12 เรื่องสุดเจ๋งที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Thomson Reuters

ผมเริ่มทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2546

หรือถ้าเขียนเป็นตัวเลขภาษาอังกฤษก็จะได้ วันที่สามเดือนสามปีศูนย์สาม (03/03/03)

วันนี้จึงเป็นวันครบรอบ 12 ปีที่ทำงานที่นี่พอดีครับ

เลยขออนุญาตนำเสนอ 12 เรื่องราวสุดเจ๋งของ Thomson Reuters ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

0. เราเปลี่ยนชื่อเป็น Thomson Reuters มา 7 ปีแล้ว

ผมนับเป็นข้อ 0 เพราะไม่นับว่าเป็นเรื่อง “สุดเจ๋ง” แต่เป็นเรื่องที่ควรรู้เพื่อปูพื้นนะครับ

บริษัทรอยเตอร์ ก่อตั้งโดยชาวยิวชื่อ Paul Julius Reuter (ไม่มี ‘s’) ที่ประเทศอังกฤษเมื่อปีค.ศ.1851  หรือ พ.ศ.2394 ตรงกับปีที่พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์พอดี

บริษัททอมสัน ก่อตั้งโดยชาวแคนเนเดียนนาม Roy Thomson ที่ประเทศแคนาดาเมื่อปีค.ศ.1934 หรือพ.ศ.2477 หรือหลังจากที่เมืองไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ 2 ปี

และเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ช่วงสงกรานต์ พ.ศ.2551 บริษัท Thomson ก็ได้ควบรวมกับบริษัท Reuters กลายเป็น Thomson Reuters โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์ค

thomson_reuters_logo

ส่วนที่เมืองไทยเรามีบริษัท Reuters (Thailand) Ltd. และ Reuters Software (Thailand) Ltd. ซึ่งบริษัทแรกนั้นดูแลเรื่องงานข่าวและงานขายเป็นหลัก ส่วน Reuters Software ก็พัฒนาซอฟท์แวร์ตามชื่อครับ โดยทั้งสองบริษัทยังคงใช้ชื่อนี้อยู่แม้บริษัทแม่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Thomson Reuters แล้วก็ตาม

1. เราไม่ได้เป็น (แค่) สำนักข่าว

พ่อผมชอบแนะนำคนอื่นๆ ว่า “ลูกทำงานอยู่สำนักข่าวรอยเตอร์”

ก็ได้ครับพ่อ!

เพราะคนไทยจะรู้จักรอยเตอร์ในฐานะสำนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีนักข่าวสองพันกว่าคน และมีคนหนึ่งพันล้านคนที่ได้เสพข่าวจากรอยเตอร์ทุกวัน

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า สำนักข่าวรอยเตอร์คือธุรกิจที่เล็กที่สุดของเรา!

โปรดดูพายชาร์ทด้านล่าง

TRBusiness

จะเห็นว่ารายได้ของข่าว (Reuter News) เป็นเพียง 2% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น

ส่วนรายได้เกินกว่าครึ่งมาจากธุรกิจด้านการเงิน (Financial & Risk) ซึ่งก็คือการขายซอฟท์แวร์และข้อมูลให้กับโบรคเกอร์และสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการซื้อขายหุ้นและเงินตราต่างประเทศนั่นเอง

รายได้ของ Thomson Reuters เมื่อปี 2014 คือ 12,600 ล้านดอลล่าร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 408,000 ล้านบาท

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ทอมสันรอยเตอร์มีรายได้มากกว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่สามเจ้าในเมืองไทยรวมกัน (AIS+TRUE+DTAC = 359,000 ล้าน)

2. เราเป็น Software Development Center ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย

บริษัทของเราตั้งอยู่ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง ถนนพระราม 4 (ตรงข้ามสวนลุมพอดี) มีออฟฟิศอยู่ทั้งหมด 8 ชั้น และ 90% เป็นพนักงานด้าน IT ไม่ว่าจะเป็น software engineer, quality assurance engineer, support consultant, project manager, network engineer, software process specialist, technical specialist และ architect

เราเป็นบริษัทแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ CMMI Level 5 (CMMI นั้นคล้ายกับมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO ครับ แต่ใช้กับพวกบริษัทซอฟท์แวร์  ส่วน Level 5 คือระดับสูงสุด)

นอกจากนั้นเรายังเป็นองค์กรที่ใช้ Agile methodology ในการทำซอฟท์แวร์ที่มีคนใช้งานอยู่ทั่วโลกอีกด้วย

3. คนไทยเป็นตัวหลักในการสร้างหนึ่งในโปรดักท์ที่สำคัญที่สุดของบริษัท

อย่างที่เล่าให้ฟังไปในข้อที่หนึ่งว่าธุรกิจใหญ่ที่สุดของเราคือธุรกิจด้านการเงิน (มูลค่าธุรกิจเกินสองแสนล้าน)

และ Thomson Reuters Eikon ก็คือโปรดักท์ชูโรงของเรา ซึ่งสถาบันการเงินทั่วโลกใช้กัน โดยมีคู่แข่งหลักคือ Bloomberg Terminal ครับ

นี่คือหน้าตาของ Eikon ครับ

Eikon - Single Equity View

อย่างน้อย 40%-50% ของสิ่งที่คุณเห็นใน Eikon  นั้น เป็นฝีมือของคนไทยครับ

ซึ่งก็เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

4. พนักงานผู้หญิงที่นี่มีโอกาสเติบโตสูงพอๆ กับผู้ชาย

หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ !

สัดส่วนพนักงานชายกับหญิงคือ 60:40 ซึ่งถือว่าโอเคเลย เพราะงาน IT มักจะมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง…

1 ใน 5 ของพนักงานหญิงจะเป็นระดับ manager

ขณะที่ 1 ใน 7 ของพนักงานชายจะเป็นระดับ manager

ซึ่งแปลว่า ถ้าคุณเป็นผู้หญิง คุณจะมีโอกาสเป็นเมเนเจอร์มากกว่าเพื่อนพนักงานชายซะอีก

แน่นอน จริงๆ แล้วการเติบโตที่นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นหญิงหรือชาย แต่เป็นเรื่องความสามารถ โอกาส และจังหวะครับ

แต่ประเด็นก็คือ ถ้าคุณเก่งซะอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็นหญิงหรือชาย คุณก็จะมีโอกาสได้เติบโตที่นี่

Female

 5. สวัสดิการดีสุดๆ

เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ ที่บริษัทอื่น ผมยังไม่เจอที่ไหนสวัสดิการเจ๋งกว่าของที่นี่นะครับ

เอาเฉพาะที่ใช้กันบ่อยๆ นะครับ

  • เรามีเงินอุดหนุนสำหรับสมัครสมาชิกฟิตเนสรายปี แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ก็สามารถจะขอคูปองเพื่อลองเล่นได้ 24 ครั้งต่อปี
  • ประกันสุขภาพ – ค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ซึ่งสามารถเบิกได้ทุกวัน
  • สวัสดิการเรื่องประกันสุขภาพนี้ครอบคลุมไปถึงสามี/ภรรยา และลูกๆ ด้วย เหมาะสำหรับคนมีครอบครัวอย่างมาก
  • สามารถเลือกได้ว่าจะตัดเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่าไหร่ ตั้งแต่ 6% – 9.75% และองค์กรก็จะสมทบให้ 9.75% (แม้เราจะหักแค่ 6% เขาก็จะสมทบให้ 9.75% อยู่ดี)
  • ทุนเรียนโท (แบบพาร์ทไทม์) 170,000 บาทตลอดหลักสูตร
  • ลาหยุด 15 วันต่อปี และมีวันลาเพิ่มขึ้นตามอายุงาน
  • วันหยุดตามธนาคารแห่งประเทศไทย บวกวันคริสต์มาส (แต่ไม่ได้หยุดตรุษจีนนะฮะ!)
  • มีวันลาสำหรับสถานการณ์พิเศษ เช่น แต่งงาน (ห้าวัน) คลอดบุตร (คุณแม่ลาได้สี่เดือน คุณพ่อลาได้สองอาทิตย์) อ่านหนังสือสอบปริญญาโท (ห้าวันต่อปี) ฯลฯ
  • มีบ้านพักตากอากาศ 3 หลัง ที่เขาใหญ่และระยอง ให้เราไปพักได้ฟรีๆ

6. ให้เสรีภาพสำหรับเวลาเข้างาน (Flexible working hours)

ที่นี่เราไม่มีตอกบัตร เพราะถือว่าโตๆ กันแล้ว และควรจะมีความเป็นมืออาชีพมากพอที่จะรับผิดชอบต่องานที่เรามี

และด้วยความที่เราต้องทำงานกับเมืองนอก บางทีเลยต้องอยู่ประชุมดึกๆ ผ่านระบบ teleconference หรือ telepresence จึงอะลุ่มอล่วยให้มาทำงานสายได้ แต่ก็ไม่ควรเกินสิบโมง

ถ้าต้องมี teleconference ตอนหัวค่ำ และไม่อยากทำที่ออฟฟิศ ก็อาจจะออกเร็วเพื่อกลับไปทำที่บ้านได้เช่นกัน

และในบางสถานการณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้านในบางวันหรือเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่ง (เช่นลูกเพิ่งเข้าโรงเรียน และต้องไปรับไปส่งทุกวัน) ก็สามารถคุยกับเจ้านายเป็นกิจจะลักษณะเพื่อที่จะขอเวลาเข้างานและออกงานที่สอดคล้องกับตารางเวลาของเรา

ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้เจ้านายเชื่อมั่นในตัวเราก่อนนะครับ

7. ให้โอกาสคน

ยกตัวอย่างตัวเองแล้วกัน

ผมจบวิศวะไฟฟ้า แต่มาทำงานบริษัทซอฟท์แวร์ แถมยังได้ทำเป็น developer (หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า programmer) ทั้งๆ ที่ผมเรียน programming มาน้อยมาก

จากนั้นก็ได้ไปทำงาน support (ซึ่งไม่ต้องโค้ด แต่ต้องรับมือการความกดดันจากลูกค้าที่ประสบปัญหากับซอฟท์แวร์ของเรา)

และพอรู้สึกว่าอิ่มตัวกับงานสาย technical ก็ได้มาทำงานสื่อสารองค์กร ทั้งๆ ที่เราไม่มีพื้นฐานมาก่อน แต่คนที่สัมภาษณ์เราเห็นว่าเรามีศักยภาพพอที่จะทำได้

ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่เปลี่ยนงานข้ามสาย เช่นเคยดูแล facilities ตอนนี้กลายมาเป็น product manager ของ Eikon

หรือเคยเป็น software engineer มาก่อน แล้วตอนนี้ไปเป็น product manager ที่นิวยอร์ค หรือ development manager ที่ลอนดอน

เพราะที่นี่ไม่ได้ดูแค่วุฒิการศึกษา แต่ดูผลงานและศักยภาพของเราเป็นหลักครับ

8. Facilities ดีสุดๆ

Lounge สำหรับกิจกรรมที่ต้องรองรับคนเยอะๆ

ห้องพยาบาล มีพยาบาลประจำ และมีคุณหมอเข้ามาสัปดาห์ละสองครั้ง

มีห้อง multi-faith prayer room คือห้องสำหรับศาสนิกชนใดก็ได้มาทำละหมาด / สวดมนต์ / นั่งสมาธิ

มีห้อง mother room หรือที่เรียกกันติดปากว่าห้องปั๊มพ์นมลูก สำหรับคุณแม่ลูกอ่อน

มีหนังสือดีๆ ให้ยืมเยอะแยะ

Pantry

20150227_16465920150227_164635

20150227_164935

9. โต๊ะทำงานใหญ่มว้าาากก

จะนับเรื่องนี้เป็น Facilities ก็ได้ แต่อยากแยกออกมาเพราะประทับใจจริงๆ

นี่คือรูปโต๊ะทำงานครับ วางจอคอมได้ห้าจอสบายๆ  (นายแบบคือน้องชายผมเอง)

บางชั้นที่อยู่กันหนาแน่นหน่อยก็อาจจะโต๊ะเล็กกว่านิดนึง วางได้แค่ 4 จออะไรงี้

20150227_165423

10. ศิษย์เก่าทอมสันรอยเตอร์ดังๆ เยอะแยะ

เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมคนเก่งๆ ไว้เยอะมาก จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่หลังออกจากทอมสันรอยเตอร์ไปแล้ว ศิษย์เก่าของที่นี่จะประสบความสำเร็จในหลายๆ วงการ

ไม่ว่าจะเป็น ยอด CEO ของ Wongnai ซึ่งเคยเป็น manager ทีม support ที่ผมเคยอยู่

Yod3ยอด Wongnai

Yod2ยอด Thomson Reuters

และบอย ภัทราวุธ CTO ของ Wongnai ซึ่งมี followers กว่า 60,000 คนบนวงใน ก็เคยเป็นมือกลองให้ Thomson Reuters Music Group วงดนตรีของบริษัท

Boy2บอย วงใน

Boy4บอย TRMG

เอ็ม ขจร @khajochi เจ้าของเว็บ macthai.com และรองแชมป์แฟนพันธุ์แท้ Steve Jobs ก็เคยทำงานเป็น Lead software engineer ที่นี่

KhajornFanpuntaeเอ็ม แฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ๊อบส์

KhajornReuters เอ็ม นักบาสรอยเตอร์ (รูปนี้เก่าแค่ไหนก็ดูที่โลโก้เอานะครับ)

พี่อ๊อบ อรรถพล (Ob Oberon) หนึ่งใน mobile application developers ที่รุ่งที่สุดคนหนึ่งในพ.ศ.นี้ ก็เคยเป็น developer ที่ดูแลโปรดักท์ตัวเดียวกันกับผม และไปเทรนที่ฝรั่งเศสมาด้วยกันเมื่อสิบปีที่แล้ว

ObTVอ๊อบ นักพัฒนาเกมบนมือถือ

Obอ๊อบ ตากล้องประจำก๊วนที่ไปปารีสด้วยกัน

หรือกระทั่งตากล้องดังๆ อย่าง ตั๊กกับออมแห่ง Coffeoto หรืออู๋ แห่ง Auzypand5 ก็เคยอยู่ที่นี่เช่นกัน

OomCoffeeOtoตั๊กกับออมแห่ง Coffeoto

Oom3ออมเคยเป็นนักร้องของ TRMG (ในรูปนี้คือนักร้องประจำวงบางส่วน)

Au2อู๋ตากล้องยอดติสท์แห่ง Auzypand5

Auzypand5อู๋ มือกีต้าร์ TRMG

11. HR ที่นี่เฟรนด์ลี่สุดๆ

ภาพจำของแผนกบุคคลหรือ HR นั้น คือดินแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยมนุษย์ป้าและบรรยากาศมาคุ

แต่ที่นี่ไม่ใช่อย่างนั้นครับ

HR ที่นี่เป็นกันเองสุดๆ คอยช่วยเหลือทุกอย่าง มีขนมให้ผมไปแย่งกินตลอด และที่สำคัญ ไม่ได้ทำแค่เรื่องเงินเดือนและเรื่องสัมภาษณ์  เพราะมีไอเดียใหม่ๆ เพื่อเพื่อนพนักงานตลอด ไม่ว่าจะเป็นงาน career day,  movie night, เปิดสอนโยคะที่ออฟฟิศ, หรืองาน Appreciating You

HR_Fixed

12. เรารับนักศึกษาฝึกงานตลอดปี

ที่นี่มีรับนักศึกษาฝึกงานตลอดปี ทั้งแบบช่วงปิดเทอมและแบบสหกิจ (อยู่ด้วยกันทั้งเทอมเลย) ถ้าใครเรียนทางด้าน IT มาก็สามารถส่งเรซูเม่มาที่ thailand.internship@thomsonreuters.com ได้เลยนะครับ

เข้ามาแล้วได้ทำงานจริงๆ แน่นอน เพราะที่นี่เราค่อนข้างจริงจังกับการฝึกงาน ตอนที่ผมเคยเป็นหัวหน้าทีม ก็ให้น้องฝึกงานทำ ระบบ eLearning ให้กับโปรดักท์เราตัวนึงเลยครับ

ถ้าใครโชว์ผลงานดี พอเรียนจบแล้วถ้าเรามีตำแหน่งว่างก็พร้อมจะพิจารณาเป็นพิเศษครับ

Intern

—–

และนี่คือ 12 เรื่องราวเกี่ยวกับบริษัท Thomson Reuters ที่ผมอยากให้ชาวไทยได้รับทราบกัน

ด้วยหวังลึกๆ ว่าเวลาผมบอกใครว่าทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์ จะไม่ถูกถามกลับมาอีกว่า “เป็นนักข่าวเหรอ”

ถ้าใครอยากติดตามความเคลื่อนไหวของ Thomson Reuters ประเทศไทย เชิญกดไลค์ Facebook fan page  Reuters Software (Thailand) Ltd. ได้เลย!

และถ้ายังไม่จุใจ ก็ตามไปอ่าน “7 เรื่องที่ได้เรียนรู้จาก Reuters Software Thailand” ของเอ็ม ขจรได้นะครับ

—–

Sources

Stock Exchange of Thailand ADVANC , TRUEDTAC

Wongnai.com: Yod Chinsupakul, Pattrawoots

Ob Oberon: facebook.com/ob.oberon

@Khajochi: khajochi.com, macthai.com, twitter.com/khajochi

Coffeoto: facebook.com/coffeoto

Auzypand5: facebook.com/auzypand5photo

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

โดมิโนสู่ดวงจันทร์

20150216_DominoesToTheMoon

เมื่อสองวันก่อนนี้ผมเขียนถึงดวงจันทร์ของแต่ละคน

วันนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับดวงจันทร์มาเล่าให้ฟังอีกเช่นกัน

ถ้าใครเข้าร้านหนังสือสัญชาติฝรั่งอย่าง Kinokuniya หรือ Asia Books อาจจะเห็นหนังสือเล่มนี้ผ่านหูผ่านตาบ้าง

หนังสือชื่อเชยๆ เรื่อง The ONE Thing เป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดที่ผมได้อ่านเมื่อปีที่แล้วครับ

ในช่วงแรกๆ ของหนังสือเล่มนี้ แกรี่ เคลเล่อร์ (Gary Keller) ได้เปรียบเปรยคววามหมายของการทำ The One Thing กว่าคล้ายๆ กับโดมิโน

เชื่อว่าหลายท่านอาจจะเคยเอาโดมิโน่มาวางเรียงกัน แล้วพอสะกิดให้ตัวแรกล้ม โดมิโนตัวถัดไปก็จะล้มตามกันไปเรื่อยๆ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

ในทศวรรษ 1980 (ยุคเอทตี้ส์) นักฟิสิกส์เคยทำการทดลองเอาโดมิโนมาวางเรียงกัน แต่โดมิโนแต่ละตัวจะมีขนาดไม่เท่ากัน โดยโดมิโนตัวถัดไปจะใหญ่กว่าโดมิโนชิ้นก่อนหน้า 1.5 เท่า

สมมติว่าโดมิโนชิ้นแรกสูง 2 นิ้ว
ชิ้นที่สองก็จะสูง 3 นิ้ว (2×1.5)
ชิ้นที่สามสูง 4.5 นิ้ว (3×1.5)
ชิ้นที่สี่สูง 6.75 นิ้ว (4.5×1.5)
ฯลฯ

และในการทดลอง นักฟิสิกส์กลุ่มนี้สามารถจัดเรียงโดมิโนจากเล็กไปใหญ่ และเมื่อล้มโดมิโนตัวแรกแล้ว มันก็พาโดมิโนตัวอื่นๆ ล้มตามไปด้วย  ซึ่งรวมถึงตัวสุดท้ายที่โดมิโนขนาด 3 ฟุต หรือ 36 นิ้ว

สิ่งนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า geometric progression หรือการก้าวหน้า/เติบโตแบบทวีคูณ

ถ้าโลกมีพื้นที่พอ และเราสามารถสร้างโดมิโนที่ใหญ่ขึ้น 1.5 เท่าไปได้เรื่อยๆ ลองเดามั้ยครับว่า ต้องใช้โดมิโนกี่ตัวถึงจะล้มโดมิโนที่สูงเท่าหอไอเฟลได้?

คำตอบคือ 23 ตัวครับ

น้อยกว่าที่คิดใช่มั้ย?

แล้วคุณลองเดาซิว่า โดมิโนตัวที่เท่าไหร่ที่จะล้มไปแตะดวงจันทร์ได้?

57 ตัวครับ* (น้อยกว่าที่คิดอีกแล้วใช่มั้ย)

The One Thing คือการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเดี๋ยวนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายปัจจุบัน อันจะนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป

และนี่คือความเจ๋งของ geometric progression ครับ เพราะแม้ในช่วงแรกเราอาจจะไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง แต่ถ้าเราเพียรทำในสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างไม่ลดละ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว อาจจะติดลมบนจนฉุดไม่อยู่เลยก็ได้

คล้ายกับบล็อกที่ผมเคยเขียนเอาไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า เพียงแค่เราทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานแค่ 1% พอครบปีเราจะเก่งขึ้นถึง 36 เท่า

หากเราจัดเรียงโดมิโนให้ดีๆ แล้วมุ่งความสนใจไปที่การล้มโดมิโนแต่ละตัวอย่างตั้งใจ

ไม่ช้าไม่นาน เราก็จะไปถึงดวงจันทร์ได้เช่นกันครับ

—–

* หมายเหตุ 57 ตัวจริงรึเปล่า? ในฐานะเด็กเก่งเลขอย่างเราต้องขอพิสูจน์หน่อย วิธี เพียงเอา 1.875 (ความสูงมาตรฐานของโดมิโน หน่วยเป็นนิ้ว) คูณ 1.5 ไป 56 ครั้ง แล้วคูณด้วย * 0.0000254 เพื่อแปลงเป็นกิโลเมตร

1.875*1.5^56*0.0000254 = 345,896 กิโลเมตร

ส่วนระยะทางจากโลกถึงพระจันทร์คือประมาณ 384,400 กิโลเมตรโดยเฉลี่ย (ระยะทางระหว่างพระจันทร์กับโลกจะอยู่ในช่วง 363,104 ถึง 405,696 กิโลเมตร)

Source: The ONE Thing

ทำตามความฝัน

20150213_HadIKnown

นี่คือประโยคหนึ่งในหนังสือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ที่มีคำโปรยด้วยว่า “เหมาะกับมนุษย์เดินดินที่มีความฝัน แต่ชอบคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม”

ผมว่ามันเป็นหนังสือที่ตั้งชื่อได้ “กินขาด” ที่สุดเล่มหนึ่ง

แค่เห็นชื่อก็อยากซื้อแล้ว แม้จะราคาถึง 255 บาทก็ตาม

ผมอ่านคิดจะไปดวงจันทร์ฯ ช่วงหยุดปีใหม่ ร่วมกับหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของคุณบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

หนังสือทั้งสองเล่มถือเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ผมตั้งใจเขียนบล็อกนี้อย่างจริงๆ จังๆ จนผมต้องส่งข้อความไปขอบคุณท่านทั้งสองทาง Facebook

เพราะผมเองก็มีความฝันของผมเหมือนกัน แต่ผมขออุบไว้ก่อน เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ไว้ดูเข้าที่เข้าทางเมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟัง

ไม่ใช่อะไร กลัวหน้าแตกครับ

—–

ผมอ่านประโยคด้านบนนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงหนังเรื่อง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ที่นำแสดงโดยติ๊ก เจษฎาพร ผลดี กับนางเอกหน้าใหม่ชื่อโบ ณัฐชลัยย์ สุขะมงคล

นางเอกเป็นเด็กติสท์เอามากๆ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และเพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทของพระเอก

พระเอกเป็นผู้บริหาร เป็นยอดมนุษย์เงินเดือนตัวเอ้ มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร และขยันทำงานสุดๆ

พระเอกมีแฟนอยู่แล้วคนหนึ่ง แฟนก็มีความฝันว่าวันหนึ่งอยากเปิดร้านเบเกอรี่ แต่เพราะพระเอกดูจะทุ่มเทให้กับงานบริษัทเสียเหลือเกิน แฟนของพระเอกจึงห่างเหินกับพระเอกขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่งพระเอกก็เลยปรับทุกข์ให้นางเอกฟังว่า

“ถามอะไรหน่อยสิ…ไอ้ที่เค้าเรียกว่าความฝันน่ะ มันต้องเป็นแบบ…เปิดร้านขนม…เขียนหนังสือ…แต่งเพลง…ทำหนัง…อะไรแค่นั้นเหรอ แล้วไอ้ที่ผมอยากจะมีเงินเก็บมากๆ อยากจะดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุด มันเรียกว่าความฝันไม่ได้เลยหรือไง”

เออ…จริง

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลมีเดียครองโลก ทางเลือกมีมากมาย

Passive Income, Financial Freedom, New Rich, ทำงานที่บ้าน คือแฟชั่นใหม่ล่าสุดที่หลายคนเลือกสวมใส่

อาชีพที่อินเทรนด์และดู cool สุดๆ คือการออกหนังสือมาซักหนึ่งเล่ม และทำหน้าที่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง มีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องยึดติดกับการเข้างาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น มีเวลาเล่นกับลูกได้เต็มที่ และไม่มีเพดานของรายได้

พอเจอกระแสนี้หนักๆ เข้า การเป็นมนุษย์เงินเดือนเลยดู uncool สุดๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละ

ทุกคนต่างก็มีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน ความเชื่อแตกต่างกัน และให้ความสำคัญในแต่ละมิติของชีวิตไม่เท่ากัน

เพราะฉะนั้น การเป็นมนุษย์เงินเดือนอาจจะไม่ใช่เรื่องแย่อะไร ตราบใดที่เรายังพอใจกับวิถีชีวิตแบบนี้

และเหล่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการ เป็นโค้ช หรือเขียนหนังสือ โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็ต้องพึ่งพามนุษย์เงินเดือนอยู่ดี ถ้าไม่ใช่ในฐานะคนที่ทำงานให้ ก็ในฐานะลูกค้า

ผมไม่ได้ต่อต้านวิถีชีวิตแนวใหม่นะครับ

เพียงแต่เราไม่ควรไปดูแคลนคนที่ยังเต็มใจที่จะเป็นพนักงานประจำ ว่าเขาไม่มีความฝัน หรือฉลาดไม่เท่าเรา

คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย…

แต่ดวงจันทร์ไม่ได้มีดวงเดียว

นักเขียนก็มีดวงจันทร์ของเขา
คนขายของออนไลน์ก็มีดวงจันทร์ของเขา
เจ้าของกิจการก็มีดวงจันทร์ของเขา
ครูประถมเงินเดือนหมื่นเศษก็มีดวงจันทร์ของเขา
พนักงานบริษัท ก็มีดวงจันทร์ของเขาเช่นกัน

เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าดวงจันทร์ดวงไหนสวยที่สุดครับ

Sources: คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย, ยอดมนุษย์เงินเดือน

เก่งจริงไม่ต้องบอก

20150210_GoodGreat

When you’re good at something, you will tell everyone. When you’re great at something, they’ll tell you.

-Walter Payton

 

ผมว่าคนไทยไม่ใช่คนขี้อวด

ที่ไม่อวดอาจจะเพราะว่าเราเป็นคนถ่อมตัวโดยธรรมชาติ

แต่ผมเดาว่าส่วนใหญ่เราไม่ค่อยอวดเพราะว่ากลัวโดนหมั่นไส้

คำว่าหมั่นไส้นี่ไม่มีในภาษาอังกฤษนะครับ อาจจะเพราะว่าฝรั่งไม่มองว่าการนำเสนอว่าตัวเองมีอะไรดีเป็นสิ่งผิด

ดังนั้นในห้องเรียนฝรั่ง ถ้าอาจารย์ถามอะไร เด็กจะแย่งกันยกมือตอบ ทั้งเด็กเรียนดีและเด็กเรียนไม่ดี

ขณะที่ในห้องเรียนไทย เราแทบจะยกสัมปทานให้เด็กเรียนดีรับหน้าที่นี้ไปเลย

—–

เวลาเราเก่งเรื่องอะไร เราจะอยากบอกทุกคน

ผมเองเป็นคนมีหัวเรื่องวิชาเลข

ตอนชั้นประถม เราก็อยากจะโชว์ความเก่งนี้ออกมา แต่จะทำอย่างไรไม่ให้น่าเกลียด?

คำตอบคือตอนสอบครับ

ผมจะพยายามทำข้อสอบให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ออกจากห้องสอบเป็นคนแรก

จำได้เลยว่า ตอนยกมือบอกอาจารย์ว่าเสร็จแล้ว และเดินออกจากห้องในขณะที่เพื่อนๆ ทั้งหลายยังก้มหน้าก้มตานั้น รู้สึกว่าตัวเองเท่ชะมัด

เท่อยู่หลายวันจนถึงวันประกาศผล ที่ปรากฏว่าคะแนนสอบของผมน้อยกว่าเพื่อนอีกหลายๆ คนที่ทำข้อสอบช้ากว่าแต่รอบคอบกว่า

อาการ “อยากออกจากห้องสอบเป็นคนแรก” จึงค่อยๆ ทุเลาลง และหายไปในที่สุดตอนขึ้นชั้นมัธยม

—–

ถ้าเรามีความเป็นเลิศด้านไหน ผู้คนเค้าจะเอ่ยปากบอกเราเอง

สมัยหนุ่มๆ เวลาเพื่อนคิดไม่ตก หลายคนจะมาปรึกษาผม ตั้งแต่ปัญหาหัวใจยันเหตุการบ้านเมือง ทั้งๆ ที่ผมเองก็ประสบการณ์ต่ำมากทั้งสองเรื่อง

แต่การที่เขายังมาหาเราบ่อยๆ แสดงว่าเพื่อนต้องเห็นว่าเรามีมุมมองที่จะมีประโยชน์ต่อเขาได้

อีกหนึ่งทักษะที่ผมไม่เคยคิดว่าจะโดดเด่นแต่ประการใดคือเรื่องขีดๆ เขียนๆ

เพราะจริงๆ แล้ว ผมเป็นคนเล่าเรื่องไม่เก่ง ไม่ค่อยมีลูกล่อลูกชนอะไร เวลานั่งอยู่ในวงสนทนาผมแทบจะเป็นคนพูดน้อยที่สุดด้วยซ้ำไป (ยกเว้นต้องพูดด้วยหน้าที่)

แต่หลังจากแจกหนังสือในงานแต่งงานไป กลับได้รับคำชมเกินคาด ผู้ใหญ่บางคนถึงกับออกปากฝากพ่อผมมาบอกว่า อย่าหยุดเขียน

เมื่อคนอื่นๆ บอกผมว่าผมมีมุมมองที่น่าสนใจ และมีทักษะด้านการเขียน ผมก็เลยตัดสินใจลงมือเขียนบล็อกจริงๆ จังๆ ในปีนี้

แล้วคุณล่ะ มีใครบอกคุณรึยังว่าคุณเก่งเรื่องอะไร?

แล้วคิดจะทำอะไรกับมันบ้างรึเปล่า?

8 สิ่งที่ควรทำในสามปีแรกของชีวิตการทำงาน

20150126_FirstThreeYears

1. เป็นมิตรกับทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน HR รีเซปชั่น แม่บ้าน รปภ. เพราะเชื่อผมเถอะว่าคุณจะมีโอกาสได้พึ่งพาเขาแน่ๆ และอีกอย่าง คุณไม่มีวันรู้เลยว่าเพื่อนร่วมงานคนไหนจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าของคุณในอนาคต

2. รู้จักชื่อเล่น
สมมติว่าผมต้องติดต่อแผนกบัญชีเพื่อคุยกับคุณสถาพรซึ่งผมไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งแรกที่ผมจะทำคือดูว่ามีใครในแผนกบัญชีที่ผมรู้จักอยู่แล้วบ้าง แล้วผมจะโทร.หาคนๆ นั้นเพื่อที่จะถามชื่อเล่นของคุณสถาพร และถ้าอายุอานามของคุณสถาพรดูใกล้เคียงกับผมจนไม่แน่ใจว่าเขาแก่กว่าผมรึเปล่า ผมก็จะถามไปเลยว่าเขารุ่นไหนหรือรหัส (นักศึกษา) อะไร

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วว่าคุณสถาพรชื่อเล่นชื่อดุ๊ก และแก่กว่าผมหนึ่งปี คราวนี้เวลาต้องไปคุยกับคุณสถาพรจริงๆ แทนที่จะเรียกเขาว่า “คุณสถาพร” ผมจะเรียกเขาว่า “พี่ดุ๊ก” แทน เพียงแค่นี้ความเป็นกันเองก็จะเกิดขึ้น ไม่ดูห่างเหินเหมือนตอนเราเรียกเขาว่า “คุณสถาพร”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูด้วยนะครับว่าถ้าเขาเป็นคนถือตัว ก็อาจจะไม่เหมาะที่จะเรียกชื่อเล่นตั้งแต่คุยกันครั้งแรกเท่าไหร่ แต่จากประสบการณ์ของผม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ

3. เลิกงานแล้วอย่าเพิ่งกลับบ้าน
ถ้าคุณยังไม่มีครอบครัวหรือมีภาระที่ต้องดูแล ก็ควรจะหากิจกรรมทำหลังเลิกงานกับเพื่อนๆ ในทีม อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างกินข้าวเย็นด้วยกันก็ได้ หรือคุณอาจจะเป็นตัวตั้งตัวตีจัดทริปไปร้องคาราโอเกะกันซักรอบ เพื่อที่คุณจะได้รู้จักกันและกันมากขึ้นและกลายเป็น “เพื่อน” แทนที่จะเป็นแค่ “เพื่อนร่วมงาน” เฉยๆ

และยิ่งถ้าคุณเล่นกีฬาเช่นฟุตบอลหรืบาสเก็ตบอล ก็สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะไปเข้าชมรมกีฬาเหล่านี้ (และถ้าบริษัทยังไม่มีก็ตั้งชมรมเองซะเลย) เพราะมันจะช่วยให้คุณรู้จักกลุ่มคนที่กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้นมากเวลาต้องทำงานร่วมกับทีมอื่นๆ

4. “สูบ” ให้มากที่สุด
สูบในที่นี้ผมหมายถึงสูบความรู้นะครับ เพราะที่ทำงานคือสถานที่ที่คุณจะได้รู้จักกับผู้คนจากหลากหลายพื้นเพ และแต่ละคนก็จะเก่งกว่าคุณไม่ว่าด้านใดก็ด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นคุณควรจะเรียนรู้จากพวกเขาให้มากที่สุด

และถ้าคุณได้ทำงานบริษัทใหญ่ๆ โอกาสในการสูบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะเขามักจะมีแหล่งเรียนรู้ดีๆ เช่น eLearning หรือ eBooks  บริษัทจ่ายเงินเหล่านี้ปีละเป็นแสนเป็นล้านเพื่อให้พวกเราใช้ได้ฟรีๆ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้โอกาสทองในการพัฒนาตัวเองหลุดลอยไปนะครับ

5. ทำ Powerpoint ให้สวยๆ
คนทำงานบริษัทส่วนใหญ่ยังทำ Presentation slides ไม่ค่อยเป็น เพราะฉะนั้นถ้าคุณสามารถทำสไลด์ออกมาให้สวยๆ และเข้าใจง่ายแล้วล่ะก็ คุณจะกลายเป็นที่จดจำได้ทันที แถมมันยังเป็นทักษะที่คุณต้องใช้ไปตลอดไม่ว่าคุณจะเติบโตไปสู่ตำแหน่งอะไรก็ตาม

หนังสือสอนการทำ presentation slides ที่ผมชอบมากคือ Presentation Zen ของคุณ Garr Reynolds ครับ มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วด้วยนะครับ และถ้าอยากจะติดตามบล็อกของเขาก็ไปดูที่ presentationzen.com ได้เลย

6. เผื่อใจไว้ว่า เงินเดือนที่มากขึ้นอาจไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
แต่ก่อนผมเคยนึกว่ายิ่งเงินเดือนเยอะยิ่งมีความสุข ซึ่งมันเป็นความจริงเพียงเสี้ยวเดียว

เพราะเมื่อไรก็ตามที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นมา รายจ่ายเราก็จะเพิ่มเป็นเงาตามตัว ด้วยอายุที่มากขึ้น กำลังทางการเงินที่มากขึ้น ความคาดหวังจากคนรอบข้างของเราก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ปัจจัยอีกอย่างที่มาหักล้างความสุขของการขึ้นเงินเดือน ก็คือเรื่องของภาษีครับ ยิ่งคุณเงินเดือนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งโดนหักภาษีมาขึ้นเท่านั้น คนที่ทำงานมาซัก 10 ปีนี่โดนหักภาษีปีละเป็นแสนเลยนะครับ

7. เลือกงานที่แค่อ่าน Job Description ก็สนุกแล้ว
เมื่อความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว เราจึงควรเลือกงานที่ตัวเองมีความสุขที่จะทำด้วย

ผมจบวิศวะไฟฟ้า แต่มาทำงานบริษัทซอฟท์แวร์ โดยเริ่มต้นจากการเป็น software engineer ทำไปได้ซักสองปีกว่าๆ ก็รู้สึกว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้เท่าไหร่ พอมีตำแหน่งงาน support เปิดรับ ผมจึงลองสมัครดูแล้วก็ได้รู้ตัวว่าชอบงาน support มาก

แต่ความชอบของเราเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ นะครับ เพราะพอทำงานพอทำงาน support ไปได้ 4 ปีก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับงานสาย technical แล้ว

เผอิญตำแหน่ง communication manager เปิดอยู่พอดี แค่ได้เห็นเนื้องานผมก็เนื้อเต้นแล้ว จึงตัดสินใจสมัครทั้งๆ ที่รู้ว่า career path อาจจะไม่สวยหรูเท่างานด้าน technical  และเงินก็ได้ไม่ดีเท่าแน่ๆ

สุดท้ายผมก็ทำตำแหน่งนี้มาห้าปีกว่าแล้ว และไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจมาทำงานสายนี้เลย

ถ้าเราฟังเสียงหัวใจของตัวเอง และฟังความกลัวให้น้อยลง เราจะได้ทำงานที่ทำแล้วมีความสุขครับ

8. เรียนรู้เรื่องการประหยัดภาษี
ผมเสียดายที่เรียนรู้เรื่องนี้ช้าไป ทำงานมาเกือบห้าปีถึงจะเพิ่งรู้จักสิ่งที่เรียกว่า LTF และ RMF ซึ่งผมว่ามันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ดีมากๆ ช่วยให้เรามีเงินออมแบบเป็นกอบเป็นกำ ประหยัดภาษีได้ปีละเป็นหมื่น ผมเก็บเรื่อยๆ เดือนละห้าพัน เผลอแป๊บๆ ก็มีเงินเก็บหลายแสนแล้วครับ เพราะฉะนั้นอย่ารอช้าที่จะเจียดเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ซื้อ LTF ทุกเดือนนะครับ เดือนละพันสองพันก็ยังดี

และนี่คือแปดข้อที่ผมคิดว่าสมควรรู้สำหรับการทำงานในช่วงสามปีแรกนะครับ

ใครมีข้อแนะนำเพิ่มเติมอะไรแจ้งมาได้เลยที่บล็อกนี้หรือ facebook.com/anontawongblog ครับ

มาว้าวกันเถอะ

201501121_Wow

คนไทยอาจจะไม่รู้จักบริษัทที่ชื่อ Zappos มากนัก

แต่ที่อเมริกา Zappos มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่อง Customer Service หรือการบริการลูกค้า

คุณคิดว่า Zappos ขายอะไร?

ถ้าคุณเป็นเหมือนผม คุณอาจจะนึกว่าเขาขายไฟแช็ค

นั่นมัน Zippo ครับ! http://www.zippo.com/

Zappos เป็นร้านขายรองเท้าออนไลน์ครับ ถ้าอ่านออกเสียงแบบไทยๆ ก็อ่านว่าแซปโป้

ใครจะไปนึกว่าร้านขายรองเท้าออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีพนักงานต้อนรับตัวเป็นๆ จะโดดเด่นด้าน Customer Service

การบริการลูกค้าอันเยี่ยมยอดของ Zappos นี่ถูกเล่าขานเป็นตำนานไว้หลายเรื่องนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น

เรื่องที่ 1

Zappos เน้นมากเรื่องความพอใจในตัวสินค้า ถ้าลูกค้าไม่พอใจสินค้าชิ้นไหนก็ตาม Zappos จะรับรองเท้าคืนโดยไม่มีข้อแม้ แถมออกค่าส่งรองเท้าคืนให้อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น Zappos ยังยินดีให้ลูกค้าสั่งรองเท้าไปหลายๆ คู่ เช่นผมอาจจะสั่งรองเท้ามาซัก 6 คู่ สุดท้ายผมลองแล้วอาจจะชอบแค่ 2 คู่ ผมก็สามารถส่ง 4 คู่ที่เหลือคืนได้ฟรีๆ และ Zappos ก็จะ refund รองเท้าทั้งสี่คู่นั้น

————

เรื่องที่ 2

ธรรมดาพนักงาน call center จะพยายามคุยกับลูกค้าให้เร็วที่สุดและสั้นที่สุด เพื่อที่จะได้รับลูกค้าได้วันละมากๆ

ที่ Zappos ไม่ได้วัดผลงานของพนักงานว่าวันหนึ่งรับได้กี่สาย

แต่ให้ใช้วิจารณญาณเอาเองว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าแฮปปี้

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 2555 Zappos ทำสถิติใหม่สำหรับ customer service call ที่ใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมง 29 นาที

เนื้อหาในการคุยส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวกับรองเท้าของ Zappos เลย แต่เป็นเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ใน Las Vegas (ผมเดาว่าลูกค้าคงกำลังคิดจะย้ายมาอยู่ละแวกนี้) และพนักงานรับสายของ Zappos คนนี้ก็ยินดีที่จะให้คำแนะนำอย่างเต็มใจ

สุดท้ายลูกค้าคนนี้ก็ซื้อรองเท้ายี่ห้อ UGG ไปหนึ่งคู่ถ้วน

————

เรื่องที่ 3

ชายหนุ่มชื่อ Jay ได้รับหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในงานแต่งงานเพื่อนซึ่งอยู่อีกรัฐหนึ่ง

เจสั่งรองเท้ากับ Zappos เพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยสั่งรองเท้าหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันงาน และใช้บริการส่งแบบธรรมดาคือสามวันถึง

นั่นแปลว่ารองเท้าควรจะส่งที่บ้านของเจอย่างน้อยสามวันก่อนวันที่เขาต้องขึันเครื่องบินไปงานแต่งงานเพื่อน

แต่ปรากฎว่าบุรุษไปรษณีย์ของ UPS ส่งรองเท้าไปผิดที่ วันพรุ่งนี้ต้องบินแล้วรองเท้าก็ยังมาไม่ถึงบ้าน

เจโทร.ไปที่ UPS ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร เจเลยโทร.ไปที่ Zappos แทน

พนักงานรับสายของ Zappos ช่วยแก้ปัญหาด้วยการจัดการส่งรองเท้าคู่ใหม่ไปให้ที่งานแต่งงานเลย โดยใช้บริการแบบ Overnight คือส่งวันนี้พรุ่งนี้ถึง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

ยังไม่พอ Zappos ยังทำการอัพเกรดให้เจเป็นลูกค้า VIP ซึ่งหมายความว่าเจจะได้รับบริการส่งรองเท้าแบบ overnight ไปตลอดชีพ

ยังไม่พอ Zappos ยังคืนค่ารองเท้าให้เจหมดทุกบาททุกสตางค์

นั่นหมายความว่าเจได้รองเท้าฟรีๆ มาใส่หล่อๆ ในงานแต่งงานเพื่อน แถมยังได้กลายเป็นลูกค้า VIP ด้วย

หลังจากประสบการณ์ครั้งนี้ เจบอกว่าจากนี้ไปเขาจะซื้อรองเท้าจาก Zappos ที่เดียวเท่านั้น

————

Anything worth doing is worth doing with Wow.

อะไรที่ควรทำก็ทำให้มันเจ๋งสุดๆ เอาแบบให้คนเค้าร้องว้าว! กันไปเลย

กลับมาดูตัวเอง วันๆ หนึ่งเราได้ทำให้ “ลูกค้า” ของเรารู้สึก “ว้าว” บ้างมั้ย?

ถ้าเราเป็นพนักงานบริษัท ลูกค้าของเราก็คือหัวหน้า หรือทีมอื่นๆ ที่รับงานต่อจากเรา

การทำงานทุกชิ้นให้ “ว้าว” ทั้งหมดอาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะเวลาเรามีจำกัด และงานบางชิ้นเราก็ไม่ค่อยอยากทำหรือมองว่าไม่สำคัญเท่าไหร่ จึงทำให้มันเสร็จๆ ไปตามหน้าที่

แต่ถ้างานบางชิ้นมันสำคัญมากๆ ผมว่ามันก็น่าจะดีที่จะทุ่มเทเวลาและความสามารถเพื่อให้มันออกมาดีที่สุด เพื่อที่จะให้ลูกค้าของเราได้ร้อง “ว้าว” บ้าง

ส่วนงานชิ้นที่ไม่สำคัญพอที่จะทำให้มันว้าว ก็อาจต้องถามตัวเอง (และหัวหน้า) ว่า ถ้ามันไม่สำคัญหรือมีประโยชน์อะไรมากนัก ทำไมยังต้องทำมันอยู่อีก  (is it worth doing at all?)

————

หากจะมองให้กว้างกว่าเรื่องงาน

ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คุณได้ทำอะไรให้ พ่อแม่คุณ “ว้าว” บ้างมั้ย?

หรือได้ทำให้ภรรยา สามี หรือ ลูกของคุณ “ว้าว” บ้างมั้ย

การทำให้ “ว้าว” ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความใส่ใจมหาศาลอยู่

อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง หลายวัน หรือหลายเดือน

แต่มันก็น่าจะคุ้มนะครับ

เพราะการทำให้คนๆ หนึ่ง “ว้าว” แค่ครั้งเดียว

ก็อาจจะเพียงพอให้เขาจดจำชั่ววินาทีแห่งความ “ว้าว” นั้นไปตลอดชีวิตก็ได้

อยากให้เจ้านายรักฟังทางนี้

20150120_EmployeesBossLove

เมื่อตอนต้นเดือนผมเขียนบล็อกเรื่อง 9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูกลูกน้องกำลังนินทา สำหรับเตือนใจเจ้านาย

บทความนั้นมีคนแชร์ไปไม่น้อย และหนึ่งในคอมเม้นท์ที่ได้มาก็คือ ทำไมไม่มีบทความเพื่อเตือนใจลูกน้องบ้าง

เพื่อเป็นการตอบสนองมิตรรักแฟนเพลง นี่คือ 9 ลักษณะนิสัยของที่ผมคิดว่าถ้าใครมีแล้วล่ะก็ เจ้านายจะทั้งรักทั้งหวงเลยล่ะ

1. ทำให้ดีที่สุด (Do your best) นั่นคือ ทำงานอย่างสุดความสามารถ ไม่เช้าชามเย็นชาม ลูกน้องที่ดีจะไม่มองตัวเองว่าเป็นแค่ลูกจ้าง แต่จะมองว่านี่คือโอกาสที่จะได้ใช้ความรู้ความถนัดที่ตัวเองมีเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับทีมและองค์กร และมองงานแต่ละชิ้นว่ามันคือเวทีให้เขาได้ “ฉายแสง”

2. กล้าแสดงความเห็นและตั้งคำถาม (Be willing to share ideas and ask questions) ยิ่งถ้าคุณทำงานบริษัทอินเตอร์แล้วไม่กล้าแสดงความเห็นหรือถามคำถาม รับรองโดนฝรั่งและแขกแย่งพูดหมดแน่ครับ เราชอบคิดว่าความเห็นของเราไม่ค่อยมีค่า หรือกลัวว่าถ้าถามคำถามอะไรออกไปจะดูโง่ แต่เชื่อผมเถอะว่า ถ้ามีอะไรในหัวจงพูดออกไปเถอะ ถ้าคุณพูดสิ่งที่ฉลาดออกไป ก็ย่อมมีประโยชน์กับทีมและเจ้านายก็จะให้คะแนนคุณอยู่ในใจ ถ้าพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไป เขาจะได้ช่วยแก้ไขให้ เราจะได้ไม่โง่ซ้ำซาก

3. ถกได้แต่อย่าเถียง (Discuss, don’t argue) สองอย่างนี้มีแค่เส้นกั้นบางๆ การถกคือการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น เพื่อที่จะเข้าใจมุมมองของอีกฝ่ายและร่วมกันแสวงหาทางออกที่ดีที่สุด ขณะที่การเถียงเป็นเรื่องของการรักษาหน้าและการเอาชนะ ซึ่งโคตรจะเสียเวลาและความรู้สึก

4. ทำการบ้านมา (Do your homework) ลูกน้องที่ดีจะรู้ว่าเจ้านายต้องการอะไร เพียงแค่เราใช้ความช่างสังเกตซักนิดว่าเจ้านายเป็นคนประเภทไหน ชอบถามคำถามอะไรในที่ประชุม แล้วเราก็เพียงเตรียมตัวให้ดีๆ รับรองว่าเราจะโดดเด่นในสายตาเจ้านายเลยล่ะ

5. ไม่ต้องดูแลใกล้ชิดมากนัก (Be low-maintenance) เคยเห็นเพื่อนพนักงานคนไหนที่ต้องการความช่วยเหลือตลอดเวลามั้ยครับ? คนที่ติดอะไรนิดหน่อยก็วิ่งไปหาคนโน้นคนนี้ หรือคนที่ต้องให้เราคอยตามงานตลอดเวลา หรือคนที่โดนตำหนินิดเดียวก็ไปดราม่าบนเฟซบุ๊ค ถ้าเราทำตัวแบบนี้เราก็เป็นเหมือนเด็กไม่รู้จักโต แล้วเราจะมีโอกาสโตในองค์กรได้อย่างไร

6. รักษาคำพูด (Keep your word) ถ้าเราบอกว่างานชิ้นนี้จะเสร็จภายในวันศุกร์นี้ เราก็จะต้องทำทุกวิถีทางที่จะส่งงานชิ้นนี้ให้ได้ตามกำหนด (แม้จะต้องอยู่ดึกก็ตาม) แต่ถ้าหัวหน้าให้เดดไลน์ที่ไม่เหมาะสมมา เราต้องกล้าที่จะบอกว่าทำไม่ทันพร้อมด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้น (กลับไปดูข้อ 2 & 3) การเป็นคนรักษาคำพูดจะทำให้เราเป็นคนที่เชื่อถือได้และใครๆ ก็จะอยากร่วมงานด้วย

7. มีอะไรผิดพลาดให้รีบบอก (Tell bad news early) จะได้ช่วยกันหาทางออก บางทีลูกน้องไม่กล้านำข่าวร้ายไปบอกเจ้านายเพราะกลัวโดนเจ้านายด่า กว่าเจ้านายจะรู้อีกทีเรื่องราวก็สายเกินแก้แล้ว พึงระลึกไว้เสมอว่ายอมโดนด่าแต่งานเดิน ยังดีกว่าโดนด่าแล้วงานเจ๊งนะครับ

8. พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ (Keep getting better) ลองถามตัวเองว่า ตัวเราวันนี้กับตัวเราเมื่อ 365 วันที่แล้ว มีการพัฒนาการอะไรบ้าง ถ้าพัฒนาการน้อยมากก็จงอย่าแปลกใจที่เงินเดือนตอนนี้กับเงินเดือนเมื่อ 365 วันที่แล้วจะไม่ค่อยแตกต่างกันเช่นกัน

9. มีความอ่อนน้อม (Have humility) เพราะเรายังเป็นคนไทย และความอ่อนน้อมทำให้เราเป็นคนน่ารักและเป็นที่รัก แต่ก็ต้องแยกให้ออกระหว่างอ่อนน้อมกับพินอบพิเทา ความอ่อนน้อมเกิดจากความเชื่อที่ว่าเราไม่ได้อยู่เหนือคนอื่น ขณะที่ความพินอบพิเทาเป็นเพียงการแสดงละครเพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง

—–

แถมอีกสองข้อครับ สำหรับคนที่อยากจะได้โปรโมตเร็วๆ

10. มีความคิดริ่เริ่ม (Be proactive) ถ้าเรามีไอเดียอะไรใหม่ๆ ที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อทีม ให้เอาไปเสนอกับหัวหน้าเลยครับ ถ้าหัวหน้าเห็นดีเห็นงามเขาอาจจะให้เราเป็นคนทำโปรเจ็คนี้เลยก็ได้ อาจจะเหนื่อยเพิ่มขึ้นมาหน่อย แต่เชื่อผมเถอะว่ามันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

11. ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม (Support your colleagues) เพราะมันแสดงให้หัวหน้าเห็นว่า นอกจากเราจะดูแลงานของตัวเองได้แล้ว เรายังมีกำลังและน้ำใจที่จะช่วยคนรอบข้างได้อีกด้วย

สองข้อที่เสริมเข้ามาคือการส่งสัญญาณบอกให้เจ้านายรู้ว่าเราไม่ได้ทำอะไรแค่เพื่อให้งานตัวเองเสร็จเท่านั้น แต่เรามีแก่ใจที่จะช่วยให้ทีมดีขึ้นด้วย ดังนั้นหากเจ้านายคิดจะโปรโมตใครในทีมขึ้นมา เขาต้องมองคนประเภทนี้ไว้ก่อน เพราะคนที่ทำงานเก่งด้วย และทำเพื่อทีมด้วย หากันไม่ได้ง่ายๆ

ผมเองก็ยังทำไม่ได้ทุกข้อนะครับ (หรืออาจจะทำได้แค่บางวันเท่านั้น)

ถ้าผมตกหล่นข้อไหนไปก็แนะนำมาได้เลย เผื่อจะได้ลองเอาไปทำมั่ง!

มีข้าวกิน

20150118_PenEk

เป็นเอก รัตนเรือง เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ผมชอบมากที่สุด

ผมดูหนังของเขาเกือบทุกเรื่อง ทั้ง “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” “เรื่องตลก 69” “มนต์รักทรานซิสเตอร์” “เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล” “พลอย” “ฝนตกขึ้นฟ้า” และ “ประชาธิปไทย” (เรื่องสุดท้ายมีพูดถึงพ่อผมด้วย!)

พลาดแค่เรื่อง คำพิพากษาของมหาสมุทร และ นางไม้ เพราะไม่มีคนไปดูด้วย

หนังของเป็นเอก หาคนไปดูด้วยยากจริงๆ ครับ

เพราะเดาไม่ถูกว่าเขาจะมาไม้ไหน

และไม่มีทางรู้ว่าเราจะชอบเรื่องถัดไปที่เขาทำรึเปล่า

หนังบางเรื่องดูจบแล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ตกลงเค้าต้องการจะบอกอะไรเรา(วะ)

แต่ที่น่าประหลาดใจ คือหลายฉากในหนังมันยังติดอยู่ในหัวผมมาถึงทุกวันนี้

ถ้าผ่านไปพบเจอหนังเป็นเอกที่ร้านไหน ลองซื้อมาดูซักเรื่องก็ได้นะครับ

ถ้าจะเอาหนังที่ดูง่ายที่สุดก็น่าจะเป็น มนต์รักทรานซิสเตอร์

และที่สำคัญ ช่วยซื้อมาฝากผมด้วยแผ่นนึง

เพราะ DVD หนังของเป็นเอก หายากมาาาากกก

———

สิ่งที่ผมชอบยิ่งกว่าหนังของเป็นเอกคือบทสัมภาษณ์ของเขา

เป็นคนที่มีทั้งความนุ่มนวลและความเถื่อนดิบอยู่ในตัว

แถมคำพูดบางประโยคของเขาคมยิ่งกว่านิ้วกลมหรือคัตโตะซะอีก

ผมชอบบทสัมภาษณ์ของเป็นเอกมากขนาดที่ว่า ถ้าผมเจอแมกกาซีนเล่มไหนมีบทสัมภาษณ์ของเป็นเอก ผมจะซื้อทันที

แล้วมาวันนึงเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วก็มีหนังสือเรื่อง “อย่างน้อยที่สุด” เล่มนี้ออกมา

เป็นบทสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงและรวบรวมโดยคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักสัมภาษณ์ระดับพระกาฬ

ถ้าเจอหนังสือเล่มนี้ แนะนำให้ซื้อมาอ่านนะครับ จะได้ทั้งความบันเทิงและแง่คิดมากมายเลยทีเดียว

ถ้ายังไม่เชื่อผมก็ลอง google “เป็นเอก อย่างน้อยที่สุด” ก็ได้ครับ มีคนดึงบทสัมภาษณ์บางส่วนมาให้อ่านเรียกน้ำย่อยไว้ให้แล้ว

ในยุคสมัยที่แผงหนังสือเต็มไปด้วยหนังสือสอนให้รวย

ผมเชื่อว่าคำพูดของเป็นเอกจะเป็นเสื้อชูชีพให้คุณได้ใส่เมื่อต้องล่องอยู่ในกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากนี้ครับ

PenEkBook

ป.ล. ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับซีเอ็ดนะครับ เพียงแค่อยากจะโชว์หน้าตาของปกหนังสือ และเมื่อเอารูปมาจากซีเอ็ดผมก็ควรจะให้เครดิตเขาด้วยซะเลย

Forget about making a million dollars

.20150114_MillionPeople

คริสเตียโน โรนัลโด นักฟุตบอลที่เพิ่งคว้ารางวัล FIFA Ballon D’Or (เป็นภาษาฝรั่งเศษอ่านว่า บัลลงดอร์ แปลว่าลูกบอลทองคำ) ไปเมื่อสัปดาห์นี้ มีเงินเดือนเท่าไหร่ทราบมั้ยครับ?

17 ล้านยูโรต่อปี หรือ 657 ล้านบาทเท่านั้นเอง (นี่ยังไม่รวมค่าสปอนเซอร์พวกยาสระผมขจัดรังแคเลยนะ!)

หมายความว่าแต่ละสัปดาห์ โรนัลโดจะมีเงินไหลเข้าบัญชี 12 ล้านบาท จากการเตะไอ้ลูกกลมๆ นี่

โรนัลโดเตะบอลแค่ 90 นาที ได้เงินมากกว่าที่บางคนหาได้ทั้งชีวิต

อาจจะมีใครแอบตำหนิโลกทุนนิยมที่สร้างความแตกต่างทางรายได้อันมหาศาลขนาดนี้นะครับ

แต่ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกว่า ผลตอบแทนของเรา ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เราสร้างคุณค่าให้ (the return is proportional to the number of people you impact)

กลับมามองที่งานของเรา เราอาจจะสร้างประโยชน์ให้กับคนในทีม และให้กับผลประกอบการของบริษัท ซึ่งตัวเลขของคนที่เรามี impact ด้วยก็น่าจะไม่เกิน 100 คน

ขณะที่ นักฟุตบอลอย่างโรนัลโด ที่เล่นให้ยอดทีมอย่างเรียล มาดรีด และมีแฟนบอลตามดูอยู่ทั่วโลกนั้น ย่อมสร้างผลกระทบกับคนนับล้านๆ คนทุกสัปดาห์ (ไม่รวมที่เขาไปเป็นพรีเซนเตอร์ยาสระผมขจัดรังแคนะ!)

ผมลองพิมพ์คำว่า Ronaldo ลงไปใน Youtube.com วีดีโอที่โชว์ขึ้นมาก็คือ Cristiano Ronaldo ● Amazing Skills Show ● 2013-2014 ||HD|| ซึ่งมีคนดูไปแล้ว 17 ล้านครั้ง!

ขณะที่บล็อกของผมแต่ละตอน มีคนอ่านแค่ 20 ครั้ง!

เพราะโรนัลโดมี impact กับคนในวงกว้าง ผลตอบแทนจึงมหาศาลตามมา

มันก็เลยสอดคล้องกับคำพูดหนึ่งที่ผมอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตว่า

“อย่าไปสนใจเรื่องหาเงินหนึ่งล้านเหรียญ เอาเวลาไปทุ่มเทกับการช่วยเหลือคนหนึ่งล้านคนดีกว่านะไอ้น้อง”

ซึ่งผมว่ามันก็จริง

ถ้าเรามัวแต่คิดเรื่องหาเงิน ชีวิตอาจจะมีแต่เรื่องตัวเลขและกำไร และคงจะโดดเดี่ยวพิลึก

แต่ถ้าเราใส่ใจกับเรื่องสร้างประโยชน์ให้คนอื่นๆ ชีวิตเราจะมีความหมายและทางที่เราเดินน่าจะเต็มไปด้วยมิตรภาพ

ส่วนเรื่องเงินจะตามมาเอง จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

บล็อกของผมอาจจะมีคนอ่านไม่ถึงหนึ่งล้านคน

แต่ถ้าซักหนึ่งหมื่นคนก็น่าจะพอเป็นไปได้

ถึงวันนั้นแล้วผมจะมารายงานผลนะครับว่า ผมมีรายได้เป็นกี่เสี้ยวของโรนัลโด