หนังสือ 3 เล่มที่ชอบที่สุดในปี 63

No Rules Rules

ผู้เขียน: Reed Hastings & Erin Myer

อ่านเมื่อ: 27 ก.ย.-14 ต.ค.63

เหมาะกับ: CEO, เจ้าของธุรกิจ และ HR

เหตุผลที่ชอบ: Reed Hastings เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO คนปัจจุบันของ Netflix ส่วน Erin Myer ก็เป็นอาจารย์ MBA ชื่อดังและเคยออกหนังสืออย่าง The Culture Map

วัฒนธรรมของ Netflix โด่งดังในหมู่สตาร์ตอัพมาสักพักแล้ว เหตุผลหนึ่งก็เพราะ The Culture Deck ที่ รี้ด เฮสติ้งส์ อัปโหลดไว้ใน Slideshare ตั้งแต่ปี 2009 และมีคนเข้าไปดูแล้วถึง 20 ล้านครั้ง

หนังสือเล่มนี้เป็นการต่อยอดและลงลึกถึง Culture ของ Netflix โดยมีหลักการใหญ่ๆ สามข้อคือ

  1. Build up Talent Density สร้างความหนาแน่นของคนเก่งในองค์กร
  2. Introduce Candor ให้คนกล้าฟีดแบ็คกันเยอะๆ
  3. Remove Controls ลดกฎระเบียบกติกาหยุมหยิม

ซึ่งสามข้อนี้ต้องมาด้วยกัน จะขาดข้อหนึ่งข้อใดไม่ได้ เมื่อทำได้ดีแล้วก็สามารถยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายบริษัทแทบจะไม่ต้องมีกฎอะไรเลยดังชื่อหนังสือนั่นเอง

ถ้าองค์กรเต็มไปด้วยคนเก่ง แต่ละคนก็จะมีมาตรฐานสูงสำหรับตัวเองและผู้อื่น ดังนั้นจะไม่ปล่อยให้ใครทำอะไรเหยาะแหยะหรือเสียๆ หายๆ โดยไม่ตักเตือนกัน เมื่อทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองและคอยเป็นกระจกเงาให้กันและกัน กฎกติกาต่างๆ ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป พนักงานจึงมีทั้ง freedom & responsibility ที่จะทำอะไรก็ได้แต่ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบผลลัพธ์ที่จะตามมาเช่นกัน

หนังสือเล่มนี้บอกถึงความเป็นไปได้ อ่านแล้วก็จะต้องคอยถามตัวเองบ่อยๆ ว่า “อย่างนี้ก็ได้เหรอ” เหมือนสมัยที่พี่ตูนเป็นเด็กม.ปลายและได้ดูโมเดิร์นด็อกมาแสดงคอนเสิร์ต พี่ป๊อดร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็ลงไปชักดิ้นชักงออยู่กลางเวที มันเป็นการเปิดโลกให้อาทิวราห์ ที่ในกาลต่อมาร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็วิ่งไปปีนเสาไฟ

หนังสือ No Rules Rules จะช่วยชี้ให้เห็นกำแพงที่เรามองไม่เห็น เหลือก็แต่ว่าเราจะกล้าเอาไปลองทำจริงๆ แค่ไหน

สิ่งที่คนอ่านต้องระวังคือย่าเคลิ้มเกินไป หญ้าไม่ได้สีเขียวเสียทั้งหมด ลองเข้าไปอ่านรีวิวบริษัทเน็ตฟลิกซ์ใน glassdoor.com ก็จะช่วยให้เรามีมุมมองที่บาลานซ์มากยิ่งขึ้น


ปัญญา {ฝ่า} วิกฤติ

ผู้เขียน: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

อ่านเมื่อ: 4-8 พ.ย.63

เหมาะกับ: นักการเมืองและคนที่สนอกสนใจเรื่องปัญหาบ้านเมือง

เหตุผลที่ชอบ: นี่คือพี่ภิญโญ at his best ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ออกมาเป็นเนื้อเดียวกัน ชั้นเชิงการเล่าเรื่องทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังอ่านนวนิยายชั้นดี พาเราไปสัมผัสกับคนสำคัญและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่เราคิดว่าเรารู้จักอยู่แล้ว แต่พอได้อ่านจริงๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้รู้อะไรเลย

ในห้วงวิกฤติ การตัดสินใจของคนหนึ่งคนอาจทำให้เขาเป็นรัฐบุรษหรือทรราชเลยก็ได้ เส้นแบ่งบางๆ และทางสองแพร่งเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย แม้การตัดสินใจนั้นจะยากลำบากและอาจไม่เป็นที่ยอมรับของคนบางกลุ่ม แต่พอเวลาผ่านไปคนรุ่นหลังจะมองย้อนกลับไปเห็นอะไรได้อย่างชัดเจน เหมือนสำนวนฝรั่งที่บอกว่า “Hindsight is 20/20”

