Book Insights – The Culture Code

20191026

เคยมีการทดลองให้ทำงานกลุ่มด้วยการนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างสิ่งก่อสร้างให้สูงที่สุด

– เส้นสปาเก็ตตี้ดิบ 20 เส้น
– สก๊อตเทป 1 หลา
– ด้าย 1 หลา
– มาชเมลโลว์ 1 ก้อน

โดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มเด็ก MBA จะสร้างได้เตี้ยกว่ากลุ่มเด็กอนุบาล โดยเด็ก MBA สร้างได้สูงแค่ 10 นิ้ว ส่วนเด็กอนุบาลสร้างได้สูง 26 นิ้ว

เวลาที่เด็ก MBA ทำงานกลุ่ม ภายนอกอาจดูเหมือนว่ามีการแบ่งงานกันดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การทำงานร่วมกัน แต่เป็นการทำ status management (จัดการที่ทาง/สถานะของตัวเอง) คำถามที่วนอยู่ในหัวพวกเขาคือ “ใครคือผู้นำกลุ่มในตอนนี้” “ฉันวิจารณ์ไอเดียคนอื่นได้รึเปล่า” “มีกฎอะไรบ้าง” ทำให้การทำงานร่วมกันไม่มีประสิทธิภาพแถมยังมีการชิงดีชิงเด่นกันอย่างเนียนๆ ด้วย

ขณะที่เด็กอนุบาลนั้น ภายนอกอาจดูยุ่งเหยิง แต่พวกเขาไม่สนใจเรื่อง status management ทุกคนล้วนอยากช่วยกัน ลองผิดลองถูก เรียนรู้ว่าอะไรเวิร์คหรือไม่เวิร์คแล้วค่อยๆ พาตัวเองไปสู่ทางออกที่ดีกว่า

เด็กอนุบาลไม่ได้ฉลาดกว่าเด็ก MBA แค่ทำงานฉลาดกว่าเฉยๆ (they are not smarter, they just work in a smarter way)

หนังสือเล่มนี้พูดถึง 3 skills หลักๆ
1. Build Safety – สร้างความรู้สึกปลอดภัย
2. Share Vulnerability – ยอมรับในความอ่อนแอและความกังวลของตัวเอง
3. Establish Purpose – มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน

—–

Build Safety

เคยมีการทดลองด้วยการส่ง “คนพลังงานลบ” เข้าไปในที่ประชุมของคนทำงาน โดยมีหน้าที่หลักๆ คือทำตัวเป็น Jerk (คนนิสัยเสีย), Slacker (คนขี้เกียจ), และ Downer (คนหม่นหมอง) เมื่อคนจำพวกนี้เข้าไปในกลุ่มไหน พลังงานของกลุ่มจะตกลงทันที และคนอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะทำตัวคล้อยตามไปด้วย

แต่มีกลุ่มหนึ่งที่คนพลังงานลบทำอะไรไม่ได้ เพราะมีคนอย่าง Jonathan อยู่ โดยเวลาที่ Jerk พูดอะไรไม่ดีออกมา โจนาธานจะตอบอย่างนุ่มนวลและถามคำถามใหม่ที่ทำให้คนอื่นๆ ได้แสดงความเห็น และโจนาธานก็จะฟังอย่างตั้งใจก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง จนทำให้บรรยากาศของทีมกลับมาดีขึ้น

โจนาธานทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องใช้คำใหญ่โต ไม่ต้องพูดจาปลุกใจ ไม่ต้องบอกว่าใครต้องทำอะไร สิ่งที่เขาทำเพียงสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้คนอื่นๆ ได้มีบทบาทเท่านั้นเอง

เท่าที่ได้ไปสังเกตการณ์ในองค์กรที่มีทีมเวิร์คที่ดีอย่าง IDEO, หน่วย SEAL หรือโรงเรียน KIPP เราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ในการทำงานกลุ่ม
– คนยืน/นั่งอยู่ใกล้กัน และมักจะเป็นวงกลม
– คนในกลุ่มสบตากันเยอะมาก
– มีการแตะเนื้อต้องตัวอยู่บ่อยๆ handshakes, fist bumps, hugs
– ไม่มีใครพูดยาวๆ แต่จะผลัดกันพูดสั้นๆ
– ทุกคนได้พูดพอๆ กัน
– มีการขัดจังหวะกันน้อยมาก
– มีคำถามเยอะมาก
– ฟังอย่างตั้งใจ
– เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
– มีมารยาท (พูดขอบคุณ เปิดประตูให้เพื่อน)

อีกหนึ่งการทดลองที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้ลองแก้ปัญหา puzzle โดยจะใช้เวลานานเท่าไรก็ได้ เมื่อผ่านไปสองนาทีก็มีคนส่งกระดาษมาให้ เขียนโดยลายมือของคนชื่อสตีฟบอกว่า “ผมเคยทำ puzzle นี้มาก่อน และผมมีเคล็ดลับที่อยากจะบอก…” เมื่อผู้เข้าร่วมได้รับกระดาษแผ่นนี้แล้ว เขามีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับการแก้ puzzle นานขึ้นถึง 50% ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเคล็ดลับในกระดาษก็ไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงคือความรู้สึกที่ว่ามีใครบางคนแคร์เราอยู่

