สิ่งที่ควรรีบทำเมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์

ในหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ได้กล่าวถึง “4 พญามาร” ที่เป็นโรคไม่ติดต่อแต่ส่งผลให้คนในยุคนี้เสียชีวิตได้มากมาย

4 พญามารนั้นได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม

ใน 4 ตัวนี้ โรคสมองเสื่อมเป็นตัวที่น่าหนักใจที่สุด เพราะป้องกันได้ยากและยังไม่มีหนทางรักษา เมื่อเป็นแล้วเรามักทำได้แค่การประคับประคองและดูแลกันไปเท่านั้น

โรคสมองเสื่อมไม่ได้ทำลายผู้ป่วยก่อน เพราะถึงจุดหนึ่งผู้ป่วยจะเข้าสู่สภาวะไม่รับรู้อะไร และมีความสุขในโลกของตัวเอง คนที่รับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยต่างหากที่จะพังเสียก่อน

มีบทความหนึ่งใน Substack ของคุณ Vance Frost ที่ว่าอะไรบ้างที่เราควรรีบทำในช่วง 90 วันแรกหลังจากที่คนในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อม

จึงขอสรุปเนื้อหามาบางส่วน เพื่อช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมใจ รวมถึงได้กลับมาอ่านใหม่เพื่อใช้เป็นแนวทางในวันที่โชคไม่เข้าข้างเราครับ

1. ทำหนังสือมอบอำนาจ

เพื่อให้เรามีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินได้อย่างเบ็ดเสร็จ แน่นอนว่ามันอาจดูเหมือนการฮุบสมบัติ แต่มันอาจดีกว่าการที่เราต้องไปให้การต่อหน้าผู้พิพากษาว่าทำไมเราถึงมีสิทธิ์ขายบ้านหลังนี้เพื่อนำเงินมาดูแลพ่อแม่

การขอเป็นผู้อนุบาลผ่านศาลต้องใช้เงินมากมายและเสียเวลาเป็นปี แต่การทำหนังสือมอบอำนาจตั้งแต่วันนี้ใช้เงินเพียงไม่กี่บาท

2. จำกัดการใช้เงิน

ผู้ป่วยสมองเสื่อมคือเหยื่ออันโอชะของมิจฉาชีพ ยิ่งในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยสแกมเมอร์ยิ่งอันตรายเป็นเท่าตัว เราจึงต้องระวังอย่าให้ผู้ป่วยมีบัตรเครดิต อย่าให้มีเงินในแอปธนาคารมากเกินไป บล็อกการกู้เงินออนไลน์ และหมั่นเช็คว่าเขาเผลอสมัครบริการอะไรในมือถือของเขาหรือเปล่า

3. ปรับเปลี่ยนพื้นที่

ให้คิดภาพว่าบ้านของเราเต็มไปด้วยกับระเบิด และความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดคือการที่ผู้ป่วยหกล้มจนกระดูกสะโพกหัก เราต้องเอาพรมออกให้หมดเพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการลื่นล้ม ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ และควรทำพื้นห้องน้ำให้ไม่ลื่น อาจต้องเสียเงินหลักพันหรือหลักหมื่นในตอนนี้ แต่ยังถูกกว่าค่ากายภาพบำบัดเป็นสิบเท่า

4. ติดป้ายไว้ทุกที่

เวลาออกไปข้างนอก ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะหลงทางหรือไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน และจะกลับบ้านยังไง การให้ท่านพกโทรศัพท์มือถืออย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะท่านอาจจะลืมไว้ที่ไหนก็ได้ เราควรมีระบบติดตามตัว (GPS tracker) ที่ไม่ได้แค่ใส่ไว้ในกระเป๋าแต่ควรฝังติดไปกับรองเท้า และควรติดป้ายชื่อและเบอร์ติดต่อไว้บนเสื้อผ้าทุกชิ้น (ใช้แบบรีดติดผ้าถาวรไปเลยก็ดี)

5. พึ่งพาจิตแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเปลี่ยนไป ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน เริ่มมีอาการก้าวร้าว ถือของมีคมเดินไปเดินมา หรือเริ่มขว้างปาสิ่งของ การที่เราพยายามนั่งลงพูดคุยกับเขาดีๆ จะไม่ช่วยอะไร เพราะมันเป็นความผิดปกติของสมองส่วนหน้า เราต้องพาเขาไปหา “จิตแพทย์ผู้สูงอายุ” (Geriatric Psychiatrist) เพื่อให้ช่วยจัดยาให้

