ใช้ชีวิตให้ถูกกาลเทศะ

20181023c

กาล = เวลา
เทศ = ถิ่นที่

ถ้านี่เป็นเวลางาน และเรากำลังอยู่ที่ทำงาน เราก็ควรจะมีสมาธิกับการทำงานให้มากที่สุด

แต่พอเวลากลับถึงบ้านแล้ว เป็นเวลาเลิกงานแล้ว รายล้อมไปด้วยคนที่เรารักแล้ว เราก็ควรใส่ใจกับคนที่บ้านให้มากที่สุด

ความยุ่งเหยิงของชีวิตคนเมืองและการเชื่อมต่อของอินเตอร์เน็ต ทำให้เราใช้ชีวิตไม่ค่อยถูกกาลเทศะ

อยู่ที่ทำงานก็มัวแต่ห่วงเรื่องที่บ้าน พอกลับถึงบ้านก็เปิดคอมทำงาน

เมื่อกายกับใจอยู่คนละที่ มันก็เลยไม่เต็มที่กับอะไรซักอย่าง

มาใช้ชีวิตให้ถูกทั้งกาละและเทศะ

อยู่ที่ทำงานก็ขอให้อยู่ที่ทำงาน

อยู่ที่บ้านก็ขอให้ได้อยู่บ้านจริงๆ ครับ

Easy Pass ด่านอโศก ลด 5 บาทแล้วนะครับ

20181031_easypass

สวัสดีครับ

เมื่อวานนี้ผมได้ไปร่วมงานแถลงข่าวของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะออกแคมเปญดังนี้

  • ผู้ใช้ Easy Pass วิ่งผ่านด่านอโศก ลดราคาจาก 50 บาทเหลือ 45 บาท
  • เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนคือ 6.00-9.00 ในวันธรรมดา
  • บัตร MPass ก็ลดเช่นกัน
  • เริ่ม 1 พ.ย. – 28 ธ.ค. 2561

เหตุผลที่ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน เพราะเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความ “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!” เอาไว้ ซึ่งผมเสนอว่าถ้าเรารณรงค์ให้คนที่ใช้ทางด่วนด่านอโศกในชั่วโมงเร่งด่วนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่ม 3,000 คัน จะบรรเทารถติดไปได้ไม่น้อย

ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์บทความนี้ รวมถึงคุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ เจ้าของเพจคิดด้วยภาพ The Back of thee Napkin Thailand ที่นำเรื่องราวมาเล่าใหม่ให้เข้าใจได้ง่าย จนถึงหู (ถึงตา) คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคที่นำไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูหลายแสนคน  และน่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคลอดแคมเปญนี้ออกมา

มีสามประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในบทความนี้

1. ทำไมการทางพิเศษถึงทำแค่ด่านเดียว?
การทางพิเศษมีสัญญาสัมปทานผูกมัดอยู่ จึงไม่อาจลดแลกแจกแถมตามอำเภอใจได้ รายได้ที่ต้องแบ่งให้กับ BEM (ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง BMCL หรือ รถไฟฟ้ากรุงเทพ กับ BECL หรือ ทางด่วนกรุงเทพ) ต้องไม่กระทบ ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ การทางพิเศษจะถือว่าเป็นงบการตลาด

ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าการทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 6000 คัน x 5 บาท x 40 วันทำงาน = 1.2 ล้านบาท ซึ่งผมว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับการลองชิมลาง เพราะแม้ว่าจะมีคนใช้ Easy Pass เพิ่มก็อาจจะยังติดอยู่ดีก็ได้  แต่ถ้าทำแล้วส่งผลดี เขาก็จะได้มีงบเหลือไปลองทำกับด่านอื่นๆ ดูบ้าง

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 คือพื้นผิวการจราจรที่มีไม่เพียงพอ รวมถึงการจัดการจราจรด้วย (มีรถที่ผ่านด่าน 25 บาทมาแล้วต้องเบี่ยงซ้ายลงพระราม 9 ในขณะที่ก็มีรถที่มาจากทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ที่ต้องการเบี่ยงขวาเข้าเส้นทางหลัก ทำให้บางทีตำรวจต้องหยุดการจราจรและทำให้รถติดไปจนถึงด่าน 25 บาท)

2. ที่ต้องทนใช้เงินสดเพราะต้องนำใบเสร็จไปเบิกบริษัท
มีหลายบริษัทเปิดให้พนักงานนำ “รายงานข้อมูลการใช้บัตร” Easy Pass มาเบิกได้แล้วนะครับ หน้าตาประมาณนี้ครับ

2018-10-31 07_11_02-EasyPassUsage_2018-10-31_07_10_56.pdf

ซึ่งผมว่าน่าเชื่อถือและจัดการง่ายกว่าใบเสร็จที่ได้จากการจ่ายเงินสดอีก

ลองไปคุยกับทีมบัญชีหรือเจ้าของบริษัทดูว่าใช้แทนใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีได้มั้ย

ผมว่าถ้าใส่ความยืดหยุ่นลงไปซักหน่อย มันควรจะทำได้ และสำหรับบริษัทมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเมื่อคำนึงถึงเวลาและสุขภาพจิตของพนักงานที่ได้กลับคืนมาจากการใช้ Easy Pass

สำหรับคนที่มี Easy Pass ผมทำวิธีการไว้ให้แล้วที่ bit.ly/easypassregistration ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีครับ

สำหรับคนที่ยังไม่มี Easy Pass ก็ซื้อตอนเย็นขากลับจากทำงานก็ได้ครับ จะได้ไม่ต้องรีบ ผ่านด่านอโศกแล้วก็ชิดซ้ายเดินลงไปซื้อได้เลย

3. ไม่อยากเอาเงินไปกองไว้ใน Easy Pass ให้คนอื่นเอาไปทำประโยชน์
ผมแปลกใจเหมือนกันที่มีคนคิดอย่างนี้จำนวนไม่น้อย เอาเป็นว่าทีม PR ของการทางพิเศษที่ผมคุยด้วยเมื่อวาน บอกว่าเงินที่คุณเติมเอาไว้ การทางพิเศษไม่สามารถนำไปใช้ได้จนกว่าจะมีการใช้งานจริงครับ (แม้กระทั่งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก็ยังเอาไปใช้ไม่ได้) เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งนั้น ยกเว้นคนที่ใช้ Easy Pass

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี เรายอมจ่ายเงินเป็นหมื่นเพื่อซื้อมือถือดีๆ ยอมจ่ายเงินเป็นพันเพื่อกินอาหารดีๆ แต่ทำไมเราถึงไม่ยอมจ่ายเงิน 500 บาทใส่ไว้ใน Easy Pass เพื่อให้ได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น?

การเอาเงินสองหมื่นไปซื้อไอโฟน ก็คือการเอาเงินไปกองไว้เหมือนกัน แล้วเราก็ค่อยๆ ถอนทุนคืนด้วยการใช้งานมันทุกวันเป็นเวลาสองปีก่อนจะเปลี่ยนมือถือใหม่

เงินคือสิ่งที่เราเอาพลังชีวิตไปแลกมันมา ดังนั้นการใช้เงิน 500 บาทซื้อพลังชีวิตกลับคืนมาก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะครับ

แน่นอนว่า Easy Pass ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย พอแก้ตรงนี้ได้ปุ๊ป เดี๋ยวก็คงเจอปัญหาใหม่ให้แก้เพิ่มเติม แต่นั่นคือนิมิตหมายที่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เริ่มก้าวแรกแล้ว ผมและคุณหนุ่ยได้ใช้ทักษะและความสามารถที่เรามีจุดประเด็นนี้ขึ้นมา และการทางพิเศษก็ได้ริเริ่มทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้ว

ก็เหลือแต่คนขับรถแล้วว่าจะเลือกทางไหน

จะบ่นเฉยๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาต่อไป

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทางออกครับ

ฟ้าตั้งกว้างมีเมฆดำก้อนเดียว

20181028_blackcloud

“มีเซเหมือนกันเวลาเจอคนหมั่นไส้เราแล้วก็ก่นด่าเราในเฟซบุ๊ค แต่ว่าผมถือว่าจำนวนน้อย ไม่เป็นไร…ฟ้าตั้งกว้าง มีเมฆดำลอยมาก้อนนึง มันเข้าเฟรมมาเดี๋ยวมันก็ลอยผ่านไป”
พิง ลำพระเพลิง The Standard Pop

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้ แสดงว่าคุณมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนอีกหลายสิบล้านคนในประเทศไทย

มีการศึกษา มีเวลาอ่านบล็อก มีคอมหรือสมาร์ทโฟน มีตังค์จ่ายค่าเน็ต

เรามักจะมองไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เพราะมันอยู่ใกล้เราจนเราลืมมันไป เหมือนนกไม่เห็นฟ้าปลาไม่เห็นน้ำ

สิ่งที่เรามักจะมองเห็นคือสิ่งแปลกปลอมในชีวิต ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหน

ซึ่งผมเชื่อว่านี่เป็นผลจากวิวัฒนาการที่สอนให้มนุษย์เราตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เช่นเสียงแปลกๆ ในพุ่มไม้ หรือรอยเท้าของสัตว์ที่ไม่เคยเห็นในละแวกนี้ เพราะมันสำคัญยิ่งต่อการเอาชีวิตรอด

ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเห็นเรื่องไม่เป็นใจ เพราะสมองเราถูกออกแบบมาอย่างนั้น แต่ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า ในหนึ่งเรื่องที่ไม่ดี ยังมีอีกร้อยเรื่องที่ดีๆ

ฟ้าตั้งกว้าง มีเมฆดำแค่ก้อนเดียว

อย่าเอาแต่จับจ้องเมฆดำก้อนนั้นจนลืมมองท้องฟ้าสีครามและสูญเสียโอกาสที่จะมีความสุขกับปัจจุบันไปนะครับ

จะทะเลาะกันใช้คนสองคน

20181028_quarrel

จะเลิกทะเลาะใช้แค่คนเดียว

เมื่อไหร่ก็ตามที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด ให้ระลึกถึงความจริงข้อนี้

ว่าเพียงเราหยุด การทะเลาะก็จะจบลงทันที

เพราะถ้าเราหยุด เขาก็ไม่รู้จะเถียงหรือไปทะเลาะกับใคร

แต่ถ้าเขายังชวนทะเลาะไม่เลิกล่ะ?

ก็ถือว่าเป็นบททดสอบว่าเราหยุดได้จริงรึเปล่า ถ้าเราหงุดหงิดตอบโต้ การทะเลาะก็กลับมาใหม่ แต่การทะเลาะจะเกิดหรือไม่เกิด ก็ยังขึ้นอยู่กับเราอยู่ดีจริงมั้ย?

คนเราทะเลาะกันเพราะความโกรธ แต่ความโกรธก็เหมือนกับทุกอารมณ์คือเข้ามาแล้วก็จากไป

แทนที่จะราดน้ำมันลงกองไฟของกันและกัน สู้เดินออกมา รอเวลาให้ไฟมอดลงก่อน แล้วค่อยมานั่งจับเข่าคุยกันน่าจะดีกว่านะครับ

ปัญหาของเราก็เป็นปัญหาของเรา

20181028_hero

ปัญหาของเขาก็เป็นปัญหาของเขา

ชีวิตจะเริ่มวุ่นวายเมื่อเราเอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของคนอื่น หรือเอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของเรา

คนที่เอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของคนอื่น ก็คือคนที่พอเกิดปัญหาอะไรแล้วชอบโทษนู่นโทษนี่

โทษว่าเพื่อนร่วมงานไม่น่ารัก โทษว่าหัวหน้าใช้ไม่ได้ โทษว่าโชคร้าย โทษว่ามีแต่คนรังแก

อันนี้เรียกว่าเป็น victim’s mindset คือมองตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งคนไม่น้อยเป็น เพราะว่าไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องสบตากับความจริงว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเราตอนนี้เราล้วนมีส่วนเป็นผู้ก่อขึ้นทั้งนั้น

ส่วนคนที่เอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของเราก็เช่นคนที่เดือดเนื้อร้อนใจไปกับข่าวดราม่าต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องชาวบ้าน เรื่องดารา หรือเรื่องนักการเมือง เพราะเรื่องราวเหล่านี้มันกระตุ้นต่อมศีลธรรมของเราให้พองโตได้ดียิ่งนัก เราจึงเมามันไปกับการแสดงความเห็นทั้งบนโต๊ะกินข้าวและในช่องคอมเมนท์ตาม social network

ประเด็นก็คือความเห็นเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลาย หรือทำให้ชีวิตของตัวเอกในข่าวดีขึ้นแต่ประการใด

ในภาษาของพี่ต่อ ฟีโนมีน่า การกระทำอย่างนี้เรียกว่า “ไม่สร้างการผลิต

อีกตัวอย่างหนึ่งของคนที่เอาปัญหาคนอื่นมาเป็นปัญหาของตัวเอง ก็คือคนที่ชอบโทษว่าตัวเองผิดเวลาที่คนอื่นมีปัญหา

“แฟนกำลังเครียดกับเรื่องงาน เดี๋ยวเราร่อนเรซูเม่หางานใหม่ให้แฟนดีกว่า”

“เพื่อนร่วมงานคนนี้ดูเศร้าๆ ต้องเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้ชวนเธอคุยแน่เลย”

“ลูกเพื่อนเซลฟี่ขึ้นเฟซบ่อยจัง เมสเสจไปเตือนหน่อยดีกว่า”

ดูแล้วเหมือนปรารถนาดี แต่จริงๆ ภายใต้ความคิดเหล่านี้ เราอาจกำลังมองว่าตัวเองเป็นฮีโร่ที่ต้องคอยเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น และเมื่อทำสำเร็จเราก็จะได้รับการยอมรับและความรักกลับคืนมา

ไม่ได้จะบอกว่าเราต้องเป็นคนไม่มีน้ำใจและนิ่งดูดายนะครับ เพียงแต่ต้องมองให้ออกว่าเจตนาที่แท้จริงของเราคืออะไร ถ้าจะช่วยก็เพื่อจะช่วยจริงๆ ไม่ใช่ช่วยเพื่อให้เราได้อะไรบางอย่าง

อย่าเอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของเขา เพราะตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

อย่าเอาปัญหาของเขามาเป็นปัญหาของเรา เพราะเวลามีจำกัด และทุกคนต่างมีวิบากเป็นของตัวเองครับ

ชีวิตจะดีหรือร้าย

201810024

ขึ้นอยู่ว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร

วินนิฟริด กาลาเกอร์ (Winifred Gallagher) เป็นนักเขียนด้านวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง “ความสนใจ” กับ “ความสุข” โดยไม่ได้ตั้งใจ

เพราะวันหนึ่ง เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง แถมไม่ใช่ระยะแรกด้วย

วันนั้น ตอนที่เธอเดินออกมาจากโรงพยาบาล วินนิฟริดก็คิดได้ว่า “เจ้ามะเร็งตัวนี้มันต้องการเรียกร้องความสนใจจากฉันให้มากที่สุด แต่ฉันไม่ยอมหรอกนะ ฉันเอาเวลาไปสนใจชีวิตของฉันดีกว่า”

วินนิฟริดสัญญากับตัวเองว่า แม้มะเร็งจะทำร้ายเธอแค่ไหน แต่เธอจะให้ความสำคัญกับสิ่งดีๆ ในชีวิตอันได้แก่ “การดูหนัง การออกไปเดินเล่น และการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหกโมงครึ่ง” ซึ่งทำให้เธอผ่านชีวิตช่วงการรักษาตัวไปได้โดยที่ชีวิตก็ยังมีความสุขดี

คนส่วนใหญ่คิดว่า ชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม (life circumstances) แต่จากการศึกษาและวิจัยของวินนิฟริด เธอกลับบอกว่าชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร (what we pay attention to) ถ้าเราสนใจแต่เรื่องมะเร็ง ชีวิตเราก็จะทุกข์ทนหม่นหมอง แต่ถ้าเราสนใจเรื่องการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหัวค่ำ ชีวิตเราก็จะรื่นรมย์ขึ้น ทั้งๆ ที่ปัจจัยแวดล้อมก็ยังเหมือนเดิม

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจแค่ไหน หากเราสามารถเลือกที่จะมีมุมมองที่ดีได้ เราก็จะมีความทุกข์น้อยลง และจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างสติมากขึ้นครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Deep Work โดย Cal Newport

นิทานดินสอกับยางลบ

20181023_pencil

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง

มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอเป็นเพื่อนกับยางลบ ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกันตลอดเวลา

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียน

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า

“เรากับเธอคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว”

“ทำไมล่ะ?” ยางลบถาม

“ก็เราเขียน เธอลบ แล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย”

“เราก็ทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิดซักหน่อย”

เมื่อไม่ลงรอย ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

พอแยกทางกับยางลบแล้ว ดินสอก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามอำเภอใจ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็เริ่มเขียนผิด ข้อความสวยๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็กลายเป็นสกปรก มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด ดินสอจึงคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอ มันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอีกต่อไป แต่พอเวลาผ่านไปมันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีอะไรให้ลบ ยางลบจึงคิดถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาคืนดีกัน คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงแต่เขียนแต่สิ่งดีดี ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

ปัญหาของวันพรุ่งนี้

20181023_tomorrowsproblems

ก็ให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้เป็นคนจัดการเถอะ

ถ้าปัญหามันไม่ได้คอขาดบาดตาย ก็ไม่ต้องไปเอาเป็นเอาตาย

ถ้าตัวเราในวันนี้ทำเต็มที่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปพยายามให้มากกว่านี้

ปัญหาเกือบทุกเรื่องมัน man-made ทั้งนั้น

เมื่อมัน man made ก็ควรจะให้ man wait

เพราะปัญหาเกือบทุกอย่างมันรอได้ ที่รอไม่ได้คือคนต่างหาก

วันนี้กำลังจะจบลง หน้าที่ของเราคือพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อส่งต่อพลังงานดีๆ ให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้จัดการต่อ

ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง และเชื่อมั่นว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว

จะได้ไม่ต้องแบกโลกไว้ให้หนักเกินจำเป็นครับ

ชีวิตง่ายขึ้นเมื่อสลับออเดอร์

20181023b

มีหลายสิ่งอย่างที่เราสามารถสลับขั้นตอนแล้วทำให้ชีวิตง่ายขึ้นได้

ขอยกตัวอย่างสามเรื่อง

1. เข็มขัดนิรภัย – ก่อนที่กฎหมายไทยจะบังคับให้คนรัดเข็มขัดนิรภัย การรัดเข็มขัดถือเป็นเรื่องแปลกประหลาด โดยเฉพาะตอนที่เราเป็นผู้โดยสารติดรถคนอื่นไป ถ้าขึ้นรถที่เพื่อนขับและเห็นว่าเพื่อนไม่ได้รัดเข็มขัด เราก็จะรู้สึกเขินๆ ที่จะรัดเข็มขัดเช่นกัน

2. ทำงาน – ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel, Powerpoint บ่อยครั้งเราจะเปิดไฟล์ขึ้นมาทำอย่างเมามัน จนกระทั่งโปรแกรมแฮงค์แล้วถึงรู้ตัวว่ายังไม่ได้เซฟไฟล์ ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

3. แต่งตัว – สำหรับผู้ชาย พออาบน้ำเสร็จ เราจะใส่กางเกงใน ใส่เสื้อ ใส่กางเกง ใส่เข็มขัด ใส่ถุงเท้าแต่ถ้ากางเกงมันคับหรือเราอ้วนซักหน่อย การใส่ถุงเท้าก็จะยากเย็นเกินความจำเป็น

ทั้งสามกรณีนี้ วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือทำมันเป็นอย่างแรกเลย

ขึ้นรถมาก็รีบใส่เข็มขัดนิรภัยเลย ไม่ต้องสนใจด้วยว่าเพื่อนใส่รึเปล่า

เปิดไฟล์ใหม่ขึ้นมาปุ๊ป ก็เซฟไฟล์เลย แม้ว่าข้างในจะยังว่างเปล่าก็เถอะ

อาบน้ำเสร็จ ใส่กางเกงในเสร็จแล้ว ก็ใส่ถุงเท้าเลย ไม่จำเป็นต้องใส่กางเกงก่อน

อาจจะมีอีกหลายเรื่อง ที่แค่เปลี่ยนลำดับนิดหน่อย ชีวิตเราก็น่าจะง่ายขึ้นและปวดหัวน้อยลง

ถ้าใครทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขาแล้วพบว่ามันเวิร์คกว่าเดิม มาแชร์ให้ฟังบ้างนะครับ

ภูมิคุ้มกันความเบื่อ

20181022_boredom

เดี๋ยวนี้มือถือกลายมาเป็นเนื้อเดียวกับเราจนเราเกือบลืมไปแล้วว่าชีวิตก่อนมีสมาร์ทโฟนนั้นหน้าตาเป็นเช่นไร

ถ้านัดกับเพื่อนที่ห้าง แล้วเพื่อนเรายังไม่มา เราทำตัวอย่างไร (อย่าลืมว่าสมัยนั้น จะไปเดินเล่นก่อนก็ลำบากเพราะเรานัดเจอกันที่จุดนัดพบ จะให้มาถึงก่อนแล้วค่อยโทร.มาก็ไม่ได้ เพราะต่างคนต่างไม่มีเครื่องมือสื่อสารติดตัว)

หรือนัดหมอฟันแล้วต้องรอคิวยาวมาก เราทำอะไรบ้างนอกจากการอ่านนิตยสารบันเทิงเก่าๆ ที่วางทิ้งไว้ให้บนเคาท์เตอร์

หลายครั้ง คำตอบก็คือการ “นั่งรออย่างเบื่อๆ” และบางทีก็มีความหงุดหงิดตามเข้ามาด้วย

การอยู่กับความเบื่อจึงเป็นทักษะที่คนสมัยก่อนมีด้วยความจำเป็น

ซึ่งคนสมัยนี้แทบไม่มีแล้ว

เบื่อเมื่อไหร่ ต้องเปิดมือถือเมื่อนั้น

บางคนอาจจะบอกว่า ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ยังไงมีอะไรให้ทำก็ดีกว่ายอมทนเบื่อเฉยๆ อยู่แล้ว

แต่ถ้ามองว่าสิ่งที่เราเสพในมือถือจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ของที่มีประโยชน์ แถมยังเป็นโทษไม่ต่างจากสิ่งเสพติดล่ะ?

ลองเปลี่ยนจากมือถือเป็นบุหรี่ เบื่อเมื่อไหร่ต้องสูบบุหรี่เมื่อนั้น วันๆ นึงเราคงสูบบุหรี่ได้หลายซอง ไม่ต้องเบื่อก็จริง แต่นั่นยังนับเป็นเรื่องที่ดีอยู่รึเปล่า?

คนที่ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย เพราะเขามีภูมิคุ้มกันที่ดี

คนที่จิตใจแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยทางใจ เพราะเขามีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดีเช่นกัน

ถ้าเราเจอความเบื่อ แล้วเราวิ่งหนีมันทุกครั้ง เราก็จะเสียโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันความเบื่อ

พอเราอยู่กับความเบื่อไม่เป็น เราก็ต้องหาอะไรทำ ซึ่งจะทำให้ชีวิตเราต้องวิ่งตลอดเวลา

และชีวิตที่วิ่งตลอดเวลาและหยุดไม่ได้ (เพราะไม่อยากเบื่อ) ก็คงเป็นชีวิตที่เหนื่อยน่าดู

เพราะฉะนั้น หัดเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเบื่อซะบ้าง เราจะได้มีภูมิคุ้มกัน

เมื่อถึงเวลาที่ควรวิ่งเราก็วิ่งไป

แต่เมื่อถึงเวลาที่ควรหยุด เราจะได้หยุดเป็นครับ