ข้างนอกสุกใสข้างในกรีดร้อง

20200830c

ภาษาอังกฤษจะมีสิ่งที่เรียกว่า a life of quiet desperation

desperation: a state of despair

despair: the complete loss or absence of hope.

คนที่มี quiet desperation คือคนที่ชีวิตเหมือนจะดูดี หน้าที่การงานดี ฐานะดี หน้าตาดี ใช้แต่ของดีๆ หรืออะไรก็ตามแต่ที่เราเห็นใน IG

แต่คนเหล่านี้ก็มีความสิ้นหวังอยู่ลึกๆ อาจเพราะได้ทำงานที่ไม่ชอบหรือไม่สอดคล้องกับตัวตน หรือเสพติดอะไรบางอย่าง หรือชีวิตส่วนตัวล้มเหลว

ที่สำคัญปัญหาเหล่านี้ดันบอกใครไม่ได้เพราะกลัวจะเสียหน้าหรือเสียฟอร์ม

แต่ละวันจึงเป็นการแสดง หลอกทั้งคนอื่นและตัวเองให้เชื่อว่าชีวิตเราโอเค ทั้งที่จริงแล้วมันไม่โอเคเลย

ถ้าใครข้างนอกสุกใส แต่ข้างในกำลังกรีดร้อง ผมเชียร์ว่าให้ลองทำอะไรสักอย่างนะ

เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ครับ

อยู่กับที่เท่ากับเราเดินหน้า

20200830b

โลกมักจะบอกกับเราว่า เพียงคุณหยุดอยู่กับที่ คุณก็โดนคนอื่นแซงแล้ว

แต่บางที การหยุดให้เป็นก็ทำให้เราก้าวหน้าได้เช่นกัน

เพราะคนที่คิดตลอดเวลา ความคิดย่อมไม่แหลมคม

คนที่พูดตลอดเวลา คำพูดย่อมไม่มีน้ำหนัก

คนที่ทำอะไรตลอดเวลา การกระทำย่อมไร้พลัง

ศักยภาพในการหยุด คือสิ่งที่มนุษย์ควรพัฒนา

โดยเฉพาะในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวันจนไม่รู้เราจะเร็วไปเพื่อใครกันแน่

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพี่พศิน อินทรวงศ์ บน Youtube

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

20200830d

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

หนึ่งใน “ความสามารถพิเศษ” ของผมคือการเล่นกีตาร์โดยไม่ต้องดูคอร์ด

ที่ต้องใส่ ” ” เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้น ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เราฝึกกันได้

ผมเริ่มเล่นกีตาร์ตอนอยู่ม.ปลายที่นิวซีแลนด์ ปี 1994

สมัยนั้นถ้าอยู่เมืองไทย ก็จะซื้อหนังสือเพลงมาเปิดคอร์ดแล้วเล่นตาม

แต่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีหนังสือคอร์ดขาย อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่มี ดังนั้นทางเดียวที่จะเล่นเพลงที่เราชอบได้ก็คือต้องแกะเอาเอง

แกะถูกหรือผิดก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเล่นไปแล้วมันไม่ขัดหู

พอได้แกะเองบ่อยๆ มันก็เลยจะพอจับทางได้ว่าถ้าทำนองประมาณนี้ คอร์ดต่อไปต้องประมาณไหน

เพลงไทยยุค 90’s นั้นมีทางคอร์ดที่ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว อัสนี-วสันต์ นูโว เจ-เจตริน อินคา ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ พอได้แกะเองบ่อยๆ ก็เข้าใจและมั่นใจมากขึ้น ผมเลยมีความสามารถนี้ติดตัวไปโดยปริยายและไม่หายไปไหน เหมือนการปั่นจักรยานสองล้อที่ต่อให้ไม่ได้ปั่นมาหลายปีก็ยังกลับไปปั่นได้เสมอ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมเลยเป็นมือกีตาร์ประจำวง(เหล้า) เพื่อนขอเพลงอะไรมาถ้าผมร้องได้ก็จะเล่นให้ได้เลย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้คุยไลน์กับเพื่อนกลุ่มนี้

Rut: ได้เล่นกีตาร์บ้างมั้ยเล็ก

Lek: เล่นเกือบทุกวัน แต่ซื้อหนังสือมาเรียนรู้เองกลับไม่ได้อ่าน

Rut: ดีๆ เรียนใน youtube ก็ได้มั้ง

Lek: 555 ซื้อมาแล้วอ่ะ อยากเรียน picking ให้เก่ง รู้สึกเล่นไปแล้วจังหวะมันไม่ค่อยลงตัว

