ไม่มีวันใดที่สูญเปล่า

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความหนึ่งที่ชอบมาก โดยเฉพาะกับคนที่อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามาโดยตลอด (แม้ช่วงหลังอาการจะทุเลาลงบ้างแล้วก็ตาม)

บทความมีชื่อว่า “everything is a win when the goal is to experience.” ของ sentimental being

ตัวบทความนั้นยาวมาก ผมจึงขอถอดความมาแค่บางส่วน และหวังว่ามันน่าจะพอเตือนใจเราให้ไม่ต้องใช้เวลาให้ productive เสมอไปก็ได้ครับ


ทุกอย่างคือชัยชนะ หากเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์

ถ้อยคำนี้วิ่งวนอยู่ในหัวราวกับเหรียญที่กำลังกลิ้งไป

เพราะถ้าข้อความนี้เป็นความจริง ชีวิตทั้งหมดของฉันก็ย่อมลงตัวไปโดยปริยาย

วันที่ฉันเคยคิดว่าเป็น “วันที่ล้มเหลว” วันที่ฉันนอนขดอยู่บนเตียงนานเกินไป วันที่ฉันไม่ได้ทำอะไรสำเร็จเลยสักอย่าง วันที่ฉันแค่อยู่ตรงนั้นและรู้สึกเศร้าหน่อยๆ และนอนดูพัดลมบนเพดานหมุนไปเรื่อยๆ วันแบบนั้นไม่ได้สูญเปล่าเลย มันคือวันที่ฉันได้เป็นมนุษย์อีกหนึ่งวันเช่นกัน วันที่ฉันได้อาศัยอยู่ในกายหยาบนี้ วันที่ฉันยังมีลมหายใจ มีความคิดคำนึง ยังมีชีวิต ยังอยู่ตรงนี้ ยังมีส่วนร่วมในการทดลองอันน่าฉงนฉงายที่ชื่อว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ การอกหักย่อมไม่ใช่เรื่องน่าอาย มันคือหลักฐานว่าฉันได้รักใครบางคนอย่างหมดจิตหมดใจ ความสับสนก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ มันเป็นเพียงความสงสัยที่ไม่ยอมลดราวาศอก และแม้กระทั่งความเบื่อหน่ายก็มีสัมผัส มีอุณหภูมิ และมีรูปร่างของมัน ไม่มีอะไรเลยที่ไร้ความหมาย เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านตัวฉันและทิ้งตะกอนเล็กๆ เอาไว้คล้ายฝุ่นผง คล้ายละอองเกสร คล้ายความทรงจำ และฉันคิดว่านั่นก็อาจเพียงพอแล้ว บางทีชีวิตที่สมบูรณ์อาจไม่จำเป็นต้องเป็นชีวิตน่าประทับใจก็ได้ บางทีชีวิตก็แค่ต้องถูกรับรู้อย่างลึกซึ้งและซื่อตรงเท่านั้น

บางคราวฉันก็นึกถึงตัวเองในหลายทศวรรษต่อจากนี้ ตัวฉันที่แก่กว่าตอนนี้ นุ่มนวลกว่านี้ และกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างที่ไหนสักแห่ง ฉันพยายามจินตนาการว่า ถ้าถึงวันนั้น ฉันจะคิดถึงอะไร ฉันคงจะไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ทำให้ฉันเครียดอยู่บ่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องความสำเร็จหรือเรื่องที่ฉันได้พิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็น สิ่งที่ฉันจะคิดถึงคงจะเป็นเรื่องที่บางเบาเอามากๆ อย่างเช่นเรื่องแดดยามบ่ายที่ทาบทาอยู่บนพื้นห้อง หรือเสียงของใครบางคนในห้องครัว หรือความรู้สึกของวัยหนุ่มสาวที่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะพบเจอกับอะไร และสิ่งที่ฉันจะคิดถึงมากที่สุดน่าจะเป็นการที่ฉันได้มาอยู่ ณ ที่นี่ ณ ตรงนี้

