น้ำหนักของฟางไม่ได้ทำให้วัวหลังหัก

20170228_load

It’s not the load that breaks you down. It’s the way you carry it.

ความหนักหนาของปัญหาไม่ได้ทำลายเรา

สิ่งที่ทำลายเราคือวิธีที่เรารับมือกับมันต่างหาก

― Lou Holtz

แต่เดิมโลกนี้มีแต่เหตุการณ์และสถานการณ์

แต่พอเริ่มมีมนุษย์ ก็เริ่มมีปัญหา

เพราะเราถือว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องเข้าไปแก้ ถ้าไม่แก้ต้องแย่แน่ๆ

ไอ้ความรู้สึกว่าต้องแย่แน่ๆ นี่แหละที่ทำให้เรา break down กันมานักต่อนัก

เพราะเราจะจับจดกับปัญหา จนลืมไปเลยว่าปัญหาไม่ใช่เราและเราไม่ใช่ปัญหา

ถามว่าภูเขาหนักมั้ย – หนัก

แต่เราไม่เป็นอะไรเพราะเราไม่ได้เข้าไปแบก

ถามว่าปัญหาหนักมั้ย – หนัก

และจะไม่เข้าไปแบกเลยก็คงทำไม่ได้ เพราะมันเป็นหน้าที่

แต่เราไม่ต้องและไม่ควรแบกมันตลอดเวลา

ถ้าค่ำแล้ว ก็ควรวางปัญหาลงชั่วคราว เพื่อจะได้ใส่ใจคนสำคัญ ซึ่งหมายรวมถึงตัวเราเองด้วย

It’s not the load that breaks you down. It’s the way you carry it.

ปัญหาจะหนักแค่ไหน ถ้าแบกถูกวิธี หลังก็ไม่หักง่ายๆ หรอกนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชีวิตที่เราภูมิใจ

20170227_proud.png

I hope you live a life you’re proud of. If you find that you are not, I hope you have the strength to start all over again.

ผมหวังว่าคุณกำลังใช้ชีวิตในแบบที่คุณภูมิใจ แต่ถ้าคุณยังไม่ภูมิใจกับชีวิตคุณ ผมก็ขอให้คุณจะเข้มแข็งพอที่จะเริ่มต้นใหม่นะ

– F. Scott Fitzgerald

เมื่อเช้าได้ฟังเพลง Creep ของวง Radiohead แล้วก็คิดถึงการเล่นดนตรีสมัยเด็กๆ

หนึ่งในความภูมิใจของผมคือการเล่นโซโลเพลง Don’t Look Back in Anger ของวง Oasis ในงานจบการศึกษาที่นิวซีแลนด์

ผมกับเพื่อนคนไทยตั้งวงชื่อ So L (โซแอล) และเป็นวงดนตรีวงเดียวที่ได้เล่นในคืนนั้นซึ่งเต็มไปด้วยนักเรียนและผู้ปกครองฝรั่ง

สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ตและ MP3 การแกะเพลงต้องใช้สเตริโอเปิดซีดีเอา ซึ่งก็ถือว่าสะดวกกว่าการใช้เทปคาสเซ็ตมากมายแล้ว

ผมซื้อหนังสือกีตาร์รายเดือนของฝรั่งซึ่งมีแท็บและคอร์ดเพลง Don’t Look Back in Anger เพื่อจะแกะเพลงนี้มานานหลายเดือน แต่จนแล้วจนรอดก็เล่นไม่ได้เสียที

จุดเปลี่ยนอยู่ที่การไปพักบ้านโจช่วงปิดเทอม

(ผมอยู่กับแม่บ้านชาวนิวซีแลนด์ในเมืองเล็กๆ ชื่อเทมูก้า ส่วนโจซึ่งแก่กว่าผมนั้นอยู่แฟลตกับแฟนที่เมืองไครส์เชิร์ช)

พวกเราจะนั่งเล่นเกมจนถึงตีสี่ตีห้า ตื่นมาเกือบบ่าย ไปเดินเล่นที่ห้าง หาอะไรกิน ก่อนจะกลับมานั่งเล่นกีต้าร์ เล่นเกมและคุยกับโจเคล้ากับเบียร์และกลิ่นบุหรี่และกินมาม่าตอนตีสอง

ผมใช้ชีวิตแบบนั้นถึงสองสัปดาห์เต็มๆ ก่อนจะกลับมาอยู่บ้านพร้อมด้วยความรู้สึกว่าเป็นสองสัปดาห์ที่ใช้เวลาอย่างทิ้งขว้างที่สุด

ไอ้ความรู้สึกเสียดายเวลาที่หายไปนี่แหละ ที่ทำให้ผมตั้งใจว่าจะเล่นโซโลเพลง Don’t Look Back in Anger เพื่อเป็นการชดเชยเวลาที่สูญหายไป

และหลังจากพยายามอยู่สองสัปดาห์เต็มๆ ฟังเพลงไปไม่ต่ำกว่าสองร้อยรอบ ผมก็เล่นเพลงนี้สำเร็จ และได้ไปเล่นในงานจบการศึกษา (จำได้ด้วยว่ามีเพื่อนฝรั่งคนนึงลุกขึ้นตบมือตอนเล่นเพลงนี้เสร็จ)

I hope you live a life you’re proud of. If you find that you are not, I hope you have the strength to start all over again.

เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้ตัวว่ากำลังใช้ชีวิตในแบบที่เราไม่ภูมิใจ ขอให้มีแรงฮึดขึ้นมาทำอะไรซักอย่างเพื่อเป็นการชดเชย

แล้วเราอาจรู้สึกขอบคุณช่วงเวลานั้น เหมือนที่ผมรู้สึกขอบคุณช่วงเวลาที่ไปอยู่บ้านโจครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา

20170226_sapiens11

สองตอนที่ผ่านมา เราพูดถึงเงินที่ช่วยหลอมรวมโลกในเชิงเศรษฐกิจ พูดถึงจักรวรรดิที่หลอมรวมโลกในเชิงรัฐศาสตร์ วันนี้เราจะมาพูดถึงศาสนาที่หลอมรวมโลกในเชิงจิตวิญญาณนะครับ

ระเบียบสังคม (social order) เป็นสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาทั้งนั้น เช่นการแบ่งคนออกเป็นวรรณะ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วในเชิงชีววิทยาเราแทบไม่มีอะไรต่างกันเลย

เมื่อระเบียบสังคมเป็นสิ่งที่จินตนาการขึ้น มันจึงมีความเปราะบาง และยิ่งสังคมมนุษย์ขยายใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปราะบางขึ้นเท่านั้น

บทบาทที่สำคัญของศาสนาก็คือ มันได้สร้างความชอบธรรมที่มาจากสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์ (superhuman legitimacy) ขึ้นมาช่วยลดความเปราะบางของระเบียบสังคมนี้

ศาสนาบอกว่ากฎกติกาหลายอย่างไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ตั้งขึ้นตามอำเภอใจ แต่เป็นคำบัญชาจากเบื้องบน เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อในแนวคิดนี้ คนย่อมไม่กล้าที่จะตั้งคำถามหรือแข็งขืนกับกฎระเบียบ สังคมนั้นจึงมีเสถียรภาพ

นิยามของศาสนา
“ศาสนา” คือระบบที่กำหนดบรรทัดฐานทางศีลธรรมโดยตั้งอยู่บนความเชื่อในเรื่องเหนือมนุษย์

ศาสนาจึงมีเกณฑ์วัดอยู่สองข้อ

1.ศาสนายึดถือว่าโลกนี้มีกฎระเบียบที่มาจากสิ่งที่เหนือมนุษย์ (superhuman order) ฟุตบอลไม่ถือว่าเป็นศาสนา เพราะถึงแม้ว่าฟุตบอลจะมีกฎกติกามากมายแต่คนที่ตั้งกฎเหล่านี้ขึ้นมาคือฟีฟ่า และพวกเขามีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงกฎเองได้

2.ศาสนาเป็นตัวกำหนดว่ามนุษย์ควรจะประพฤติตนอย่างไร คนมากมายเชื่อในเรื่องผีสางนางไม้ (ซึ่งเป็นความเชื่อเรื่องเหนือมนุษย์) แต่ความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดมาตรฐานทางศีลธรรมและความประพฤติ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นศาสนา

การที่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งจะมีบทบาทในการหลอมรวมคนจำนวนมากได้นั้นยังต้องมีคุณลักษณะเพิ่มอีกสองข้อ นั่นคือกฎกติกาที่ศาสนากำหนดขึ้นมานี้ต้องเป็นสากล (universal) ที่ถูกต้องในทุกสถานในกาลทุกเมื่อ และคำสอนของศาสนานี้เป็นเรื่องที่พึงนำไปเผยแผ่ให้แก่มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม (missionary)

ศาสนาที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่างคริสต์ อิสลาม และพุทธนั้นอ้างว่าคำสอนของตัวเองเป็นสากลและเป็นสิ่งที่ต้องนำไปประกาศให้ชาวโลกรับรู้

แต่ศาสนาส่วนใหญ่ในยุคแรกๆ นั้นมีคุณลักษณะตรงกันข้ามคือ มีความเป็น local และ exclusive

พวกเขาเชื่อในเทพเจ้าที่สิงสถิตอยู่เฉพาะละแวกนั้นๆ และไม่เคยคิดจะไปเผยแผ่ให้คนอื่นเห็นดีเห็นงามด้วย

วิญญาณนิยม (Animism)
ในยุคที่คนเรายังเข้าป่าล่าสัตว์กันนั้น ความเชื่อของพวกเขาจะยึดกับสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ เช่นคนที่อยู่ริมแม่น้ำคงคาอาจจะมีความเชื่อว่าห้ามตัดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้นนี้ ไม่อย่างนั้นภูติจะพิโรธ ขณะที่ชาวบ้านริมแม่น้ำสินธุอาจจะห้ามล่าจิ้งจอกหางขาวเพราะตำนานเล่าว่าจิ้งจอกหางขาวเคยมาบอกสถานที่เก็บขุมทรัพย์

คนยุคนั้นใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในพื้นที่แค่ไม่กี่พันตารางกิโลเมตร สิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาคือความรู้ความเข้าใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่นั้นๆ เพื่อประพฤติตนให้เหมาะสม จึงมองไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปโน้มน้าวให้คนในพื้นที่อื่นต้องมาเชื่อตามเขา คนริมแม่น้ำสินธุจึงไม่เคยคิดไปบอกคนริมแม่น้ำคงคาว่าห้ามล่าจิ้งจอกหางขาวนะ

