7 วิธีดูว่าสไลด์เราดีพอรึยัง

20180331_7slides

การทำสไลด์เพื่อการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น Powerpoint หรือ Keynote คืองานที่คนทำงานเกือบทุกคนต้องได้ทำกัน

อย่างที่ผมเคยเขียนไปว่าเราพรีเซ้นต์เพื่อจะเปลี่ยนคนฟัง เปลี่ยนจากคนไม่รู้ให้กลายเป็นรู้ เปลี่ยนจากคนที่ไม่สนใจให้กลายเป็นสนใจ เปลี่ยนจากคนตั้งแง่ให้กลายมาเป็นพวกเดียวกับเรา

ดังนั้น เมื่อเราทำสไลด์เสร็จแล้ว เราควรตรวจทานให้ดีว่าสไลด์ของเรานั้นดีเท่าที่มันควรจะเป็นรึยัง โดยผมมีวิธีที่ใช้เป็นประจำและเห็นว่าได้ผลที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1. ลองซ้อมพรีเซ้นต์ดูซักรอบนึงก่อน
ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ซ้อมก่อนพรีเซนต์จริงเลย โดยน่าจะมีสองเหตุผลหลัก คือทำเสร็จแบบเผาขน หรือไม่ก็มั่นใจว่าตัวเองทำได้ดีอยู่แล้ว

แต่การได้ซ้อมพรีเซนต์ก่อนนั้นมีประโยชน์มากๆ ขนาดสตีฟ จ๊อบส์เองยังซ้อมพรีเซนต์หลายสิบเที่ยว แล้วเราเก่งมาจากไหนถึงคิดว่าจะทำได้ดีโดยไม่ต้องซ้อม

ควรจะซ้อมโดยให้เพื่อนซักหนึ่งคนมาช่วยฟังและจับเวลา แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ซ้อมด้วยการพูดคนเดียวเบาๆ ที่โต๊ะก็ยังดี

2.คนฟังจำอะไรได้บ้าง
เมื่อซ้อมเสร็จแล้ว ลองถามเพื่อนว่าจำอะไรได้บ้าง และสิ่งที่เขาจำได้นั้นใช่แก่นสารของเรื่องที่เราอยากนำเสนอรึเปล่า ถ้าเพื่อนบอกว่าจำอะไรไม่ค่อยได้ หรือสิ่งที่เขาจำได้ดันไม่ใช่เรื่องที่ควรจำ นั่นเป็นสัญญาณว่าเราต้องปรับสไลด์หรือวิธีการนำเสนอใหม่

ถ้าเป็นกรณีที่เราซ้อมคนเดียว ก็ต้องถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า เมื่อเราพูดจบแล้ว คิดว่าคนฟังจะจำอะไรได้บ้าง

3.เราพูดยาวเกินไปรึเปล่า
เราควรจะพูดให้น้อยกว่าเวลาที่กำหนดเสมอ (อ่านบทความ “น้อยไปนิดนึงแล้วจะพอดีเอง“) จะได้สามารถพูดได้โดยไม่รีบ และมีเวลาเน้นย้ำบางเนื้อหาหรือบางถ้อยคำที่เราอยากให้ติดตัวคนฟังไป

ถ้าซ้อมแล้วใช้เวลาเกิน ควรกลับมาตัดเนื้อหาออก ไม่ใช่พยายามพูดให้เร็วขึ้น ทักษะของการลดทอนเนื้อหาให้เหลือแต่แก่นเป็นทักษะที่สำคัญมากๆ ในยุคที่ข้อมูลมีมากมายเกินความจำเป็น

4.สไลด์ของเราเคารพคนฟังเพียงพอมั้ย?
ให้คิดเสมอว่าคนฟังไม่รู้อะไรเลย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้โง่ด้วย

Assume the audience knows nothing and assume they are not stupid.

เราเห็นสไลด์นี้หลายสิบรอบแต่เขาจะเห็นมันเป็นรอบแรก ดังนั้นเนื้อหาส่วนไหนที่ควรจะปูพื้นให้คนฟังได้ก็ควรทำ อย่างน้อยที่สุดถ้าจะมีตัวย่อหรือชื่อเฉพาะอะไรโผล่ขึ้นมาในสไลด์ของเรา ต้องให้แน่ใจว่าคนฟังรู้ว่าชื่อเฉพาะเหล่านั้นหมายถึงอะไร

ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเชื่อมั่นว่าคนฟังของเราฉลาดพอที่จะเข้าใจเนื้อหาได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องอธิบายยิบย่อยจนการพรีเซ็นต์ของเรายืดยาวเกินกว่าเหตุ

5.แต่ละสไลด์ทำให้คนฟังประหลาดใจรึเปล่า?
Derek Sivers เล่าว่า เวลาที่เขาเตรียมตัวจะขึ้นพูด TED Talk สไลด์ไหนที่ไม่ทำให้คนดูเซอร์ไพรส์เขาจะตัดออก

I try to leave out slides that don’t surprise the audience.

ดังนั้นสไลด์ไหนที่พูดไปแล้วไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคนฟังเราก็ควรลบทิ้ง เหลือไว้เพียงสไลด์ที่มี insight ให้คนฟังได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือสไลด์ที่ทำให้คนฟัง “รู้สึก” ไปกับเราได้ ไม่ว่าจะสุข เศร้า หรือซึ้ง

แต่ถ้าสไลด์ไหนดูแล้วเฉยๆ แถมพูดเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ ก็ตัดทิ้งไปได้เลย

6. แต่ละสไลด์มีตัวนำสายตาหรือไม่
อดีตหัวหน้าชื่อซุปปี้เคยสอนผมว่า

When the audience sees your slide, there should be no doubt where they should look at.

ซึ่งหมายความว่า เวลาที่เราเปิดแต่ละสไลด์ขึ้นมา มันควรจะมีตัวนำสายตาให้คนฟังมองไปที่จุดเดียวกัน เขาจะได้เข้าใจสิ่งที่เราพูดทันที ซึ่งทำได้โดยการ

  • มี 1 key message ต่อ 1 สไลด์
  • พาดหัวด้วย key message
  • มีฟอร์แมตที่เสมอต้นเสมอปลาย (เช่นพาดหัวที่เดิมเสมอ)
  • (optional) ค่อยๆ โชว์เนื้อหาขึ้นมาทีละส่วนด้วย animation
  • (optional) มีรูปประกอบที่เตะตาและสื่อสารเนื้อหาหลักของสไลด์นั้นได้

ความผิดพลาดที่คนพรีเซนต์มักจะทำกันคือยัดเนื้อหาลงไปในสไลด์เยอะจนเกินไป พอเปิดสไลด์ขึ้นมา คนฟังก็เลยงง ไม่รู้ว่าจะมองตรงไหนดี เขาเลยใช้เวลาไปกับการกวาดสายตาบนสไลด์จนไม่มีสมาธิฟังสิ่งที่เราพูด

7. พรีเซนต์ของเราตอบ 3 คำถามนี้รึเปล่า
เทคนิคนี้ได้มาจากหนังสือ TED Talks: The Official TED Guide to Public Speaking ที่เขียนโดย Chris Anderson (เจ้าของลิขสิทธิ์ TED) คือการนำเสนอของเราต้องบอกได้ว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร (What?) ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ (So what?) แล้วจากนี้ไปจะเป็นยังไงต่อหรือผู้ฟังสามารถจะมีส่วนร่วมอะไรได้บ้างรึเปล่า (Now what?)

What? So what? Now what?

สไลด์ส่วนใหญ่น่าจะมี What อยู่แล้ว แต่หากเรามี So what ก็จะทำให้คนสนใจและให้คุณค่ากับสิ่งที่เราพูดมากขึ้น และ Now what ก็จะทำให้คนเกิด action หลังจากที่การพรีเซนต์ของเราได้ “เปลี่ยน” เค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และนี่คือ 7 วิธีที่ผมเชื่อว่าจะทำให้การนำเสนอของคุณดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ!

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

พบบทความใหม่ได้ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings

BookAdvertise

 

นิทานสองทาส

20180323_twoslaves

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ พระราชวังแห่งหนึ่ง พระราชาได้เรียกทาสสองคนให้มาเข้าเฝ้า

“เจ้าทั้งสองได้รับใช้ข้าอย่างซื่อสัตย์มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พรุ่งนี้ข้าจะปล่อยให้เจ้าได้เป็นอิสระ”

ทาสทั้งสองดีใจจนแทบกระโดดกอดกัน

“แต่ก่อนที่เจ้าจะไป ข้ามีสิ่งสุดท้ายที่อยากขอจากพวกเจ้า ข้าอยากให้เจ้าทำกระเป๋าให้ข้าคนละใบ จะหน้าตาแบบไหนหรือขนาดใดก็ได้”

เมื่อกลับถึงที่พัก ทาสคนแรกบอกกับตัวเองว่า

“เรารับใช้พระราชามาก็หลายสิบปีแล้ว เหนื่อยมาพอแล้ว พรุ่งนี้เราก็เป็นไทแล้ว วันนี้ขอสบายๆ ซักวันแล้วกัน”

พูดจบทาสก็ทำกระเป๋าผ้าขนาดเท่าฝ่ามือแล้วเข้านอน

ส่วนทาสคนที่สองบอกกับตัวเองว่า

“เรารับใช้พระราชามาก็หลายสิบปีแล้ว เพื่อแสดงความกตัญญูที่ท่านได้ชุบเลี้ยงเรามา เราต้องทำกระเป๋าที่ดีที่สุด สวยที่สุด และใหญ่ที่สุดเพื่อให้สมพระเกียรติพระองค์ท่าน”

ว่าแล้วทาสคนที่สองก็ตั้งหน้าตั้งตาเย็บกระเป๋าจนถึงเช้า

รุ่งขึ้น เมื่อทาสทั้งสองมาเข้าเฝ้าพระราชาเพื่อถวายกระเป๋า พระราชาก็ตรัสว่า

“ตามข้ามา”

พระราชาเดินนำทาสทั้งสองไปยังท้องพระคลังที่เต็มไปด้วยเพชรนิลจินดามากมาย

“เชิญหยิบอะไรก็ได้ในห้องนี้ใส่กระเป๋าที่เจ้าทำมา มันคือของขวัญที่ข้าอยากมอบให้เจ้าในวันแห่งอิสรภาพนี้”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Ian Noble’s answer to What is your favorite fable?

ความฝันหมดอายุ

20180329_expireddreams

ตอนเด็กๆ เราอาจเคยบอกตัวเองว่า โตขึ้นอยากเข้ามหาลัยนี้ เรียนจบแล้วอยากทำงานบริษัทนี้ หรือมีเงินแล้วจะบินไปดูทีมฟุตบอลที่ตัวเองชอบ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลง

การศึกษาอาจมีทางเลือกใหม่ บริษัทในฝันอาจกำลังขาดทุนอย่างหนัก นักเตะที่เคยคลั่งไคล้อาจแขวนสตั๊ดไปหมดแล้ว

และที่สำคัญที่สุด ตัวเราในวันนี้ก็ไม่ใช่เราคนเดิมกับตอนที่ความฝันนั้นเกิดขึ้นมา

การทำตามความฝันเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสำรวจตัวเองว่าความฝันนั้นมันยังมีความหมายและสอดคล้องกับตัวตนของเรารึเปล่า

ถ้าฝันนั้นไม่ได้ spark joy สำหรับเราอีกต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่จะวางมันลง

ไม่เหยาะแหยะกับความฝัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยึดติดกับความฝันที่หมดอายุไปแล้ว

จะได้เอาเวลาไปทุ่มเทแรงกายแรงใจกับสิ่งที่ใช่กับเราจริงๆ ครับ

—–

ผมจะไปเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 มาเจอกันได้นะครับ

คนที่ไม่ยอมเสียเปรียบ

20180328_disadvantage

วันหนึ่งอาจกลายเป็นคนไม่ยอมเสียสละ

เพราะชุดความคิดของสองอย่างนี้คล้ายคลึงกันมาก จนบางทีความเคยชินก็ทำให้เราเผลอตัว กลายเป็นคนแล้งน้ำใจในสถานการณ์ที่ควรมีน้ำใจ

พระท่านจึงสอนให้ทำบุญ ไม่ใช่เพื่อจะได้บุญ แต่เพื่อที่จะให้คุ้นเคยกับการให้และลดความข้นเหนียวของจิตใจ

และแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีน้ำใจก็ได้ ก็ยังเป็นการดีที่จะยอมเสียเปรียบในครั้งนี้ เพราะถ้าเราเลือกคนที่เราคบหาสมาคมให้ดีๆ อนาคตเขาก็จะยอมให้เราได้เปรียบบ้างเช่นกัน

ความสัมพันธ์แบบ Give & Take นั้นยั่งยืนและรื่นรมย์กว่าความสัมพันธ์แบบตาต่อตาฟันต่อฟันเยอะเลยนะครับ

ชิงช้า

20180326_chingcha

เมื่อวานผมพูดถึงคำว่า Go first – อย่ารีรอที่จะเป็นคนแรก

แต่มันก็มีอีกหลายๆ สถานการณ์ที่เราควรจะช้า และยอมเป็นที่สองหรือที่สาม

เวลาอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ขึ้น เราก็ควรปล่อยให้เขาได้พูดก่อน อย่าไปต่อล้อต่อเถียง

เวลาอยู่บนท้องถนน เห็นรถจากอีกเลนส์กำลังรอกลับรถ เราสามารถเหยียบเบรคแทนที่จะเหยียบคันเร่งได้

เวลาทุกคนกำลังแห่ไปห้างเปิดใหม่ หรือเห่อสินค้าตัวใหม่ เรารอให้คนซาก่อนแล้วค่อยไปก็ยังทัน

เวลาที่ทุกคนทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน เราสามารถทำทีละอย่างอย่างมีสติได้

ในโลกธุรกิจและการแข่งขันใครเร็วกว่าได้เปรียบ

แต่ในโลกส่วนตัวที่มีแต่คนเร่งรีบ คนที่ชิงช้าได้อาจมีภาษีดีกว่านะครับ

—–

ผมจะไปเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 มาเจอกันได้นะครับ

เริ่มก่อน

20180326_gofirst

มีคำฝรั่งคำหนึ่งที่สั้นๆ แต่มีประโยชน์ คือคำว่า “Go first” ซึ่งแปลว่า จงเริ่มก่อน หรือ จงเป็นคนแรกที่ทำสิ่งนั้น

เวลาสบตากับคนแปลกหน้าโดยบังเอิญ จงส่งยิ้มให้เขาก่อน

เวลาการแสดงจบลง จงเป็นคนแรกที่ปรบมือ

เวลาทะเลาะกับแฟน จงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากขอโทษ

เวลาอาจารย์พูดจบแล้วถามว่ามีใครมีคำถามมั้ย จงเป็นคนแรกที่ยกมือขึ้นถาม

เวลาใครต้องการความช่วยเหลือ จงเป็นคนแรกที่อาสา

เมื่อเราเป็นคนแรก ก็จะทำให้ชีวิตคนที่สองง่ายขึ้น

ถ้าเราส่งยิ้มให้เขาก่อน เขาก็จะกล้ายิ้มตอบ

เมื่อเรายกมือถามคำถามแรก คนอื่นก็จะกล้าถามคำถามของตัวเอง

เมื่อเราขอโทษก่อน แฟนเราก็(อาจจะ)ขอโทษเราเช่นกัน

Go first – จงเป็นคนเริ่มก่อน

อาจต้องใช้ความกล้าเพิ่มขึ้นนิดนึง แต่ผลประโยชน์มวลรวมนั้นคุ้มค่านะครับ

ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง

20180325_ihaveachoice

เตือนตัวเองไว้ว่าเรามีทางเลือกเสมอ

No matter what the situation, remind yourself “I have a choice.”
-Deepak Chopra

คนบางคนไม่ชอบบรรยากาศที่ทำงานเลย แต่ก็ทนอยู่กับมันไปมาเป็นแรมปี ทั้งๆ ที่เขาสามารถเป็นคนริเริ่มสร้างบรรยากาศให้ทีมดีขึ้นก็ได้ หรืออาจจะเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองก็ได้ อาจจะขอย้ายทีมก็ได้ หรือย้ายบริษัทก็ยังได้

แต่เขาก็ยก “เหตุผล” มากมายว่าทำไมเขาถึงทำไม่ได้ เช่นไม่มีเวลา หัวหน้าไม่ยอมหรอก หรือตอนนี้เป็นหนี้อยู่ ไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยง ฯลฯ

พอมีข้ออ้างที่ปลอมตัวมาเป็นเหตุผล ก็เลยไม่ได้ลองพยายาม หรือเคยลองครั้งหนึ่งแล้วไม่เวิร์คก็เลยยอมแพ้

ระลึกไว้เสมอครับว่า ข้อแม้เยอะทางเลือกจะน้อย ข้อแม้น้อยทางเลือกจะเยอะ

และข้อแม้ส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดมาจากความกลัว

และความกลัวส่วนใหญ่ก็ไม่สมเหตุสมผล

เพียงกลัวให้น้อยลง แล้วทดลองให้มากขึ้น มันต้องมีทางเลือกดีๆ เกิดขึ้นบ้าง

อย่างน้อยก็ดีกว่าทนอยู่เฉยๆ แน่นอน

—–

ผมจะไปเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 มาเจอกันได้นะครับ

เทพธรรมดา

20180324_thep

คอบอลทั้งหลายน่าจะรู้จักเวย์น รูนี่ย์

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เขาเป็นดาวจรัสแสงของวงการฟุตบอล ถูกแมนยูซื้อตัวจากเอฟเวอร์ตันด้วยราคา 13 ล้านปอนด์ และทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ติดทีมชาติอังกฤษ

ในช่วงนั้น ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์เจอว่ารูนี่ย์สอบข้อเขียนใบขับขี่ไม่ผ่านหลายรอบ

เรื่องง่ายๆ สำหรับคนทั่วไปกลับกลายเป็นเรื่องยากๆ สำหรับอัจฉริยะทางกีฬาอย่างรูนี่ย์

—–

ในช่วงเวลาเดียวกับที่โลกได้รู้จักกับเวย์น รูนี่ย์ คนไทยก็ได้รู้จักกับเด็กไทยคนหนึ่งที่ชื่อแบ๊งค์ งามอรุณโชติ

ช่วงนั้นแบ๊งค์เรียนอยู่ม.ปลาย แต่มุมมองและความรู้ด้านเศรษฐกิจและสังคมนั้นก้าวหน้ากว่าผู้ใหญ่หลายๆ คน แบ๊งค์ดังมากจนได้รับเชิญไปออกรายการทีวีของคุณสรยุทธ์ สุทัศนจินดาหลายครั้ง

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เจอแบ๊งค์ตัวเป็นๆ นึกว่าน้องจะชวนคุยเรื่องพลวัตรทางสังคมหรืออะไรเทือกนั้น แต่แบ๊งค์กลับพูดถึงเรื่องเดินสยามกับแฟนและหนังตลกไทยที่เขาเพิ่งไปดูมา

—–

เท่าที่ผมได้สัมผัสกับ “เทพ” หลายคน ไม่ว่าจะเป็น CEO ของ Startup ชื่อดัง, นักเขียนที่มีคนติดตามเป็นแสน, อดีตส.ว., จนกระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรี
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจทุกครั้งก็คือความเป็นคนธรรมดาของเขา

มีเรื่องที่กลุ้มใจ มีวันที่เบื่อหน่าย มีสิ่งที่ไม่รู้และไม่เก่งเอาเสียเลย

แต่อาจจะเพราะเราเคยเห็นเขาในทีวี เห็นเขาบนเวที เห็นเขาบนปกหนังสือ ภาพของเขาในหัวของเราจึงดูเลิศหรูเกินจริง

ทั้งที่เมื่อเขาเดินลงจากเวทีและถอดหัวโขนออก ก็กลายเป็นเพียงคนธรรมดา คนที่ไม่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง

ในทางกลับกัน คนธรรมดาๆ อย่างเราก็กลายเป็นเทพได้

เพียงหาจุดแข็งให้เจอ และพัฒนามันขึ้นมาจนสร้างประโยชน์ให้กับคนจำนวนมากได้

วันนั้นเราก็อาจกลายเป็นเทพในสายตาคนทั่วไป ทั้งๆ ที่ในใจยังรู้สึกว่าเป็นคนธรรมดาเหมือนเดิม

นิทานบ้านอาทร

20180323_artorn

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แจ๊คเป็นหนุ่มวัย 30 ปีที่อาศัยอยู่กับพ่อวัย 70 เพราะว่าแม่ของเขาเสียไปนานแล้ว

เมื่อแจ๊คแต่งงาน ภรรยาก็ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกัน แต่อยู่ไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ภรรยาก็รู้สึกอึดอัด เลยขอให้แจ๊คพาพ่อไปอยู่บ้านพักคนชราดีกว่า

แจ๊คทนการรบเร้าไม่ไหว จึงบอกพ่อว่าจะพาไปอยู่บ้านใหม่นะ เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าให้พ่อเรียบร้อยแล้ว แจ๊คก็ขับรถพาพ่อไป “บ้านอาทร” ที่เป็นของแม่ชีท่านหนึ่ง

แจ๊คพาพ่อไปส่งที่รีเซปชั่น ก่อนจะเดินกลับมาที่รถเพื่อขนกระเป๋าให้พ่อ เมื่อเดินกลับไปที่รีเซปชั่น ก็เห็นพ่อกำลังคุยกับแม่ชีเจ้าของบ้านอาทรอย่างสนิทสนม

เมื่อเจ้าหน้าที่พาพ่อไปเดินชมห้องพัก แจ๊คจึงเริ่มบทสนทนากับแม่ชี

“แม่ชีคุยกับพ่อผมราวกับรู้จักกันมานานเลยครับ”

“ใช่แล้วจ๊ะ เราเป็นเพื่อนกันมา 30 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่เขามาที่นี่เพื่อรับเด็กกำพร้าคนหนึ่งไปอุปการะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Tanmay Kadam’s answer to What are some good short stories?

คนละจักรวาล

20180322_universe

Wongnai บริษัทที่ผมทำงานอยู่ นอกจากจะมีแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อค้นหาร้านดีๆ รอบๆ ตัวแล้ว เรายังมีทีมงาน content เกือบ 50 คนที่ทำหน้าที่ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร ความสวยความงาม และสถานที่ท่องเที่ยว ในรูปแบบของบทความ รูปภาพ และวีดีโออีกด้วย

โดยช่องทางที่เราใช้เผยแพร่เนื้อหาเหล่านี้ก็คือ social media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter, LINE และ Youtube โดย Facebook คือช่องทางที่เราถนัดสุด โดยมีผู้ติดตามเพจ Wongnai + Wongnai Beauty + Wongnai Cooking เกิน 5 ล้านคน ส่วนช่อง Youtube เราเพิ่งจะเริ่มจริงจังกับมันเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง

สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบและค่อนข้างแปลกใจก็คือ “ท่า” ที่เราเคยใช้ได้กับ Facebook กลับเอามาใช้กับ Youtube ไม่ได้

วีดีโอที่เคยลง Facebook แล้วมีคนดูเป็นหลักแสน พอมาลง Youtube กลับกลายเป็นว่ามีคนดูเพียงไม่กี่ร้อย

ทั้งๆ ที่กลุ่มเป้าหมายของเราก็คือคนไทยเหมือนกัน อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน รู้จัก Wongnai เหมือนกัน คนที่ใช้ Facebook ก็น่าจะดู Youtube และคนที่ดู Youtube ก็น่าจะใช้ Facebook แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เคยเวิร์คกับ Facebook กลับใช้กับ Youtube แทบไม่ได้เลย

จนผมต้องเอ่ยกับน้องที่ทำ online marketing ให้ Wongnai ว่าคนใช้ Facebook กับคนใช้ Youtube นี่ราวกับอยู่คนละจักรวาลเลยนะ

—–

ครั้งหนึ่งคนไทยเคยฮิต Blackberry มาก

แต่พอสมาร์ทโฟนมา คนก็เลิกใช้ BB แล้วหันมาคุยผ่าน Whatsapp แทน

จากนั้นไม่นาน LINE ก็มาตีตลาด Whatsapp จนกลายเป็น chat application อันดับหนึ่งของเมืองไทย ลูกเล็กเด็กแดงตลอดจนปู่ย่าตายายก็ใช้ LINE เป็นแทบทุกคน (สวัสดีวันจันทร์!) จนทุกวันนี้ผมไม่ได้คุยกับใครผ่าน Whatsapp อีกแล้ว

สิ่งที่น่าจะทำให้คนไทยชอบไลน์มากกว่า Whatsapp ก็คือสติ๊กเกอร์ที่ทำให้การสื่อสารมันสนุกและหลากหลายกว่าเดิม รวมถึงตัวละครน่ารักๆ อย่างหมี Brown และ กระต่าย Cony  ที่สร้างความผูกพันกับเราโดยไม่รู้ตัว

แต่จำนวนผู้ใช้งานของ LINE ทั่วโลกไม่ค่อยโตมาหลายปีแล้วและมีเพียง 3 ประเทศที่ LINE ครองตลาดคือ ญี่ปุ่น ไทย และไต้หวัน  โดยมี WeChat ครองตลาดจีน ส่วนประเทศอื่นๆ นั้นเป็น Whatsapp หรือ Facebook Messenger เกือบทั้งหมด

ทำไมฝรั่งถึงไม่ชอบใช้ LINE? สติ๊กเกอร์ LINE ก็น่ารักกว่า emoticon ใน Whatsapp หรือ FB Messenger ตั้งเยอะ แปลกคนจริงๆ

อ๊ะ แต่ไทยเราเป็นคนส่วนน้อยนี่ หรือจริงๆ แล้วเราเองต่างหากที่แปลก?

—–

เมืื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว อเมริกาและอังกฤษตัดสินใจเข้ารุกรานอิรักและโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน โดยอ้างว่าซัดดัมมีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction) ไว้ในครอบครอง

ช่วงนั้นมีข่าวล้อมกรอบข่าวหนึ่งที่พูดถึงรถจี๊ปที่ทหารอังกฤษยึดมาได้จากกองกำลังของอิรัก

ในรถจี๊ปคันนั้นมีโปสเตอร์แปะอยู่

ในโปสเตอร์เป็นผู้ชายใส่เสื้อแดง

ผู้ชายคนนั้นมีชื่อว่า เดวิด เบ็คแฮม เบอร์ 7 ของแมนยู กัปตันทีมชาติอังกฤษ และหนึ่งในนักฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคสมัย

—–

เรื่องที่ผมอยากพูดมี 3 ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือ สิ่งที่เราเห็นว่าดี ว่าใช่ ว่าถูกต้อง มันอาจไม่ดี ไม่ใช่ ไม่ถูกต้องสำหรับคนอืื่นก็ได้

แม้ว่าเขา “ควรจะ” คิดเหมือนกับเราแค่ไหนก็ตาม

คนไทยสองคนที่เรียนคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน ฐานะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งอาจเป็นเสื้อเหลือง อีกคนอาจเป็นเสื้อแดงก็ได้

ที่อเมริกา คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน โตมาด้วยกัน สนิทสนมกลมเกลียวกัน แต่คนหนึ่งอาจโหวตให้ฮิลารี คลินตัน และอีกคนอาจเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้

คนเสื้อเหลืองไม่น้อยมองว่าคนเสื้อแดงถูกหลอก และคนที่เลือกคลินตันก็คงไม่เข้าใจว่าคนอีกครึ่งประเทศเลือกทรัมป์ลงไปได้อย่างไร

แต่คนที่เป็นเสื้อแดงก็มีเหตุผลของเขา คนที่เลือกทรัมป์ก็มีเหตุผลของเขา

เขาไม่ได้แปลก ไม่ได้โง่ เพียงแต่ในเรื่องการเมือง เขาอยู่คนละจักรวาลกับเราเท่านั้นเอง

ประเด็นที่สอง คือแม้บางคนจะดูแตกต่างกับเราจนไม่น่าจะมีอะไรเข้ากันได้ บางส่วนของจักรวาลของเขาอาจจะเหลื่อมกับจักรวาลของเราก็ได้

เหมือนทหารอังกฤษกับทหารอิรักที่หันกระบอกปืนใส่กันในสนามรบ แต่ถ้าพวกเขาได้เจอกันในผับ เขาอาจจะกอดคอเชียร์แมนยูและคุยกันถึงเรื่องเบคแฮมจนผับปิดก็ได้

ประเด็นสุดท้าย เมื่อจักรวาลของแต่ละคนล้วนมีความหลากหลายขนาดนี้ เราก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะเดียวดาย

เพราะจักรวาลของเรานั้นมีส่วนทับซ้อนกับจักรวาลคนอื่นอย่างแน่นอน และเทคโนโลยีก็จะนำพาให้เขาได้มาเจอเรา

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ผมไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่าบล็อกของผมเกี่ยวกับเรื่องอะไร เขียนแล้วจะมีคนอ่านมั้ย แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีคนผ่านมาพบเห็นและติดตาม จนตอนนี้ก็มีคนตามเพจอยู่สองหมื่นคนแล้ว แม้จะไม่ได้มากมาย แต่ก็มากพอที่จะผลักดันให้ผมเขียนต่อไปเพื่อเป็นการตอบแทนทุกคนที่เข้ามาอยู่จักรวาลเดียวกับผม

ดังนั้น หากเรามีจักรวาลอะไรที่เราอยากสร้าง ก็จงเดินหน้าสร้างมันขึ้นมาเถอะ แม้จักรวาลนั้นจะดูแปลกแยก จะดูไม่น่าสนใจแค่ไหน แต่ถ้าเราทำอย่างตั้งใจและรอได้ เราอาจจะได้พบเพื่อนใหม่อย่างคาดไม่ถึง

เพื่อนที่อยู่ร่วมจักรวาลเดียวกับเรามานาน เพียงแต่เราไม่เคยรู้ตัวเท่านั้นเอง

—–

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่อุดหนุนหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ จนตอนนี้ได้พิมพ์เป็นครั้งที่ 3 แล้ว สามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด B2S นายอินทร์ AsiaBooks และ คิโนะคุนิยะครับ

ผมจะไปเซ็นหนังสือ TGIM ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ที่บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน 12.15-13.00 ครับ ใครไปงานนีี้แวะมาทักทายกันได้เลยนะครับ