ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา

20190824_nowatches

เราจะได้หลงระเริงอยู่ในนั้น

ในอาคารใหญ่ๆ อย่างออฟฟิศ สถานที่ราชการ หรือโรงพยาบาล เรามองเห็นนาฬิกาติดผนังได้โดยง่าย แต่ห้างสรรพสินค้าไม่มีเวลาคอยบอก นอกเสียจากในแผนกขายนาฬิกา

หลายสิ่งหลายอย่าง ถูกออกแบบมาโดยตั้งใจ

ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่น้อยวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติผลไม้ควรจะอยู่ช่วงท้ายๆ ของการเดิน เวลาหยิบใส่รถเข็นจะได้ไม่ต้องห่วงว่าอะไรจะมาทับ

แต่เหตุผลที่เขาวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ก็เพื่อให้คนรู้สึกดีที่ได้หยิบผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว จากนั้นจะซื้อของกินอื่นๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพบ้างก็ไม่เป็นไร อารมณ์คงเหมือนคนที่ออกกำลังกายมาใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่าจะกินอะไรก็ได้นั่นแหละ

หรืออย่างเมนูอาหารในร้านหรู บรรทัดแรกๆ มักจะเป็นเมนูราคาแพง แพงในระดับที่เราไม่กล้าสั่ง พอเจอรายการอื่นๆ จะได้รู้สึกว่าถูกไปโดยปริยาย

ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา ทางเข้าซูเปอร์ขายผลไม้ เมนูที่แพงจนขายไม่น่ามีใครกล้าสั่ง

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเห็น (หรือไม่เห็น) ถูกใส่มาหรือถูกละไว้โดยตั้งใจ

ขอให้เรามองออกและรู้เท่าทันกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือดวงตาแห่งชีวิต โดยท่านเขมานันทะ

นิทานปลาขาดน้ำ

20190823

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครอบครัวของจวงโจวยากจนมาก เขาจึงไปขอยืมข้าวจากเจียนเหอโหว

เจียนเหอโหว กล่าวว่า

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เร็วๆ นี้ข้าจะได้รับเงินภาษีจากไพร่ในที่ดินศักดินาของข้า เมื่อได้มาแล้วข้าจะให้ท่านยืมสามร้อยตำลึงทอง”

จวงโจวหน้าแดงด้วยความโกรธ กล่าวว่า

“เมื่อวานนี้ ขณะที่ข้ากำลังเดินทางมาที่นี่ ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกชื่อข้า เมื่อหันไปรอบๆก็เห็นปลาหมอตัวหนึ่งนอนดิ้นกระเสือกกระสนอยู่ในรอยเกวียน ข้าจึงร้องถามไปว่า “เจ้าปลา เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

มันตอบว่า “ข้าคืออำมาตย์แห่งทะเลบูรพา ขอน้ำแก่ข้าสักกระบวยหนึ่ง เพื่อยังชีวิตอยู่ต่อไป”

ข้าก็บอกมันไปว่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ข้ากำลังมุ่งสู่แดนใต้ไปยังแคว้นอู๋และแคว้นเย่ว์ และจะขุดร่องเปลี่ยนเส้นทางน้ำมายังที่ที่ท่านนอนอยู่นี้”

ปลากล่าวตอบด้วยความโกรธว่า “ข้ากำลังสูญสิ้นพลังชีวิต! ไม่อาจดิ้นรนไปไหนได้อีก หากท่านให้น้ำแก่ข้าสักกระบวยหนึ่ง ข้าก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ถ้าท่านให้คำตอบแก่ข้าเช่นนั้น ท่านก็จะได้เห็นข้ากลายเป็นปลาแห้งที่แผงขายปลาในตลาด”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: จวงจื่อขอยืมข้าวจากเจียนเหอโหว

เมื่อเราชอบใคร เขาทำอะไรก็เข้าตา

20190822

เมื่อเราเกลียดใคร เขาทำอะไรก็ขวางหูขวางตา

ทั้งๆ ที่เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครคนหนึ่งจะดีพร้อม หรือใครคนหนึ่งจะเลวพร้อม

