“คุณยังเด็กเกินไป” คือคำแนะนำที่ใช้ไม่ได้

เพราะเอาเข้าจริงหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์มากมายนั้นเกิดจากคนหนุ่มสาว

นิวตันค้นพบเรื่องแรงโน้มถ่วงตอนอายุ 23 ปี

ไอน์สไตน์คิดเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพตอนอายุ 26 ปี

เดอะบีทเทิลส์ออกซิงเกิ้ลแรกตอนพวกเขาอายุ 19-22 ปี

จ็อบส์ และ วอซเนียก ก่อตั้งแอปเปิ้ลตอนอายุ 21 ปี

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก สร้างเฟซบุ๊คตอนอายุ 20 ปี

คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์เปิด “ห้างเซ็นทรัลเทรดดิ้ง” ที่ถนนเจริญกรุงตอนอายุ 22 ปี

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เริ่มเข้ามาดูแลกิจการเจริญโภคภัณฑ์พ่อตอนอายุ 25 ปี

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ก็เกิดจากนักศึกษาและบัณฑิตอายุ 20-25 ปี

ยิ่งในยุคนี้ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเร่ง พื้นที่และโอกาสในการสร้าง impact นั้นเปิดกว้างกว่าที่เคย

ไม่มีใครเด็กเกินไป และทางในกลับกันก็ไม่มีใครแก่เกินแกง

ขอเพียงเป็นคนที่ใช่ในเวลาที่ถูก จะอายุเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ประเด็นครับ

เมื่อธนาคารต้องขายของหลายอย่าง

หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่ไปเปิดบัญชีธนาคารแล้วเจอเจ้าหน้าที่ชักชวนให้ซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือเปิดบัตรเครดิต

นี่ไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย ที่ประเทศอื่นก็ทำเช่นกัน เรียกว่า cross-selling คือขายสินค้าเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการอย่างอื่น

ในช่วงปี 2011-2015 นั้น ธนาคารสัญชาติอเมริกันอย่าง Wells Fargo ก็กดดันให้พนักงานทำ cross-selling อย่างเข้มข้น จนเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ นั่นก็คือบัญชีปลอมถึง 3.5 ล้านบัญชี!

บัญชีปลอมในที่นี้เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่เปิดขึ้นมาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า ทั้งเรื่องบัญชีเพื่อบัตรเครดิตและบัญชีเพื่อจ่ายเช็ค

นี่จึงเป็นอุทธาหรณ์ให้ผู้บริหาร ว่าการตั้งเป้าหลายๆ อย่างโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นการจูงใจให้พนักงานต้องทำสิ่งที่ไม่ตรงไปตรงมาเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น แต่กลับส่งผลเสียหายให้บริษัทในระยะยาวครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก NPR Wells Fargo Admits To Nearly Twice As Many Possible Fake Accounts — 3.5 Million

เราคือหิ่งห้อยใต้ต้นลำภู

แสงสวยหรูระยิบระยับ

อวดโฉมว่าฉันโดดเด่นเป็นประกาย

มียอดไลค์ยอดแชร์เป็นเครื่องการันตี

อวดศักดิ์อวดศรีว่าตนสำคัญ

จนดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า

จึงได้พบว่า เราเป็นแค่แมลงธรรมดาตัวหนึ่ง


เราคือปราสาททรายใต้เมฆครึ้ม

ใช้เวลาต่อเติมจนสวยงาม

พิถีพิถันและสรรค์สร้าง

แต่แสนจะเปราะบาง

เมื่อน้ำฝนร่วงหล่นจากท้องฟ้า

หรือน้ำขึ้นมาจากท้องทะเล

ปราสาททรายที่ทุ่มเทก็พังทลาย


เราคือหนึ่งพริบตาในอนันตกาล

ใช้ชีวิตเพื่อวันหน้าจนลืมวันนี้

วางแผนเป็นสิบปีทั้งที่ไม่รู้มีเหลืออยู่เท่าใด

มุ่งสร้างตำนานชื่อเสียงเกรียงไกร

แต่แม้จะยิ่งใหญ่สักเพียงไหน

เมื่อวันเวลาผ่านไป

เราก็เป็นได้แค่เพียง footnote ในหนังสือ


เพราะเราคือหิ่งห้อยใต้ต้นลำภู

เพราะเราคือปราสาททรายใต้เมฆครึ้ม

เพราะเราคือหนึ่งพริบตาในอนันตกาล

ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

เคยมีคนถาม Nadine Stair คุณยายวัย 85 ปีจากเมือง Louisville รัฐ Kentucky ว่า “ถ้ามีโอกาสได้ใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง คุณจะอยากเปลี่ยนอะไรบ้าง?”

“ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกหน ฉันอยากจะทำผิดพลาดให้มากกว่านี้ ฉันจะทำตัวสบายๆ ฉันจะยืดเส้นยืดสาย ฉันจะทำตัวติ๊งต๊อง ฉันจะจริงจังกับเรื่องบางเรื่องให้น้อยลง ฉันอยากจะกล้าเสี่ยงมากขึ้น กินไอติมให้มากกว่านี้ กินถั่วให้น้อยกว่าเดิม

ฉันอยากจะมีเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าเรื่องวุ่นวายที่มโนเอาเอง เพราะฉันเคยเป็นคนที่ระแวดระวังและเอาแต่ใช้เหตุผลมาโดยตลอด

โอ้ แล้วฉันก็เคยมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยนะ ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกรอบ ฉันอยากจะมีช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นให้มากขึ้น เอาจริงๆ ฉันจะไม่อยากทำอะไรเลยนอกจากสร้างช่วงเวลาดีๆ และใช้ชีวิตไปทีละห้วงขณะในวันแต่ละวัน ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบเอาแต่คิดล่วงหน้าไปเสียหลายปี

ฉันมันเป็นคนประเภทที่จะไม่ยอมออกไปไหนถ้าไม่ได้พกเทอร์โมมิเตอร์ กระติกน้ำร้อน เสื้อกันฝน และร่มชูชีพไปด้วย ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกครั้งฉันจะแบกสัมภาระให้น้อยกว่านี้

ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกหน ฉันจะเดินเท้าเปล่าตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน และทำอย่างนั้นจนสิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วง ฉันจะไปงานเต้นรำให้เยอะๆ ขึ้นม้าหมุนบ่อยๆ และเด็ดดอกเดซี่ให้เต็มมือกว่าเคย”


ขอบคุณเนื้อหาจาก James Clear: 3-2-1 Newsletter, ต้นทางคือหนังสือ Chicken Soup for the Soul 20th Anniversary Edition

นิทานปลูกผัก

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ อารามเซน ยังมีลานดินโล่งที่ถูกทิ้งแห้งแล้งผืนหนึ่ง เณรน้อยเห็นดังนั้นจึงเอ่ยกับอาจารย์เซนว่า

“ท่านอาจารย์ ศิษย์คิดว่าเราควรหาเมล็ดพืชมาหว่านลงบนดินผืนนี้สักหน่อยดีไหมครับ ปล่อยไว้แห้งแล้งเช่นนี้เห็นแล้วช่างไม่สบายตาเอาเสียเลย”

อาจารย์เซนตอบว่า “เมื่อไหร่เมื่อนั้น สุดแล้วแต่”

เมื่อถึงกลางฤดูใบไม้ร่วง เณรน้อยนำเมล็ดพืชไปหว่านลงบนดินผืนนั้น แต่กลับมีลมพัดมาหอบใหญ่ ยิ่งหว่านไปเท่าไหร่ เมล็ดพืชก็ถูกลมพัดปลิวไปกับสายลม เณรเห็นดังนั้นก็ตกใจมาก ตะโกนบอกอาจารย์ว่า

“แย่แล้วท่านอาจารย์ เมล็ดพืชโดนลมพัดไปแล้ว”

อาจารย์เซนกลับไม่ตื่นตกใจ เพียงกล่าวว่า

“ที่ลมพัดไปเป็นเพียงเมล็ดฝ่อ แม้จะหว่านลงในดินก็ไม่งอกเงย ปล่อยให้พวกมันสุดแล้วแต่ลมพาไปเถิด”

เมื่อทำการหว่านเมล็ดพืชเรียบร้อย กลับมีนกกระจิบฝูงใหญ่แห่กันมากินเมล็ดพืช พอเณรน้อยเห็นดังนั้นก็กล่าวด้วยความกังวลว่า

“แย่แล้วท่านอาจารย์ นกกระจิบคงจะกินเมล็ดผักที่หว่านไว้จนหมดเป็นแน่”

อาจารย์เซนจึงกล่าวกับเณรน้อยว่า

“จงอย่ากังวล เมล็ดผักมากมาย นกกินไม่หมด จะกินเท่าไหร่ก็สุดแล้วแต่พวกมันเถิด”

พอตกกลางคืน ฝนตกลงมาห่าใหญ่ ทำเอาเณรน้อยนอนไม่หลับ เนื่องจากเป็นห่วงว่าเมล็ดพืชจะลอยหายไปกับสายน้ำ พอเช้าขึ้นมาจึงรีบไปที่ลานดิน ปรากฏว่าเมล็ดผักอันตรธานไปดังคาด เณรน้อยทุกข์ใจยิ่งนัก จึงรีบวิ่งไปบอกอาจารย์เซนให้มาดู

เมื่ออาจารย์เซนทราบเรื่องก็กล่าวว่า

“เณรไม่ต้องทุกข์ใจไป เมล็ดพืชบางส่วนเพียงจมลงไปในดิน ส่วนเมล็ดพืชที่ลอยไปกับสายน้ำ เมื่อมันหยุดลงที่ไหน มันก็จะเจริญงอกงามขึ้น ณ ที่นั้นเอง สุดแท้แต่วาสนาเถิด”

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ยอดสีเขียวอ่อนของต้นพืชก็ปรากฏขึ้นมาเป็นหย่อมๆ บนลานโล่ง ที่แท้เมล็ดพืชที่ไม่ไหลไปกับสายน้ำได้งอกขึ้นมาแล้ว เมื่อเณรน้อยเห็นดังนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก รีบไปรายงานอาจารย์เซนทันทีว่า

“พืชที่ศิษย์ปลูกงอกงามขึ้นมาแล้ว ช่างดีจังเลยครับท่านอาจารย์”

อาจารย์เซนพยักหน้าพลางกล่าวแค่เพียงว่า “ดีแล้ว ชอบแล้ว”


ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน: สุดแล้วแต่

เหตุผลที่ Facebook ไม่ถอดป้ายบริษัทเก่าออก

หากใคร (โชคดี) ได้ไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ Facebook ที่ Menlo Park, California ก็จะเห็นป้ายเฟซบุ๊คที่มีเครื่องหมาย “ไลค์” ที่เราคุ้นตา พร้อมชื่อบริษัท facebook และที่อยู่แสนเท่อย่าง – 1 Hacker Way

แต่ถ้าใครช่างสังเกตหรือรับรู้ถึงตำนานแล้วเดินอ้อมไปดูหลังป้าย ก็จะเห็นโลโก้ของ Sun Microsystems ที่ทรุดโทรมตั้งอยู่

คนรุ่นใหม่หรือคนที่ไม่ได้อยู่ในสายเทคโนโลยีอาจจะไม่คุ้นชื่อของ Sun Microsystems นัก

แต่ถ้าใครเคยได้ยินภาษาโปรแกรมมิ่งที่เรียกว่า Java ก็ขอให้รู้ว่ามันมีต้นกำเนิดจาก Sun นี่แหละครับ

Sun Microsystems เคยเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ด้าน technology สมัยที่ผมทำงานเป็น engineer ที่ Thomson Reuters ห้อง data center จะเต็มไปด้วยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Solaris SPARC ของ Sun นับร้อยเครื่อง แต่ละเครื่องมีราคาหลายแสนถึงหลักล้าน และคู่แข่งด้านเซิร์ฟเวอร์ของ Sun ในสมัยนั้นก็คือ IBM ที่ชกกันอย่างสูสี

แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในธุรกิจนี้ ทั้งเครื่อง PC ที่มี performance ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ราคาถูกกว่า Sun เป็นสิบเป็นร้อยเท่า เรื่องการมาถึงของ open source software ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ของ Sun ส่วนใหญ่นั้นเป็นระบบปิด รวมถึงเรื่องระบบ cloud ที่ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องมี data center ของตัวเองอีกต่อไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Sun ที่เคยเป็นยักษ์ใหญ่ค่อยๆ กลายเป็นยักษ์เล็ก

ถ้าคุณซื้อหุ้น Sun ด้วยเงิน 1 ล้านบาทในปี 2000 ภายในเวลา 8 ปี หุ้นของคุณจะมีมูลค่าเหลือเพียง 13,000 บาท

สุดท้าย Sun ก็ถูก Oracle ซื้อไปในปี 2009 ก่อนที่ Oracle จะตัดสินใจหยุดการพัฒนาระบบของ Sun ในปี 2017 ทิ้งไว้เพียงแค่ตำนานและความทรงจำ

ออฟฟิศที่ Menlo Park แห่งนี้เคยเป็นของ Sun Microsystems มาก่อน และ Facebook ก็ย้ายเข้ามาใช้ออฟฟิศแห่งนี้ในปี 2015

นอกจากป้ายบริษัทด้านหน้าแล้ว ห้องประชุมทั้งหมดภายในตัวอาคารที่มีประตูแก้วเรียงรายเป็นทิวแถวก็ล้วนแล้วแต่มีโลโก้ของ Sun Microsystems สลักอยู่บนประตู

แน่นอนว่าบริษัทระดับเฟซบุ๊คมีเงินเปลี่ยนประตูแก้วได้สบายๆ แต่มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กก็เลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น

เพราะเขาอยากทิ้งสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไว้ให้พนักงานได้เห็นและสะท้อนใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ว่าหากไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ต่อให้องค์กรจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็อาจถึงจุดจบได้ภายในเวลาไม่นานครับ


ขอบคุณภาพจาก Marc Seitz: Hacker Culture Enterprise: The Hacker Way — Facebook และ Reddit: Back of the famous 1 Hacker Way Facebook sign

References:

Nine Lies About Work by Marcus Buckingham & Ashley Goodall

Geekwire: Zuckerberg’s not-so-subtle message to Facebook employees: Don’t end up like Sun Microsystems

Quora: What happened to Sun Microsystems? Why do you not hear about it anymore?

1Stock1: Sun Microsystems, Inc. (JAVA) Yearly Returns

กัดฟัน 10 นาที

งานชิ้นใหญ่ที่ยากและลำบาก เรามักจะหลีกเลี่ยงและหันไปทำงานอื่นแทนเพื่อลดความรู้สึกผิด

แต่นกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินไม่อาจหนีพ้นจากสิงโตไปได้

ดังนั้น ถ้าเจองานที่ไม่อยากทำ แต่รู้ว่ายังไงก็ต้องทำ ให้สัญญากับตัวเองว่าเราจะเริ่มทำวันนี้ ณ เวลานี้ และบอกกับตัวเองว่าจะทำแค่ 10 นาทีเท่านั้น ถ้าครบสิบนาทีแล้วมันทรมานนัก เราก็จะไม่ทำต่อ

แต่สิ่งที่เรามักจะเจอ ก็คือเมื่อผ่านสิบนาทีแรกไปแล้ว เราจะไปต่อได้เองเหมือนรถที่เครื่องติดแล้ว

ลองดูงานใน To Do List ว่างานชิ้นไหนที่เราผัดผ่อนมานานแล้ว

หยิบมันขึ้นมา แล้วบอกตัวเองว่า จะกัดฟันทำแค่ 10 นาทีครับ

อยากได้อะไร ก็จงให้สิ่งนั้น

อยากได้โอกาส ก็จงให้โอกาส

อยากได้ความสุข ก็จงให้ความสุข

อยากได้ความรู้ ก็จงให้ความรู้

อยากได้ความรัก ก็จงให้ความรัก

อยากได้อิสรภาพ ก็จงให้อิสรภาพ

“There is a wonderful, almost mystical, law of nature that says three of the things we want most — happiness, freedom, and peace of mind — are always attained when we give them to others. Give it away to get it back.”
-Basketball coach John Wooden, winner of 10 championships

เรากับเขานั้นเชื่อมโยงกัน มนุษย์ต้องพึ่งพากันมาแต่ไหนแต่ไร เราไม่อาจทำให้ตัวเองดีขึ้นได้ด้วยการทำให้คนอื่นแย่ลง และเมื่อเราทำให้คนอื่นดีขึ้น เราก็จะดีขึ้นอย่างช่วยไม่ได้เช่นกัน

อยากได้อะไร ก็จงให้สิ่งนั้น

แล้วมันจะกลับมาหาเราในที่สุดครับ

ข้างในสว่างข้างนอกจะงดงาม

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นผ่านตัวกรองที่เรียกว่า “ตัวเรา” ทั้งนั้น

ถ้าแว่นตาขุ่นมัว มองอะไรก็ไม่ชัด

ถ้าแว่นตาใสแจ๋ว มองอะไรก็แจ่มแจ้ง

โลกมันก็เป็นของมันอย่างนี้ มีทั้งสุขและทุกข์มาแต่ไหนแต่ไร

มองให้ร้ายมันก็ร้าย มองให้ดีมันก็ดี

มองตามความเป็นจริง ก็ไม่มีอะไรร้าย ไม่มีอะไรดี

มีแต่สถานการณ์ที่เราต้องรับมือให้สมฐานะมนุษย์ที่มีสติปัญญาครับ

โชคดี 4 ประเภท

1. โชคดีเพราะฟลุค อารมณ์เหมือนคนถูกหวย เป็นโชคดีที่นานๆ เกิดสักครั้งและควบคุมไม่ได้


2. โชคดีเพราะความขยัน เมื่อได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ค้นหาไม่มีหยุด มันก็เป็นการเพิ่มความน่าจะเป็นให้ตัวเองได้ค้นพบความโชคดี


3. โชคดีเพราะตาแหลมคม ทำให้มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น เข้าสู่เกมก่อนที่คนอื่นจะไหวตัว เดินออกจากเกมก่อนที่ตลาดจะลง


4. โชคดีที่เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ตัวเราดึงดูดความโชคดี ถ้าให้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดหน่อย สมมติว่าเราเก่งที่สุดในโลกเรื่องการดำน้ำลึก แล้วบังเอิญมีใครสักคนไปเจอเรือมหาสมบัติที่จมอยู่ใต้ท้องทะเล เขาก็จะมาติดต่อเราให้ไปช่วยและจ่ายค่าตอบแทนให้เราอย่างงาม สังเกตว่าโชคดีของคนคนนั้นกลายมาเป็นโชคดีของเราไปด้วย เป็นความโชคดีที่ไม่ได้มาแบบฟลุคๆ


โชคดีในแบบที่สี่นั้นไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะทำได้ยาก แต่สร้างคุณค่าได้อย่างยาวนาน


เราจึงควรหาให้เจอว่าจะสร้างจุดเด่นขึ้นมาอย่างไรเพื่อจะได้เป็น “ตัวนำโชค” ให้ตัวเองครับ


—–


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant