2 ทางสู่ความสำเร็จเหนือคนธรรมดา

20180630_twoways

ทางที่ 1: รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวจนเป็น top 1% หรือ top 0.1% ของวงการ

ทางนี้ได้ผลตอบแทนเยอะ แต่ก็เป็นทางที่ยากมากเช่นกันๆ มีไม่กี่คนที่จะได้เล่นฟุตบอลให้ทีมพรีเมียร์ลีกหรือได้เล่นหนังใหญ่ของ Hollywood

ทางที่ 2: รู้อะไรให้มากกว่าคนธรรมดาอย่างน้อยสองอย่างจนเป็น top 25% แล้วเอาทักษะสองอย่างนี้มารวมกัน

ใครหลายคนน่าจะเคยอ่าน Dilbert การ์ตูนสามช่องกัดจิกชีวิตมนุษย์เงินเดือนแบบแสบๆ คันๆ โดยมีหนุ่มใส่แว่นนามดิลเบิร์ตเป็นตัวดำเนินเรื่อง การ์ตูนเรื่องนี้อยู่มาเกือบ 30 ปีแล้ว และถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ถึง 2,000 ฉบับทั่วโลก

Scott Adams ผู้เขียน Dilbert เล่าว่า ฝีมือการวาดการ์ตูนของเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังวาดได้ดีกว่าคนที่วาดการ์ตูนไม่เป็น เขาเป็นคนมีอารมณ์ขัน แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่าตลกมืออาชีพ แต่มีนักวาดการ์ตูนไม่เยอะที่เป็นคนตลก และมีตลกมืออาชีพไม่เยอะที่วาดการ์ตูนเป็น แถมเขายังเคยทำงานประจำมาก่อนด้วย ดังนั้นเมื่อเอาทักษะสามอย่างมารวมกัน – วาดการ์ตูน + อารมณ์ขัน + ความเข้าใจชีวิตมนุษย์เงินเดือน มันจึงเป็น combination ที่หาคนเลียนแบบได้ยาก คู่แข่งจึงแทบไม่มี และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน

สก๊อตยังบอกว่า ทางที่ 2 นี่เป็นวิธีที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะแค่ออกแรงซักหน่อย เราก็สามารถฝึกฝนจนเป็นคน top 25% ในด้านนั้นๆ ได้แล้ว ประเด็นคือเราต้องเป็น top 25% ของทักษะอย่างน้อยสองอย่าง และนำมันมารวมกันจนเกิดสิ่งที่น้อยคนนักจะทำได้

ยกตัวอย่างตัวผมอีกคนก็ได้ (แม้จะยังเรียกไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าประสบความสำเร็จก็เถอะ) หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ เกิดขึ้นได้เพราะทักษะ 3 อย่าง

– การทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่สิบกว่าปี
– ทักษะภาษาอังกฤษที่ทำให้เข้าถึงหนังสือและบทความที่หลากหลาย
– ความสามารถในการสรุปเนื้อหาออกมาเป็นภาษาเขียนที่เข้าใจง่าย

ผมไม่ใช่คนทำงานที่เก่งที่สุด ภาษาอังกฤษของผมก็ยังห่างไกลจากคำว่าเพอร์เฟ็กต์ ส่วนทักษะการเขียนของผมก็เป็นแค่ระดับบล็อกเกอร์มือสมัครเล่น ไม่อาจเทียบชั้นอะไรได้เลยกับนักเขียนมืออาชีพ แต่พอเอาทักษะสามอย่างนี้มารวมกัน ก็มากเพียงพอที่จะเขียนหนังสือที่ไม่เหมือนใครในตลาด

ดังนั้น ลองหาให้เจอครับว่าเราเก่งเรื่องอะไรบ้าง แล้วลองคิดดูว่าจะนำมันมาผสมผสานกันได้อย่างไร แล้วเราอาจจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Dilbert Blog: Career Advice

นิทานพระจนพระรวย

20180629_poormonk

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แต่ก่อน มีพระสองรูป รูปหนึ่งยากจน รูปหนึ่งมีเงิน พระสองรูปนี้ต่างปรารถนาที่จะบรรลุธรรมโดยเร็ว

พระจนปรึกษาพระรวย “ข้าอยากไปศึกษาพระธรรมที่หนันไห่แดนศักดิ์สิทธิ์ ท่านคิดว่าอย่างไร”

พระรวยหัวเราะพระจนที่ไม่เจียมตัว “ที่นี่อยู่ไกลจากหนันไห่หลายพันลี้ เจ้าจะไปยังไง”

“ก็เอาบาตรไปใบหนึ่ง ขวดน้ำอีกใบหนึ่ง เท่านี้ก็ไปได้แล้ว”

“หลายปีก่อน ข้าคิดจะซื้อเรือแล้วเดินทางไปหนันไห่ แต่กระทั่งเดี๋ยวนี้ข้าก็ยังซื้อเรือไม่สำเร็จ เจ้าอย่าฝันเฟื่องไปเลย” พระรวยแนะ

หนึ่งปีให้หลัง พระรวยยังคงเก็บเงินซื้อเรืออยู่ ส่วนพระจนเดินทางกลับมาจากหนันไห่เรียบร้อยแล้ว

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ สว่างอย่างเซ็น โดยสุภาณี ปิยพสุนทรา

ถ้าอยากเป็นคนฉลาดกว่านี้

20180628_wiser

ถ้าอยากเป็นคนฉลาดกว่านี้

เราไม่จำเป็นต้องรู้มากขึ้นก็ได้

แค่มั่นใจตัวเองให้น้อยลงหน่อยก็พอ

“One does not grow wiser by knowing more but by becoming less certain.”
– Robert Brault

เพราะอันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความเชื่อมั่นว่าเรารู้ดีอยู่แล้ว

เมื่อเชื่อว่าตัวเองถูก จึงไม่แม้แต่คิดที่จะสำรวจความเป็นไปได้อื่นๆ

พอเจอใครที่มีความเห็นต่างกับเรา กระบวนการในการหาคำตอบที่ถูกต้องจึงไม่เกิด สิ่งเดียวที่เกิดคือการฟาดฟันกันเพื่อรักษาอัตตาตัวตน

คนฉลาดที่แท้จริง คือคนที่สามารถรับฟังความเห็นที่แตกต่าง นำไปพินิจพิจารณาต่อ โดยไม่จำเป็นต้องยอมรับก็ได้

เพราะเป้าหมายของคนมีปัญญากับคนเขลานั้นต่างกัน

คนหนึ่งอยากเข้าใจตนเองและเข้าใจโลกอย่างที่มันเป็นมากที่สุด

ขณะที่อีกคนหนึ่งอยากเป็นคนที่ถูกที่สุด แม้ว่าเขาจะต้องผิดก็ตาม

กฎง่ายๆ สำหรับการใช้ชีวิต

20180625_simple

กฎประจำตัวข้อหนึ่งที่ผมพยายามใช้มาตลอดก็คือ:

อะไรที่มีประโยชน์ก็ทำ อะไรที่ไม่มีประโยชน์ก็อย่าไปทำ

ไม่มีอะไรว้าว ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ผมถึงบอกว่ามันเป็นกฎง่ายๆ แต่ถ้าแยกแยะได้ เราจะใช้ชีวิตได้ฉลาดขึ้น

ขยันทำงาน = มีประโยชน์ = ทำ

ขยันทำงานจนไม่ได้พักผ่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ใช้ LINE เพื่อติดต่อกับเพื่อนฝูง = มีประโยชน์ = ทำ

ใช้ LINE เพื่อส่ง “เรื่องเขาเล่าว่า” ซึ่งไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนและน่าจะเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

สั่งของออนไลน์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาขับรถออกไปซื้อ = มีประโยชน์ = ทำ

สั่งของออนไลน์ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นแต่พอดีมันกำลัง flash sales = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ทะเลาะกับแฟน รอให้อารมณ์เย็น กล่าวขอโทษ ปรับความเข้าใจ = มีประโยชน์ = ทำ

ทะเลาะกับแฟน จึงไม่ยอมพูดยอมจา รอให้เขามาง้อ เพราะอยากเอาชนะและเป็นผู้เหนือกว่าในความสัมพันธ์นี้ = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

อ่านประวัติศาสตร์บ้านเมืองเพื่อจะได้เข้าใจปัจจุบัน = มีประโยชน์ = ทำ

อ่านข่าวการเมืองเพื่อไปฟาดฟันทางความคิดกับคนที่เชียร์อีกฝ่ายหนึ่ง = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

แน่นอน การจะตัดสินว่าอะไรมีประโยชน์หรืออะไรไม่มีประโยชน์บางทีมันก็ไม่ง่าย เพราะบางเรื่องก็ทั้งได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในเวลาเดียวกัน เราจึงต้องฝึก “กล้ามเนื้อประเมินประโยชน์” บ่อยๆ

เมื่อฝึกจนชำนาญ สายตาและสมองเราก็จะแหลมคมพอที่จะใช้เวลาวันนี้ให้ฉลาดกว่าเมื่อวานครับ

ฟังร่างกายตอนที่มันยังกระซิบ

20180625_body

ร่างกายเป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดของเรา แต่เรากลับดูแลมันได้แย่กว่าที่เราดูแลงานหรือดูแลสมบัตินอกกาย

ความเจ็บป่วยหลายอย่างจึงเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เราควรจะหลีกเลี่ยงได้

เป็น office sysndrome เพราะเอาแต่ก้มมองจอแล็ปท็อปทั้งๆ ที่จริงๆ ควรใช้จอมอนิเตอร์และนั่งให้ถูกท่า

เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะปวดแล้วไม่ยอมเดินไปเข้าห้องน้ำ

หลับยากหรือหลับไม่เคยเต็มอิ่ม เพราะนอนไถมือถือจนดึกดื่น

อาการเจ็บป่วยส่วนใหญ่มักจะปรากฎตัวอย่างช้าๆ และร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนเราแต่เนิ่นๆ ทุกครั้ง

ถ้าเราใส่ใจพอที่จะฟังร่างกายตอนที่มันกระซิบบอกเราว่า “เธอๆ ชั้นเริ่มไม่โอเคแล้วนะ” อะไรๆ ก็ยังพอแก้ไขได้ทัน

แต่ถ้าเรามัวชะล่าใจ วันไหนที่มันร้องตะโกนว่า “กูไม่ไหวแล้วโว้ย!” อะไรๆ ก็อาจกู่ไม่กลับแล้วก็ได้

—–

รับบทความจาก Anontawong’s Musings ทางอีเมลได้ทุกวัน เพียงไปที่เว็บไซต์  https://anontawong.com/2018/06/26/body-whisper/  แล้ว scroll down ไปจนเจอช่อง Enter your email adress กรอกอีเมลที่ใช่ แล้วกดปุ่ม Follow สีดำ (ถ้าเปิดจากคอมพิวเตอร์ ช่องกรอกอีเมลจะอยู่ฝั่งขวา)

Work-Life Balance ไม่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงาน

20180623b

ไม่เกี่ยวว่าคุณกลับบ้านค่ำรึเปล่า

และไม่ได้เกี่ยวด้วยว่าคุณได้เล่นโยคะหลังเลิกงานรึเปล่า

แต่มันเกี่ยวกับความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานต่างหาก

ผู้นำที่ดีจะสร้างองค์กรที่พนักงานรู้สึกอุ่นใจ ไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น ไม่ต้องกังวลว่าใครกำลังจ้องเล่นงานเราอยู่

มีงานวิจัยเคยบอกด้วยว่า พ่อแม่ที่ทำงานกลับบ้านดึก ไม่ได้มีผลกระทบกับลูกเท่ากับพ่อแม่ที่เกลียดงานที่ตัวเองทำจนนำพลังงานลบติดตัวกลับมาที่บ้าน*

ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานมาทำงานได้อย่างสบายใจ มีความเคารพและไว้ใจซึ่งกันและกัน เพื่อที่ทุกคนจะได้ใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ถ้าอยู่บ้านก็รู้สึกดี อยู่ที่ทำงานก็รู้สึกอุ่นใจ พนักงานย่อมมี Work-Life balance ถึงจะต้องเจองานหนักบ้างก็พร้อมจะสู้ไปด้วยกันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Good Life Project: Simon Sinek (นาทีที่ 21:50)

* ผมพยายามหาหลักฐานอ้างอิงแต่ยังหาไม่เจอ ดังนั้นฟังหูไว้หูนะครับ

ถ้าต้องสร้างความชอบธรรม

20180623

แสดงว่ามันอาจไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรกแล้ว

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำอะไรบางอย่างลงไป แล้วรู้สึกว่าต้องชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อปกป้องการกระทำของเรา นั่นแสดงว่าลึกๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดี

เพราะถ้าการกระทำของเรามันโอเคจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องสร้างความชอบธรรมใดๆ เลย

ดังนั้น แทนที่จะสร้างความชอบธรรมสำหรับการกระทำที่ไม่ชอบธรรมของเรา มันยังมีอีกสองทางเลือก

1. อย่าไปทำมัน
2. ทำ ยอมรับว่าเรากำลังทำให้คนอื่นเดือดร้อน และเอ่ยปากขอโทษ

ทางเลือกที่สองนั้น แม้มันจะไม่เพอร์เฟ็กต์นัก แต่ก็ดีว่าการยืนกรานว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปนั้นถูกต้อง เพราะรังแต่จะทำให้สีข้างถลอกเปล่าๆ ครับ

ความรักไม่ใช่เรื่อง 50:50

20180623c

ใครที่มีคู่หรือเคยมีคู่ น่าจะต้องรู้จักกับความรู้สึกนี้

รู้สึกว่าเราลงแรงในความสัมพันธ์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

เช่นเราอุตส่าห์มารอตั้งนาน พอเจอหน้าไม่เห็นขอโทษเราซักคำ

หรือเราอุตส่าห์ลงมือทำอาหารให้กิน กว่าจะหาสูตร กว่าจะไปซื้อของ กว่าจะเข้าครัวได้เมนูจานนี้มา แต่พอเขากินเสร็จแล้วจะปริปากชมให้ชื่นใจซักนิดก็ไม่มี

แต่ความรักไม่ใช่เรื่องคนละครึ่งนะครับ

ความรักไม่เคยเป็นเรื่อง 50:50

มันมักจะเป็น 90:10 เสมอ

นั่นคืออีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายให้มากกว่า ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะจะเป็นฝ่ายรับซะเยอะ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

วันนี้เรา 90 เขา 10 ก็จริง

แต่พรุ่งนี้เราอาจ 10 และเขา 90 ก็ได้

เพราะสิ่งที่เราแต่ละคนเจอในแต่ละวันมันไม่เหมือนกัน วันนี้เขาอาจงานสบาย ส่วนเราโดนหนักมาทั้งวัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาควรเอาอกเอาใจเราหน่อย พรุ่งนี้พอเรามีแรงมากขึ้นเราก็เอาอกเอาใจเขากลับบ้าง

เราจึงไม่ควรน้อยใจหรือเรียกร้องความแฟร์ในความสัมพันธ์

เพราะในความเป็นจริง บางวันมันต้องไม่แฟร์อย่างสุดๆ ด้วยซ้ำไป

เพราะมีแต่คนที่รักกันเท่านั้นที่จะยอมให้กันได้ขนาดนี้ จริงมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The James Altucher Show: 360 – Joey Coleman: How to Relate to People (Customers, Bosses, Loved Ones and Cops) 

นิทานเซียนหยาหย่าศึก

20180622

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง ท่านเซียนหยาออกบิณฑบาต พบสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกัน ชาวบ้านมามุงดูมากมาย บางคนจะพยายามห้ามศึกแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะทั้งคู่เดือดดาลเต็มที่

“แกเป็นผัวประสาอะไร ไมให้ตังค์ค่าแต่งตัวฉันยังไม่ว่า แม้แต่เงินค่าเล่าเรียนลูก ก็ยังไม่ให้อีก แกนี่มันไม่เอาไหนจริงๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีอะไรที่เหมือนผู้ชายเลย”

“นังแพศยา ด่าอีกสิ พ่อจะตบเสียให้กลิ้ง”

ท่านเซียนหยาแหวฝูงชนเข้ามา ร้องตะโกนว่า

“พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย มาดูคนกัดกันเร็วเข้า ดูชนไก่ ชนวัว ต้องเสียสตางค์ซื้อตั๋ว แต่นี่คนกัดกัน ไม่ต้องซื้อตั๋ว นานทีปีหนถึงจะได้เจอของดีๆ แบบนี้”

สองผัวเมียไม่สนใจคำร้องตะโกนของท่านเซียนหยา ยังคงทะเลาะกันต่อไป

สามีตวาดว่า “แกลองด่าข้าอีกสิว่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย ข้าจะฆ่าแกเสียทันที”

ภรรยาไม่ยี่หระ “แกมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย…เอาสิ ฆ่าเลย…ฆ่าเลย!”

ท่านเซียนหยาตะโกนว่า

“ฉากบู๊นองเลือดกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว กำลังจะฆ่ากันแล้ว หาดูที่ไหนไม่ได้นะทุกท่าน รีบเข้ามาดูเร็วเข้า”

ชาวบ้านที่เดินผ่านมา เห็นท่านเซียนหยาส่งเสียงเชียร์แบบนี้ ก็ทนไม่ได้

“พระสงฆ์ ผัวเมียเขาทะเลาะกันท่านไม่ห้ามแถมยังยุส่งอีก เป็นพระจริงพระปลอมกันนี่ ราดน้ำมันบนกองเพลิงแบบนี้มีประโยชน์อะไร”

“มีสิ ประโยชน์เยอะแยะ พวกเขาบอกว่าจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง พอมีคนตาย พระก็มีงานทำ ได้เงินทำบุญสวดมนต์งานศพ อาตมาก็มีเงินใช้ ไม่ดีได้อย่างไร”

ชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็สิ้นศรัทธา โห่ร้องตะโกนด่าพระเสียงดังลั่น

เสียงเอะอะโวยวายของชาวบ้าน ทำให้สองสามีภรรยาต้องหันกลับไปดูพระโดยมิได้นัดหมาย

ท่านเซียนหยาเห็นว่าเบี่ยงเบนความสนใจของสองสามีภรรยาได้แล้ว จึงพูดยิ้มๆ ว่า

“ไม่อยากให้คนฆ่ากันตาย ก็ฟังอาตมาเทศน์สักหน่อย”

สองสามีภรรยาและชาวบ้านเงียบตั้งใจฟัง

“หิมะจับตัวหนาแค่ไหน แต่เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงเข้าไป หิมะนั้นก็ละลาย

อาหารเย็นชืดแค่ไหน แต่เมื่อใส่ฟืนไฟอุ่นสักหน่อยก็ร้อนได้

ผัวเมียกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ต้องเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่นแก่อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องทำตัวเป็นฟืนไฟ ทำความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งให้สุกงอม

คนที่จะครองคู่เป็นผัวเมียกันนั้น มันต้องเคยทำบุญร่วมกันมาก่อน อาตมาหวังว่าพวกเจ้าผัวเมียจะรู้จักเคารพซึ่งกันและกัน รักใคร่ปรองดองกัน”

สองสามีภรรยาจึงรู้ตัวว่าปล่อยให้โมหะจริตเข้าครอบงำจนเสียผู้เสียคนไปแล้ว จึงต่างขอขมาซึ่งกันและกัน แล้วจูงมือกันกลับบ้าน

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ สว่างอย่างเซ็น โดยสุภาณี ปิยพสุนทรา

ร้องเพลงให้ผิดคีย์ยากกว่าร้องเพลงให้ถูกคีย์

201806202

สมัยผมทำงานอยู่ที่ Thomson Reuters ผมอยู่ชมรมดนตรีที่มีชื่อว่า Thomson Reuters Music Group (TRMG)

กิจกรรมหนึ่งที่เราจัดกันเกือบทุกปี คือการประกวดร้องเพลง

ใครจะสมัครก็ได้ จะร้องเดี่ยวหรือร้องคู่ก็ได้ ส่วนกรรมการที่มีอยู่สามคนก็มาจากสมาชิกของ TRMG นี่เอง

ก่อนการแข่งขันรอบแรก กรรมการต้องมาซ้อมให้คะแนนกันก่อน เพื่อไม่ให้คะแนนของใครสูงหรือต่ำเว่อร์เกินไป

น้องคนนึงที่ยังร้องเพลงไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ อาสาร้องเพลงเพื่อให้กรรมการซ้อมให้คะแนน น้องตั้งใจร้องเพลงเต็มที่ พอร้องเสร็จ กรรมการแต่ละคนก็จะบอกว่าเขาให้คะแนนในแต่ละหมวดเท่าไหร่ เพราะอะไร

พอจะซ้อมให้คะแนนอีกรอบ ผมก็อาสาช่วยร้องบ้าง โดยตั้งใจร้องให้เสียงหลง เผื่อได้คะแนนน้อยๆ จะได้ไม่เขินมากนัก

ปรากฎว่าผมกลับได้คะแนนดีกว่าน้องคนแรก

ผมบอกกรรมการว่า นี่ตั้งใจร้องเพี้ยนแล้วนะ กรรมการบอกว่ารู้ว่าตั้งใจร้องให้เป็นอย่างนั้น แต่ผมก็ยังร้องถูกคีย์กว่าน้องคนแรกอยู่ดี

—–

ในการเทศน์ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช เคยถามว่า การทำดีนั้นยากมั้ย?

แล้วการทำเลวยากรึเปล่า?

คำตอบของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป

หลวงพ่อสรุปให้ฟังว่า

สำหรับคนเลวนั้น การทำดีเป็นเรื่องยาก การทำเลวเป็นเรื่องง่าย

แต่สำหรับคนดีนั้น การทำดีเป็นเรื่องง่าย การทำเลวเป็นเรื่องยาก

——

เวลาเราไปทำงาน เราจะเจอทั้งคนที่ทำงานดีกับคนที่ทำงานชุ่ย

คนที่ทำงานดี เขาจะคิดละเอียดถี่ถ้วน ใช้เวลาในการวางรากฐานเพื่อให้ทุกๆ อย่างง่ายขึ้นในระยะยาว

ส่วนคนที่ทำงานชุ่ยนั้นยิ่งดูง่าย เพราะขนาดแค่ตั้งชื่อไฟล์ยังชุ่ยเลย ซึ่งคนที่ทำงานเรียบร้อยมาเจอไฟล์อย่างนี้ก็จะกุมขมับ

สำหรับคนที่ทำงานดี การทำงานชุ่ยๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง อาจยากถึงระดับยอมรับไม่ได้

ดังนั้น เราจึงควรฝึกทำงานให้ดี ทำงานให้เรียบร้อย ทำงานให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ

เพราะเมื่อเราเป็นคนทำงานดีจนเป็นนิสัยแล้ว การผลิตงานชิ้นต่อๆไปให้มีคุณภาพย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดาย ง่ายยิ่งกว่าการทำงานชุ่ยๆ เสียอีก

เหมือนคนร้องเพลงเพราะ ที่ร้องเพลงให้เพี้ยนไม่ได้

และเหมือนคนดีที่เห็นการทำเลวเป็นเรื่องลำบากยากเย็นครับ