้น 172%

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Culture Code: The Secrets of Highly Successful Groups 

นิทานตัดไม้

20191025

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้งานในโรงงานแปรรูปไม้

เถ้าแก่ให้ขวานคมกริบแก่เขา 1 ด้าม และบอกถึงปริมาณงานตัดไม้ที่ต้องการ ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

ในวันแรก เขาโค่นต้นไม้ได้ถึง 18 ต้น

เถ้าแก่พอใจมาก “ไม่เลวนะ ทำให้ได้อย่างนี้ต่อไปนะ”

ได้ฟังอย่างนี้แล้วชายหนุ่มยิ่งมีกำลังใจเต็มเปี่ยม วันที่ 2 เขาขยันมากขึ้น แต่กลับโค่นไม้ได้เพียง 15 ต้น

วันที่ 3 เขาพยายามออกแรงทำงานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่เขากลับโค่นไม้ได้เพียง 10 ต้นเท่านั้น

ชายหนุ่มรู้สึกละอายใจ จึงเข้าไปขอโทษกับเถ้าแก่

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นครับเถ้าแก่ ทั้งๆ ที่ผมขยันกว่าเดิม แต่ผมกลับตัดไม้ได้น้อยลง”

“เธอลับขวานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?” เถ้าแก่ถาม

“ลับขวานเหรอครับ? ผมยุ่งกับการตัดไม้ทั้งวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปลับขวานล่ะครับ”

—–

ดัดแปลงจากนิทานคนงานโค่นต้นไม้ เว็บ chinese2u

อย่าเอาชนะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

20191021d

เป็นเรื่องปกติที่คนอยู่ใกล้กันย่อมมีการกระทบกระทั่ง

ที่ไม่ปกติคือเมื่อกระทบแล้วดันไปยึดติด

ฉันถูก-เธอผิด ฉันมีเหตุผล-เธอใช้แต่อารมณ์ ฉันเป็นคนโอเค-เธอมันใช้ไม่ได้

เมื่อเกิดความขัดแย้ง บางทีเราก็ลืมไปว่าเป้าหมายของเกมนี้ไม่ใช่การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการประคอง เป็นการรอมชอม เป็นการถนอมเพื่อให้เราสามารถเล่นเกมนี้ด้วยกันไปได้นานๆ

แต่เพราะตัวตนของเรานั้นใหญ่โต มันจึงกลายเป็นเส้นผมที่บังภูเขา เป็นกรรมที่บังตา ทำให้มองไม่เห็นว่าอะไรที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง

“I regretted the time I wasted on things that did not matter with people that matter. ”
-Ric Elias

กับคนสำคัญ อย่าเอาชนะกันในเรื่องที่ไม่สำคัญเลยนะครับ

อะไรคือสิ่งที่น่าจะสร้างปัญหาให้เราได้มากที่สุด

20191021

ความปวดหัวและความวุ่นวายนั้น หลายครั้งก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้

ที่เราต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ ก็เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้ใส่ใจมันอย่างเพียงพอ

เราจึงควรจัดสรรเวลา เพื่อไตร่ตรองและประเมินความเสี่ยง ว่าในหนึ่งปีต่อจากนี้ มีอะไรบ้างที่น่าจะสร้างปัญหาให้เราได้มากที่สุด เราจะป้องกันมันได้อย่างไร หรือถ้ามันเกิดขึ้นแล้วเราจะจัดการอย่างไร

แน่นอน เราไม่สามารถทำนายอนาคตได้ครบถ้วน แต่เราควรฝึกคาดการณ์และเตรียมตัวให้พร้อมไว้เสมอ

เพื่อที่ว่าในวันที่อนาคตเดินทางมาถึง เราจะได้ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ และจะได้รับมือกับมันได้อย่างมีสติและมีวิชาครับ

อย่าใส่ปุ๋ยให้วัชพืช

20191021b

ความคิดที่ติดลบ คนที่ปล่อยพลังงานลบ กิจกรรมที่เป็นโทษ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นวัชพืชในชีวิต

นอกจากไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังมาแย่งทรัพยากรอันมีค่าจนเราไม่เหลือพื้นที่สำหรับปลูกพืชพันธุ์อื่นๆ

แต่เราก็ยังมิวายใส่ปุ๋ยให้วัชพืชเหล่านี้อยู่บ่อยๆ ด้วยการทำกิจกรรมที่ไม่มีประโยชน์ ด้วยการถกเถียงกับคนแปลกหน้าบนอินเตอร์เน็ต ด้วยการคิดบั่นทอนตัวเอง

แล้วจะไม่ให้วัชพืชเหล่านั้นเติบโตได้อย่างไร

มองให้ออกว่าเรากำลังใส่ปุ๋ยให้กับวัชพืชใดบ้าง เมื่อเจอแล้วก็หยุดให้ปุ๋ย หยุดรดน้ำ หยุดพรวนดินให้มัน

จะได้ใช้แรงและทรัพยากรที่เรามีอย่างจำกัดไปกับผลหมากรากไม้ที่จะออกดอกออกผลให้เราได้เก็บกินในวันข้างหน้าครับ