นี่คือศาสนาที่เรียกว่า “วิญญาณนิยม” (animism) หรือความเชื่อที่ว่าทุกสรรพสิ่งมีจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ต้นไม้ หรือแม้กระทั่งก้อนหิน มนุษย์มองตัวเองว่าเป็นเพียงสมาชิกอีกคนหนึ่งในบรรดาสรรพสัตว์ และให้คุณค่ากับชีวิตของสัตว์และต้นไม้เท่าเทียมกับเผ่าพันธุ์ของตน

แต่การมาถึงของการปฏิวัติเกษตรกรรมก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อมนุษย์หันมาเพาะพืชและเลี้ยงสัตว์ พืชและสัตว์จึงถูกเปลี่ยนฐานะจากเพื่อนร่วมโลกมาเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความดูแลของมนุษย์แทน

ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าเริ่มเกิดในยุคนี้นี่เอง เพราะถึงแม้เขาจะดูแลข้าวในไร่ของตัวเองเป็นอย่างดี แต่หากมีภัยแล้งหรืออุทกภัย ไร่นาย่อมเสียหาย คนจึงเริ่มบวงสรวงเทพเจ้า ทำการบูชายัญด้วยลูกแกะ ฯลฯ เพื่อแลกกับความอุดมสมบูรณ์ของไร่นาและปศุสัตว์ที่เป็นสมบัติของพวกเขา

ศาสนาเทพเจ้าหลายองค์ (Polytheistic Religions)
ในสมัยที่คนยังอยู่ในพื้นที่จำกัด การมีเทพเจ้าท้องถิ่นคอยดูแลก็เพียงพอแล้ว แต่พออาณาเขตของบ้านเมืองเริ่มขยายใหญ่ขึ่นเรื่อยๆ เทพเจ้าในความเชื่อของมนุษย์จึงต้องมีพลังมากขึ้นเช่นกัน

นี่คือที่มาของศาสนาที่เชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ (polytheistic religions – poly = many, theos = god) โดยเทพเจ้าแต่ละองค์ก็จะมีความชำนาญที่แตกต่างกันไป เช่นเทพเจ้าแห่งฝน เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเทพเจ้าแห่งสงคราม

แต่อีกหนึ่งผลกระทบสำคัญของศาสนาหลายเทพเจ้าก็คือ มันได้ลดฐานะของสัตว์ต่างๆ เป็นเพียงแค่ตัวประกอบในโรงละครใหญ่ที่มีมนุษย์เป็นนักแสดงนำ

มนุษย์เริ่มมองว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเทพเจ้า หากเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่จนสัตว์ตายเป็นเบือ นั่นก็เพียงเพราะว่ามนุษย์โง่ๆ บางคนไปทำให้เทพเจ้าโกรธเคืองเท่านั้นเอง

การเกิดขึ้นของศาสนาหลายเทพจึงไม่เป็นเพียงการยกระดับของเทพเจ้าเท่านั้น แต่เป็นการยกฐานะของมนุษย์ให้เหนือกว่าสรรพสัตว์ทั้งปวงด้วย

ศาสนาหลายเทพเจ้าแตกต่างจากศาสนาที่มีพระเจ้าองค์เดียวตรงที่เขาไม่ค่อยซีเรียสกับการไปเปลี่ยนศาสนาคนอื่น

ในยุคที่อาณาจักรโรมันเฟื่องฟู จักรพรรดิโรมันไม่เคยพยายามเปลี่ยนศาสนาของประชาชนในบ้านเมืองที่ท่านเข้าไปตีและยึดครอง ประชาชนในพื้นที่จะถูกคาดหวังให้เคารพเทพเจ้าของชาวโรมันแต่ไม่จำเป็นต้องเลิกเชื่อในเทพเจ้าที่ตัวเองเคยยึดถืออยู่ก่อน

ศาสนาเดียวที่กรุงโรมมีปัญหาด้วยคือศาสนาคริสต์ เพราะชาวคริสต์ปฏิเสธที่จะบูชาเทพเจ้าและจักพรรดิแห่งกรุงโรม ชาวโรมจึงเขียนเสือให้วัวกลัวด้วยการจับพระเยซูตรึงไม้กางเขน

ในช่วงระยะเวลา 300 ปีนับแต่นั้นจนถึงวันที่พระเจ้าคอนสแตนตินแห่งกรุงโรมเปลี่ยนมาถือคริสต์ ชาวโรมจับชาวคริสเตียนมาลงโทษและประหารไปไม่น้อย ตัวเลขน่าจะอยู่ในหลักสองพันถึงสามพันคน

แต่การสูญเสียนี้เทียบไม่ได้เลยกับการประหัตประหารของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ด้วยกันเอง

ชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์เชื่อว่าพระเจ้าจุติลงมาเป็นมนุษย์และยอมโดนทรมานและตรึงกางเขน ดังนั้นจึงได้ไถ่บาปทั้งหมดและเปิดประตูสวรรค์เพื่อรับใครก็ตามที่เลือกนับถือศาสนานี้ แต่คริสต์นิกายแคธอลิคเชื่อว่าแค่ศรัทธาอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำความดีและเข้าโบสถ์ด้วย

ความแตกต่างในรายละเอียดของสองนิกายนี้มากพอที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเข่นฆ่ากันเป็นจำนวนมากในช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์สังหารหมู่วันเซนต์บาโธโลมิว (St. Bartholomew’s Day massacre) ที่ชาวคาธอลิกสังหารชาวโปรเตสแตนท์ในปารีสนับหมื่นคนภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง

ศาสนาพระเจ้าองค์เดียว (Monotheistic religion)
ศาสนาแบบพระเจ้าองค์เดียวเกิดขึ้นในสมัยฟาโรห์แอเคนาเตนเมื่อ 350 ปีก่อนคริสตกาล

ฟาโรห์องค์นี้ได้ประกาศว่า หนึ่งในเทพเจ้าของชาวอียิปต์นาม “อาเต็น” (Aten) แท้จริงแล้วเป็นพระเจ้าผู้อยู่สูงสุดและปกครองทุกสรรพสิ่งในจักรวาล องค์ฟาโรห์จึงตั้ง “อาเต็น” เป็นศาสนาประจำชาติและคอยตรวจสอบการบวงสรวงเทพเจ้าองค์อื่นๆ แต่ภายหลังจากฟาโรห์องค์นี้เสด็จสวรรคตชาวอียิปต์ก็กลับไปนับถือเทพเจ้าหลายองค์ตามเดิม

การบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่เกิดในสมัยของศาสนาคริสต์ ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นลัทธิเล็กๆ ของชาวยิวที่ต้องการจะโน้มน้าวคนยิวว่าชายนามจีซัสแห่งนาซาเรธคือผู้มาโปรดที่ชาวยิวเฝ้ารอมานานแสนนาน โดยมีนักบุญพอลแห่งทาร์ซัส (Paul of Tarsus) เป็นตัวตั้งตัวตีในการเผยแผ่คำสอนของจีซัสไปทั่วโลก

อีก 700 ปีต่อมาลัทธิเล็กๆ ในคาบสมุทรอาหรับก็เดินตามรอยศาสนาคริสต์และเผยแผ่ไปได้รวดเร็วกว่าศาสนาคริสต์เสียอีก

คนที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว จะเชื่อว่าคำสอนในศาสนาของตนคือความจริงทั้งหมด จึงมีความอดทนต่ำต่อความเชื่อที่แตกต่าง ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาศาสนาเหล่านี้จึงพยายามนำ “คนนอกศาสนา” มาเข้ารีต รวมถึงทำลายศาสนา “คู่แข่ง” ด้วย

ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ก็ได้ผลเป็นอย่างดี สองพันปีที่แล้ว แทบไม่มีใครนับถือศาสนาพระเจ้าองค์เดียวเลย แต่ปัจจุบันมนุษย์ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่นอกเอเชียตะวันออกล้วนแล้วแต่นับถือศาสนาที่มีพระเจ้าองค์เดียว

ในตอนหน้า เราจะมาพูดถึงศาสนาที่ตั้งอยู่บนกฎธรรมชาติ (ศาสนาพุทธ) และ “ศาสนา” ที่บูชามนุษย์อย่างศาสนาคอมมิวนิสต์ และศาสนานาซีครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ

เทคนิคถังน้ำมันในทะเลทราย

20170225_barrel

วันนี้จะมาแชร์เทคนิคหนึ่งที่ Brian Tracy เคยพูดถึงในหนังสือ Eat That Frog ครับ

เทรซี่เคยต้องขับรถข้ามทะเลทรายซาฮาร่า ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เส้นทางที่เทรซี่ขับผ่านนั้นมีระยะทางถึง 800 กิโลเมตร หรือพอๆ กับกรุงเทพ-เชียงราย

ความยากของการขับรถข้ามทะเลทรายคือความเวิ้งว้างว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตา ไม่มีร้านค้า ไม่มีที่ให้แวะเติมน้ำมัน ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร มองไปทางไหนก็มีแต่ทราย ทราย และทราย

มีคนถึง 1300 คนที่เคยขับผ่านเส้นทางนี้แล้วหลงทางกลับออกมาไม่ได้ จนสูญหายและหาตัว(ศพ)ไม่เจอ

เพื่อแก้ปัญหา กองทัพฝรั่งเศส (ซึ่งเคยยึดครองพื้นที่นี้) จึงเอาถังน้ำมันขนาด 55 แกลลอนมาตั้ง เพื่อเอาไว้บอกเส้นทาง โดยแต่ละถังจะอยู่ห่างกัน 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลพอดู แต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าที่ตาเนื้อจะมองเห็น และไม่ไกลจนความโค้งของโลกจะบดบังความสูงของถังน้ำมันเสียหมด

ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เทรซี่จะเห็นถังน้ำมันเพียงสองถังเท่านั้น คือถังที่เขาเพิ่งขับผ่านมา และถังถัดไป

แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาขับรถข้ามทะเลทรายระยะทาง 800 กิโลเมตรได้อย่างปลอดภัย

ชีวิตคนเราก็เช่นกัน

เวลาเราจะลงมือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่หรือต้องใช้เวลานานๆ เราไม่รู้หรอกว่าระหว่างทางจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