เมื่อผู้เขียนพาเราย้อนเวลากลับไปยังเหตุการณ์ต่างๆ ในวันที่ประเทศไทยต้องประสบกับทางแยก ทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่ผู้นำตัดสินใจในเวลานั้นเลือกและเหตุผลที่เขาเลือกทางนั้นทำให้เรามีประเทศไทยในวันนี้

ในฐานะคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นประชากรส่วนใหญ่และไม่ได้มีโอกาสเลือกมากนัก เมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤติ สิ่งที่เราทำได้คือยึดคำพระที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

“ในโลกที่ขมขื่นเช่นนี้ เราจะก่นด่าผู้ใดได้
ในวิกฤติใหญ่ หัวใจแห่งกลยุทธ์
คือการรักษาตัวรอดให้นานที่สุด
เพราะมีแต่มนุษย์ผู้มีชีวิตเท่านั้น
จึงจะดำเนินแผนการต่อไปได้”

บางทีวิกฤติก็ซ้อนวิกฤติ และบางทีวิกฤติใหม่ก็กลบวิกฤติเก่าเสียมิด สองสัปดาห์ที่แล้วเรากำลังบ่นเรื่อง PM 2.5 กลับมาอยู่พอดี แต่พอโควิดระลอกใหม่มา อากาศกลับดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ (วันนี้ค่า PMI ที่บ้านผม แค่ 15 เท่านั้น)


รู้อะไรไม่สู้รู้สึกตัว

ผู้เขียน(ผู้บรรยาย): หลวงพ่อสมบูรณ์ ฉัตตสุวัณโณ

อ่านเมื่อ: 10-30 ธ.ค.63

เหมาะกับ: ผู้สนใจการภาวนา

เหตุผลที่ชอบ: หลวงพ่อสมบูรณ์เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนที่สอนการภาวนาด้วยการขยับมือ

หลวงพ่อเคยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 3 ในวัย 76 ปีแต่ก็กำลังใจดีจนผ่านการทำคีโม 12 ครั้งจนหายขาด

คนที่ประสบกับวิกฤติขนาดนี้ในวัยขนาดนั้นประคองตัวและประคองใจเอาไว้ได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องที่เราควรศึกษา จะได้เตรียมความพร้อมไว้สำหรับอนาคตที่อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้

นี่คือยุคที่เราแสวงหาความมั่นคงทางการเงินกันมากมาย อยากมี passive income อยากมีเงินเก็บ แต่เรากลับละเลยที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองเพื่อเตรียมความพร้อมกับความเจ็บไข้ที่จะมาในวัยชรา

หลวงพ่อสมบูรณ์สอนให้รู้กายรู้ใจตลอดเวลา อาศัยดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเรา แต่ต้องเป็นการ “เห็นความรู้สึก” ไม่ใช่ “เรารู้สึก” เพราะถ้า “เรารู้สึก” เราจะยึดว่ามันเป็นตัวเราทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วความรู้สึกต่างๆ ก็เป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาและผ่านไปเท่านั้น

หลวงพ่อสอนให้ภาวนาแบบไม่เคร่งเครียด ถ้าเครียดแปลว่าผิด ให้ทำไปด้วยความสบายๆ ถ้าเมื่อยก็ขยับแข้งขยับขา ถ้าหายใจติดๆ ขัดๆ ก็ยืดอกขึ้น ตั้งตัวให้ตรงขึ้น จะได้หายใจได้สะดวก เวลาเดินก็เดินให้สบาย หาให้เจอว่าเดินยังไงไม่ให้เมื่อย

ถ้าเราสามารถภาวนาด้วยใจที่สบายได้ เราก็จะมีแนวโน้มที่จะอยู่กับมันได้นานขึ้น ทำได้บ่อยขึ้น และมีโอกาสที่จะขัดเกลาจิตใจตนเองได้โดยไม่ต้องลำบากตรากตรำเหมือนภาพจำที่เราเคยมีเกี่ยวกับการปฏิบัติ

ปีใหม่เป้าหมายใหม่อย่าลืมใช้ Trigger

ขึ้นปีใหม่เชื่อว่าหลายคนคงจะมี New Year’s Resolutions

เป้าหมายปีใหม่ยอดฮิต 3 ข้อคงหนีไม่พ้น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายให้มากขึ้น อ่านหนังสือให้มากขึ้น

ความตั้งใจและแรงฮึดเป็นสิ่งที่ดี แต่เชื่อถือไม่ได้ เพราะมันมาแรงและไปเร็ว

สิ่งที่เราจะพึ่งพาได้มากกว่าคืออุปนิสัยที่นำพาเราไปสู่จุดหมายนั้นได้โดยไม่ต้องออกแรงจนเกินไป

ในหนังสือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg บอกไว้ว่านิสัยทุกอย่างของเรานั้นมีองค์ประกอบ 3 ข้อด้วยกันคือ Cue, Routine, Reward

Cue ก็คือ Trigger หรือตัวกระตุ้น

Routine คือการกระทำ

Reward คือผลตอบแทนที่ได้มา

ถ้าอยากจะสร้างนิสัยอะไรก็แล้วแต่ ควรต้องมีสามองค์ประกอบนี้ให้ครบ

ซึ่งใน 3 ส่วนนี้ ผมมองว่า trigger สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นตัวคอยเตือนใจไม่ให้เราลืมนิสัยนั้น

ถ้าอยากจะซ้อมวิ่งเพื่อไปลงฮาล์ฟมาราธอน เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมชุดเอาไว้ให้พร้อมตั้งแต่ตอนกลางคืน ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้เปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่งได้

แต่ถ้าเราคิดเอาว่า เดี๋ยวตื่นเช้าขึ้นมาค่อยเตรียมชุดก็ได้ โอกาสที่เราจะได้ซ้อมวิ่งนั้นจะลดลงอย่างฮวบฮาบ

ถ้าอยากอ่านหนังสือให้มากขึ้น เราต้องพกหนังสือไปด้วยทุกที่ และวางหนังสือเอาไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้านเช่นในห้องนั่งเล่นและในห้องน้ำ ที่สำคัญคือต้องวางมือถือไว้ไกลๆ ตัวเพราะถ้าเห็นมือถือมันจะไป trigger ให้เราทำอย่างอื่นแทน

ส่วนเรื่องลดน้ำหนัก ผมเองยังไม่เคยมีประสบการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะช่วยได้คืออย่าซื้อของกินอ้วนๆ มาเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะถ้าเปิดเจอยังไงเราก็หยิบมากินอยู่แล้ว หาผลไม้หรือของกินที่ไม่อ้วนมาไว้ใกล้ๆ มือก็จะเป็น trigger ที่ดีกว่า

ไม่ว่าจะอยากสร้างนิสัยอะไรก็ตาม หาให้เจอว่า trigger คืออะไร แล้วออกแบบสภาพแวดล้อมให้เต็มไปด้วย trigger เหล่านั้น

แล้วเราอาจจะทำ New Year’s Resolutions สำเร็จได้ในปีใหม่นี้ครับ

21 ข้อความสำหรับปี 2021

  1. โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม
  2. คนที่ยอมถูกเอาเปรียบอาจเป็นคนอ่อนแอ หรืออาจเป็นคนมีเมตตาก็ได้
  3. อย่าห่วงว่าตัวเองจะโดนเอาเปรียบ (exploited) ห่วงว่าตัวเองจะหมดความหมายดีกว่า (irrelevance)
  4. ถ้าวางใจให้ถูก ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ
  5. อย่าไปกลัว New Normal ให้กลัว Old Normal ที่จะกลับมาเพราะความเคยชินและมักง่าย
  6. โควิดจะระบาดหรือไม่เราก็ควรล้างมือบ่อยๆ อยู่ดี
  7. เมื่อโลกเปลี่ยนผันขนาดนี้ เราต้องหาวิธี pivot ตัวเอง
  8. คนที่ยึดมั่นในความเป็นตัวของตัวเองอาจหมายความว่าเขาไม่ได้โตขึ้นเลย
  9. ความเครียดของเรา 80% มาจากปัญหาแค่ 20% หรือน้อยกว่านั้น
  10. จงเป็นคนใจเย็นที่ทำงานเร็ว
  11. ทำใจให้ลหุตา ถ้าใจไม่เบา เรารับเรื่องหนักๆ ไม่ได้หรอก
  12. เวลาดูคนเก่งอย่าดูแค่สิ่งที่เขาทำ ให้ดูสิ่งที่เขาไม่ทำด้วย
  13. อ่านหนังสือทุกวัน อาสาทำงานยากๆ ไม่มีมีดด้ามไหนที่ลับแล้วไม่คม
  14. ความสำเร็จล้วนเกิดจากความผิดพลาดที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว
  15. จัดวางความสัมพันธ์ของตัวเรากับสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นงาน เงิน คน สิ่งของ หรือการออกกำลังกาย
  16. เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะลูกงอแง เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้ลูกไม่งอแง
  17. ลูกจะอยู่กับเราถึงแค่ 10 ขวบเท่านั้น จากนั้นเขาก็ไปอยู่กับเพื่อนๆ แล้ว
  18. สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อจะทำให้ลูกได้คือรักแม่ของเขาให้มากๆ
  19. ฝึกรู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ แล้วเราจะได้ใช้ประโยชน์จากมันในห้วงเวลาคับขัน
  20. ปีใหม่ที่กำลังจะมา อย่าลืมถามตัวเองว่าอะไรคือยุทธศาสตร์ใหญ่ อะไรคือแผนการรายวัน และอะไรเป็นเพียงแค่ปฏิกิริยาต่อสถานการณ์
  21. 2020 หนักขนาดนี้เราก็ยังผ่านมันมาได้ 2021 จะหนักขนาดไหนเราก็จะผ่านมันไปได้เช่นกัน ความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์คือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดอย่างหนึ่ง

เรามีประชุมนี้เพื่ออะไร

การประชุมเป็นหนึ่งในวิธีสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุดหากใช้ถูกกาลเทศะ เพราะเราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้แบบ real-time แถมยังได้เห็นสีหน้าท่าทาง ไม่ต้องเดาอารมณ์ ไม่ต้องพิมพ์ให้เมื่อยนิ้ว

แต่ถ้าการประชุมมันเริ่มเยอะเกินไป และบางการประชุมเรารู้สึกว่าเสียเวลาชะมัด ก็อาจต้องกลับมาถามว่าการประชุมนี้มีเพื่ออะไร

มีเพราะว่ามันมีมานานแล้ว

มีเพราะเราไม่ค่อยคุยกันนอกห้องประชุม

หรือมีเพราะว่ามันทำให้ “ผู้ใหญ่” ที่ชอบการประชุมรู้สึกแฮปปี้

ถ้าเป็นเหตุผลสามข้อที่กล่าวไป อาจถึงเวลาทบทวนกันเสียหน่อย

การเลิกสิ่งที่ทำมานานนั้นมันยาก เพราะถ้าง่ายคงมีคนทำไปนานแล้ว

แต่ถ้าเราพอจะมีปากมีเสียงอยู่บ้าง บางทีเราก็ควรตั้งคำถามกับการประชุมที่ไม่ได้ add value อีกต่อไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Practice: Shipping Creative Work by Seth Godin

กฎ 10%

Jennifer Cohen เป็นนักเขียน bestseller ที่เคยได้รับการขนานนามจากเว็บ Greatist ว่าเป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้านสุขภาพและฟิตเนส

เจนเป็นชาวแคเนเดี้ยนวัย 40 กว่า สมัยวัยรุ่น เธอมีความใฝ่ฝันที่จะได้เป็น VJ ของช่อง MuchMusic ที่เปิดแต่มิวสิควีดีโอ อารมณ์เดียวกับช่อง MTV ของอเมริกา

เธอรู้ว่าการจะได้เป็น VJ นั้นไม่ง่าย เพราะมีการแข่งขันสูงมาก เธอต้องส่งวีดีโอ demo ของเธอเข้าไปก่อน และถ้าเข้าตากรรมการก็ต้องไปสัมภาษณ์และถ้าผ่านถึงจะมีโอกาสทำออดิชั่น (audition)

ด่านแรกก็คือจะทำยังไงถึงจะสร้างเดโม่ที่กรรมการสนใจได้ ช่วงนั้นหนัง Speed ของ Keanu Reeves กำลังดังเป็นพลุแตก และด้วยความบังเอิญ หลังหมดงานโปรโมตหนัง Speed คีอานู รีฟส์ พระเอกของเรื่อง ก็ตัดสินใจรับเล่นละครเวทีเรื่อง Hamlet ในเมือง Winnipeg ที่เธออาศัยอยู่

เจนเลยได้ไอเดียว่า ถ้าเธอสามารถทำคลิปสัมภาษณ์คีอานู รีฟส์ได้ กรรมการของ MuchMusic จะต้องสนใจเธออย่างแน่นอน

เจนจึงไปดักรออยู่ที่ด้านหลังโรงละครที่คีอานูแสดง ท่ามกลางอากาศหนาวติดลบ รออยู่นานหลายชั่วโมงจนแม้แต่เพื่อนที่มากับเธอก็ยอมแพ้ขอกลับบ้านไปก่อน

แล้วฟ้าฝน (หิมะ?) ก็เป็นใจ คีอานูเดินออกมาจากด้านหลังโรงละครจริงๆ เจนรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหา สะกิดไหล่ของคีอานู แล้วบอกว่า

“You’re gonna be my ticket to my dream job!”

คุณคือใบเบิกทางสำหรับงานในฝันของฉัน!

