เปลี่ยนช่องทีวี

20171031_channels

อารมณ์ของคนเราก็เหมือนทีวีที่มีหลายช่อง หลายรายการ

มีช่องการ์ตูน มีหนังผี มีหนังสงคราม มีรายการตลก มีรายการข่าวที่เต็มไปด้วยสาระ

แต่ละคนก็จะใช้เวลากับแต่ละช่องไม่เท่ากัน

บางคนอาจจะสาระมากหน่อย บางคนอาจจะตลกเยอะหน่อย

แต่ทุกคนสามารถเปลี่ยนอารมณ์ตัวเองได้ เหมือนที่เราเปลี่ยนช่องทีวีได้

ถ้าที่ทำงานเป็นหนังสงครามมาทั้งวันแล้ว กลับถึงบ้านก็อย่าลืมเปลี่ยนช่องเป็นรายการสัตว์โลกน่ารักนะครับ

เป้าหมายไม่ได้มีไว้เพื่อวันพรุ่งนี้

20171030_goals

จริงๆ แล้วมันเป็นคอนเซ็ปต์ที่เบสิคมาก แต่เรามักจะหลงลืมกันไป

ว่าเป้าหมายที่ดี ไม่ใช่เป้าหมายที่จะเปลี่ยนอนาคตของเรา

เป้าหมายที่ดี คือเป้าหมายที่เปลี่ยนเราในตอนนี้เลยต่างหาก

หากเราตั้งเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนักใน 1 เดือน เราก็ต้องเปลี่ยนการกินของเราในมื้อนี้เลย

หากเราตั้งเป้าหมายว่าจะได้เลื่อนขั้นภายในปีหน้า เราก็ต้องตั้งใจกับงานที่อยู่ตรงหน้าเรา ณ ตอนนี้เลย

หากเราตั้งเป้าหมายเสียยิ่งใหญ่และหรูหรา แต่การกระทำของเราวันนี้ไม่ได้มีอะไรต่างจากเมื่อวาน เป้าหมายนั้นก็ไร้ค่า

เพราะเป้าหมายไม่ได้มีไว้เพื่อวันพรุ่งนี้ แต่มีไว้เพื่อวันนี้ครับ

ถ้าอยากให้คนจดจำ

20171029_remember

จงทำในสิ่งที่เราไม่ต้องทำก็ได้

เดือนกันยายน พ.ศ.2537 หลังจากเรียนจบม.3 เทอมต้นที่เตรียมพัฒน์ ผมก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่เมืองเล็กๆ ชื่อเทมูก้า ประเทศนิวซีแลนด์ ทันเปิดเทอมสองของที่นั่นพอดี

วิชาที่ได้เรียนก็เช่นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศึกษา ฯลฯ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรืื่องบ้าง เพราะทักษะภาษาอังกฤษของผมยังอ่อนด้อยยิ่งนัก

เรียนไปได้ไม่ถึงสามเดือน ก็ต้องสอบไล่ประจำปี (ที่นิวซีแลนด์ ปีการศึกษาจะจบกลางเดือนธันวาคม) ที่สำคัญคือข้อสอบนั้นมีเนื้อหาของเทอมแรกที่ผมไม่ได้เรียนอยู่ด้วย

ปรากฎว่าผมสอบตกทุกวิชา ยกเว้นวิชาเลข

ที่นิวซีแลนด์ เวลาตรวจข้อสอบเสร็จ อาจารย์เขาจะแจกกระดาษคำตอบคืนให้นักเรียนด้วย เห็นแต่ละวิชาที่ได้ไม่กี่สิบคะแนนจากคะแนนเต็มร้อยก็ปวดใจไม่น้อย

วิชาสุดท้ายที่ผมได้คะแนนสอบคืนมาคือวิชาเศรษฐศาสตร์ (Economics) ซึ่งสอนโดยมิสเตอร์แชนนอน (Mr.Shannon) ถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะได้ประมาณสามสิบกว่าคะแนน

พอหมดชั่วโมงซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายของวัน แทนที่จะปล่อยให้ผมกลับบ้าน มิสเตอร์แชนนอนกลับบอกให้ผมอยู่ต่อ

หลังจากนักเรียนทุกคนออกจากห้องไปหมดแล้ว มิสเตอร์แชนนอนก็เดินมานั่งลงข้างๆ ผม แล้วชมว่า “You’ve done well, young man”

ในขณะที่ผมกำลังงงว่าหูฝาดไปรึเปล่า มิสเตอร์แชนนอนก็เปิดข้อสอบขึ้นมาให้ดูอีกครั้ง ชี้ไปที่กระดาษคำตอบของผม และอธิบายให้ฟังทีละข้อว่า ตรงไหนที่ผมทำถูก ตรงไหนที่ผมทำเกือบถูก หรือถ้ามีจุดที่ผมทำพลาดมันเกิดจากอะไร

มิสเตอร์แชนนอนใช้เวลากับผมร่วมครึ่งชั่วโมง เมื่อทบทวนคำถามข้อสุดท้ายเสร็จ เขาก็ทิ้งทวนว่า มาอยู่สามเดือนทำได้ขนาดนี้ถือว่าดีมากๆ แล้ว ไอมั่นใจว่าปีหน้ายูจะทำคะแนนได้ดีแน่นอน

ลองนึกภาพห้องเรียนที่มีเพียงอาจารย์ฝรั่งตัวโตคนหนึ่งใช้เวลาหลังเลิกเรียนนั่งอยู่กับเด็กตัวเล็กๆ จากแดนไกลเพื่อดึงความมั่นใจและความเคารพตัวเองของเด็กคนนั้นกลับคืนมา มันจะมีความหมายแค่ไหน?