Rut: เปิดเพลงเล่นตามบ่อยๆ ก็ได้แล้วมั้ง

Kitt: อยากรู้วิธีการจำคอร์ดอะรุด

Rut: ก็ต้องเล่นแบบไม่ดูคอร์ดบ่อยๆ แล้วมันจะจับทางได้เอง

Rut: มันจะรู้ว่าถ้าเสียงประมาณนี้มันน่าจะคอร์ดนี้

Rut: ถ้าคีย์ G มันก็จะมีแค่ G Em C Am D7 Bm วนๆ อยู่แค่นี้แหละ

Lek: ยากแหละ

Rut: 6-7 คอร์ดเอง มันต้องมีซักคอร์ดที่ถูก ลองเล่นเพลงอัสนี-วสันต์หรือนูโว ทางคอร์ดง่าย

Kitt: แล้วมันจะจับทางได้เอง <— มีทางอื่นมั้ย

Rut: ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

Lek: จริง

Rut: เอาไปเขียนบล็อกดีกว่า 555

Rut: กิตกับเล็กร้องเพลงถูกคีย์อยู่แล้ว

Rut: ดังนั้นถ้าคอร์ดมันผิดเราจะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ ก็แค่ปรับไปเรื่อยๆ

Rut: อย่างที่บอกว่ามันมีแค่ 6-7 คอร์ดนี้

Kitt: คือ พยายามเล่นแบบไม่ดู แล้วลองไปทีละคอร์ด งี้หรอ

Kitt: เริ่มจากคอร์ดใหนดี g หรือ c ดีอะรุด

Rut: แล้วแต่เพลงดิ

Kitt: ต้องลองดูๆ

ทักษะทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา การมีคนช่วยสอนนั้นทำให้เราไปได้เร็วขึ้นก็จริง แต่สุดท้ายเราก็ต้องลงมือเองอยู่ดี ไม่มีใครเก่งแทนเราได้

อย่ามัวแต่มองหาทางลัด เพราะยิ่งรีบจะยิ่งช้า ยิ่งขี้เกียจจะยิ่งเหนื่อย ยิ่งหาทางง่ายจะยิ่งยุ่งยาก

ไปตรงๆ มันนี่แหละ ลงแรงให้คู่ควร แล้วเราจะได้ของที่ยั่งยืนครับ

นิทานซินเดอเรลล่าใจเด็ด

20200827

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มหาตมะคานธีขึ้นรถไฟ แล้วรองเท้าข้างหนึ่งหลุดจากเท้า

จังหวะนั้นรถไฟเคลื่อนขบวนออกจากสถานี จะลงไปเก็บก็ไม่ทัน คนอื่นยืนมองด้วยความเสียดาย

แต่คานธีกลับถอดรองเท้าอีกข้างหนึ่ง แล้วขว้างออกไปสุดแรง ให้รองเท้าข้างนั้นตกใกล้รองเท้าอีกข้างหนึ่งที่หลุดไปให้มากที่สุด

มีคนถามว่าทำไมคานธีถึงทำเช่นนั้น

“คนที่เก็บรองเท้าจะได้รองเท้าครบคู่ เอาไปใช้ประโยชน์ได้”

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจากหนังสือ “กรอบที่ไม่มีเส้น” ของหนุ่มเมืองจันท์ ตีพิมพ์เมื่อปี 2013 และขอบคุณบล็อก tzitblog: คิดแบบ คานธี

เรื่องเรือดำน้ำไม่ใช่แค่เรื่องเรือดำน้ำ

20200826b

เมื่อวันอังคารผมโพสต์บทความ “วิธีเอาผิดของคนโบราณ” โดยเขียนว่าหลังอ่านข่าวเรือดำน้ำแล้วผมคิดถึงกฎกติกาที่บังคับให้คนทำงานมี skin in the game มากกว่านี้

ปรากฎว่าเป็นโพสต์ที่มีคนเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างดุเดือด แต่ก็เห็นเจตนาดีของทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านการซื้อเรือดำน้ำ

โพสต์เฟซบุ๊คเรื่องเรือดำน้ำที่มีคนอ้างอิงถึงค่อนข้างเยอะคือโพสต์ของคุณ Kantapon Sukraranga ที่เขียนไว้เมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม จั่วหัวว่า “ตอบประเด็นร้อนเรื่อง เรือดำน้ำ ฉบับเข้าใจง่าย” เข้าไปอ่านเนื้อหาและอ่านคอมเม้นท์กันได้ครับ

กรณีเรื่องเรือดำน้ำทำให้ผมคิดได้ว่านี่มันไม่ใช่แค่เรื่องเรือดำน้ำ

แต่มันเกี่ยวพันกับเรื่องเพื่อนยืมนาฬิกา เรื่องบอสขับรถชน เรื่องจำนำข้าว เรื่องโควิด เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องชูสามนิ้ว และเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่ทำให้ประชาชนบางส่วนขาดศรัทธาต่อรัฐบาล

พอไว้ใจอะไรๆ ก็ง่าย พอไม่ไว้ใจอะไรๆ มันก็ดูยากไปหมด

ถามว่าคนที่ต่อต้านนั้นไม่รู้จักแยกแยะรึเปล่า จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วคนเราไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผล ข้อมูล และตรรกะเพียงอย่างเดียว อย่างไรเสียอารมณ์ก็เข้ามาเกี่ยวข้อง นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมต้องมีศาสตร์อย่าง behavioral economics เพราะทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมที่บอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลนั้นไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ได้ดีเพียงพอ

ภรรยาโกรธบ้านแตกไม่ใช่เพราะแค่สามีกลับบ้านดึก

พนักงานลาออกไม่ใช่แค่เพราะโดนเจ้านายดุ

แบรนด์โดนถล่มไม่ใช่เพราะทำพลาดแค่หนเดียว

มันมีเหตุการณ์นับร้อยนับพันอย่างก่อนหน้านี้ที่ส่งผลถึงปัจจุบัน แม้ว่ามันจะดูไม่เกี่ยวกันแค่ไหนก็ตาม

เรื่องเรือดำน้ำไม่ใช่แค่เรื่องเรือดำน้ำ

แนวคิดนี้เอาไปอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเราได้หลายอย่างเลยนะครับ

มากกว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่า

20200825

มันอาจเริ่มจากวันที่ สตีฟ จ๊อบส์ ประกาศเปิดตัวไอพอด

“1,000 songs in your pocket.”

ที่ปฏิวัติความเคยชินของการฟังเพลงก่อนหน้านั้น

เทปคาสเซ็ตฟังได้ 12 เพลง
ซีดีฟังได้ 12 เพลง
เครื่องเล่น MP3 ฟังได้ 60 เพลง
CD MP3 ฟังได้ 100 เพลง

แต่การมาของไอพอดทำให้เราฟังเพลงได้แบบไม่อั้น โดยเวอร์ชั่นที่จุเพลงได้มากที่สุดคือ 256 GB จุได้ถึง 30,000 เพลง ถ้าเราฟังเพลงวันละ 1 ชั่วโมงต้องใช้เวลา 6 ปีถึงจะฟังครบทุกเพลง

เราก็เลยเคยชินกับ “ความไม่อั้น” ที่ประเดประดังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

โทรได้ไม่อั้น เล่นเน็ตได้ไม่อั้น กินได้ไม่อั้น ดูได้ไม่อั้น ฟังได้ไม่อั้น บินได้ไม่อั้น

อาจจะเป็นอารมณ์ขันของพระเจ้า ที่สร้างมนุษย์ให้มีจินตนาการและความต้องการไม่จำกัด แต่ก็ดันมอบกายหยาบและอายุขัยที่แสนจำกัดมาให้ด้วย

เราก็เลยกลายเป็นชูชกที่กำลังกินจนพุงกาง เป็นแม่คางคกที่กำลังพยายามทำตัวให้ใหญ่เท่าแม่วัว

เกมการแข่งขันว่าใครจะเสพได้มากกว่าจึงเป็นเกมที่เราไม่มีวันชนะ และคนที่รู้ทันก็จะเลือกเดินออกจากเกมนี้

“More is not better. Better is better.”
-Seth Godin

มากกว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่า ดีกว่าก็คือดีกว่า

ส่วนดีกว่าจะหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับสติและปัญญาของแต่ละคนแล้ว


“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ช้างกูอยู่ไหน_๒๐๐๑๐๓_0017

วิธีเอาผิดของคนโบราณ

20200824

เห็นข่าวซื้อเรือดำน้ำแล้วผมนึกถึง Hammurabi กษัตริย์แห่งกรุงบาบิโลนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เขียนกฎหมายฉบับแรกของโลก

นี่คือข้อความตอนหนึ่งของ Code of Hammurabi ซึ่งมีอายุกว่า 3,800 ปี

“ถ้าบ้านที่สร้างไว้ถล่มลงมาจนทำให้เจ้าของบ้านเสียชีวิต นายช่างที่สร้างบ้านหลังนั้นจะต้องโทษประหาร

ถ้าบ้านที่สร้างไว้ถล่มลงมาจนทำให้ลูกชายเจ้าของบ้านเสียชีวิต ลูกชายคนใดคนหนึ่งนายช่างจะต้องโทษประหาร

ถ้าบ้านที่สร้างไว้ถล่มลงมาจนทำให้ทาสในบ้านเสียชีวิต นายช่างจะต้องชดใช้ด้วยทาสที่มีมูลค่าเท่ากัน”

การเขียนกฎหมายไว้อย่างนี้ ก็เพื่อให้นายช่างมี skin in the game หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับงานที่เขาสร้างเอาไว้