คีอานูได้ยินแล้วก็เหวอเป็นธรรมดา และพยายามจะบ่ายเบี่ยงโดยบอกว่าแค่ลายเซ็นพอมั้ย (สมัยนั้นเวลาเจอดาราคนจะขอลายเซ็น)

เจนตอบว่าจะเอาลายเซ็นไปทำไม มันไม่ได้ช่วยให้เธอเข้าใกล้ความฝันเลยสักนิด

หลังจากคีอานูเห็นแล้วว่ายังไงเจนก็กัดไม่ปล่อย เลยบอกเจนไปว่า งั้นขอเบอร์โทรศัพท์ไว้แล้วกัน มีเวลาแล้วจะโทรหา

เจนเลยเขียนเบอร์โทรบ้านของตัวเองยื่นให้คีอานูรีฟส์ (สมัยนั้นคือยุค 90’s โทรศัพท์มือถือยังไม่เป็นที่แพร่หลาย)

เจนเล่าเหตุการณ์นี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนๆ ก็บอกเจนให้ทำใจไว้เลย ดาราดังระดับนี้เค้าไม่โทรหาแกหรอก

หนึ่งวันผ่านไป ไม่มีใครโทรมา

สองวันผ่านไป ก็ยังไม่มีใครโทรมา จนเพื่อนๆ เริ่มล้อ

สามวันผ่านไป เจนกลับมาถึงบ้าน แม่บอกว่าให้ไปฟังเสียงเครื่องฝากข้อความดู

“สวัสดีครับ ขอสายเจนนิเฟอร์ครับ”

“นั่นใครน่ะ?” แม่ถามกลับ

“ผมคีอานูครับ เจนนิเฟอร์อยู่มั้ยครับ”

“เธอยังอยู่โรงเรียนอยู่เลย ไว้โทรมาใหม่นะ”

แล้วแม่ก็วางหู

เจนนิเฟอร์ตกใจมาก โชคดีที่ในเครื่องมีอีกหนึ่งข้อความ

“สวัสดีเจนนิเฟอร์ ผมคีอานูนะ วันก่อนเห็นคุณบอกว่าอยากให้ผมช่วยเรื่องอะไรบางอย่าง ยังไงก็โทรกลับมาแล้วกัน นี่เบอร์ผม xxx-xxxx”

แน่นอนว่าเจนนิเฟอร์กรี๊ดลั่นบ้าน พอสงบสติอารมณ์ได้เธอก็โทรไปหาคีอานูและเล่าให้ฟังอย่างช้าๆ ชัดๆ ว่าแผนการของเธอคืออะไร

อีกสองวันถัดมา คีอานูก็มานั่งให้สัมภาษณ์ที่บ้านของเจน โดยมีเพื่อนๆ ของเจนมาช่วยถ่ายวีดีโอด้วยกล้อง camcorder อีกคนช่วยถือไมค์บูมที่ไปตีหน้าคีอานูอยู่หลายหน

แล้วเจนก็ได้เดโม่เทปที่ไม่เหมือนใคร ได้สัมภาษณ์กับ MuchMusic และได้ทำ audition ตามแผนที่เธอวางไว้

แต่สุดท้ายเธอไม่ได้รับเลือกให้เป็น VJ ของช่องนี้

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเหตุการณ์คราวนั้นสอนให้เจนรู้ว่า ถ้าอยากได้สิ่งใด คุณต้องกล้าขอสิ่งนั้น – You’ve got to ask for what you really want. It’s the squeaky wheel that gets the grease – จะมีก็แต่ล้อที่ส่งเสียงอ๊อดแอ๊ดเท่านั้นที่จะได้หยอดน้ำยาหล่อลื่น

คนที่มีความกล้าจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนฉลาด เพราะคนฉลาดมักจะคิดถึงข้อเสียต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากความพยายามของเขาไม่สำเร็จ แต่คนกล้าจะคิดถึงเรื่องดีๆ ที่จะเกิดหากความพยายามของเขาสำเร็จ

“Smart people think of all the negative things that will happen when things go wrong, but bold people think of all the good things that will happen when things go right”
-Jen Cohen

ถ้าคุณต้องการสิ่งใดมากๆ ขอให้ลองทำสิ่งนั้นซัก 10 ครั้ง และการันตีได้เลยว่ายังไงก็ต้องประสบความสำเร็จซักครั้ง โดยคุณอาจจะได้สิ่งที่คุณต้องการ หรือคุณอาจจะไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการแต่กลับได้อย่างอื่นที่คุณไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ

และนี่คือที่มาของกฎ 10% – The 10% target

ถ้าตั้งเป้าไว้ว่า ทำสิบเอาแค่หนึ่ง มันจะทำให้เรายินดีที่จะล้มเหลว 10 ครั้งเพื่อให้สำเร็จแค่ครั้งเดียว

แล้วเราจะกล้าลองมากขึ้น กล้าล้มมากขึ้น และมีโอกาสสำเร็จมากขึ้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: The Secret to Getting Anything You Want in Life given by Jennifer Cohen | Jen Cohen | TEDxBuckhead

ทะเลทรายแห่งความน่าเบื่อ

หนึ่งในทักษะที่กำลังจะหายไป คือการทนอยู่กับความน่าเบื่อ

ถ้าใครอายุเกิน 30 ลองนึกกลับไปสมัยที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต

ถ้าเรานัดเจอเพื่อน แล้วเพื่อนยังไม่มา สิ่งเดียวที่ทำได้คือรอตรงจุดที่นัดหมายกันไว้ ไปไหนก็ไม่ได้ ต้องรออย่างเบื่อๆ

เวลาขึ้นลิฟต์ เราทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามไม่สบตาใครแล้วยืนนิ่งๆ เบื่อๆ จนกว่าจะถึงชั้นจุดหมาย

เวลาดูละครหลังข่าว เรื่องราวกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มก็ตัดเข้าโฆษณา 3 นาที เราทำอะไรไม่ได้นอกจากทนดูโฆษณา

สมัยนี้เราไม่มีโมเมนต์เบื่อๆ นั้นแล้ว พอจะเบื่อเมื่อไหร่ก็หยิบมือถือขึ้นมาไถ โฆษณาเมื่อไหร่เราก็กดข้ามได้แทบจะทันที

ภูมิคุ้มกันความเบื่อของเราจึงค่อยๆ ลดน้อยถอยลง ยังไม่ต้องนับเด็กรุ่นใหม่ที่โตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้เขาสร้างภูมิคุ้มกันความเบื่อเลย

แต่กับชีวิตนอกจอ เราไม่สามารถเจอความสนุกได้ตลอดเวลา

90% ของงานนั้นน่าเบื่อ ต่อให้เป็นงานที่เรารักก็เถอะ ถ้าลองสังเกตดูจริงๆ จะเห็นว่าความฟินมันเกิดขึ้นไม่เกิน 10% ของเวลาที่ทำงานหรอก

ใครที่วิ่งฮาล์ฟหรือฟูลมาราธอนก็จะรู้ว่าการซ้อมวิ่งนั้นน่าเบื่อมาก บางสัปดาห์วิ่งวนรอบหมู่บ้านเห็นวิวเดิมๆ เป็นร้อยรอบ

ใครที่หัดภาวนาก็ต้องเคยรู้สึกว่าการภาวนานั้นน่าเบื่อ ใจมันเลยไม่เคยตั้งมั่น หลงไปคิดแต่เรื่องเพลินๆ อยู่ตลอด

แต่คนที่จะสร้างผลงานได้ดี คนที่จะวิ่งจบมาราธอน คนที่จะมีสติรู้เนื้อรู้ตัวเป็นอย่างดีนั้นล้วนแล้วแต่ต้องเดินข้ามทะเลทรายแห่งความน่าเบื่อมาแล้วทั้งนั้น

มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทราย นานๆ ทีถึงจะมีโอเอซิสให้ชุ่มฉ่ำใจ หยุดดื่มน้ำซักนิดก็ต้องเดินลุยทรายกันต่อ

แต่คนที่พร้อมเดินทางแบบนี้เท่านั้นที่จะมีโอกาสเจอขุมทรัพย์

ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เบื่อบ้าง เวลารอลิฟต์ลองรอแบบเบื่อๆ เวลาขึ้น BTS ลองยืนโหนราวเฉยๆ เวลาเปิดทีวีเจอเรื่องที่ไม่สนใจก็ลองทนดูมันไป

เพราะนอกจากจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว ในความเบื่อนั้นมันยังมีความว่างซ่อนอยู่ และเมื่อมีความว่างก็ย่อมมีพื้นที่สำหรับให้ความคิดใหม่ๆ “ผุด” ขึ้นมาได้

มาขัดเกลาตัวเองด้วยการเดินข้ามทะเลทรายแห่งความน่าเบื่อดูครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Youtube: Yuval Harari: ON How To Set Expectations | ON Purpose Podcast Ep.16

นิทานบรรลุแล้ว

ในวัดเซนแห่งหนึ่ง ลูกศิษย์ที่เพิ่งออกจากสมาธิรีบวิ่งมาหาอาจารย์

“ผมเข้าใจแล้ว! ผมเข้าใจแล้ว! ผมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ผมคือทุกอย่าง และผมก็ไม่ได้เป็นอะไรซักอย่างด้วย!”

อาจารย์เอาไม้เท้าเคาะหัวลูกศิษย์เต็มแรง

“อาจารย์ตีผมทำไม? ผมเจ็บนะ!”

“อ้อ…แล้วใครกันนะที่เจ็บ” อาจารย์ถามกลับ

เมื่อผู้เขียน Sapiens ต้องให้คะแนนศาสนา

วันนี้ตอนขับรถผมได้ฟังคลิป Youtube การพูดคุยกันของ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind และ Natalie Portman ดาราฮอลลีวู้ดที่ทั้งสวยและฉลาด

ตอนท้ายของการพูดคุย พิธีกรเปิดโอกาสให้คนในห้องประชุมส่งคำถามขึ้นมา คำถามก่อนหน้านี้ถามเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว #metoo ซึ่ง Natalie Portman ตอบไว้ดีมาก

ส่วนนี่เป็นคำถามสุดท้ายจากผู้ชมในห้องส่งครับ

พิธีกร: เราเหลือเวลาแค่ 5 นาทีแล้ว จึงขอถามคำถามสุดท้าย จากคนที่ชอบจะได้พูดเป็นคนสุดท้าย (somebody who likes to have the last word). คำถามนี้มาจากพระเจ้า ซึ่งขอถามว่าโดยรวมแล้วศาสนาได้สร้างประโยชน์หรือสร้างโทษให้กับมนุษยชาติ จากคะแนนเต็ม 5 คุณให้คะแนนศาสนาเท่าไหร่

Harari: ไม่รู้สิ…ซัก 2 คะแนนมั้ง

(คนในห้องส่งหัวเราะ)

ศาสนาได้สร้างสิ่งดีๆ เอาไว้แน่นอน ทั้งด้านศีลธรรม ด้านมนุษยธรรม ด้านศิลปะ และการทำให้ผู้คนวางใจและร่วมมือกันก็เป็นผลจากศาสนา

แต่ศาสนาก็สร้างความเสียหายเอาไว้มากมายเช่นกัน สุดท้ายแล้วผมคิดว่าศาสนาไม่ได้มีความจำเป็นต่อการมีศีลธรรมหรือการร่วมมือกันอีกต่อไป

จริงๆ แล้วศีลธรรม (morality) ก็คือการพยายามลดความทุกข์ร้อนในโลกใบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าองค์นี้หรือพระเจ้าองค์นั้นเพื่อที่จะประพฤติตนให้ดี แต่คุณต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความทุกข์ยาก (suffering)

สำหรับผม ผมคิดว่าพวกเราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณ (spirituality) มากกว่าการมีศาสนา (religion) เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันหรือแทบจะตรงกันข้ามกันด้วยซ้ำ

Spirituality เป็นเรื่องของคำถาม

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ

Spirituality คือเวลาที่คุณมีคำถามใหญ่ๆ เช่นความตระหนักรู้คืออะไร (what is consciousness?) ความหมายของชีวิตคืออะไร ความดีงามคืออะไร และคุณก็เริ่มออกเดินทางไปแสวงหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ และคุณก็มีความกล้าและความพร้อมที่จะไปในที่ใดก็ได้ที่คำถามจะพาคุณไปเพราะมันสำคัญสำหรับคุณมาก

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ มันคือการที่มีคนเดินมาบอกคุณว่า นี่แหละคือคำตอบ คุณต้องเชื่อสิ่งเหล่านี้ ถ้าคุณไม่เชื่อคุณก็จะถูกแผดเผาในนรกหรือไม่เราก็จะจับคุณเผาไฟเสียเอง และผมมองว่าวิธีคิดแบบนี้นั้นมันตรงกันข้ามกับ spirituality

เราอาจจำเป็นต้องมี spirituality หรือความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณมากกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา เพราะคำถามด้านจิตวิญญาณหรือคำถามด้านปรัชญาได้กลายมาเป็นคำถามในเชิงปฏิบัติไปแล้ว (spiritual questions and philosophical questions are suddenly becoming practical questions)

เจตจำนงเสรี (free will) และความหมายของการเป็นมนุษย์ล้วนเป็นประเด็นที่เราถกเถียงกันมานับพันปี แต่พอมันไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ทันที การขบคิดถึงคำถามเหล่านี้เลยเป็นแค่งานอดิเรกของพวกนักปราชญ์มากกว่า

แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคำถามของวิศวกรแล้ว เพราะในไม่ช้าเราจะสามารถ reengineer มนุษย์ได้ ดังนั้นคำถามที่ว่าแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์คืออะไรจึงเป็นคำถามที่สำคัญมากและไม่ใช่คำถามสำหรับนักปราชญ์อีกต่อไป

นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราต้องขบคิดเรื่องเหล่านี้มากกว่าที่เคยเป็นมา รวมถึงองค์กรอย่าง Google, Facebook และอีกหลายองค์กรที่ผมเชื่อว่าเขาควรจะจ้างนักปราชญ์เอาไว้ด้วย องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณเพื่อจะได้เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรกันอยู่

ส่วนศาสนานั้น ผมคิดว่ามันได้ทำสิ่งดีๆ และสิ่งแย่ๆ เอาไว้หมดแล้ว และมันกำลังสูญเสียบทบาทของมันไป ในสมัยก่อนนั้นถ้าคุณป่วยคุณก็ไปหานักบวช ถ้าฝนไม่ตกคุณก็เข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์อ้อนวอน แต่โจทย์เหล่านี้กลับถูกแก้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรและคุณหมอไปแล้ว

บทบาทเดียวที่เหลืออยู่สำหรับศาสนาคือการมอบอัตลักษณ์ให้กับคนแต่ละกลุ่ม (defining collective identitities for human groups) ซึ่งสำหรับผมนั้นมักจะเป็นผลเสีย เพราะแทนที่จะสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีกันในประชาคมโลก สิ่งที่ศาสนาก่อให้เกิดในตอนนี้คือเผ่าพันธ์ุนิยมและชาตินิยม (tribalism and nationalism) ซึ่งเป็นอุปสรรรคต่อการร่วมมือร่วมใจกันของมนุษย์ในระดับที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่านี้

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: Natalie Portman and Yuval Noah Harari in Conversation

ขอบคุณภาพจาก Twitter: Yuval Noah Harari

วิธีดูว่าใครมั่นใจตัวเองสุดๆ

จอนกับไมค์นั่งติดกันในห้องเล็คเชอร์

อาจารย์ผู้ช่วยเอาข้อสอบที่ตรวจแล้วมาแจกคืน

ไมค์ถามจอน “ได้คะแนนเท่าไหร่อ่ะ?”

จอนชำเลืองดูคะแนนแล้วตอบ “90%”

ไมค์เกทับทันที “กูได้ 92% ว่ะ!”


ในบาร์แห่งหนึ่ง มีคนเข้ามาหลีแฟนของไมค์ ไมค์ลุกขึ้นมาเผชิญหน้าและแสดงความไม่พอใจ ไมค์รู้ว่าแฟนคงไม่คิดอะไรแต่ไมค์รู้สึกว่าจะปล่อยให้มาหยามกันอย่างนี้ไม่ได้

ในบาร์อีกแห่งหนึ่ง มีคนเข้ามาหลีแฟนของจอน จอนไม่ได้ว่าอะไร ยังคงจิบเครื่องดื่มและเพลินไปกับเสียงเพลง พอดึกแล้วก็พาแฟนกลับบ้าน


มีคนมาบอกไมค์ว่าปีหน้าจะเรียนจบพยาบาล ไมค์ตอบว่า “เก่งนี่ อาจจะได้เจอกันนะ เพราะผมจบหมอ”

มีคนมาบอกจอนว่าปีหน้าจะเรียนจบพยาบาล จอนตอบว่า “ยินดีด้วย ผมมั่นใจว่าคุณไปได้สวยแน่นอน” จอนก็จบหมอเหมือนกันแต่ไม่ได้พูดอะไร


ความปราศจากตัวตนในขณะที่คนอื่นๆ พยายามวางตัวเหนือกว่า การอยู่นิ่งๆ ในขณะที่คนอื่นอดไม่ได้ที่จะโอ้อวด

นี่คือสัญญาณของคนที่มีความมั่นใจอย่างแท้จริง


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to What is the height of confidence?

3 คำถามก่อนพูดหรือเขียนอะไรออกไป

หลายครั้งเราก็พูดหรือเขียนโดยไม่ระวังและต้องมานั่งนึกเสียใจทีหลัง

สามคำถามนี้จาก James Clear อาจจะช่วยป้องกันปัญหาได้

Does this need to be said?
Does this need to be said by me?
Does this need to be said by me right now?

เรื่องนี้ต้องพูดรึเปล่า?
เรื่องนี้ต้องเป็นเราพูดรึเปล่า?
เรื่องนี้เราต้องพูดตอนนี้รึเปล่า?

บางเรื่องก็รอเวลาได้ บางเรื่องเราไม่ต้องพูดเองก็ได้ และบางเรื่องไม่ต้องพูดเลยดีกว่า

จะได้ไม่สร้างความขุ่นข้องโดยไม่จำเป็นครับ