ถ้า COVID-19 คือ COVID-89

ผมเคยอ่านใน Quora ว่าถ้าโรคอย่าง COVID-19 เกิดขึ้นเมื่อ 500 ปีที่แล้วจะเป็นอย่างไร

หนึ่งในคำตอบก็คือ มันคงไม่มีผลกระทบอะไร และไม่ได้กลายเป็นโรคระบาดไปทั่วโลก (pandemic)

เหตุผลหลักก็เพราะว่าคนสมัยนั้นยังไม่ได้เดินทางไปไหนต่อไหนมากนัก หรือถึงเดินทางก็ใช้เวลานานมากเพราะเครื่องบินยังไม่มี ดังนั้นมันก็คงเป็นได้แค่เชื้อประจำถิ่นในหมู่บ้านหนึ่งหรือเมืองหนึ่งเท่านั้น

แล้วผมก็คิดเล่นๆ ว่าถ้ามันไม่ใช่ COVID-19 แต่เป็น COVID-89 ที่อุบัติขึ้นในปี 1989 มันจะเป็นอย่างไร

เพราะการโดยสารเครื่องบินนั้นมีแล้ว คนเดินทางไปได้ทั่วโลกและมีโอกาสเกิด pandemic แต่เรายังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้กันเลย

เราจะทำงานโดยไม่เข้าออฟฟิศได้ยังไง น่าจะต้องยกเครื่องพิมพ์ดีดมาไว้ที่บ้านรึเปล่า ทำงานเสร็จแล้วจะส่งหากันยังไง

บ้านคนรวยอาจจะมีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่มันก็ยังไม่เชื่อมต่อกัน ไฟล์ยังเก็บลง floppy disk ที่จุได้แค่ 1.44 MB อยู่เลย

การประชุมผ่าน Zoom ไม่ต้องพูดถึง อย่างมากก็ใช้โทรศัพท์บ้านยกหูคุยได้ทีละคน

ถ้าถูกสั่งล็อกดาวน์ ร้านอาหารไม่ให้คนนั่ง เราจะหาของกินกันลำบากมาก เพราะไม่มีพี่ๆ ไรเดอร์คอยรับ-ส่งอาหารให้

ข่าวสารต่างๆ ต้องรอฟังจากรัฐบาล ฟรีทีวี โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ และหนังสือพิมพ์รายวัน

การคิดค้น ผลิต และจัดสรรวัคซีน น่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี

คนตกงานระเนระนาด กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รัฐบาลทำอะไรไม่ถูก

ตัดกลับมายังภาพปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์ยังคงวิกฤติ

แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่โควิดมาเกิดในยุคที่เรายังพอมีทางหนีทีไล่

ถ้าโควิดเกิดเร็วกว่านี้เพียงไม่กี่สิบปี บ้านเมืองอาจจะมิคสัญญีไปแล้ว


ป.ล. เขียนบทความนี้จบก็ไปกดติดตาม Twitter ของสองท่านนี้ด้วยความขอบคุณ – @timberners_lee ผู้คิดค้น World Wide Web และ @vgcerf หนึ่งในบิดาของอินเทอร์เน็ตครับ

Work from home ยังไงไม่ให้ burnout ไปเสียก่อน

ช่วงนี้โควิดกลับมาระบาดอีกครั้ง ชวนให้นึกถึงช่วงเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วที่ต้องทำงานจากที่บ้าน

จำได้ว่าช่วงนั้นค่อนข้างทรมาน ที่คิดว่ามีเวลามากขึ้น กลับเหมือนมีเวลาน้อยลง ที่คิดว่าจะสบายขึ้น กลับรู้สึกว่าเหนื่อยกว่าเดิม อะไรที่คิดว่าจะได้ทำก็ไม่ได้ทำ ส่วนตัวก็เลยรู้สึกขยาดการ work from home พอสมควร