แต่อย่างน้อยเราก็พอคิดได้ว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไป (next step) คืออะไร

หน้าที่ของเราคือการมุ่งไปสู่ถังใบต่อไป และเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว เราก็จะเห็นเองว่า ถังที่อยู่ถัดจากนั้นวางอยู่ตรงไหน

การทำงานก็เช่นกัน

ถ้าเนื้องานมันเยอะจนเราเห็นแล้วก็ท้อ ก็จงซอยย่อยงานชิ้นนั้นลง ให้งานแต่ละชิ้นเป็นหมุดหมายเหมือนดังถังน้ำมัน

เมื่อเราวางถังน้ำมันตามรายทางในระยะทางที่เหมาะสม และใช้พลังและสมาธิไปกับการมุ่งสู่ถังน้ำมันถังถัดไป

เราย่อมจะข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ได้แน่นอน


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Eat That Frog by Brian Tracy

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานฝ่ามือ

20170224_palm

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

โมกุเซน ฮิกกิ เป็นพระอาจารย์เซ็นที่อาศัยอยู่ในวัดที่ตำบลทันบา

วันหนึ่งมีศิษย์ของเขามาปรารภให้ท่านฟังเรื่องความขี้เหนียวของภรรยา

โมกุเซนจึงเข้าเยี่ยมภรรยาของชายผู้นั้น กำหมัดแน่นแล้วยื่นกำปั้นไปตรงหน้าของเธอ

“สมมติมือของฉันเป็นแบบนี้ไปตลอด เธอจะเรียกมันว่าอย่างไร”

“พิการ” ภรรยาของชายผู้นั้นตอบ

เขาแบมือเต็มที่ แล้วถามต่อว่า

“แล้วแบบนี้ล่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ไปตลอด จะเป็นอย่างไร”

“ก็เป็นความพิการอีกแบบหนึ่ง”

“ถ้าเข้าใจดีแล้ว เธอก็จะเป็นภรรยาที่ดี” โมกุเซนพูดเสร็จก็เดินทางกลับ

หลังจากนั้นเป็นต้นมา นิสัยของนางก็เปลี่ยนไป รู้จักจับจ่ายใช้สอยและรู้จักเก็บออมเงินให้สามีและครอบครัว


ขอบคุณนิทานจากซุโดกุ.ไทย: ปริศนาฝ่ามือ

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เรื่องไหนที่เรายอม

20170224_allow

เรื่องนั้นก็จะเกิดขึ้นเรื่อยไป

What you allow is what will continue.
-Unknown

ถ้าเรายอมให้ใครเอาเปรียบ เขาก็จะเอาเปรียบเราต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าเรายอมให้ใครโกหก เขาก็จะโกหกเราต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าเรายอมให้ใครทำร้าย เขาก็จะทำร้ายเราต่อไปเรื่อยๆ

บางทีที่เรายอม เพราะคิดว่าเราเป็นคนดี

เป็นคนดีที่ให้อภัยคนผิด และหวังว่าวันหนึ่งเขาจะหยุดล้ำเส้นเสียที

แต่จริงๆ แล้วเราเองต่างหากที่ผิด

ผิดที่ไม่เคยขีดเส้นเลย


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ถ้าอยากเข้มแข็งกว่านี้

20170222_tougher

ก็จงเข้มแข็งกว่านี้

If you want to be tougher, be tougher.
– Jocko Willink

ฟังเหมือนเป็นคำพูดกำปั้นทุบดิน

แต่ Jocko Willink ที่เอ่ยประโยคนี้เคยเป็นทหาร SEAL มานานถึง 20 ปี

(ใครไม่รู้ว่าการเป็น SEAL ต้อง strong แค่ไหน แนะนำให้อ่านบทความกฎ 40% ของหน่วย SEAL ครับ)

คำพูดนี้ของจ็อคโค เคยทำให้ขี้ยาคนหนึ่งเลิกยาได้มาแล้ว

เพราะเอาเข้าจริง ความเข้มแข็งนั้นไม่ใช่เรื่องของร่างกาย แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจ

ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจากนี้ไปเราจะเข้มแข็งขึ้น

เห็นขนมหวานแล้วน้ำลายสอ? แต่คุณก็ตัดสินใจจะไม่กินมันอยู่ดี

วันนี้รู้สึกไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรง? แต่คุณก็ตัดสินใจจะเดินขึ้นบันไดอยู่ดี

คุณสามารถเป็นคนที่เข้มแข็งกว่าเดิมได้ตั้งแต่การตัดสินใจครั้งต่อไปเลย

If you want to be tougher, be tougher.