หากเรากระเถิบเข้ามาใกล้มากพอ เราจะพบว่าแท้จริงแล้วชีวิตนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มันไม่ได้ประกอบไปด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ หรือบทชีวิตที่เข้าใจง่ายๆ แบบที่เราเล่าให้คนอื่นฟังในงานปาร์ตี้ ชีวิตประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยและรายละเอียดที่เราจะสังเกตเห็นก็ต่อเมื่อเราหยุดที่จะเอาเป็นเอาตายกับชีวิต เราจะเห็นดอกไม้ที่โผล่ขึ้นมาตรงรอยแตกบนฟุตบาทราวกับจะย้ำเตือนว่าผืนแผ่นดินนั้นนุ่มนวลขนาดไหน สังเกตเห็นฝุ่นละอองนับร้อยพันล่องลอยอยู่ท่ามกลางแสงแดดราวกับดวงดาวที่อาบไปด้วยทองคำ ได้ยินเสียงของใครบางคนกำลังล้างจานอยู่ในห้องข้างๆ ที่ทำให้อุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนการได้ดื่มน้ำอึกแรกโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังกระหาย สัมผัสของกลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูบนหมอนที่เราหนุนนอน สังเกตเห็นลายมือของเราที่เปลี่ยนไปตามสภาพของจิตใจ รู้สึกถึงน่องที่ปวดเมื่อยหลังจากเดินมาทั้งวันและกระซิบบอกว่าเราได้เคลื่อนที่ไปในโลกใบนี้ สังเกตรสชาติของชาที่เปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนชง หนังสือเล่มเก่าที่มีกลิ่นของวันเวลา ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่เสียจนปัญหาของเราเหมือนเป็นเพียงเรื่องที่ปั้นแต่งขึ้นมา

เมื่อฉันจินตนาการถึงวันสุดท้ายที่จะมาถึง ไม่ใช่ในมุมที่น่าหวาดหวั่น แต่ในมุมที่ว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ แล้วทุกอย่างก็ลงตัวด้วยตัวมันเอง เพราะเมื่อเราระลึกได้ว่าวันหนึ่งเราจะไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งเรื่องที่แสนจะธรรมดาก็ดูจะมีประกายเรืองรองขึ้นมาทันที วันหนึ่งฉันจะไม่มีโอกาสได้รู้สึกถึงสบู่ตรงง่ามนิ้วมือ ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเอง หรือนอนอยู่บนพื้นและจ้องมองพัดลมหมุนวนบนเพดานอย่างแช่มช้า ไม่มีอีกแล้วเพลงที่จะทำให้ฉันน้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว ไม่มีอีกแล้วบทสนทนายามดึกดื่น ไม่มีอีกแล้วภาพของพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ฉันก็อยากจะเหนี่ยวรั้งทุกอย่างให้เข้ามาใกล้ฉันขึ้นอีกนิด แม้กระทั่งเรื่องน่าเบื่อ แม้กระทั่งเรื่องเศร้าๆ – โดยเฉพาะเรื่องเศร้าๆ – เพราะการที่ฉันเศร้าแสดงว่าฉันแคร์ ความเศร้าคือสิ่งที่บอกว่ามันสัมผัสฉันลึกมากพอที่จะฝากรอยช้ำเอาไว้

และรอยช้ำก็ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากหลักฐานที่ว่ามีการสัมผัสเกิดขึ้น ฉันไม่อยากจากโลกนี้ไปโดยไม่ถูกสัมผัส ไม่อยากร่อนผ่านโลกนี้ไปอย่างสวยๆ และไร้ซึ่งบาดแผล ฉันอยากเปรอะเปื้อน อยากมีรอยบุ๋ม อยากเต็มไปด้วยลายนิ้วมือ

ฉันอยากจะบอกว่า ใช่แล้ว ฉันเคยอยู่ตรงนี้ ฉันปล่อยให้ชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นกับฉัน ฉันไม่ได้เอาแต่ยืนอยู่ข้างสนามและเอาแต่จดบันทึก

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ ย่อมไม่มีวันใดที่สูญเปล่าเลย

อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียว

ช่วงหยุดสงกรานต์ผมกับครอบครัวไป staycation ที่โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่งอยู่ 3 คืน

นอนตื่นสายๆ กว่าจะได้กินข้าวเช้าก็เกือบสิบโมง กลับมาซุกตัวบนเตียงนอนอ่านหนังสือ ตอนบ่ายออกไปเดินห้างหรืออาร์ตแกลเลอรี่ ตอนเย็นเดินถนน ย่ำค่ำนั่งกินของอร่อยอยู่ริมน้ำ กลางคืนอยู่กันจนดึกดื่นแล้วก็วนลูปไป

กินขนมเยอะ นอนดึก ตื่นสาย รูทีนต่างๆ ที่เคยมีอย่างการออกกำลังกายและการภาวนาถูกวางเอาไว้ชั่วคราว น้ำหนักขึ้นมาเกือบหนึ่งกิโล

เช้าวันสุดท้ายก่อนเช็คเอาท์ ระหว่างนั่งกินข้าวเช้าตอนสิบโมงกว่า ผมก็ฉุกคิดได้ว่า นี่อยู่มาแค่สามคืนยังรู้สึกอ้วนขึ้นขนาดนี้ ถ้าอยู่แบบนี้ไปอีกสามเดือน สุขภาพน่าจะย่ำแย่

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้สบายเกินไป ยิ่งสบายยิ่งอ่อนแอ

แล้วผมก็เห็นถึงความย้อนแย้ง ของ “สองเรื่องเล่าแห่งยุคสมัย”

เรื่องเล่าแรกคือเราต้องพยายามมีอิสรภาพทางการเงิน ด้วยการหารายได้ให้มากๆ มีเงินไปลงทุนจนได้ passive income เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

เช่นถ้าในวัยเกษียณเราอยากมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท (ปีละ 600,000 บาท) เราก็ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 20 ล้านบาท เพราะเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ให้คูปอง 3% ต่อปี แล้วเราจะได้ผลตอบแทน 600,000 บาททุกปีตลอดไป

การมีเงินเก็บหลักสิบล้านดูเป็นเรื่องห่างไกลสำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศ และห้าหมื่นบาทสำหรับหลายคนก็ไม่พอด้วย บางคนอยากมีใช้เดือนละแสน หรือสองแสน รายได้ทางเดียวจึงไม่พอ ต้องหาความรู้เพิ่มเติม ต้องทำธุรกิจเสริม ต้องนำเงินไปลงทุน รู้สึกว่าต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นตอนแก่น่าจะลำบาก

ความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังแนวทางนี้ก็คือ “มีเงินมากๆ เอาไว้ก่อนอุ่นใจดี แต่วันนี้ต้องยอมเหนื่อย”

ส่วนเรื่องเล่าที่สองก็คือเรื่องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กระแส Longevity กำลังมาแรง ทั้งคาร์ดิโอ ทั้งเวตเทรนนิ่ง ทั้ง IF ทั้งลดคาร์บ ทั้ง Hyrox เราจะมีชีวิตที่แข็งแรงและยืนยาวได้ก็ด้วยการมีวินัยและใช้ชีวิตละม้ายคล้ายคลึงกับพลทหารและนักบวชเข้าไปทุกที

และนี่คือสองเรื่องที่ดูเหมือนจะขัดกัน

เรื่องแรกคือเราต้องมีเงินเก็บหลักสิบล้านเพื่อซื้อความสบายกายและสบายใจ

เรื่องที่สองคือเราควรใช้ชีวิตอย่างมีวินัย บริโภคแต่น้อย

ก็เลยกลายเป็นว่าเรากำลังใช้เวลาและพลังชีวิตไปมากมายเพื่อสะสมทรัพย์สิน ทั้งที่จริงแล้วเมื่อถึงเวลา เราแทบไม่มีความจำเป็นต้องใช้มันเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้อยู่แก่ใจการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลสจะทำให้ป่วยทั้งวันนี้และวันหน้า

ซึ่งย่อมมีคนเถียงว่าไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร การมีเยอะไม่ได้แปลว่าเราจะต้องตามใจกิเลสเสียหน่อย มันเป็นไปได้ที่เราจะมีเงินเยอะและเสพแต่น้อย ถ้าเกิดอะไรเลวร้ายขึ้นมาจะได้ล้มบนฟูก

ประเด็นของผมก็คือฟูกนี้มันจำเป็นต้องหนาแค่ไหน และเราต้องจ่ายอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้ฟูกนี้มา

ผมเห็นความเสี่ยงอยู่สามประการของการมุ่งเพิ่มความหนาของฟูก

หนึ่ง เมื่อเรามุ่งมั่นสร้างอนาคต เราอาจบกพร่องหรือละเลยในการดูแลคนใกล้ตัวของเราในปัจจุบัน

สอง หากเรามุ่งมั่นจะไปให้ถึงเส้นชัยด้วยความเร็วสูง เราก็อาจไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจและอาจสูญเสียสิ่งที่เคยสะสมมา

สาม เมื่อฟูกเราหนา เราก็มีทีท่าที่จะจับจ่ายใช้สอยแบบไม่ระมัดระวัง มันจะไม่ทำให้เราจนลงหรอก แต่มันจะทำให้บ้านเรารกขึ้น ตู้เย็นจะเต็มไปด้วยอาหารที่กินไม่ทันวันหมดอายุ ห้องนั่งเล่นมีแต่ข้าวของที่แทบไม่เคยได้หยิบมาใช้ และห้องเก็บของจะเต็มจนไม่มีที่ให้เดิน

การตั้งเป้าว่าต้องมี passive income เดือนละ 50,000 บาทโดยไม่กินเงินต้น อาจทำให้ทางเลือกของเราแคบลงเพราะมันไม่ใช่ First Principles Thinking

First Principles Thinking (การคิดเชิงหลักการพื้นฐาน) คือกระบวนการแก้ปัญหาด้วยการย่อยปัญหาซับซ้อนให้กลายเป็น “ความจริงพื้นฐาน” (Fundamental Truths) ที่ไม่อาจย่อยได้อีก

ถ้ากลับมาที่ความจริงพื้นฐาน เราสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยปัจจัยสี่ – อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค

เสื้อผ้าอาจจะเป็นโจทย์ที่ง่ายสุด อย่างน้อยก็สำหรับผู้ชายที่ไม่ได้ต้องแต่งตัวอะไรมากมาย

ยารักษาโรคอาจจะง่ายรองลงมา เพราะคนไทยเข้าถึงการแพทย์ได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ คนที่มีสตางค์หน่อยก็สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ และคนที่มองการณ์ไกลก็จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้

ที่อยู่อาศัยเป็นโจทย์ที่ยาก ยิ่งเห็นป้ายโฆษณาบ้านสมัยนี้ยิ่งถอดใจ แต่ถ้าเราตัดสินใจได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่กรุงเทพไปตลอด โจทย์นี้อาจจะง่ายขึ้น

อาหารอาจจะเป็นโจทย์ที่วุ่นวายที่สุด เพราะต้องหาใหม่ทุกวัน และเราคุ้นชินกับการซื้อกินมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมืองไทยในน้ำมีปลาในนามีข้าว ถ้าเราทำความรู้จักกับทรัพย์ในดิน เราก็อาจจะสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวได้

ที่ผมเขียนมาไม่ใช่ว่าผมเองจะทำได้ ผมทำอาหารไม่เป็น ซื้อกับข้าวก็ไม่เป็น ปลูกผักยังไม่ค่อยขึ้น แต่ก็คิดว่าสมควรแก่เวลาที่จะเริ่มศึกษาจริงจัง

และผมเองก็ไม่ได้คัดค้านหากใครจะตั้งใจเก็บเงินล้านเพื่อวัยเกษียณ มันคือสิ่งที่ผมเองก็กำลังทำ แต่ก็ต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่าในโลกที่ผันผวนและเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ การฝากความหวังไว้ที่ “การมีเงิน” เพียงอย่างเดียวอาจจะเสี่ยงไปหน่อย

ประเทศ / ปี / อัตราเงินเฟ้อ

ไทย / 2022 / 6%
ตุรกี / 2022 / 55%
ศรีลังกา / 2022 / 60%
อาร์เจนตินา / 2024 / 267%
เวเนซูเอลา / 2018 / 1,700,000%

กล่าวโดยสรุป โดยเนื้อแท้แล้วกายหยาบเราไม่ได้ต้องการบริโภคอะไรมากมาย ความเสี่ยงที่แท้จริงของคนที่ได้อ่านบล็อกนี้จึงไม่ใช่ความอดอยาก แต่เป็นการเสพที่ล้นเกิน เราจึงต้องรักษาวินัยในการนอน การเคลื่อนไหว และการกินให้คล้ายกับคนในเครื่องแบบ เพราะถ้าปล่อยตัวปล่อยใจเหมือนตอนที่ผมไป staycation น่าจะไม่เป็นการดี

การมีทรัพย์สินและเงินเก็บเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่ก็ให้ระวังว่าเราไม่จำเป็นต้องมีฟูกของเงินที่หนาเกินพอดี เพราะราคาที่ต้องจ่ายมันค่อนข้างสูง และสุดท้ายฟูกมันอาจจะแฟ่บลงภายในไม่กี่ปีโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย เราควรหันมาศึกษาการสร้างฟูกแห่งปัจจัย 4 เพราะเงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง

อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียวครับ

ใช้ชีวิตแบบกองทุนรวม

Morgan Housel เขียนไว้ในบทสุดท้ายของหนังสือ The Psychology of Money ว่าเขามีทรัพย์สินแค่สามอย่างเท่านั้น คือบ้าน บัญชีเงินฝาก และกองทุนรวม ซึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้หลายครั้งว่ากองทุนรวมที่เขาซื้อนั้นเป็นกองทุนของ Vanguard

Vanguard คือบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกที่ก่อตั้งโดย John Bogle ผู้บุกเบิกแนวคิดการลงทุนในกองทุนดัชนี (Index Funds) ที่บริหารจัดการแบบเชิงรับ (passive fund) ค่าธรรมเนียมของ Vanguard จึงต่ำมาก

มอร์แกนมองว่าเราไม่จำเป็นต้องเอาชนะตลาด เพราะเราไม่มีเวลาหรือความสามารถมากพอที่จะวิเคราะห์หุ้นเป็นรายตัว การซื้อหุ้นทั้งตลาดผ่านกองทุนอย่าง Vanguard คือวิธีการที่ง่ายที่สุดและกระจายความเสี่ยงได้ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วไป


John Bogle เจ้าของ Vanguard ชอบเล่าเรื่องหนึ่งอยู่บ่อยๆ:

ในงานปาร์ตี้ของมหาเศรษฐี เพื่อนซี้นักเขียนสองคนยืนคุยกัน

Kurt Vonnegut แซว Joseph Heller ว่าเจ้าภาพงานวันนี้หาเงินได้ในวันเดียวมากกว่าที่โจเซฟหาได้จากหนังสือ Catch-22 มาตั้งแต่หนังสือตีพิมพ์เสียอีก

โจเซฟจึงตอบเคิร์ทว่า

“I’ve got something he can never have.”

เคิร์ทเลยถามกลับ

“What on earth could that be, Joe?”

และนี่คือคำตอบของโจเซฟ

The knowledge that I’ve got enough.

สิ่งที่คนรวยหลายคนยังไม่มีและอาจไม่มีวันได้ครอบครอง คือความรู้จักพอ


เมื่อเดือนที่แล้ว ผมและเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปกินข้าวกับพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร เพื่อฉลองการเกษียณของพี่อ้น

ระหว่างที่เราคุยกันเรื่องสัพเพเหระ พี่อ้นเปรยว่ามีคนชอบเอาอาหารบำรุงร่างกายมาให้ทดลองกิน

พี่อ้นบอกว่าพอกินของที่ได้มาหมดแล้ว พี่อ้นก็หยุด แล้วไปกินอย่างอื่นต่อ เพราะเราไม่ควรกินของอย่างเดียวติดต่อกันนานๆ

ผมฟังพี่อ้นแล้วทำให้นึกถึง Tony Robbins หนึ่งในไลฟ์โค้ชที่ดังที่สุดในโลก และน่าจะเป็น “ตัวพ่อ” ของการใช้ชีวิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมาแต่ไหนแต่ไร

อาหารที่โทนี่โปรดปรานและกินเป็นประจำคือปลาทูน่าและปลา swordfish แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาก็รู้สึกว่าโทนี่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ และหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เมื่อไปตรวจกับหมอถึงพบว่าเขามีสารปรอทในร่างกายสูงระดับเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสารปรอทเหล่านี้เกิดจากการสั่งสมของปลาที่โทนี่กินประจำนั่นเอง


เมื่อเราพยายามเป็น “เวอร์ชั่นของตัวเองที่ดีที่สุด” เราอาจมีแนวโน้มที่จะหารูทีนที่เข้ากับเรา หาเมนูที่กินแล้วดีต่อสุขภาพ หาการออกกำลังกายที่จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนและทำให้เราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

แต่ความคิดที่จะ maximize อยู่ตลอดเวลาก็อาจกลับมาทำร้ายเราได้เช่นกัน เหมือนที่โทนี่กินแต่ปลาที่เขาเชื่อว่ามีประโยชน์สูงสุดจนมีสารปรอทอยู่เต็มตัว

ผมเองเคยสนใจแต่การออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ไม่ชอบเล่นเวท แล้วก็ได้พบว่าการวิ่งแต่เพียงอย่างเดียวโดยที่กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ไม่แข็งแรงพอก็ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรัง

ผมเคยชอบอ่านแต่หนังสือ how-to เพื่อจะได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่พอเริ่มอ่านให้กว้างกว่านั้น เช่นนิยาย ประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งหนังสืออย่างพุทธรรมก็ค้นพบว่าเนื้อหาบางอย่างจากหนังสือเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการทำงานยิ่งกว่าหนังสือ how-to เล่มดังเสียอีก

เหตุผลที่ Morgan Housel ลงทุนใน Index Funds อย่าง Vanguard ก็เพราะเขามองว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการได้รับผลตอบแทนสูงสุด คือจะลงทุนอย่างไรเพื่อจะได้ไม่ต้องนอนกระสับกระส่ายในยามค่ำคืน

เขามองว่าหากเขาได้ผลตอบแทนเท่าตลาด และยืนระยะได้ยาวนาน ถึงจุดหนึ่งเขาก็ย่อมมีเงินมากพอที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินของเขาได้ เหมือนโจเซฟ เฮลเลอร์ผู้เขียน Catch-22 เป้าหมายไม่ใช่การมีให้มากที่สุด แต่คือการรู้จักว่าแค่ไหนคือพอแล้ว

แน่นอนว่า “การใช้ชีวิตแบบกองทุนรวม” ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะบางคนก็แสวงหาความเป็นเลิศและพร้อมที่จะทิ้งบางอย่างเพื่อจะได้เป็นที่หนึ่งในบางเรื่อง

สำคัญคือการที่เรากลับมาถามตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน อยากมีไลฟ์สไตล์แบบใด จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งหรือก้าวหน้ากว่าคนอื่นหรือเปล่า

ถ้าอยากได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาด ก็อาจต้องทุ่มสุดทางกับหุ้นบางตัว

แต่ถ้าเราเป็นสายชิลและไม่แคร์เรื่องผลตอบแทนสูงสุด การใช้ชีวิตแบบกองทุนรวมก็สบายกาย-สบายใจดีนะครับ

ต้นกำเนิดหนังสือ 12 Rules for Life

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว หนังสือ “12 Rules for Life: An Antidote to Chaos” ของ Jordan B. Peterson นั้นโด่งดังมาก และตอนที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to นำมาแปลเป็นไทยในชื่อว่า “12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต” ก็มีกระแสที่ดีมากเช่นกัน

เป็นเวลาสักพักแล้วที่ผมนึกถึงต้นทางของหนังสือเล่มนี้

เมื่อปี 2012 Jordan Peterson ได้เข้าไปตอบคำถามที่มีคนโพสต์ไว้ใน Quora ว่า

“What are the most valuable things everyone should know?”

อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนควรรู้?”

ปีเตอร์สันลิสต์คำแนะนำออกมา 40 ข้อ มีคนมาโหวตเกือบสองหมื่นครั้งและแชร์ไปพันกว่าครั้ง จนมีคนเชียร์ให้ปีเตอร์สันต่อยอดเป็นหนังสือ จึงเป็นที่มาของ 12 Rules for Life (2018) และ Beyond Order (2021)

เหตุผลที่ผมอยากนำกฎทั้ง 40 ข้อมาแปลเป็นไทยลงบล็อกนี้ เพราะผมไม่แน่ใจว่า Quora จะยังอยู่ได้อีกนานแค่ไหน เนื่องจากเว็บนี้ (หรือแอปนี้) เคยเป็นโซเชียลมีเดียให้คนเข้ามาถาม-ตอบกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่การมาถึงของ Generative AI ก็น่าจะทำให้คนเข้า Quora น้อยลงไปพอสมควร – รวมถึงตัวผมเองด้วย

ดังนั้น ผมจึงอยากบันทึกคำแนะนำที่มีค่าของ Jordan Peterson เอาไว้ไม่ให้สูญหาย

และนี่คือกฎ 40 ข้อในการใช้ชีวิตจากปีเตอร์สัน สำนวนอาจแตกต่างจากสำนักพิมพ์บ้างไม่ว่ากันนะครับ

  1. จงพูดความจริง
  2. อย่าทำในสิ่งที่เราเกลียด
  3. จงประพฤติตัวในแบบที่เราสามารถอธิบายสิ่งที่เราทำได้อย่างตรงไปตรงมา
  4. จงแสวงหาสิ่งที่มีความหมาย ไม่ใช่สิ่งที่สะดวกสบายหรือให้ผลประโยชน์ระยะสั้น
  5. หากต้องเลือก จงเป็นคน “ทำงาน” แทนที่จะเป็นคนที่ “ถูกเห็นว่ากำลังทำงาน”
  6. จงใส่ใจ (pay attention)
  7. เวลาคุยกับใคร ให้นึกไว้ก่อนว่าเขาอาจรู้บางอย่างที่เราจำเป็นต้องรู้ จากนั้นก็จงฟังเขาอย่างตั้งใจ เพื่อที่เขาจะเล่าเรื่องนั้นให้เราทราบ
  8. จงลงมือลงแรงในการรักษาชีวิตคู่ให้ชื่นมื่น
  9. เลือกให้ดีว่าจะเล่าข่าวดีให้ใครฟัง
  10. เลือกให้ดีว่าจะเล่าข่าวร้ายให้ใครฟัง
  11. ในทุกที่ที่เราไป จงทำให้อะไรดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งอย่าง
  12. จินตนาการถึงคนที่เราอาจเป็นได้ แล้วมุ่งหน้าไปในทิศทางนั้นอย่างแน่วแน่
  13. อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนเย่อหยิ่งหรือเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ
  14. พยายามทำให้ห้องหนึ่งในบ้านสวยที่สุดเท่าที่จะทำได้
  15. เปรียบเทียบตัวเองกับตัวเราเมื่อวานนี้ ไม่ใช่กับคนอื่นในวันนี้
  16. ลองทุ่มเทกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เต็มที่ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น
  17. หากความทรงจำเก่าๆ ยังทำให้เราร้องไห้ จงเขียนมันออกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
  18. รักษาความสัมพันธ์กับผู้คนเอาไว้
  19. อย่าดูถูกสถาบันหรืองานศิลปะโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีๆ
  20. เราดูแลคนที่เรารักและใส่ใจอย่างไร เราก็ควรดูแลตัวเองอย่างนั้นด้วยเช่นกัน
  21. ลองขอความช่วยเหลือเล็กๆ จากใครบางคน อนาคตเขาจะได้กล้าขอความช่วยเหลือจากเราบ้าง
  22. เลือกคบคนที่ต้องการให้เราได้ดี
  23. อย่าไปพยายามช่วยคนที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ และจงระวังให้มากเมื่อต้องช่วยคนที่อยากได้รับความช่วยเหลือ
  24. สิ่งใดที่เราทำออกมาอย่างตั้งใจ สิ่งนั้นมีความหมายเสมอ
  25. เก็บบ้านของเราให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปวิจารณ์โลก
  26. แต่งตัวให้เหมือนคนที่เราอยากจะเป็น
  27. จะพูดอะไรก็จงพูดให้ตรงประเด็นและชัดเจน
  28. ยืนให้ตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง
  29. อย่าหลีกเลี่ยงสิ่งที่น่ากลัวถ้ามันขวางทางเราอยู่ และอย่าทำสิ่งที่อันตรายโดยไม่จำเป็น
  30. อย่าปล่อยให้ลูกๆ ทำสิ่งที่จะทำให้เราไม่ชอบเขา
  31. อย่าปฏิบัติกับภรรยาเหมือนคนใช้
  32. อย่าซ่อนสิ่งที่ไม่อยากเผชิญหน้าไว้ในความคลุมเครือ
  33. คอยสังเกตว่าโอกาสมักซ่อนอยู่ ณ ที่ซึ่งความรับผิดชอบถูกละทิ้งไป
  34. จงอ่านงานเขียนของคนยิ่งใหญ่
  35. เมื่อเจอแมวตามท้องถนน จงก้มลงลูบหัวมันบ้าง
  36. อย่าไปยุ่งกับเด็กๆ ที่กำลังเล่นสเกตบอร์ด
  37. อย่าปล่อยให้คนพาลลอยนวล
  38. หากพบเห็นสิ่งที่ต้องแก้ไข ให้เขียนจดหมายถึงรัฐบาลพร้อมเสนอแนวทางแก้
  39. จำไว้ว่าสิ่งที่เรายังไม่รู้มีค่ากว่าสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว
  40. จงรู้สึกขอบคุณแม้ในยามที่ต้องทนทุกข์

สิ่งที่เราพยายามซื้อคือความแน่นอน

บทสนทนาหนึ่งที่ผมชอบมาก คือตอนที่ Sean D’Souza ผู้เขียนหนังสือ The Brain Audit คุยกับ “ทอย DataRockie” ซึ่งทอยได้เขียนเล่าไว้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา

[“แอด” หมายถึงตัวทอยเอง]

  1. Sean ถามแอดว่า “งานอดิเรกคุณคืออะไร” แอดตอบ “ชอบอ่านหนังสือ” Sean บอก “อ่านหนังสือไม่ใช่งานอดิเรก .. คุณกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัยใช่ไหม” นั่นนน มองออกเฉย 555+
    .
  2. แอดรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ “กลัว” ไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะไปไม่รอด แต่กลัวว่าคิโนะลูกชายแอด (อายุ 10 เดือน) โตขึ้นมา อาจจะต้องเจอชีวิตที่ยากลำบากกว่าปัจจุบันนี้อีกมาก
    .
  3. Sean บอก “สอนลูกให้เติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่ง มีรากที่หยั่งลึกลงในพื้นดิน” ถ้าเค้าเลือกเส้นทางแห่งความแข็งแกร่ง เค้ามีทางเดินไปต่อได้เสมอ The Obstacle is The Way

เมื่อผมมานั่งมองตัวเอง และคนรอบตัว ก็พบว่าหลายๆ อย่างที่เราทำ ก็เพื่อซื้อความแน่นอนให้อนาคต

เราเก็บเงินและลงทุนในวันนี้ ก็เพื่อที่เราจะได้มีกินมีใช้ในวัยเกษียณ

เราออกกำลังกายและใส่ใจสุขภาพ ก็เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อในวัยชรา

เราทำงานไม่หยุดไม่หย่อน เพื่อที่จะได้มีเงินส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เพื่อให้ลูกของเรามีอนาคตที่สดใส

หรือแม้กระทั่งการที่เรา “ไม่ทำอะไร” บางครั้งก็เป็นไปเพื่อ “ซื้อความแน่นอน” เช่นกัน

หมดใจกับงานเดิมมาหลายปีแต่ก็ไม่ยอมหางานใหม่ เพราะไม่รู้ว่าถ้าได้งานใหม่จะทำได้ไหมและจะต้องเจออะไรบ้าง

ไม่ยอมเลิกคบกับแฟนที่ทำร้ายกัน เพราะกลัวความเหงาหรือกลัวเจอคนใหม่ที่ไม่ใช่ยิ่งกว่าเดิม

ไม่ยอมปรับวิธีการใช้ชีวิต เพราะเคยชินกับวิถีแบบนี้มานาน

สำหรับบางคน แม้สิ่งที่ต้องผจญอยู่จะเป็นความทุกข์ แต่อย่างน้อยก็เป็นความทุกข์ที่คุ้นเคย เป็นความทุกข์ที่แน่นอน ซึ่งอาจอุ่นใจกว่าการออกไปเจอความทุกข์ที่ไม่แน่นอน


ผมเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง จำถ้อยคำเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่เนื้อหาประมาณว่า

บางศาสนาสอนว่าหากเราเชื่อในพระเจ้า เราจะมีชีวิตนิรันดร์ในโลกหน้า

ขณะที่บางศาสนา สอนให้เราเข้าถึง “อนันตกาลของปัจจุบัน” ในโลกนี้

เมื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรากฎการณ์ตรงหน้า อัตตาก็จะหายไป “เวลา” จะอันตรธาน ไม่มีทั้งอดีตหรืออนาคตกาล มีเพียง “ที่นี่เดี๋ยวนี้” ทอดยาวติดต่อกันไปตลอดเส้นทาง

ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ว่ามีอยู่จริง ขณะที่อนาคตนั้นเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ

เราจึงไม่ควรเพียงหวังสร้างอนาคตอันแน่นอน แต่เราควรจะลดความกลัวที่เรามีต่ออนาคตอันไม่แน่นอนด้วย

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek ได้พูดถึงแนวคิดเรื่อง Stoicism (สโตอิก) อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคที่เรียกว่า “การจินตนาการถึงความเลวร้าย” (premeditatio malorum)

ในแต่ละปี Ferriss จะลองใช้ชีวิตด้วยการสวมเสื้อผ้าเก่าๆ นอนบนพื้นแข็งๆ หรือกินอาหารราคาถูกติดกันหลายๆ มื้อ

การทำเช่นนี้เพื่อจะช่วยย้ำเตือนให้ Ferriss ตระหนักได้ว่า “ชีวิตที่เลวร้าย” นั้นอาจไม่ได้แย่อย่างที่เขาคิด

เมื่อจิตใจมีภูมิคุ้มกันต่อความทุกข์ เมื่อเรารู้แล้วว่าเราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่แย่ที่สุด เราก็จะมีความกล้าและมั่นใจมากขึ้นที่จะทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะต่อให้ล้มเหลว เราก็จะยังรับมือกับผลลัพธ์ที่ตามมาได้


โดยแท้จริงแล้ว ความไม่แน่นอนนั้นไม่ใช่ bug แต่เป็น feature

ครูบาอาจารย์จึงสอนให้เราหัดสังเกต ว่าโลกนี้มันเปลี่ยนแปลง ทนอยู่ได้ยาก และไม่อาจควบคุม

หากเราเข้าใจความจริงข้อนี้ เรากับความไม่แน่นอนก็อาจเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

“พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ เคยบอกไว้ว่า เพราะโลกนี้มันอนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก

วันนี้ปัญหาเป็นแบบนี้ แต่พรุ่งนี้มันจะมีปัจจัยใหม่ ตัวละครใหม่ เงื่อนไขใหม่ๆ เข้ามา

เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง โจทย์และทางออกย่อมมีความลื่นไหลเสมอ

ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เพราะมันให้ได้ทั้งคุณและโทษ ทำให้ชีวิตของเราน่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความเป็นไปได้

สิ่งที่เราควรทำ จึงไม่ใช่การวิ่งหนีหรือทำลายความไม่แน่นอนให้หมดสิ้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้

แต่เป็นการฝึกฝนตนเองให้เป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่ง มีรากที่หยั่งลึกลงในพื้นดิน เพื่อพร้อมรับพายุฝนแห่งความไม่แน่นอนที่จะมาเยือนเราในทุกฤดูกาลของชีวิตครับ