แสดงละคร

20160430_Drama

“คนที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่แสดงละครโดยที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังแสดง ย้อนกลับมาในเรื่องการศึกษาธรรมะ ซึ่งการศึกษาธรรมะคือการเจริญสติ รู้จิต รู้ว่าจิตเราคิดอะไรอยู่ จิตเราไปทางไหน อย่างมีวันหนึ่ง แฟนเราขึ้นบ้านแล้ว เขาเดินขึ้นไปก่อนแล้วเขาก็ถือของขึ้นไป แล้วเราก็มีกระเป๋าใบหนึ่งซึ่งก็คาดหวังว่าเขาจะต้องมายกให้เรา แต่วันนั้นเขาเหนื่อยมาก แล้วเขาก็ถือกระเป๋าให้เราหลายใบขึ้นไปแล้วรอบหนึ่ง ตอนนั้นเราก็รอว่าทำไมเขาถึงไม่ลงมาช่วยถือสักที ก็เลยถือขึ้นไปเองเลย จังหวะวูบหนึ่งของการที่เราเดินถือขึ้นไป เราก็จับความรู้สึกของตัวเองได้ว่าถ้าเราแบกกระเป๋าใบนี้ขึ้นไปแล้วเขาเห็นนะ เขาจะต้องรู้สึกผิด เราจับได้เลยว่าเราไม่ใสซื่อในพฤติกรรมของเรา เราไม่ได้ถือขึ้นไปเพราะโอเคที่ถือได้ แต่ถือไปเพื่อให้เขารู้สึกผิด พอจับตัวเองได้ปุ๊บ เราก็เลยหยุดพฤติกรรมนี้ของตัวเอง แล้วตะโกนเรียกว่า ‘ตัวเอง ตัวเอง มาช่วยถือหน่อย’ เขาก็บอกว่า ‘แป๊บหนึ่ง เข้าห้องน้ำอยู่ เราก็เลยรู้ว่า อ๋อ เขาเข้าห้องน้ำ อยู่ เราก็เลยสบายใจ ก็สามารถถือกระเป๋าขึ้นไปเองได้โดยที่เข้าใจว่า เขาเข้าห้องน้ำ เขาไม่ได้ขี้เกียจหรือไม่อยากจะช่วยเรานะ พอขึ้นไปเขาก็ถามว่าทำไมถึงถือขึ้นมาเอง เราก็บอกว่าไม่เป็นไร ถือได้สบายๆ ก็เลยไม่ได้ไปหยิบยื่นความรู้สึกผิดให้กับเขา ซึ่งในชีวิตเราทำแบบนี้กันตลอดเวลา แต่เราไม่เคยจับความรู้สึกนี้ได้ คือเรามี sub text หรือทำหนึ่งอย่าง เพื่อแฝงความต้องการอีกหนึ่งอย่าง”

– รสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ)
ครูสอนการแสดงและผู้อำนวยการ The Drama Academy
a day BULLETIN issue 398, 7-13 March 2016
เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


อ่านประสบการณ์ถือกระเป๋าขึ้นบันไดของครูเงาะ ก็พลอยนึกถึงวันหนึ่งในชีวิตวัยเด็ก

ตอนนั้นผมน่าจะอยู่ม.1  โดนน้าตีจนน่องขาด้านหลังมีเลือดออกซิบๆ

อยากจะไปฟ้องแม่แต่กลัวจะดูเป็นเด็กขี้ฟ้อง เลยทำฟอร์มเดินไปที่ออฟฟิศ (ตอนนั้นแม่มีโฮมออฟฟิศอยู่ซอยถัดไป มีพนักงานอยู่ 3-4 คน) ผมพยายามเดินกะเผลกๆ ไปมารอบๆ ออฟฟิศแล้วเอามือแตะๆ ที่ขา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครทัก จนผมถอดใจแล้วเดินกลับบ้านแบบจ๋อยๆ

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน

ขนาดเด็ก 12 ขวบยังแก่แดดขนาดนี้ ผู้ใหญ่จะแก่แดดขนาดไหน

“A man always has two reasons for doing anything: a good reason and the real reason.”

“ไม่ว่าเราจะทำอะไร เรามีเหตุผลสองข้อเสมอ คือเหตุผลที่ดี กับเหตุผลที่แท้จริง”

– J. P. Morgan

เวลาเราทำอะไร เรามักจะมีเหตุผลที่ดีที่เอาไว้บอกตัวเองและคนอื่น

แต่บ่อยครั้ง เหตุผลที่เราบอกตัวเองกับเหตุผลที่แท้จริงก็ไม่เหมือนกัน

เช่น เราอาจจะอยากลงแข่งมาราธอน โดยมีเหตุผลว่าอยากสุขภาพแข็งแรงและลองพิชิตการวิ่งระยะไกลนี้ดู

แต่เหตุผลที่ซ่อนอยู่ลึกๆ อาจเป็นเพียงเพราะว่าเราต้องการจะอัพรูปลงเฟซบุ๊คเพื่อประกาศก้องว่า “กูวิ่งมาราธอนแล้วนะ เก่งป่ะล่ะ”

เราอาจจะทำงานกลับบ้านดึก โดยให้เหตุผลว่างานเยอะหรือทุ่มเทให้กับองค์กร แต่เหตุผลที่แท้จริงอาจเป็นเพราะเราไม่อยากกลับไปเจอคนที่บ้านก็ได้

เราอาจจะนุ่งขาวห่มขาวถือศีล 8 โดยให้เหตุผลว่าเราอยากศึกษาธรรมะและพบความสงบ แต่เหตุผลที่แท้จริงอาจเป็นเพียงเราเสพติดความรู้สึกว่าเราเป็นคนดีกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง


แล้วผมมีข้อแนะนำอะไรบ้าง?