สมัยกรุงโรมเฟื่องฟูก็มีกฎบังคับให้วิศวกรที่คุมการสร้างสะพานต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานเป็นระยะเวลาหนึ่ง

และในกาลต่อมา ในประเทศอังกฤษก็มีกฎหมายให้วิศวกรที่สร้างสะพานนั้นต้องพาตัวเองและครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานด้วยเช่นกัน

นี่ไม่ใช่การลงโทษย้อนหลัง แต่เป็นการป้องกันล่วงหน้า เพราะเมื่อรู้ตัวว่าต้องพาลูกเมียมาอยู่ใต้สะพานที่เขาสร้าง วิศวกรคนนั้นย่อมต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ

ไม่ว่าจะเป็นชาวบาบิโลน ชาวโรมัน หรือชาวอังกฤษโบราณ ล้วนออกกฎหมายที่ผูกมัดให้แต่ละคนรับผิดชอบในงานของเขาอย่างถึงที่สุด

ในหนังสารคดีเรื่อง Farenheit 9/11 หลังจากผู้ก่อการร้ายนำเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด จอร์จบุชก็สั่งให้อเมริกาบุกอิรักทั้งๆ ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากนานาชาติ

Michael Moore ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ จึงไปดักรอหน้ารัฐสภาแล้วถามบรรดาส.ส.ที่ยกมือสนับสนุนให้อเมริกาบุกอิรักว่ามีใครสนใจจะส่งลูกชายตัวเองไปร่วมรบที่อิรักด้วยมั้ย ปรากฎว่าไม่มีใครตอบรับแม้แต่คนเดียว

ปัญหาของการเมืองและเศรษฐกิจปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะ “คนที่มีอำนาจตัดสินใจ” นั้นไม่ต้องรับผิดชอบกับผลกระทบที่จะตามมาเท่าที่ควร พอพวกเขาไม่มี skin in the game จึงตัดสินใจโดยเอาผลประโยชน์ของตัวเองหรือพวกพ้องเป็นที่ตั้ง เพราะรู้ว่าแม้จะผิดพลาดไป อย่างมากเขาก็แค่อดได้โบนัสหรือโดนปลด แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับส่วนรวม

ไม่ได้จะเรียกร้องให้เอากฎหมายของ Hammurabi กลับมาใช้ใหม่ แค่จะชวนคิดว่ามีตรงไหนบ้างที่เราจะปรับกฎกติกาเพื่อให้คนทำงานคิดถึงคนอื่นมากเท่ากับที่คิดถึงตัวเองครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ Antifragile by Nicolas Nassim Taleb

เรื่องบางเรื่องก็ต้องให้คนอื่นพูด

20200823c

ในการสื่อสารนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง

คนส่งสาร คนรับสาร ตัวสาร และเครื่องมือสื่อสาร

ถ้าสิ่งที่เราอยากสื่อนั้นไปไม่ถึงคนรับสาร ก็ต้องลองปรับสารที่เราจะส่งหรือปรับเครื่องมือที่เราใช้ (เช่นเปลี่ยนจากการส่งไลน์เป็นการโทรหา)

แต่ถ้าปรับสารก็แล้ว เปลี่ยนเครื่องมือก็แล้ว คนรับสารก็ยังไม่คิดจะรับอยู่ดี ก็ยังเหลืออีกทางเลือกหนึ่งคือเปลี่ยนคนส่งสาร ซึ่งบ่อยครั้งก็คือตัวเรานั่นเอง

เรื่องบางเรื่องแม่พูดกับพ่อมาเป็นแรมปีแต่พ่อไม่ฟัง พอลูกสาวพูดหนเดียวพ่อฟังเฉยเลย

หรือเรื่องบางอย่างคนในครอบครัวเตือนมาตั้งนานก็ยังดื้อรั้น พอคนนอกมาพูดกลับเชื่อซะอย่างนั้น

เหตุผลที่เขาไม่ฟังเราเพราะการสื่อสารมันไม่เคยเป็นเรื่องการสื่อสารเพียวๆ แต่มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ด้วย

คนที่รู้จักกันมานานย่อมมี history ต่อกันมากพอดู สิ่งที่เราพูดออกไปจึงมีตัวตนและร่องรอยในอดีตปะปนอยู่ด้วยเสมอ และร่องรอยเหล่านี้นั่นแหละที่เป็นอุปสรรค และทำให้การสื่อสารบิดเบี้ยวจนกลายเป็นการเอาชนะกันด้วยซ้ำ

ถ้าเราเคยคุยหลายทีแล้วไม่เป็นผล ลองเปลี่ยนคนคุยก็อาจจะปิดการขายได้ง่ายดายกว่าที่คิดนะครับ

มนุษย์เทฟลอน

20200823

ใครที่อายุเกิน 30 ปี และเคยช่วยแม่ล้างจาน น่าจะจำได้ว่าการล้างกระทะหรือหม้อนั้นเป็นงานหนัก เพราะเศษอาหารเกาะติดแน่น เราขัดจนเมื่อยแขนแล้วก็ยังไม่ออก โชคดีที่ระยะหลังมีฝอยขัดหม้อเป็นเครื่องทุ่นแรง

แต่ในระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมา กระทะหรือหม้อ Teflon เริ่มเป็นที่แพร่หลาย ทำให้คุณภาพชีวิตเด็กล้างจานดีขึ้น

เทฟลอนเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีผิวลื่น ไม่เกาะติด ไม่เปียกน้ำ ทนทานต่อความร้อน พวกเศษอาหารต่างๆ ที่ผ่านการทอดการต้มจนติดก้นภาชนะจึงล้างออกได้ง่ายกว่าเดิมมาก

ผมคิดว่าคงจะดีถ้าเราสามารถทำจิตใจของเราให้เหมือนเทฟลอนได้

เมื่อใจเราทนต่อความร้อน และมีความละเอียดเพียงพอ เราจะไม่ยึดติดกับความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ใครมาบ่นปัญหาอะไรเราก็ฟัง แต่ไม่เก็บไปเครียด

ใครทำอะไรไม่ถูกเราก็รับรู้และตักเตือน แต่ไม่ย้อนกลับไปคิดถึงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อเจ็บป่วยเราก็รักษาไปตามอาการ แต่ไม่ปล่อยให้อาการป่วยทางกายทำให้ใจเราป่วยไปด้วย

ความทุกข์จะมาเกาะแค่เบาๆ แล้วก็จะหลุดจากใจเราไปอย่างง่ายดาย

และถ้าเทฟลอนของเราคุณภาพดีขึ้นไปอีก แม้กระทั่งความสุขก็จะเกาะใจเราไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากชื่อเสียง เงินทอง หรือตำแหน่งแห่งหน เราก็จะเห็นคุณค่าและใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ไม่ได้หวงแหนหรือแสวงหาเพื่อให้ได้มามากกว่าเดิม

เพราะไม่ว่าจะเรื่องดีหรือร้ายก็เป็นเรื่องชั่วคราวทั้งนั้น

เพราะไม่ว่าจะเรื่องดีหรือร้าย ถ้ายึดติดก็ทุกข์ได้ทั้งนั้น

มาฝึกฝนตัวเองให้เป็นมนุษย์เทฟลอนกันนะครับ

20 เรื่องที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 2,000 ตอน

20200822

หลังจากตั้งใจเขียนบล็อกวันละตอนมาได้ห้าปีกว่า เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2563 บล็อก Anontawong’s Musings มีบทความครบ 2,000 บทความแล้ว

ผมเคยเขียนบทความ “สิ่งที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอน” เอาไว้ มารอบนี้เลยอยากจะฉลองเล็กๆ ด้วยการพูดถึงอีก 20 เรื่องที่จะไม่ซ้ำกับตอนแรกนะครับ

1. Keystone Habit

ในหนังสือ The Power of Habit ผู้เขียนบอกว่า Keystone Habit คืออุปนิสัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตเข้าที่เข้าทางและทำให้อุปนิสัยที่ดีอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะเป็นคนที่เข้านอนเร็ว ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับผม การเขียนบล็อกก็ keystone habit เช่นกัน เพราะมันบังคับให้ผมต้องตื่นเช้า เพื่อจะได้เขียนบล็อกได้โดยไม่กระทบเวลางานและเวลาอยู่กับครอบครัว ทำให้ผมอ่านหนังสือ ทำให้ผมสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น การเขียนบล็อกทุกเช้าจึงกลายเป็น ritual ที่ผมคุ้นเคยและติดใจไปเรียบร้อย

2. อ่านหนังสือให้ใส่ B

เมื่อรู้ตัวว่าต้องเขียนทุกวัน สิ่งหนึ่งที่จำเป็นไม่น้อยกว่าการอ่านหนังสือคือการทำให้เนื้อหาที่อ่านเจอนั้นกลับมาตามหาได้ง่าย

เวลาอ่านหนังสือผมจะมีวิธีการไฮไลท์อยู่หลายแบบ อ่านได้ในบทความ วิธีไฮไลท์หนังสือทั้งเล่มด้วยดินสอแท่งเดียว

สิ่งหนึ่งที่เพิ่มมาจากบทความนี้ ก็คือการใส่ตัวอักษร “A” หรือ “B” กำกับเอาไว้ด้วย

A คือ Action
B คือ Blog

แล้วผมก็จะใช้หน้าแรกของหนังสือซึ่งมักจะมีพื้นที่ว่างทำเป็น Index เอาไว้ เช่น

B 123, 145, 201

แสดงว่าเนื้อหาในหน้า 123, 145, และ 201 นั้นสามารถเอาไปเขียนเป็นบล็อกได้ วันไหนคิดอะไรไม่ออก ก็หยิบหนังสือที่เคยอ่านขึ้นมา เปิดไปหน้า index ที่เราทำเอาไว้ แล้วก็พลิกดูหน้าเหล่านั้น ก็มักจะได้หัวข้อที่เหมาะสมสำหรับการเขียนบล็อกครับ

3. บทความดีๆ จะมาเป็นระลอก

การเขียนบล็อกก็เหมือนการเล่นกระดานโต้คลื่น บางทีทะเลก็ไร้คลื่นหรือมีแต่คลื่นลูกเล็กๆ บทความที่เขียนก็จะไม่ได้หวือหวาทั้งในแง่เนื้อหาหรือเสียงตอบรับ แต่บางคราวก็จะมีคลื่นลูกใหญ่ๆ มาติดกัน บทความที่เขียนในช่วง 4-5 วันนั้นก็จะได้รับการตอบรับดีเป็นพิเศษ เป็นช่วง “มือขึ้น” ของบล็อกเกอร์ก็ว่าได้ จากนั้นก็จะกลับมาเจอวันที่ตันๆ เขียนอะไรไม่ค่อยออกอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่เราต้องทำความรู้จักและยอมรับ

4. การสะกดคำให้ถูกสำคัญมาก

คุณวิศรุต สินพงศพร เจ้าของเพจวิเคราะห์บอลจริงจังเคยมาพูด Wongnai WeShare ว่าคนอ่านเวลาจะแชร์บทความอะไรเขาก็อยากจะดูดี ถ้าบทความนั้นเขียนแล้วสะกดผิดเยอะคนอ่านก็จะไม่ค่อยอยากแชร์เพราะมันดูไม่ดี

ผมเองก็ต้องยอมรับว่ายังไม่ค่อยเป๊ะนัก แต่ก็ระวังมากขึ้นเยอะหลังจากได้ฟังคุณวิศรุตในวันนั้น

5. ถ้าคิดไม่ออกให้ออกไปวิ่ง

การวิ่งก็คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง เป็นเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองคล้ายๆ กับตอนอาบน้ำแต่กินระยะเวลายาวนานกว่า วิ่งไปก็รู้ตัวไป สักพักก็จะใจลอยคิดนู่นคิดนี่จนไปเจอหัวข้อที่น่าสนใจและกลายเป็นบทความดีๆ ในเวลาต่อมา

สำคัญคือต้องวิ่งที่ความเร็วและระยะทางที่กำลังพอดี ถ้าวิ่งเร็วเกินไปจะเหนื่อยจนคิดไม่ออก ถ้าวิ่งไกลเกินไปกว่าจะวิ่งเสร็จก็จะลืมไปแล้วว่าคิดอะไรได้ระหว่างที่วิ่ง

6. ขอแค่หนึ่งตอนล่วงหน้า

ผมเคยตั้งเป้าหมายว่าต้องมีบทความในสต๊อคไว้ซัก 15 ตอน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังทำไม่ได้ เคยได้มากที่สุดก็แค่ 7 ตอนเท่านั้น แต่ผมได้เรียนรู้แล้วว่า ขอแค่มีหนึ่งตอนล่วงหน้าก็เพียงพอแล้ว เพราะมันจะทำให้เราไม่เครียด และทำให้เรามีเวลาเพียงพอที่จะเขียนบทความของวันมะรืนนี้ได้โดยไม่ต้องคาดคั้นตัวเองเกินไป

7. วาง KPI ลง

เขียนมาเกือบ 6 ปี ยอดคนตามยังไม่ถึงสามหมื่นคน แต่การโตช้าๆ ก็มีข้อดีตรงที่คนที่ไลค์เพจเรานั้นค่อนข้างเป็นกลุ่ม niche ที่ติดตามกันอย่างเหนียวแน่น ไม่ค่อยมีนักเลงคีย์บอร์ด เป็นความผูกพันที่สบายใจและไม่กดดัน

8. วิธีรับมือกับคนที่มาคอมเมนท์แรงๆ

คนที่ทำเพจย่อมต้องเจอคนที่มาเขียนข้อความในเชิงไม่เห็นด้วย บางทีก็ตำหนิติเตียน บางทีก็กวนประสาท แน่นอนว่าเราอ่านแล้วก็อยากจะชี้แจงหรือตอบโต้ แต่พอตระหนักว่าพรุ่งนี้เราก็จะเขียนตอนใหม่แล้ว ผมเลยคิดได้ว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปปกป้องตนเอง เขาผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เรานี่แหละที่ต้องอยู่ตรงนี้และผลิตงานต่อไปเรื่อยๆ

9. Writer

คือชื่อเครื่องมือที่ผมใช้เขียนบทความทั้ง 2,000 ตอน และใช้จดโน๊ตอื่นๆ อีกมากมาย ข้อดีคือมันหน้าตาโบราณ พื้นสีดำ อักษรสีเขียว ไม่มีอย่างอื่นที่เป็น distraction และผูกกับ Gmail ของเราดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวหาย ใครสนใจลองเข้าไปดูได้ที่ writer.bighugelabs.com

10. สรุปหนังสือแบบยาวๆ แล้วเราจะได้ประโยชน์ที่สุด

ผมสรุปหนังสือแบบแยกเป็นหลายตอนมาแล้ว 3 เล่มด้วยกัน

Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

The Black Swan by Nassim Nicolas Taleb (10 ตอน)

ส่วนอีกเล่มนึงสรุปเป็นแค่ตอนเดียวแต่ก็ยาวมากก็คือ วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari จากหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up by Kondo Marie

เหตุผลที่เลือกสรุปหนังสือเหล่านี้เพราะผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนควรศึกษา อยากให้ได้อ่านกันเยอะๆ แต่คนที่จะได้ประโยชน์จากการสรุปหนังสือมากที่สุดก็คือตัวผมเอง เพราะทำให้ตัวเองเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งไปอีกขั้นนึงจนนำไปเปลี่ยนแปลงการทำงานและการใช้ชีวิตได้จริงๆ

11. เพจที่ไม่แชร์เรื่องของคนอื่น

ถ้าได้ติดตามเพจ Anontawong’s Musings กันมาสักพัก จะสังเกตว่าผมแทบไม่เคยแชร์โพสต์จากเพจอื่นเลยยกเว้นว่ามันจะมีความเชื่อมโยงกันโดยตรง เช่นเพจคิดด้วยภาพที่เอา Sapiens ไปแปลงเป็นการ์ตูนย่อยง่าย

เหตุผลที่ไม่ได้แชร์โพสต์คนอื่นมีอยู่ 2 ข้อ
– อยากให้ผู้อ่านมีประสบการณ์ที่คงเส้นคงวา คือรู้ว่าถ้าเข้ามาเพจนี้ก็จะได้อ่านแต่คอนเทนท์ของเพจนี้แน่ๆ
– ถ้าแชร์ของคนอื่น เราอาจจะย่อหย่อนเรื่องการเขียนบทความของตัวเอง

Content ดีๆ จากเพจอื่นผมจึงเก็บไว้แชร์แต่ใน profile ส่วนตัว

12. พอดคาสท์

มีหลายคนเชียร์ให้ผมทำพอดคาสท์ แต่ผมเป็นคนที่พูดไม่เก่งและไม่รู้ด้วยว่าจะพูดอะไร สิ่งเหล่านี้มันฝึกฝนได้ก็จริง แต่ผมยังรู้สึกว่าการเขียนมันได้รับการกลั่นกรองที่ดีกว่า กลับไป edit ได้ และที่สำคัญมัน search ได้ด้วย (พอดคาสท์ของไทยยังไม่มีบริการ transcript ให้เสิร์ชได้เหมือนพอดคาสท์เมืองนอก)

ด้วยงานที่ทำอยู่ ด้วยครอบครัวที่มี ผมยังไม่อยากใช้เวลากับ “งานราษฎร์” ไปมากกว่านี้ เพราะมันย่อมจะไปเบียดเบียนเวลาส่วนอื่นอย่างช่วยไม่ได้

13. Lindy Effect

ผมอ่านเจอคอนเซ็ปต์นี้ในหนังสือ The Black Swan ซึ่งกล่าวว่าอะไรที่อยู่มานานก็มีโอกาสจะอยู่ต่อไปอีกนานเพราะมันผ่านการพิสูจน์จากกาลเวลามาแล้ว ในขณะที่ของใหม่ๆ ที่หวือหวานั้นมีสิทธิ์มาเร็วไปเร็ว

บล็อกนั้นเกิดขึ้นมาก่อนจะมี social media ก่อนจะมี FB Live ก่อนจะมี TikTok ดังนั้นผมก็เลยมีความเชื่อว่า Blog เป็นสื่อที่ผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดีแล้ว และคงจะอยู่ต่อไปได้อีกยาวนาน นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ Anontawong’s Musings ไม่เคยทำ Facebook Live หรือ Podcast เลย

14. Blockdit

Blockdit เป็นแอปหน้าตาคล้ายๆ เฟซบุ๊ค แต่สร้างโดยทีมงานชาวไทยอย่างลงทุนแมน ผมเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายของเขาคือการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับคอนเทนท์ที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ ผมได้ลองปล่อยบทความลง Blockdit มาเกือบสองปีแล้ว ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ดี บางตอนเขียนแล้วได้เงินด้วย จะมาเล่าให้ฟังโดยละเอียดในโอกาสต่อไป แต่ตอนนี้ขอเชียร์ให้โหลดมาเล่นดูครับ

15. LINE Official Account

หลายคนอาจไม่รู้ว่าบล็อกนี้มี LINE Official Account ด้วย ถ้าเข้า LINE แล้วเสิร์ชหา @anontawongsmusings ก็จะเจอ แต่ก่อนผมปล่อยบทความทางช่องทางนี้ มีคนตามอยู่หกร้อยกว่าคน แต่พอเขาปรับจาก LINE@ เป็น LINE OA  เปลี่ยนโมเดลการเก็บเงินใหม่ ก็รู้สึกว่าค่าใช้จ่ายสูงเกินไป คือเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งพอรวม Agency Fee และ VAT แล้วค่าใช้จ่ายจะตกปีละสองหมื่นกว่าบาท เลยหยุดไว้ก่อน แต่ก็ยังโพสต์ลง Timeline ทุกวันนะครับ เพียงแต่ต้องเสียเวลากดเข้าไปดูในหน้า Posts/Home เท่านั้นเอง

16. All Magazine

All Magazine คือนิตยสารแจกฟรีที่เต็มไปด้วยนักเขียนชั้นครูอย่างคุณวินทร์ เลียววาริณและอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ หาได้ตาม 7-Eleven ทั่วกรุงเทพและในบางจังหวัด

ต้องขอบคุณทีมงานออลแม็กกาซีน ที่ให้ผมเขียนคอลัมน์ “มุมละไม” มาเกือบ 30 ตอนแล้ว คอลัมน์นี้จะฉายด้านสว่างของมนุษย์ ลองอ่านตัวอย่างได้ในตอน พ่อผู้ให้ชีวิตใหม่ ซึ่งเล่าเรื่องราวของโบรกเกอร์จากเมืองผู้ดีที่กลายมาเป็นผู้ช่วยให้เด็กชาวยิวเกือบ 700 ชีวิตรอดพ้นจากนาซีและเก็บงำเรื่องนี้เป็นความลับถึง 50 ปี

17. นิทานวันศุกร์

ผมกำลังมีความคิดว่าจะคัดสรรนิทานวันศุกร์มาทำเป็นเล่ม มีภาพประกอบสวยๆ อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ไม่แน่ใจว่าจะวางแผงหรือขายตรงดีเพราะคงจะไม่ได้ mass มาก (เกรงใจสำนักพิมพ์) ใครอยากอ่านหรือมีข้อเสนอแนะอย่างไรมาบอกกันได้นะครับ

18. เขียนหนังสือ

หนึ่งในความท้าทายต่อจากนี้คือการเขียนหนังสือเป็นเล่มๆ เพราะที่ผ่านมาหนังสือทั้งสองเล่มของผมล้วนเกิดจากการรวบรวมบทความในบล็อกมาจัดหมวดหมู่เท่านั้นเอง แต่การเขียนหนังสือจากศูนย์เลยนั้นเป็นเรื่องยากมาก ผมเคยพยายามลองทำมาแล้วแต่ยังไม่สำเร็จและมีเหตุให้ต้องพักไปเสียก่อน

19. เขียนบล็อกภาษาอังกฤษ

เป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่ทำไปแล้วนิดหน่อย และคิดว่าน่าจะได้กลับมาทำอีกในเร็วๆ นี้ เนื้อหาอาจจะไม่ได้แปลจากภาษาไทยตรงๆ แต่ก็คงจะไม่ทิ้งกันนัก ถือเป็นการฝึกปรือภาษาอังกฤษ และหวังว่าจะได้นำเสนอเรื่องของการรู้เนื้อรู้ตัวให้กับฝรั่งที่อาจจะเก่งเรื่องคิดแต่ไม่เก่งเรื่องการเห็นความคิด

20. ขอบคุณกัลยาณมิตร

แม้จะเคยเขียนขอบคุณไปแล้วตอนครบ 1,000 ตอนแต่ก็อยากจะเขียนถึงอีกครั้ง เพราะกัลยาณมิตรนั้นสำคัญจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวที่เข้าใจและช่วยแชร์ คนทำสื่อต่างๆ ที่ผ่านมาเห็นบทความแล้วนำไปขยายผลต่อ รวมถึงคนอ่านผู้น่ารักที่คอยส่งกำลังใจมาให้อยู่เสมอ ถ้าไม่มีกัลยาณมิตรเหล่านี้ผมคงหยุดเขียนไปนานแล้ว

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ สัญญาว่าจะเขียนต่อไปเรื่อยๆ ครบ 3,000 ตอนเมื่อไหร่จะมาอัพเดตให้ฟังอีกครั้งนะครับ 🙂

—–

อ่านบทความทั้ง 2,000 ตอนได้ที่ anontawong.com/archive