ไม่รู้ปุ่มหยุด

20170331_play_stop

ถาม: การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นพระสงฆ์ เป็นการตัดสินใจฉับพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป
ตอบ: ค่อยเป็นค่อยไป อาตมาสนใจธรรมะมานานเป็นสิบปีแล้ว ขนานไปกับการทำงาน ซึ่งการทำงานโฆษณานี่ ถ้าเราไม่ดูแลจิตใจตัวเอง เราจะอยู่ไม่ได้ หลายคนในวงการนี้รู้ปุ่มไปแต่ไม่รู้ปุ่มหยุด อาตมาเองก็เคยเป็นแบบนั้น จริงๆ ทุกอาชีพนั่นแหละ

– จิตร์ จิตตสังวโร
GQ Magazine Thailand 
เรื่อง: แป้งร่ำ
ภาพ: แสงอรุณ จำปาวัน
31/01/2017


สมัยทำงานอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ มักจะมีผู้บริหารชาวต่างชาติแวะมาเยี่ยมเยือนและเล่าให้เราฟังว่าศักยภาพของโปรดักท์ของเราก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว

หนึ่งในตลาดที่ทอมสันรอยเตอร์เป็นผู้เล่นหลัก คือการส่งข้อมูลราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนเงิน

ในตลาดนี้ เราจะแข่งกันว่าใครจะสามารถส่งข้อมูลถึงลูกค้าได้เร็วกว่ากัน เมื่อสิบกว่าปีก่อนวัดกันเป็นวินาที สามสี่ปีหลังแข่งกันเป็น milliseconds (1 ใน 1000 ของวินาที) และเดี๋ยวนี้เขาวัดความเร็วกันเป็น microseconds หรือ 1 ใน 1,000,000 ของวินาทีแล้ว

ผมยกมือถามเขาว่า การแข่งกันเร็วขึ้นเรื่อยๆ นี่มันจะพาเราไปสู่จุดไหนเหรอ

เขาก็ตอบว่า

“I really don’t know. Scary isn’t it.”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน น่ากลัวมั้ยล่ะ”


สัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างขับรถไปทำงาน ผมได้ฟังพอดคาสท์ Hardcore History เกี่ยวกับ “เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ไม่ได้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20

เหตุการณ์ที่ว่านั้นคือสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต

อเมริกาคิดค้นระเบิดนิวเคลียร์สำเร็จในสมัยประธานาธิบดีทรูแมน ซึ่งสั่งการให้ทิ้งระเบิดลงฮิโรชิมาและนางาซากิอันนำไปสู่การลงเอยของสงครามโลกครั้งที่สอง

อีกไม่กี่ปีต่อมา อเมริกายังประสบความสำเร็จในการสร้างไฮโดรเจนบอมบ์ที่มีพลังทำลายล้างมากกว่าระเบิดที่ฮิโรชิมา 300 เท่า

โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะการตัดสินใจของมนุษย์เพียงคนเดียว (ประธานาธิบดีสหรัฐ) สามารถฆ่าคนนับล้านได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที

โซเวียตเองก็เร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาไม่น้อย และสองมหาอำนาจนี้ก็จวนเจียนจะเปิดสงครามนิวเคลียร์ใส่กันในเหตุการณ์ Cuban Missile Crisis ในเดือนตุลาคมปี 1962 เดชะบุญที่ John F. Kennedy กับ Nikita Khrushchev ผู้นำทั้งสองชาติหาทางออกร่วมกันได้

ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า

“I know not with what weapons World War III will be fought, but World War IV will be fought with sticks and stones.”

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะใช้อาวุธอะไรสู้กัน รู้แต่ว่าสงครามโลกครั้ง 4 นี่คนจะสู้กันด้วยไม้และก้อนหินแน่ๆ”

ความ “ก้าวหน้า” ทางเทคโนโลยีของมนุษยชาติได้สร้างอาวุธที่สามารถพาเรา “ถอยหลัง” กลับสู่ยุคหินได้อีกครั้ง

ยิ่งคิดภาพโดนัลด์ ทรัมป์ มีปุ่มกดยิงขีปนาวุธอยู่ในมือยิ่งใจไม่ดีเอาเสียเลย


เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า แต่ละวันเราใช้มือถือวันละกี่ชั่วโมง?

และย้อนกลับไปเมื่อซัก 30 ปีที่แล้ว ก่อนที่พวกเราจะมีมือถือ เราเอาเวลาว่างไปทำอะไรกัน?

