บทเรียนจากต้นไผ่

ถ้าเราเอาเมล็ดไผ่สายพันธุ์จีนมาปลูก คอยรดน้ำพรวนดินและดูแลมันอย่างดีเป็นเวลา 1 ปี เราจะไม่เห็นไผ่แม้แต่หน่อเดียวผุดขึ้นมาจากดิน

กว่าหน่อแรกจะผุดขึ้นมา เราต้องรอถึง 5 ปีเลยทีเดียว

แต่พอหน่อแรกโผล่พ้นดินแล้ว ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ต้นไผ่จะมีความสูงถึง 25 เมตร และในบางช่วงมันสามารถโตได้ถึง 1 เมตรภายในวันเดียว

แล้ว 5 ปีแรกเมล็ดไผ่มัวทำอะไรอยู่?

คำตอบก็คือมันกำลังแตกราก เมล็ดไผ่ใช้เวลาถึงห้าปีในการวางรากฐานสำหรับการเติบโตแบบก้าวกระโดด ถ้ารากไม่แข็งแรงพอ มันย่อมไม่มีทางรองรับการเติบโตได้อย่างแน่นอน

บางคนมองว่าไผ่ต้นนั้นโตขึ้น 25 เมตรในเวลา 6 สัปดาห์

แต่จริงๆ แล้วมันโตขึ้น 25 เมตรในเวลา 5 ปีกับอีก 6 สัปดาห์ต่างหาก

จงเรียนรู้จากต้นไผ่ จงมีความกล้าและศรัทธาในตนเองครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Rahul Dravid: The Chinese Bamboo on Youtube

ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!

ประโยคนี้มาจากหนังสือชื่อเดียวกัน แนะนำให้ไปลองหามาอ่านดู

ประโยคนี้เตือนใจเราว่า อย่าไปเสียเวลาคิดถึงคนที่ทำให้เราเสียใจ

เขาคงอาจไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเราหรอก เขาก็แค่เลือกทำสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง

และในขณะที่เราย้ำคิดย้ำทำเรื่องของเขา เขาอาจไม่ได้คิดถึงเราเลยสักนิดเดียว เราจึงควรเก็บแรงกายแรงใจไว้ดูแลตัวเองและคนที่รักเราดีกว่า

ปล่อยให้เขากินไอติมของเขาไป ส่วนเราก็เลิกฟูมฟายแล้วหาอะไรอร่อยๆ กินดีกว่านะครับ

ทำได้น้อยกว่าที่หวังยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ฝรั่งจะมีคำพูดที่ว่า No More Zero Days

Zero Day คือวันที่สูญเปล่า วันที่เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อเข้าใกล้ตัวตนที่เราอยากเป็นหรือวิถีชีวิตที่เราอยากมี

ในความรู้สึกของผม Zero Days เกิดขึ้นได้สองกรณี แบบแรกเกิดขึ้นเพราะเราไม่มีเป้าหมาย พอไม่รู้ว่าเราจะไปไหน เราเลยล่องลอยและใช้วันเวลาไปอย่างเปล่าเปลือง

แบบที่สอง คือเรามีเป้าหมาย แต่เราดันเล็งผลเลิศเกินไป พอรู้สึกว่าถ้าทำตามเป้าไม่ได้ ก็ไม่ทำมันซะเลยดีกว่า

เช่นอาจตั้งเป้าว่าจะวิดพื้นวันละ 30 ครั้ง แต่พอวันนี้รู้สึกขี้เกียจหรือไม่ค่อยมีแรง ก็เลยไม่ได้วิดพื้นเลย ทั้งที่จริงๆ แล้ววิดพื้นแค่ 10 ครั้งก็ยังดีกว่าการวิดพื้น 0 ครั้งเป็นไหนๆ

ความสำเร็จต่างๆ ล้วนต้องใช้เวลา คนที่จะไปถึงตรงนั้นได้ต้องมีอุปนิสัยที่ดีและความอดทนรอ

ระหว่างทางย่อมมีอุปสรรค ย่อมต้องมีวันที่เรารู้สึกขี้เกียจ มีวันที่เราไม่อยากทำอะไร แต่ถ้าเราปล่อยให้เกิดวันอย่างนี้ติดๆ กัน อะไรที่เราเคยสร้างเอาไว้ก็จะหลุดมือแล้วมักต้องกลับมาเริ่มใหม่เสมอ