จริงๆ ก็รู้สึกกระดากเหมือนกันที่จะมาแนะนำเรื่องเหล่านี้ เพราะผมเองก็ยังฟอร์มจัด ปากไม่ตรงกับใจ และมักมีเหตุผลลึกๆ ซ่อนอยู่ในการกระทำเหมือนกัน

แต่ถ้าจะให้แนะนำตัวเอง ก็คงนึกออกสามข้อ

ข้อแรกคือกลับไปอ่านบทความเรื่องสองเอสที่ควรจำไว้เสมอ ว่าคนเรานั้นมีความต้องการพื้นฐานอยู่แค่สองอย่างคือ Significance และ Security

คนเราทุกคนอยากเป็นคนสำคัญ และคนเราทุกคนอยากได้ความรู้สึกปลอดภัย สิ่งที่ผลักดันการกระทำของเรามักจะเป็นหนึ่งในความต้องการสองอย่างนี้

การที่ครูเงาะอยากให้แฟนมาถือกระเป๋าให้ก็เพราะว่าอยากให้แฟนแสดงออกว่าครูเงาะเป็นคนสำคัญ

การที่เราอยากลงเฟซบุ๊คเรื่องวิ่งมาราธอน ก็เพราะว่าเราอยากได้การยอมรับ ซึ่งก็เชื่อมโยงกับความสำคัญ (significance) เช่นกัน

การที่เราทำงานกลับบ้านดึก เพราะรู้สึกว่าที่ทำงานนั้นปลอดภัยและสบายใจกว่า (security) อยู่บ้าน

คำแนะนำข้อที่สองคือเราต้องคอยถามตัวเองว่า สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มีอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนกันแน่

ถ้ามีเหตุผลที่ดี ลองตัดเหตุผลนั้นทิ้งไปแล้วดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างหลังอีก?

ข้อสุดท้ายก็คือเมื่อเราค้นเจอแล้วว่าเหตุผลที่ขับเคลื่อนอยู่หลังฉากนั้นคืออะไร ก็ลองดูซิว่าเหตุผลนั้นมันเป็นพลังงานบวกหรือพลังงานลบ

ถ้าเป็นพลังงานลบก็อย่าเพิ่งไปทำ รอให้เป็นพลังงานบวกก่อนแล้วค่อยทำ

เหมือนกรณีครูเงาะที่ตอนแรกก็จะถือกระเป๋าขึ้นบันไดด้วยแรงขับเคลื่อนที่เป็นพลังงานลบ (อยากให้แฟนรู้สึกผิด) แต่พอเข้าใจแล้วว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ครูเงาะจึงถือกระเป๋าขึ้นบันไดเองด้วยพลังงานบวก

การกระทำเดียวกัน แต่เจตนาต่างกัน ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันเสมอ อย่างน้อยก็ผลลัพธ์ในใจเรา

เมื่อเราคอยสำรวจตัวเองเป็นประจำว่าอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนทุกการกระทำ เราก็จะเป็นคนที่ตรงไปตรงมา

และจะได้เลิกเล่นละครตบตาตัวเองเสียที


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Issuu: a day BULLETIN issue 398, 7-13 March 2016

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานเครื่องบินตก

20160429_20160429

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณหมอ ทนายความ บาทหลวง และเด็กชายวัยห้าขวบกำลังไปเที่ยวเกาะด้วยกันด้วยเที่ยวบินส่วนตัว

ระหว่างที่บินอยู่นั้น เกิดปัญหาขัดข้องกับเครื่องยนต์ นักบินพยายามแก้เท่าไหร่ก็ไม่หาย จึงหันไปบอกผู้โดยสารทั้งสี่ว่า ต้องสละเครื่องบินแล้วครับ พูดเสร็จนักบินก็คว้าร่มชูชีพแล้วกระโดดหนีไป

โชคร้ายที่ร่มชูชีพเหลืออยู่แค่ 3 ชุด

คุณหมอคว้าร่มชูชีพขึ้นมาแล้วพูดว่า “ผมเป็นหมอ ผมยังต้องช่วยชีวิตคนอีกมาก ผมขออยู่ต่อแล้วกันนะ” แล้วก็กระโดดออกไป

ทนายความเห็นดังนั้นก็รีบคว้าร่มชูชีพบ้าง “ผมเป็นทนายความ และทนายความอย่างพวกเรานั้นฉลาดหลักแหลมที่สุด ประเทศชาติจำเป็นต้องมีคนอย่างผมอยู่” ว่าแล้วก็กระโดดออกไป

