Asian U Always

20170731_asianualways

วันเสาร์ที่ผ่านมาผมไปร่วมงานศิษย์เก่าของ Asian U มาครับ

Asian U ย่อมาจาก Asian University (แต่ก่อนมีห้อยท้ายว่า of Science and Technology ด้วย) คือมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่บนทางหลวง 331 อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี

Asian U ถูกก่อตั้งโดยดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา (หรืออีกฉายาหนึ่งคือ “ดอกเตอร์วิป”) เปิดรับนักศึกษารุ่นแรกเมื่อปี พ.ศ.2541 เป็นนักศึกษาปริญญาตรี 20 คน และ MBA 25 คน

ในนักศึกษาปริญญาตรี เป็นเด็กคณะวิศวรรมศาสตร์ 10 คน และเด็กคณะบริหารธุรกิจ 10 คนเท่ากันพอดี

ผมเป็นหนึ่งในเด็กวิดวะ 10 คนนั้นครับ (รหัสนักศึกษา 4110411004)

สภาพการณ์ตอนที่เปิดมหาลัยนั้นไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เมืองไทยกำลังประสบวิกฤติต้มยำกุ้ง ตอนแรกที่ดร.วิปตั้งใจจะระดมทุนมาให้ได้ 1500 ล้านบาทเพื่อสร้างมหาลัยนี้จึงระดมได้เพียงครึ่งเดียว ทำให้มหาวิทยาลัยต้องรัดเข็มขัดกับหลายๆ เรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ดร.วิปไม่ยอมประหยัดเลยคือการจ้างครูดีๆ

ชีวิต 4 ปีที่นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของผม ผมอยู่ที่หอจึงมีเวลาได้ทำอะไรมากมาย ได้แต่งเพลงให้มหาวิทยาลัย ได้เป็นประธานนักศึกษา ได้จีบสาว ได้แชมป์มินิมาราธอน ได้ไปแข่งกีฬากับม.บูรพาและม.ธรรมศาตร์ ได้คุ้นเคยกับการเป็นมวยรอง (underdog) ได้ตั้งชมรมดูดาว ได้ทำวงดนตรี ได้เล่นเรือใบ ได้ไปฝึกงานสวิตเซอร์แลนด์ และได้สนิทกับเพื่อนและอาจารย์ทุกคน และได้สิ่งที่เรียกว่า Asian U Spirit ซึ่งนิยามได้ยากมาก แต่คนที่จบจากที่นี่มาจะเข้าใจกันดี

ผมมั่นใจว่า 4 ปีที่ผมเรียนอยู่ที่นั่น มหาวิทยาลัยขาดทุนทุกปี เพราะตอนที่ผมเรียนจบน่าจะมีนักศึกษาอยู่ไม่เกิน 150 (แถม 1 ใน 3 ยังเป็นนักเรียนทุน) ผมก็ได้แต่หวังว่าพอนักเรียนเยอะขึ้นมหาวิทยาลัยจะถึงจุดคุ้มทุนเสียที

แต่หลังจากนั้นนักศึกษากลับไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่หวัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการแข่งขันที่สูง เพราะหลักสูตรอินเตอร์กลายเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยเกือบทุกที่ก็มีกัน และเราเองก็อาจทำการตลาดได้ไม่ดีoนัก จำนวนนักศึกษาของเราจึงมีแต่ทรงกับทรุด บางรุ่นมีเด็กเข้าเรียนปี 1 ไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ

งานเลี้ยงที่ดำเนินมาร่วม 20 ปีจึงต้องถึงวันเลิกรา

วันนี้ วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 2560 นักศึกษารุ่น 16 จะเข้าร่วมพิธีประทานปริญญาบัตรเป็นรุ่นสุดท้าย และเมื่อจบงานนี้ไป มหาวิทยาลัยเอเชี่ยนยูก็จะปิดตัวโดยถาวร (แต่ผู้ที่เข้ามาถือหุ้นใหญ่จะปรับปรุงสถานที่ให้เป็นอย่างอื่นแทน)