ทำได้น้อยกว่าที่หวังยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อย่าปล่อยให้วันนี้เป็น Zero Day ครับ

สิ่งใดทำให้เรารำคาญใจทุกวัน จงจัดการมันให้เรียบร้อย

ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้ผมรำคาญใจอยู่สามเรื่อง

เรื่องแรกคือตรงทางขึ้นบันไดบ้านนั้นหลอดไฟขาด ไมใช่ดวงที่สำคัญมาก เพราะตรงกลางบันไดและตรงชั้นสองก็มีไฟเหมือนกัน แต่พอจะเปิดทีไรก็หงุดหงิดใจเล็กๆ ที่มันไม่ติด

เรื่องที่สอง คือประตูห้องนอนมีเสียงอ๊อดแอ๊ดนิดๆ ตอนปิดประตู เสียงเบามากแต่ก็ได้ยินทุกครั้ง และทำให้ต้องคอยพะวงเวลาตื่นเช้ามืดว่าถ้าเราเดินออกจากห้องจะทำให้ลูกหรือภรรยาตื่นด้วยรึเปล่า

เรื่องที่สาม ตัวสแกนนิ้วบนแล็ปท็อปของผมมันเวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้าง หลายครั้งเลยต้องกรอก PIN เพื่อเข้าเครื่องแทน

แต่ละเรื่องเป็นเรื่องเล็กทั้งนั้น ผมก็เลยบอกตัวเองมาหลายสัปดาห์ว่าเอาไว้ก่อนก็ได้

แต่ผมก็ได้พบกับความเข้าใจใหม่ว่า เรื่องเล็กที่เกิดขึ้นทุกวันมันก็เป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกัน เพราะมันเป็นต้นตอของความหงุดหงิด แถมมันยังคอยตอกย้ำตัวเองด้วยว่าเรื่องแค่นี้ทำไมไม่จัดการให้มันเรียบร้อย

ถ้าเรื่องเล็กๆ ยังทำให้ถูกต้องไม่ได้ จะทำเรื่องใหญ่ถูกต้องได้ยังไง

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นวันหยุด ผมก็เลยถือโอกาสเปลี่ยนหลอดไฟและหาน้ำมันหล่อลื่นมาหยอดบานพับประตู

ส่วนตัวสแกนนิ้วผมก็เพิ่งยกเลิกและทำการสแกนนิ้วใหม่เมื่อกี้นี้เลย คราวนี้สแกนปุ๊ปผ่านปั๊ป ไม่ต้องมานั่งกรอก PIN อีกต่อไป

สิ่งใดทำให้เรารำคาญใจอยู่ทุกวัน จงจัดการมันให้เรียบร้อย

เพราะเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน รวมๆ กันแล้วก็เป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกันครับ

นิทานถ่มน้ำลาย

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายคนหนึ่งเข้ามาถ่มน้ำลายใส่พระพักตร์พระพุทธเจ้า เขาเป็นพราหมณ์และพระพุทธเจ้ากำลังตรัสสิ่งที่ทำให้เขาโกรธมาก พระองค์ทรงเช็ดออกและถามว่า “มีอะไรจะกล่าวอีกไหม”

พระอานนท์สาวกของพระพุทธเจ้าโกรธมากจนต้องทูลพระพุทธเจ้าว่า “โปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์สั่งสอนชายคนนี้ด้วยเถิด ทำเช่นนี้มันเกินไปแล้ว ข้าพระองค์ไม่อาจทนรับได้”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “แต่เขาไม่ได้ถ่มน้ำลายใส่หน้าท่าน เขาถ่มน้ำลายใส่ตถาคต ลองมองชายคนนั้นสิ แล้วท่านจะเห็นว่าเขาลำบากใจเพียงใด ลองมองชายคนนั้นสิ แล้วท่านจะเห็นใจเขา เขาอยากบอกอะไรสักอย่างแก่ตถาคต แต่ถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เขาตกที่นั่งลำบากเหมือนกับตถาคต เขาโกรธมากจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เช่นเดียวกับที่ตถาคตรักมากเกินกว่าจะถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดและการกระทำได้ ตถาคตรู้ว่าเขาลำบากใจที่จะพูดออกมา ด้วยเหตุนี้เขาจึงถ่มน้ำลาย ลองมองชายคนนี้สิ”

ขณะที่พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเขา พระอานนท์ก็มองเขาเช่นกัน ขณะที่พระพุทธเจ้าบันทึกความทรงจำจากข้อเท็จจริง พระอานนท์ก็บันทึกความทรงจำที่ผ่านการปรุงแต่ง

ชายคนนี้แทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสเช่นนั้น เขาตกใจมาก หากพระพุทธเจ้าทรงทุบตีเขา หรือหากพระอานนท์พุ่งเข้าใส่เขา เขาคงจะไม่ตกใจ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์จะตอบโต้เช่นนั้น แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงเห็นใจเขา และเห็นว่าเขาลำบากใจเพียงใด ชายคนนี้กลับไปนอนไม่หลับทั้งคืน เขาใคร่ครวญและพิจารณาถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น เขารู้สึกเจ็บปวดเสียใจ เขารู้สึกตัวแล้วว่าทำอะไรลงไป บาดแผลในใจเขาเปิดออกแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้น เขาวิ่งพรวดพราดเข้าหาพระพุทธเจ้าและทิ้งตัวลงแทบพระบาทของพระองค์ พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า “ดูสิ ปัญหาเดิมอีกแล้ว ตอนนี้เขามีความในใจต่อตถาคตมากมาย แต่เขาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขาจึงสัมผัสเท้าของตถาคต ชายคนนี้ไม่รู้จะทำเช่นไร เขามีความในใจมากเกินกว่าจะสื่อสารออกมาได้ แต่ท่าทางของเขาบ่งบอกอะไรบางอย่าง ดูสิ”

เขาเริ่มร้องไห้และกล่าวว่า “โปรดให้อภัยข้าด้วยเถิดท่านผู้เจริญ ข้าเสียใจเหลือเกิน ข้าช่างโง่เขลาแท้ๆ ที่ถ่มน้ำลายใส่คนเช่นท่าน”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ลืมมันไปเถิด ผู้ที่ท่านถ่มน้ำลายใส่ไม่มีอีกแล้ว ผู้ที่ถ่มน้ำลายก็ไม่มีอีกต่อไป ท่านเป็นคนใหม่แล้ว ตถาคตก็เป็นคนใหม่ ดูสิ ดวงตะวันกำลังทอแสงรับวันใหม่ ทุกอย่างใหม่หมด ไม่มีวันวานอีกต่อไป จงให้มันจบสิ้นไปพร้อมกันเถิด อีกอย่างหนึ่งตถาคตจะให้อภัยท่านได้อย่างไร เพราะท่านไม่เคยถ่มน้ำลายใส่ตถาคต ท่านถ่มน้ำลายใส่คนที่จากไปแล้วต่างหาก”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: พลังสร้างสรรค์ : ของกำนัลแด่ผู้ฉีกกรอบ แปลโดย ภัทริณี เจริญจินดา

ความรับผิดชอบจะมอบความหมาย

ผมเคยเขียนเอาไว้ว่า มากกว่าเงินคือเราอยากมีความสุข มากกว่าความสุขคือเราอยากมีประโยชน์ มากกว่าประโยชน์คือเราอยากให้ชีวิตมีความหมาย

เพราะภายใต้ความกว้างใหญ่และยาวนานของจักรวาล ชีวิตมนุษย์นั้นแทบไม่มีคุณค่าใดๆ

เราจึงต้องนิยามความหมายของเราขึ้นมาเอง ว่าเกิดมาทำไม อยู่ไปทำไม และที่ทำอยู่ทุกวันนี้นั้นเพื่ออะไรและเพื่อใคร

ในหนังสือ “Between Hello and Goodbye ครู่สนทนา” คุณจิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ ได้สัมภาษณ์คุณอ๋อง วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ อดีตบรรณาธิการนิตยสาร a day BULLETIN และผู้แปลหนังสือ “อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่” (The Little Book of Ikigai) เอาไว้ว่า

ถาม: แล้วมีเหตุการณ์ไหนไหมที่ทำให้คุณรู้สึกค้นพบว่าชีวิตมีความหมาย
ตอบ “ตอนนั้นแม่ผมไม่สบาย อยู่ๆ แม่ไม่มีความรู้สึกที่ปลายเท้า แล้วแม่เริ่มเดินไม่ได้ แม่กับพ่อเลยย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ต่างจังหวัด ในขณะที่ผมครอบครองบ้านที่กรุงเทพฯ คนเดียว ตอนนั้นผมเป็นฟรีแลนซ์ ก็รับจ๊อบเขียนงาน ดูซีรีส์ อยู่ไปวันๆ ชีวิตไร้ความหมาย แล้วเรามีพี่ชายอีกคนซึ่งเขาพิการเพราะตอนเกิดมาเขาถูกกระทบกระเทือนทางสมอง พี่ชายคนนี้อยู่ที่ศูนย์ฝากเลี้ยงแห่งหนึ่ง แต่ละเดือนที่บ้านจะต้องจ่ายตังค์ให้ศูนย์นี้มหาศาล ทั้งค่าแรง ค่าที่ ค่าใช้จ่าย ค่าอาหาร แล้ววันนั้นแม่ที่ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดก็โทรมาหาผม บอกว่า ‘อ๋อง เอาเลขบัญชีมา แม่จะโอนตังค์ค่าเลี้ยงพี่ชายให้’ เพราะแม่เห็นว่าผมตกงาน แล้วแม่ก็ถามว่า ‘อ๋อง กินข้าวหรือยัง อยู่บ้านคนเดียวหาข้าวปลากินยังไง’

ตอนนั้นผมก็บอกแม่ว่า ‘ไม่เป็นไร ผมมีเงินอยู่ แม่ไม่ต้องโอนเงินมา แล้วเดี๋ยวผมหาข้าวหาปลากิน แม่ไม่ต้องเป็นห่วง’ เสร็จแล้วผมก็ขับรถไปธนาคาร เบิกเงินมาปึกหนึ่ง ขับรถข้ามสะพานพระราม 5 ไปยังสถานที่ที่ดูแลพี่ชายเราอยู่ ไอ้โมเมนต์ที่ผมขับรถข้ามสะพานพระราม 5 มันเหมือนกับฟ้าสว่าง เหมือนเราเข้าใจแล้วว่าเราเกิดมาทำไม พ่อเราสอนเราขับรถเมื่อ 10 ปีก่อนเพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเขาไม่อยู่บ้านเราจะได้ขับรถไปดูแลพี่เรา พ่อแม่เราส่งเสียเราจนเรียนจบเพื่อที่เราจะได้มาเป็นนักเขียน เพื่อที่เราจะได้มีเงิน เพื่อที่เราจะได้ตัดเงินแต่ละเดือนเพื่อไปจ่ายเงินให้กับคนดูแล ตอนนั้นมันไม่มีคำถามเลยว่าเกิดมาทำไม ความหมายของชีวิตแค่นี้แหละ แค่นี้เลย เพื่อที่จะขับรถมา ณ ตรงนี้ ตอนนี้ เพื่อที่จะให้พี่ชายมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 1 เดือน”


หากเรามีภาระ หากเรามีคนต้องดูแล ขอให้เข้าใจว่าตัวเองโชคดี

เพราะแม้ว่ามันจะหนัก แม้ว่ามันจะเหนื่อย แต่ในทางกลับกันภาระเหล่านั้นก็มอบสิ่งยึดเหนี่ยวให้เราตื่นขึ้นมาในทุกเช้าเพื่อออกไปทำอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไร

ขอแค่มันมีคุณค่ากับใครบางคนที่เราแคร์ก็พอแล้ว

ถ้ากลับโจทย์เราจะหาคำตอบได้ง่ายขึ้น

เช่น สมมติว่าเราเป็นหัวหน้ามือใหม่ และไม่แน่ใจว่าต้องทำตัวอย่างไรถึงจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้

ลองพลิกโจทย์ใหม่ว่า เราจะเป็นหัวหน้าที่แย่สุดๆ ได้อย่างไร

  • ถือตนว่าอยู่เหนือกว่าลูกน้อง
  • เจ้าอารมณ์ เอาตัวเองเป็นใหญ่
  • ไม่รักษาคำพูด
  • ด่าลูกน้องในที่สาธารณะ
  • ไม่โค้ชลูกน้องเลย
  • ลำเอียง เลือกที่รักมักที่ชัง
  • เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น

การลิสต์ว่าหัวหน้าที่แย่นั้นเป็นอย่างไร เราทำได้ง่ายกว่ามาก

เพราะบางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร แต่เราจะค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้องคืออะไร

เมื่อเรารู้ว่าสิ่งใดไม่ถูกต้อง เราก็แค่เลือกที่จะไม่ทำสิ่งนั้น

เหมือนคำพระที่ว่า พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง

เราจะมีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร?

กลับโจทย์เป็น เราจะมีสุขภาพที่แย่สุดๆ ได้อย่างไร

  • ดื่มเหล้า
  • สูบบุหรี่
  • นอนดึก
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • กินแต่ของไม่มีประโยชน์
  • ปล่อยให้จิตใจขุ่นมัวอยู่เสมอ

แล้วก็เลิกทำเรื่องพวกนี้ซะ โดยอาจค่อยๆ เลิกทีละอย่างก็พอ เพราะถ้าเลิกพร้อมกันทีเดียวอาจจะยากเกินไปและไม่ยั่งยืน

โจทย์บางอย่างในชีวิต ถ้ากลับโจทย์เราจะหาคำตอบได้ง่ายขึ้นครับ

ทำเพื่อคนอื่นไม่เป็นภาระเท่าทำเพื่อตัวเอง

คุณพศิน อินทรวงค์ เคยเล่าเรื่องเปรียบเทียบเด็กสองคนที่เรียนเก่งทั้งคู่

คนแรกนั้นอยากสอบได้ที่ 1 เพราะมีนิสัยไม่ชอบยอมแพ้และต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขานั้นเหนือกว่าทุกคนในห้อง

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนเด็กคนที่สองนั้นก็อยากสอบได้ที่ 1 เหมือนกัน เพราะเห็นว่าพ่อแม่ทำงานเหนื่อย อยากทำอะไรให้ท่านภูมิใจ

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน

มองเผินๆ ดูจะเหมือนกัน การกระทำเดียวกัน และน่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกันด้วย

แต่มันมีความแตกต่างที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง

ถามว่าเด็กคนแรกจะยอมติวหนังสือให้เพื่อนช่วงก่อนสอบรึเปล่า คำตอบคืออาจจะไม่

แต่เด็กคนที่สองมีแนวโน้มที่จะติวหนังสือให้เพื่อน เพราะเป้าหมายไม่ใช่การได้ที่ 1 เป้าหมายคือการเป็นลูกที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ

ถ้าผมอยู่ชั้นเดียวกับพวกเขาทั้งคู่ ผมก็คงอยากเป็นเพื่อนกับเด็กคนที่สองมากกว่า

เพราะคนที่ทำเพื่อตัวเองนั้นมักจะแบกพลังงานลบเอาไว้กับตัว จะรู้สึกกดดัน จะไม่แบ่งปัน จะรู้สึกว่าฉันพลาดไม่ได้

ส่วนคนที่ทำเพื่อคนอื่น แม้ดูเผินๆ ต้องรับภาระหนักกว่า แต่เขากลับมีใจที่เบาสบายเพราะไม่ต้องแบกอัตตาตัวตนไปทุกที่

ทำเพื่อคนอื่นไม่เป็นภาระเท่าทำเพื่อตัวเอง

นี่เป็นความย้อนแย้ง และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินชีวิตครับ

ปรัชญาชีวิตจากเกมมาริโอ 1

เกม Super Mario Bros หรือที่ผมเรียกติดปากว่า “มาริโอ 1” นั้นเป็นเกมของบริษัท Nintendo ที่ออกมาให้เล่นกับเครื่อง Famicom ในปี 1985

แม้เวลาจะผ่านไปสามสิบกว่าปีแล้ว เกมมาริโอก็น่าจะยังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน

พอมองย้อนกลับไป ก็คิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเอาเกมมาริโอมาเป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตได้หลายเรื่องเลยนะครับ

เริ่มต้นเกมมามันจะมีกล่องเครื่องหมายปริศนาให้เรากระโดดเคาะดู บางทีก็ได้เหรียญ บางทีก็ได้เห็ดที่กินแล้วตัวโต บางทีก็ได้ดอกไม้ที่ทำให้พ่นไฟได้ ในชีวิตจริงเมื่อเจอสิ่งที่เราไม่รู้จัก เราก็ควรเปิดดูว่ามันคืออะไร ส่วนใหญ่มันจะให้อะไรเรากลับมาทั้งนั้น

บางทีกล่องปริศนาก็เป็นกล่องล่องหน กระโดดไปโดนโดยไม่ทันรู้ตัว บางทีโอกาสก็ซ่อนอยู่ในที่ที่เรามองไม่เห็น

ศัตรูตัวแรกที่เจอคือตัว Goomba (ผมก็เพิ่งรู้ว่ามันชื่อนี้) ซึ่งเป็นเห็ดเดินไปเดินมาชนิดนึง (ตอนแรกนึกว่าเป็นนกปากเหลือง!) เรากระโดดเหยียบมันหรือกระโดดเคาะก้อนอิฐที่มันเดินอยู่ก็ทำให้มันตายได้ อุปสรรคส่วนใหญ่ในชีวิตก็แค่รอให้เรากระโดดเหยียบเท่านั้นเอง

แต่กับดอกไม้ฟันแหลมที่โผล่มาจากท่อ การกระโดดเหยียบทำอะไรมันไม่ได้ ต้องใช้วิธีพ่นไฟเท่านั้น ดังนั้นเราควรจะมีหลายกระบวนท่าในการรับมือกับปัญหา ไม่ใช่เจออะไรก็จะกระโดดเหยียบซะหมด เหมือนคำกล่าวที่ว่า If all you have is a hammer, everything looks like a nail.

ในบางครั้ง ศัตรูบางตัวเราก็จัดการเด็ดขาดไม่ได้ การกระโดดเหยียบเต่าจะทำให้มันมุดเข้าไปในกระดองเท่านั้น สักพักมันจะกลับมาเดินใหม่ ปัญหาบางอย่างเราก็ทำได้แค่ระงับ และเดินหน้าของเราต่อไป

หลังจากเหยียบเต่าแล้ว เราสามารถเตะเต่าเพื่อไปจัดการศัตรูตัวอื่นได้ แต่ก็ต้องระวังว่าบางทีเต่าก็เด้งกลับมาโดนเรา เข้าทำนองให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว

เกมมาริโอ 1 มีแต่ต้องเดินไปข้างหน้าเท่านั้น เดินกลับหลังไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับชีวิตจริง

ท่อเขียวบางท่อเป็นทางลัด สามารถประหยัดเวลาและหลีกเลี่ยงอุปสรรคหลายๆ อย่าง การที่เราเรียนรู้และยอมรับการมีอยู่ของทางลัดจะทำให้เรามีทางเลือกในชีวิต

แม้ทางลัดจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ความสนุกอาจจะน้อยลงและเราอาจจะพลาดประสบการณ์ดีๆ ไปได้เช่นกัน เราจึงไม่ควรมุ่งแต่จะใช้ทางลัดอยู่ร่ำไป

ถ้าเราได้ “ดาว” มา เราจะชนะทุกอย่าง วิ่งชนศัตรูตัวไหนมันก็ตายหมด ชีวิตเราบางทีก็มี “ช่องท็อปฟอร์ม” ที่ทำอะไรก็ดีไปทุกอย่าง จนบางทีก็ลืมตัวและลืมความจริงไปว่ามันเป็นแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น

แม้จะมีดาวไร้เทียมทาน แต่ถ้าใช้ชีวิตเร็วเกินไปเราก็ตกเหวตายได้เหมือนกัน ในช่วงที่เราท็อปฟอร์ม ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดคือตัวเราเอง

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราตายได้ ก็คือการเอาตัวเราไปโดนศัตรู ถ้าตัวเรายังเล็กอยู่ โดนทีเดียวก็ตาย แต่ถ้าตัวเราใหญ่เรายังมีโอกาสได้ไปต่อ คนเราถ้ามีความเป็นผู้ใหญ่ และมี EQ ที่ดี แม้จะโดนปัญหาเล่นงานก็ยังพอไปต่อได้

สาเหตุสุดท้ายที่จะทำให้ตายได้ ก็คือเวลาหมดก่อนจะเล่นจบด่าน แต่ละช่วงวัยของเราก็มีเวลาจำกัดเหมือนกัน ถ้าเราไม่ได้ใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับช่วงวัย เวลาของวัยนั้นก็จะหมดลงและไม่สามารถกลับไปได้อีกแล้ว วัยเด็ก วัยรุ่น วัยเริ่มทำงาน วัยสร้างครอบครัว ถ้าเราสำนึกได้ว่าเราไม่ได้มีเวลาถมเถ เราก็จะใช้วันเวลาให้คล้องจองกับ phase ต่างๆ ของชีวิต

เราจบแต่ละด่านด้วยการกระโดดรูดธงแล้ววิ่งเข้าปราสาท มันเป็นพิธีกรรมที่เป็นหมุดหมายว่าเราจบด่านนี้และกำลังจะเริ่มด่านใหม่แล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนจบชั้นประถม มัธยม การรับปริญญา งานเลี้ยงส่งที่ทำงานเก่า เพื่อพร้อมจะเผชิญด่านต่อไป

แต่ละด่านจะยากขึ้นเรื่อยๆ ศัตรูที่ไม่เคยเห็นเราก็จะได้พบเจอ แต่ถ้าที่ผ่านมาเราไม่ได้ใช้ทางลัดมากจนเกินไป เราก็น่าจะได้สะสมชั่วโมงบินมากพอที่จะรับมือกับความยากลำบากต่างๆ ได้

ระหว่างทางจะมีเหรียญให้เก็บตลอด ถ้าเก็บเหรียญครบ 100 เหรียญจะได้เพิ่มอีก 1 ชีวิต และบางด่านถ้าเรากระโดดเหยียบเต่าซ้ำๆ ก็จะได้ชีวิตเพิ่มขึ้นไปจนถึง 99 ชีวิต จากนั้นเราจะไม่ค่อยสนใจการสะสมเหรียญเท่าไหร่แล้ว

ในชีวิตจริงเมื่อเรามีเงินเก็บและมีรายได้มากพอ ความสัมพันธ์ที่เรามีกับเงินจะเปลี่ยนไป เราจะไม่หมกมุ่นกับการเก็บเหรียญ แต่เราจะใส่ใจกับการใช้ชีวิตให้ดี เพราะเวลาในชีวิตเป็นสิ่งเดียวที่เรามีจำกัดอย่างแท้จริง

เมื่อเล่นครบทุกด่านแล้ว เราต้องเอาชนะมังกร Koopa ที่แข็งแกร่ง เป็นศัตรูตัวร้ายที่สุด และถ้าล้มมันลงได้เราจะช่วยเหลือเจ้าหญิง Peach ออกมาและได้อยู่กับเธออย่างมีความสุขตลอดไป

มังกรคูป้าในชีวิตจริงของเราคืออะไร เจ้าหญิงพีชของเราคืออะไร อันนี้ฝากไว้ให้ขบคิดกันต่อ

จะได้ไม่เผลอไปสู้กับมังกรผิดตัวและช่วยเจ้าหญิงผิดคนครับ

ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบาย

ชีวิตที่ดีคือที่ชีวิตที่พร้อมเผชิญอะไรก็ได้

เพราะนี่คือยุคที่ความไม่แน่นอนแสดงตนในอัตราเร่ง

คำถามสำคัญ คือเราจะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร

สมองของเรายังคงกระฉับกระเฉงเพียงพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และปล่อยวางความรู้เก่าที่ใช้การไม่ได้แล้วรึเปล่า

งานที่ทำเปิดทางให้เราเก่งกว่าเราคนเมื่อวานหรือไม่ เพราะความมั่นคงในหน้าที่การงานไม่ใช่การได้อยู่กับบริษัทใหญ่ แต่มันคือการที่เรามีทักษะและวินัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยมจนองค์กรที่ดีอยากได้เราไปร่วมงานด้วย – be so good they can’t ignore you.

เรามีเงินเก็บเพียงพอหรือไม่ถ้าจู่ๆ ตกงานหรือขายของไม่ได้

เราดูแลร่างกายได้ดีพอที่จะมีสุขภาพที่สมบูรณ์จนแก่เฒ่าหรือยัง

เราดูแลความสัมพันธ์ได้ดีพอที่จะมีคนพาเราไปหาหมอและนอนเฝ้าเราตอนไม่สบายหรือเปล่า

และสำคัญที่สุด จิตใจของเรามีปัญญาพอหรือไม่เมื่อต้องเจอเรื่องร้ายๆ ในชีวิต

ไม่ได้บอกว่าให้เราปฏิเสธชีวิตที่สะดวกสบาย เพราะมนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์และสมควรมีความเป็นอยู่ที่ดี

แต่ขอให้ระลึกได้ด้วยว่าดีเกินดีคือไม่ดี

กายสบายเกินไปกล้ามเนื้อก็ฟีบ งานสบายเกินไปสมองก็ฝ่อ ชีวิตสุขเกินไปก็ไม่มีภูมิคุ้มกันความทุกข์

เราจึงไม่ควรละเลยที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทุกๆ ด้านของชีวิต

เพราะชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบาย

ชีวิตที่ดีคือที่ชีวิตที่พร้อมเผชิญอะไรก็ได้ครับ