สมัยนั้นถ้าผมต้องนั่งรอรถเมล์ ผมก็คงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หรือไม่ก็ทนทุกข์ทรมานกับการรอคอย

แม้จะไม่ค่อย productive เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยคนเราสมัยนั้นก็ยังมีเวลาได้ใจเหม่อลอยหรือคิดนู่นคิดนี่ได้

มาสมัยนี้เราไม่มีเวลาให้เหม่อลอยหรือคิดนู่นคิดนี่กันแล้ว ว่างเมื่อไหร่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาส่องเฟซหรือเช็คไลน์ เจออะไรก็ต้องเสพ มีความเห็นอะไรก็ต้องเมนท์

เราเสพติด “การทำอะไรตลอดเวลา” จนไม่มีโอกาสได้ทอดสายตาไปไกลๆ หรือกลับมารู้เนื้อรู้ตัวเลย

ขนาดผู้ใหญ่อย่างเราซึ่งเคยมีโอกาสได้อยู่ในโลก analog ยังเสพติดการทำอะไรตลอดเวลาขนาดนี้ คิดดูว่ารุ่นลูกของเราจะยิ่งเหนื่อยกว่าเราขนาดไหน

เหนื่อยที่ใจไม่เคยได้พักแม้ซักวินาทีเดียว

“คนในวงการนี้รู้ปุ่มไปแต่ไม่รู้ปุ่มหยุด”

ในโลกที่มนุษย์เกือบร้อยละร้อยรู้จักแต่การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า โดยไม่เคยหยุดถามด้วยซ้ำว่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่อะไร

บางทีการ “อยู่เฉยๆ” ให้เป็นอาจเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 ก็ได้นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก GQ Thailand: จิตร์ จิตตสังวโร สร้างความสงบในใจและเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น 

นิทานตาบอดถือโคม

20170323_blindlantern

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีตรอกสายหนึ่งที่ทั้งมืดทั้งแคบ ทั้งยังไม่มีดวงไฟส่องทางให้ความสว่างแม้แต่น้อย ดังนั้นเมื่อถึงยามค่ำคืน การเดินทางในตรอกแห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมอง เห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก

ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า “คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย” เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?”

คนผู้นั้นตอบว่า “ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร”

พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า “เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?”

คนตาบอดตอบว่า “เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูดกันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ”

พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า “ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์”

มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า “ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง”

“ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?” พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ

คนตาบอดอธิบายว่า “เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตังแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย”


ขอบคุณนิทานจาก ASTV ผู้จัดการ นิทานเซน : คนตาบอดกับโคมไฟ

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ทำดีไม่มีใครเห็น

20170330_dogood

“When you do something noble and beautiful and nobody noticed, do not be sad. For the sun every morning is a beautiful spectacle and yet most of the audience still sleeps.”

ถ้าเราทำเรื่องที่ดีงามแล้วไม่มีใครสังเกตก็อย่าเศร้าไปเลย พระอาทิตย์ยามเช้างดงามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่คนส่วนใหญ่ก็แทบไม่เคยเห็นมันเลยเช่นกัน

― John Lennon

เดวิด เจ้านายเก่าของผมเคยบอกว่า แผนกที่คนเห็นคุณค่าน้อยที่สุดคือแผนก IT Support และแผนก HR

เพราะด้วยธรรมชาติงานของสองทีมนี้ คือการทำให้ทุกอย่างราบรื่นมากที่สุด

เวลาทุกอย่างราบรื่น คนก็จะไม่สังเกตเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาคาดหวังและคุ้นชินอยู่แล้ว

ไม่มี IT Support คนไหนเคยได้รับคำชมว่า วันนี้เน็ตเร็วดีจังเลย และไม่มีพนักงานคนไหนส่งเมลมาขอบคุณ HR วันที่เงินเดือนออก

แต่ถ้าเน็ตพัง หรือเงินเดือนเข้าบัญชีไม่ครบ สองทีมนี้จะโดนรุมทันที

ถ้าใครกำลังรู้สึกว่า overworked, underappreciated (ทำงานหนักเกินไป คนเห็นคุณค่าน้อยเกินไป) ก็ลองมองไปรอบๆ ตัวเรานะครับว่าไม่ใช่แค่เราหรอกที่ทำงานดีแต่ไม่มีใครเห็น

ถ้าหาไม่เจอ อย่างน้อยถ้ามองออกไปนอกหน้าต่างก็ต้องเจอบ้าง

พระอาทิตย์ที่ขึ้นให้ดูทุกวัน

ต้นไม้ที่คายอ๊อกซิเจนให้เราหายใจ

นกที่ร้องจิ๊บๆ เตือนให้รู้ว่ารอบตัวเรามีมากกว่าคอนกรีตและวายฟาย

เหล่านี้คือ unsung heroes คือวีรบุรุษวีรสตรีที่ไม่เคยมีใครสรรเสริญเยินยอ

พระอาทิตย์ ต้นไม้ และนกไม่เคยน้อยใจ พวกเขายังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างแข็งขัน

เพราะถึงแม้จะไม่ค่อยมีใครนึกถึง ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของพวกเขาน้อยลงซักนิดเลย



ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

คนฉลาดรู้ว่าควรจะพูดยังไง

20170330_smart

คนเฉลียวรู้ว่าควรจะเงียบเมื่อไหร่

“A smart person knows how to talk. A wise person knows when to be silent.”
― Roy T. Bennett

เวลาเราคิดถึงคำว่า “ผู้นำ” เรามักจะนึกถึงคนที่พูดจาฉะฉาน มีวาทศิลป์ พูดให้คนคล้อยตามหรือแม้กระทั่งเคลิ้มตามได้

แต่ผู้นำที่ “พูดน้อย” ก็มีเช่นกัน

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงโค้ชทีมบาสเก็ตบอลโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอเมริกา

เวลาที่ฝึกซ้อมโค้ชจะพูดน้อยมาก เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสังเกตวิธีการเล่นของลูกทีมแต่ละคน และพูดเพียงคำแนะนำสั้นๆ เช่น “ทิม ตอนชู๊ตไกล ปล่อยบอลให้ช้ากว่านี้หน่อย” หรือ “สตีฟ ลงมาป้องกันตรงกลางสนามด้วย”

ไม่มีคำพูดปลุกใจใดๆ มีแต่คำแนะนำที่ตรงประเด็นและเป็นประโยชน์กับคนๆ นั้น

ดังนั้น หากเราเป็นคนที่พูดไม่เก่ง ก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าเราจะเป็นหัวหน้าที่ไม่ดี

บางทีการพูดน้อยของเราอาจเป็นประโยชน์ก็ได้ เพราะเราจะมีเวลามากขึ้นในการฟังสิ่งที่ลูกน้องต้องการจริงๆ มากกว่าจะไปคิดแทนลูกน้องว่าเขาต้องการอะไร

“A smart person knows how to talk. A wise person knows when to be silent.”

ฟังให้เยอะ และพูดเท่าที่จำเป็น ก็สำเร็จได้นะครับ

ป.ล. ถ้าใครชอบบล็อกนี้ ช่วยกดไลค์เพจ Anontawong’s Musings เป็นกำลังใจด้วยนะครับ (ยอดไลค์ไม่ขยับมาร่วม 6 เดือนแล้ว!)


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คำพูดที่ออกจากปากไม่ได้กำหนดชีวิตเรา

20170323_wordsofmouth

คำพูดที่เรากระซิบบอกตัวเองต่างหากที่เป็นตัวกำหนด

“It’s not what you say out of your mouth that determines your life, it’s what you whisper to yourself that has the most power!”

― Robert T. Kiyosaki

เพราะลมปากนั้นเบาหวิวเหมือนขนนก ส่วนการกระทำนั้นหนักแน่นเหมือนภูผา

พูดสิบทำร้อยจึงส่งผลมากกว่าพูดร้อยทำสิบ

บางทีการประกาศความตั้งใจของเราออกไปก่อนมันก็ดีเหมือนกัน เพราะเป็นการผูกมัดตัวเองไม่ให้กลับคำพูดง่ายๆ

แต่คำที่มีพลังที่สุด คือคำที่ไม่มีใครได้ยิน คือคำที่เราคุยกับตัวเองเวลาที่เราขี้เกียจหรือท้อถอย

การพูดอะไรออกไป จึงไม่สำคัญเท่ากับคิดอะไรและความคิดนั้นหนักแน่นแค่ไหน

ถ้าความคิดของเราหนักแน่นพอ คำที่พูดกับตัวเองก็จะสอดคล้องกับทิศทางที่เราจะไป ซึ่งจะนำไปสู่การกระทำที่สอดคล้องกับเป้าหมายของเรานั่นเอง


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า

20170325_sapiens14

ก่อนจะเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เมื่อ 500 ปีที่แล้ว มนุษย์ไม่ได้เชื่อว่าโลกจะสามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้ เพราะพวกเขารู้สึกว่า “ยุคทอง” ได้ผ่านพ้นไปแล้ว การยึดมั่นและปฏิบัติตามความรู้จากบรรพชนเป็นทางเดียวที่จะกล้บไปมี “ชีวิตดีๆ” ได้

เราอาจปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นได้เล็กน้อย แต่ไม่มีใครเชื่อว่าเราจะแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานไปได้มากกว่านี้ ถ้าศาสดาผู้รู้ความจริงของสรรพสิ่งอย่างท่านมูฮัมหมัด ขงจื๊อ พระพุทธเจ้า หรือ พระเยซู ยังไม่สามารถขจัดโรคระบาด ความอดอยาก ความยากจน และสงครามได้แล้ว มนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ จะไปมีปัญญาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

แต่เมื่อมนุษย์ยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้ทุกอย่าง และเริ่มเชื่อว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์จะมอบพลังและอำนาจให้ ผู้คนจึงเริ่มเชื่อว่าความก้าวหน้าอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หลังจากวิทยาศาสตร์เริ่มแก้ปัญหาให้เห็นทีละข้อ มนุษย์ก็มีความเชื่อมั่นว่า ความยากจน ความเจ็บไข้ ความหิวโหย สงคราม ความชรา และความตายไม่ใช่โชคชะตาที่มนุษยชาติหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่มันยังเป็นปัญหาเพราะมนุษยชาติยังมีความรู้ไม่มากพอต่างหาก

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือฟ้าผ่าที่มนุษย์เคยเชื่อว่ามันคือการฟาดค้อนของพระเจ้าเพื่อลงโทษคนบาป แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เบนจามิน แฟรงคลิน ได้ทำการทดลองปล่อยว่าวให้บินอยู่ท่ามกลางฝนเพื่อจะทดสอบสมมติฐานที่ว่าฟ้าผ่านั้นจริงๆ แล้วเป็นเพียงกระแสไฟรูปแบบหนึ่งเท่านั้น และเมื่เสร็จการทดลองนี้ แฟรงคลินก็ได้สร้างสายล่อฟ้าที่ “ปลดอาวุธของพระเจ้า” ได้สำเร็จ

ในประวัติศาตร์ที่ผ่านมา ทุพภิกขภัย (famine) หรือการขาดอาหารจนคนจำนวนมากล้มตายนั้นเป็นเรื่องปกติมาก แต่ในปัจจุบันทุพภิกขภัยนั้นลดระดับความรุนแรงไปมาก ครั้งใดก็ตามที่เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ องค์กรนานาชาติและประชาชนทั่วโลกก็พร้อมจะส่งความช่วยเหลือไปให้ และแม้ยังมีอีกหลายประเทศที่ประชาชนยังขาดสารอาหาร แต่ก็แทบไม่มีประเทศใดที่คนอดอาหารจนตายอีกแล้ว อันที่จริง ในหลายประเทศคนเสี่ยงที่จะตายจากโรคอ้วนมากกว่าด้วยซ้ำ

โปรเจ็คกิลกาเมช (Gilgamesh Project)

มหากาพย์กิลกาเมช เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมประเภทนิยายที่เก่าแก่ที่สุดในโลกของชาวสุเมเรียนเกี่ยวกับวีรบุรุษในตำนานที่ชื่อว่า “กิลกาเมช” ซึ่งออกตามหาหนทางที่จะทำให้มนุษย์เป็นอมตะ เขาออกค้นหาไปสุดขอบจักรวาล ต้องต่อสู้กับสิงโตและมนุษย์แมงป่อง ลงไปยมโลกและได้พบกับเทพอุตนาพิชทิม (Utnapishtim) ปราชญ์ผู้รอดจากน้ำท่วมโลก แต่สุดท้ายแล้วกิลกาเมชก็กลับบ้านมือเปล่าเพราะไม่สามารถหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองเป็นอมตะได้ กิลกาเมชจึงยอมรับว่าเมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์และมอบชีวิตให้ พระเจ้าก็ได้มอบความตายให้ด้วย มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้

ในบรรดาปัญหาทั้งหมดที่มนุษยชาติประสบ ปัญหาที่สำคัญและน่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นความตาย หลายศาสนาที่เรารู้จักบอกว่าความตายเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ และบางศาสนาก็ยังให้คำมั่นด้วยว่าถ้าเชื่อมั่นในพระเจ้าเราก็จะมีชีวิตหลังความตายที่ดี ลองคิดภาพว่าถ้ามนุษย์ไม่ตาย ศาสนาเหล่านี้จะอยู่กันอย่างไร ผู้มีปัญญาในยุคก่อนจึงใช้เวลาและความคิดไปกับการมอบความหมายให้ความตาย ไม่ใช่เพื่อจะหลุดรอดจากมัน

แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว ความตายไม่ใช่โชคชะตาที่ต้องยอมจำนน แต่เป็นเพียงปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น คนเราตายไม่ใช่เพราะพระเจ้ากำหนดมาแต่เกิดจากความล้มเหลวเชิงเทคนิค (technical failures) เช่นหัวใจวาย มะเร็ง หรือการติดเชื้อ

ถ้าหัวใจเต้นผิดปกติ เราก็สามารถฝัง pacemaker หรือผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ ถ้าเซลมะเร็งเริ่มขยายตัว เราก็แค่ฆ่ามันด้วยยาและการฉายแสง ถ้าแบคทีเรียอาละวาด เราก็กำจัดมันด้วยยาปฏิชีวนะ

แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาทางเทคนิคได้ทั้งหมด แต่คนที่ฉลาดที่สุดในยุคนี้ก็ยังคงวิจัยค้นคว้ากันต่อไป พวกเขาไม่มานั่งหาความหมายให้ความตายแล้ว แต่ใช้เวลาและกำลังที่มีในการทำความเข้าใจระบบต่างๆ ในร่างกายที่นำไปสู่การเจ็บป่วยและความตาย และคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ๆ รวมถึงทำอวัยวะเทียมเพื่อยืดอายุให้กับมนุษย์และแม้กระทั่งเอาชนะความตายได้ในอนาคต

รุกคืบความตาย
แม้การเอาชนะความตายจะดูเหมือนความฝันที่ยังยาวไกล แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ของเราก็เดินทางมาไกลมากเมื่อเทียบกับไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว

ในปี 1199 กษัตริย์อังกฤษนามริชาร์ดใจสิงห์ (King Richard the Lionheart) ถูกธนูยิงที่หัวไหล่ซ้าย ถ้ามองจากสายตาคนสมัยนี้ก็จะรู้สึกว่าเป็นอาการบาดเจ็บที่ไม่ร้ายแรงมาก แต่ในปี 1199 ที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะและวิธีการฆ่าเชื้อที่ถูกวิธี แผลของริชาร์ดจึงติดเชื้อและหัวไหล่ก็กลายเป็นเนื้อตายเน่า (gangrene) วิธีเดียวที่จะหยุดการลุกลามของเนื้อตายเน่าในสมัยนั้นคือการตัดแขน ซึ่งก็ทำไม่ได้เพราะแผลเกิดตรงหัวไหล่พอดี ไม่มีใครช่วยริชาร์ดใจสิงห์ได้และท่านก็เสด็จสวรรคตในอีกสองสัปดาห์ถัดมา

ส่วนยาชาหรือยาสลบเพิ่งจะถูกนำมาใช้งานเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้วนี้เอง ก่อนหน้านั้นหากทหารคนไหนได้รับบาดเจ็บที่แขนหรือขาก็จะถูกทหารอีกสี่คนช่วยกันรั้งตัวเอาไว้ในขณะที่หมอตัดแขนนั้นทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อตายเน่านั้นลุกลาม ช่างไม้และคนชำแหละเนื้อสัตว์มักจะถูกเกณฑ์ทหารให้ไปประจำอยู่ในหน่วยแพทย์เพราะการผ่าตัดสมัยนั้นอาศัยเพียงรู้ว่าจะใช้มีดและเลื่อยยังไงก็เพียงพอแล้ว

แต่วิวัฒนาการทางการแพทย์ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมาทำให้โลกเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ ยาใหม่ๆ และวิธีการผ่าตัดที่ก้าวหน้าทำให้เรารับมือกับความเจ็บปวดและอาการบาดเจ็บได้ดียิ่งกว่ายุคใดๆ อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มจาก 25 ปีเป็น 67 สำหรับประชากรโลก ส่วนในประเทศที่เจริญแล้วอายุเฉลี่ยจะอยู่ที่ 80 ปี

ความตายถูกวิทยาศาสตร์รุกคืบมากที่สุดในเรื่องการตายในวัยเยาว์ (child mortality)

ก่อนจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 เกือบ 1 ใน 3 ของเด็กที่เกิดนมาไม่ได้อยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่

ลองมาดูประวัติการให้กำเนิดของบุตรของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 1 (1237-1307) และพระราชินีเอเลนอร์ (1241-1290) กัน  (ผมขออนุญาตไม่ใช้ราชาศัพท์นะครับ)

1. ลูกสาว (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เกิดในปี 1255 เสียชีวิตตอนคลอด
2. ลูกสาวชื่อแคทเธอรีน เสียชีวิตตอนอายุ 1 ขวบ
3. ลูกสาวชื่อโจน เสียชีวิตตอนอายุ 6 เดือน
4. ลูกชาวชื่อจอห์น เสียชีวิตตอน 5 ขวบ
5. ลูกชายชื่อเฮนรี่ เสียชีวิตตอน 6 ขวบ
6. ลูกสาวชื่อเอเลนอร์ เสียชีวิตตอน 29 ปี
7. ลูกสาว (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เสียชีวิตตอน 5 เดือน
8. ลูกชาวชื่อโจน เสียชีวิตตอนอายุ 35 ปี
9. ลูกชายชื่ออัลฟองโซ เสียชีวิตตอน 10 ขวบ
10. ลูกสาวชื่อมากาเร็ต เสียชีวิตตอนอายุ 58 ปี
11. ลูกสาวชื่อเบอเรนเจเรีย เสียชีวิตตอนอายุ 2 ขวบ
12. ลูกสาว (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน
13. ลูกชาวชื่อโจน เสียชีวิตตอนอายุ 35 ปี
14. ลูกชาย (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน
15. ลูกสาวชื่อเอลิซาเบธ เสียชีวิตตอนอายุ 34 ปี
16. ลูกชายชื่อเอ็ดเวิร์ด

ลูกชายคนสุดท้ายที่ชื่อเอ็ดเวิร์ด เป็นลูกผู้ชายคนเดียวที่รอดพ้นช่วงอันตรายในวัยเด็กมาและเติบโตพอจะขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์เป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ได้

พูดอีกในหนึ่งก็คือราชินีเอเลนอร์ต้องตั้งท้องถึง 16 ครั้งถึงจะให้กำเนิดรัชทายาทให้กับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1!

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 และพระราชินีเอเลนอร์ล้วนมีพระวรกายแข็งแรง แต่ในบรรดาลูก 16 คนนั้น มีเพียง 6 คนเท่านั้นที่มีพระชนมายุถึง 15 ปี นี่ยังไม่นับลูกอีกหลายคนที่แท้งเสียก่อนคลอดอีกด้วยนะครับ นึกภาพไม่ออกเลยว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่สมัยนั้นต้องพบเจอกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกมากมายแค่ไหน

ตัดภาพมาที่อังกฤษสมัยนี้ ในเด็ก 1000 คน จะมีถึง 993 คนที่อยู่จนอายุครบ 15 ปี

เมื่อไหร่มนุษย์จะเป็นอมตะ?
แล้วต้องใช้เวลาอีกนานไหมกว่าที่โปรเจ็คกิลกาเมชจะประสบผลสำเร็จ?

เมื่อมองกลับไปว่า 100 ปีและเทียบกับสิ่งที่เรารู้ในตอนนี้ เราก็มีสิทธิ์หวังได้ว่าความสามารถในการเรียนรู้และการคิดค้นจะพาเราไปสู่ปลายทางได้ในเวลาไม่นานนัก

วิศวกรพันธุกรรม (genetic engineer) ได้ค้นพบวิธีที่จะทำให้หนอน Caenorhabditis elegans มีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2 เท่าแล้ว ส่วนจะทำกับมนุษย์ได้หรือไม่นั้นเป็นสิ่งที่ต้องรอดูกันต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญด้าน nanotechnologies ก็กำลังสร้าง nano-robots ที่จะสามารถเข้าไปอยู่ในร่างกายของเราเพื่อเปิดทางเเดินส้นเลือดที่กำลังจะอุดตัน ต่อต้านเซลมะเร็ง หรือแม้กระทั่งย้อนรอยการชราภาพ (reverse ageing process)

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถกลายเป็นคน amortal ได้ภายในปี 2050

มนุษย์ amortal ไม่ใช่ มนุษย์อมตะ (immortal) เพราะมนุษย์ amortal อาจจะยังตายได้จากอุบัติเหตุ แต่จะไม่ตายจากโรคหรือความชราอีกต่อไป

แรงขับเคลื่อนของวิทยาศาสตร์
เวลาเรานึกถึงนักวิทยาศาสตร์ เรามักจะเห็นภาพของชายวัยดึกที่มีหนวดเคราที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งความลับของธรรมชาติ

แต่เราต้องไม่ลืมว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ศาสตร์ที่อยู่เหนือคนอื่นในด้านศีลธรรมหรืออุดมการณ์เลย เช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ก็ล้วนแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังทางการเมือง เศรษฐกิจและศาสนาเช่นกัน

ที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากในช่วง 500 ปีที่ผ่านมาก็เพราะว่ารัฐบาล ธุรกิจ และองค์กรต่างๆ เต็มใจที่จะให้เงินสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ให้ได้ทำงานวิจัย สมมติกาลิเลโอหรือชาลส์ดาร์วินไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ความรู้ที่พวกเขาค้นพบก็น่าจะถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์คนอื่นอยู่ดี แต่ถ้าไม่มีเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ นักวิทยาศาสตร์อย่างดาร์วินจะไม่มีทางได้ไปเก็บข้อมูลทั่วโลกเพื่อนำมาสร้างองค์ความรู้ทางวิวัฒนาการได้อย่างแน่นอน

สาเหตุที่ผู้มีอำนาจให้เงินสนับสนุนการค้นคว้า ก็เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นจะยิ่งมาช่วยเพิ่มพูนอำนาจของเขา ยกตัวอย่างเช่นในศตวรรษที่ 16 ที่ผู้มีอำนาจในยุโรปต่างเป็นสปอนเซอร์ให้นักสำรวจเดินทางไปทั่วโลก แต่ไม่มีใครสนใจสปอนเซอร์การวิจัยจิตวิทยาในเด็ก เหตุผลก็เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าการออกสำรวจดินแดนใหม่ จะนำมาซึ่งทรัพยากรและเส้นทางการค้าใหม่ๆ ขณะที่การเข้าใจความคิดของเด็กนั้นไม่เห็นจะมีประโยชน์ตรงไหน

ดังนั้นความเชื่อหรือ ideologies ของผู้ที่มีอำนาจจึงเป็นตัวกำหนดว่านักวิทยาศาสตร์ควรจะศึกษาเรื่องอะไร และในทางกลับกันเมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ความรู้นั้นมาแล้ว ผู้ที่เป็นสปอนเซอร์ก็จะเป็นคนที่ตัดสินใจว่าจะเอาความรู้นั้นไปใช้ในทางไหน

แรงผลักที่สำคัญที่สุดต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์คือจักรวรรดินิยมและทุนนิยม ความเชื่อมโยงกันระหว่างเงินทุน ความรู้ และพลังอำนาจเป็นตัวขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดในรอบ 500 ปีที่ผ่านมา

ตอนหน้าเราจะมาคุยกันครับว่าจักรวรรดินิยมขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์อย่างไรบ้าง


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้

 

คบไก่ได้ขัน

20170323_chickens

คบอินทรีได้บิน

If you hangout with chickens, you’re going to cluck, and if you hangout with eagles, you’re going to fly.

-Steve Maraboli

ฝรั่งชอบพูดว่า You are the average of the 5 people you spend most time with – คุณจะเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด

ถ้าคุณสนิทกับคนอ้วน โอกาสที่คุณจะอ้วนก็สูงตามขึ้นไปด้วย

ถ้าคุณสนิทกับคนฟุ้งเฟ้อ คุณก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นคนฟุ้งเฟ้อไปด้วย

ถ้าคุณสนิทกับคนขี้นินทา คุณก็อาจกลายเป็นคนขี้นินทาไปด้วย

ดังนั้นเราต้องเลือกให้ดีว่าจะใช้เวลากับไก่หรือกับอินทรี

ถ้ารอบๆ ตัวเราไม่มีอินทรีเท่าไหร่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะมีอินทรีอยู่เต็มร้านหนังสือและอินเตอร์เน็ต ขอแค่คุณคัดสรรเสียหน่อยและเพลาๆ เฟซบุ๊คลงเสียบ้างเท่านั้นเอง


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานมิอาจปล่อยวาง

20170323_cantletgo

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีอุบาสกผู้หนึ่ง ไปปรึกษาอาจารย์เซนถึงวิถีแห่งเซน ที่เขายังมิอาจข้ามผ่าน โดยเอ่ยถึงปัญหาของตนเองว่า

“ท่านอาจารย์ จะทำอย่างไรดี กระผมมิอาจปล่อยวางเรื่องบางเรื่อง มิอาจปล่อยวางจากคนบางคน?”

อาจารย์เซนตอบว่า “ทุกสิ่งล้วนสามารถปล่อยวาง”

อุบาสกแย้งว่า “ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ยังคงมีสิ่งที่กระผมปล่อยวางไม่ได้”

อาจารย์เซนจึงบอกให้อุบาสกผู้นี้ถือถ้วยชาใบหนึ่งไว้ในมือ จากนั้นอาจารย์เซนจึงรินน้ำชาร้อนๆลงไปในถ้วย รินลงไปจนน้ำชาล้นถ้วยออกมารดมือของอุบาสกที่ถืออยู่

เมื่อโดนน้ำชาร้อนลวกมือ อุบาสกจึงต้องปล่อยถ้วยชาลงพื้น!!

ยามนั้นอาจารย์เซนจึงสอนว่า

“ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจละวางได้ เมื่อเกิดทุกข์ ย่อมยอมปล่อยวางโดยธรรมชาติ”


ขอบคุณนิทานจาก ASTV Manager นิทานเซน : มิอาจปล่อยวาง

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ลืมเมื่อวานไปซะ

20170323_forgetyesterday

เพราะเมื่อวานเค้าลืมคุณไปเรียบร้อยแล้ว

“Forget yesterday – it has already forgotten you. Don’t sweat tomorrow – you haven’t even met. Instead, open your eyes and your heart to a truly precious gift – today.”

ลืมเมื่อวานไปซะ เพราะเมื่อวานเค้าลืมคุณเรียบร้อยแล้ว
อย่ากังวลถึงพรุ่งนี้ คุณสองคนยังไม่ได้เจอกันซักหน่อย
จงเปิดตาเปิดใจเพื่อรับของขวัญสุดพิเศษที่เรียกว่า “วันนี้” ดีกว่า

― Steve Maraboli, Life, the Truth, and Being Free

ไม่รู้ใครเป็นเหมือนผมรึเปล่า ที่มักจะนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีตที่ฝังใจ

ฝังใจเพราะรู้ว่าจริงๆ แล้วเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้

พูดจาได้ดีกว่านี้ ตอบได้ฉลาดกว่านี้ มีความกล้าหาญมากกว่านี้

แล้วเราก็จะรีเพลย์ภาพนั้นในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าและถามตัวเองว่าทำไมตอนนั้นคิดไม่ได้

แต่ไม่ว่าจะรีเพลย์กี่ครั้งกี่หนแค่ไหนก็เป็นได้แค่สิ่งที่อยู่ในหัวเราเท่านั้น

เราอาจยังไม่ลืมเมื่อวาน แต่เมื่อวานลืมเราเสียสิ้น เขาไม่เปิดโอกาสให้เรากลับไปคุยไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

สิ่งเดียวที่ทำได้ คือเก็บเป็นบทเรียน และเตือนตัวเองว่าถ้าวันนี้หรือพรุ่งนี้เจอเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เราจะมีสติพอที่จะไม่ทำผิดพลาดซ้ำเดิมอีก


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอให้ยุ่งกับการปรับปรุงตัวเอง

20170323_toobusy

จนไม่มีเวลาไปตัดสินคนอื่น

Let the improvement of yourself keep you so busy that you have no time to criticize others.

– Roy T. Bennett

เราชอบอ่านข่าวดารา ด่านักการเมือง และวิจารณ์เหตุการณ์ดราม่าที่กำลังอยู่ในกระแส

เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะมีความคิดเห็น เมื่อมีความคิดเห็นก็ย่อมรู้สึกคัน และเมื่อคันก็ต้องปล่อยมันออกมาตามเฟซบุ๊คหรือเล่าให้เพื่อนฟัง

แต่ทุกนาทีที่เราใช้ไปกับการวิจารณ์คนอื่น คือ 60 วินาทีที่เราเสียโอกาสในการศึกษาตัวเอง

ศึกษาเพื่อที่จะได้เห็นข้อบกพร่อง ปรับปรุงตัว และเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสบตากับความบกพร่องของตน

จึงต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าสุดท้ายแล้วเราอยากเป็นอะไร

คนที่ดีจริง

หรือคนที่ดีแต่วิจารณ์


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com