พวกเราเหล่าศิษย์เก่าที่ธรรมดาจะนัดพบกันที่กรุงเทพ จึงตัดสินใจกลับไปจัดงาน Reunion ที่แคมปัส เพื่อเป็นการกล่าวคำอำลากับมหาวิทยาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ระหว่างที่ผมขับรถกลับไป Asian U นั้น ก็มีภาพความทรงจำไหลมาเทมา ขับผ่านประตูทางเข้าก็จะเห็นสนามหญ้าหน้าอาคารเรียนที่มีต้นไม้สูงใหญ่รายล้อม ผมขับรถวนไปที่บ่อปลาซึ่งเป็นที่ๆ หนุ่มสาวทุกคู่ต้องเดินมาให้อาหารปลาช่วงจีบกันใหม่ๆ ก่อนจะไปจอดรถที่สปอร์ตคลับเพื่อเจอน้องๆ และเล่นกีฬาด้วยกัน ซึ่งกีฬาสองอย่างที่ผมได้เล่นคือแชร์บอลกับฟุตบอล

ผมคงไม่เล่ารายละเอียดของงานไปมากกว่านี้ แต่อยากจะเล่าให้ฟังถึงความเข้าใจ 3 อย่างที่ผมได้จากงานวันนั้น

อย่างแรก ตอนที่ภาพความทรงจำไหลเข้ามาในหัวนั้น แทบจะไม่มีภาพในห้องเรียนเลย มีแต่ภาพตอนขึ้นไปนอนดูฝาดาวตกที่ดาดฟ้า ภาพตอนที่แข่งฟุตซอลตรงลาน activity square ภาพเล่นดนตรีหน้าสปอร์ตคลับ ภาพนั่งแต่งเพลงอยู่คนเดียวใน ห้อง study room ภาพที่ผมกับเพื่อนกระโดดกอดกันในห้อง common room ตอนรุ่งสางในวินาทีที่โซลชาร์ยิงประตูพาแมนยูคว้าสามแชมป์ รวมไปถึงภาพเล็กๆ อย่างการนั่งบรรจงเขียนอีเมลผ่านโปรแกรมเก่าแก่อย่าง Pine

ทำให้คิดได้ว่า ภาพที่มักจะกลายมาเป็นความทรงจำ มักเกิดจาก extra moments ที่อยู่นอกเหนือจากหน้าที่หลักของเรา

หน้าที่หลักของผมตอนนั้นคือการเรียน แต่ภาพที่ผมจำได้กลับอยู่นอกห้องเรียน

หน้าที่หลักของผมตอนนี้คือการทำงาน แต่ภาพที่ผมจะจำได้ในอีกหลายสิบปีข้างหน้าน่าจะเกิดนอกออฟฟิศ

เรื่องที่สอง ตอนที่ผมลงเล่นแชร์บอลนั้น เราแบ่งทีมกันอย่างง่ายๆ ข้างละ 10 คน ชายหญิงคละกันไป ไม่มีการใส่เอี๊ยมด้วย แค่จะจำหน้าว่าใครอยู่ทีมไหนยังยากเลย

แต่เราก็สนุกกันมาก ผมรู้สึกเสียดายทุกครั้งที่ลูกชู๊ตของเราโดนประตูฝ่ายตรงข้ามปัดได้ ผมดีใจทุกครั้งที่ฝ่ายเราชู๊ตลง แต่ผมก็ตบมือทุกครั้งเวลาที่ฝ่ายตรงข้ามชู๊ตลงเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายไม่ใช่การเอาชนะ แต่เพื่อมาสนุกร่วมกัน

หรือจริงๆ แล้วชีวิตก็เป็นแบบนั้น?

เราไม่จำเป็นต้องชนะตลอดก็ได้ บางทีเราก็ยิงได้ บางทีเค้าก็ยิงได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราได้มีส่วนร่วมกับเกมแค่ไหน เราได้ส่งบอลให้เพื่อนมั้ย เราได้ลองชู้ตเองบ้างรึเปล่า และที่สำคัญที่สุด คือเรามีความสุขและสนุกไปกับมันรึเปล่า Maybe it’s not about winning. Maybe it’s about having a good time together.

เรื่องสุดท้าย ตอนที่ผมเล่าว่าผมขับรถเข้ามามหาวิทยาลัยแล้วเห็นต้นไม้สูงใหญ่ หนึ่งในต้นไม้เหล่านั้นผมเป็นคนปลูกเองกับมือเมื่อ 19 ปีที่แล้ว

ในอนาคต Asian U จะถูกเปลี่ยนไปเป็นอะไรก็ตาม ผมก็เชื่อว่าต้นไม้ที่ผมปลูกเอาไว้จะยังคงเติบโตและให้ร่มเงาไปอีกหลายสิบปี

“ต้นไม้” ที่ Asian U ปลูกเอาไว้จริงๆ ก็คือพวกเราศิษย์เก่านั่นเอง และผมก็เชื่อว่าเด็ก Asian U จะยังคงเติบโตและสร้างร่มเงาให้สังคมไทยไปได้อีกหลายสิบปีเช่นกัน

Dr.Seuss เคยกล่าวไว้ว่า

“Don’t cry because it’s over. Smile because it happened.”

ผมใจหายเพราะ Asian U จะไม่อยู่แล้ว แต่อีกมุมหนึ่ง ผมก็รู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยอันแสนพิเศษแห่งนี้

ขอบคุณสำหรับทุกๆ อย่าง

Asian U Always

6B ในที่ทำงาน

20170731_6b

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ “วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ” ของอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ อยู่ครับ

เรื่องหนึ่งที่อาจารย์วรภัทร์พูดถึงในหนังสือเล่มนี้คือนิสัย 6B ที่เราควรลด ละ เลิก เวลาอยู่ที่ออฟฟิศ จะเป็นอะไรบ้างมาดูกัน

Bluff – บลัฟ – ดูถูก ทับถม สบประมาท

Bee – บี้ – กดดัน เร่งรัด ทำให้คนเครียด ลนลาน

Bai – ใบ้ – เงียบไว้ อมภูมิ แกล้งโง่ (เพราะเลี่ยงงาน) ไม่ตัดสินใจ

Boi – โบ้ย – โยนงานให้คนอื่น โยนความผิด

Block – บล็อก – ทำลายจินตนาการ ดับความคิดคนอื่น ไม่กล้าเสี่ยง กลัวไปหมด

Blame – เบลม – ด่วนพิพากษา ตำหนิ ต่อว่า

ถ้าที่ทำงานของเราเต็มไปด้วยคนแบบนี้ สภาพแวดล้อมคงเป็นพิษน่าดู

แต่ที่สำคัญที่สุดคือกลับมาดูที่ตัวเองก่อนว่าเรามี B ไหนในนี้บ้างรึเปล่า?

ส่วนตัวผมมี B-บี้ กับ B-ใบ้ อยู่บ้าง ซึ่งคงต้องระวังมากกว่านี้

แล้วคุณล่ะครับ มีกี่ B?


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ วิธีอยู่ร่วมกับเจ้านายอย่างสันติ โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานตกปลา

20170728_fishing

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นักธุรกิจอเมริกันเดินทางไปยังท่าเทียบเรือของหมู่บ้านเล็กๆ ในคอสตาริกา

มีเรือลำเล็กและชาวประมงจอดเทียบท่าเพียงลำเดียว ในเรือนั้นมีปลาทูนาครีบเหลืองขนาดใหญ่หลายตัว

นักธุรกิจอเมริกันกล่าวชมผลงานการจับปลา สอบถามว่าใช้เวลานานเท่าใดก่อนจะได้หลายตัวแบบนี้

“ก็ไม่นาน” ชาวประมงตอบ

นักธุรกิจอเมริกันเสนอแนะว่า “ทำไมไม่ใช้เวลามากกว่านี้จับปลาได้อีกหลายเท่าตัว?”

ชาวประมงตอบว่า “จับมาแค่นี้ก็พออยู่พอกิน พอเลี้ยงคนในครอบคัวได้แล้วซินญอร์”

นักธุรกิจอเมริกันงุนงง สอบถามต่อว่า “เวลาที่เหลือ คุณเอาไปทำอะไรกัน?”

“ก็นอนตื่นสาย ตกปลาสักหน่อย เล่นกับลูก นอนตอนบ่ายกับมาเรียเมียของผม ตกเย็นก็เดินเข้าหมู่บ้านนั่งจิบไวน์สบายอารมณ์ เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ ผมมีอะไรต่อมิอะไรต้องทำทั้งวันไม่มีเวลาว่างเลยซินญอร์”

นักธุรกิจอเมริกันเบะปากหยามหมิ่น

“ผมเป็นนักบริหารตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ผมช่วยคุณได้ คุณน่าจะใช้เวลาจับปลาให้นานกว่านี้ ผลกำไรที่ได้มาจะนำไปซื้อเรือขนาดใหญ่ หากป่าวประกาศโฆษณาในเว็บ และมีแผนการดำเนินงานที่ดี ก็จะมีเงินทุนหลั่งไหลเข้ามาร่วมทุนซื้อเรือขนาดใหญ่ได้อีกหลายลำ ท้ายที่สุด แทนที่จะขายปลาให้พ่อค้าคนกลาง คุณควรจะขายให้กับผู้แปรรูปโดยตรง ในไม่ช้า คุณก็จะมีโรงงานทำปลากระป๋องเป็นของตนเอง

“แล้วยังไงต่อ ซินญอร์” ชาวประมงถาม

“จากนั้นคุณจะต้องย้ายออกจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ไปอยู่ในซานโฮเซ จากนั้นก็ย้ายไปแคลิฟอร์เนีย และท้ายที่สุดไปนิวยอร์ก ที่ซึ่งคุณจะว่าจ้างมืออาชีพให้รับช่วงดำเนินธุรกิจของคุณต่อได้”

ชาวประมงนิ่วหน้า “เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลานานสักแค่ไหนกัน? แล้วจะเกิดอะไรต่อไปล่ะ ซินญอร์”

นักธุรกิจหัวเราะ “ก็คงซักประมาณ 15 ปี แต่หลังจากนี้คือตอนไคลแม็กซ์ล่ะ เมื่อถึงเวลาเหมาะสม คุณก็ทำโรดโชว์ นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปได้ รวยกันใหญ่ คุณจะทำเงินได้หลายล้านเหรียญ”

“เป็นล้านเชียวเรอะ แล้วไงต่อ ซินญอร์?”

นักธุรกิจอเมริกันตอบด้วยแววตาเคลิ้มฝัน

“จากนั้นคุณก็ปลดเกษียณตัวเอง ใช้ชีวิตสุขสบาย ย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านประมงเล็กๆ นอนตื่นสาย ตกปลาสักหน่อย เล่นกับลูก นอนตอนบ่ายกับเมียคุณ ตกเย็นก็เดินเข้าหมู่บ้านนั่งจิบไวน์สบาย เล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ…”


ขอบคุณนิทานจากบล็อกต้นโศกดอกแก้ว นักธุรกิจ กับ ชาวประมง

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 2 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราเกิดมาเพื่อมีความสุข(?)

20170727_purposeoflife

ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีหากเราจะคอยถามตัวเองบ้างว่า “จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร”

เพราะบางทีเราก็ก้มหน้าก้มตามากเกินไป

ก้มหน้าก้มตากับงาน ก้มหน้าก้มตาดูแลลูก ก้มหน้าก้มตากับมือถือ ก้มหน้าก้มตากับการสังสรรค์เฮฮา

เรายุ่งกับการทำๆๆ จนบางทีก็อาจหลงลืมไปว่า ทั้งหมดนี้นั้นทำไปเพื่ออะไร

คำตอบหนึ่งก็คือ เพื่อจะได้มีความสุข

เราทำงาน จะได้มีเงินมาดูแลคนที่เรารัก จะได้เอาเงินมาซื้อความสุขได้

เราทำหน้าที่ของพ่อแม่ จะได้เห็นลูกมีความสุข แล้วเราก็มีความสุขได้

เราเล่นมือถือ จะได้รู้เรื่องชาวบ้าน จะได้เห็นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งก็ทำให้มีความสุขได้