การส่งสัญญาณว่าเราแคร์นั้นทำแค่ครั้งเดียวไม่พอ แม้เค้าจะรู้อยู่แล้วว่าเราแคร์ก็เถอะ เหมือนคนรักกันก็ควรบอกรักกันบ่อยๆ

ในการทำ staff orientation ของ Call Center แห่งหนึ่ง พนักงานใหม่ได้รับการเทรนเหมือนกันหมด แต่ตอนท้ายมีการแบ่งกลุ่มเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้กลับบ้านเลย ส่วนกลุ่มที่สองได้รับการเทรนเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั่วโมง ผ่านไป 7 เดือน กลุ่มที่สองมีโอกาสสูงกว่ากลุ่มแรกถึง 250% ที่จะยังทำงานที่นี่อยู่ ความแตกต่างก็คือในการเทรน 1 ชั่วโมงที่กลุ่มที่สองได้รับนั้น พวกเขาได้รับ “สัญญาณ” ว่าองค์กรนี้แคร์เขา ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า ช่วงเวลาไหนของวันที่เขาทำงานได้ดีที่สุด เขามีทักษะพิเศษอะไรบ้าง รวมถึงการได้รับแจกเสื้อที่มีชื่อของตัวเองปักอยู่

คนชอบนึกว่าองค์กรที่มี culture ที่ดีคือองค์กรที่คนทำงานอย่างมีความสุขความสบาย แต่ความเป็นจริงก็คือผู้คนในองค์กรที่มี culture ที่แข็งแรงนั้นไม่ได้แคร์เรื่องการมีความสุขเท่ากับความสามารถและโอกาสในการแก้ปัญหายากๆ ร่วมกัน

ในอีกหนึ่งการทดลองที่ให้เด็กมัธยมเขียนเรียงความและให้อาจารย์เป็นคนให้ฟีดแบ็ค ปรากฎว่ามีประโยคหนึ่งที่ทรงพลังเป็นพิเศษ นักเรียนที่ได้รับประโยคนี้มีโอกาสสูงมากที่จะแก้ไขเรียงความให้ดีกว่าเดิม ประโยคที่ว่าคือ

I’m giving you these comments because I have very high expectations and I know that you can reach them

ครูเขียนคอมเม้นท์เหล่านี้เพราะว่าครูมาตรฐานสูงและครูก็รู้ว่าเธอทำได้

ประโยคนี้เป็นสัญญาณสร้างความปลอดภัยในสามระดับ
1. เธอเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเรา
2. กลุ่มของเรานั้นพิเศษ เพราะเรามาตรฐานสูง
3. ครูรู้ว่าเธอสามารถทำตามมาตรฐานนี้ได้

เคยมีการศึกษาว่าอะไรเป็นปัจจัยให้ทีมๆ หนึ่งสร้างผลงานได้โดดเด่นกว่าทีมอื่นๆ และได้พบกว่า กลุ่มคนที่ผลงานโดดเด่นนั้นมี clusters of high communications ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่มีการติดต่อสื่อสารพูดคุยกันบ่อยๆ นั่นเอง

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิด high communications คือ “ระยะทางระหว่างโต๊ะ” ยิ่งโต๊ะอยู่ใกล้กันเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดการสื่อสารมากขึ้นเท่านั้น ถ้านั่งห่างกันไม่เกิน 8 เมตรจะสื่อสารกันถี่มาก แต่ถ้านั่งไกลกว่านั้น การสื่อสารจะตกลงอย่างรวดเร็ว ดูภาพประกอบได้ที่ Allen Curve

คนที่นั่งใกล้กันจะส่งเมลหากันบ่อยกว่าคนที่นั่งห่างกันถึง 4 เท่า และทำโปรเจ็คเสร็จเร็วกว่าถึง 32%

—–

Share Vulnerability

วิธีดูว่าวันนี้เรามีวันทำงานที่ดีหรือไม่ – ถ้าเราขอความช่วยเหลือ 10 ครั้ง แสดงว่าวันนี้โอเค ถ้าวันนี้เราทำทุกอย่างเองคนเดียว แสดงว่าหายนะอาจมาเยือนในไม่ช้า

คำถามชุด A กับ B ต่างกันอย่างไร?

ชุดคำถาม A
– ของขวัญที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับคืออะไร?
– ลองเล่าถึงสัตว์เลี้ยงตัวล่าสุดที่คุณมีให้ฟังหน่อย?
– ตอนมัธยมปลายเรียนที่ไหน มันเป็นยังไงบ้าง?
– นักแสดงที่คุณชื่นชอบมีใครบ้าง?

ชุดคำถาม B
– ถ้าคุณมีแก้ววิเศษที่ตอบคุณได้ทุกอย่าง คุณจะถามอะไร?
– มีอะไรที่อยากจะทำมานานแล้วยังไม่ได้ทำบ้างมั้ย? ทำไมถึงยังไม่ได้ทำ?
– อะไรคือความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ?
– คุณร้องเพลงให้ตัวเองฟังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? แล้วร้องให้คนอื่นล่ะ?

คำถามสองชุดนี้ดูเผินๆ แล้วจะเหมือนกันคือเป็นคำถามที่ค่อนข้าง personal แต่จริงๆ แล้วคำถามชุด B นั้นตอบได้ยากกว่า เวลาคุณคิดจะตอบคำถามในชุด B หัวใจคุณอาจเต้นแรงขึ้น คุณอาจรู้สึกไม่แน่ใจ คุณอาจรู้สึกกังวลว่าจะเปิดเผยตัวตนของคุณมากเกินไป

คำถามชุด B จะสร้างความรู้สึกใกล้ชิดได้มากกว่าคำถามชุด A ถึง 24%

เรามักเชื่อว่าเราต้องสร้างความไว้วางใจก่อนเราถึงจะกล้าทำอะไรเสี่ยงๆ ได้ แต่ในบางทีการได้ทำอะไรเสี่ยงๆ ร่วมกันกันก่อนก็สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเช่นกัน

คำพูดที่สำคัญที่สุดที่ผู้นำจะพูดกับลูกน้องได้คือ “เรื่องนี้พี่พลาดเอง” (I screwed that up)

คนมักจะคิดว่าความกล้าหาญคือการถือปืนเดินเข้าหาข้าศึก แต่ความกล้าหาญที่แท้คือการมองเห็นความจริงและการพูดความจริงต่อกัน

ความรู้สึกใกล้ชิดกันนั้นมักจะเกิดแบบทันทีทันใด มันจะมี moment หนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าได้ยินและเข้าใจซึ่งกันและกัน และความสัมพันธ์หลังจากนั้นก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เวลาคุณถามอะไรไป คำตอบแรกที่ได้มักจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง คุณต้องฝึกที่จะหัดถามคำถามเดิมด้วยรูปประโยคที่ต่างออกไปหลายๆ รอบเพื่อเข้าใจว่าคนที่คุณคุยด้วยกำลังคิดอะไรอยู่

ก่อนเริ่มโปรเจค ควรจะให้ทีมตอบคำถามต่อไปนี้
1. อะไรคือผลลัพธ์ที่เรามุ่งหวัง?
2. อะไรคืออุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้
3. เราได้เรียนรู้อะไรจากโปรเจคที่คล้ายๆ กันมาแล้วบ้าง
4. อะไรที่จะทำให้เราทำสำเร็จในโปรเจคนี้

หลังจากจบโปรเจคแล้ว ควรจะถามคำถามต่อไปนี้
1. อะไรคือสิ่งที่เราหวังจะให้เกิด
2. สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คืออะไร
3. อะไรคือสาเหตุของผลลัพธ์เหล่านั้น
4. ครั้งหน้า อะไรคือสิ่งที่เราจะทำเหมือนเดิม
5. ครั้งหน้า อะไรคือสิ่งที่เราจะทำต่างออกไป

—–

Establish Purpose

แบบฝึกหัดที่เรียกว่า Mental Contrasting จะทำให้เรามีความเพียรพยายามมากขึ้นถึง 60% ในการบรรลุเป้าหมาย โดยมีสองขั้นตอนเท่านั้นคือ

1. คิดถึงเป้าหมายที่เป็นไปได้ และจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อเราบรรลุเป้าหมายนั้นแล้ว

2. จินตนาการถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง เช่นถ้าเราตั้งเป้าจะลดน้ำหนัก ให้คิดถึงสถานการณ์ที่เราได้กลิ่นคุกกี้และอดใจไม่ไหวจนหยิบขึ้นมากิน

Adam Grant เคยทำการทดลองกับ Call Center ของ University of Pennsylvania ที่ต้องโทร.ไปหาศิษย์เก่าเพื่อขอรับบริจาคทุนการศึกษา ตอนแรก call center นี้มี performance ต่ำมาก แต่พออดัมเอาจดหมายจากหนึ่งในนักเรียนทุนให้คนใน call center อ่าน ยอดการบริจาคก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขั้นต่อมา อดัมเลยพานักศึกษาที่ได้รับทุนมาพบกับพนักงาน call center แบบเห็นหน้า การพูดคุยใช้เวลาเพียง 5 นาทีเพื่อให้นักศึกษาได้บอกว่าเขามาจากไหน และทุนการศึกษานั้นสร้างความแตกต่างอย่างไรบ้าง ปรากฎว่าเดือนถัดมาจำนวนการโทร.หาศิษย์เก่าเพิ่มขึ้น 142% และยอดบริจาครายสัปดาห์เพิ่มขึ้น 172%

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Culture Code: The Secrets of Highly Successful Groups 

Book Insights – The Concise Mastery

20191013_mastery

เกมที่เราควรเล่นคือหา niche (ตลาดจำเพาะ) ที่เราสามารถ dominate ได้ โดยเราอาจจะเริ่มจากสายงานที่เราถนัดก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเข้าสู่สายงานที่แคบลงเรื่อยๆ จนไปเจอ niche ที่ยังไม่มีใครครอบครอง ซึ่ง niche นี้จะสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเราที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้