เพราะเราไม่เคยเห็นเขาอย่างที่เขาเป็น เราเห็นเขาอย่างที่เราเป็นเสมอ

เป็นความพิศมัยของเราต่างหาก ที่ทำให้มองไม่เห็นข้อบกพร่องของคนที่เราชอบ

เป็นความอคติของเราต่างหาก ที่ทำให้มองไม่เห็นความดีของคนที่เราชัง

ชอบใครคนหนึ่งมากไป เราอาจติดกับ และรู้ตัวเมื่อสาย

ชังใครคนหนึ่งมากไป ทำให้เราสร้างและแบกอารมณ์ลบมากเกินความจำเป็น

ถ้าใครทำอะไรก็เข้าตา หรือใครทำอะไรก็ขวางหูขวางตา ขอให้รู้ว่ามันเป็นสัญญาณ

สัญญาณว่าสายตาของเรากำลังขมุกขมัวด้วยม่านหมอกแห่งอคติจนเราไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ตาเราเห็นจนเกินไปครับ

—–

Time Management Workshop เสาร์ที่ 7 กันยายนนี้ เต็มแล้วทั้งรอบเช้าและรอบบ่ายนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่สนใจ จะเปิดรับรุ่นต่อไปประมาณต้นปี 2563 ครับ

เราไม่สามารถทำสิ่งใดแย่ๆ ติดต่อกัน 52 ครั้งได้หรอก

20190822b

“Write a short story every week. It’s not possible to write 52 bad short stories in a row.”
-Ray Brabury

แม้ว่าเราจะเขียนไม่เก่ง แต่ถ้าลองได้เขียนบทความซัก 52 บท มันจะต้องมีซักบทความที่ดี

แม้จะไม่เคยวิ่งมาก่อน แต่ลองได้วิ่งติดต่อกันซัก 52 วัน ยังไงต้องมีซักวันที่วิ่งได้ถึง 5 กิโล

แม้จะพูดไม่เก่ง แต่ถ้าได้ซ้อม 52 รอบ มันต้องมีอย่างน้อยหนึ่งรอบที่พูดได้ดี

ถ้าเราไม่เก่งซักที ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา แต่อาจเป็นเพราะเราใจร้อนเกินไป เมื่อลองสามสี่ครั้งแล้วไม่ได้ดังใจ เราจึงเลิกไปเสียก่อน

แม้จะไม่มีพรสวรรค์ แม้จะไม่มั่นใจสักแค่ไหน แต่ความเพียร ความไม่หยุดหย่อน ความไม่ยอมแพ้ ก็อาจยังพาเราไปถึงเป้าหมาย

เพราะเราไม่สามารถทำสิ่งใดแย่ๆ ติดต่อกันได้ถึง 52 ครั้งหรอกนะครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 1 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

คุยเรื่องสำคัญกับคนที่ไม่แคร์

20190821b

อาจทำให้เราผิดหวัง เพราะมันคือการนำเรื่องที่อยู่ในใจเราไปบอกคนที่เขาไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งนั้นเท่าไหร่

คุยเรื่องไม่สำคัญกับคนที่ไม่แคร์ นับเป็นการเสียเวลาเปล่า เช่นการถกเถียงกันในช่องคอมเม้นท์ของโลกโซเชียล ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูกทั้งก่อนเถียง ระหว่างเถียง และหลังจากที่เถียงจบไปแล้ว

คุยเรื่องไม่สำคัญกับคนที่แคร์ นับเป็นการเสียโอกาส เช่นอยู่กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทแต่กลับไปคุยกันเรื่องคนอื่นหรือเรื่องไกลตัว ทั้งๆ ที่เราจะมีโอกาสอยู่ด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาอีกกี่ครั้งก็ไม่รู้

คุยเรื่องสำคัญกับคนที่แคร์ น่าจะเป็นทางที่คุ้มค่า เพราะบทสนทนานี้จะพาให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคิดและทำอยู่คนเดียวครับ


รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 2 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

เมื่อรถขอทาง

20190820

หรือคนรอข้ามทางม้าลาย

เราก็มีสองทางเลือก

หนึ่งคือชะลอรถให้ทางเขา สองคือกะพริบไฟสูงแล้วเร่งเครื่อง

ถ้าเราให้ทาง เราอาจจะไปถึงที่หมายช้าลงนิดนึง

ถ้าเรากะพริบไฟสูงแล้วเร่งเครื่อง เราอาจจะไปถึงที่หมายเร็วขึ้นนิดนึง แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือระดับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในใจเราที่ลดลงไปนิดนึงเช่นกัน

ถ้าเราเลือกที่จะเร่งเครื่องทุกครั้ง ปีหนึ่งนับร้อยนับพันครั้ง เราอาจจะถึงที่หมายเร็วขึ้นรวมๆ แล้วหลายสิบหลายร้อยนาที แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันคุ้มกันรึเปล่ากับความมีน้ำใจที่ลดลงทุกวันจนติดเป็นนิสัย จนกลายเป็นคนแล้งน้ำใจไปโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเห็นรถขอทาง หรือเห็นคนรอข้ามถนน ขอให้ระลึกได้ว่ามันคือโอกาสให้เราตัดสินใจ

ว่าวันนี้เราจะเลือกความเร็ว หรือจะเลือกความเป็นมนุษย์ครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 4 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

ถ้าแก้ที่ทางออกแล้วไม่ได้ผล

20190819

ลองแก้ที่ทางเข้าดู

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องตื่นเช้ามาทำงานไม่ค่อยไหว ทำงานแล้วหลุดโฟกัส หรือกินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ วิธีการนี้อาจจะช่วยได้

การหานาฬิกาปลุกเสียงดังๆ หรือการสัญญากับตัวเองว่าจะไม่กดปุ่ม snooze คือการแก้ปัญหาที่ทางออก

แต่บางทีเราสามารถแก้ปัญหาที่ทางเข้าได้ด้วยการนอนให้เร็วขึ้น ซึ่งการจะนอนให้เร็วขึ้นได้ เราก็อาจจะเอามือถือวางไว้นอกห้อง หรือ “ตั้งนาฬิกานอน” ไว้ตอน 4 ทุ่มแทน พอถึงเวลา นาฬิกาส่งสัญญาณเตือน ก็พาตัวเองไปอยู่บนเตียง

ถ้าทำงานแล้วมักหลุดโฟกัส เช่นเช็คเฟซบุ๊คบ่อยๆ ก็ลองล็อกเอาท์เฟซและปิดแท็บเหล่านี้ให้เรียบร้อย เปิดไว้แค่แท็บที่จำเป็นต่อการทำงานก็พอ

ถ้ากินของที่ไม่มีประโยชน์ ก็อาจต้องโละขนมเหล่านั้นจากบริเวณโดยรอบ แล้วหาน้ำเปล่า กล้วย หรือขนมที่ดีต่อสุขภาพมาวางไว้ใกล้ๆ มือแทน

ถ้าเคยแก้ที่ทางออกแล้วไม่ได้ผล ลองแก้ที่ทางเข้าดูนะครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 6 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

Brave New Work ตอนที่ 14 – คนเราไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

20190817

บทที่แล้วเราคุยกันเรื่อง Looping ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงแล้ว บทนี้จึงอยากเสริมว่าการเปลี่ยนแปลงแบบ continuous particapatory change (การเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วมและอย่างต่อเนื่อง) นั้นมีหลักการอะไรบ้างที่ควรทดไว้ในใจ

Through Them, Not To Them – เปลี่ยน “ผ่าน” พวกเขาไม่ใช่เปลี่ยนพวกเขา

เมื่อเข้าใจผิดว่าองค์กรนั้น Complicated (แทนที่จะเข้าใจว่ามัน Complex) ผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะพยายามควบคุมการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะเป็นคนตัดสินใจว่าใครจะรู้อะไรได้บ้าง พวกเขาต้องเป็นคนอนุมัติก่อนทุกอย่าง พวกเขาจะรีวิวผลการสำรวจความพึงพอใจของพนักงานและเปิดเผยข้อมูลแค่บางส่วนให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ พวกเขาตั้งวิสัยทัศน์ไว้ชัดเจนและคาดหวังให้ผลออกมาตามที่ตั้งใจไว้

แต่จริงๆ แล้วข้อมูลที่จะบ่งบอกว่าองค์กรควรเปลี่ยนแปลงเป็นเช่นไรนั้นมีอยู่ในองค์กรอยู่แล้ว เราจึงควรเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้กับผู้คนที่จะโดนผลกระทบตั้งแต่วันแรกที่จะเริ่มการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะทำให้ผู้บริหารไม่สบายใจเพราะอาจจะเกิดผลกระทบในทางลบ เช่นอาจเกิดความวุ่นวาย พนักงานอาจขวัญเสีย หรือลึกๆ แล้วผู้บริหารอาจจะกลัวว่าตัวเองจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ผู้บริหารควรจะปล่อยวางความกลัวเหล่านี้เสีย ยิ่งมอบความไว้วางใจได้เท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมก็จะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นเท่านั้น

Start Small – เริ่มจากจุดเล็กๆ
คำถามที่เรามักพบประจำคือการเปลี่ยนแปลงนี้มัน scale ได้รึเปล่า หมายถึงว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับทั่วทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคนเป็นพันเป็นหมื่นคนได้รึเปล่า

การเปลี่ยนแปลงในองค์กรส่วนมากมักสนใจเรื่องการ scale เลย “จัดใหญ่” ตั้งแต่ต้น ต้องใช้งบประมาณมหาศาลและใช้ Project Managers หลายคน รวมถึงมีแผนการโดยละเอียดที่ใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี

แต่เราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น เพราะในโลกที่ complex นั้นมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราพยายามจะ scale การเปลี่ยนแปลง มันจะทำให้เราเคลื่อนที่ได้ช้าและสูญเสียโอกาส เปรียบเทียบง่ายๆ ระหว่างก้อนหิน 200 ก้อนที่หนัก 1 ปอนด์ กับก้อนหิน 200 ปอนด์ 1 ก้อน แบบไหนเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่ากัน? แบบไหนที่เปิดโอกาสให้คนจำนวนมากได้มีส่วนร่วมได้มากกว่ากัน?

เริ่มจากเล็กๆ ก่อน ใช้คนไม่ต้องเยอะ ลองแก้แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของ process หรือแก้แค่ทีมเดียวก็พอ ถ้าแก้แล้วเวิร์คการขยายผลนั้นย่อมทำได้ไม่ยากเลย เมื่อเราเปลี่ยนแปลงแบบนกน้อยสร้างรังแต่พอตัว มันจะเกิดโมเมนตัมที่คนในองค์กรจับต้องได้เอง

Paul Graham ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง startup incubator อย่าง Y Combinator เคยกล่าวไว้ว่า “do things that don’t scale.” ในช่วงแรกอย่าไปใส่ใจเรื่อง scale มากนักเลย

Learn by Doing – เรียนรู้ด้วยการลงมือ

การอ่านนิตยสาร Golf Digest ไม่ได้ช่วยให้วงสวิงของคุณดีขึ้น ต่อให้อ่านตำรามามากแค่ไหนก็สู้การลงมือทำไม่ได้ เราเลยแนะนำให้แต่ละทีมทดลองวิธีการใหม่ๆ โดยไม่ต้องไปเสียเวลาในการถกเถียงให้มากนักว่าวิธิการนี้ดีจริงรึเปล่า แค่ลองซักสองสัปดาห์ก็รู้คำตอบแล้ว การเปลี่ยนแปลงการทำงานส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เป็นอันตราย อย่างแย่สุดเราก็แค่มองหน้ากันแล้วบอกว่า เออ วิธีนี้มันไม่เวิร์ค ไม่ทำอีกแล้วดีกว่า

Sense and Respond – รับรู้และตอบสนอง
หนึ่งในนิสัยของผู้นำคือการมุ่งสู่ความสำเร็จด้วยความแน่วแน่และไม่ย่อท้อ จง commit กับเป้าหมายแล้วพุ่งเข้าชนโดยไม่สนอุปสรรคที่มาขวางกั้น

แต่เมื่อเราคุ้นเคยกับนิสัยอย่างนี้ บางทีเราก็ละเลยที่จะ “ฟัง” และเราอาจจะพลาดที่จะรับรู้ (sense) ว่าจริงๆ แล้วกำลังเกิดอะไรขึ้น และทำให้เราพลาด “สัญญาณ” รวมถึงฟีดแบ็คที่จะช่วยนำทางเราได้

การรับรู้ก็คือการสังเกตโดยใช้ทั้งหัวสมองและหัวใจ ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในห้องนี้ อะไรกำลังเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ และแม้กระทั่งว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในร่างกายของเรา การที่เราหลีกเลี่ยงไม่ยอมพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเพราะจิตใต้สำนึกบอกว่าเรากลัวการถูกตัดสินนั้นไม่ได้ช่วยสร้างความคืบหน้าแต่อย่างใด แต่ถ้าเรารับรู้ความรู้สึกนั้น ตั้งชื่อให้กับมัน และเปิดอกพูดคุยกัน เราก็จะเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นอีกนิดนึงแล้ว

Start by Stopping – เริ่มต้นด้วยการหยุด
มนุษย์เราเป็น “นักสะสม” โดยสัญชาติญาณ ลองเปิดตู้เสื้อผ้าหรือลิ้นชักของคุณดูก็ได้