ถ้าอยากเข้มแข็งกว่านี้ ก็จงเข้มแข็งกว่านี้

พูดง่าย ทำยาก

แต่ทำได้


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Tools of Titans by Tim Ferriss

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็ก

20170221_burnout

นานๆ ผมถึงจะจั่วหัวแบบกระทู้ล่อเป้าอย่างนี้ซะที

เพราะอยากให้พวกเราได้อ่านเรื่องนี้กันเยอะๆ ครับ

ผมเคยตั้งคำถามไว้ในบทความ เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย ว่า burnout นี่มันมีอยู่จริงรึเปล่า

นิยามของ Burnout ที่เราเคยได้ยินกันมาคือการทำงานหนักและไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการสมองไม่แล่น นอนไม่หลับและหมดไฟที่จะทำงาน

แต่ผมเพิ่งอ่านหนังสือ How Google Works จบ และพบทฤษฎีที่น่าสนใจจากอดีตผู้บริหารหญิงของกูเกิ้ลนาม Marissa Meyer* ว่า burnout ไม่มีอยู่จริง หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน

ผมเลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติมและเจอบทความที่เธอเคยเขียนลง Bloomberg และบทความที่มีคนเขียนถึงเธอลง Inc.com

เมเยอร์บอกว่าเธอไม่เชื่อเรื่อง burnout เพราะเธอเห็นคนมากมายที่ทำงานหนักติดต่อกันหลายสิบปีอย่างไอน์สไตน์หรือเชอร์ชิล (อดีตนายกฯอังกฤษ) ก็ไม่เห็นจะ burnout กันซักหน่อย

เมเยอร์บอกว่า burnout นั้นแท้จริงแล้วคือ resentment หรือความไม่พอใจ/ความขุ่นเคือง ที่เราไม่ได้ทำในสิ่งที่สำคัญกับเราต่างหาก

เราต้องรู้ว่า Rhythm หรือจังหวะชีวิตของเราเป็นยังไง กิจกรรมใดบ้างที่มีความหมายและหากเราไม่ได้ทำเราจะรู้สึกโกรธเคืองงานประจำที่มาขโมยเวลาสำหรับกิจกรรมเหล่านั้นไป

เมเยอร์ยกตัวอย่างสองเรื่อง เรื่องแรกคือเด็กจบใหม่ชื่อนาธาน (แต่ไม่ได้นามสกุลโอมาน) เมเยอร์เห็นแล้วว่าเด็กคนนี้เริ่มแสดงอาการ burnout เธอเลยถามนาธานว่าริธึ่มของเขาคืออะไร แล้วเขาก็คิดได้ว่าเขาชอบการกินข้าวเย็นคืนวันอังคารกับเพื่อนๆ ที่เรียนจบมาด้วยกัน ถ้าอังคารไหนเขาไม่ได้ไปกินข้าวกับเพื่อนกลุ่มนี้ เวลาที่เหลือในสัปดาห์เขาก็จะรู้สึกว่า “ขนาดกินข้าวกับเพื่อนวันอังคารยังยุ่งจนไม่ได้ไปเลย งั้นคืนนี้ก็ทำงานดึกต่อไปแล้วกัน ” เมเยอร์ก็รู้แล้วว่าจากนี้ไปนาธานควรจะจัดเวลาใหม่เพื่อให้ตัวเองไม่พลาดนัดคืนวันอังคารอีก

อีกตัวอย่างหนึ่งคือเคธี่ คุณแม่ชาวอินเดียซึ่งดูแลทีม Google Finance

เคธี่มีประชุมกับเพื่อนร่วมทีมในต่างประเทศตอนตี 1 เป็นประจำ เมเยอร์เป็นห่วงเคธี่ว่าจะไหวมั้ย แต่เคธี่บอกว่าสบายมากเพราะเธอชอบงานนี้และอยากจะช่วยทีมเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว สิ่งที่เธอไม่ค่อยโอเคคือการประชุมตอนเย็นที่มักจะลากยาวจนทำให้เธอไปดูลูกซ้อมฟุตบอลไม่ทันต่างหาก

เมื่อรู้อย่างนี้ เมเยอร์จึงขีดเส้นชัดเจนว่า ถ้าวันไหนลูกของเคธี่มีซ้อมฟุตบอล เธอจะไม่ยอมให้ใครมารั้งเคธี่ไว้ในที่ประชุม ถ้าถึงเวลาต้องไปแล้ว แม้ว่าเซอร์เก้ บริน (หนึ่งในผู้ก่อตั้งกูเกิ้ล) จะยังคุยไม่เสร็จและคาดหวังให้เคธี่ตอบคำถาม เมเยอร์จะตัดบทและบอกว่าเคธี่ต้องออกแล้วเพื่อให้เคธี่ไปทันดูลูกซ้อมฟุตบอล แล้วคืนนั้นค่อยกลับมาตอบคำถามของเซอร์เก้ทางอีเมลแทน

กล่าวโดยสรุปก็คือ burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักจนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่เกิดจากความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำจนขุ่นเคืองงานที่ตัวเองทำอยู่

หรืออีกนัยหนึ่ง burnout ไม่ใช่อาการทางกายที่ขาดการพักผ่อน แต่เป็นอาการทางใจที่ขาดสิ่งหล่อเลี้ยงต่างหาก

เมเยอร์กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

So find your rhythm, understand what makes you resentful, and protect it. You can’t have everything you want, but you can have the things that really matter to you. And thinking that way empowers you to work really hard for a really long period of time.

หาจังหวะชีวิตของคุณให้เจอ ทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้คุณขุ่นเคืองใจและอย่าให้มันมาทำร้ายจังหวะชีวิตนั้น แม้คุณไม่อาจทำทุกสิ่งที่คุณอยากทำได้ แต่คุณสามารถเลือกทำสิ่งที่สำคัญจริงๆ กับคุณได้ และเมื่อคุณคิดได้อย่างนี้ คุณจะมีแรงที่จะทำงานหนักได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

ขออวยพรให้ทุกคนรอดพ้นจาก burnout นะครับ!