บาทหลวงหยิบร่มชูชีพอันสุดท้ายขึ้นมาแล้วยื่นไปให้เด็กน้อย “พ่อแก่มากแล้ว ยังไงก็อยู่ได้อีกไม่นาน ลูกเอาร่มชูชีพนี้ไปเถอะ ขอให้ลูกมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขนะ”

เด็กน้อยยื่นร่มชูชีพคืนให้บาทหลวง “ไม่เป็นไรครับหลวงพ่อ คุณอาคนที่ฉลาดที่สุดในโลกเขาหยิบกระเป๋านักเรียนผมไปครับ”


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สมบูรณ์แบบ

20160428_Perfect

“Perfection is achieved not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

ความสมบูรณ์แบบไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่สามารถเพิ่มอะไรได้อีกแล้ว แต่เกิดจากการที่เราไม่สามารถเอาอะไรออกไปได้อีกแล้วต่างหาก

– Antoine de Saint Exupéry


Search Engine
สมัยเป็นนักเรียนวิศวะปี 4 สิ่งหนึ่งที่ผมขาดไม่ได้เลยคือ Search Engine ชื่อดังอย่าง Yahoo, Altavista และ Lycos เพราะต้องใช้มันในการหาข้อมูลสำหรับทำ senior project

หน้าตาของ Search Engine สมัยนั้นเป็นอย่างนี้ครับ

This slideshow requires JavaScript.

พอเข้าทำงานที่รอยเตอร์ปี 2003 เพื่อนที่ออฟฟิศจึงแนะนำให้รู้จัก Google

ความรู้สึกแรกที่ใช้งานคือทำไมหน้าตามันจืดจัง

Google

และอีกเพียงไม่กี่ปีต่อมากูเกิ้ลก็ครองโลก

โทรศัพท์มือถือ
กลางปี 2007 ผมได้เป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต และสิ่งหนึ่งที่บริษัทจะให้หัวหน้าทีมซัพพอร์ตทุกคนก็คือ Blackberry สมาร์ทโฟนที่เจ๋งและดังที่สุดในยุคนั้น เพราะขนาดเล็กพกพาง่าย แถมแป้นคียบอร์ดยังเป็นปุ่ม QWERTY ทำให้เขียนอีเมล์หากันได้อย่างรวดเร็ว สมัยนั้นใครๆ ก็ใช้ BB ส่งข้อความหากัน เพราะฟรีและรวดเร็วกว่า sms เยอะ

SONY DSC

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง สตีฟ จ๊อบส์และแอปเปิ้ลก็ทำให้โลกตะลึงด้วยการสร้างโทรศัพท์มือถือที่มีแค่ปุ่มเดียว

IMG_2298

แล้วอีกแค่สองปีต่อมาไอโฟนก็ครองโลก

เก็บบ้าน
ถ้าใครเคยได้เรียนรู้หลักการจัดบ้านแบบ KonMari มาแล้ว จะเข้าใจว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือคัดเก็บแต่ข้าวของที่ spark joy เท่านั้น ของชิ้นอื่นๆ ที่ไม่ได้สร้างความชื่นใจให้กับเราแล้ว จงกล่าวขอบคุณแล้วปล่อยให้เขาไปทำหน้าที่กับเจ้านายคนอื่นดีกว่า

วิธีแบบ KonMari จะทำให้เราเหลือหนังสือและเสื้อผ้าในตู้น้อยลงไปกว่าครึ่ง แต่ที่แปลกคือเรากลับรู้สึกว่าเรา “มีครบ” ยิ่งกว่าเดิม อาการที่รู้สึกว่าต้องซื้อของมาเพิ่มนั้นแทบจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง

วิธีการจัดบ้านแบบคอนมาริ (จริงๆ ต้องอ่านว่าคมมาริ) กลายเป็นกระแสโด่งดังไปถึงอเมริกาและยุโรป และผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อย่าง คนโด มาริเอะ ก็ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกจากญี่ปุ่นที่ถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Time ว่าเป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

เขียนบล็อก anontawong.com 
เวลาผมเขียนบล็อกแล้วมานั่งแก้ไข ส่วนใหญ่ผมจะไม่เขียนอะไรเพิ่ม เพราะเนื้อหาทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดแล้ว

การแก้ไขจึงเน้นไปที่การตัดทอนเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน ไม่ค่อยมีประโยชน์ หรือไม่สอดคล้องกับเนื้อหาหลักออก

การเขียนบทความให้กระชับ แต่เนื้อหาครบถ้วนและกินใจคนนั้นเป็นอะไรที่ยากที่สุดในโลก

การใช้ชีวิต
ในวัยยี่สิบกว่าๆ ผมได้ลองทำอะไรหลายอย่างมาก เช่นไปเรียน sound engineering จัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยกับคนรุ่นใหม่ ทำวงดนตรีไปออดิชั่นตามผับ เตะบอลสัปดาห์ละสองครั้ง เล่นดนตรีออกงานของบริษัทเดือนเว้นเดือน เที่ยวผับศุกร์เว้นศุกร์ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันและการพบปะผู้คน

พอมาถึงวัยสามสิบกว่าๆ กิจกรรมเริ่มลดน้อยลง ยิ่งมีครอบครัวมีลูกแล้วด้วย วันๆ หนึ่งผมจึงทำได้แค่ไม่กี่อย่าง ตอนเช้าเขียนบล็อก กลางวันทำงาน ค่ำอยู่กับครอบครัวก็หมดวันแล้ว

ถ้าวัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยแห่งการทดลองว่าชอบอะไร  วัยสามสิบกว่าๆ คือวัยที่พอจะรู้แล้วว่าทางของเราคือทางไหน และต้องตัดอะไรออกไปบ้าง เพื่อจะทำกิจกรรมให้น้อยลง แต่ทำให้ “ลึก” ขึ้น

“Perfection is achieved not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

อ่านประโยคนี้แล้วผมเห็นภาพผู้ชายสองคน

คนหนึ่งเป็นเศรษฐีพันล้าน มีบ้านหลังใหญ่  มีภรรยาสวย และมีลูกๆ ที่น่ารักสามคน มีลูกน้องและบริวารมากมาย กิจการของเขากำลังเติบโตและเขายังคงมุ่งมั่นที่จะขยายกิจการไปเรื่อยๆ

อีกคนเป็นนักบวช ไม่มีบ้านของตัวเอง ออกจาริกไปด้วยตัวคนเดียว นอกจากอัฐบริขารก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้วเช่นกัน

คุณคิดว่าชีวิตของใคร “สมบูรณ์แบบ”กว่ากันครับ?


ขอบคุณภาพจาก Internet Archive Wayback Machine: Yahoo, Altavista, Lycos, Google

Wikipedia: Blackberry, Flickr: iPhone


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

6 เหตุผลที่เราไม่ควรนินทาใคร

20160426_Gossip

1. คนถูกนินทาไม่ได้ดีขึ้น – เพราะเขาไม่ได้ยินว่าเรานินทาเขาเรื่องอะไร ดังนั้นต่อให้เรานินทาเท่าไหร่เขาก็ไม่ปรับปรุงตัว การนินทาจึงไม่ได้ส่งผลในทางดีใดๆ มากไปกว่าความสนุกปาก

2. ทำลายความไว้ใจ – ถ้าคนที่ถูกนินทาบังเอิญผ่านมาได้ยินจังหวะที่เรากำลังนินทาเขาพอดี ความไว้ใจและนับถือที่เขามีให้เราจะพังทลายและกอบกู้กลับมายากมาก เชื่อผม เพราะผมเคยโดนมากับตัว (นินทาเพื่อนสนุกปากแล้วหันหลังไปเจอมันพอดี) กว่าจะกลับมามองหน้ากันติดก็ต้องใช้เวลานานอยู่

3. ก่อพลังงานลบโดยใช่เหตุ – คำว่านินทาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการพูดถึงคนอื่นในทางลบ และเมื่อเราเข้าไปอยู่ในบทสนทนานั้นแล้ว เราก็จะรับพลังงานลบมา และมันจะอยู่กับเราไปตลอดวัน ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพกายและใจ

4. ทำให้สมองฝ่อ – Great minds discuss ideas, average minds discuss events, small minds discuss people. – Eleanor Roosevelt

5. โดนนินทากลับ – คนที่พร้อมจะนินทาคนอื่นให้เราฟัง ก็คือคนที่พร้อมที่จะนินทาเราให้คนอื่นฟังเช่นกัน

6. มันไม่เท่ – คนจริงเขาไม่นินทากัน มีอะไรไม่พอใจก็บอกกันตรงๆ แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ถ้าบอกตรงๆ ไม่ได้จริงๆ (เช่นเขาอยู่ตำแหน่งสูงกว่าหรือเป็นคนเจ้าอารมณ์) เราก็อาจจะฝากคนอื่นที่เขานับถือกันให้ไปบอกก็ได้

จริงอยู่ โลกนี้ไม่มีใครไม่โดนนินทา

แต่เราสามารถทำให้โลกนี้มีคนที่ไม่นินทาใครได้นะครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ข้อสอบปรนัย

20160425_Choice

การใช้ชีวิตของคนเราบางทีก็เหมือนทำข้อสอบปรนัย

ทางเลือกที่เราเห็นมักจะมีสองสามทาง

และในบางกรณี คำตอบอาจจะเป็น “ถูกทุกข้อ” ก็ได้ เพราะไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้ทั้งนั้น

เวลาที่เราจมจ่อมกับปัญหาหนักๆ และเราบ่นกับใครๆ ว่าไม่มีทางออกนั้น จริงๆ แล้วคือยังไม่มีทางออกที่เราชอบหรือที่ง่ายพอต่างหาก

ซึ่งถ้ารู้ตัวว่าตกอยู่ในสถานการณ์นี้ก็ทำได้สองอย่าง

คือเลือกทางออกที่ไม่ชอบน้อยที่สุด

หรือไม่ก็สร้างทางเลือกเพิ่ม เพราะเราไม่ได้ต้องเลือกแค่ ก. ข. ค. ง. ซะหน่อย

สำหรับคนที่หัวใจเปิดกว้างเพียงพอ ชีวิตจะไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่จะมีช้อยส์แค่สี่ข้อ

ชีวิตจะเป็นข้อสอบอัตนัยที่เราจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ที่คิดว่ามันตอบโจทย์

และเขาจะไม่ปล่อยให้คนอื่นมาให้คะแนนหรือให้ใครมาตัดสินว่าเขาสอบตกหรือสอบผ่าน

เพราะหนึ่งคำถาม มีได้หลายคำตอบเสมอ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เคล็ดลับความเทพ

20160425_God.png

Don’t practice until you get it right.
Practice until you can’t get it wrong.

อย่าซ้อมจนทำถูก ซ้อมจนไม่มีทางทำผิดเลยดีกว่า

– Anonymous

—–

ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อบอย

บอยเคยทำงานอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ด้วยกัน ก่อนที่จะออกไปทำวงใน (Wongnai.com) อย่างเต็มตัวในฐานะ CTO

สมัยที่ยังอยู่ที่ทอมส้นรอยเตอร์ บอยเป็นมือกลองประจำวงดนตรีของบริษัท

งานใหญ่ที่สุดที่วงดนตรีเราจะเล่นคืองานเลี้ยงประจำปี และเพลงที่เราจะซ้อมกันคือเพลงร็อคๆ ที่คนรู้จักกันดีของวงอย่าง Big Ass หรือ Bodyslam

จำได้ว่างานสุดท้ายก่อนที่บอยจะออก บอยรับหน้าที่เป็นมือกลองเพลง “ความเชื่อ” (เพลงที่น้าแอ๊ด คาราบาวมาร่วมร้องว่า “ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน” นั่นแหละครับ)

เพลงนี้กลองเล่นยากมาก โดยเฉพาะตอนขึ้นเพลง เพราะเครื่องดนตรีทุกชิ้นต้องเล่นแล้วหยุด-เล่นแล้วหยุดพร้อมกันโดยมีกลองเป็นตัวประคอง

จำได้ว่าซ้อมกันหลายรอบก็ยังไม่ลงตัวซักที จนบอยบอกว่าเขาคงต้องขอกลับไปซ้อมเพิ่มที่บ้านเยอะๆ ซ้อมจนกว่ากล้ามเนื้อจะจำได้นั่นแหละ

“ซ้อมจนกว่ากล้ามเนื้อจะจำได้!!??” เพื่อนๆ ในวงส่งเสียงโอ้โหกึ่งแซวบอยว่าอะไรมันจะจริงจังปานนั้น

—–

13 เมษายนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่นักบาสเกตบอลในตำนานคนหนึ่งลงเล่นเป็นครั้งสุดท้ายอีกด้วย

คนๆ นั้นคือโคบี้ ไบรอัน (Kobe Bryant) จาก L.A. Lakers ซึ่งลงสนามแข่งกับ Utah Jazz

ในสามนาทีสุดท้ายของเกม เลคเกอร์ตามยูท่าแจ๊สอยู่ถึงสิบแต้ม 84-94 แต่หลังจากนั้นโคบี้ก็โชว์ความเทพ และพาทีมกลับมาชนะ 101-96 ได้อย่างสุดสะใจ

สรุปเกมนั้นโคบี้ทำไปถึง 60 แต้ม ปิดฉากชีวิตบาสเกตบอลของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

นับตั้งแต่ไมเคิล จอร์แดนเลิกเล่นไป ก็มีโคบี้ ไบรอันนี่แหละที่เป็นไอดอลตัวจริงในวงการบาสเกตบอล NBA

ไม่ใช่เรื่องฟลุคที่โคบี้จะโดดเด่นมาตลอด 20 ปีที่ เพราะเขาเป็นคนขยันมาก

ตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลาย โคบี้ก็มาถึงคอร์ทบาสและเริ่มซ้อมตั้งแต่ตี 5 และไม่หยุดซ้อมจนกว่าจะชู๊ตลงครบ 400 ลูก แถมยังขอให้เพื่อนเล่นกับเขาแบบตัวต่อตัวจนกว่าจะเล่นกันครบ 100 ลูก  เวลาแข่งเกม NBA เสร็จ คนดูกลับบ้านหมดแล้ว แทนที่เขาจะพักผ่อน เขากลับมาลงสนามและซ้อมชู๊ตลูกต่อ

เพราะเขาซ้อมหนักกว่าทุกคน เขาจึงประสบความสำเร็จกว่าทุกคน

—–

โทนี่ ร๊อบบินส์ นักเขียนและ personal coach ชื่อดัง ได้เขียนสดุดีโคบี้ ไบรอันหลังจบเกมดังกล่าว

โทนี่บอกว่าจากการทีได้ร่วมงานกับคนระดับท๊อปๆ ในหลากหลายวงการ เขาได้เรียนรู้ว่าการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญนั้นมี 3 ระดับ (3 levels of mastery)

ระดับแรกคือความเชี่ยวชาญระดับสมอง (cognitive mastery) คือเราจดจำข้อมูลได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องพึ่งโพย

ระดับที่สองคือความเชี่ยวชาญระดับอารมณ์ (emotional mastery) นั่นคือเราได้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เราทำกับผลลัพธ์ยอดเยี่ยมที่จะตามมา จนการกระทำต่างๆ ของเรานั้นเป็นไปแทบจะโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้สมองคิดหรือไตร่ตรอง

ระดับสุดท้ายคือความเชี่ยวชาญระดับร่างกาย (physical mastery) นั่นคือ ถ้าเราได้ทำอะไรบางอย่างซ้ำๆ กันอย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ ทั้ง “ข้อมูล” และ “อารมณ์” จะถูกบันทึกลงในร่างกายของเรา

โทนี่บอกว่า เพราะโคบี้ไบรอันซ้อมหนักมากมาหลายสิบปี ทุกๆ สิ่งที่โคบี้ทำในคอร์ตจึงเป็นระดับ physical mastery และทำให้เขาโดดเด่นกว่าใครๆ

—–

ผมว่าสิ่งที่บอยบอกในวันนั้นว่าต้องฝึกตีกลองจน “กล้ามเนื้อจำได้” กับ “physical mastery” ที่โทนี่พูดถึง น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน

จึงเป็นบทสรุปว่า ถ้าเราอยากจะเทพด้านไหนก็ตามแต่ แค่รู้ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ แค่มีอารมณ์ร่วมก็ไม่พอ แต่ต้องซ้อมแล้วซ้อมอีกจนกล้ามเนื้อของเราจำได้ จนเราสามารถทำออกมาได้ดีเยี่ยมจนแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลยแล้วนั่นแหละ เราถึงจะเทพอย่างแท้จริง

ผมว่าคนอย่างสตีฟ จ๊อบส์ก็ซ้อมจนกล้ามเนื้อในร่างกายจำได้หมดแล้วว่า จะพูดจังหวะจะโคนอย่างไร จะใช้เสียงโทนไหน จะเดินในท่าทางแบบใด

หรือคนอย่างพี่ตูนบอดี้แสลมก็รู้แล้วว่าท่อนไหนต้องร้องยังไงถึงจะเข้าถึงอารมณ์ได้ดีที่สุด

หรือคนอย่างนิ้วกลม ที่เขียนหนังสือมามากมายจนถ้อยคำและความคิดถักทอออกมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ

ความสามารถระดับเทพๆ เหล่านี้ น่าจะเกิดจาก physical mastery ทั้งนั้นครับ

—-

ขอบคุณข้อมุลจาก Tony Robbins on LinkedIn: Kobe’s Legacy: We All Get What We Tolerate 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เมื่อเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้

20160424_Problems

แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหา เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่คุณอยากทำดีกว่า

ทำไมปัญหาที่แก้ไม่ได้จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป?

ก่อนอื่นเรามาทบทวนก่อนว่า นิยามของ “ปัญหา” คืออะไร

สำหรับผม เรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเป็นปัญหาได้นั้น จะต้องมีปัจจัยสามอย่าง

1. เรื่องนั้นเกี่ยวกับเรา (มนุษย์)
2. เราสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้
3. เราหยิบมันขึ้นมาเป็นปัญหา

เรื่องนั้นเกี่ยวกับเรา – ถ้านักวิทยาศาสตร์ออกมาประกาศว่าปีนี้จะมีอุกกาบาตพุ่งชนโลก เราจะมองว่ามันเป็นปัญหา แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์ประกาศว่าปีนี้จะมีอุกกาบาตพุ่งชนดาว Alpha Centauri A ซึ่งอยู่ห่างจากเราหลายล้านปีแสง เราจะไม่มองว่าเป็นปัญหา

เราสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ – ถ้าผมบอกคุณว่าผมกำลังป่วยและจะอยู่ได้จนถึงอายุ 40 ปีเท่านั้น ผมย่อมได้รับความเห็นใจและได้รับความช่วยเหลือที่จะช่วยยืดอายุผมให้ยาวออกไปซักปีสองปีก็ยังดี แต่ถ้าผมบอกคุณว่าผมจะตายก่อนอายุ 120 ปี ผมคงไม่ได้รับความเห็นใจแม้แต่น้อย เพราะนั่นไม่ใช่ปัญหา เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่เราทำอะไรไม่ได้ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้)

เราหยิบมันขึ้นมาเป็นปัญหา – รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าเป็นปัญหาแต่บางคนกลับไม่สนใจเลย เพราะแต่ละคนให้คุณค่ากับเรื่องแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับหนึ่งคน อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับอีกคนก็ได้ อย่างไรก็ดี ผมคงไม่ได้จะเรียกร้องให้เรา “ปล่อยวาง” กับทุกอย่าง เพราะสำหรับปุถุชนอย่างเราๆ อะไรก็ตามที่ก่อความทุกข์กายหรือทุกข์ใจกับเรา เราก็ย่อมมองมันว่าเป็นปัญหาอยู่แล้ว

สำหรับปัญหาที่เราเจอทั่วไป อย่างน้อยมันต้องมีปัจจัยข้อแรกอยู่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกนับขึ้นมาเป็นปัญหาตั้งแต่แรก และย่อมต้องมีปัจจัยข้อที่สองด้วยเพราะเราเชื่อว่าถ้าเราลงมือทำอะไรซักอย่าง เราจะแก้ปัญหานั้นได้

แต่พอเวลาผ่านไป ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นและจบไปแล้ว หรือปัญหาอาจจะยังไม่เกิด แต่เราเข้าใจแล้วว่าถึงทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ ก็ยังมีอีกสองทางเลือกคือ

– ตั้งโจทย์ใหม่
– วางปัญหาลงแล้วใช้ชีวิตของเราต่อไป (let go and move on)

ขอยกตัวอย่างปัญหาคลาสสิคอย่างเช่นเรื่องความแก่ชรา

จริงๆ แล้วการแก่ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราแก่ขึ้นทุกวันอยู่แล้ว แก้ไม่ได้ ปัญหาที่เราพยายามแก้กันอยู่จริงๆ คือปัญหาที่เรา “ดูแก่” ต่างหาก

นั่นคือเหตุผลที่ผู้หญิงซื้อครีมกระปุกเป็นพัน และผู้ชายหัวล้านยอมกินยาให้มีผมขึ้นเยอะๆ

ซึ่งแน่นอน วิธีการเหล่านี้ย่อมแก้ปัญหาเรื่อง “ดูแก่” ได้ไประยะหนึ่ง

แต่เมื่อถึงวันที่เราอายุ 70 ปี ครีมลดริ้วรอยและยาปลูกผมไม่ช่วยอะไรอีกต่อไป ปัญหาเรื่อง “ดูแก่” ของเราถือว่าจบไปแล้วเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้เราดูอ่อนวัยได้อีกแล้ว

เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งโจทย์ใหม่

ปัญหาไม่ใช่การที่เราดูแก่

ปัญหาคือการที่ใจเรารับไม่ได้ที่เราดูแก่ต่างหาก

เมื่อตั้งโจทย์ใหม่ได้ตรงประเด็น เราก็จะไม่จมจ่อมอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ได้ และสนุกกับการค้นหาคำตอบของโจทย์ใหม่ ว่าจะทำยังไงใจเราถึงจะยอมรับได้กับความจริงของชีวิต

จนถึงวันหนึ่งที่ใจเราฉลาดพอที่จะรู้ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ที่ปัญหามันเป็นปัญหาเพราะว่าใจเราหยิบฉวยมันขึ้นมาเท่านั้น และเมื่อเราหยิบขึ้นมาเองได้ เราก็ย่อมวางมันลงเองได้

และเมื่อวันนั้นมาถึง ปัญหาก็จะไม่มีอีกต่อไปครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ประสบการณ์กับความรู้

20160423_Experience

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

– นิรุตติ์ ศิริจรรยา
a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016
สัมภาษณ์ : กองบรรณาธิการ
ถ่ายภาพ : ภาสกร ธวัชราตรี

—–

อ่านคำสัมภาษณ์ของพระเอกรุ่นเดอะอย่างคุณนิรุตติ์แล้วทำให้ผมฉุกคิดได้อย่างหนึ่ง

ว่าความรู้กับประสบการณ์มันเป็นคนละเรื่องกัน

ในวันที่สมาร์ทโฟนและวายฟายได้กลายมาเป็นอวัยวะที่ 33 & 34 เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างที่ไม่เคยมีมนุษย์ในยุคใดทำได้มาก่อน

เมื่อไม่รู้สิ่งใด เด็กป.4 อาจจะหาคำตอบได้เท่ากับเด็กป.ตรี เพราะทั้งคู่ก็ใช้กูเกิ้ลเป็นเหมือนกัน

อินเตอร์เน็ตนั้นมีคุณค่ามหาศาล แต่ผมกำลังสงสัยอยู่ว่าอินเตอร์เน็ตอาจทำให้คนออกไปใช้ชีวิตข้างนอกน้อยลง เพราะเวลาส่วนนั้นได้ถูกโยกย้ายมาอยู่หน้าจอคอมและจอโทรศัพท์เสียเกือบหมดแล้ว

ความรู้ที่เกิดจากการอ่านและฟังนั้นเป็นเพียงความรู้แบบผิวๆ  เทียบไม่ได้เลยกับความรู้ที่ได้จากการลงมือทำแบบเล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน

ที่ผมห่วงเป็นพิเศษคือลูกของผม ที่จะใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านหน้าจอมากขึ้นทุกที จนแทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้อะไรผ่านการลงมือทำเลย

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

ถ้าลูกเสพความรู้ผ่านอุปกรณ์อิเลคโทรนิคเป็นหลัก ผมก็หวั่นใจจริงๆ ว่าวันหนึ่งจะเจอกรณีเดียวกัน คือผมไม่ได้อะไรจากการคุยกับลูก และลูกไม่ได้อะไรจากการคุยกับผม

ซึ่งในฐานะพ่อคนคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดน่าดู

สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ในตอนที่เขายังเด็กอยู่ คือเตือนตัวเองให้วางมือถือลงเวลาอยู่กับลูก ชวนเขาคุย ชวนเขาเล่น ชวนออกไปเดินในสวน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านั้น

และเพื่อให้เขาได้เข้าใจว่า สิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตไม่ใช่ความรู้จากอุปกรณ์พลาสติกใดๆ

แต่เป็นประสบการณ์และความทรงจำดีๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่มีชีวิตจิตใจต่างหาก

—-

ขอบคุณเรื่องและภาพจาก a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานแบ่งหน้าที่

20160422_Responsibilities

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

จิมกับจอห์นเป็นเพื่อนกัน จิมนั้นเพิ่งแต่งงานไปหกเดือนก็เริ่มทะเลาะกับภรรยาบ่อยๆ จึงไปปรึกษาจอห์นที่แต่งงานมา 12 ปีแล้ว

จิม: มึงมีเคล็ดลับอะไรถึงประคองชีวิตคู่กันมาได้นานขนาดนี้

จอห์น: อ๋อ กูก็แค่แบ่งหน้าที่กันชัดเจนเท่านั้นแหละ

จิม: แบ่งยังไง?

จอห์น: ที่บ้าน เมียกูจะตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ส่วนกูก็ตัดสินใจแต่เรื่องใหญ่ๆ

จิม: เมียมึงตัดสินใจเรื่องอะไรบ้าง?

จอห์น: ก็เรื่องจิ๊บจ๊อยอย่างจะไปจ่ายตลาดวันไหน จะซื้อแอร์ยี่ห้ออะไร จะเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ จะลงทุนเรื่องอะไรบ้าง จะส่งลูกเรียนโรงเรียนไหน จะจ้างแม่บ้านดีรึเปล่า อะไรพวกนี้แหละ ไม่ว่าเมียตัดสินใจยังไงกูก็เออออตามนั้น

จิม: แล้วมึงล่ะตัดสินใจเรื่องอะไรบ้าง?

จอห์น: กูตัดสินใจแต่เรื่องสำคัญๆ ว่ะ เช่นสรยุทธ์ควรลาออกมั้ย ประยุทธ์ต้องประกาศเลือกตั้งเมื่อไหร่ ฟันกาลควรถูกปลดรึยัง โดนัลด์ทรัมป์ควรจะได้เป็นประธานาธิบดีรึเปล่า เรื่องพวกนี้ไม่ว่ากูจะว่ายังไง เค้าก็ไม่เคยเถียงกูซักคำ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ตัดลมแต่ต้นไฟ

20160421_windfire

สมัยเรียนชั้นประถม เราทุกคนน่าจะเคยเข้าค่ายลูกเสือ

และกิจกรรมหนึ่งที่เราจะได้ทำกันก็คือเตรียมไฟไว้หุงข้าว

เริ่มจากหาอิฐหรือก้อนหินมาล้อมเป็นเตาในขนาดที่พอเหมาะกับหม้อสแตนเลสที่เราจะใช้หุงข้าว และเก็บเศษไม้แห้งๆ มาก่อเป็นเพิงอยู่ข้างในเตาอิฐ

จากนั้นเราก็ใช้ไฟแช็คหรือไม้ขีดไฟมาจุดไฟใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วสอดหนังสือพิมพ์นั้นไปที่ใต้เพิงเศษไม้ แล้วก็ต้องรีบคว้าสมุดมาพัดแรงๆ เพื่อให้ไฟลุกและจุดติด

ตอนนั้นก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าทำไมเวลาเอาลมพัดใส่แรงๆ แทนที่ไฟจะดับ ไฟกลับยิ่งลุกลาม มารู้ทีหลังจากวิชาวิทยาศาสตร์ว่าการเผาไหม้นั้นจำเป็นต้องใช้อ๊อกซิเจน

—–

การโกรธก็ไม่ต่างจากการจุดไฟหุงข้าวในค่ายลูกเสือ

ใจของเรามีเชื้อแห่งความโกรธที่เรียกว่าโทสะ เปรียบเหมือนเศษไม้แห้งที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีอยู่แล้ว โดนประกายไฟหน่อยเดียวก็ลุกไหม้เอาง่ายๆ

ยิ่งคนที่อยู่ใกล้ชิดกันอย่างแฟนหรือสามีภรรยา โอกาสที่จะกระทบกระทั่งจนเกิดประกายไฟยิ่งสูง

สมมติว่าผมทำอะไรให้แฟนไม่ถูกใจจนโกรธขึ้นมา สิ่งที่ผมมักจะทำคือการพยายามหยุดความโกรธนั้นด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่ออธิบายเหตุผลต่างๆ นาๆ ว่าทำไมผมถึงทำอย่างนี้ และทำไมเธอถึงไม่ควรโกรธผม

หารู้ไม่ว่าการใช้เหตุผลก็เหมือนการเอาสมุดมาพัดลมเข้ากองไฟ แทนที่ไฟจะดับ มันกลับไหม้แรงขึ้น

คำพูดที่คิดว่าจะช่วยให้เธอเย็นลง กลับทำให้เธอโกรธกว่าเดิม

ระยะหลังๆ ถ้าแฟนโกรธ และผมมีสติพอ ก็จะบอกตัวเองว่าให้ “ตัดลมแต่ต้นไฟ”

เพราะรู้ตัวแล้วว่าเรายังไม่ชำนาญพอที่จะตัดไฟแต่ต้นลมได้ เพราะเรายังไม่ใช่น้ำ เรายังเป็นอ๊อกซิเจน

สิ่งเดียวที่ทำได้คือปิดปาก เพื่อจะได้ไม่พ่นอ๊อกซิเจนใส่ไฟที่กำลังลุกโชน

รอเวลาซักพัก ให้เศษไม้โดนไหม้จนหมด

ไฟก็จะดับไปเอง

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com