หิวก็กิน

20190425

อิ่มก็หยุด

ง่วงก็นอน

งานมีก็ทำ

เหนื่อยก็พัก

เงินมีก็เก็บ

ไม่พอใจก็บอก

สนุกก็ขยับตัว

ปัญหาที่ไม่จำเป็นเกิดขึ้นเพราะเราทำอะไรที่ขัดกันเอง

หิวแต่ไม่ยอมลุกไปทานข้าว

อิ่มแล้วแต่ยังสั่งชานมไข่มุก

ง่วงแล้วแต่ยังนอนไถฟีดต่อ

งานมีแต่ขอเปิดยูทู๊บไปด้วย

เหนื่อยแต่พักไม่ได้ (เพราะงานไม่เสร็จ)

เงินมีแต่ใช้จนติดลบ

ไม่พอใจแต่ยิ้มกลบ

สนุกแต่เก๊กนิ่ง

ชีวิตไม่ง่าย แต่ก็ตรงไปตรงมา

เราต่างหากที่ทำให้มันซับซ้อนไปเอง

ชีวิตไม่ใช่ popularity contest

20190424

จริงอยู่ว่าใครๆ ก็อยากเป็นที่รัก และคงไม่มีใครอยากโดนเกลียดขี้หน้า

แต่ความอยากเป็นที่รักจนเกินเหตุก็อาจสร้างปัญหา เพราะมันจะทำให้เราไม่กล้าทำอะไรเลย

เขาโยนงานมาให้ ก็ไม่กล้าปฏิเสธ

ลูกน้องทำงานไม่ได้เรื่อง ก็ไม่กล้าตำหนิ

เห็นกฎกติกาบางอย่างไม่เมคเซ้นส์ ก็ไม่กล้าตั้งคำถาม

เมื่อมัวแต่กังวลว่าใครจะมองเรายังไง เราก็จะกลายเป็นคนไม่มีจุดยืนและโดนล้ำเส้นตลอด

แต่ถ้าเรารู้จักขีดเส้น รู้จักปฏิเสธ รู้จักพูดในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม ทิศทางชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไป

แน่นอนว่าระยะแรกมันย่อมสร้างความไม่พอใจ คะแนนนิยมเราอาจตกลงบ้าง แต่สุดท้ายเราจะได้ความเคารพและการยอมรับ ซึ่งมีคุณค่ากว่าความนิยมเป็นไหนๆ

เพราะชีวิตไม่ใช่ popularity contest เราจึงไม่ควรเอาใจคนอื่นจนยอมทิ้งหลักการ ความถูกต้อง และความเคารพในตัวเองไปครับ

ไม้บรรทัดคนเราไม่เท่ากัน

20190423_ruler

เป็นเรื่องปกติที่เราจะเกิดคำถามกับใครบางคนหรือคนบางกลุ่มว่า แค่นี้ทำไมคิดไม่ได้ หรือแค่นี้ทำไมทำไม่ได้

เพราะสำหรับเรามันตรงไปตรงมา ไม่เห็นมีอะไรซับซ้อน

แต่บางทีเราก็ลืมคิดไปว่าเรากำลังเอามาตรฐานของเราเป็นตัวตั้ง

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะมันเป็นไม้บรรทัดเดียวที่เรามี

เพียงแต่เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าไม้บรรทัดของเรากับเขาอาจไม่เท่ากัน

ของเราอาจไม้ยาว ของเขาอาจไม้สั้น

หนึ่งเซ็นของเราอาจเท่ากับหนึ่งนิ้วของเขา

เพราะแต่ละคนเติบโตมาในบริบทที่แตกต่างกัน สิ่งที่เป็น common sense สำหรับเราอาจไม่ได้ common sense สำหรับเขาก็ได้

เมื่อระลึกได้ว่าเรากับเขาใช้ไม้บรรทัดคนละอันกัน เราก็น่าจะหงุดหงิดน้อยลง และมีเมตตากับเขาและกับตัวเองมากขึ้นครับ

เราคือคนเล่านิทานพิน็อคคิโอ

20190422_pinocchio

ปรายฝน ลูกสาววัยสามขวบกว่าของผมกำลังพูดจาเจื้อยแจ้ว ถามคำเดียวตอบได้ยาวหลายประโยค

แต่บางคำตอบก็ดูเหมือนเค้าจะมีความมั่วอยู่บ้าง เช่นถามว่ากินเข้าแล้วรึยัง ตอบว่ากินแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กิน พอถามซ้ำก็ยังยืนยันคำเดิม

ผมเคยอ่านนิทานพิน็อคคิโอให้ปรายฝนฟัง เลยบอกปรายฝนว่า ถ้าพูดโกหกจะจมูกยาวเหมือนพิน็อคคิโอนะ พร้อมทั้งเอานิ้วชี้มาต่อจมูกให้ลูกสาวเห็นภาพ

ปรายฝนก็เลยพูดหน้าเสียๆ ว่า “ปรายฝนไม่อยากจมูกยาว ๆๆ”

“ถ้าไม่อยากจมูกยาว ปรายฝนก็ต้องไม่โกหกนะคะ”

ผมพูดจบประโยคนี้แล้วก็เพิ่งคิดขึ้นได้

พินอคคิโอ้ไม่มีอยู่จริง คนธรรมดาพูดโกหกกี่ครั้งจมูกก็ไม่ยาวขึ้น

นี่ผมกำลังพูดโกหกเพื่อสอนให้ลูกพูดความจริงอย่างนั้นหรือ

เหมือนพี่สอนน้องว่าอย่าเล่นยาขณะที่มือขวาคีบบุหรี่

เหมือนเพื่อนแซวเพื่อนที่ไปเปลี่ยนชื่อว่าชาวพุทธที่แท้เค้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ พูดจบก็กระดกเหล้าเข้าปาก

เหมือนหัวหน้าที่ตำหนิลูกน้องว่าทำงานไม่เสร็จ ทั้งๆ ที่ตัวเองสั่งงานล่าช้า

เรามีความเป็นคนเล่านิทานพิน็อคคิโอกันทุกคน

จะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้นเอง

อย่าให้ 10 วินาทีทำลาย 10 ชั่วโมง

20190422_10seconds.png

เคยมั้ยที่เราเจอเรื่องที่ทำให้เราหงุดหงิดไปได้เป็นวันๆ

ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ที่ทำให้หงุดหงิดนั้นมันใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น

อาจจะเป็นเรื่องดราม่าที่ได้อ่าน มารยาทที่ขาดแคลนบนท้องถนน หรือคำพูดของใครบางคนที่ทำร้าย

ถ้ารู้ตัวว่ากำลังหงุดหงิด กลับมาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วถามตัวเองว่าจะปล่อยให้เรื่องแย่ๆ หรือคนแย่ๆ มาทำให้ชีวิตเราเป๋ไปทั้งวันอย่างนั้นหรือ

คำตอบนั้นชัดในตัวมันเองอยู่แล้ว

ความสำเร็จในที่ลับมาก่อนความสำเร็จในที่แจ้ง

20190421_privatevictories

“Private victories precede public victories.”
-Stephen Covey

เวลาเรามองคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักจะเห็นแค่ผลลัพธ์

ไม่ว่าจะเป็นยอดวิว ยอดขาย รายได้ ชื่อเสียง

เหล่านี้ล้วนเป็นความสำเร็จที่เราก็อยากได้มาครอบครอง

จนบางทีเราก็ลืมคิดไปว่ากว่าพวกเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องแลกกับอะไรมาบ้าง

ต้องทำงานสัปดาห์ละ 60 ชั่วโมง

ต้องแบกรับความเสี่ยงและสายตาของคนใกล้ชิด

ต้องเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อตื่นแต่เช้ามาฝึกซ้อม

ถ้าความสำเร็จในที่ลับเรายังทำให้เกิดไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะมีความสำเร็จในที่แจ้ง

จะนอนต่อหรือจะลุกขึ้น จะเล่นเฟซหรือจะเขียนบทความ จะรักษาหน้าหรือจะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้/ไม่เก่งแล้วเอ่ยปากถาม

แต่ละวันคือโอกาสในการสะสมแต้ม private victories

และถ้าโชคดีพอ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราอาจจะมี public victories ไว้ให้เชยชมอย่างใครเขาบ้างก็ได้

นิทานวัวหาย

20190419_lostcow

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ในป่ากับเหล่าภิกษุ

หลังจากฉันเพลในความเงียบ ขณะที่กำลังจะเริ่มปาฐกถาธรรมนั้น ก็มีชาวนาผู้หนึ่งหน้าตาเศร้าหมอง เอ่ยถามว่า

“ภิกษุ ท่านเห็นวัวของฉันผ่านมาทางนี้บ้างไหม”

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “พวกเราไม่เห็นวัวสักตัวผ่านมาทางนี้เลย”

ชาวนาพูดต่อ “ภิกษุ ฉันเป็นคนที่โชคร้ายและไม่มีความสุขเลย ฉันมีวัวอยู่เพียง 12 ตัว แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด เมื่อเช้านี้วัวทุกตัวของฉันหนีหายไปหมด ไม่เพียงเท่านั้น งาที่ฉันปลูกไว้ 20ไร่ ยังถูกแมลงแทะกินเสียจนเกลี้ยง ฉันคงต้องตายเป็นแน่แท้ ฉันจะอยู่รอดได้อย่างไรเล่าหากปราศจากวัวและเมล็ดงาของฉัน”

พระพุทธเจ้าทรงทอดพระเนตรไปที่ชายผู้นั้นด้วยสายตาแห่งความกรุณา แล้วตรัสว่า

“เสียใจด้วยเพื่อนเอ๋ย เราไม่เห็นวัวสักตัวผ่านมาทางนี้เลยจริงๆ ท่านคงต้องลองไปหาดูที่อื่น”

เมื่อชาวนาจากไปแล้ว พระพุทธองค์ทรงหันมายังเหล่าภิกษุ ทรงมองอย่างลึกซึ้ง แย้มสรวลแล้วตรัสว่า

“เพื่อนรักทั้งหลาย เธอรู้หรือไม่ว่าเธอเป็นคนโชคดีมาก เธอไม่มีวัวสักตัวให้สูญหาย”

—–

ขอบคุณนิทานจากเพจ Thai Plum Village 

ขอบคุณความไม่แน่นอน

20190418_uncertainty

วันนี้สุขภาพดี พรุ่งนี้อาจป่วยก็ได้

วันนี้รักกันอยู่ดีๆ พรุ่งนี้อาจเลิกกันก็ได้

วันนี้เห็นหน้ากันอยู่ดีๆ พรุ่งนี้อาจไม่ได้เจอกันแล้วก็ได้

เวลาเราคิดถึงความไม่แน่นอน เรามักจะคิดถึงมันในแง่ร้ายก่อน

แต่ความไม่แน่นอนก็มีแง่บวกด้วยเช่นกัน

ปีนี้เงินเดือน 20,000 ปีหน้าอาจเงินเดือน 30,000 ก็ได้

ขายขนมโตเกียวอยู่ดีๆ อาจมีเว็บเอาไปเขียนถึงจนโด่งดังก็ได้

อยู่เป็นโสดมานานจนถอดใจ วันนี้อาจได้เจอคนที่ใช่ก็ได้

ถ้าโลกนี้มีแต่ความแน่นอน ชีวิตย่อมไม่แย่ลง แต่ก็ไม่มีโอกาสดีขึ้นเช่นกัน

เราจึงควรขอบคุณความไม่แน่นอน

หนึ่ง เพราะมันทำให้เราไม่ประมาท

และสอง เพราะมันทำให้เรามีความหวังครับ

เขียนกฎเพื่อควบคุมคนส่วนน้อย

20190417_rules

เป็นการกระทำที่ไม่คุ้มกันอย่างยิ่ง

ใครที่อยู่องค์กรใหญ่ๆ ที่ก่อตั้งมานาน อาจรู้สึกหงุดหงิดที่มีกฎระเบียบยุ่บยั่บเต็มไปหมด

แค่จะขอซื้อของราคาไม่กี่พันยังต้อง approve กันสามสี่คน

หรือแค่จะเบิกถุงมือยังต้องใช้เวลาเป็นสิบนาที

หรือมาสายนิดหน่อยก็โดนหักเงิน

กฎกติกาเหล่านี้อาจไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก

แต่พอมีคนทำผิดทีนึง ทีมผู้บริหารก็รีบออกกฎออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก

เช่นเคยอาจมีพนักงานคนนึงเบิกถุงมือเยอะเกินเหตุ เลยต้องออกกระบวนการในการเบิกถุงมือให้เจ้านายเซ็นรับทราบและต้องแทร็คว่าพนักงานแต่ละคนเบิกไปคนละกี่คู่แล้ว

ซึ่งเวลาที่สูญเสียไปกับการแทร็คเรื่องพวกนี้อาจมีมูลค่าสูงกว่าถุงมือเสียอีก

ไหนจะต้องทำไฟล์เก็บข้อมูล ไหนจะต้องหาคนมาดูแลเรื่องการเบิกถุงมือ ไหนจะเสียเวลาทำการทำงานของคนในโรงงาน ฯลฯ

นี่ยังไม่รวมถึง “ต้นทุนความเชื่อมั่น” ที่กฎนี้กำลังบอกกับพนักงานว่า “เราไม่เชื่อใจพวกคุณ” อีก

ในเมื่อองค์กรยังไม่เชื่อใจพนักงาน แล้วจะคาดหวังให้พนักงานเชื่อใจองค์กรได้อย่างไร

ความอันตรายคือตอนออกกฎเราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แค่เพิ่มขั้นตอนหน่อยเดียวเอง

แต่ถ้าออกกฎใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ โดยไม่ยับยั้งชั่งใจ ผ่านไปห้าปีเราจะมีกฎที่ไม่ make sense อยู่เต็มไปหมด

ถ้าเราอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารขององค์กรที่มีสิทธิ์ในการออกกฎกติกาได้ ฝากคิดเผื่อด้วยนะครับว่า กฎใหม่ที่เรากำลังจะออกมานั้นมันควบคุมคนส่วนน้อยและทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อนรึเปล่า สิ่งที่ได้กลับมาจะคุ้มกับสิ่งที่เสียไปจริงรึเปล่า

สร้างกฎให้น้อยลง เชื่อใจคนในองค์กรให้มากขึ้น จะได้เอาเวลาไปทำเรื่องที่มีประโยชน์กว่านี้กันครับ

เมื่อคำว่าต้องมันเยอะเกินไป

20190415_toomuchmust

เราก็ไม่ต่างอะไรกับทาส

แน่นอนว่าคนเรามีหน้าที่ โดยเฉพาะการทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูตัวเองและคนที่เรารัก

แต่นอกเหนือจากหน้าที่แล้ว บางทีทุนนิยมก็ผลักไสให้เราใส่สิ่งที่ต้องทำเข้ามาอีกมากมายในชีวิต

มือถือที่ต้องมี ซีรี่ส์เน็ตฟลิกซ์ที่ต้องดู ข่าวดาราที่ต้องรู้

เราก็เลยไม่เคยมีเวลาพอ-ไม่เคยมีเงินพอเสียที

หากรู้สึกว่าชีวิตเริ่มเหนื่อยเกินไป เราควรกลับมาสำรวจบรรดาสิ่งที่เรา “ต้องทำ” ว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องทำจริงรึเปล่า มันเป็น needs หรือมันเป็น wants กันแน่

เมื่อตัดสิ่งพะรุงพะรังออกจากชีวิตส่วนตัวได้แล้ว ก็สมควรสำรวจสิ่งพะรุงพะรังในที่ทำงานด้วย

ประชุมที่ต้องเข้า รายงานที่ต้องเขียน ไฟล์ที่ต้องตรวจ ลองถามว่าถ้าลองหยุดทำ ลดความถี่ หรือมอบหมายให้คนอื่นช่วยจะได้มั้ย เพราะงานมีเป็นอนันต์ แต่ชีวิตคนมีจำกัด

อย่าปล่อยให้คำว่าต้องเข้ามาอยู่ในชีวิตมากเกินไปครับ