ก็มีความหมายขนาดที่ว่า แม้เวลาจะผ่านไป 23 ปีแล้วผมยังจำภาพในวันนั้นได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

และต่อให้เวลาผ่านไปอีกซักกี่สิบปี ผมก็มั่นใจว่าจะยังจำเหตุการณ์นี้ได้แน่นอน และคงจะเล่าให้ลูกให้หลานฟังด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเพราะอาจารย์คนหนึ่งได้ลงมือทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องทำก็ได้

—–

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 บริษัทรอยเตอร์ซอฟท์แวร์ประเทศไทยกำลังจะมีอายุครบ 10 ปี

ผมคิดถึง “ฟิลลิป” และ “สจ๊วต” สองผู้บริหารระดับสูง ที่แม้ตัวจะอยู่ที่อเมริกาและอังกฤษ แต่ก็มีลูกทีมอยู่ในเมืองไทยร่วมพันคน

ผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าในงานเลี้ยงครบรอบ 10 ปี พนักงานไทยได้รับข้อความแสดงความยินดีจากสองคนนี้ก็น่าจะเป็น “เซอร์ไพรส์” ที่ดี

ผมเลยส่งเมลหา “เมลินดา” ซึ่งเป็น Communication Manager ที่ดูแลแผนกของฟิลลิปและสจ๊วต ถามว่าพอจะเป็นไปได้มั้ยที่เธอจะช่วยขอให้ทั้งสองช่วยพูดอะไรซักหน่อย เอาแค่ง่ายๆ สั้นๆ แล้วใช้มือถือถ่ายส่งมาให้ก็พอแล้ว

ปรากฎว่าเมลินดาลงทุนประสานงานหาทีมถ่ายวีดีโอมืออาชีพ จัดหางบประมาณสำหรับการถ่ายทำและตัดต่อวีดีโอมาให้ เขียนสคริปต์เป็นเรื่องเป็นราว แถมยังกำกับฟิลลิปและสจ๊วตด้วยตัวเธอเองอีกต่างหาก และวีดีโอนั้นก็ได้ถูกเปิดในงานเลี้ยงครบรอบตามที่ตั้งใจไว้

ผ่านไป 5 ปีแล้ว ทั้งผมและเมลินดาต่างก็ออกจากรอยเตอร์มาซักพักแล้ว แต่ผมก็ยังจำการทำเกินหน้าที่และเกินคำขอของเมลินดามาได้จนถึงวันนี้

—–

วันนี้ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2560 เป็นวันสุดท้ายของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก

พระมหากษัตริย์ผู้ได้ทรงทำในสิ่งที่ท่านไม่ต้องทำก็ได้มาตลอด 70 ปีแห่งการครองแผ่นดินโดยธรรม

และด้วยเหตุผลนี้ แม้พระองค์ท่านจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่ผมเชื่อว่าเรื่องราวของพระองค์จะยังคงถูกเล่าขานในโลกมนุษย์นี้ไปอีกนับร้อยนับพันปีครับ

ทำดี 1 หน่วย

20101028_onedee

มีค่ามากกว่าเจตนาดี 100 หน่วย

“The smallest deed is better than the greatest intention.”
-John Burroughs

ถ้าจะให้ผมสรุปรวบยอดความแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับคนที่ประสบความสำเร็จให้เหลือเพียงข้อเดียว ผมคงจะเลือกคำตอบที่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้นเขาคิดแล้วลงมือทำ

ส่วน “คนธรรมดา” อาจจะคิดมากกว่า และคิดได้มากกว่าคนที่ประสบความสำเร็จด้วยซ้ำ แต่เผอิญเขาไม่ได้ลงมือทำ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือข้ออ้างอะไรก็ตามแต่

ดังนั้น ถ้าอยากเป็นคนที่ดีขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น ก็อย่าเสียเวลากับการคิดให้มากเกินไป

ถ้ารู้ตัวว่าเจตนาดีแล้ว ก็ลงมือทำสิ่งเล็กๆ ไปก่อนเลย แล้วการกระทำเล็กๆ นั้นมันจะค่อยๆ ทบต้นและสร้างแรงผลักดัน ให้เราทำสิ่งที่ใหญ่กว่านี้ได้เองครับ

นิทานชายผู้เคลื่อนย้ายภูผา

20171027_mountainman

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

“มานจิ” เป็นชายยากจนคนหนึ่งจากหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอคยา*

ทุกๆ วันมานจิจะไปทำงานเป็นกรรมกรเหมืองแร่ในหุบเขา และทุกๆ วัน ภรรยาของมานจิจะทำกับข้าว และเดินเลาะภูเขาที่เต็มไปด้วยหินและกรวดเพื่อนำข้าวเที่ยงไปส่งให้มานจิ

สายวันหนึ่ง ขณะที่ภรรยาของมานจิกำลังนำอาหารไปให้สามีดังเช่นทุกวัน ภรรยาของมานจิก็ก้าวพลาดและล้มคะมำตกเขา แม้จะไม่เสียชีวิตทันทีแต่ก็บาดเจ็บสาหัส

หมู่บ้านที่มานจิอยู่ไม่มีสถานพยาบาล หมอที่ใกล้ที่สุดอยู่ในเมืองที่ห่างจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก แต่เพราะว่ามีภูเขาลูกใหญ่คั่นกลางอยู่ ทางอ้อมภูเขาที่จะพาไปถึงเมืองข้างๆ จึงมีระยะทางถึง 55 กิโลเมตร

โชคร้าย ภรรยาของมานจิไปถึงมือหมอไม่ทัน จึงเสียชีวิตระหว่างทาง

ในค่ำวันนั้นเอง มานจิผู้โศกเศร้าก็หยิบค้อนและสิ่วเดินออกไปที่ภูเขาลูกนั้น

แล้วเขาก็เริ่มตอก และกระเทาะหินก้อนแรกออกจากภูผาที่ตั้งตระหง่าน

มานจิสัญญากับตัวเองและภรรยาว่า เขาจะเอาชนะภูเขาลูกนี้ เพื่อคนอื่นจะได้ไม่ต้องมาเจอกับความสูญเสียอย่างนี้อีก

คนในหมู่บ้านพยายามเตือนมานจิว่าเขากำลังทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อยังเห็นมานจิเอาค้อนและสิ่วมานั่งขุดอยู่ที่ภูเขาลูกเดิมทุกวัน จึงได้ข้อสรุปว่ามานจิคงสติแตกไปแล้ว

แต่มานจิก็ยังไม่หยุดขุด ยังไม่หยุดกระเทาะหินด้วยค้อน สิ่ว และสองมือที่เขามี

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี

…จากหนึ่งปี เป็น 22 ปี

สุดท้ายมานจิก็ “ตัดภูเขา” ได้จริงๆ

ภูเขาที่มานจิตัดมีความกว้าง 9 เมตร สูง 8 เมตร ลึก 110 เมตร

เส้นทางใหม่นี้ ร่นระยะห่างระหว่างหมู่บ้านกับเมืองจาก 55 กิโลเมตรให้เหลือเพียง 15 กิโลเมตร

พลานุภาพของคนที่มีความเพียรอันบริสุทธิ์นั้นช่างยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจาก Quora: Lukas Schwekendiek’s answer to What is the most extreme example of human willpower and discipline?

* อำเภอเดียวกับพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

ใครๆ ก็ชื่นชมดอกกุหลาบ

20171024_dubai

แต่จะมีซักกี่คนที่ชื่นชมใบกุหลาบ

การรักสิ่งที่งดงามนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

แต่การรักความธรรมดาได้นั้นเป็นเรื่องงดงาม

“Anyone can love a rose, but it takes a lot to love a leaf. It’s ordinary to love the beautiful, but it’s beautiful to love the ordinary.”
-Anonymous

คนหน้าตาดีมักมีภาษีสูงกว่าคนอื่น ทำอะไรคนก็เอ็นดู พูดอะไรคนก็คล้อยตามได้ง่าย ชีวิตของคนหน้าตาดีจึงมักจะราบรื่นกว่าคนขี้เหร่

แต่ในความโชคดีนั้นก็มีความโชคร้ายซ่อนอยู่

ยิ่งเป็นคนที่หน้าตาดีมากเท่าไหร่ ความจำเป็นที่จะต้องมีนิสัยดีก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าถึงจะเอาแต่ใจหรือทำตัวแย่ยังไงก็ต้องมีคนง้อเรา

ถ้าคนหน้าตาดีคนนั้นไม่ได้ปรับปรุงนิสัยให้ดีขึ้นเสียบ้าง ถึงวันหนึ่งอาจจะตกที่นั่งลำบากก็ได้

เพราะมนุษย์ปรับตัวเก่งมาก ต่อให้สวยหล่อแค่ไหนแต่ถ้าเห็นหน้าทุกวันก็จะกลายเป็นรู้สึกเฉยๆ ความงามทางกายภาพจะเริ่มมีบทบาทน้อยกว่าความงามจากข้างใน

นี่อาจเป็นเหตุผลที่คนหน้าตาดีไม่น้อยล้มเหลวในความสัมพันธ์ เพราะข้างในของเขาไม่ได้สวยงามเท่าข้างนอก

ถ้าหน้าตาเป็นเหมือนดอกกุหลาบ นิสัยก็เป็นเหมือนใบกุหลาบ

ดอกกุหลาบจะเป็นตัวดึงดูดความสนใจ แต่ใบกุหลาบคือตัวชี้วัดว่ากุหลาบนี้จะงามได้อย่างยั่งยืนแค่ไหน

จะคบกับใคร อย่าลืมดูใบด้วยนะครับ

วิจารณ์ได้ไม่ว่า

20171026_criticize

แต่สุดท้ายแล้วขอให้ได้ลงมือช่วยมากกว่าวิจารณ์ก็แล้วกัน

“At the end of my life, I want to be able to say I contributed more than I criticized.”
― Brené Brown

ทำไมเราถึงเป็นนักวิจารณ์มากกว่านักลงมือทำ?

หนึ่ง เพราะการวิจารณ์มันง่าย ทำได้ทันที

สอง เพราะเราเชื่อว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่คนอื่นต้องแก้ให้เรา

สาม เพราะเราเชื่อว่าปัญหานี้เราไม่มีปัญญาที่จะทำอะไรเองได้

ยิ่งวิจารณ์มากเท่าไหร่ เราจึงยิ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นคนมักง่าย โยนปัญหา และตีค่าตัวเองต่ำมากขึ้นเท่านั้น

Seth Godin เคยพูดไว้ว่า “You are more powerful than you think. Act accordingly.” – คุณมีพลังกว่าที่คุณคิด ดังนั้นจงใช้มันให้คุ้มค่าเถิด

อินเตอร์เน็ตทำให้การวิจารณ์ง่ายขึ้นก็จริง แต่ก็ทำให้การลงมือทำง่ายขึ้นด้วย

วิจารณ์ได้ บ่นได้ครับ ไม่เป็นไร เพราะบางทีมันก็เหลืออดจริงๆ

แต่ถ้าวิจารณ์เสร็จแล้วก็ปิดคอมเข้านอน พรุ่งนี้คุณก็ต้องตื่นมาเจอปัญหาเดิมอยู่ดี แล้วก็มานั่งหงุดหงิดว่าทำไมไม่มีใครมาแก้ปัญหาให้เราซักที

ถือเป็นวงจรชีวิตที่น่าเศร้านะครับ

เพราะเรากำลังปล่อยให้ชะตากรรมของเราตกอยู่ในมือของคนอื่น ซึ่งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร และเห็นความสำคัญของปัญหานี้บ้างรึเปล่า

ไม่มีใครแคร์ปัญหาที่เราเจอเท่าตัวเราเองแล้ว ถ้าอยากแก้มันจริงๆ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเองครับ

ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!

20101023_trafficjam

ในเช้าวันทำงาน ใครที่ต้องเข้าเมืองโดยใช้ทางด่วนพระราม 9 (ทางพิเศษศรีรัชหรือทางด่วนขั้นที่ 2) จะเข้าใจดีว่ารถติดสาหัสแค่ไหน

ด่านหลักๆ จะมีอยู่สองด่าน คือด่าน 25 บาท ซึ่งอยู่ก่อนถึงพระราม 9 ตัดกับรามคำแหง และอีกด่านคือ 50 บาท ซึ่งอยู่แถวๆ แยกอสมท.

รถจะติดเป็นกิโลตั้งแต่ก่อนถึงด่าน 25 บาท และถ้าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ พอจ่ายเงินด่าน 25 บาทมาแล้วก็จะเจอรถติดต่อเลย บางทีต้องใช้เวลาร่วม 45 นาทีกว่าจะวิ่งจากด่าน 25 บาทไปถึงด่าน 50 บาท ทั้งๆ ที่ระยะทางระหว่างสองด่านนี้แค่ประมาณ 4 กิโลเมตรเท่านั้น แสดงว่ารถของเราวิ่งได้เร็วกว่าเดินแค่นิดเดียว!

ทางด่วนนั้นมี 3 เลน แต่ก็จะมีรถวิ่งตามไหล่ทางด้วย เลยกลายเป็น 4 เลน พออีกประมาณ 50 เมตรจะถึงด่าน 50 บาทก็จะขยายเป็น 9 เลน โดย 6 เลนซ้ายเป็นด่านเก็บเงินสด ส่วน 3 เลนขวาเป็นด่าน Easy Pass

คนที่หันมาใช้ Easy Pass ก็ชีวิตดีขึ้นนิดหน่อยเพราะสามารถวิ่งเข้าด่าน Easy Pass ได้ฉลุย แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อวิ่งมาถึง 50 เมตรสุดท้ายตรงจุดที่ทางด่วนขยายจาก 4 เลนเป็น 9 เลนแล้ว อีก 3.95 กิโลเมตรก่อนหน้านี้ก็ต้องรถติดไปพร้อมกับรถที่ใช้เงินสดคันอื่นๆ

คนจำนวนไม่น้อยจึงไม่ใช้ Easy Pass เพราะใช้ไปก็รถติดอยู่ดี แถมคนอีกจำนวนหนึ่งก็เลือกที่จะวิ่งด้านล่าง เพราะใช้เวลาพอๆ กันโดยไม่ต้องเสียเงิน

ผมเลยคิดว่า ถ้าเราทำให้คนหันมาใช้ Easy Pass มากพอจนไม่มีรถติดสะสมตรงหน้าด่านแล้ว การเดินทางน่าจะเร็วขึ้นเยอะมาก และชีวิตคนกรุงที่อยู่ละแวกนี้จะดีขึ้นอย่างมหาศาล

ผมไม่ได้เข้าไปศึกษาตัวเลขของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (ซึ่งเป็นเจ้าของทางด่วนพระราม 9) แต่ลองคำนวณโดยใช้การตั้งสมมติฐานและเช็คผลลัพธ์ว่าสอดคล้องกับประสบการณ์จริงเป็นหลัก

ข้อสรุปที่ได้มีตามนี้ครับ http://bit.ly/bkkexpressway

ในชั่วโมงเร่งด่วน 3 ชั่วโมง (6:30-9:30)

มีรถวิ่งผ่านด่าน 50 บาททั้งหมด 12,960 คัน
จ่ายด้วย Easy Pass 4,860 คัน
จ่ายด้วยเงินสด 8,100 คัน

อัตราการระบายรถของด่าน 50 บาท คือ 4,320 คันต่อชั่วโมง

แต่รถที่วิ่งเข้ามาจริงๆ คือประมาณ 6,000 คันต่อชั่วโมง

จึงเป็นเหตุผลให้มีรถติดสะสมเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 6,000-4,320 = 1,680 คัน

ด้วยอัตรานี้ ภายในเวลา 2 ชั่วโมง รถติดสะสมจะกินพื้นผิวถนนทั้งหมดระหว่างด่าน 50 บาทและด่าน 25 บาท (ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ตรงที่พอพ้นด่าน 25 บาทแล้วก็จะเจอรถติดทันที)

วิธีแก้ก็คือ ต้องทำให้รถที่จ่ายด้วยเงินสด หันมาใช้ Easy Pass เพิ่มขึ้น 3,000 คัน

จ่ายด้วย Easy Pass 4,860+3000 = 7,860 คัน
จ่ายด้วยเงินสด 8,100-3,000 = 5,100 คัน

ด้วยสัดส่วนใหม่นี้ จะทำให้อัตราการระบายรถของด่าน 50 บาท เพิ่มเป็น 6,861 คันต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่ารถที่วิ่งเข้ามาจริงๆ 6,000 คันต่อชั่วโมง จึงทำให้ไม่มีรถติดสะสมหน้าด่าน 50 บาท

เมื่อไม่มีรถติดสะสม รถจึงสามารถวิ่งได้ที่ความเร็วปกติคือ 60 ก.ม.ต่อชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 4 นาทีในการเดินทางระหว่างด่าน 25 บาทกับด่าน 50 บาท

ซึ่งนั่นหมายความว่า คนขับรถแต่ละคนจะประหยัดเวลาเดินทางได้ตั้งแต่ 20-40 นาทีเลยทีเดียว

ถ้าคนหนึ่งคนประหยัดเวลาได้ 20 นาทีต่อวันทำงานหนึ่งวัน นั่นแสดงว่าเขาจะประหยัดเวลาได้มากถึง 83 ชั่วโมงต่อปี

คนเราทำงานเดือนละ 40 ชั่วโมง x 4 สัปดาห์ = 160 ชั่วโมง หากคนที่ขับรถขึ้นทางด่วนมีเงินเดือน 16,000 บาท 1 ชั่วโมงของเขาจะมีค่า 100 บาท เวลา 83 ชั่วโมงที่เขาประหยัดไปจึงจะมีมูลค่า 8,300 บาทต่อปี และยิ่งมีค่ามากกว่านี้หากเงินเดือนเขาสูงกว่า 16,000 บาท

หากคิดในเชิงผลประโยชน์มวลรวม ในช่วง 3 ชั่วโมงเร่งด่วน จะมีคนต้องผ่านทางนี้อย่างน้อย 18,000 คน ถ้าคนหนึ่งคนประหยัดเวลาได้ 20 นาที นั่นคือ 6,000 ชั่วโมงซึ่งมีมูลค่าถึง 600,000 บาทต่อวัน หรือ 150 ล้านบาทต่อปี

ทำยังไงถึงจะทำให้รถที่จ่ายเงินสดหันมาใช้ Easy Pass ซัก 3,000 คัน?

ผมคิดแคมเปญได้สองแบบ

1.โปรโมชั่นคนสมัครใหม่ 3,000 คนแรก เติมเงิน 500 บาท ทางด่วนจะสมทบให้ 500 บาท

ธรรมดาเวลาสมัคร Easy Pass เราต้องเติมเงินทันที 1000 บาท แต่ถ้าเราลดการเติมเงินให้เหลือเพียง 500 บาท แล้วทางด่วนออกให้อีก 500 บาท ก็น่าจะมีคนสนใจสมัครกันเยอะ

วิธีนี้นี้เรียบง่าย ใช้เงินไม่เยอะ แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่าง หนึ่งคือทางด่วนต้องควักเงินออกไปก่อน 500 x 3,000 = 1,500,000 บาท สองคือลูกค้าเก่าอาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ สามคือคนที่อยู่ในพื้นที่อื่นอาจมา “สวมสิทธิ์” ก็ได้เพราะได้เงิน 500 บาทเห็นๆ

ผมก็เลยคิดออกอีกวิธีหนึ่ง

2. ออกแคมเปญ “ใช้ Easy Pass ขึ้นทางด่วนพระราม 9 ช่วง 6:30-9:30 ฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2561”

ในเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์รัฐบาลก็มักประกาศให้คนขึ้นทางด่วนและมอเตอร์เวย์ฟรีอยู่แล้ว เราจะใช้ไอเดียที่คล้ายคลึงกันมาดึงให้คนหันมาใช้ Easy Pass ได้รึเปล่า?

โดยเราประชาสัมพันธ์เนิ่นๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคมเลยก็ได้ เดือนมกราคมก็จะได้คนสมัคร Easy Pass เพิ่ม พอเดือนกุมภาพันธ์ เราก็ให้คนที่มี Easy Pass ใช้ทางด่วนฟรี (ด่าน 50 บาทขาเข้าช่วง 6:30-9:30) กันถ้วนหน้า

ส่วนใครยังยินดีจะจ่ายเงินสดก็แสดงว่าเขาเสียสิทธิ์ที่จะประหยัดเงินไป 900 บาท (50 บาท x 18 วันทำงาน)

ด้วยแคมเปญนี้ ทุกคนที่ใช้ Easy Pass จะได้สิทธิ์เท่าเทียมกันหมด วิธีคุมก็ง่ายคือตั้งให้ด่าน Easy Pass 50 บาทนี้ไม่คิดเงินในช่วงเวลา 6:30-9:30 ของวันทำงาน ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ไม่มีแรงจูงใจที่จะมาสวมสิทธิ์เหมือนวิธีแรก

การทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไป 900 บาท x 7,860 คัน = 7.1 ล้านบาท ดูเหมือนจะเยอะ แต่รายได้ปีที่แล้วของการทางพิเศษคือ 13,500 ล้านบาท และปีนี้น่าจะแตะ 15,000 ล้านบาท รายได้ที่หายไปจึงเป็นเพียง 0.05% เท่านั้น

แถมการทางพิเศษจะได้ประโยชน์อีก 3 ทาง

1. รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรถที่เคยวิ่งแต่ทางธรรมดาที่หันมาขึ้นทางด่วน เพราะทางด่วนเร็วกว่าจริงๆ

สมมติว่าแคมเปญนี้ ทำให้คนที่เคยวิ่งแต่ข้างล่างหันมาขึ้นทางด่วนเพิ่มขึ้นซัก 1,000 คัน การทางพิเศษก็จะถอนทุนคืนได้ภายในเวลาเพียง 5 เดือน

2. ราคาหุ้นที่ขึ้นเพราะมีความสามารถในการรับลูกค้าและทำกำไรมากกว่าเดิม บวกกับภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นเพราะได้ออกแรงช่วยแก้ปัญหารถติด

3. การเจรจาขอความสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะเรากำลังช่วยเพิ่มผลิตภาพเป็นมูลค่าถึง 600,000 บาทต่อวันหรือ 150 ล้านบาทต่อปี (คิดเฉพาะวันทำงาน)

จะทำยังไงให้คนเปลี่ยนใจมาใช้ Easy Pass ถึง 3,000 คน?

ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ยังยินดีจ่ายเงินสดอยู่มีเหตุผลอะไรบ้าง แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะประมาณนี้

1. ไม่อยากจ่ายค่ามัดจำบัตร Easy Pass
2. กลัวทำ Easy Pass เสียหายแล้วต้องชดใช้
3. กลัวจะโดนทุบรถเอา Easy Pass ไป
4. กลัวเครื่องหักเงินผิด
5. Sensor ตรงด่านบางทีก็ไม่ทำงาน
6. สมัครลำบาก
7. ใช้ Easy Pass ไปก็ต้องเจอรถติดเหมือนเดิมอยู่ดี

ขอตอบ 5 ข้อแรกรวมๆ แล้วกันครับว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่เก็บค่ามัดจำบัตรแล้ว ส่วนเรื่องถ้าบัตรพังแล้วจะโดนปรับนั้นก็โอกาสน้อยมากๆ ผมใช้มา 3 ปีแล้วยังไม่เจอปัญหาเลย และถึงจะมีปัญหาที่เกิดจากการใช้งานปกติก็ไม่โดนปรับครับ 

ผมยังไม่เคยได้ยินว่าใครโดนทุบรถขโมย Easy Pass เรื่องคิดเงินผิดผมก็ยังไม่เคยเจอ และถ้าไม่สบายใจจริงๆ เราก็สามารถขอให้เขาส่งรายงานการหักเงินมาให้เราตรวจได้ ส่วนปัญหา Sensor ไม่ทำงานนั้น ใช้ 100 ครั้งอาจจะเกิดขึ้นซัก 2-3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ก็มาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

แต่ละวันมีคนใช้ Easy Pass เกิน 6 แสนเที่ยว ถ้าของมันแย่อย่างที่กลัวคงไม่มีคนใช้เยอะขนาดนี้ครับ

ผมขอตอบสองข้อสุดท้ายโดยละเอียด

สมัคร Easy Pass ลำบาก
อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะจะสมัครได้ต้องไปสมัครบนทางด่วน ซึ่งเราจะมีโอกาสผ่านมาทางนี้จริงๆ ก็เฉพาะวันทำงานเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป

แต่ถ้าการทางพิเศษมีสิ่งจูงใจเช่นขึ้นทางด่วนฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยน่าจะรู้สึกอยากสมัคร Easy Pass ขึ้นมาบ้าง คราวนี้เราก็แค่ทำให้การสมัครมันง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

เราสามารถประชาสัมพันธ์ง่ายๆ ด้วยการแจกใบปลิวตรงด่านเก็บเงินสด ชักชวนให้คนสมัคร Easy Pass เพื่อรับสิทธิพิเศษขึ้นทางด่วนฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ โดยบนใบปลิวมี QR Code แปะไว้ด้วย

พอสแกน QR Code (ใช้โปรแกรม LINE เหมือนตอนเพิ่มเพื่อน) มันก็จะพาเราไปที่ใบสมัครที่เราอาจใช้ Google Forms สร้างขึ้นมาฟรีๆ หน้าตาประมาณนี้

https://goo.gl/vvMrP2

เมื่อเรากรอกเรียบร้อยแล้ว ก่อนวันนัดหมายสองวันก็จะมีอีเมลแจ้งเตือนให้มารับ Easy Pass

จุดรับ Easy Pass ก็อาจจะเป็นสถานที่อย่าง The Nine หรือ Homepro พระราม 9 โดยเปิดให้บริการเฉพาะกิจวันเสาร์-อาทิตย์ตลอดเดือนมกราคมรวมเป็นเวลา 8 วัน หากวันหนึ่งรับสมัครได้ 400 คน ก็จะรับคนได้เพิ่มถึง 3200 คน

ขั้นตอนก็ควรจะง่ายดาย เพียงนำบัตรประชาชนพร้อมสำเนามาแสดง เมื่อเช็คว่าข้อมูลที่ได้กรอกเอาไว้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ก็ชำระเงินและรับบัตร Easy Pass ไปได้เลย กระบวนการทั้งหมดน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที

ถ้าคนสมัคร Easy Pass ไม่ครบ 3000 คน รถก็ติดเหมือนเดิมอยู่ดี
ใช่ครับ ถ้าคนเปลี่ยนไปใช้ Easy Pass แค่ไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยคน สถานการณ์ย่อมไม่มีอะไรดีขึ้นมา

คำถามคือคุณจะเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

เพียง 3,000 คนเปลี่ยนมาใช้ Easy Pass ชีวิตคนอีก 18,000 คนจะดีขึ้นทันที ประหยัดเวลามวลรวมได้ 6,000 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1,500,000 ชั่วโมงต่อปี

ถ้าคุณยังจำความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ซักอย่างในเดือนตุลาคมนี้ ผมคิดว่าการหันมาใช้ Easy Pass เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าการทางพิเศษจะออกแคมเปญอย่างที่ผมเสนอไปหรือไม่อาจไม่ใช่สาระสำคัญ ถ้าคิดแล้วว่าดีมีประโยชน์ ก็สามารถเดินหน้าได้เลย

จะช้าจะเร็ว คนก็คงค่อยๆ หันมาใช้ Easy Pass อยู่แล้ว เหมือนที่เราเปลี่ยนจาก Blackberry มาใช้ Smartphone หรือเปลี่ยนจาก Whatsapp มาใช้ LINE เพียงแต่ถ้าเราปล่อยไปตามธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลาอีก 5 ปี แต่ถ้าเราใส่ใจและช่วยกันออกแรงซักนิด อาจใช้เวลาเพียง 5 เดือนก็ได้

แน่นอน ขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าคือคำตอบระยะยาว เหตุผลที่เขียนบล็อกนี้ขึ้นมาจึงไม่ใช่เพื่อสนับสนุนให้คนใช้รถยนต์ แค่ต้องการจะตอบคำถามที่ว่า มีอะไรที่ผมพอจะทำได้ ณ ตอนนี้ เพื่อช่วยให้ชีวิตเพื่อนร่วมชาติรวมถึงชีวิตของตัวเองดีขึ้น

ด้วยการเขียนบล็อกนี้ ผมเชื่อว่าผมได้ทำหน้าที่ของผมแล้ว

คราวนี้ก็ถึงตาคุณแล้วครับ


ร่วมลงชื่อรณรงค์ให้คนหันมาใช้ Easy Pass ผ่าน Change.org:  https://goo.gl/Cgqfrg

ขอบคุณภาพจาก Bo Pimmanont on Twitter

สิ่งที่อาจมีประโยชน์กว่า Passion

20101021_passion

คือความอดทนรอให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน

Patience and time do more than strength or passion.
-Jean de La Fontaine

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็นิยมจุดไฟให้ลุกโชนด้วยการค้นหา passion ของตัวเองให้เจอ

จนคนที่ไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไรก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเราผิดปกติรึเปล่า

Passion มันดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังอยากลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่

แต่ยิ่ง passion ร้อนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสจะมอดเร็วขึ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนไฟที่ยิ่งลุกโชนก็ยิ่งทำให้ฟืนหมดเร็ว

บางทีการมี passion ที่ไม่ร้อนแรงอาจเป็นคุณมากกว่า (ชื่อเล่นของมันคือ curiosity – ความสนใจ) เพราะมันอาจมากพอให้เราเริ่มทำอะไรซักอย่าง และน้อยพอที่เราจะไม่คาดหวังอะไรมากนัก

พอไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง พอไม่ผิดหวัง ก็เลยยังมีแรงทำต่อ

พอทำอย่างสม่ำเสมอ และใจเย็นพอที่จะรอให้การกระทำผลิดอกออกผล ก็เลยสำเร็จครับ

นิทานใบชา

20171020_tealeaves

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายหนุ่มที่พบกับความผิดหวังคนหนึ่งมาที่วัด พบกับพระอาจารย์แล้วเล่าระบายทุกข์ให้ฟังว่า

“เฉกเช่นคนอย่างข้าพเจ้าซึ่งผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า มีชีวิตก็เพียงแค่อยู่ไปวันๆ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

พระอาจารย์นั่งนิ่งอย่างสงบและสำรวม ฟังชายหนุ่มคนนั้นรำพึงรำพันและทอดถอนใจ ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่สั่งพระที่เป็นอุปัฏฐากว่า

“ประสกท่านนี้เดินทางมาแต่ไกล ไปหาน้ำอุ่นมาสักกาซิ”

เมื่อพระนั้นยกกาน้ำอุ่นมาให้ พระอาจารย์จึงหยิบใบชามาใส่ไว้ในแก้ว แล้วรินน้ำอุ่นลงในแก้ว พลางยื่นแก้วนั้นให้กับชายหนุ่ม แล้วพูดว่า

“ประสก เชิญดื่มชาก่อน”

ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองแก้วชานั้น เห็นไอความร้อนลอยอ้อยอิ่งออกมาเล็กน้อย มีใบชาลอยขึ้นมาอยู่นิ่งๆ

ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างๆไม่เข้าใจว่า “ทำไมวัดนี้ถึงใช้น้ำอุ่นชงชา?”

พระอาจารย์ไม่พูดอะไร เพียงแต่แสดงทีท่าว่า “ดื่มชาก่อนเถอะ”

ชายหนุ่มนั้นจึงจำใจยกชาขึ้นมาจิบไปสองสามครั้ง

พระอาจารย์ถามว่า “ชานี้คงจะหอมซินะ”

ชายหนุ่มนั้นจึงค่อยๆ ยกชาขึ้นมาจิบเพื่อลิ้มรสอย่างช้าๆ พลางส่ายหัวพูดว่า

“นี่เป็นชาอะไรครับ ความหอมสักนิดก็ไม่มี”

พระอาจารย์ยิ้มพลางและพูดว่า

“นี่เป็นใบชาชื่อดังที่ชื่อว่ากวนอิมเหล็ก ทำไมถึงไม่หอมล่ะ”

ชายหนุ่มนั้นเมื่อได้ฟังว่าเป็นใบชารสเลิศที่ชื่อกวนอิมเหล็กก็รีบยกแก้วขึ้นมาแล้วใช้ลมเป่าเศษใบชาที่ลอยอยู่ออก แล้วค่อยๆ จิบเพื่อลิ้มรสชาติใหม่ แล้ววางแก้วลงพลางยืนยันอีกว่า

“ไม่มีกลิ่นชาแม้แต่สักนิดจริงๆ”

พระอาจารย์จึงสั่งพระอีกรูปหนึ่ง ให้เอาน้ำเดือดมาอีกกา

เมื่อกาน้ำร้อนมาแล้ว พระอาจารย์จึงหยิบใบชาใส่ลงในแก้วอีกใบหนึ่ง เติมน้ำร้อนลงไป แล้วยกไปวางไว้ข้างหน้าชายหนุ่ม ชายหนุ่มนั้นก้มหน้ามองไปที่แก้วน้ำใบนั้น ก็เห็นใบชาในแก้วลอยขึ้นลง ไปตามแรงวนของใบชา แล้วสักครู่ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาลอยขึ้นมาแตะจมูก ชายหนุ่มนั้นเผลอยกขึ้นมาสูดกลิ่น

พระอาจารย์พูดขึ้นมาว่า “ช้าก่อน พ่อหนุ่ม”

พลางเติมน้ำร้อนลงในแก้วเพิ่มขึ้นอีก ชายหนุ่มนั้นก้มหน้าลงมองแก้วน้ำ ก็เห็นใบชาเหล่านั้นลอยขึ้นและจมลงหมุนวนคละไปทั่ว พร้อมกับได้กลิ่นหอมอ่อนของใบชาลอยอบอวลขึ้นมานอกแก้วชา พระอาจารย์เติมน้ำร้อนเพิ่มลงในแก้วอีกหลายครั้งจนน้ำเต็มแก้ว พลางถามว่า

“ประสก ทำไมใช้ใบชาชนิดเดียวกัน ทำไมกลิ่นชาถึงแตกต่างกัน?”

“ใบหนึ่งใช้น้ำอุ่นชง อีกใบหนึ่งใช้น้ำเดือดชง เพราะใช้น้ำที่แตกต่างกัน หนุ่มนั้นตอบ

“ใช้น้ำที่ต่างกัน การลอยของใบชาก็แตกต่างกัน ใบชาที่ใช้น้ำอุ่น ใบชาจะ ลอยเอื่อยๆ ไม่มีการลอยแล้วจม แล้วใบชาจะแผ่กระจายความหอมออกมาได้อย่างไร?

แต่ใบชาที่ชงกับน้ำเดือด ผ่านน้ำร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า ใบชาจมแล้วก็ลอย ลอยแล้วก็จม ลอยๆ จมๆ ใบชาก็จะแผ่ขจายกลิ่นหอมของฝนที่รับมาจากฤดูใบไม้ผลิ ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ได้ในฤดูร้อน ความเย็นสงบในหน้าหนาว

คนมากมายในโลกนี้ มีอะไรไม่เหมือนชาเล่า คนที่ไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ ไปเรื่อยๆ  ก็เหมือนกับใช้น้ำอุ่นชงชา ใบชาลอยไปเสมอกัน ไม่สามารถกลั่นเอาความหอมและปัญญาออกมาได้

และคนที่ต้องพบกับอุปสรรคและทุกข์ลำเค็ญอดมื้อกินมื้อ พบกับความโชคร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เหมือนใบชาที่ชงกับน้ำร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาผ่านวันเวลาฝ่าลมฝนพายุที่ขึ้นๆ ลงเสมอมา ทำให้ชีวิตของพวกเขาค่อยๆ กลั่นความหมาย สวนกระแสขึ้นมาเหมือนใบชา

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net รวมหลายเรื่องจากเวบไซต์ อกาลิโก