รอบนี้เลยคิดว่าจะต้องมี game plan เสียใหม่เพื่อจะได้ไม่ซ้ำรอยเดิม

และนี่คือ 5 สิ่งที่ผมคิดว่าควรทำเพื่อให้การ WFH ไม่นำไปสู่การ burnout ครับ

  1. รักษา routine ตอนเช้า
    พอไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เราก็มักจะตื่นสายกว่าเดิม อะไรที่เคยต้องรีบทำตอนเช้าเช่นออกกำลังกาย เราก็รู้สึกว่ามีเวลาให้ทำทั้งวัน สุดท้ายเลยมักไม่ค่อยได้ทำ ดังนั้นเราต้องรักษากิจวัตรยามเช้าที่ productive ของตัวเองเอาไว้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่จะมาถึง
  2. เปลี่ยนเสื้อผ้า/อาบน้ำ
    การใส่ชุดนอนนี่มันมีผลต่อจิตใจเหมือนกัน มันเป็นสัญญาณบอกว่า “นี่คือวันหยุด” ทำให้เราไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไหร่ มันจะเนือยๆ แฉะๆ ดังนั้นเราจึงควรอาบน้ำ หรืออย่างน้อยที่สุดควรจะเปลี่ยนเป็นชุดอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ชุดนอนเพื่อจะบอกสมองว่านี่ไม่ใช่วันหยุดนะจ๊ะ
  3. หาของกินที่มีประโยชน์มาไว้ใกล้มือ
    ของกินนั้นส่งผลอย่างมากต่อระดับพลังงานที่เรามีตลอดวัน ถ้าตู้เย็นและโต๊ะกินข้าวมีแต่ขนมขบเคี้ยว ก็รับรองเลยว่าเราจะหยิบสิ่งเหล่านั้นมากินก่อน และเมื่อกินแล้วจะส่งผลให้พลังงานเราตกลงไปเยอะมาก แต่ถ้าเรามีผลไม้ น้ำเปล่า หรือของกินที่มีประโยชน์อยู่ใกล้มือ ก็น่าจะช่วยให้เราไม่พลั้งปากมากเกินไป และช่วยให้เรารักษาหุ่นในช่วงทำงานจากบ้านได้
  4. ตั้งนาฬิกาปลุกให้ตัวเองลุกจากโต๊ะทุก 30 นาที
    ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันการ burnout เพราะตอนอยู่ออฟฟิศ เราจะได้ละสายตาจากจอคอมเป็นครั้งคราวจากการที่มีเพื่อนร่วมงานมาทักทายอยู่แล้ว แต่พออยู่ที่บ้าน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในจอคอมทั้งหมด เราจึงแทบไม่ได้ลุกไปไหนเลย ผมสันนิษฐานว่านี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกหมดแรงจากการ WFH มากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ
  5. สร้าง routine ใหม่ๆ ระหว่างวันและช่วงเย็น
    ช่วงที่เราละจากจอคอม เราควรสร้าง routine ใหม่ๆ เช่นวิดพื้น 3 ครั้ง อ่านหนังสือ 3 ย่อหน้า จิบน้ำ 3 อึก ฯลฯ เพื่อเป็นการเติมพลังให้กับเรา ส่วนช่วงเย็นก็เป็น golden hours ที่เรามักจะไม่ค่อยมีตอนทำงานที่ออฟฟิศเพราะเคยแต่กลับบ้านค่ำตลอด แต่ในเมื่อเราทำงานที่บ้านแล้ว เราควรใช้โอกาสนี้ในการใช้เวลากับคนที่เรารัก อาจจะไปเดินเล่นและกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อเป็นการชาร์จแบตให้จิตใจ เสร็จจากตรงนั้นแล้วค่อยมาเคลียร์งานอีกนิดหน่อยก็ถือเป็นอันจบวัน

และนี่คือ 5 สิ่งที่เราทำได้สำหรับการ work from home รอบนี้ให้ดีกว่าเดิม ใครมีไอเดียอะไรอื่นๆ อีกมาแชร์ได้เลยนะครับ

ปี 2022 เราจะยังใส่หน้ากากกันอยู่ไหม

ปี 2022 เราจะยังใส่หน้ากากกันอยู่ไหม

เมื่อประมาณ 3 เดือนที่แล้ว ผมได้เจอเพื่อนเก่าที่มีแฟนเป็นหมอรักษาเด็ก

ผมถามเพื่อนว่าแฟนยังทำงานอยู่ที่เดิมใช่มั้ย เพื่อนผมตอบว่าใช่ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยดี

พอผมถามว่าไม่ดียังไง มันตอบว่าช่วงนี้เด็กไม่ค่อยป่วย เพราะทุกคนใส่หน้ากากกัน พอไม่ค่อยมีคนไข้ รายได้ค่าตรวจก็เลยน้อยลงไปด้วย

ถ้าตัดความรู้สึกที่ว่าหมอไม่ควรอยากให้คนไข้ป่วยออกไป สิ่งที่เพื่อนพูดก็มีเหตุผลและน่าเห็นใจหมออยู่เหมือนกันเพราะก็ได้รับผลกระทบจากโควิดเฉกเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ


จำได้ว่าช่วงต้นปีที่มีการล็อคดาวน์ เรากลัวการไปโรงพยาบาลกันมาก เพราะเป็นสถานที่เสี่ยงลำดับต้นๆ เรื่องการติดเชื้อโควิด ถ้าเลี่ยงได้ก็อยากเลี่ยงให้มากที่สุด

แล้วผมก็ได้พบว่า ช่วงล็อกดาวน์นี่ผมไม่มีคนใกล้ตัวที่ป่วยเลยแม้แต่คนเดียว

ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าไม่ป่วยเพราะไม่อยากไปโรงพยาบาล หรือไม่ป่วยเพราะไม่ป่วยจริงๆ

พอมองย้อนกลับไป ก็เมคเซ้นส์ที่คนจะไม่ป่วย เพราะเราแทบไม่ได้สุงสิงกับใครเลย อุปกรณ์ต่างๆ ก็เช็ดด้วยแอลกอฮอลเกือบตลอด ส่วนมือก็ล้างด้วยสบู่วันละหลายรอบ ลูกสาวสอนผมว่าตอนล้างก็ร้องเพลงช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า ร้องจบก็ครบ 30 วินาทีพอดี


หลังจากที่คลายการล็อกดาวน์ไป คนไทยเริ่มกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติ คนกรุงเทพจะใส่หน้ากากเฉพาะในที่สาธารณะเท่านั้น พอถึงออฟฟิศก็ถอดหน้ากากราวกับออฟฟิศนั้นปลอดเชื้อ แอลกอฮอลที่เคยกดกันวันละหลายรอบเดี๋ยวนี้ก็ขายไม่ค่อยออก ส่วนการล้างมือด้วยสบู่ 30 วินาทีแทบไม่ต้องพูดถึง

คนเราจะใส่หน้ากากหรือไม่ จะใช้แอลกอฮอลรึเปล่า จึงดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นเรื่องของ social norms เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คนอื่นใส่หน้ากากเราก็ใส่ คนอื่นไม่ใส่เราก็ไม่อยากเป็นตัวประหลาดที่ดูไม่คูล

ในอีก 2 ปีข้างหน้า ตอนนั้นวัคซีนโควิดน่าจะออกมาและได้ฉีดกันทุกคนแล้ว คนส่วนใหญ่อาจจะกลับไปสู่ old normal หน้ากากคงไม่ใส่ แอลกอฮอลคงไม่ใช้ และคงล้างมือน้อยลงไปเยอะ

แต่ผมกลับคิดว่า ถ้าเราบางคนยังรักษานิสัยใส่หน้ากากและล้างมือด้วยสบู่พร้อมร้องเพลงช้างเอาไว้ได้ตลอดชีวิต ก็น่าจะเป็นการดี

จะได้แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยเหมือนกับช่วงที่เราล็อกดาวน์กันครับ