เวลาเลือกงาน ให้เลือกงานที่จะให้โอกาสเราได้เรียนรู้มากที่สุด ความรู้ที่ practical คือสินทรัพย์ที่จะปันผลให้เราอย่างงามไปอีกหลายสิบปี

ถ้าเราเลือกงานโดยดูว่าใครจ่ายหนักสุด สุดท้ายเราจะโฟกัสผิดจุด เพราะรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา เราจะมัวกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง เราต้องเอาอกเอาใจใครบ้าง ฯลฯ

เวลาฝึกฝน เราต้องพาตัวเองเข้าสู่ the cycle of accelerated returns ให้ได้ เพราะเมื่อเข้าสู่วงจรนี้เราจะสนุกไปกับการฝึกฝนจนทำให้เราฝึกได้ยาวนานขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เราพัฒนาในอัตราเร่งขึ้นอีก ซึ่งกว่าจะเข้าสู่วงจรนี้ได้ เราต้องกัดฟันเพื่อผ่านช่วงแรกที่ยากลำบากที่เราไม่เก่ง-ไม่ชอบไปให้ได้ก่อน

คนเราเมื่อพัฒนามาถึงจุดนึงแล้วก็จะตัน เพราะเรามักจะฝึกฝนด้วยวิธีเดิมๆ ไปเรื่อยๆ ทำให้เราไม่เก่งขึ้นเสียที ถ้าเราอยากจะก้าวข้ามจุดนี้ไปให้ได้ เราต้องทำ Resistance Practice ซึ่งก็คือการ “ฝืนธรรมชาติ” ฝืนที่จะไม่ผ่อนปรนกับตัวเอง ต้องเป็นนักวิจารณ์ที่เข้มงวดผับผลงานที่เราผลิตออกมา ต้องมองให้ออกว่าอะไรที่เรายังอ่อนอยู่และขยี้ไปตรงจุดนั้น

ถ้าต้องการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เราต้องมีความรู้ที่ “กลมกล่อม” อันเกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างศาสตร์และศิลป์ เมื่อ 500 ปีที่แล้ว วิทยาศาสตร์กับศิลปะถูกแยกขาดออกจากกัน แต่จริงๆ แล้วเมื่อสองสิ่งนี้อยู่ร่วมกันมันจะสร้างสิ่งอัศจรรย์ได้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมงานของดาวินชีถึงยังอมตะเหนือกาลเวลา

เราควรจะเรียนรู้ทักษะให้หลากหลายมากที่สุด หากเรารู้แค่ไม่กี่เรื่องและเดินตาม career path อย่างตายตัวและเคร่งครัด สุดท้ายพออายุ 40 กว่าเราจะติดหล่มในอาชีพใดอาชีพหนึ่งโดยไม่สามารถย้ายงานไปทำอย่างอื่นได้ แต่ถ้าเรียนรู้ทักษะให้หลากหลายเข้าไว้ โอกาสจะยังมีเข้ามาไม่ขาดสาย

เหตุผลที่เราควรมี mentor เพราะว่าชีวิตเรานั้นสั้นเกินกว่าจะที่เรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก การเรียนรู้ผ่านตัวหนังสือนั้นก็ไม่ efficient พอเพราะเนื้อหาในหนังสือไม่ได้ customized สำหรับตัวเรา การได้ mentor ที่เปี่ยประสบการณ์และมองขาดว่าเรายังต้องปรับปรุงเรื่องอะไรจะทำให้เราพัฒนาได้ในอัตราเร่ง

คนที่เป็น Masters ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาเรื่องงานและข้อมูลที่ถาโถมพวกเขา หากเราสามารถแบ่งเบาภาระเหล่านี้ให้เขาได้ เราก็มีโอกาสที่เขาจะเมตตาเรามากกว่าลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่ไปขอฝากตัวด้วย

คนที่เพิ่งรู้จักกับเราได้ไม่นานแต่เอ่ยปากชมเราเกินเหตุมีแนวโน้มที่จะริษยาเราอยู่ลึกๆ และกำลังหาโอกาสเข้าใกล้เพื่อทำร้ายเรา

บางทีเราก็ต้องทำตัวลึกลับ บางทีเราก็ต้องตรงไปตรงมา อย่าวางตัวให้คนอื่นๆ เดาทางเราออกง่ายเกินไป

Masters จะต้องมี Original Mind หรือการมองอะไรเหมือนกับเห็นเป็นครั้งแรกราวกับเด็กๆ

ด้วยความรู้ที่ลึกซึ้งและจิตใจที่เปิดกว้าง ทำให้ Masters จึงมี creativity สูงมาก

วิธีที่จะได้ไอเดียสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดคือค่อยๆ คิดไปเรื่อยๆ ค้นคว้าให้เยอะและอย่ารีบร้อน แม้มันดูต้องลงแรงและเวลามหาศาลแต่วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อมองย้อนกลับมา เราจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรหรอก

การเรียนรู้ที่ดีคือการเอามันไปประยุกต์ใช้จริงๆ เปลี่ยนความรู้ของคนอื่นมาเป็นความรู้ของเราด้วยการมองให้เห็นความเชื่อมโยงของความรู้หลายแขนงและอนุมานกฎหรือสูตรที่อยู่เบื้องหลังชุดความรู้เหล่านั้นให้ได้

ไม่มีช่วงเวลาใดที่สูญเปล่าถ้าเราใส่ใจกับทุกบทเรียนที่ติดมากับทุกประสบการณ์

อย่าลืมฝึกฝน memory เราด้วย งานที่เราเคยต้องใช้ความจำอย่างเบอร์โทรศัพท์ การคำนวณอย่างง่ายๆ หรือการจดจำเส้นถูกเทคโนโลยีทำแทนให้หมแล้ว หากเราไม่ใช้กล้ามเนื้อสมองส่วนความจำนี้บ้างมันก็จะฝ่อไม่ต่างจากกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ

เราต้องหัดสังเกตสิ่งแวดล้อม ไม่ต่างอะไรกับสมัยบรรพบุรุษเรายังอยู่ในทุ่งสะวันนาในแอฟริกา ในที่ทำงานเราต้องหัดเป็นคนช่างสังเกต ทุกสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงคือสัญลักษณ์ให้เราถอดรหัสและตีความ ยิ่งเราสามารถเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเราได้มากเท่าไหร่ เรายิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Concise Mastery by Robert Greene 

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดี หรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

Book Insights – The Algebra of Happiness

20191006

อย่ามองการลงทุนว่าเป็นการลงทุน ให้มองว่ามันเป็นการเอาเงินไปใส่ในกล่องวิเศษ ใส่เงินหมื่นเข้าไปตอนนี้ อีกสิบยี่สิบปีกล่องวิเศษจะเสกมันให้เป็นเงินแสนเงินล้าน

ถ่ายรูปให้เยอะๆ ส่งเมสเสจไร้สาระหาเพื่อนๆ เอ่ยปากชื่นชมเพื่อนที่ทำงาน และบอกรักคนรอบตัวคุณให้มากที่สุด ผลตอบแทนในตอนแรกนั้นอาจดูเล็กน้อย แต่ในระยะยาวมันจะยิ่งใหญ่มาก

ความเต็มใจของผมที่พร้อมจะถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัย เพื่อน นักลงทุน และหญิงสาว นำพาสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิตมากมาย ความกลัวที่จะโดนปฏิเสธนั้นเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่เสียกว่าการขาดแคลนพรสวรรค์ จงฝึกฝนตัวเองที่จะทำอะไรเสี่ยงๆ ทุกวัน (ขอขึ้นเงินเดือน, ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าในงานปาร์ตี้) และอย่ากลัวที่จะพยายามคว้าอะไรที่เกินเอื้อม

ความรักและความสัมพันธ์นั้นคือเป้าหมายสุดท้าย สิ่งต่างๆ ที่เหลือเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายปลายทางที่ว่านี้

คำแนะนำของผมสำหรับการหาคู่รัก – จงชอบคนที่เขาชอบเรา

หลังจากแต่งงานแล้วรายได้ในครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นปีละ 14% เมื่ออายุถึง 50 ปี คนที่มีคู่ครองจะมีทรัพย์สินมากกว่าคนโสดในวัยเดียวกันถึง 3 เท่า

อย่าปล่อยให้ภรรยาหนาวหรือหิว

ตัวสะท้อนที่ดีของชีวิตคุณไม่ใช่บ้านหลังแรก แต่เป็นบ้านหลังสุดท้าย ลมหายใจเฮือกสุดท้ายเกิดขึ้นที่ไหนเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของคุณ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือจำนวนคนที่มารายล้อมคุณในวันนั้น เพราะในวัยชราคุณแทบจะไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ใครได้อีกแล้ว ถ้ายังมีคนเป็นห่วงเป็นใยคุณอยู่แสดงว่าเขาต้องเป็นคนดีมากๆ หรือไม่เขาก็กำลังพยายามตอบแทนสิ่งดีๆ ที่คุณเคยทำให้กับเขามาทั้งชีวิต

เวลาคนป่วยหนักทำตัวไม่น่ารัก จงอย่าไปถือสา มันเป็นเพียง “การเอ่ยวาจาของโรคร้าย” เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนหรือนิสัยของคนป่วย

น้ำตามีสองแบบคือน้ำตาแห่งความทุกข์กับน้ำตาแห่งความสุข เราหลั่งน้ำตาแห่งความทุกข์เมื่อเราคิดถึงอดีตด้วยความโศกเศร้าหรือคิดถึงอนาคตด้วยความหวาดหวั่น น้ำตาแห่งความสุขเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราดื่มด่ำกับปัจจุบันจนเรารู้สึกเหมือนวินาทีนี้ยาวนานชั่วนิรันดร์ ระยะหลังผมมีน้ำตาแห่งความสุขมากขึ้นเมื่อผมใช้ชีวิตให้ช้าลงเพื่อจะ “อยู่ตรงนี้” กับเพื่อนๆ หรือกับลูกๆ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก The Algebra of Happiness by Scott Galloway

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดีอย่างไรหรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ ไปเพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

Book Insights – Powerful

20190928

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Patty McCord HR รุ่นบุกเบิกของ Netflix และเป็นผู้ร่วมสร้าง Netflix Culture Deck สไลด์ที่บอกแนวทางการทำงานใน Netflix ที่มีคนอ่านแล้วถึง 19 ล้านครั้ง

Insights ที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้ครับ

เป้าหมายขององค์กรไม่ใช่เพื่อ empower คนทำงาน แต่เป็นการเตือนใจคนทำงานตั้งแต่วันแรกว่าเขามี power อยู่แล้ว องค์กรมีหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกายแสงของเขาเท่านั้นเอง

หน้าที่ของผู้นำในองค์กรไม่ใช่การสร้างความจงรักภักดีต่อองค์กร ไม่ใช่การสร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไม่ใช่การทำให้พนักงานมี engagement และมีความสุข หน้าที่เพียงอย่างเดียวของผู้นำในองค์กรคือการสร้างทีมงานระดับเทพที่สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ

ปี 2001 ฟองสบู่ dot-com แตก Netflix ต้องเลย์ออฟพนักงานไป 1/3 แต่ช่วงคริสต์มาสราคาเครื่องเล่น DVD ถูกลง จึงมีออเดอร์เช่าดีวีดีเข้ามาเยอะมาก งานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า กับคนทำงานที่เหลือเพียง 2/3 แต่กลายเป็นว่าคนทำงานมีกำลังใจดีมาก เมื่อพิจารณาดีๆ จึงเข้าใจว่า พนักงานที่เหลืออยู่นั้นมีแต่คนทำงานดีทั้งนั้น

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำให้พนักงานของคุณได้ คือการสรรหาแต่คนที่เจ๋งสุดๆ มาทำงานร่วมกับคนเหล่านี้ นี่คือ perk ที่หรูหรายิ่งกว่าอาหารกลางวันฟรี โต๊ะฟุตบอล หรือ stock options เสียอีก

เพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยม + purpose ที่ชัดเจน + deliverables (งานที่ต้องส่ง) ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ถือเป็น Powerful combination

เราควรจะมีกฎ ระเบียบขั้นตอน และการอนุมัติให้น้อยที่สุด และสิ่งที่จะทดแทนการทำงานแบบราชการอย่างนี้ได้ก็คือการสื่อสารที่ชัดเจนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับงานที่ต้องทำ “ตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ และนี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามจะทำให้สำเร็จ”

ยิ่งเราสื่อสารเป้าหมายของเราได้ชัดเจนเท่าไหร่ ความจำเป็นสำหรับการมีกฎกติกาก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราสื่อสารได้ดีพอแล้ว? วิธีการทดสอบง่ายๆ คือเวลาเดินไปเจอพนักงานในลิฟต์หรือที่ใดก็ตาม ลองถามเขาว่าอะไรคือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของบริษัท 5 ข้อในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้

พนักงานควรจะตอบได้อย่างรวดเร็ว จะยิ่งดีถ้าเขาใช้คำเดียวกับที่เราใช้ในการสื่อสาร และจะดีที่สุดถ้าลำดับความสำคัญ (order) นั้นตรงกันด้วย ถ้าพนักงานยังทำไม่ได้ แสดงว่าเรายังสื่อสารได้ไม่ดีพอ

ผู้บริหารระดับสูงมักมีความเชื่อว่าถ้าบอกพนักงานว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาอะไรบ้าง พนักงานจะวิตกกังวล แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่จะทำให้พนักงานวิตกกังวลได้ยิ่งกว่าคือการไม่รู้อะไรเลย หรือการรู้ความจริงเพียงครึ่งเดียว ถ้าพนักงานรู้สึกว่าบริษัทไม่โปร่งใสหรือบอกความจริงไม่หมด เขาก็จะเริ่มไม่วางใจในบริษัทและเริ่มมโนกันไปเอง

เมื่อผู้นำพร้อมจะยอมรับว่าตัวเองทำผิดอย่างเปิดเผย มันเป็นการส่งสัญญาณกับพนักงานว่าจง speak up! – มีอะไรในใจก็ขอให้พูดออกได้เลย

Employee Survey มีจุดอ่อนเพราะมันใช้ชุดคำถามมาตรฐานและเป็นการตอบแบบไม่ต้องแสดงตัว คำตอบที่ได้มาจึงมักไม่ค่อยมีคุณภาพและเอาไปทำ action ต่อได้ลำบาก ถ้าอยากรู้จริงๆ ว่าพนักงานคิดอะไรอยู่ วิธีที่ดีที่สุดคือการนั่งคุยกันตัวเป็นๆ แบบเห็นหน้า

เวลาถกเถียงกัน Netflix จะสอนให้พนักงานใช้ประโยคที่สร้างสรรค์ เช่น How do you know that’s true? หรือ Can you help me understand what leads you to believe that’s true? (ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยว่าทำไมคุณถึงคิดว่าเป็นแบบนี้)

ยกตัวอย่างเช่นปัญหา buffer ข้อมูลตอนโหลดหนังซึ่งใช้เวลานานมากจนลูกค้าบ่น แทนที่ทีม sales หรือ marketing จะพูดกับทีม engineering ว่า “คุณต้องแก้ปัญหาเรื่องบัฟเฟอร์นะ!” เขาควรจะพูดว่า “ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยว่าทำไมการบัฟเฟอร์หนังถึงใช้เวลานานจัง”

ที่ Netflix มีหลักการ 3 ข้อสำหรับ Talent Management
1. การสรรหาคนเก่งๆ และการตัดสินใจว่าคนๆ นั้นควรอยู่หรือควรไปเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าทีม
2. ในทุกตำแหน่ง เราต้องจ้างคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นสุดๆ ไม่ใช่แค่เอาคนที่พอจะทำงานได้
3. หากทักษะของพนักงานไม่ได้ตอบโจทย์ขององค์กรอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นพนักงานที่ดีแค่ไหน เราก็ต้องไม่ลังเลที่จะปล่อยเขาไป (คือเชิญออกนั่นเอง)

ข้อ 2 & 3 นั้นเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก ถ้าเราไม่เจนจัดเรื่องการสรรหาคนเก่งเราย่อมไม่กล้าเลิกจ้างคนเก่าที่ทำงานเก่ง

การจ้างงานคนเก่งๆ คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของหัวหน้า (ไม่ใช่ HR) หัวหน้าควรจะทำหน้าที่เป็น lead recruiter ตลอดเวลา

องค์กรไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้พนักงานมีความสุข การที่พนักงานมีความสุขนั้นเป็นเรื่องดี แต่ความสุขของเขาควรเกิดจากการได้ทำงานที่ท้าทายกับเพื่อนร่วมงานเก่งๆ

เราไม่มีโบนัสประจำปี เพราะสำหรับคนที่ทำงานดีอยู่แล้ว การให้โบนัสไม่ได้ช่วยให้เขาทำงานหนักขึ้นหรือฉลาดขึ้นกว่าเดิมหรอก

Netflix ให้ stock options พนักงานด้วย โดยให้พนักงานเลือกว่าในค่าตอบแทนที่เขาจะได้ในแต่ละเดือน อยากได้เป็น stock options กี่เปอร์เซ็นต์ และ stock options เหล่านี้ไม่ได้ต้องรอ vesting period ถึง 4 ปี แต่จะมีการ vest ทุกเดือน (vest = กลายเป็นหุ้นที่พนักงานจะนำไปขายได้จริงในอนาคต)

แม้ Netflix จะเลิกจ้างพนักงาน (และจ่ายค่าชดเชยอย่างเต็มที่) แต่พวกเขาก็ยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกันไว้ ยังนัดเจอกัน กินกาแฟกันได้อยู่เรื่อยๆ

ตัวผู้เขียนเองก็ต้องเดินออกจาก Netflix เมื่อทักษะและความสามารถของเธอไม่ได้ตอบโจทย์ขององค์กรอีกต่อไป

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Powerful: Building a Culture of Freedom and Responsibility by Patty McCord 

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดีอย่างไรหรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ ไปเพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

Book Insights – ปัญญา ชา จีน

20190916

นี่คือหนังสือเล่มล่าสุดของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่ผมได้มาเมื่อตอนต้นเดือน และใช้เวลาอ่านเพียง 3 วัน

ปัญญา ชา จีน พาเราไปเรียนรู้ชีวิตของบูรพาจารย์อย่างท่านโพธิธรรม เหลาจื่อ ขงจื่อ จวงจื่อ เมิ่งจื่อ และตัวละครสำคัญในประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาจีนที่สืบเนื่องมายาวนานหลายพันปี

เนื่องด้วยสไตล์การเขียนของพี่ภิญโญนั้นเป็นเหมือนเป็นโศลก มีความไพเราะเหมือนอ่านบทกวี การที่ผมจะสรุปออกมาเป็นถ้อยคำของผมเองจะทำให้สูญเสียอรรถรส จึงขอคัดลอกบางช่วงตอนที่ประทับใจมาให้คุณผู้อ่านได้ลิ้มลอง

และหากถูกใจ ก็ขอเชียร์ให้ออกไปหาซื้อเล่มจริงมาละเลียดไปพร้อมกับการจิบชาครับ

——

จะมีสิ่งใดที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน
ได้เท่ากับความตาย
จะมีทรัพย์สินใดมีค่าในช่วงเวลาบั้นปลายของชีวิต
เท่ากับเวลา

—–

ชีวิตและความตายเป็นสิ่งสำคัญ
อย่าทุกข์ตรมกับสิ่งไร้สาระ
อย่าหลอกตนเอง

—–

หวงตี้นั้น ตามตำนานเล่าว่ามีมเหสีชื่อเหลยจู่ เป็นผู้คิดค้นการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม บูรพกษัตริย์จีนอีกทั้งวงศ์วานว่านเครือนั้น จึงเป็นผู้ที่เชื่อมต่อสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการเกษตร เช่นเดียวกับรากศัพท์คำว่า “กษัตริย์” ของไทย ซึ่งมีที่มาจากคำว่า “เกษตร”

—–

To attain knowledge, add things every day.
To attain wisdom, remove things every day.
-Laozi

ผู้แสวงหาความรู้ เพิ่มพูนข้อมูลทุกวัน
ผู้แสวงหาปัญญานั้น คัดสรร ลดทอน ละทิ้ง
-เหลาจื่อ

—–

จงสู้เมื่อรู้ว่าจะได้ชัยชนะ
หากไม่มีแม้แต่โอกาสจะชนะ
แม่ทัพผู้ชาญศึกและล้ำลึกในพิชัยสงคราม
จะเลือกใช้กลยุทธ์สำคัญ คือ การหนี

เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านหยุด จงหยุด
เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านถอย จงถอย
เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านหนี จงหนี
แม้ฟ้าดินกำหนดให้พ่ายแพ้
จงยอมรับความพ่ายแพ้นั้นอย่างสง่างาม
เมื่อนั้น ฟ้าดินจะมอบนิยามบทใหม่ให้กับชีวิตท่าน

—–

วิญญูชนผู้ฝึกตนจึงเป็นคู่สนทนาที่ผู้คนทุกแวดวงโหยหา
ปัญญาชนสงบนิ่งเฉกเช่นชา ไม่รีบร้อน ไม่เร่งเร้า
ไม่เข้าทำผิดจังหวะ ไม่สอดแทรกผิดเวลา
ไม่ขัดคอ ขัดขา การสนทนาจึงออกรส
ประหนึ่งบทสนทนากับผู้รู้ใจในนิยามของขงจื่อ

น่าเสียดาย
ที่เราทำให้ศิลปะชั้นเลิศ
เช่นการสนทนาหล่นหาย
เราเต็มไปด้วยคู่สนทนา
ที่พร้อมจะพูดความในใจตลอดเวลา
โดยไม่คิดจะพัก
ฟังว่าผู้อื่นต้องการสื่อสารสิ่งใด

—–

มนุษย์ยุคใหม่จึงว้าวุ่นใจ
ไปกับกิจกรรมมากมาย
จนพากันบ่นเหนื่อย บ่นเบื่อ บ่นหน่าย
และบ่นว่าไม่มีเวลาว่าง
แต่กลับพากันวิ่งวุ่นต่อไป
เพื่อจัดการตารางเวลา
ให้ตนเองเกิดความว่าง
ทั้งๆ แค่เพียงหยุดกิจการงาน
ก็จะพบกับความว่างทันที
นี่คือความย้อนแย้งแห่งยุคสมัย

—–

น่าเสียดาย คนยุคปัจจุบันกระทำทุกเรื่องเป็นงาน
มีการวัดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความก้าวหน้า
ด้วยกำไร ผลตอบแทนการลงทุน ดอกเบี้ย และเงินตรา
ทุกคนถูกดึงเอาทรัพยากรสำคัญที่สุดของชีวิต
คือ เวลา เพื่อไปใช้ในสิ่งที่สังคมให้ราคา
จนเราสูญเสียคุณค่าที่แท้ในชีวิตไปช้าๆ

—-

เรามิเคยคิดจะชงชา
มิเคยคิดจะรินชาให้แก่กัน
เรามีแต่อยากแก่งแย่งชา
จากถ้วยมีราคาของเพื่อนบ้าน

เราแสดงอาการดีใจ เมื่อถ้วยชาของเราใหญ่กว่า
อยากประกาศศักดา ว่าถ้วยชาของข้ายิ่งใหญ่
ใหญ่จนจุความมั่งคั่ง ความปรารถนา
ทุกสิ่งในโลกหล้า ไม่สิ้นสุด

ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ยังไม่หยุดแสวงหา
จึงต้องเฝ้าขอชาจากผู้คนทั่วไปตลอดเวลา
เพื่อมาเติมถ้วยชาที่ไม่เคยเต็ม

—–

ไม่ว่ากาลเวลาจะยาวนานเพียงใด
เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต
เยี่ยงปราชญ์จีนโบราณ
ผู้ผ่านยุคเสื่อมของแผ่นดิน
โดยไม่สิ้นปัญญาและความสุข

ปราชญ์ผู้ใช้ความทุกข์
เป็นเครื่องผลิตปัญญา
ปัญญาซึ่งเปรียบประหนึ่งชา
ที่เมื่อถึงเวลา
ย่อมผลิใบในสายธารา
ให้เราได้ลิ้มรสดวงตาแห่งธรรม

—–

เป็นหนังสืออีกหนี่งเล่มที่ผมน่าจะหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำอีกหลายเที่ยวครับ

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ปัญญา ชา จีน โดยภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สำนักพิมพ์ openbooks