*  ปัจจุบัน Marissa Meyer เป็น CEO ของ Yahoo!

ขอบคุณข้อมูลจาก
How Google Works by Eric Schmidt & Jonathan Rosenberg
Bloomberg.com: How to avoid burnout
Inc.com: Burnout is a myth

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

(Updated: June 2018) [ขายของ] หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 วางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ B2S ซีเอ็ด นายอินทร์ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

BookAdvertise

ไม่สำคัญว่าจะไปช้าแค่ไหน

20170220_slow

ขอแค่อย่าหยุดก็แล้วกัน

“It does not matter how slowly you go as long as you do not stop.”
― Confucius

เพราะทางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ทางของบางคนเป็นซูเปอร์ไฮเวย์ที่เหยียบคันเร่งได้เต็มที่

ในขณะที่ทางของบางคนเป็นเพียงถนนลูกรัง มีหลุมมีบ่อเต็มไปหมด ถ้าเอารถมาขับรถก็พัง แม้จะวิ่งยังหน้าคะมำเลย

ดังนั้น ทางบางทางจึงต้องลงเดิน จึงต้องใช้เวลาและใช้ความอดทนมากกว่าปกติ

จุดหมายที่เป็นที่นิยมนั้นมักมีทางหลวงพาดผ่าน

แต่จุดหมายที่สวยงามและหายากจริงๆ มักจะถูกเก็บไว้ให้เฉพาะคนที่กล้าลุยไปตามทางที่ขรุขระนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ

 

20170220_sapiens10

เมื่อตอนที่แล้วเราพูดถึง “เงิน” ซึ่งมีบทบาทในการสร้างโลภาภิวัฒน์ในเชิงเศรษฐกิจ

วันนี้จะขอพูดถึง จักรรรดิ (Empires) ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างโลกาภิวัฒน์ในเชิงสังคมและการเมืองนะครับ

จักรวรรดิคืออะไร?

มีจักรวรรดิมากมายที่เราคุ้นหู เช่น จักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิเปอร์เซีย จักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิอังกฤษ จักรวรรดิมองโกล รวมไปถึงราชวงศ์ฮั่น

แต่อะไรคือตัวชี้วัดว่า อาณาเขตหรือการปกครองใดเป็นจักรวรรรดิ?

ผู้เขียนบอกว่าจักรวรรดิจะมีคุณลักษณะสองข้อด้วยกัน

1. ปกครองผู้คนหลายเชื้อชาติ (rule over a significant number of distinct peoples)

2. มีอาณาเขตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพราะพร้อมจะกลืนกินบ้านอื่นเมืองอื่นโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานหรืออัตลักษณ์ไป

ประเทศอังกฤษในตอนนี้ไม่ถือว่าเป็นจักรวรรดิเพราะไม่สามารถเพิ่มอาณาเขตได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่เมื่อร้อยปีที่แล้วเกือบทุกที่บนโลกใบนี้มีโอกาสที่จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษ

คำว่า “จักรวรรดิ” นั้นมีความหมายแง่ลบอยู่ในที เพราะเราจะเห็นภาพของการทำสงคราม ฆ่าฟัน และกดขี่ข่มเหงประชาชนในเมืองที่ถูกยึดครอง

แต่ความจริงก็คือในช่วง 2500 ปีที่ผ่านมาการปกครองแบบจักรวรรดิคือการปกครองที่มีเสถียรภาพที่สุดของมนุษย์

การที่จักรวรรดิใดจักรวรรดิหนึ่งจะล่มสลายนั้นมักไม่ได้เกิดจากการลุกฮือขึ้นของประชาชนที่ทนต่อการกดขี่ไม่ได้ (เพราะกลุ่มกบฎเหล่านี้ปราบปรามได้ง่ายมาก) แต่มักจะเกิดจากการทะเลาะกันเองในหมู่ผู้ปกครอง หรือการรุกรานจากจักรวรรดิอื่น

 

จักรวรรดิแรก
จักรวรรดิแรกของมนุษย์มีชื่อว่าจักรวรรดิอัคคาเดียนของซาร์กอนมหาราช (Akkadian Empire of Sargon the Great) ในปี 2250 ก่อนคริสตกาล โดยซาร์กอนนั้นเริ่มต้นจากการเป็นพระราชาของ Kish เมืองเล็กๆ ในเมโสโปเตเมีย (ปัจจุบันอยู่ทางใต้ของเมืองแบกแดดไป 80 กิโลเมตร) ก่อนจะค่อยๆ ยึดครองเมืองในเมโสโปเตเมียทั้งหมดและเมืองรอบนอกต่างๆ ด้วย โดยซาร์กอนมหาราชได้ประกาศว่าท่านได้ผู้ชิตโลกทั้งใบแล้ว (ทั้งที่จริงๆ อาณาเขตของจักรวรรดิอัคคาเดียนนั้นกินพื้นที่ของประเทศอิรักและซีเรียเท่านั้น)

ซาร์กอนมหาราชสวรรคตตได้ไม่นาน จักรวรรดิอัคคาเดียนก็ล่มสลายแต่พระราชาในยุคถัดมาในแคว้นบาบิโลนหรือแคว้นอัสซีเรียต่างก็พยายามเดินตามรอยซาร์กอนและประกาศตนว่าเขาคือผู้พิชิตโลกทั้งใบ

เมื่อ 550 ปีก่อนคริสตกาลก็เกิดมหาราชอีกองค์หนึ่งคือไซรัสมหาราชซึ่งเป็นผู้สร้างจักรวรรดิเปอร์เซีย (ซึ่งกินพื้นที่ใหญ่กว่าจักรวรรดิอาคาเรียนหลายสิบเท่า) สิ่งที่ทำให้ไซรัสมหาราชแตกต่างจากพระราชาองค์ก่อนๆ ก็คือท่านไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นพระราชาของชาวเปอร์เซียเท่านั้น แต่มองว่าตัวเองเป็นพระราชาของพสกนิกรทุกคนที่ตกอยู่ใต้การปกครองของท่าน

ดังนั้นไซรัสมหาราชจึงมองว่า การขยายอาณาเขตของจักรวรรดิเปอร์เซียนั้น เป็นการทำไปเพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์ทุกหมู่เหล่า และประชาชนในเมืองที่ถูกจักรวรรดิเปอร์เซียยึดครองควรจะดีใจที่ได้ท่านมาเป็นพระราชา

แนวคิดว่าการเข้ายึดครองคือการเข้าไปโปรด ถูกส่งต่อมายังอเล็กซานเดอร์มหาราช, จักรพรรดิแห่งโรมัน, เคาลีฟะห์ (ประมุขของอาณาจักรอิสลามต่าง ๆ )
ราชวงศ์ในอินเดีย และรวมถึงประธานาธิบดีของรัสเซียและสหรัฐอเมริกาด้วย วิธีคิดแบบนี้จึงถูกใช้เพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมในการเข้าไปปกครองดินแดนต่างๆ มาโดยตลอด

จักรวรรดิเป็นเหตุผลหลักในการผสมผสาน กฎหมาย ภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนเชื้อชาติและเชื้อสายต่างๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้สินค้า ความรู้ เทคโนโลยีส่งต่อกันไปมาได้ง่ายขึ้น

แต่การหลอมรวมนั้นก็ใช่ว่าจะโปรยปรายด้วยดอกกุหลาบ เพราะผู้คนที่ถูกยึดครองต้องใช้เวลาหลายทศวรรษหรือแม้กระทั่งนานนับศตวรรษกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับวิถีของผู้ปกครองคนใหม่ (ลองคิดภาพว่าถ้าวันนี้เราโดนประเทศเพื่อนบ้านยึดครองจนเราจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาใหม่ เราต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่กว่าจะปรับตัวได้) และประวัติศาสตร์ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวการต่อสู้ของผู้ถูกรุกรานเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ที่เขาควรจะได้

แม้จักรวรรดิจะถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในประวัติศาสตร์ แต่จักรวรรดิก็ได้สร้างคุณูปการให้กับดินแดนที่จักรวรรดิเหล่านั้นเคยแผ่อาณาเขตไม่ถึง

ยกตัวอย่างเช่นประเทศอินเดีย ที่ถูกจักรวรรดิอังกฤษยึดครอง แม้อังกฤษจะเข่นฆ่ชาวอินเดียไปไม่น้อย แต่อังกฤษก็ได้รวมแคว้นต่างๆ ในอินเดีย (ซึ่งก่อสงครามกันประจำ) เข้าไว้ด้วยกัน วางรากฐานกระบวนการยุติธรรมและระบบราชการให้ และสร้างทางรถไฟซึ่งจำเป็นอย่างมากในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

้เมื่ออินเดียได้เอกราชแล้ว ก็ยังนำระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใช้ตามรอยอังกฤษ ภาษาอังกฤษถูกใช้เป็นภาษาราชการที่ทำให้คนท้องถิ่นซึ่งพูดภาษาฮินดี ทมิฬ และมาลายาลัมคุยกันรู้เรื่อง

 

จักรวรรดิโลก
ในศตวรรษที่ 21 เกือบทุกประเทศในโลกต่างก็ต้องพึ่งพากันในเชิงเศรษฐกิจ ไม่มีใครจะสามารถรุกรานใครได้ตามอำเภอใจ แต่ละรัฐต่างก็ต้องปฏิบัติตามกติการและมารยาทของนานาชาติ พลังของทุนนิยมและข้อมูลข่าวสารเป็นกระแสอันเชี่ยวกรากที่กำหนดพฤติกรรมของทุกประเทศบนโลกนี้

จักรวรรดิโลกที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้ถูกปกครองด้วยจักรพรรดิองค์ใดองค์หนึ่ง แต่ด้วยกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลจากหลายเชื้อชาติ

ผู้ประกอบการ วิศวกร นักวิชาการ และผู้คนต่างสาขาอาชีพกำลังถูกชักชวนให้เข้าร่วมจักรวรรดิใหม่นี้ พวกเขามีทางเลือกสองทาง คือจะจงรักภักดีกับประเทศของเขา หรือจะเข้าร่วมกับจักรวรรดิที่ได้แผ่อาณาเขตไปกว้างไกลกว่าจักรวรรดิใดที่เคยมีมา


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา