ก่อนตัดสินใจเรื่องย้ายงาน อย่าลืมทดสอบสมมติฐานของตัวเอง

เดือนเมษายนปี 1992 สวนสนุกดิสนีย์แลนด์สาขาที่ 4 ได้เปิดทำการในกรุงปารีส หลังจากสามสาขาแรกในอเมริกาประสบความสำเร็จไปอย่างงดงาม

แต่แค่เพียงสองปีแรก ดิสนีย์แลนด์ปารีสก็ขาดทุนสะสมไปแล้วกว่า 2 พันล้านเหรียญ หรือเท่ากับ 4.5 พันล้านเหรียญหรือแสนห้าหมื่นล้านบาทในปี 2026

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่สำคัญที่สุดของดิสนีย์ คือคาดการณ์จำนวนวันเที่ยวของลูกค้าผิด

ดิสนีย์คาดการณ์ว่าจะมีลูกค้ามาเที่ยวปีละ 11 ล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้ดิสนีย์คาดการณ์ถูกต้อง

แต่ดิสนีย์คาดการณ์ว่าลูกค้าแต่ละคนจะอยู่ที่ดิสนีย์แลนด์เฉลี่ยคนละ 3 วัน เพราะนี่คือค่าเฉลี่ยของดิสนีย์แลนด์สามแห่งที่ผ่านมา

11 ล้านคน x 3 วัน = 33 ล้านวัน ดิสนีย์แลนด์จึงวางแผนสร้างโรงแรมแบบหรูหราถึง 7 แห่งเพื่อรองรองรับลูกค้าที่จะมาเที่ยว 33 ล้านวัน

แต่ปรากฎว่าลูกค้าส่วนใหญ่มาเที่ยวดิสนีย์แค่วันเดียวเท่านั้น เพราะดิสนีย์แลนด์ปารีสในตอนนั้นมีเครื่องเล่นเพียง 15 ชิ้น ซึ่งน้อยกว่า 3 สาขาแรกที่มีเฉลี่ยถึง 45 ชิ้น แถมตัวดิสนีย์แลนด์ก็ไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองมากนัก คนเลยเลือกที่จะไม่พักโรงแรม ดังนั้นโรงแรมหรูหราที่สร้างขึ้นมามากมายจึงมีคนมาพักน้อยมาก ไม่คุ้มกับที่ลงทุนไป

ตอนที่ทีม finance ทำตัวเลข projections ต่างๆ ทีมงานต่างมีสมมติฐานว่า “ลูกค้าจะอยู่ที่นี่ 3 วัน” ซึ่งสมมติฐานนี้ก็ถูกใส่ไปในสูตรการคำนวณต่างๆ โดยที่ไม่มีใครเอะใจ และโดยปกติของทีมงานก็ย่อมอยากทำตัวเลขให้ดูดีเพื่อเอาใจผู้บริหารอยู่แล้ว

ไม่มีใครตั้งคำถามกับตัวเลข projections ว่า “อะไรคือข้อสมมติฐานที่ต้องเป็นจริง เพื่อที่จะให้ตัวเลขที่ทำมานั้นถูกต้อง”


นี่คือเรื่องเล่าจากในหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton Christensen หนึ่งในศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Harvard Business School

เคลย์ตันบอกว่า สิ่งที่ผู้คนมักจะละเลยเวลาตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ทั้งเรื่องทางธุรกิจและเรื่องส่วนตัว ก็คือการทดสอบสมมติฐานที่เรามีเกี่ยวกับเรื่องนั้น

เวลาคิดจะเปลี่ยนงาน เราจึงควรถามตัวเองว่า

“อะไรคือสมมติฐานที่จะต้องเป็นจริงเพื่อให้เราสามารถทำงานนี้ได้ดีเหมือนอย่างที่เราคิดไว้ และเราจะทดสอบมันด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดได้อย่างไร?”

เคลย์ตันยกตัวอย่างของลูกศิษย์ของตัวเองที่เคยทำงานอยู่ในองค์กรการกุศลในเอเชียมาก่อนที่จะมาเรียน MBA ที่ฮาร์วาร์ด พอเรียนจบก็มีบริษัทมาจีบมากมาย โดยเธอเองอยากทำโปรเจ็กต์สร้างธุรกิจในประเทศที่กำลังพัฒนา

บริษัทร่วมลงทุน (venture capital) แห่งหนึ่งสัญญากับเธอว่า แต่ละปีจะใช้เงิน 20% ไปกับธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนา และเธอจะได้ทำโปรเจ็กต์เหล่านั้น เธอจึงตัดสินใจเลือกทำงานที่นี่

แต่เวลาผ่านไปหลายปี บริษัทนี้กลับแทบไม่ได้ลงทุนอะไรในประเทศกำลังพัฒนาเลย และเธอก็ได้แต่ถูกมอบหมายให้ดูแลโปรเจ็กต์ในอเมริกาเท่านั้น เธอจึงรู้สึกเหมือนถูกบริษัทหลอกในช่วงวัยที่กำลังมีไฟและมีแรงที่สุดในอาชีพการงาน

เคลย์ตันบอกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอควรจะตั้งคำถามว่า “สมมติฐานข้อใดต้องเป็นจริง เพื่อที่ฉันจะได้ทำโปรเจ็กต์ในประเทศกำลังพัฒนากับบริษัทแห่งนี้”

สิ่งที่ลูกศิษย์คนนี้พอจะทำได้ คือศึกษาบริษัทอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในการทำโปรเจ็กต์ในประเทศกำลังพัฒนาว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง เช่นมีการลงทุนในประเทศเหล่านั้นอยู่แล้ว มีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ และมีนักลงทุนที่มาลงเงินเพราะสนใจประเทศเหล่านี้ หรือไม่เธอก็อาจจะเลือกฝึกงานที่นี่แค่ 3 เดือนก่อนจะเซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำ

ด้วยการทดสอบสมมติฐานเหล่านี้ เธอน่าจะค้นพบว่าบริษัทที่เธอร่วมงานด้วยมีโอกาสน้อยมากที่จะเปิดโปรเจ็กต์ที่เธออยากทำ


ผมเองก็เคยตัดสินใจย้ายงานโดยไม่ทำการบ้านให้ดี ไม่ได้ทดสอบสมมติฐานต่างๆ เท่าไหร่ อาจจะเพราะลึกๆ เราก็อยากให้มันเป็นจริง แต่เรากลัวว่ามันจะไม่จริง ก็เลยเลือกที่จะมองข้ามไปและคิดเข้าข้างตัวเองไปก่อน สุดท้ายแล้วผลที่ออกมาคือผมอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน

เรื่องการทดสอบสมมติฐานนี่ผมคิดว่าใช้ได้กับหลากหลายสถานการณ์มาก การเปลี่ยนงาน การลาออก การเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง หรือแม้กระทั่งการเลือกคู่ครอง

อย่าให้ “ภาพฝัน” ของเรามาบดบังความจำเป็นในการ “ทำการบ้าน และทดสอบสมมติฐาน” แม้ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราหวัง แต่ก็ดีกว่าเสียแรงและเสียเวลามากไปกว่านั้นจากการคิดเข้าข้างตัวเองครับ

การที่เรายังอยู่ตรงนี้ ก็เหมือนถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่

สมัยก่อน ผมเคยเปิดคอร์ส Time Management ให้กับคนที่บริษัทและประชาชนทั่วไป น่าจะได้สอนไปเกิน 10 รุ่น ไม่ต่ำกว่า 200 คน

ประโยคแรกที่ผมพูดในคอร์สนี้ ก็คือ Time Management เป็นคำที่ผิด เพราะอันที่จริงแล้วเราไม่สามารถจัดการเวลาได้เลย เวลามีแต่จะเดินหน้าไป เราไม่สามารถทำให้เวลาเดินเร็วกว่านี้ และไม่อาจทำให้มันเดินช้ากว่านี้ ไม่อาจตัดแต่งเวลาให้อนาคตมาก่อนอดีตได้

เมื่อเราจัดการเวลาไม่ได้ สิ่งเดียวที่จัดการได้คือตัวเราเอง ว่าจะทำตัวอย่างไรเพื่อใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หนังสือเรื่องการจัดการเวลามีอยู่มากมาย เพราะโลกก็สร้างสิ่งละอันพันละน้อยให้เรารู้สึกว่าต้องทำได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความรู้สึกว่าเวลาไม่เคยมีพอนั้นทำให้เกิดบทความหัวข้อประมาณ “Why You’ll Never Finish Your To-Do List” เพราะยิ่งทำงานมากก็ยิ่งมีงานเข้ามามาก เราเลยต้องเหมือนแข่งกับเวลาอยู่ตลอด เทคนิคอย่าง Pomodoro ก็ออกแบบออกมาให้เราทำงานเสร็จให้เร็วที่สุดภายในเวลาที่น้อยที่สุด

นั่นคือวิธีการมองเวลาในมุมหนึ่ง มองว่าเวลาเป็นคู่แข่งที่เราต้องเอาชนะมันให้ได้

แต่มันก็มีวิธีมองเวลาในอีกมุมเช่นกัน

สมมติว่าจู่ๆ วันหนึ่งเราตื่นมาแล้วพบว่ามีล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่อยู่ในมือ เราไม่รู้ว่าได้มันมาได้ยังไง แต่เรารู้ว่ามันเป็นของจริง และเอาไปขึ้นเงินได้แน่นอน

ถามว่าเราจะรู้สึกอย่างไร? เราอาจจะบ่นว่าน่าจะได้รางวัลใหญ่กว่านี้ หรือเราอาจกังวลว่าจะต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ แต่อารมณ์โดยรวมของเรา น่าจะเป็นไปในทางบวก และเริ่มฝันหวานว่าจะเอาเงินรางวัลไปทำอะไรบ้าง

เราจึงสามารถมองเวลาด้วยสายตาของคนถูกล็อตเตอรี่ได้เช่นกัน เพราะการที่เราได้เกิดมานั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas ว่า ถ้า 66 ล้านปีที่แล้ว อุกกาบาตตกมายังโลกเร็วหรือช้ากว่านี้แค่ไม่กี่นาที ไดโนเสาร์จะไม่สูญพันธุ์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นบรรพบุรุษของ Homo Sapiens ก็คงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากจนได้ขึ้นมาครองโลกขนาดนี้

และถ้ารุ่นทวดของเราไม่ได้เจอกัน ปู่ย่าตายายไม่ได้แต่งงานกัน หรือพ่อแม่ของเราไม่ได้พบกัน เราก็จะไม่ได้เกิดมา และแม้กระทั่งตอนที่ปฏิสนธิ หากมีความคลาดเคลื่อนเพียงนิดเดียว อสุจิอีกตัวเจาะไข่ได้ก่อน คนที่จะได้เกิดมาก็จะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เรา

การที่เราได้เกิดมาและมานั่งอ่านบทความอยู่ตรงนี้ จึงเป็นปาฏิหาริย์ซ้อนปาฏิหาริย์ นับครั้งไม่ถ้วน

ดังนั้น แทนที่เราจะรู้สึกขุ่นเคืองใจว่ามีภาระและสิ่งที่ต้องทำเยอะเกินไปจนเวลาไม่เคยพอ เรากลับควรรู้สึกขอบคุณว่าเวลาที่เรามี ณ ที่นี่ ตรงนี้ และต่อจากนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ที่เราได้มาโดยไม่ต้องพยายามหรือทำอะไรเพื่อคู่ควรกับรางวัลนี้ด้วยซ้ำ

มีนาคมปีที่แล้ว ผมได้สบตากับยมฑูตตอนเดินลงจากออฟฟิศชั้น 24 ระหว่างเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ตอนนั้นในใจรู้สึกว่าทุกอย่างอาจจะจบลงตรงนี้จริงๆ

พอเดินลงมาถึงชั้นล่างสุดและออกจากตึกมาได้ ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนได้เกิดใหม่ขนาดย่อมๆ

หลายวันต่อจากนั้น ไม่ว่าผมจะเจอเรื่องอะไรที่อาจจะทำให้ขุ่นเคืองใจ รถจะติด แฟนจะงอน ลูกจะงอแง ผมกลับรู้สึกขอบคุณทุกเหตุการณ์ เพราะอย่างน้อยที่สุดผมก็ยังอยู่ตรงนี้เพื่อจะได้รับรู้และมีประสบการณ์ไปกับมัน

เมื่อวานนี้ผมได้ข่าวการจากไปของ “แกรม” อดีตเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าผมไม่กี่ปี นิสัยดี เล่นเปียโนเก่ง และวิ่งเร็วมาก ภาพที่จำได้แม่นคือตอนที่บริษัทจัดงานวิ่ง 5 กิโล วิ่งสองรอบสวนลุม ผมอยู่ในกลุ่มที่วิ่งนำมาโดยตลอด แต่ 500 เมตรสุดท้ายโดนแกรมวิ่งขึ้นมาตีคู่และนำโด่งจนเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก

เท่าที่ผมทราบ แกรมป่วยด้วยโรคเดียวกับ “ต้อม” เพื่อนสนิทที่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ต้อมเกิดปีเดียวกับผม หน้าตาดี นิสัยดี มีแต่คนรักและระลึกถึงอยู่จนทุกวันนี้

ล็อตเตอรี่ของแต่ละคนย่อมมีรางวัลไม่เท่ากัน

สำหรับคนที่รู้สึกว่ามีอะไรให้ต้องทำเยอะเกินไป และมีเวลาไม่เคยพอ ขอให้ระลึกได้ว่าโลกนี้ไม่ได้ติดค้างอะไรเรา เวลาที่เราได้มาและยังมีเหลืออยู่คือรางวัลใหญ่ สิ่งที่เราทำได้คือเอ็นจอยและมองเห็นคุณค่า

แล้วเราจะมีท่าทีต่อเวลาที่เป็นมิตรกว่านี้ครับ


ขอบคุณคอนเซ็ปต์เรื่องเวลาคือล็อตเตอรี่จากหนังสือ Big Time: A Simple Path to Time Abundance ของ Laura Vanderkam

ราคาของความง่าย กำไรของความยาก

ชีวิตคนเราสมัยนี้ – โดยเฉพาะชีวิตคนกรุง – มักจะถูกทำร้ายจากความสบายมากกว่าความลำบาก

อย่างในอเมริกา ปัญหาของคนจนไม่ได้เกิดจากการมีอาหารไม่พอกิน แต่เพราะว่ามีอาหารไร้คุณภาพให้กินมากเกินไปจนเป็นโรคอ้วน ประชากรอเมริกันที่ค่า BMI เกิน 30 นั้นมีถึง 40% เทียบกับญี่ปุ่นที่มีเพียง 4%

คนเรามักจะมองไม่เห็น “ราคา” ของความง่ายหรือความสะดวก เพราะอะไรที่เร็วและถูก สมองก็จะตีความโดยอัตโนมัติว่า “คุ้มค่า”

เหมือนการเล่นโซเชียลที่แสนง่ายดายแถมไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท แต่จริงๆ แล้วต้นทุนมหาศาล เพราะมันต้องแลกด้วยเวลาชีวิต สติสัมปชัญญะ และโอกาสที่จะทำบางสิ่งที่เราปรารถนามากกว่าการไถฟีด

การนอนดึกก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำได้ง่าย เรานอนดึกเพราะว่าต้องการ “ทวงคืนอิสรภาพ” ที่หาได้ยากในช่วงเวลากลางวัน จึงใช้ตอนกลางคืนทำในสิ่งที่เราอยากทำ ผลก็คือนอนตื่นสาย หรือนอนไม่พอ ต้องเผชิญกับรถติด แถมความล่าช้าและความหงุดหงิดยามเช้าอาจส่งผลต่อพลังงานและตารางเวลาของทั้งวัน เหมือนดังสุภาษิตของชาวยิดดิชที่ว่า “Lose an hour in the morning, chase it all day.”

การตามใจลูกก็ทำได้ง่าย เพราะพ่อแม่สมัยนี้อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก แต่ถ้าลูกได้ทุกอย่างมาง่ายเกินไปเขาก็จะเป็นคนมองไม่เห็นคุณค่า และเขาอาจพลาดโอกาสที่จะได้มาซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเอง (self-esteem) เมื่อสามารถทำอะไรสำเร็จด้วยความพยายามและความอดทนรอคอย

ในมุมกลับกัน เรื่องยากๆ มักจะมีกำไรเสมอ

พี่โจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ มักจะเขียนเล่าในเพจ “เขียนไว้ให้เธอ” อยู่บ่อยๆ ว่า ช่วงต้นชีวิตการทำงาน เหตุผลที่เขาเติบโตได้ดีในดีแทคทั้งที่ไม่ได้เป็นคนเก่งฉกาจอะไร ก็เพราะว่าเขาพร้อมทำงานที่คนอื่นไม่อยากทำ และเมื่อดีแทคไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง มันจึงบีบบังคับให้ทีมงานต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างการจัดหนังกลางแปลงเดินสายไปทั่วประเทศ ความยากจึงสร้างคุณค่า จนได้บทสรุปในกาลต่อมาว่า “กันดารคือสินทรัพย์”

ถ้าในเรื่องสุขภาพ แน่นอนว่าเรื่องยากๆ อย่างการออกกำลังกายนั้นสร้างกำไรมหาศาลให้กับเราได้ เหมือนที่ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ว่าการออกกำลังกายจะทำให้เรามี healthspan ที่ยืนยาว แก่ตัวไปก็ไม่เป็นภาระลูกหลาน และช่วยลดความเสี่ยงที่จะทุกข์ทรมานจากสี่พญามารอย่างโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม

จะว่าไป การทำอะไรที่ต่อเนื่องและยาวนานอย่างการเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ก็เป็นเรื่องที่ยากพอดู และแม้มันจะไม่เคยสร้างรายได้ทางตรงให้กับผมเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ “กำไรมวลรวม” ที่มีต่อตัวผมเองและทุกคนที่ได้อ่านบล็อกนี้ก็นับว่าเกินคุ้มเมื่อเทียบกับแรงที่ลงไป

อะไรที่ง่ายและเร็ว อย่าคิดว่าไม่มีต้นทุน

อะไรที่ยากและช้า ก็อย่าคิดว่าไม่มีกำไร

ถ้าเปลี่ยนเป็นคำคล้องจองอย่าง “กำไรของความช้า ราคาของความเร็ว” หรือ “ราคาของความง่าย กำไรของความยาก” และลองท่องซ้ำๆ สักสามสี่รอบ มันอาจจะกลายเป็นเสียงที่ปรากฏขึ้นในหัวบ่อยๆ

และเมื่อนั้น เราอาจจะมีสติพอที่จะหยุดตัวเองจากเรื่องที่ง่ายดายและรวดเร็ว และมีแรงใจพอที่จะทำเรื่องยากๆ และต้องใช้เวลา

เพราะเรารู้ดีว่ามันจะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้นในระยะยาวครับ

ไม่มีอะไรให้คาใจ ไม่มีใครมองเห็น

“ที่เชียงดาว เวลาเป็นของเรา”

คู่สนทนาบนโต๊ะชากล่าวกับผมและภรรยา

เมื่อสองเดือนที่แล้ว ผมได้ขึ้นไปนอนที่เชียงดาว ใช้เวลาอ้อยอิ่งและสนทนาอยู่สองวันสองคืน

เข็มนาฬิกาเดินไปอย่างเนิ่นช้า ทำอะไรไปหลายอย่างแล้วยังมีเวลาเหลือ

พอกลับมากรุงเทพ เวลาไม่ค่อยเป็นของเราเท่าไหร่ หรือสำหรับบางคน เวลาก็ไม่เคยเป็นของเราเลย เพราะแค่ทำงาน ดูแลบ้าน ดูแลคนในครอบครัวก็หมดวัน

แล้วเราจะจัดสรรเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน (และในแต่ละชีวิต) อย่างไรดี?

ผมนึกถึง Rules of thumb สองข้อ ข้อแรกนั้นเคยได้อ่าน ข้อที่สองเคยได้ฟัง

ข้อแรกมาจาก Jeff Bezos

“I wanted to project myself forward to age 80 and say, ‘Okay, now I’m looking back on my life. I want to have minimized the number of regrets I have.’”

ในวันที่เบโซสอายุ 80 ปี มองย้อนกลับมาแล้วเขาอยากจะเหลือเรื่องที่เสียใจให้น้อยที่สุด

และอย่างที่เคยมีคนกล่าว เราจะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ มากกว่าสิ่งที่ได้ทำ

สิ่งที่ไม่ได้ทำคือสิ่งที่เราตั้งใจว่าจะทำ แต่เพราะไม่มีเวลา หรือไม่มีความกล้า เราก็เลยผัดผ่อนมันเรื่อยมา จนกระทั่งประตูแห่งโอกาสในการทำสิ่งเหล่านั้นปิดไปอย่างถาวร

ยกตัวอย่างสองเรื่องที่ถ้าผมไม่ได้ทำคงจะคาใจเอามากๆ

เรื่องแรกคือการเอาเพลงที่แต่งไว้ตอนวัยรุ่นมาอัดในสตูดิโอ มีดนตรีเต็มรูปแบบ ซึ่งก็ได้ทำไปในปี 2020 วันก่อนลูกสาวทักขึ้นมาว่ามีกี่วิวแล้ว พอเข้าไปดูคือมีสองพันกว่าวิวเหมือนเดิม แต่ก็ดีใจมากที่วันนั้นทำจนสำเร็จ

เรื่องที่สองคือพาพ่อแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งก็ได้ทำในปี 2024 ไปเที่ยวเมืองเพิร์ธที่ออสเตรเลีย เช่าบ้านสี่ห้องนอน ไม่ได้ไปเที่ยวไหนมากมาย แต่ก็ได้ใช้เวลาด้วยกันทั้งสามรุ่น (ปู่-ย่า พ่อ-แม่-ลุง และหลานๆ) เป็นเวลาร่วมสิบวัน

ดังนั้น อะไรที่ถ้าเราไม่ได้ทำแล้วจะคาใจในภายหลัง ผมก็ขอเชียร์ให้หยิบขึ้นมาทำ

เขียนมาถึงจุดนี้ก็นึกถึงอีกคำหนึ่งในหนังสือ Chasing Daylight ที่เขียนโดย Eugene O’Kelly อดีต CEO ของ KPMG

O’Kelly ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสมอง และรู้ตัวว่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน เขาจึงใช้ 100 วันสุดท้ายของชีวิตเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

คำแนะนำสามพยางค์จากหนังสือเล่มนี้ที่ผมจำได้ดีคือ “Move it up.”

ถ้ามีอะไรที่อยากทำ จงเลื่อนมันขึ้นมาทำให้เร็วขึ้น เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่าจะเหลือเวลาอีกเท่าไหร่


ถ้าวิธีคิดของ Bezos และ O’Kelly จะช่วยให้เราได้ทำสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง เราก็ต้องหาทางตัดสิ่งที่ไม่สำคัญอย่างแท้จริงออกจากชีวิตด้วยเช่นกัน

เมื่อสองปีที่แล้ว ผมเชิญ Brian Klaas ผู้เขียนหนังสือ Fluke มาพูดที่ออฟฟิศ หนึ่งในคำแนะนำของเขาที่ผมชอบมากคือการเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร

เขาบอกว่า ในเมื่อทางเลือกของสิ่งที่เราจะทำได้นั้นมีเยอะเหลือเกิน วิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ คือให้ถามตัวเองว่า

“ถ้าไม่มีใครเห็นเราทำสิ่งนี้ เราจะยังทำมันอยู่มั้ย?”

ถ้าเราซื้อรถหรูคันนี้มาขับ และไม่มีใครเห็นเราขับรถคันนี้เลย เราจะยังซื้อมันอยู่มั้ย?

ถ้าเราวิ่งมาราธอนจบ sub-4 แต่เราไม่สามารถประกาศให้ใครรับรู้ได้เลย เราจะยังทำมันอยู่มั้ย?

ถ้าเราเขียนบทความนี้ แต่โดนปิดกั้นการมองเห็น เราจะยังเขียนมันอยู่มั้ย?

แน่นอนว่าในชีวิตจริง เวลาเราทำอะไรย่อมมีคนมองเห็น มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่การตั้งคำถามนี้จะช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เราทำเพราะว่าอยากทำและเห็นว่ามีประโยชน์ หรือเราทำเพราะว่าแสวงหาการยอมรับ

หากใครตอบว่าทั้งคู่ ก็ต้องดูให้ลึกขึ้นว่าน้ำหนักส่วนไหนมันเยอะกว่ากัน ถ้าน้ำหนักของการแสวงหาการยอมรับมันเยอะกว่า นั่นก็เป็นสัญญาณว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากทำสิ่งนี้เท่าไหร่ และคงไม่เป็นไรถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำมัน

ผมเองมีคนชวนไปเล่น Hyrox หลายหนแล้วเหมือนกัน แต่ใจกลับไม่ได้มีความอยากที่จะลงทุนลงแรงฝึกซ้อม ยิ่งพอถามคำถามว่าถ้าวันแข่งไม่มีคนเห็น หรือแข่งแล้วไม่โพสต์ถึงเลย เราจะยังทำมันอยู่มั้ย คำตอบก็ยิ่งชัดเจน


อะไรที่เราควรทำ แล้วยังไม่ได้ทำ ก็ใช้กฎข้อแรกของ Jeff Bezos

อะไรที่กำลังทำอยู่ แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องทำก็ได้ ก็ใช้กฎข้อสองของ Brian Klaas

ไม่มีอะไรให้คาใจ ไม่มีใครมองเห็น

แล้วเวลาอาจจะเป็นของเรามากกว่านี้ครับ

ไม่มีวันใดที่สูญเปล่า

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความหนึ่งที่ชอบมาก โดยเฉพาะกับคนที่อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามาโดยตลอด (แม้ช่วงหลังอาการจะทุเลาลงบ้างแล้วก็ตาม)

บทความมีชื่อว่า “everything is a win when the goal is to experience.” ของ sentimental being

ตัวบทความนั้นยาวมาก ผมจึงขอถอดความมาแค่บางส่วน และหวังว่ามันน่าจะพอเตือนใจเราให้ไม่ต้องใช้เวลาให้ productive เสมอไปก็ได้ครับ


ทุกอย่างคือชัยชนะ หากเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์

ถ้อยคำนี้วิ่งวนอยู่ในหัวราวกับเหรียญที่กำลังกลิ้งไป

เพราะถ้าข้อความนี้เป็นความจริง ชีวิตทั้งหมดของฉันก็ย่อมลงตัวไปโดยปริยาย

วันที่ฉันเคยคิดว่าเป็น “วันที่ล้มเหลว” วันที่ฉันนอนขดอยู่บนเตียงนานเกินไป วันที่ฉันไม่ได้ทำอะไรสำเร็จเลยสักอย่าง วันที่ฉันแค่อยู่ตรงนั้นและรู้สึกเศร้าหน่อยๆ และนอนดูพัดลมบนเพดานหมุนไปเรื่อยๆ วันแบบนั้นไม่ได้สูญเปล่าเลย มันคือวันที่ฉันได้เป็นมนุษย์อีกหนึ่งวันเช่นกัน วันที่ฉันได้อาศัยอยู่ในกายหยาบนี้ วันที่ฉันยังมีลมหายใจ มีความคิดคำนึง ยังมีชีวิต ยังอยู่ตรงนี้ ยังมีส่วนร่วมในการทดลองอันน่าฉงนฉงายที่ชื่อว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ การอกหักย่อมไม่ใช่เรื่องน่าอาย มันคือหลักฐานว่าฉันได้รักใครบางคนอย่างหมดจิตหมดใจ ความสับสนก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ มันเป็นเพียงความสงสัยที่ไม่ยอมลดราวาศอก และแม้กระทั่งความเบื่อหน่ายก็มีสัมผัส มีอุณหภูมิ และมีรูปร่างของมัน ไม่มีอะไรเลยที่ไร้ความหมาย เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านตัวฉันและทิ้งตะกอนเล็กๆ เอาไว้คล้ายฝุ่นผง คล้ายละอองเกสร คล้ายความทรงจำ และฉันคิดว่านั่นก็อาจเพียงพอแล้ว บางทีชีวิตที่สมบูรณ์อาจไม่จำเป็นต้องเป็นชีวิตน่าประทับใจก็ได้ บางทีชีวิตก็แค่ต้องถูกรับรู้อย่างลึกซึ้งและซื่อตรงเท่านั้น

บางคราวฉันก็นึกถึงตัวเองในหลายทศวรรษต่อจากนี้ ตัวฉันที่แก่กว่าตอนนี้ นุ่มนวลกว่านี้ และกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างที่ไหนสักแห่ง ฉันพยายามจินตนาการว่า ถ้าถึงวันนั้น ฉันจะคิดถึงอะไร ฉันคงจะไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ทำให้ฉันเครียดอยู่บ่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องความสำเร็จหรือเรื่องที่ฉันได้พิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็น สิ่งที่ฉันจะคิดถึงคงจะเป็นเรื่องที่บางเบาเอามากๆ อย่างเช่นเรื่องแดดยามบ่ายที่ทาบทาอยู่บนพื้นห้อง หรือเสียงของใครบางคนในห้องครัว หรือความรู้สึกของวัยหนุ่มสาวที่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะพบเจอกับอะไร และสิ่งที่ฉันจะคิดถึงมากที่สุดน่าจะเป็นการที่ฉันได้มาอยู่ ณ ที่นี่ ณ ตรงนี้

หากเรากระเถิบเข้ามาใกล้มากพอ เราจะพบว่าแท้จริงแล้วชีวิตนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มันไม่ได้ประกอบไปด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ หรือบทชีวิตที่เข้าใจง่ายๆ แบบที่เราเล่าให้คนอื่นฟังในงานปาร์ตี้ ชีวิตประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยและรายละเอียดที่เราจะสังเกตเห็นก็ต่อเมื่อเราหยุดที่จะเอาเป็นเอาตายกับชีวิต เราจะเห็นดอกไม้ที่โผล่ขึ้นมาตรงรอยแตกบนฟุตบาทราวกับจะย้ำเตือนว่าผืนแผ่นดินนั้นนุ่มนวลขนาดไหน สังเกตเห็นฝุ่นละอองนับร้อยพันล่องลอยอยู่ท่ามกลางแสงแดดราวกับดวงดาวที่อาบไปด้วยทองคำ ได้ยินเสียงของใครบางคนกำลังล้างจานอยู่ในห้องข้างๆ ที่ทำให้อุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนการได้ดื่มน้ำอึกแรกโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังกระหาย สัมผัสของกลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูบนหมอนที่เราหนุนนอน สังเกตเห็นลายมือของเราที่เปลี่ยนไปตามสภาพของจิตใจ รู้สึกถึงน่องที่ปวดเมื่อยหลังจากเดินมาทั้งวันและกระซิบบอกว่าเราได้เคลื่อนที่ไปในโลกใบนี้ สังเกตรสชาติของชาที่เปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนชง หนังสือเล่มเก่าที่มีกลิ่นของวันเวลา ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่เสียจนปัญหาของเราเหมือนเป็นเพียงเรื่องที่ปั้นแต่งขึ้นมา

เมื่อฉันจินตนาการถึงวันสุดท้ายที่จะมาถึง ไม่ใช่ในมุมที่น่าหวาดหวั่น แต่ในมุมที่ว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ แล้วทุกอย่างก็ลงตัวด้วยตัวมันเอง เพราะเมื่อเราระลึกได้ว่าวันหนึ่งเราจะไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งเรื่องที่แสนจะธรรมดาก็ดูจะมีประกายเรืองรองขึ้นมาทันที วันหนึ่งฉันจะไม่มีโอกาสได้รู้สึกถึงสบู่ตรงง่ามนิ้วมือ ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเอง หรือนอนอยู่บนพื้นและจ้องมองพัดลมหมุนวนบนเพดานอย่างแช่มช้า ไม่มีอีกแล้วเพลงที่จะทำให้ฉันน้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว ไม่มีอีกแล้วบทสนทนายามดึกดื่น ไม่มีอีกแล้วภาพของพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ฉันก็อยากจะเหนี่ยวรั้งทุกอย่างให้เข้ามาใกล้ฉันขึ้นอีกนิด แม้กระทั่งเรื่องน่าเบื่อ แม้กระทั่งเรื่องเศร้าๆ – โดยเฉพาะเรื่องเศร้าๆ – เพราะการที่ฉันเศร้าแสดงว่าฉันแคร์ ความเศร้าคือสิ่งที่บอกว่ามันสัมผัสฉันลึกมากพอที่จะฝากรอยช้ำเอาไว้

และรอยช้ำก็ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากหลักฐานที่ว่ามีการสัมผัสเกิดขึ้น ฉันไม่อยากจากโลกนี้ไปโดยไม่ถูกสัมผัส ไม่อยากร่อนผ่านโลกนี้ไปอย่างสวยๆ และไร้ซึ่งบาดแผล ฉันอยากเปรอะเปื้อน อยากมีรอยบุ๋ม อยากเต็มไปด้วยลายนิ้วมือ

ฉันอยากจะบอกว่า ใช่แล้ว ฉันเคยอยู่ตรงนี้ ฉันปล่อยให้ชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นกับฉัน ฉันไม่ได้เอาแต่ยืนอยู่ข้างสนามและเอาแต่จดบันทึก

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ ย่อมไม่มีวันใดที่สูญเปล่าเลย