แล้วเราก็สังสรรค์เฮฮากับเพื่อน เพราะเชื่อว่ามันสนุกและทำให้เรามีความสุขได้

แต่แม้เป้าหมายปลายทางคือความสุข แต่มันก็มีความทุกข์ปนอยู่ไม่น้อย

เพราะตอนที่ทำงานก็โดนเจ้านายกดดัน โดนลูกค้าด่า โดนปัญหาสารพัดสารพัน

เวลาดูแลลูก เราก็ต้องอดหลับอดนอน ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้ตัวเอง

ตอนเล่นมือถือ ถ้าอยู่กับมันนานเกินไป ยิ่งไถฟีดเท่าไหร่ก็จะยิ่งค่อยๆ รู้สึกผิดและรู้สึกแย่ลงเท่านั้น

และมีหลายครั้งที่อยู๋ในวงสังสรรค์ แต่กลับเหงายิ่งกว่าอยู่คนเดียว แถมถ้าดื่มเยอะ วันรุ่งขึ้นยังปวดหัวอีก

มันจึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความสุข

“I cannot believe that the purpose of life is to be “happy.” I think the purpose of life is to be useful, to be responsible, to be honorable, to be compassionate. It is, above all, to matter: to count, to stand for something, to have made some difference that you lived at all.”

“ผมไม่อาจเชื่อได้ว่าเป้าหมายของชีวิตคือการมีความสุข ผมคิดว่าเป้าหมายของชีวิตคือการทำตัวให้เป็นประโยชน์ มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม มีเมตตา และที่สำคัญที่สุดคือมีแก่นสาร มีความหมาย ได้ยืนหยัดเพื่ออะไรบางอย่าง และได้สร้างความแตกต่างให้สมกับที่เกิดมาในชาตินี้”

—Leo C. Rosten

สำหรับคุณ Leo Rosten เป้าหมายของชีวิตคือการทำให้ชีวิตนี้มีความหมายด้วยการทำตัวให้มีประโยชน์

ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งนะ

ผมว่าเราสามารถมีชีวิตที่สร้างประโยชน์และมีความสุขได้ด้วย เพียงแต่สองอย่างนี้บางทีมันก็อาจไม่ได้มาพร้อมกันเท่านั้นเอง

ช่วงที่งานหนักๆ หรือลูกยังอายุไม่เกิน 3 เดือน ความสุขทางกายภาพคงเป็นสิ่งหาได้ยาก แต่อย่างน้อยเราก็ยังบอกตัวเองได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มีมีประโยชน์ ทั้งต่อสังคมโดยรวมและต่อมนุษย์ตัวน้อยๆ คนหนึ่ง

แม้กระทั่งการเล่นมือถือหรือการสังสรรค์ เราก็ยังสามารถสร้างประโยชน์ได้ เช่นเมื่ออ่านเจอบทความดีๆ แล้วแชร์ต่อให้เพื่อนอ่าน หรือเวลาไปงานปาร์ตี้ก็อาจจะบอกกับตัวเองว่าหน้าที่ของเราในคืนนี้คือทำให้เพื่อนมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์หรือบริบทไหน เราสามารถทำตัวให้มีประโยชน์ได้เสมอ

และเมื่อเราทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมาก็น่าจะนำมาซึ่งความสุขและความอิ่มใจครับ


Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 2 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิยามความสำเร็จ

20170725_successdefinition

“Success is liking yourself, liking what you do, and liking how you do it.”

ความสำเร็จคือสภาวะที่เราชอบตัวเอง ชอบสิ่งที่ตัวเองทำ และชอบวิธีที่เราทำมัน

-Maya Angelou

คนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว คนที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดจึงอาจมีทรัพย์สินมากมายโดยไม่ได้ทำอะไร “สำเร็จ” เลยก็ได้

และเอาที่จริง การวัดความสำเร็จโดยดูที่เงินเก็บ เงินเดือน หรือเงินได้เป็นหลัก ก็เป็นเพียงกรอบความคิดที่เพิ่งมาพร้อมกับลัทธิทุนนิยมในช่วง 500 ปีหลังนี่เอง

ผมจึงชอบนิยามความสำเร็จที่คุณมายา แองเจลู กวีผิวสีชาวอเมริกันได้กล่าวเอาไว้

เพราะมันไม่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

มาตรวัดเดียวที่จะดูว่าเรา “ประสบความสำเร็จ” รึเปล่า คือตอบคำถามง่ายๆ ว่า “เราชอบตัวเองมั้ย”?

(ซึ่งสามารถนำมาใช้กับความรักได้เช่นกัน -> อ่านบทความ “ชอบตัวเองรึเปล่า“)

ถ้าเราชอบตัวเอง มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำ และสิ่งนั้นไม่ขัดกับมโนธรรม ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแล้ว ส่วนเงินทองจะตามมาหรือไม่เป็นเรื่องของแถมเสียมากกว่า

ถ้าคิดดีๆ เป้าหมายที่ว่าจะรวย 10 ล้าน 100 ล้านนั้นก็เป็นเพียงตัวเลขสมมติ

ที่คนเราชอบตั้งเป้าเป็นตัวเลขนี้เป็นเพียงเพราะว่ามนุษย์มีสิบนิ้ว ก็เลยใช้เลขฐานสิบ และเงินล้านก็ฟังดูเยอะดี

สุดท้ายแล้ว จะมีเงิน 100 บาทหรือมีเงิน 100 ล้าน กินข้าวจานเดียวก็อิ่มเท่ากัน เพราะสิ่งที่เรา need นั้นจริงๆ มีไม่มากหรอก แต่สิ่งที่เรา want นั้นมีไม่จำกัด

แต่ยิ่ง want เท่าไหร่ โอกาสที่เราจะ “รู้สึกสำเร็จ” ยิ่งน้อยลงเท่านั้นนะครับ

และถ้าเราไปแขวนความสุขความสำเร็จไว้กับการพิชิตเป้าหมายอะไรบางอย่าง นั่นอาจหมายความว่าเราจะไม่รู้สึกสำเร็จเลยจนกว่าจะพิชิตเป้าหมายนั้นในอนาคต ซึ่งก็ดูจะใจร้ายกับตัวเองไปหน่อย

สู้กลับมาถามตัวเองตอนนี้เลยดีกว่าว่าเราชอบตัวเองรึเปล่า

ถ้าชอบก็สำเร็จทันที

ถ้าไม่ชอบ ก็ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนอะไรซักอย่างแล้ว

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

5 ปัจจัยในการสร้างยอดทีมที่ Google

20170725_5traits

Google เป็นหนึ่งในบริษัทที่คนอยากร่วมงานมากที่สุดในโลก เพราะนอกจากจะมีสวัสดิการอันยอดเยี่ยมแล้ว งานที่ Google ทำออกมาแต่ละอย่างก็ดูจะมีประโยชน์ทั้งนั้น

ที่สำคัญ Google ก็ยังเป็นศูนย์รวมของคนเก่งมากมาย การได้เข้าไปทำงานใน Google ก็เหมือนมีตราประทับรับรองว่าคุณเป็นคน “มีของ” แน่นอน

แต่แม้จะมีตัวเทพเดินชนกันไปหมด บริษัท Google เองก็ยังมีคำถามคาใจว่า “อะไรที่จะช่วยสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพได้?” – What makes a Google team effective?

คำตอบแรกที่บางคนอาจคิดได้ ก็คือการเอาคนเก่งมากๆ มาอยู่ทีมเดียวกันแล้วก็ให้โปรเจ็คยากๆ ไปทำก็พอแล้ว

แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

Google เลยใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อศึกษาทีมงาน 180 ทีมใน Google และพิจารณาคุณสมบัติถึง 250 ข้อเพื่อจะดูว่าคุณสมบัติข้อไหนที่สำคัญทีสุดในการสร้าง “โคตรทีม”

และนี่คือ 5 ปัจจัยที่กูเกิ้ลค้นพบครับ

1. ความพึ่งพาได้ของทุกคนในทีม (dependability) – เราวางใจได้มั้ยว่าทุกคนในทีมจะส่งงานที่มีคุณภาพได้ตรงเวลา

2. โครงสร้างทีมและความชัดเจน (structure & clarity) – เป้าหมายของทีม หน้าที่ของแต่ละคน และแผนการมีความชัดเจนรึเปล่า

3. ความหมายของงาน (meaning of work) – งานนี้มีความหมายกับเรารึเปล่า

4. ความสำคัญของงาน (impact) – งานนี้มีประโยชน์จริงรึเปล่า

5. ความปลอดภัยทางจิตใจ (psychological safety) – เราสบายใจที่จะเสนอมุมมองและพูดสิ่งที่เราคิดจริงๆ ให้เพื่อนร่วมทีมฟังรึเปล่า

ในห้าข้อนี้ ข้อที่สำคัญที่สุดคือข้อสุดท้าย

เราน่าจะคุ้นเคยกับบรรยากาศการประชุมที่มีคนพูดอยู่ไม่กี่คน ในขณะที่คนส่วนใหญ่นั่งเงียบ

หรือเราอาจจะเคยเจอประสบการณ์ที่เราเสนอไอเดียอะไรไปแล้วโดนวิจารณ์กลับหรือสะกัดดาวรุ่ง จนเราขยาดที่จะนำเสนอความเห็นเราในครั้งต่อๆ ไปแล้ว

เมื่อกลัวจะโดนดูว่าไม่ฉลาด หรือรู้แก่ใจว่าพูดไปเพื่อนก็ไม่ฟัง คนเราจึงมีกลไกป้องกันตัวเองด้วยการพูดให้น้อยที่สุด ซึ่งทำให้ทีมพลาดโอกาสที่จะได้ความคิดดีๆ จากลูกทีมคนนี้

เพราะฉะนั้น หากเราเชื่อกูเกิ้ล สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ลูกทีมทุกคนรู้สึกสบายใจที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง

แค่นึกภาพการประชุมที่ทุกคนได้พูดพอๆ กัน ได้ถกเถียงกันด้วยความเคารพเพื่อจะได้คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด ก็ spark joy แล้วครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Rework: The five keys to a successful Google team 

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

เป็นเพื่อนกับปัจจุบัน

20170723_friend

วันนี้ได้ฟัง Eckhart Tolle (เอ๊คฮาร์ท โทลเล่) ผู้เชียนหนังสือ The Power of Now ให้สัมภาษณ์ในพอดคาสท์ On Being ของ Krista Tippett ว่าความเครียดเกิดขึ้นเพราะเราต้องการอย่างอื่นที่ไม่ใช่ความจริงที่เราประสบอยู่ ณ ตอนนี้

เช่นเราเครียดเรื่องงาน เพราะความจริงคืองานเรายังไม่เสร็จ แต่สิ่งที่เราต้องการคืออยากให้งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

หรือเราเครียดเรื่องรถติด เพราะความจริงตอนนี้เรายังอยู่บนถนน แต่สิ่งที่เราต้องการคือการได้ไปถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว

ความเครียดเกิด เพราะเรามอง “สถานการณ์ปัจจุบัน” เป็น “ศัตรู” หรือเป็น “อุปสรรค”

โทลเล่บอกว่า ถ้าอยากจะเครียดให้น้อยลง ก็ควรจะมี “ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับปัจจุบัน” ให้มากขึ้น (have a friendly relationship with the present moment)

เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งเดียวที่เรามี

“ปัจจุบัน” ที่เกิดขึ้นไปแล้วจะกลายเป็นอดีต และสิ่งที่เราเรียกว่าอนาคตนั้น พอมันมาถึงมันก็จะกลายเป็น “ปัจจุบัน” เช่นกัน

ถ้าเราไม่สามารถเป็นเพื่อนกับปัจจุบันได้ เราก็จะโหยหาหรือดิ้นรนตลอดเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ “หัวร้อน” หรือประสบกับเรื่องไม่พอใจ ลองสะกิดถามตัวเองนะครับว่า เรากำลังเป็นเพื่อนกับปัจจุบันอยู่รึเปล่า

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เลือกทางยากชีวิตจะง่าย

20170723_hardchoices

เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”
–Jerzy Gregorek

สั้นๆ แต่ได้ใจความ

ถ้าเราเลือกทางยากตอนนี้ ชีวิตของเราจะง่ายในภายหลัง

เหมือนเด็กที่ตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ ก็จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้นว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร ใครได้หน้าที่การงานดีชีวิตก็ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก

ในทางกลับกัน เด็กที่เอาแต่เที่ยวเล่นสนุกสนาน ไม่อ่านหนังสือ สอบได้คะแนนไม่ดี โอกาสก็แคบลง และคงต้องเหนื่อยหนักกว่าจะก้าวหน้าเท่ากับคนที่ตั้งใจเรียนเสียแต่แรก

แม้จะจบมาทำงานแล้ว เราก็ยังมี hard choices หรือ easy choices ให้เลือกตลอดเวลา

จะทำงานหนักหรือจะเช้าชามเย็นชาม

จะดื่มน้ำเปล่าหรือจะดื่มน้ำหวาน

จะออกกำลังกายหรือจะดูทีวี

จะอ่านหนังสือหรือจะส่องเฟซ

จะเอาเงินไปซื้อมือถือ หรือจะเอาไปลงทุน

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”

จะว่าไป ชีวิตก็แฟร์ดีเหมือนกันนะ

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

จนตรอกไม่บอกใคร

20170722_desperation

“The mass of men lead lives of quiet desperation.”

คนจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตสิ้นหวังอย่างเงียบๆ

– Henry David Thoreau, Walden

ผมเพิ่งรู้ว่าคำว่า desperate หรือ desperation นี่หาคำแปลไทยตรงๆ ยากชะมัด

เพราะถ้าเปิดดิคเราจะเจอคำว่า “สิ้นหวัง” เสียเป็นส่วนใหญ่

แต่จริงๆ คำว่า desperate มันแปลว่าการดิ้นรนแบบหมาจนตรอกด้วย

เช่น นายสมชายนี่น่าจะต้อง desperate มากเลยนะ ถึงไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยเดือนละ 20% มาใช้

Desperate มันสื่อได้ถึงคนที่ไม่มีทางไปแล้ว จึงต้องดิ้นรนในแนวทางที่ไม่ฉลาดนักและอาจส่งผลเสียยิ่งกว่าเดิม

คำว่า quiet desperation จึงเป็นคำที่เพราะมาก เพราะมันเป็นเหมือนสองคำที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้

ตามความเข้าใจของผม quiet desperation คือความรู้สึกจนตรอกที่อยู่ภายในใจ แต่ไม่(กล้า)แสดงออกมาให้ใครรู้

ผมว่าคนเราสมัยนี้มีไม่น้อยที่ใช้ชีวิตแบบจนตรอกไม่บอกใคร

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือคนที่ตำแหน่งหน้าที่การงานดี แต่จริงๆ ก็เบื่องานที่ตัวเองทำจะแย่อยู่แล้ว ใจจริงอยากจะออกไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง แต่อีกใจนึงก็กลัวว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่เพียรสร้างมา สุดท้ายก็เลยเลือกอยู่กับ comfort zone ต่อไป

ภายนอกจึงดูเหมือนว่าเขามีชีวิตดี๊ดี แต่ใครจะรู้ว่าภายในนั้นมันร่ำร้องเสียงดังขนาดไหน

ก็เลยเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นการจนตรอกที่บอกใครไม่ได้

ใครที่ประสบภาวะนี้ อาจจะลองถามคำถามนี้ดูครับ

ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่าง

ลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแล้วล้มเหลว

กับการอยู่ที่เดิมที่ไม่ได้ชอบแต่ก็ชินแล้ว และเห็นภาพชัดเลยว่าวันเวลาที่เหลือของเราก็จะเป็นอย่างนี้แหละ

สำหรับผม ผมว่าอย่างที่สองน่ากลัวกว่านะ

เพราะชีวิตที่คาดเดาอนาคตได้ทุกอย่าง ยังจะเรียกว่า “ชีวิต” ได้อีกเหรอ?

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

นิทานสามก้าว

20170721_3steps

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายผู้หนึ่ง โง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้วยโชควาสนาที่พอมีอยู่ ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน

อาจารย์เซนแนะนำว่า “ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?”

ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า “ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?”

พระรูปนั้นตอบว่า “ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก”

ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า “ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย”

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า “อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น”

เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า “ที่แท้ “ปัญญา” ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?” เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง

ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า

“ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา”

เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร

เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ

พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?”

เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า “หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่”

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives