อย่าเอาอัตลักษณ์ของเราไปผูกไว้กับงานเพียงอย่างเดียว

20190930c

เพราะในวันที่บทบาทนั้นถูกทำร้ายหรือถูกทำลาย เราจะไม่เหลืออะไรเลย

คิดว่าเราทุกคนคงเคยพบเจอคนที่เอางานเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล

เช้าตรู่ก็ทำงาน ดึกดื่นก็ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็ทำงาน

ตีหนึ่งก็ยังตอบเมล ตีห้าครึ่งก็ตื่นมาตอบไลน์

ผลงานอาจโดดเด่น แต่ความจริงจังก็ทำให้คนรอบข้างร้อนๆ หนาวๆ เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทุ่มเทในระดับเดียวกันกับเขาด้วย

แล้วในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ในวันที่คู่แข่งแซงเราไป ในวันที่ทีมงานตบเท้าลาออก เขาก็อาจโดนตำหนิ โดนลดบทบาท โดนโยกย้าย หรือแม้กระทั่งโดนเชิญออก ความทุ่มเทที่ผ่านมาทั้งหมดราวกับไม่มีความหมาย

คิดภาพไม่ออกเลยว่าสำหรับเขามันจะเจ็บปวดเพียงใด

เราต้องพยายามไม่เป็นคนๆ นั้น ไม่เป็นคนที่เอาตำแหน่งหน้าที่การงานมาเป็นทุกอย่างของชีวิต

เรามีบทบาทที่สอง สาม สี่ และอีกมากที่เราเล่นได้

บทบาทของลูก บทบาทของพ่อแม่ บทบาทของเพื่อน บทบาทของสมาชิกชมรม บทบาทของตากล้อง บทบาทของมือกีตาร์ในวงดนตรี

บทบาทเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น

หนึ่ง เพราะครอบครัวยังต้องการเรา

สอง เพราะความรู้ความสามารถของเรานั้นไม่ควรถูกจำกัดให้สร้างประโยชน์เพื่อองค์กรเพียงอย่างเดียว

สาม เพราะบทบาทเหล่านี้ช่วยให้เราเป็นคนที่มีความสมดุลมากขึ้น

และสี่ ในวันที่เราสูญเสียหรือเพลี่ยงพล้ำในบทบาทของหน้าที่การงาน เราจะได้ไม่ฟูมฟายจนเกินเหตุครับ

Book Insights – Powerful

20190928

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Patty McCord HR รุ่นบุกเบิกของ Netflix และเป็นผู้ร่วมสร้าง Netflix Culture Deck สไลด์ที่บอกแนวทางการทำงานใน Netflix ที่มีคนอ่านแล้วถึง 19 ล้านครั้ง

Insights ที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้ครับ

เป้าหมายขององค์กรไม่ใช่เพื่อ empower คนทำงาน แต่เป็นการเตือนใจคนทำงานตั้งแต่วันแรกว่าเขามี power อยู่แล้ว องค์กรมีหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกายแสงของเขาเท่านั้นเอง

หน้าที่ของผู้นำในองค์กรไม่ใช่การสร้างความจงรักภักดีต่อองค์กร ไม่ใช่การสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไม่ใช่การทำให้พนักงานมี engagement และมีความสุข หน้าที่เพียงอย่างเดียวของผู้นำในองค์กรคือการสร้างทีมงานระดับเทพที่สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ

ปี 2001 ฟองสบู่ dot-com แตก Netflix ต้องเลย์ออฟพนักงานไป 1/3 แต่ช่วงคริสต์มาสราคาเครื่องเล่น DVD ถูกลง จึงมีออเดอร์เช่าดีวีดีเข้ามาเยอะมาก งานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า กับคนทำงานที่เหลือเพียง 2/3 แต่กลายเป็นว่าคนทำงานมีกำลังใจดีมาก เมื่อพิจารณาดีๆ จึงเข้าใจว่า พนักงานที่เหลืออยู่นั้นมีแต่คนทำงานดีทั้งนั้น

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำให้พนักงานของคุณได้ คือการสรรหาแต่คนที่เจ๋งสุดๆ มาทำงานร่วมกับคนเหล่านี้ นี่คือ perk ที่หรูหรายิ่งกว่าอาหารกลางวันฟรี โต๊ะฟุตบอล หรือ stock options เสียอีก

เพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยม + purpose ที่ชัดเจน + deliverables (งานที่ต้องส่ง) ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ถือเป็น Powerful combination

เราควรจะมีกฎ ระเบียบขั้นตอน และการอนุมัติให้น้อยที่สุด และสิ่งที่จะทดแทนการทำงานแบบราชการอย่างนี้ได้ก็คือการสื่อสารที่ชัดเจนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับงานที่ต้องทำ “ตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ และนี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามจะทำให้สำเร็จ”

ยิ่งเราสื่อสารเป้าหมายของเราได้ชัดเจนเท่าไหร่ ความจำเป็นสำหรับการมีกฎกติกาก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราสื่อสารได้ดีพอแล้ว? วิธีการทดสอบง่ายๆ คือเวลาเดินไปเจอพนักงานในลิฟต์หรือที่ใดก็ตาม ลองถามเขาว่าอะไรคือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของบริษัท 5 ข้อในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้

พนักงานควรจะตอบได้อย่างรวดเร็ว จะยิ่งดีถ้าเขาใช้คำเดียวกับที่เราใช้ในการสื่อสาร และจะดีที่สุดถ้าลำดับความสำคัญ (order) นั้นตรงกันด้วย ถ้าพนักงานยังทำไม่ได้ แสดงว่าเรายังสื่อสารได้ไม่ดีพอ

ผู้บริหารระดับสูงมักมีความเชื่อว่าถ้าบอกพนักงานว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาอะไรบ้าง พนักงานจะวิตกกังวล แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่จะทำให้พนักงานวิตกกังวลได้ยิ่งกว่าคือการไม่รู้อะไรเลย หรือการรู้ความจริงเพียงครึ่งเดียว ถ้าพนักงานรู้สึกว่าบริษัทไม่โปร่งใสหรือบอกความจริงไม่หมด เขาก็จะเริ่มไม่วางใจในบริษัทและเริ่มมโนกันไปเอง

เมื่อผู้นำพร้อมจะยอมรับว่าตัวเองทำผิดอย่างเปิดเผย มันเป็นการส่งสัญญาณกับพนักงานว่าจง speak up! – มีอะไรในใจก็ขอให้พูดออกได้เลย

Employee Survey มีจุดอ่อนเพราะมันใช้ชุดคำถามมาตรฐานและเป็นการตอบแบบไม่ต้องแสดงตัว คำตอบที่ได้มาจึงมักไม่ค่อยมีคุณภาพและเอาไปทำ action ต่อได้ลำบาก ถ้าอยากรู้จริงๆ ว่าพนักงานคิดอะไรอยู่ วิธีที่ดีที่สุดคือการนั่งคุยกันตัวเป็นๆ แบบเห็นหน้า

เวลาถกเถียงกัน Netflix จะสอนให้พนักงานใช้ประโยคที่สร้างสรรค์ เช่น How do you know that’s true? หรือ Can you help me understand what leads you to believe that’s true? (ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยว่าทำไมคุณถึงคิดว่าเป็นแบบนี้)

ยกตัวอย่างเช่นปัญหา buffer ข้อมูลตอนโหลดหนังซึ่งใช้เวลานานมากจนลูกค้าบ่น แทนที่ทีม sales หรือ marketing จะพูดกับทีม engineering ว่า “คุณต้องแก้ปัญหาเรื่องบัฟเฟอร์นะ!” เขาควรจะพูดว่า “ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยว่าทำไมการบัฟเฟอร์หนังถึงใช้เวลานานจัง”

ที่ Netflix มีหลักการ 3 ข้อสำหรับ Talent Management
1. การสรรหาคนเก่งๆ และการตัดสินใจว่าคนๆ นั้นควรอยู่หรือควรไปเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าทีม
2. ในทุกตำแหน่ง เราต้องจ้างคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นสุดๆ ไม่ใช่แค่เอาคนที่พอจะทำงานได้
3. หากทักษะของพนักงานไม่ได้ตอบโจทย์ขององค์กรอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นพนักงานที่ดีแค่ไหน เราก็ต้องไม่ลังเลที่จะปล่อยเขาไป (คือเชิญออกนั่นเอง)

ข้อ 2 & 3 นั้นเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก ถ้าเราไม่เจนจัดเรื่องการสรรหาคนเก่งเราย่อมไม่กล้าเลิกจ้างคนเก่าที่ทำงานเก่ง

การจ้างงานคนเก่งๆ คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของหัวหน้า (ไม่ใช่ HR) หัวหน้าควรจะทำหน้าที่เป็น lead recruiter ตลอดเวลา

องค์กรไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้พนักงานมีความสุข การที่พนักงานมีความสุขนั้นเป็นเรื่องดี แต่ความสุขของเขาควรเกิดจากการได้ทำงานที่ท้าทายกับเพื่อนร่วมงานเก่งๆ

เราไม่มีโบนัสประจำปี เพราะสำหรับคนที่ทำงานดีอยู่แล้ว การให้โบนัสไม่ได้ช่วยให้เขาทำงานหนักขึ้นหรือฉลาดขึ้นกว่าเดิมหรอก

Netflix ให้ stock options พนักงานด้วย โดยให้พนักงานเลือกว่าในค่าตอบแทนที่เขาจะได้ในแต่ละเดือน อยากได้เป็น stock options กี่เปอร์เซ็นต์ และ stock options เหล่านี้ไม่ได้ต้องรอ vesting period ถึง 4 ปี แต่จะมีการ vest ทุกเดือน (vest = กลายเป็นหุ้นที่พนักงานจะนำไปขายได้จริงในอนาคต)

แม้ Netflix จะเลิกจ้างพนักงาน (และจ่ายค่าชดเชยอย่างเต็มที่) แต่พวกเขาก็ยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกันไว้ ยังนัดเจอกัน กินกาแฟกันได้อยู่เรื่อยๆ

ตัวผู้เขียนเองก็ต้องเดินออกจาก Netflix เมื่อทักษะและความสามารถของเธอไม่ได้ตอบโจทย์ขององค์กรอีกต่อไป

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Powerful: Building a Culture of Freedom and Responsibility by Patty McCord 

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดีอย่างไรหรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ ไปเพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

แทนที่จะเอาเวลาไปหงุดหงิดคนอื่น

20190925

จงหงุดหงิดตัวเองที่หงุดหงิดดีกว่า

การหงุดหงิดนั้นสร้างพลังงานลบ แถมคนที่ทำให้เราหงุดหงิดก็มักไม่ได้อยู่ตรงนี้ คนที่โดนเราหงุดหงิดใส่มักเป็นคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

การหงุดหงิดจึงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น จริงๆ แล้วมันมักจะทำให้สถานการณ์แย่ลงด้วยซ้ำ

ยิ่งปัญหาชวนหงุดหงิดมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องใช้ใจที่สมดุลในการรับมือ

เมื่อรู้ตัวว่ากำลังหงุดหงิด จงหงุดหงิดที่ตัวเองหงุดหงิด หรือถ้าให้ดีกว่ายิ่งกว่านั้น จงหัวเราะความขี้หงุดหงิดของตัวเอง

ใจจะได้กลับสู่ความเป็นกลาง และรับมือเรื่องต่างๆ ได้อย่างมีสติและปัญญาครับ

นิทานตรอกหกฟุต

20190926_sixfeet

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

เหตุเกิดในสมัยราชวงศ์ชิง (สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางถึงรัตนโกสินทร์) ที่บ้านเกิดของรัฐมนตรีจางถิงอี้ แห่งเมืองถงเฉิน มณฑลอานฮุย

ในระหว่างที่มีการซ่อมแซมกำแพงบ้าน เกิดมีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินทับซ้อนกับบ้านข้างเคียง ตกลงกันไม่ได้ว่าที่ดินที่โต้เถียงกันเป็นของบ้านใครกันแน่

แม่ของท่านรัฐมนตรีจึงได้เขียนจดหมายถึงลูกที่รับราชการอยู่ที่ปักกิ่ง อยากให้ลูกสั่งการให้ข้าราชการท้องถิ่นออกมาจัดการเรื่องนี้

หลังได้รับจดหมายจากแม่แล้ว ท่านรัฐมนตรีจึงได้ตอบจดหมายถึงแม่ ความว่า

“จดหมายมาไกลเพียงเพราะเรื่องกำแพง
อย่าใจแข็งถอยสักสามฟุตจะเป็นไร
กำแพงเมืองจีนทุกวันนี้ยังยิ่งใหญ่
แต่ไฉนจึงไร้เงาจิ๋นซีฮ่องเต้”

หลังจากแม่ได้อ่านจดหมายที่ลูกส่งมา จึงตัดสินใจย้ายแนวกำแพงถอยห่างเข้ามาสามฟุต

เมื่อคู่กรณีเห็นว่าเหตุกลับกลายเป็นเช่นนี้ เกิดความละอายใจขึ้นมา จึงถอยแนวกำแพงรั้วของบ้านตนร่นเข้าไปสามฟุตเช่นกัน

ระหว่างบ้านทั้งสองจึงกลายเป็นตรอกกว้างหกฟุตที่ผู้คนใช้สัญจรได้

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงจักรพรรดิคังซีในเวลาต่อมา พระองค์ทรงประทับใจในความเอื้ออาทร และการรู้จักมีความอลุ่มอล่วยต่อกัน เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนทั่วไป จึงทรงรับสั่งให้สร้างหลักจารึกคำว่า “เอื้ออาทร” ไปติดอยู่ที่บริเวณปากตรอก จนกลายเป็นที่มาของ “ตรอกหกฟุต” อันโด่งดัง และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อยู่จนทุกวันนี้

—–

ขอบคุณนิทานจาก นิทานน้ำใจไมตรี 101 ตรอกหกฟุต 

ขอบคุณภาพจาก AIAT

ปัญหาบางอย่างก็แก้ได้ด้วยเงิน

20190924b

ดังนั้นอย่ารังเกียจการใช้เงินแก้ปัญหา

เพราะเงินนั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า “เวลาของเราที่แปรรูปไปแล้ว”

เพราะเราเอาเวลาไปทำงาน จึงได้เงินมา

หากเราจะเอาเงินนั้นมาใช้ เพื่อซื้อเวลาให้เราเพิ่ม ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้และสมควรทำ

ถ้ารถข้างล่างมันติดมาก ก็จงขึ้นทางด่วน

ถ้าทำงานบ้านแล้วไม่มีเวลาพักผ่อน ก็จ้างแม่บ้านมาช่วยบ้างก็ได้

ถ้าหิวแล้วหาของกินลำบาก ก็สั่งไลน์แมนมาส่ง

จริงอยู่ คนเราควรจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวัง แต่ขณะเดียวกันก็อย่าลืมว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

ถ้าเราตะบี้ตะบันหาเงิน-เก็บเงินอย่างเดียว เราก็อาจจะสูญเสียโอกาสที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตไปนะครับ

ปรารถนาสิ่งใดจงเอ่ยปาก

20190924

แต่เราไม่ค่อยกล้าพูดออกมาเพราะ

หนึ่ง กลัวโดนปฏิเสธ

สอง เราเชื่อว่าถ้าเขาแคร์เราพอ เขาย่อมจะทำให้เราเอง

จึงขอให้คิดอย่างนี้

หนึ่ง ถ้าเราเอ่ยปาก โอกาสแม้จะต่ำเตี้ยแค่ 1 ใน 100 ก็ยังสูงกว่า 0 ใน 100 หากเราไม่พูดเลย

สอง เขาอ่านใจคนไม่ได้ หรือถึงอ่านได้ก็ไม่เท่าที่เราหวัง แถมเขาเองก็มีเรื่องให้วุ่นวายมากพออยู่แล้ว

ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้นทั้งสองฝ่ายด้วยการบอกสิ่งที่เราต้องการ ถ้าโดนปฏิเสธก็ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝน

และเป็นการเพิ่มโอกาสสำหรับการขอครั้งต่อไปครับ

โหยหาการมองเห็น

20190923b

หนึ่งในความต้องการส่วนลึกที่สุดของคนเรา คือความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ

และถ้าเขาไม่ได้รับความรู้สึกนี้จากคนในครอบครัวหรือจากคนใกล้ตัว เขาก็จะแสวงหาความรู้สึกนี้จากที่อื่นแทน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเด็กแว้นถึงไปแต่งท่อมอเตอร์ไซค์ให้เสียงดังหนวกหูชาวบ้าน เพราะเวลาเขาพูดที่บ้านไม่ค่อยมีใครฟังเขาเลย

เป็นเหตุผลที่เด็กหลังห้องก่อเรื่องผิดระเบียบจนอาจารย์ผู้ปกครองเรียกไปคุยอยู่บ่อยๆ เพราะพ่อแม่ไม่เคยมีเวลาคุยด้วย

เหตุผลที่หญิงสาวบางคนแต่งตัวโป๊ๆ โชว์เนื้อหนังในอินสตาแกรม เพราะอยู่ที่โรงเรียนไม่มีใครสนใจ

เหตุผลที่บางคนโพสต์เฟซบุ๊กทุกวันเพื่อบอกว่าชีวิตของฉันดีแค่ไหน เพื่อขอความมั่นใจว่าชีวิตฉันยังดีอยู่

เขาเพียงต้องการจะบอกกับโลกว่า “มองเห็นฉันมั้ย มองเห็นฉันสิ มองเห็นฉันรึยัง”

Now you see me…

ถ้าเราเจอคนที่โหยหาการมองเห็น อย่าเพิ่งรำคาญหรือหมั่นไส้ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เพราะเขาพร่องภายในเขาจึงต้องแสวงหาจากภายนอก

และบางครั้งเราเองก็มีอาการไม่ต่างกัน

ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งทั้งเราและเขาจะได้รับการมองเห็นจากคนที่เรารักอย่างเพียงพอ

จะได้ไม่ต้องคอยพึ่งพาสายตาของคนอื่นคนไกลไปตลอดชีวิตครับ

เวลาเรากำลังพูดถึงใคร

20190923

ให้ระลึกไว้ว่าเรากำลังพูดถึงตัวเอง

ไม่ว่าเราจะชื่นชมว่าเขาเป็นคนดี หรือด่าทอว่าเขาเป็นคนใช้ไม่ได้

สุดท้ายเราก็แค่ตัดสินจากสิ่งที่เราเห็น และจากสิ่งที่เราคิดว่าเขาเป็นเท่านั้น

“ที่เขาทำอย่างนี้ เพราะต้องมีเจตนาอย่างนี้แน่ๆ เลย”

กระบวนการคิดอย่างนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด มันสะท้อนความเป็นตัวเราล้วนๆ เพราะเราจะใช้บรรทัดฐานของเราในการตัดสินการกระทำของคนอื่นเสมอ

เราไม่มีทางรู้จักเขาได้ดีพอ ขนาดตัวเองเรายังรู้จักได้ไม่ดีพอเลย

ดังนั้นโปรดระวังเวลาที่เรากำลังพูดถึงคนอื่น

เพราะมันเป็นการพูดถึงตัวเองอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

ทำเรื่องง่ายก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องยาก

20190922

ในชีวิตส่วนตัวและในเรื่องการงาน มีหลายอย่างที่การทำแต่เนิ่นๆ นั้นง่ายกว่ามาก

ยกตัวอย่างเช่นการจองสถานที่จัดงานปีใหม่ให้กับบริษัทที่มีพนักงานหลายร้อยหรือนับพันคน

ถ้าเราเริ่มหาสถานที่ก่อนวันจัดงานประมาณ 6 เดือน เราจะ “สวยเลือกได้” ทั้งในแง่สถานที่และงบประมาณ

แต่ถ้าเรามาหาสถานที่ก่อนวันจัดงานแค่เดือนเดียว ตัวเลือกจะเหลือเพียงน้อยนิด ราคาก็อาจบานปลาย ตวามเครียดยังพุ่งสูงปรี๊ด

อีกตัวอย่างนึงที่หลายคนน่าจะเคยประสพกับตัวเอง ก็คือการไม่ยอมเติมน้ำมันตอนที่มันเหลือสามขีด มารู้ตัวอีกทีตอนที่ไฟมันกะพริบเตือนแล้ว แถมบางครั้งยังรถติดอยู่บนทางด่วนอีก ต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง ถ้าน้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา แผนการทั้งหมดของวันนั้นย่อมกระทบตามไปด้วย

การปล่อยให้งานที่มันควรจะง่ายกลายเป็นงานยาก จึงถือเป็นการทำร้ายตัวเองที่น่าเขกหัว

สำรวจ to do list ของเราดูนะครับว่ามีเรื่องง่ายๆ เรื่องไหนที่อาจจะกลายร่างเป็นเรื่องยากในอนาคตบ้าง

เมื่อพบแล้วก็จัดการให้อยู่หม้ดเลยนะครับ

อนาคตนั้นยาวไกล อดีตนั้นใกล้นิดเดียว

20190921_faraway

เมื่อวานซืน เฟซบุ๊คมีภาพขึ้นมาเตือนว่า 7 ปีที่แล้วผมไปกินข้าวกับเพื่อนสมัยม.ต้น

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ทุกคนในรูปยังโสด มาวันนี้เกือบทุกคนแต่งงานมีลูกวิ่งได้กันหมดแล้ว

เวลาบนโลกผ่านไป 7 ปี แต่เวลาในใจเหมือนผ่านไปแค่ปีเดียว

—–

อีกเดือนนิดๆ “ปรายฝน” ลูกคนโตของผมก็จะอายุครบ 4 ขวบ

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ปรายฝนถามแทบทุกสัปดาห์ว่าเมื่อไหร่จะได้เป่าเค้กวันเกิด คำตอบของผมก็ไล่มาตั้งแต่ “อีก 3 เดือน” “อีก 2 เดือนกว่าๆ” “อีกประมาณ 2 เดือน” “อีกเดือนกว่าๆ”

ปรายฝนเฝ้าเพียรถามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และคงคิดในใจว่าทำไมวันเกิดยังมาไม่ถึงซักที

—–

เมื่อวานซืนตอนที่รับปรายฝนกลับจากโรงเรียน ปรายฝนบอกว่าอยากขับรถ ถามผมว่าเมื่อไหร่เขาจะขับรถได้เหมือน daddy บ้าง

ผมตอบไปว่าน่าจะอีกอย่างน้อย 10 ปี ปรายฝนต้องตัวโตกว่านี้ ขาต้องยาวกว่านี้ถึงจะเหยียบคันเร่ง-เหยียบเบรคถึง

ปรายฝนเงียบไป คงไม่ค่อยเข้าใจความหมายว่า 10 ปีนั้นนานแค่ไหน

แต่ถ้า 3 เดือนยังนานจนรอแทบไม่ไหว 10 ปีสำหรับปรายฝนคงไม่ต่างอะไรกับอนันตกาล

—–

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเราเคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสงเท่าใด เวลาก็จะยิ่งเดินช้าลงเท่านั้น

ชีวิตวัยเด็กนั้นเคลื่อนที่เร็ว เพราะเด็กได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ มากมาย มีอะไรให้เรียนรู้ได้ทุกวัน ทุกอย่างเป็นเรื่องอัศจรรย์และน่าค้นหา เวลาของพวกเขาจึงเดินช้ากว่าคนแก่ที่ชีวิตแต่ละวันเหมือนกันไปหมด ไม่มีอะไรให้ตื่นตา ไม่ค่อยมีสิ่งใดให้น่าจดจำ

สำหรับเด็กวัย 4 ขวบที่เดินทางใกล้ความเร็วแสง เวลา 10 ปีที่รออยู่ข้างหน้าจึงดูเหมือนไกลแสนไกลราวกับเป็นอนันตกาล

สำหรับวัยกลางคนอย่างผม เวลา 10 ปีที่ผ่านไปแล้วนั้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ส่วน 10 ปีข้างหน้า แม้จะรู้สึกว่ายาวนานกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ยาวนานเหมือนอย่างที่เคยรู้สึกตอนเด็กๆ อีกต่อไปแล้ว

และเมื่อวันที่ชีวิตเดินทางถึงบั้นปลาย ผมก็อาจรู้สึกว่า 10 ปี, 40 ปี หรือแม้กระทั่ง 80 ปีที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว

คำถามต่อมาก็คือเราจะพอทำอะไรได้บ้าง?

หนึ่ง เราควรอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องโหยหาอดีต และอย่ากังวลถึงอนาคตให้มากนัก เดี๋ยวมันก็จะมาถึงและจะกลายเป็นอดีตอย่างรวดเร็ว

สอง พาตัวเองไปเจอสิ่งใหม่ๆ คงไว้ซึ่งความไร้เดียงสา ดังคำของสตีฟ จ๊อบส์ที่ว่า stay hungry, stay foolish.

สาม ให้เวลากับคนในครอบครัว เด็กน้อยยังต้องการเพื่อนร่วมทางไปสู่อนาคตที่ทอดยาว ส่วนพ่อแก่แม่เฒ่าก็ต้องการความทรงจำที่ดีสำหรับอดีตที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพราะอนาคตนั้นยาวไกล ส่วนอดีตนั้นใกล้นิดเดียวครับ