6. อย่าหวังพึ่งสวัสดิการรัฐ

รัฐอาจช่วยค่าหมอได้บ้าง แต่รัฐจะไม่ได้ช่วยเรื่องค่าคนดูแล ทั้งการอาบน้ำ ป้อนข้าว เปลี่ยนผ้าอ้อม เราต้องควักเงินจ้างคนดูแล หรือไม่ก็ลาออกจากงานมาดูแลท่านเอง (ซึ่งสุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลย)

7. เล่นไปตามบท

ถ้าท่านเห็นผีอยู่ที่มุมห้อง อย่าไปพยายามอธิบายว่ามันไม่มีอยู่จริง เราทำได้เพียงช่วยไล่มันออกไปซะ

8. เลิกคาดหวังว่าพ่อแม่ของเรายังอยู่

นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุด เราต้องโยน “เด็กน้อยในตัวเรา” ทิ้งไป เด็กน้อยที่ยังโหยหาการยอมรับและแววตาที่คุ้นเคยจากพ่อแม่ เพราะคนที่เลี้ยงดูเรามาจะค่อยๆ จากเราไปทีละน้อย เหลือเพียงร่างกายที่ยังดำเนินไปตามกลไกของชีวิต

สิ่งสำคัญคือเราควรมีเมตตาให้มาก อย่าตำหนิตัวเองเวลาที่เราหงุดหงิด และอย่าคาดหวังคำขอบคุณ จงสวมวิญญาณของยอดมนุษย์ที่มีจุดมุ่งหมายในการดูแลท่านให้ปลอดภัย รักษาจิตใจตัวเองให้มั่นคง และดูแลทรัพย์สินไม่ให้ร่อยหรอ

ผมเองไม่ได้มีประสบการณ์ตรง และเนื้อหาที่นำมาแชร์ด้านบนก็เป็นของต่างประเทศ อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนหรือทุกสถานการณ์ ดังนั้นสามารถท้วงติงและให้ความเห็นเพิ่มได้เลยนะครับ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตครับ


ป.ล. ภาวะสมองเสื่อมมีหลายประเภท โรคอัลไซเมอร์เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด

ขอบคุณเนื้อหาจาก

Vance Frost: Your Parent Has Dementia. Here’s the $405,000 Survival Guide Nobody Gave You.

Outlive ตอนที่ 4 – โรคอัลไซเมอร์

ความหรูหราที่มีเวลาจำกัด

เมื่อวานนี้ผมกับภรรยาพาพ่อกับแม่ไปกินข้าวเที่ยงเนื่องในโอกาสที่พ่อเพิ่งอายุครบ 75 ปีในสัปดาห์ที่ผ่านมา

เราถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้หลายช็อต แต่ช็อตที่ชอบที่สุดคือรูปที่ลูกๆ “ปรายฝน” และ “ใกล้รุ่ง” ถ่ายกับคุณปู่คุณย่า

นานๆ จะได้เห็น baby boomers กับ Gen Alpha อยู่ในภาพเดียวกันโดยไม่มีเจนอื่นคั่นกลาง

เมื่อมองดูภาพถ่ายผมก็ตระหนักได้ว่า การที่พ่อแม่ของผมได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับหลานๆ ถือเป็น luxury อย่างหนึ่ง

เพราะไม่ใช่ทุกคนในวัยผมจะมีโอกาสแบบนี้ บางคนพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว บางคนอยากมีลูกแต่มีไม่ได้

กลับถึงบ้านตอนบ่ายๆ ผมนอนอ่านหนังสือแป๊บนึงแล้วผลอยหลับไป ตื่นมาเย็นๆ มองเห็นใกล้รุ่ง เลยเล่นต่อสู้กันเล็กน้อย

มีช่วงหนึ่งที่ผมนอนหงาย ใช้มือและเท้ายกใกล้รุ่งขึ้นทำท่าเครื่องบิน ใกล้รุ่งหัวเราะชอบใจ

ชั่วขณะที่ผมพินิจหน้าใกล้รุ่งที่กำลังเบิกบาน ผมก็ตระหนักได้อีกอย่างหนึ่งว่าช่วงเวลาที่เราจะได้เล่นกันแบบนี้เหลืออีกไม่มากนัก ปลายปีใกล้รุ่งจะอายุครบ 6 ขวบ อีกสามปีเขาก็คงตัวโตเกินกว่าที่ผมจะจับเขาทำท่าเครื่องบินได้ หรือแม้ผมจะยังพอทำไหว ก็ไม่รู้ว่าใกล้รุ่งจะยังอยากเล่นอะไรแบบนี้อยู่รึเปล่า

ผมเคยเขียนเอาไว้ว่า เราจะอยากได้แต่สิ่งที่เรายังไม่มี พอเรามีมันแล้ว เราจะเห็นคุณค่ามันน้อยลง เราจะ take it for granted เพราะคิดว่าจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ ขอเอาเวลาไปไล่ล่าสิ่งอื่นก่อน

แต่ของบางอย่างผ่านแล้วผ่านเลย ทั้งพ่อแม่ที่ยังแข็งแรง ทั้งลูกเล็กที่ยังสนุกกับการเล่นกับเรา เมื่อถึงวันที่พ่อแม่ไม่อยู่ หรือวันที่ลูกมีโลกของตัวเอง ต่อให้เรามีเงินเดือนเท่าไหร่ หรือมีทรัพย์สินมากขนาดไหนก็ไม่อาจหาซื้อมันได้อีก

มองดูให้ดีว่าเรามีอะไรเป็นความหรูหราที่แม้คนรวยกว่าเราก็ไม่อาจเข้าถึง

หากเราเห็นคุณค่าและใช้โอกาสอย่างเต็มที่ ก็คงไม่มีอะไรที่ค้างคา และไม่มีอะไรให้เสียดายครับ

วิธีง่ายๆ ที่จะเป็นผู้ชายที่ดีขึ้น

(จริงๆ วิธีนี้ก็ใช้สำหรับผู้หญิงได้เช่นกัน แค่อยากตั้งชื่อหัวข้อให้คล้องจองครับ)

เวลาผมฟังสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จว่าใครเป็นแบบอย่างในชีวิตหรือคนที่เขาชื่นชม เกิน 50% จะมี “พ่อ” หรือ “แม่” เป็นคำตอบ

บุคคลเหล่านี้มักจะพูดถึงพ่อหรือแม่ในเชิงของความเป็นคนไม่ยอมแพ้ ความอดทน ความใฝ่รู้ ความทุ่มเท

ถ้ามองว่าคนประสบความสำเร็จคือฮีโร่

พ่อแม่ของคนเหล่านี้ก็คือฮีโร่ของฮีโร่

แต่ผมเดาว่า สำหรับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูก อาจจะเป็นญาติ เพื่อน หรือเพื่อนที่ทำงาน “ฮีโร่ของฮีโร่” เหล่านี้อาจจะเป็นเพียงคนธรรมดาในสายตาของพวกเขา

สมมติว่าในสายตาของลูก ให้คะแนนพ่อแม่ตัวเอง 90 เต็ม 100

ในสายตาของเพื่อน อาจจะให้คะแนนคนเหล่านี้แค่ 70 เต็ม 100

20 คะแนนที่เป็นส่วนต่าง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า discrepancy นี้มาจากไหน?

แน่นอนว่าการเป็นพ่อแม่นั้นมีแต้มต่อ เพราะพ่อแม่เป็นครูคนแรก และเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของลูก (ถ้าได้เลี้ยงลูกเอง) ดังนั้นก็จะได้คะแนนมากกว่าปกติอยู่แล้ว สมมติว่าปัจจัยส่วนนี้อธิบาย 10 คะแนนจาก 20 คะแนนที่ต่างกันอยู่

แล้วอีก 10 คะแนนที่เหลือมาจากไหน? ขอทดประเด็นนี้ไว้ก่อน


คุณพศิน อินทรวงค์ เคยเล่าเรื่องเปรียบเทียบเด็กสองคนที่เรียนเก่งทั้งคู่

คนแรกนั้นอยากสอบได้ที่ 1 เพราะมีนิสัยไม่ชอบยอมแพ้และต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขานั้นเหนือกว่าทุกคนในห้อง

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนเด็กคนที่สองนั้นก็อยากสอบได้ที่ 1 เหมือนกัน เพราะเห็นว่าพ่อแม่ทำงานเหนื่อย อยากทำอะไรให้ท่านภูมิใจ

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน

มองเผินๆ ดูจะเหมือนกัน การกระทำเดียวกัน และน่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน

แต่มันมีความแตกต่างที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง

ถามว่าเด็กคนแรกจะยอมติวหนังสือให้เพื่อนช่วงก่อนสอบรึเปล่า คำตอบคืออาจจะไม่ เพราะไม่อยากมีคู่แข่งเพิ่ม

แต่เด็กคนที่สองมีแนวโน้มที่จะติวหนังสือให้เพื่อน เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่การสอบได้ที่ 1 เป้าหมายคือการเป็นลูกที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ


ผมได้รับโอกาสไปเรียนมัธยมปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์ช่วงปี 1994-1997

ที่นิวซีแลนด์มีเรียนสามเทอม ผมเริ่มไปเรียนเทอมที่สามคือประมาณเดือนกันยายนปี 1994

ปรากฎว่าเดือนธันวาคมที่สอบปลายภาค ผมสอบตกทุกวิชายกเว้นวิชาเลข ส่วนหนึ่งเพราะภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรง อีกส่วนหนึ่งเพราะข้อสอบนั้นรวมเนื้อหาของทุกเทอม

พอกลับถึงเมืองไทย พ่อแม่มารับที่ดอนเมือง ระหว่างนั่งรถ ผมแจ้งให้พ่อแม่ทราบเรื่องผลสอบ จำได้ว่าพ่อแม่ไม่ได้ถามหรือพูดอะไรเยอะ แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความผิดหวังและความกังวล

พอผมกลับไปเรียนอีกครั้งตอนต้นปี 1995 ผมก็เลยตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ และทำผลการเรียนได้ดีอย่างสม่ำเสมอจนจบมัธยมปลาย

การไปเรียนเมืองนอกสมัยนั้นมีอิสระค่อนข้างเยอะ อยู่ไกลหูไกลตาพ่อแม่ โทรกลับบ้านแค่เดือนละหนึ่งครั้งเพราะยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เป็นการง่ายมากที่จะเถลไถล

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญที่สุดที่ผมตั้งใจเรียนมันเกิดจากความรู้สึกที่ไม่อยากทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวังอีกนี่แหละ


กลับมาที่เรื่องฮีโร่ของฮีโร่ ที่พ่อแม่จะได้คะแนนจากลูกมากกว่าจากคนอื่น

สัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับความเป็นพ่อเป็นแม่ คือเราอยากเป็นคนที่ดีในสายตาลูก

หลายคนกลับมาดูแลตัวเอง หลายคนเลิกสูบบุหรี่ หลายคนเลิกเจ้าชู้ หลายคนใจเย็นลง หลายคนตั้งใจทำมาหากิน หลายคนเริ่มคาดเข็มขัดเวลานั่งเบาะหลัง

แน่นอนว่าความพยายามนี้มันไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ บางทีก็มีหลุด มีอารมณ์เสีย มีไม่ใส่ใจเขาเท่าที่ควร ซึ่งมันไม่ได้แสดงว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้ มันแค่แสดงว่าเราเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง

การที่พ่อแม่อยากเป็นคนที่ดีในสายตาลูก หรือการที่ลูกไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง มันคือการ “ออกแรงเป็นพิเศษ” เพื่อคนที่เรารัก

ดังนั้น ผมเลยคิดว่าวิธีที่จะเป็นผู้ชาย (หรือผู้หญิง) ที่ดีขึ้น ก็คือการหาใครสักคนที่เราไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง – find someone you don’t want to let down.

คนใกล้สุดก็คงเป็นพ่อ แม่ ลูก หรือคู่ชีวิต

แต่ถ้าเราไม่มีหรือเลือกไม่ได้ ก็อาจจะเป็นคนอื่นที่เราอาจไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เรารักและเคารพเขามากพอที่เราอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อเขาครับ

วุ้นแปลภาษาที่เรียกว่าความสัมพันธ์

ในการ์ตูนโดราเอมอน จะมีของวิเศษอย่างหนึ่งที่ว้าวมาก นั่นคือวุ้นแปลภาษา

พอกินวุ้นเข้าไปแล้ว จะสามารถคุยกับคนทุกชาติทุกภาษาได้ แม้แต่กับสิงสาราสัตว์ก็คุยรู้เรื่อง

วันก่อนนี้ผมเขียนเรื่อง “วิธีให้ฟีดแบ็คลูกน้องแบบ Radical Candor” ซึ่งเน้นว่าลูกน้องต้องรู้ก่อนว่าเราแคร์ เราถึงจะพูดตรงๆ กับเขาได้

เพราะความหมายไม่ได้อยู่แค่ในคำพูด แต่อยู่ในคนพูดด้วย

ถ้าเรารู้ว่าคนพูดนั้นแคร์ เราย่อมแปลความไปในทางบวก

ถ้าเรารู้ว่าคนพูดนั้นไม่แคร์ เราย่อมแปลความไปในทางลบ แม้ว่าจะใช้คำพูดเดียวกันก็ตาม

เพราะสิ่งที่ประกอบอยู่ในถ้อยคำ คือโทนเสียง สีหน้าท่าทาง และพลังงานที่ปล่อยออกมา

ความสัมพันธ์จึงเป็นวุ้นแปลภาษาที่ทรงพลังอย่างมาก

ฝรั่งมีประโยคที่ว่า It’s not what you say, it’s how you say it – พูดอะไรไม่สำคัญเท่าพูดอย่างไร

ผมอยากเสริมอีกหนึ่งประโยค – It’s not what you say, it’s who says it – พูดอะไรอาจไม่สำคัญเท่าใครเป็นคนพูด

เรื่องบางเรื่องที่บ้าน คนในครอบครัวพูดกลับไม่ฟัง แต่ให้คนนอกพูดเขากลับฟัง

เรื่องบางเรื่องที่ทำงาน เราพูดแล้วบางคนไม่(ยอม)เข้าใจ แต่พอให้นายใหญ่พูดเขากลับเข้าใจได้ง่ายดาย

ถ้าเรารู้สึกว่าไม่อาจเข้าถึงใครบางคน คงต้องกลับมาสำรวจตัวเราก่อน ว่ามีวิธีพูดที่ดีกว่านี้มั้ย

แต่ถ้าปรับแล้วยังไม่เห็นผล อาจต้องลองเปลี่ยนคนพูดแล้วล่ะครับ


ขอบคุณภาพจาก Doraemon Wiki : Translation Tool

ความเจ็บปวดในวัยเด็กของ Will Smith

ธรรมดาผมจะไม่ค่อยเขียนเรื่องดารา
 
แต่วันนี้เห็นข่าว Will Smith ตบ Chris Rock บนเวทีออสการ์ หลังจากที่ Chris Rock พูดจาล้อเลียนภรรยาของเขาที่โกนหัว ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทที่ 1 ของหนังสือ “Will” อัตชีวประวัติที่ Will Smith ร่วมกันเขียนกับ Mark Manson
 
ผมขอยกบางส่วนมาไว้ตรงนี้ครับ
 
—–
 
บทที่ 1 – ความหวาดกลัว
 
ผมมองตัวเองว่าเป็นคนขี้ขลาดมาโดยตลอด ความทรงจำวัยเด็กของผมเกือบทั้งหมดมักจะเป็นตอนที่ผมกลัว กลัวเด็กคนอื่น กลัวเจ็บ กลัวอับอาย กลัวถูกมองว่าอ่อนแอ
 
แต่ส่วนใหญ่ในความทรงจำนั้น คือผมกลัวพ่อผมเอง
 
ตอนที่ผมอายุ 9 ขวบ ผมยืนมองพ่อต่อยแม่อย่างแรงจนแม่ล้มลงไปกองกับพื้น และแม่ถ่มน้ำลายออกมาเป็นเลือด
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องนอนคืนนั้น คือห้วงขณะที่หล่อหลอมตัวตนของผมมากกว่าห้วงขณะใดในชีวิต
 
ทุกอย่างที่ผมทำนับตั้งแต่วันนั้น ทั้งรางวัลและเกียรติยศ สปอตไลท์และความสนอกสนใจ บทบาทการแสดงและเสียงหัวเราะ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคำขอโทษทางอ้อมที่ผมมีให้แม่ที่คืนนั้นผมไม่ได้ทำอะไรเลย ที่ผมทำให้แม่ผิดหวัง ที่ผมไม่กล้าประจันหน้ากับพ่อ
 
ที่ผมขี้ขลาด
 
คนที่คุณได้รู้จักในนามของ Will Smith ผู้กำราบมนุษย์ต่างดาว ดาราหนังอันน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นแค่เพียงสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างระมัดระวังเพื่อปกป้องตัวผมเอง เพื่อซ่อนตัวผมจากโลกภายนอก เพื่อซ่อนไอ้ขี้ขลาดคนนี้
 
—–
 
ผมมีชื่อเต็มๆ ว่า Willard Carroll Smith II
 
พ่อก็ชื่อ Willard เหมือนกัน
 
พ่อเกิดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) และเคยรับราชการทหาร ดังนั้นเขาจึงมองทุกอย่างเป็น mission และเข้มงวดกับทุกคนในครอบครัว
 
ครั้งหนึ่งพ่อเคยใช้ผมไปซื้อบุหรี่ แต่ขากลับผมเจอเพื่อนที่มีของเล่นใหม่ เลยแวะคุยอยู่นานจนพ่อมาตาม
 
“แกทำอะไรอยู่เนี่ย? ฉันบอกให้แกมาทำอะไร?”
 
“ผมรู้ครับพ่อ แต่ผม-“
 
“บ้านเราใครคุม?”  (Who’s in charge?)
 
“พ่อหมายความว่าไงครับ”
 
“บ้านเราใครคุม ฉันหรือแก?”
 
“…พ่อเป็นคนคุมครับ”
 
“ถ้ามีผู้คุมสองคน ทุกคนจะตายกันหมด!! ถ้าแกจะเป็นคนคุมก็บอกฉันด้วย ฉันจะได้ให้แกเป็นหัวหน้า”
 
แล้วพ่อก็พูดต่อ
 
“เวลาฉันส่งแกมาทำภารกิจ มันมีทางออกได้แค่สองทาง หนึ่งคือแกทำภารกิจเสร็จสมบูรณ์ หรือสองก็คือแกตาย แกเข้าใจฉันมั้ย?”
 
“เข้าใจครับพ่อ”
 
แล้วพ่อก็ลากคอผมกลับบ้าน

—–
 
แม้ทุกคนในครอบครัวต้องเจ็บปวดกับความรุนแรงของพ่อ แต่แม่นั้นต้องรับมือกับพ่อมากกว่าใครทั้งหมด ถ้ามีสองคนเป็นผู้คุม ทุกคนจะตาย ดังนั้นแม่จึงไม่สามารถคุมอะไรในบ้านได้เลย
 
แต่แม่ของผมไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาสั่งได้ง่ายๆ แม่มีการศึกษาและหัวรั้น มีครั้งหนึ่งที่พ่อตบแม่ แล้วแม่ก็พูดกับพ่อว่า
 
“โอ้ พ่อชายชาตรี คิดว่าตบผู้หญิงแล้วจะทำให้เธอเป็นลูกผู้ชายหรือไง?”
 
แล้วพ่อก็ตบแม่อีกครั้งจนแม่ล้มลงไปกอง
 
แม่ลุกขึ้นมาสบตากับพ่อและพูดอย่างสงบว่า
 
“เธอจะตบจะตีฉันยังไงก็ได้ แต่อย่าคิดว่าจะทำให้ฉันเจ็บได้นะ” (“Hit me all you want, but you can never hurt me.”)
 
—–
 
พี่น้องทุกคนต่างจำคืนที่พ่อต่อยแม่ในห้องนอนได้ และแต่ละคนก็มีปฏิกิริยาแตกต่างออกไป
 
แฮร์รี่ ซึ่งแม้ตอนนั้นจะอายุแค่ 6 ขวบ แต่เขาก็พยายามจะเข้ามาขวางและปกป้องแม่ เขาจะทำอย่างนี้อีกหลายครั้งตลอดหลายปี ซึ่งบางครั้งเขาก็ทำสำเร็จ แต่สำหรับคืนนั้น แค่พ่อผลักแฮร์รี่ก็กระเด็นแล้ว
 
แฮร์รี่ได้เรียนรู้บทเรียนที่แม่ค้นพบเกี่ยวกับความเจ็บปวด เขาเจอสิ่งหนึ่งในตัวเขาที่ไม่อาจมีใครแตะต้องได้ นั่นก็คือต่อให้คุณจะตบจะตีเขาเท่าไหร่ คุณก็ไม่มีทางทำให้เขาเจ็บได้
 
แฮร์รี่เคยตะโกนใส่พ่อว่า “ถ้าอยากให้ผมหยุด พ่อต้องข้ามศพผมไปก่อน”
 
ในคืนเดียวกันนั้น เอลเลนพี่สาวของผมวิ่งไปซ่อนอยู่บนเตียง นอนตัวขด เอานิ้วอุดหูและร้องไห้ เธอจำได้ว่าคืนนั้นพ่อเดินผ่านมาที่ห้องนอนของเธอ พอได้ยินเสียงร้อง พ่อก็ถามว่า “จะร้องหาพระแสงอะไร”
 
หลังจากนั้นเอลเลนก็ตีตัวออกห่างจากทุกคน พอเริ่มโต เธอจะออกตระเวนราตรี กินเหล้าและสูบบุหรี่และไม่เคยโทรบอกใครว่าเธออยู่ที่ไหน
 
ส่วนผม หลังจากคืนนั้น ผมก็กลายเป็นคนชอบเอาอกเอาใจ เพราะผมเชื่อว่าถ้าทำให้พ่อหัวเราะและยิ้มได้ พวกเราทุกคนจะปลอดภัย เด็กชาย 9 ขวบในตัวผมตีความว่าความรุนแรงของพ่อนั้นเป็นความผิดของผมเอง
 
และไอ้ความต้องการอย่างยิ่งยวดที่จะเอาใจคนอื่น ทำให้คนอื่นหัวเราะ และดึงความสนใจออกห่างจากสิ่งที่อัปลักษณ์ และมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่สวยงาม นั่นแหละคือจุดกำเนิดของ entertainer ในตัวผม
 
แต่ในคืนวันนั้น ในห้องนอนห้องนั้น ที่ผมยืนตรงทางเดินแล้วเห็นกำปั้นของพ่อกระแทกกับใบหน้าของผู้หญิงที่ผมรักที่สุดในโลก ผมเห็นแม่ล้มลงไปกองกับพื้นและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผมได้แค่ยืนตัวแข็งทื่อ
 
ผมเป็นคนขี้กลัวมาตลอด แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมตระหนักถึงการไม่ทำอะไรเลยของตัวเอง ผมเป็นลูกชายคนโต ผมยืนห่างจากตรงนั้นไม่ถึง 10 เมตร ผมเป็นเพียงคนเดียวที่จะช่วยแม่ได้
 
แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
 
นั่นคือจุดที่อัตลักษณ์นั้นฝังแน่นอยู่ในใจ เข้าไปในชั้นล่างสุดของตัวตน เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจสลัดทิ้ง
 
ไม่ว่าผมจะทำอะไร ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ไม่ว่าจะมีเงินเยอะเท่าไหร่ มีเพลงฮิตติดชาร์ตกี่เพลง หรือทำลายสถิติไปแล้วกี่ครั้ง มันก็ยังมีความรู้สึกอันเงียบงันที่สั่นไหวอยู่ลึกๆ ในใจผม ว่าผมมันเป็นไอ้ขี้ขลาด ผมมันล้มเหลว
 
ผมขอโทษ – แม่ครับ ผมขอโทษ
 
“รู้มั้ยว่าเวลามีคนคุมสองคนจะเกิดอะไรขึ้น? เวลามีคนคุมสองคน ทุกคนจะตายกันหมด!”
 
ค่ำคืนนั้น ในห้องนอนห้องนั้น ในวัยเพียง 9 ขวบ ผมเฝ้ามองแม่ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับครอบครัวที่พังทลายลง
 
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมได้ตัดสินใจ และผมได้ให้คำมั่นสัญญาอันเงียบงันกับแม่ กับคนในครอบครัว และกับตัวผมเอง
 
ซักวันหนึ่ง ผมจะเป็นคนคุมเกม (One day, I would be in charge.)
 
และผมจะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด (And this would never, ever happen again.)
 

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Will by Will Smith and Mark Manson