เวลาเจอปัญหาอะไร คำตอบที่ได้จึงมักจะเป็นการ “เพิ่ม” – เพิ่มพนักงาน เพิ่มกฎกติกา เพิ่มการประชุม ยิ่งเพิ่มมากหนี้กรรมขององค์กรยิ่งพอกพูน

ถ้าเราพยายามเพิ่มวิธีการทำงานใหม่ๆ แล้วปรากฎว่าคนไม่ทำตาม นั่นอาจเป็นเพราะว่าวิธีการเก่าๆ ที่เราสะสมมาตลอดนั้น “ใช้พื้นที่” ไปหมดจนคนของเราไม่เหลือแรงที่จะเพิ่มอะไรได้อีก

ดังนั้นก่อนที่จะเพิ่มอะไร เราควรถามตัวเองว่า “เราจะสามารถลด ละ เลิก อะไรได้บ้าง?” กฎกติกาหลายอย่างที่เคยถูกสร้างขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าเราไม่เชื่อใจพนักงานของเราเพียงพอ ถ้าเราต้องการสร้างองค์กรที่รันได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องเปิดช่องว่างให้พนักงานได้ใช้วิจารณญาณของตนเองบ้าง แทนที่จะตั้งนโยบายการลางานแบบใหม่ ลองยกเลิกนโยบายการลางานไปเลยดูมั้ย แล้วบอกพนักงานว่าเราเชื่อว่าพวกเขาจะลางานอย่างมีความรับผิดชอบ แทนที่จะเพิ่มการประชุมใหม่เข้าไป ลองยกเลิกการประชุมที่ไม่ค่อยมีประโยชน์แล้วดูว่าจะมีคนจะคิดถึงมันรึเปล่า

Join the Resistance – เข้าร่วมกับคนที่ต่อต้าน
บางทีเมื่อเราพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรแล้วเจอคนต่อต้าน เราก็อดหงุดหงิดไม่ได้ คนพวกนี้คิดไม่ได้เลยเหรอว่านี่คือวิธีการที่ดีกว่าชัดๆ?

ก็ไม่แน่เสมอไปครับ หากเราคิดว่าคนชอบต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เราก็จะพลาดโอกาสในการเรียนรู้และเข้าอกเข้าใจเขามากกว่านี้

คนเรานั้นเปลี่ยนแปลงกันได้ แต่พวกเขาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เมคเซ้นส์สำหรับเขาต่างหาก บางทีเราอาจกำลังขอให้เขากล้าเสี่ยงมากกว่านี้ แต่นโยบายการให้โบนัสกับการเลื่อนขั้นยังผูกติดกับการห้ามทำอะไรผิดพลาดอยู่เลย

หรือเราอาจจะขอให้เค้าทิ้งสิ่งที่เค้าเก่งและคุ้นเคย ไปลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่เขาสับสนและไม่เข้าใจ สถานการณ์เหล่านี้ล้วนสร้างแรงต้านที่เป็นเหตุเป็นผลและเข้าใจได้ไม่ยาก

จงมองแรงต้านว่าเป็นข้อมูลเพิ่มเติมอีกหนึ่งชุด เวลาที่เขาต่อต้าน นั่นแสดงว่าเขากำลังบอกอะไรบางอย่างกับเราอยู่ แรงต้านคือการเชื้อเชิญให้เราเข้าไปพูดคุย รับฟัง และเรียนรู้

อย่าไปบังคับให้เขาเปลี่ยน เมื่อเขาพร้อมเขาจะเปลี่ยนเอง ระหว่างนี้สิ่งที่เราทำได้คือเมคชัวร์ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เราทำอยู่มันเมคเซ้นส์ก็พอ

Scaling Change – ต่อยอดให้ทั่วถึงทั้งองค์กร
เมื่อทดลองกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้วเวิร์ค แทนที่จะถามว่าเราจะ scale การเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร เราอาจจะต้องถามว่า “อะไรที่จะหยุดยั้งไม่ให้วิธีการใหม่ๆ นี้แพร่กระจายไปในทีมอื่น?”

ซึ่งปัจจัยก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร, นโยบายด้าน IT ที่ไม่ยอมให้เราใช้ software ที่เราชอบ, ความกดดันของเป้าหมายประจำไตรมาส รวมถึงการต้องขออนุมัติก่อนที่จะทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด

สิ่งที่เราทำได้เลยคือการเชิญทีม leadership เข้ามาลองทำ looping ด้วย เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และเพื่อที่เขาจะให้ความยินยอมกับสิ่งที่เราจะทำต่อไป

อีกสิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการแบ่งปันความรู้ เมื่อเราพบหนทางการทำงานแบบใหม่ที่หลายๆ ทีมเริ่มนำไปใช้แล้วพบว่ามันเวิร์ค เราย่อมต้องการให้วิธีการนั้นแพร่กระจายไปยังทีมอื่นๆ โดยเราอาจจะจัด all-hands meeting เดือนละครั้งและให้ทีมมาพรีเซนต์การทำงานแบบใหม่ให้ทุกคนรับรู้ และบอกว่าถ้าใครอยากลองก็สามารถทำได้เลย เราพร้อมสนับสนุนเต็มที่

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงระดับองค์กรนั้นเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยและท้าทาย แต่ก็อย่าไปกลัวมันมากนัก เพราะ tipping point หรือจุดเปลี่ยนนั้นเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา

พนักงานหนึ่งคนอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทีมได้ หนึ่งทีมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแผนกได้ และหนึ่งแผนกก็อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ทั้งองค์กรได้ เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า

“There are decades when nothing happens, and there are weeks where decades happen.”

การเวลาอาจผ่านไปหลายทศวรรษโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วสิ่งที่ควรใช้เวลาหลายทศวรรษก็อาจเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Brave New Work ของ Aaron Dignan

Brave New Work ตอนที่ 1 – ไฟแดงหรือวงเวียน?.

Brave New Work ตอนที่ 2 – หนี้กรรมขององค์กร

Brave New Work ตอนที่ 3 – เชื่อมั่นในมนุษย์

Brave New Work ตอนที่ 4 – จุดมุ่งหมายสำคัญ

Brave New Work ตอนที่ 5 – เส้น Waterline

Brave New Work ตอนที่ 6 – Red Team

Brave New Work ตอนที่ 7 – Loosely Coupled, Tightly Aligned

Brave New Work ตอนที่ 8 – ทำงานในที่แจ้ง

Brave New Work ตอนที่ 9 – คู่มือการทำงานกับผม

Brave New Work ตอนที่ 10 – เงินซื้อความสุขไม่ได้

Brave New Work ตอนที่ 11 – Culture เปรียบเหมือนเงา

Brave New Work ตอนที่ 12 – เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

Brave New Work ตอนที่ 13 – Transform ด้วยวิธี Looping

นิทานสาวกขงจื่อ

20190816

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

จวงจื่อไปเยี่ยมคารวะหลู่ไอกง หลู่ไอกงเอ่ยขึ้นว่า “ในเขตแคว้นหลู่นี้มีสาวกขงจื่อมากมาย แต่ดูเหมือนจะมีน้อยคนนักที่ศึกษามรรคาของท่าน”

“ภายในแคว้นหลู่นี้แทบไม่มีใครเป็นสาวกขงจื่อเลย” จวงจื่อโต้แย้ง

“แต่ประชาชนทั่วทั้งแคว้นนี้ ล้วนสวมอาภรณ์สำนักขงจื่อ” หลู่ไอกงโต้ “ท่านกลับมาพูดว่าแทบไม่มีใครเป็นสาวกขงจื่อได้อย่างไรกัน?”

“ข้าได้ยินมาว่าบรรดาสาวกขงจื่อสวมหมวกทรงกลม เพื่อแสดงว่าพวกเขาหยั่งรู้วัฏจักรแห่งฟ้า พวกเขาสวมรองเท้ารูปทรงสี่เหลี่ยม เพื่ออวดแสดงว่าหยั่งรู้รูปทรงของพิภพ พวกเขาติดเครื่องประดับหยกครึ่งเสี้ยวที่สายคาดเอวห้าสีเพื่ออวดอ้างความมีวิจารณญาณ

แต่วิญญูชนผู้รอบรู้ในหลักการไม่จำเป็นต้องสวมอาภรณ์ที่แสดงถึงสำนักคิด ขณะเดียวกันผู้คนก็อาจสวมเครื่องแบบโดยปราศจากความรู้เข้าใจในหลักการ หากท่านไม่เชื่อก็ลองติดประกาศว่า ‘บรรดาผู้ที่สวมชุดอาภรณ์สำนักขงจื่อโดยไม่ปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว จะต้องโดนประหารชีวิต’”

ไอกงจึงออกประกาศดังกล่าว และภายในห้าวันก็ไม่มีผู้ใดในแคว้นหลู่กล้าสวมชุดอาภรณ์ขงจื่ออีกเลย มีเพียงชายชราผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สำนักขงจื่อ มาหยุดยืนที่หน้าประตูจวนของไอกง

ไอกงเชิญชายชราผู้นั้นเข้ามาและตั้งคำถามเกี่ยวกับกิจการของแผ่นดิน ถกเถียงประเด็นซับซ้อนลึกซึ้งนับพัน ชายชราผู้นั้นก็ตอบอย่างถูกต้องแม่นยำไม่ตกหล่นแม้คำเดียว

จวงจื่อจึงกล่าวขึ้นว่า “ทั่วทั้งแคว้นหลู่นี้ มีเพียงชายชราผู้นี้เท่านั้นที่เป็นขงจื่ออย่างแท้จริง ท่านพูดได้อย่างไรว่ามีสาวกขงจื่อทั่วทั้งแผ่นดิน”

—–

ขอบคุณนิทานจาก MgrOnline: หลู่ไอกงปราบผู้ทรงคุณธรรมจอมปลอม

7 วิธีลดอาการติดเฟซบุ๊ค

20190815

สมัยก่อนผมเป็นคนติดเฟซบุ๊คมาก เช็คทุก 15 นาทีเลยก็ว่าได้

เดี๋ยวนี้ก็ยังถือว่าติดอยู่ แต่ก็น้อยลงเยอะ เลยอยากจะมาแชร์ว่าผมทำอย่างไรบ้างนะครับ

1. ติดตั้ง Chrome Extension ชื่อ Kill News Feed

สำหรับคนที่ใช้ Chrome ในการเข้า Facebook บนเครื่องคอม

ลองเข้าไปที่นี่ >> http://bit.ly/2MimRr7 แล้วกด Add to Chrome

แล้ว News Feed ของเราก็จะไม่เหลืออะไรให้ดูเลย แต่ยังเข้า notifications อ่าน messages หรือ search หาคน / page ได้เหมือนเดิม

2562-08-15 08_28_53-Facebook

2. ปิด Notifications เวลาคนมากดไลค์

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเข้ามาเช็คเฟซตลอดเวลา คือเมื่อเราโพสต์อะไรแล้วมันจะมี noti เด้งขึ้นมาว่ามีคนมาไลค์โพสต์ของเรานะ เราก็อดใจไม่ไหวต้องคลิ้กเข้าไปดูทุกที กลายเป็นคนเก็บสะสมชื่นชมยอดไลค์โดยไม่รู้ตัว

วิธีแก้ก็คือเข้าไปที่เมนู Settings > Notifications > More activity about you แล้วก็ปิดตรงนี้ ซึ่งก็จะช่วยให้เราไม่ต้องได้รับ noti เวลามีใครมาไลค์โพสต์ของเราแล้ว

ส่วนจะปิดเรื่องอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน เช่น Marketplace / Video หรือ noti ตัวไหนก็แล้วแต่ที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์

 

3. ตั้ง Reminder เมื่อเล่นเฟซบุ๊คตามเวลาที่กำหนด

ในแอป FB บนมือถือ เราสามารถเข้าไปดูได้ว่าแต่ละวันเราใช้เวลาบนเฟซบุ๊คเท่าไหร่ และอยากให้เฟซบุ๊คเตือนเราเมื่อใช้มันนานเกินกว่าที่เราตั้งใจรึเปล่า

ไปที่ Menu > Settings & Privacy > Your Time on Facebook > Set Daily Time Reminder ครับ

ซึ่งเท่าที่ทดลองมาหนึ่งสัปดาห์ บางทีมันก็เตือน บางทีมันก็ไม่เตือน แถมเตือนแล้วเราก็อาจจะยังเล่นต่ออยู่ดี เลยไม่ค่อยเวิร์คมากนักสำหรับผม แต่อาจจะเวิร์คสำหรับบางคนก็ได้

4. Log out Facebook

เวลาใช้เฟซบุ๊คเสร็จแล้ว ผมจะ log out จากมือถือ และเลือก Remove this account from device คราวนี้พอเราเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาด้วยความเคยชิน ก็จะรู้ตัวว่าไม่สามารถเข้าไปดูง่ายๆ ได้อีกต่อไป

ส่วนใหญ่แล้วเรามักเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาโดยไม่มีสติ การ log out เอาไว้คือการสร้างคือการสร้าง “ช่องว่าง” หรือ “gap” ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้เราหยุดถามตัวเองว่า อยากเปิดดูจริงๆ หรือ

Screenshot_20190815-063435_Facebook

5. เอา Facebook รวมถึงแอปดูดเวลาอื่นๆ ออกจากหน้า Home

หน้า Home ผมพยายามทำให้สะอาดที่สุด จริงๆ อยากให้เป็นหน้าจอเปล่าๆ ด้วยซ้ำไปแต่เหมือน Android มันบังคับให้ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งแอปเลยค้างปุ่มโทร.หาแฟนทิ้งไว้

ส่วน Facebook และแอปดูดเวลาอื่นๆ อย่าง LINE / Instagram / Twiter / Quora / Youtube ก็ถูกเอาออกจากหน้า home หมดเลย ถ้าจะเข้าแอปเหล่านี้ก็จะยากขึ้นอีกหนึ่งสเต็ป ซึ่งก็มากพอแล้วที่จะทำให้เราไม่เปิดแอปเหล่านี้ขึ้นมาบ่อยๆ

Screenshot_20190815-063630_Google

 

6. หา App อื่นๆ มาใช้แทน Facebook

หนังสือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg บอกไว้ว่า อุปนิสัย หรือ Habit Loop ของคนเรานั้นมีส่วนประกอบ 3 ส่วน นั่นคือ Cue -> Habit -> Reward

Cue คือตัวกระตุ้นให้เราทำสิ่งที่เป็น Habit และเมื่อทำเสร็จแล้วเราก็จะได้ Reward เป็นการตอบแทน

Habit Loop สำหรับอาการติดเฟซบุ๊ค

Cue = เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ

Habit = เปิดเฟซขึ้นมา

Reward = เพลิดเพลินกับการอ่าน content ที่เราสนใจ

วิธีการแก้ Habit ที่ไม่ดีนั้น คือการเก็บ Cue กับ Reward เอาไว้ แต่ทำ Habit อื่นแทน

Cue = เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ

Habit = <ทำอย่างอื่น>

Reward = เพลิดเพลินกับการอ่าน content ที่เราสนใจ

ผมก็เลยใส่แอปที่ไม่ใช่เฟซบุ๊คลงใน home (หน้า 2) ซึ่งก็จะมีสองเรื่องใหญ่ๆ คือแอปอ่านบทความอย่าง Medium และ Pocket และแอปฝึกฝนอย่าง Drops และ AnkiDroid ส่วนแอปอื่นๆ จะเอาไว้ฟังตอนขับรถ

Screenshot_20190815-065115_Google

ดังนั้น Habit Loop ใหม่ก็จะเป็นอย่างนี้

Cue = เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ

Habit = เปิดแอป Pocket ขึ้นมาอ่านบทความที่เราเซฟไว้

Reward = เพลิดเพลินกับการอ่าน content ที่เราสนใจ

Cue เหมือนเดิม Reward เหมือนเดิม เปลี่ยนอย่างเดียวคือ Habit ที่เปลืองเวลาน้อยกว่าการไถฟีด

7. ทำเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ (โดยไม่ต้องอยากให้คนมาสนใจ)

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้เวลาบนเฟซบุ๊คมากไป นั่นเป็นสัญญาณว่าเราไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ให้ทำ

ดังนั้นแค่ทำเรื่องอื่นๆ มากขึ้น เราก็จะใช้เวลากับเฟซบุ๊คน้อยลงไปโดยปริยาย

ตั้งใจทำงาน โทร.หาเพื่อน คุยกับคนใกล้ชิด ทำของอร่อยๆ กิน ทำกิจกรรมที่เติมเต็มเราโดยไม่ต้องประกาศให้โลกรู้ว่าชีวิตเราดีแค่ไหน เพราะคนที่มีชีวิตที่ดีจริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องประกาศ ไม่จำเป็นต้องมองหา validation จากคนอื่นคนไกล

—–

จริงๆ เฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก ถ้าไม่มีเฟซบุ๊คบล็อกของผมก็คงไม่เกิด และคุณผู้อ่านกับผมก็คงไม่ได้มาเจอกัน

สิ่งสำคัญก็คือเราต้องใช้มัน อย่าปล่อยให้มันใช้เรา

เมื่อเราใช้เฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือ และรู้จักประคองตัวไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของเฟซบุ๊ค เราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ ที่เฟซบุ๊คมอบให้เราได้อย่างเต็มที่ โดยที่ยังได้เวลาคืนกลับมาอีกสัปดาห์ละหลายชั่วโมงเพื่อไปทำสิ่งอื่นๆ ที่มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 6 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M