เราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

20181118_notthatimportant

เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีเพื่อนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ พอเราบอกให้ลาหยุดไปเที่ยวเสียบ้าง เขาก็จะตอบว่าลาไม่ได้หรอก

เหตุผลที่ดีก็คือ ถ้าเขาลา งานจะไม่เดิน

แต่เหตุผลที่แท้จริง อาจเป็นเพียงเพราะเขาต้องการรักษาความเชื่อที่ว่า เขาเป็นคนสำคัญขององค์กร

แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกนะครับ

ต่อให้วันนี้เราลาออกกะทันหัน พรุ่งนี้องค์กรก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่องค์กรไม่มีทางพังเพราะเราไม่อยู่อย่างแน่นอน

ขนาดคนอย่าง บิล เกตส์ ยังวางมือจากไมโครซอฟท์ได้ เราเป็นใครกันที่จะวางมือจากงานไปเที่ยวซัก 3-4 วันไม่ได้?

สอนคนอื่นให้สามารถทำงานแทนตอนที่เราไม่อยู่ สำคัญตัวเองให้น้อยลง แล้วกายกับใจจะเบาขึ้นเยอะครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เติมตัวเองให้เต็มก่อน

20181117_fillyourselffirst

เวลาผมเจอน้องที่มาบอกกับผมว่าหมดไฟในการทำงาน ผมจะถามเขากลับว่า นอนกี่โมง และเสาร์อาทิตย์ทำอะไร?

ส่วนใหญ่มักจะตอบกันว่านอนตีหนึ่งตีสองเพราะเอางานกลับไปทำที่บ้าน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังนั่งทำงานเพราะกลัวงานไม่เสร็จ

ผมมักจะแนะนำว่า วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ให้ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วนอนให้เยอะๆ หน่อย

ด้วยวิธีการง่ายๆ แค่นี้ หลายคนก็กลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้ง

ความยากของเด็กที่เพิ่งจบใหม่แล้วต้องเจองานหนัก คือไม่รู้ว่าตัวเองควรจะบริหารเวลาอย่างไร

เมื่องานมันเยอะและกดดัน ก็เลยมักจะเทเวลาให้กับงานเสียหมด ซึ่งแรกๆ ก็อาจจะพอไหว แต่นานๆ ไปก็จะหมดแรงและหมดใจเอาดื้อๆ

ผมจึงมักบอกน้องๆ เสมอว่าเราต้องทำอะไรเพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้เราบ้าง อย่าปล่อยให้หัวใจแห้งผากจนเกินไป

เพราะผมเชื่อมาตลอดว่า เราต้องเติมตัวเองให้เต็มก่อน ถึงจะไปช่วยคนอื่นได้

เหมือนออฟฟิศอยู่ทองหล่อ จะขับรถไปส่งเพื่อนที่บ้านอยู่พระราม 2 ถ้าน้ำมันเราเหลือ 1 ขีด เป็นใครก็ต้องแวะเติมน้ำมันก่อนทั้งนั้น

การมีน้ำใจ การขยันทำงาน การรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งดีๆ ที่มีมากเกินไปก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีได้เหมือนกัน

การเติมตัวเองให้เต็มก่อนจึงไม่ใช่เรื่องของการเห็นแก่ตัว แต่เป็นเรื่องของคนที่เข้าใจโลกและยึดผลประโยชน์ระยะยาวเป็นที่ตั้ง

ถ้าน้ำมันเหลือ 1 ขีดแต่ดันทุรังขับรถไปส่งเพื่อนนอกเมือง น้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา ก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ทุกฝ่ายนะครับ

นิทานมีเทียนไหมครับ

20181115_candle

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวคนหนึ่งย้ายบ้านมาใหม่ พบว่าข้างบ้านเป็นครอบครัวยากจน มีแม่หม้ายและลูกอีกสองคน

คืนนั้นไฟฟ้าเกิดดับ เหลือแต่แสงจันทร์ส่องสลัวๆ

สักพัก หญิงสาวได้ยินเสียงเคาะที่ประตู เมื่อเปิดออกจึงพบว่าเป็นเด็กข้างบ้าน

เด็กน้อยสบตาเธอด้วยความประหม่า

“คุณน้าครับ มีเทียนไหมครับ?”

หญิงสาวคิดในใจ ครอบครัวนี้คงจนน่าดู แต่ถ้าฉันให้เทียนไป คราวหน้าก็คงจะมาขออีก จึงตอบไปห้วนๆ ว่า

“ไม่มี!”

ขณะที่เธอกำลังจะปิดประตู เด็กน้อยก็ยิ้มให้เธออย่างไร้เดียงสา

“นึกแล้วว่าไม่มี”

พูดจบก็ควักเทียน 2 เล่มจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้

“แม่ผมเป็นห่วงว่าคุณน้าอยู่คนเดียว ตอนไฟดับอาจไม่มีเทียนใช้ เลยให้ผมเอาเทียนมาให้คุณน้าครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บนิทานน้ำใจไมตรี

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

สุดท้ายมันจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ

20181115_numbersonpaper

อาจารย์วิพรรธ์ เริงพิทยา ผู้ก่อตั้ง Asian University เคยเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากที่เขาได้สร้างบริษัทจนเข้าตลาดหุ้นได้ เขาก็ถามตัวเองว่าจะทำอะไรต่อดี ระหว่างทำให้บริษัทเติบโตขึ้นกับสร้างมหาวิทยาลัยแห่งใหม่

แล้วอาจารย์ก็ได้คำตอบว่าถ้าเขาเอาพลังและเวลาอีก 10 ปีไปทำให้บริษัทเติบโตขึ้น 10 เท่า อย่างมากอาจารย์ก็จะได้เลขศูนย์มาห้อยท้ายในบัญชีอีกหนึ่งตัว (I will have one more stupid zero in my bank account)

แต่ถ้าเขาลงแรงกับการสร้างมหาวิทยาลัย เมืองไทยอาจจะมีสถาบันการศึกษาที่ยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

สุดท้ายอาจารย์วิพรรธ์เลือกอย่างหลัง และผมโชคดีมากที่ได้จบจากสถาบันนี้*

—–

ถ้าถามถึงมื้ออาหารที่ประทับใจที่สุดในชีวิต คำตอบของผมคืออาหารมื้อเที่ยงที่ผมไปกินกับแฟนหลังจากจดทะเบียนสมรสที่เขตบางรักเมื่อสี่ปีที่แล้ว

ผมเป็นเจ้ามือ เราไปกินเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นย่านเอกมัยที่ราคาค่อนข้างสูง เรากินซูชิกันอิ่มหนำมาก เชฟก็อารมณ์ดีปั้นแต่คำใหญ่ๆ ทั้งนั้น

ผมจำไม่ได้แล้วว่าจ่ายไปเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกอิ่มเอมในวันนั้นยังคงอยู่กับผมถึงทุกวันนี้

——

ช่วงก่อนแต่งงาน ผมพาแฟนไปเที่ยวญี่ปุ่น นั่งรถบัสจากชินจูกุลงไปเมืองคาวากูชิโกะเพื่อจะเชยชมภูเขาไฟฟูจิซึ่งแฟนอยากเห็นมานานแล้ว (ส่วนผมเคยมาเที่ยวแล้วครั้งนึง)

แต่พอไปถึงก็ต้องผิดหวัง เพราะเมฆหมอกบดบังทัศนียภาพของฟูจิไปเกือบทั้งลูก ผมบอกแฟนว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมีอีกวัน เราเข้าที่พัก แล้วยืมจักรยานของโรงแรมมาปั่นเล่นยามเย็น

และแล้วช่วงห้าโมงกว่าๆ เมฆหมอกก็คลี่คลาย เผยให้เห็นภูเขาไฟฟูจิอันงดงาม แต่สิ่งที่งดงามยิ่งกว่าคือรอยยิ้มแก้มปริของแฟนที่ได้เห็นฟูจิเป็นครั้งแรกในชีวิต

——

ผมโชคดีที่เป็นคนขี้ลืม โดยเฉพาะกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยไม่ค่อยใส่ใจมากนักว่าประสบการณ์นี้ต้องแลกด้วยเงินเท่าไหร่ ตราบใดที่มันดูสมเหตุสมผลและไม่เกินกำลังของเรา

เพราะสุดท้ายมันจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ

ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขในบัญชี

หรือตัวเลขในบิลค่าอาหาร

หรือตัวเลขที่เราใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยว

เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราจะลืมราคา และจะจำได้แค่ moment ดีๆ

เมื่อชีวิตเดินถึงปลายทาง ใครจะมานั่งสนใจว่า ณ ปีนั้น-ปีนี้ เรามีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่

สิ่งที่เราจะระลึกถึงและทำให้ยิ้มได้ คือประสบการณ์ดีๆ กับคนที่เรารักเท่านั้นเอง

—–

* Asian University ปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม อ่านสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในบทความ Asian U Always ครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

กล้าพอไหม

20181114_braveenough

ที่จะให้ทาง

ที่จะไม่ขึ้นเสียง

ที่จะฟังเขาอย่างตั้งใจ

ที่จะยอมเสียเปรียบเสียบ้าง

ที่จะกล่าวขอโทษก่อนแม้ว่าเราไม่ผิด

ที่จะปิดแอร์ห้องในโรงแรมเวลาเราไม่อยู่ในห้อง

ที่จะทำสิ่งที่เราเชื่อว่าดีแม้คนรอบข้างจะไม่มีใครทำ

ความกล้าหาญไม่จำเป็นต้องเสียงดัง ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่

หลายครั้ง ความกล้าหาญเป็นเพียงเสียงกระซิบเบาๆ ให้เราลงมือทำสิ่งเล็กๆ ที่มุ่งหมายความสุขมวลรวมและลดอัตตาตัวตนครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์

20181112_nothingtoprove

ตอนเด็กๆ เราจะมีนิสัยชอบพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่งแค่ไหน

สมัย 6 ขวบผมชอบพิสูจน์ให้ผู้ใหญ่เห็นว่ากินเผ็ดได้ด้วยการกินโบโลน่าพริกทั้งแผ่นโดยไม่สะทกสะท้าน (แท้จริงแล้วผมพยายามกัดให้ไม่โดนพริก แล้วใช้วิธีกลืนพริกไปทั้งดุ้นเลย)

พอเรียนประถมผมก็มักจะเดินออกจากห้องสอบเป็นคนแรกๆ เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราทำข้อสอบเสร็จเร็วแค่ไหน

พอวัยรุ่น ผมก็ชอบพูดแทรกคนนั้นคนนี้เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าผมก็รู้เรื่องนี้นะ

แม้กระทั่งอายุมากขึ้นแล้ว นิสัยนี้ก็ยังไม่หาย เพียงแต่เพิ่มชั้นเชิงและความแนบเนียน

กลับดึก เพราะต้องการพิสูจน์ให้หัวหน้าเห็นว่าเราเป็นพนักงานที่ดีแค่ไหน

ซื้อมือถือรุ่นใหม่ เพื่อพิสูจน์ให้เพื่อนเห็นว่าเราก็มีเงินและมีรสนิยม

ไปวิ่งและแคปจอขึ้นเฟซบุ๊คเพื่อให้เห็นว่าเรารักสุขภาพ

ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดอะไร เพียงแต่อยากชวนมาตั้งคำถามว่าแรงที่ผลักดันให้เราทำอย่างนั้นแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?

อยากเติบโตในหน้าที่การงาน? อยากดูดี? อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น?

และการที่เราต้องพิสูจน์นั้น แสดงว่าลึกๆ แล้วเราขาดความมั่นใจรึเปล่า?

คนที่หน้าตาดีจริงๆ ไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองหน้าตาดี คนที่มีฐานะจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีฐานะ และคนที่มีบารมีจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีบารมี

การที่เราต้องพิสูจน์ อาจแปลว่าเรายังขาดสิ่งนั้นอยู่ก็ได้

ในทางกลับกัน การเติบโตอย่างแท้จริง หรือการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง อาจหมายถึงการไปถึงจุดที่ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกต่อไป

ไม่ใช่เพราะว่าเก่งทุกอย่าง แต่เพราะเข้าใจแล้วว่าเราไม่ต้องเก่งไปเสียทุกอย่าง

ถ้าทำได้ เราก็แค่รู้ตัวว่าทำได้ ไม่จำเป็นต้องอวดใคร

ถ้าทำไม่ได้ ก็แค่ยอมรับว่าเราทำไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องอายใคร

ถ้าเราสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ ผมว่ามันก็น่าจะดีนะครับ

—–

อ่านบทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings ได้ที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าทาสีก่อนลงเสาเข็ม

20181112_paint

เราเสียเวลาไปไม่น้อยกับการทำงานผิดขั้นตอน

สมมติเราจะทำสไลด์ขึ้นมาซักชุด แทนที่เราจะวางแผนก่อนว่าจะเล่าเรื่องแบบไหน อะไรคือหัวข้อหลักๆ เรากลับเปิด Powerpoint ขึ้นมาแล้วโซโล่เลย

แถมตอนทำสไลด์ เราก็มักจะติดอยู่กับสไลด์ใดสไลด์หนึ่งเป็นเวลานานๆ เพราะมัวแต่แต่งรูปหรือทำ animation อยู่ การทำงานก็เลยกระฉึกกระฉักไม่เสร็จซักที

เวลาผมเขียนบทความ ถ้าถึงจุดไหนที่ผมไม่มีข้อมูล ผมจะไม่หยุดเขียนเพื่อเข้า Google แต่ผมจะมาร์คเอาไว้ว่าตรงนี้ต้องกลับมาใส่ข้อมูลเพิ่มนะ

เป้าหมายเดียวของผมในการนั่งลงคราวนี้คือเขียนให้จบบทความ ข้อมูลจะขาดไม่เป็นไร พิมพ์ผิดบ้างไม่เป็นไร ข้อความไม่สละสลวยไม่เป็นไร ยังไม่มีรูปไม่เป็นไร เพราะเรื่องเหล่านี้ผมกลับมาตามเก็บทีหลังได้ทั้งหมด

เวลาเราจะสร้างบ้าน เราต้องลงเสาเข็มให้เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยเทพื้น ก่อผนัง โบกปูน และอื่นๆ อีกมากมาย การทาสีบ้านเราจะเก็บไว้ทำเป็นเรื่องท้ายๆ เพราะถ้าทาสีก่อน เดี๋ยวมันก็เลอะแล้วก็ต้องทาใหม่อยู่ดี

ลองสำรวจการทำงานของเราให้ดีนะครับว่า ในหลายครั้งหลายครา เรากำลังทาสีบ้านทั้งๆ ที่ยังลงเสาเข็มไม่เสร็จรึเปล่า และเหตุผลที่เราชอบทาสี ก็เพราะว่ามันง่ายและสนุกกว่าการลงเสาเข็มใช่หรือไม่

ถ้าใช่ ก็ลองฝืนตัวเองดู ทำงานตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แล้วงานจะเสร็จเร็วขึ้นไม่น้อยเลยครับ

—–

อ่านบทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings ได้ที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt

Wongnai WeShare: ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม

20181111_pated.png

ทุกสองสัปดาห์ ที่ Wongnai เราจะเชิญคนเจ๋งๆ จากหลากหลายวงการมาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟัง

วันศุกร์ที่ผ่านมา เราได้ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม มาเป็นแขกรับเชิญครับ

งานนี้ พูดได้แค่สามคำ – มัน ใหญ่ มาก

ได้ทั้งความสนุกและความบันเทิงแบบเต็มอิ่มตลอด 90 นาที

เริ่มพูด 12.45 ป๋ามาถึงตั้งแต่ 12.15 ประมาณ 12.30 พนักงานก็เริ่มมานั่งจนเกือบเต็มความจุของห้อง

เรื่องหลักที่ป๋าเต็ดพูดในวันนั้นคือ ทุกคนเป็น Creative ได้

เพราะเราต้องผ่านกระบวนการ creative กันทุกวันอยู่แล้ว วันนี้จะกินอะไรดี? มาสายจะแก้ตัวยังไงดี? ฯลฯ

และกระบวนการ creative ที่ดีไม่ใช่การเพิ่ม แต่เป็นการลด

อ.ดวงฤทธิ์ บุญนาค (สถาปนิกชื่อดังที่เคยมา WeShare เหมือนกัน) สอนป๋าเต็ดไว้ว่าคนเราเหมือนแก้วเปล่า

แต่แล้ว IS, BECAUSE, I ก็ทำให้แก้วนั้นเต็ม

IS คือ facts หรือข้อเท็จจริง เช่นเก้าอี้มีไว้นั่ง โต๊ะมีไว้วางของ

BECAUSE คือเหตุผล ทำไมเก้าอี้ต้องมีเบาะ ทำไมโต๊ะต้องมีสี่ขา

I คือรสนิยมหรือตัวตนของเรา ฉันชอบเก้าอี้สีเรียบๆ ฉันไม่ชอบเก้าอี้เบาะกำมะหยี่ ฯลฯ

เมื่อแก้วเต็มไปด้วยข้อเท็จจริง เหตุผล และรสนิยม เราก็กลายเป็นคนน้ำเต็มแก้ว ไม่สามารถคิดอะไรต่อจากนี้ได้อีกแล้ว

กระบวนการ creative จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการตัด IS หรือ BECAUSE หรือ I ออกไป (หรือจะตัดทั้งสองหรือสามอย่างเลยก็ได้)

IS – เก้าอี้อาจจะไม่ต้องเอาไว้นั่งก็ได้ เอาไปประดับผนังได้มั้ย?

BECAUSE – ทำไมเก้าอี้ต้องมีสี่ขา? มีสามขาไม่ได้เหรอ

I – ไม่ต้องสนใจว่าเราไม่ชอบเก้าอี้กำมะหยี่

—–

ป๋าเต็ดยังเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเราอาจเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว แต่ป๋าเต็ดไม่สน จะเล่าอยู่ดี

ว่ากันว่ามีช่างไม้คนหนึ่งที่แกะสลักไม้เป็นรูปช้างได้เหมือนจริงมาก ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงดั้นด้นไปหาช่างไม้คนนั้นที่ทำงานอยู่ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อได้เจอช่างไม้ ชายหนุ่มจึงถามถึงเคล็ดลับในการแกะสลักช้าง

ช่างไม้ตอบว่า ก่อนอื่นเราต้องมีไม้ที่ดีก่อน เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็แกะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป

ก็เท่านั้นเอง

ไม้คือคอนเซ็ปต์ที่ดี มันจะมาพร้อมกับข้อจำกัดของมันอยู่แล้ว เช่นถ้าไม้ขนาดเท่าท่อนแขน เราก็ไม่สามารถแกะให้ช้างใหญ่กว่าท่อนแขนได้อยู่แล้ว

เมื่อได้คอนเซ็ปต์ที่ดีแล้ว เราก็ต้องหาช้างของเราให้เจอ

ถ้าจะจัดงาน Food Festival ช้างของเราก็คืออาหารต้องอร่อย

ฉากจะอลังการแค่ไหน จะเชิญดาราดังมากี่คน แต่ถ้าอาหารมันไม่อร่อย ก็จบ

—–

แล้วป๋าเต็ดก็เล่าถึงการแกะสลักช้างในหลากหลายโอกาสให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็น Hot Wave Music Awards, Fat Festival, Big Mountain และ คอนเสิร์ตวง Paradox ซึ่งป๋าเต็ดบอกว่ามันคือคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดในชีวิตของป๋าเต็ดและทีมงาน

ซึ่งผมจะไม่ขอลงรายละเอียด เพราะไม่อยากสปอยล์ ใครอยากฟังให้เชิญป๋าเต็ดเอาเองนะครับ 😉

—–

อีกสามเรื่องที่ป๋าเต็ดฝากเอาไว้ก็คือ

1. ไม่มี bad ideas มีแต่ good ideas ที่มาก่อนกาล เช่นปรากฎการณ์ ดัม-มะ -ชา-ติ ที่ต้องการจะจัดคอนเสิร์ตบอดี้สแลมระดับ full scale ทั่วประเทศ แต่ตั้งราคาบัตรแพงเกินไปสำหรับสภาพเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้น ทำให้บัตรขายไม่ออกและต้องยกเลิกโครงการไปในที่สุด

2. ลูกค้าไม่ใช่ศัตรูของเรา จงหาให้เจอว่าเขาต้องการอะไร และคอยแนะนำว่าอะไรคือช้าง อะไรที่ไม่ใช่ช้าง ถ้าเราอยู่ข้างเดียวกับลูกค้า ลูกค้าก็จะอยู่ข้างเดียวกับเรา (แม้ไม่ใช่ทุกราย)

3. ข้อจำกัดคือของขวัญจากพระเจ้า เพราะมันจะช่วยให้เราคิดอย่างมีโฟกัสมากขึ้น ทำให้เราไม่ฟุ้งและออกนอกลู่นอกทาง จริงๆ แล้วเราควรจะเติมข้อจำกัดลงไปด้วยซ้ำ ตราบใดที่มันไม่ทำให้ช้างเสียทรง เช่น Hot Wave Music Awards รับเฉพาะเด็กมัธยมเท่านั้น ต้องส่งเดโม่มาก่อนเท่านั้น ตอนขึ้นแสดงต้องแต่งชุดนักเรียนเท่านั้น ฯลฯ

ขอบคุณป๋าเต็ดที่สละเวลามาแชร์ประสบการณ์ความรู้ให้กับพวกเราทุกคน ขอให้ป๋าเต็ดสุขภาพดี มีแรงจัด big mountain ให้พวกเราคนไทยไปอีก 30 ปีเลยนะครับ!

—–

อ่านบทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings ได้ที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt

ยังไงชีวิตก็เต็มไปด้วยปัญหา

20181110_problems

สมมติเราเบื่อปัญหารถติด เราอาจจะแก้ปัญหาด้วยการตื่นให้เช้าขึ้น ซึ่งก็จะนำมาซึ่งปัญหาใหม่คือง่วงนอนตอนกลางวัน ซึ่งก็อาจแก้ได้โดยเข้านอนให้เร็วขึัน ซึ่งก็จะนำมาซึ่งปัญหาใหม่คืออดดูทีวีรายการโปรด ซึ่งก็อาจจะแก้ได้โดยมาดูย้อนหลัง ซึ่งก็นำมาสู่ปัญหาใหม่ว่าจะหาเวลาที่ไหนดู ฯลฯ

หรือสมมติเราอยู่คนเดียวแล้วเหงา เลยแก้ปัญหาด้วยการหาแฟน พอมีแฟนแล้วผู้ใหญ่ก็จะเริ่มกดดันให้เราแต่งงาน เราก็แก้ปัญหาด้วยการแต่งงาน แต่งงานแล้วพ่อแม่อยากอุ้มหลาน ก็แก้ปัญหาด้วยการมีลูก มีลูกแล้วก็ต้องแก้ปัญหาว่าใครจะดูแลลูก ลูกจะเรียนที่ไหน ฯลฯ

ดังนั้น ชีวิตมนุษย์จึงไม่เคยว่างเว้นจากปัญหา เมื่อแก้ปัญหานี้เสร็จ มันก็จะมีปัญหาใหม่ๆ รอเราอยู่เสมอ

โจทย์จึงไม่ใช่การทำให้ชีวิตไร้ปัญหา โจทย์คือจะทำยังไงให้ชีวิตมีปัญหาที่ดี (good problems) ให้มากที่สุด

คนตกงานมีปัญหาว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่าห้อง คนอย่างวอร์เรนบัฟเฟตต์ก็มีปัญหาว่าจะจัดการเงินแสนล้านของเขาอย่างไร

ทั้งคู่มีปัญหาเกี่ยวกับเงินเหมือนกัน แต่อันหนึ่งเป็น bad problem อีกอันหนึ่งเป็น good problem

แต่ good problems นั้นมักจะอยู่ข้างหลัง bad problems

ดังนั้นถ้าอยากให้ชีวิตมี good problems เยอะๆ เราต้องแก้ไข bad problems ให้เรียบร้อยเสียก่อน

ไหนๆ ชีวิตก็ต้องเต็มไปด้วยปัญหาอยู่แล้ว ก็ขอให้มันเต็มไปด้วยปัญหาดีๆ กันเถอะนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Subtle Art of Not Giving a F*ck by Mark Manson

อ่านบทความใหม่ของ Anontawong’s Musings ได้ก่อนใครที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt
Web: anontawong.com

เพิ่มเพื่อน

นิทานซื้อกล้วย

20181109_bananas

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“แม่ค้า กล้วยหวีเท่าไหร่?”

“30 บาท”

“แพงไป 20 บาทได้ไหม”

“กาแฟแก้วที่คุณถืออยู่ราคาเท่าไหร่?”

“150 บาท”

“แล้วคุณต่อราคาเขาไหม”

“จะบ้าเหรอ นี่มันกาแฟมียี่ห้อ เขาไม่ต่อกันหรอก”

“กับคนรวยๆ คุณไม่ต่อเขาสักบาทเดียว แต่พอกับคนจนอย่างฉันคุณกลับต่อราคาเหลือ 20 บาทเนี่ยนะ?”


ขอบคุณนิทานจาก Gplusquotes

อ่านบทความใหม่ของ Anontawong’s Musings ได้ก่อนใครที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt
Web: anontawong.com

เพิ่มเพื่อน