ไม่ต้องกลัว New Normal หรอก กลัว Old Normal ดีกว่า

20200602

เพราะมนุษย์นั้นปรับตัวได้เก่งกว่าที่เราคิด หากมันมีอะไรที่บังคับให้เราต้องเปลี่ยน เราก็เปลี่ยนมันได้แทบจะชั่วข้ามคืน เหมือนที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเปลี่ยนมาสอนออนไลน์ หรือผู้บริหารเปลี่ยนมาประชุมผ่าน Zoom จนมีคนแซวว่าโควิด-19 นี่เก่งกว่า CTO อีกเพราะทำให้ Digital Transformation เกิดขึ้นได้จริงๆ

สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ล้วนเคยเป็น new normal ด้วยกันทั้งนั้น ที่เห็นชัดสุดคือการสื่อสารที่เปลี่ยนจากจดหมายมาเป็นอีเมล เปลี่ยนจากโทรศัพท์มาเป็นแชท

สมัยก่อนใครจะยอมให้เพื่อนอัพโหลดรูปของเราไปไว้ในเน็ตแถมให้คนไม่รู้จักมาเห็นหน้าเห็นชื่อเราได้ด้วย แต่ Facebook ก็ normalize มันไปเรียบร้อยแล้ว

สมัยก่อนใครจะยอมให้คนแปลกหน้าจากต่างแดนมานอนที่บ้านของตัวเอง แต่ Airbnb ก็ normalize พฤติกรรมนี้เรียบร้อยแล้ว (และต้องหาทาง normalize อีกรอบหลังโควิด)

สมัยก่อนดาราสวยๆ ที่ไหนจะมาเต้นตลกๆ ร้องเพลงลิปซิงค์ให้ฟรีๆ แต่ Tiktok ก็ normalize ให้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ดังนั้น New Normal จึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด

สิ่งที่เราควรกลัวมากกว่าคือ Old Normal ต่างหาก

เมื่อเช้าฝนตกหนักเหมือนฟ้ารั่ว เพิ่งซาไปตอน 7 โมงนิดๆ โชคดีที่วันนี้ผมทำงานที่บ้าน ถ้าเป็นวันเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วรถคงจะติดกันถล่มทลายเพราะทุกคนต้องไปทำงานแถมโรงเรียนยังเปิดเทอมแล้วด้วย

คำถามก็คือหลังจากจบโควิดแล้ว จะยังมีองค์กรไหนกลับไปใช้กฎกติกาที่ “การทำงาน” หมายถึงการ “มาถึงออฟฟิศแล้วตอกบัตรตอน 8 โมงเช้า” รึเปล่า เพราะถ้าผู้บริหารและ HR ยังทำอย่างนั้นก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ

เทคโนโลยีเปลี่ยนไปตั้งมากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่กฎอย่างการเข้างาน 8 โมงเช้านี่อยู่มา 40 ปีแล้วยังไม่ยอมเปลี่ยนกันอีก*

เมื่อโลกเปลี่ยน กติกาก็ควรจะเปลี่ยนตาม สมัยก่อนเดินออกจากออฟฟิศก็ถือว่าจบเวลาการทำงานแล้ว แต่สมัยนี้เทคโนโลยีเอื้อให้พนักงานทำงานจากที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ องค์กรจึงคาดหวังให้พนักงาน flexible พอที่จะตอบแชทแม้จะเป็นนอกเวลางาน แต่ถ้าองค์กรเองกลับไม่ flexible เรื่องเวลาและสถานที่ในการทำงานบ้างเลยก็คงดูเอาแต่ได้ไปหน่อย

ถ้าวันนี้ฝนตกหนัก การบังคับให้พนักงานต้องฝ่าฝนฝ่ารถติดเพื่อมาถึงออฟฟิศภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้เพราะกฎเขียนบังคับเอาไว้ก็ต้องถือเป็นโศกนาฎกรรม

เวลาเข้างานนี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่ง ยังมีอีกหลายแง่มุมในองค์กรที่ “หมดเขต” ไปตั้งนานแล้วแต่เรายังทำเพียงเพราะความเคยชิน

เมื่อโควิดนำ New Normal มาให้ ก็ขอให้ใช้มันเป็นโอกาสในการลดละเลิก Old Normal ที่ไม่เมคเซ้นส์อีกต่อไป

ทำอย่างนี้ได้ก็น่าจะเป็นคุณกับทุกฝ่ายนะครับ

—–

* แน่นอนว่าในบางธุรกิจเช่นโรงงานหรืองานบริการ การมาถึงตรงเวลานั้นยังจำเป็นอยู่ แต่งานที่เป็น white collar หรืองานที่ไม่มีเวลาเลิกงานที่แน่นอนก็ควรยืดหยุ่นเวลาเริ่มงานด้วยเช่นกันครับ

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

จะส่งต่อแสงสว่างหรือจะส่งต่อความมืดมน

20200409

ในช่วงที่สถานการณ์โควิดยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ผู้คนกำลังเดือดร้อน อ่อนไหวและอ่อนแอ เป็นเรื่องง่ายมากที่ dark side ของเราจะปรากฎ

เราอาจจะเลือกส่งต่อความมืดมนด้วยการไม่นำพา ด้วยการกักตุนอาหาร ด้วยการส่งข่าวปลอม ด้วยการก่นด่า ด้วยการล่าแม่มด ด้วยการจ้องจับผิดคนอื่น

หรือเราจะเลือกส่งต่อแสงสว่าง ด้วยการคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ด้วยการให้กำลังใจคุณหมอ ด้วยการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยการไม่เอาตัวรอดคนเดียว ด้วยการไม่ยอมทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เราทุกคนต่างมีแสงสว่างในตัวเอง มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป เราเลือกที่จะเปล่งแสงสว่างด้วยตัวเองก็ได้ หรือเลือกที่จะเป็นกระจกที่สะท้อนแสงสว่างของคนอื่นก็ได้

มาเป็นแสงสว่างให้กันและกันนะครับ

ในวิกฤตมีสองโอกาส

20200404b

คือโอกาสในการเอาเปรียบ กับโอกาสในการเสียสละ

เอาเปรียบด้วยการขึ้นราคาหน้ากาก ด้วยการกักตุนไข่ไก่ ด้วยการขึ้นค่าคอมมิสชั่นค่าส่งอาหาร

เสียสละด้วยการอยู่ด่านหน้าดูแลรักษาผู้ป่วย ด้วยการทำงานให้หนักกว่าเดิมแม้จะ work from home ด้วยการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนกิจที่สำคัญต่างๆ ในห้วงยามนี้

วิกฤตก็ไม่ต่างจากสิ่งอื่น มันผ่านมาแล้วเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป

แต่สิ่งที่เราเลือกทำในช่วงวิกฤตจะจารึกไว้ในจิตใจผู้คนและจิตใต้สำนึกของเราว่าเราเป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่ใช้ได้หรือเป็นคนที่ควรหลีกเลี่ยงครับ

ถ้าเครียดแล้วรวยก็จะเครียดนะ

20200404

นี่เป็นคำพูดของอู๋ น้องที่ทำงานเก่าที่ออกมาทำอาชีพตากล้องเต็มตัวได้ร่วมสิบปีแล้ว (รูป pre-wedding งานแต่งงานของผมก็เป็นผลงานของน้องคนนี้)

ผมอ่านเจอสเตตัสของอู๋เมื่อวันสิ้นเดือน เห็นว่าเป็นข้อความที่มีประโยชน์ และน่าจะช่วยเพิ่มมุมมองในทางบวกให้กับคนที่กำลังลำบากอยู่ตอนนี้ได้ จึงขอนำมาลงไว้ในบล็อกนี้นะครับ

—–

เห็นหลายคนเริ่มเครียดเพราะไม่มีงานกัน คือจะบอกว่าส่วนตัวแล้ว ผมผ่านจุดนั้นมานานแล้ว

กลางปีก่อน ไม่มีงานเลย 3-4 เดือน ได้แต่นั่งมองเฟสเพื่อนๆ ลงงานกันโครมคราม ตอนนั้นแม่งเครียดชิบหาย ทำไมกูไม่มีงาน ทำไมกูไม่มีงาน ทั้งเครียดและกดดัน อีความซึมเศร้าก็มาถามหาอีกละ

จนแฟนก็พูดประโยคนึงประมาณว่า “นกมันยังไม่อดตายเลย”

คือในความจริงมันคงตายแหละ หลายคนคงเถียง

แต่พอเราฟังแล้วก็รู้สึกว่าเออ บางเรื่องเราไปบังคับไม่ได้ แบบไม่มีงาน จะไปบังคับใคร บังคับลูกค้า มึงต้องจ้างกูนะ หรือถ่ายรูปส่งสต้อกก็ต้องขายได้ทุกรูปงี้ มันก็ไม่ได้ไง แล้วไม่รู้จะเครียดทำไม เครียดแล้วรวยก็จะเครียดนะ นี้ไม่ได้อะไรแถมความดันมาหาอีก

ช่วงนั้นก็เลยปรับตัวลดการใช้จ่ายทุกสิ่ง ใครที่อยู่รอบตัวจะรู้แหละ มาชวนอะไรซื้ออะไรเราก็จะบอกว่าไว้ก่อน ยังไม่มีเงิน

การกินก็ประหยัด ทำกินเอง หุ่งข้าว ลดต้นทุนให้มากที่สุด จนถึงจุดนึงมันก็พอรอดมาได้บ้าง

รอบนี้ก็คงเหมือนกัน มองทางรอดเอาหลวมๆ แล้วก็ไม่ต้องไปเครียดมาก

สู้ๆ

—–

แฟนของอู๋ที่กล่าวว่านกยังไม่อดตายเลยชื่อน้องเมย์ เป็น illustrator ที่เคยฝากผลงานไว้ในงานแต่งงานของผมเช่นกัน นั่นคือภาพประกอบหนังสือ “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวมบทความที่ผมเขียนเอาไว้ก่อนจะเปิดบล็อก Anontawong’s Musings เสียอีก

ขอบคุณอู๋กับเมย์สำหรับข้อคิดดีๆ ครับ

—–

ใครอยากดูผลงานของอู๋กับเมย์ เชิญรับชมได้ที่ Nattaphotos และ Mame*zo 

ดาวน์โหลดหนังสือเกิดใหม่ได้ที่นี่

ความมั่นคงในชีวิตอยู่ที่ไหน

20200401b

สมัยเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยคุยกับเพื่อนว่า ความมั่นคงในชีวิตไม่มีจริง มีแต่ความมั่นคงทางจิตวิญญาณเท่านั้น

ตอนนั้นคงพูดเอาเท่ๆ แต่พอมาพิจารณากับสถานการณ์ในตอนนี้ก็ดูจะมีความจริงอยู่ไม่น้อย

เพราะอะไรที่เราเคยคิดว่ามันจะจีรังยั่งยืน กลับล้มครืนไปกับคลื่นโคโรนาไวรัส ไม่รู้ว่าคลื่นนี้จะจบเมื่อไหร่ แล้วจะมีคลื่นลูกต่อไปอีกมั้ย

ที่ค่อนข้างแน่ใจ คือชีวิตของพวกเราจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

งานที่เคยทำอาจไม่มีแล้ว ธุรกิจที่เคยหาเงินได้อาจหยุดชะงัก ทักษะที่เรามีอาจไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

แล้วเราจะไปหาความมั่นคงในชีวิตจากที่ไหน?

ผมคิดว่าก่อนจะมีความมั่นคงในชีวิตได้ เราต้องมีความมั่นคงทางจิตใจเสียก่อน

ความมั่นคงทางจิตใจนั้นน่าจะมาได้จากสามทาง

ทางแรกคือประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอ

ทางที่สองผ่านการอ่านการศึกษาจนมองได้ลึก มองได้กว้าง มองได้ไกล

ทางที่สามคือฝึกฝนจิตใจของตนให้ยอมรับความไม่แน่นอน ซึ่งปราชญ์ได้ชี้ทางเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่เมื่อไหร่เราจะเลิกดูเบาภูมิปัญญาเหล่านี้เพราะเคยคิดว่ามันไม่จำเป็น

เมื่อผ่านพ้น ศึกษา และฝึกฝนจนพอจะมีความมั่นคงทางจิตใจ ก็จะตั้งสติได้ในห้วงยามแห่งความเปลี่ยนแปลง

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่งอยู่แล้ว ต่อให้เจอสถานการณ์ที่เลวร้ายรุนแรงเพียงใดเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้ ถ้ากายมันจะไปไม่รอดก็เพราะว่าใจมันเจ๊งก่อนเสียมากกว่า

พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมาเคยกล่าวไว้ในหนังสือ “ปัญญาอนาคต” ว่า

“เมื่อถูกอนาคตไล่ล่า
จงอย่าเสียเวลากับการโหยหาอดีตอันยิ่งใหญ่
อย่าคร่ำครวญเศร้าโศกกับสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป
หากจงเร่งสร้างตนเองขึ้นใหม่
เพราะการสร้างตัวตนขึ้นใหม่
คือหัวใจของการสร้างอนาคต”

เผื่อใจไว้ก่อนเลยว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาอีกหลายระลอก และแต่ละระลอกมันอาจบังคับให้เราต้องสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่

ความกลัวไม่ช่วยอะไร ความยึดติดไม่ช่วยอะไร สติ ปัญญา ความกล้า และความไม่ประมาทต่างหากที่จะพาเราฝ่าคลื่นวิกฤติลูกแล้วลูกเล่า

เมื่อใจเราพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ นั่นแหละถึงจะเริ่มมีความมั่นคงในชีวิตอย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ทำทีละอย่าง

20200330b

รู้ว่าเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะคนที่ work from home อยู่ตอนนี้

จำนวนเมสเสจในแชทพุ่งพรวด สถานการณ์ก็ต้องติดตาม แถมยังโดนคนที่บ้านทักอยู่บ่อยๆ

แต่ถ้าเราไม่คอยเตือนตัวเองให้ทำทีละอย่าง เราจะวิ่งเป็นหนูถีบจักร ข้าวปลาไม่ได้กิน ทำงานแบบไม่ได้พักตกเย็นเหนื่อยหนักกว่าอยู่ออฟฟิศ

เราน่าจะต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ไปอีกอย่างน้อยสองเดือน ดังนั้นต้องออกแบบให้ดีว่าเราจะรับมือกับสิ่งเร้าที่เข้ามาทุกนาทีอย่างไร ไม่อย่างนั้นกายหยาบของเรารับไม่ไหวหรอก

ทำทีละอย่าง หยุดพักบ้าง จะได้งานโดยไม่เสียสุขภาพกายและจิตครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

แค่หนึ่งอิ่มท้อง

20200330

“เมื่อนกไซตัวน้อยสร้างรังในป่าลึก ก็ไม่ต้องการกิ่งไม้มากไปกว่าหนึ่งกิ่ง เมื่อตัวตุ่นดื่มน้ำจากท้องธาร ก็ไม่ต้องการน้ำมากไปกว่าหนึ่งอิ่มท้อง”
– จาก “หนังสือจวงจื่อ”

ข้าวหนึ่งจานทำให้ยาจกและเศรษฐีอิ่มท้องได้เท่ากัน

แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่จินตนาการถึงอนาคตได้ แถมระบอบทุนนิยมก็ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า “พรุ่งนี้จะโตกว่าวันนี้” เราจึงใช้ความเจริญเติบโตในอนาคตมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของวันนี้ และสร้างโลกที่มีเงินล้นโลกในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งยังไม่มีจะกิน (อ่านเพิ่มได้ใน Sapiens ตอนที่ 16 สวัสดีทุนนิยม)

แต่ไม่มีสิ่งใดจะโตได้ตลอดไป แถมวิมานที่เราเคยวาดไว้อาจเป็นเพียงปราสาททรายที่ทรุดพังได้ง่ายกว่าที่คิด

จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะกลับมาศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ว่าด้วยการทำอะไรที่พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน โดยมีคุณธรรมและความรู้กำกับ

เพราะที่ผ่านมาเราอาจใช้แต่เพียงความรู้เป็นตัวนำ แต่ขาดไปซึ่งความพอดีและความมีเหตุผล แถมภูมิคุ้มกันที่ตัวเองคิดว่ามีกลับเป็นภูมิคุ้มกันหลอกๆ โดนไวรัสสายพันธุ์ใหม่สะกิดนิดเดียวก็แทบล้มทั้งยืน

อยากเติบโตไม่ว่ากัน แต่ก็ต้องมองให้เห็นว่าการเติบโตมีหลายมิติ และในบางมิติมันก็วัดเป็นตัวเลขไม่ได้

สุดท้ายแล้ว ตัวตุ่นก็ไม่ได้ต้องการน้ำมากไปกว่าหนึ่งอิ่มท้อง เราไม่ได้ต้องการข้าวมากไปกว่ามื้อละจาน ปัจจัยสี่ และการพักผ่อนที่เพียงพอ

เกินกว่านั้นคือความหรูหราและความสะดวกสบายที่เราอาจใช้เวลามากเกินไปเพื่อให้ได้มาครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

คาดการณ์แต่ไม่คาดหวัง

20200328d

ช่วงนี้พวกเราคงเสพข่าวกันจนเหนื่อย สำนักต่างๆ ออกมาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนที่ติดเชื้อหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การพยายามทำนายอนาคตเป็นกิจกรรมที่ “สนุก” แต่อาจไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่

สนุกเพราะมันตื่นเต้น เพราะมันหวือหวา เพราะมันหดหู่ เพราะมันน่ากลัว เหมือนได้นั่งรถไฟเหาะทางอารมณ์เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า

ไม่คุ้มเพราะว่าในโมงยามแห่งความไม่แน่นอนเช่นนี้ สิ่งที่คาดเดาอาจจะออกมาผิดอยู่ดี สุดท้ายเราก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการรักษาตัวและรักษาใจของเราให้ดี

และหนึ่งในเคล็ดลับของการรักษาใจคืออย่าไปคาดหวังอะไรมากนัก

เพราะยิ่งคาดหวังยิ่งมีโอกาสผิดหวัง โดยเฉพาะถ้าเราไปคาดหวังกับคนหรือหน่วยงานที่ทำให้เราผิดหวังมาก่อนแล้ว

ถ้าเขาทำให้เราผิดหวังหนึ่งครั้ง นั่นเป็นความผิดของเขา ถ้าเขาทำให้เราผิดหวังสองครั้ง อันนั้นเราโง่เอง

ส่วนการคาดการณ์นั้นเป็นสิ่งที่พึงทำได้ แต่อย่ามองไปไกลนัก เอาแค่สัปดาห์ต่อสัปดาห์หรือเดือนต่อเดือนก็เกินพอแล้ว จากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด

ศึกษาข้อมูล จะได้คาดการณ์อย่างมีวิชาโดยเผื่อใจว่าส่วนใหญ่อาจจะผิด

แล้วอย่าคิดคาดหวังกับสิ่งที่ไม่ควรหวัง จะได้ไม่ต้องผิดหวังให้เสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ครับ

—-

ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear’s 3-2-1 newsletter

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ถ้าวางใจให้ถูก ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ

20200328c

ในโมงยามนี้ ทั่วโลกมีแต่ความไม่แน่นอน สถานการณ์เต็มไปด้วยความตึงเครียด อะไรที่เราเคยคิดว่ากะเกณฑ์ได้กลายเป็นอื่นไปเสียหมด

วันนี้จำนวนผู้ป่วยสะสมในอเมริกาแตะแสนไปเรียบร้อยแล้ว และอีกหลายประเทศในยุโรปน่าจะแซงหน้าจีนภายในสัปดาห์หน้า

นักเตะระดับโลกอย่างเมสซี่ต้องเดาะกระดาษทิชชู่อยู่บ้าน  ลิเวอร์พูลที่เคยเตรียมจะคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีอาจกลายเป็นทีมที่อาภัพที่สุดในโลก

ทอมแฮงค์สก็ติดโควิด เจ้าฟ้าชายชาล์สก็ติดโควิด ผ.อ.โรงพยาบาลก็ยังติดโควิด

สถานการณ์ดูเลวร้าย แต่ถ้าวางใจให้ถูกต้อง ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ

สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ คือบทเรียนย้ำเตือนให้เราศึกษาชีวิตที่เป็นอนิจจัง (ไม่แน่นอน) ทุกขัง (ตึงเครียด) อนัตตา (กะเกณฑ์ไม่ได้)

โดมิโนจากจีนถึงอเมริกา จากคัมป์นูถึงแอนฟิลด์ จากตระกูลแฮงค์สถึงตระกูลวินด์เซอร์คือเรื่องอิทัปจัยยตา

เพราะสิ่งนั้นเกิดสิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนั้นดับสิ่งนี้จึงดับ เราทุกคนล้วนเชื่อมโยงกัน

เขาเดือดร้อนเราก็เดือดร้อนไปด้วย เขาอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน

ท่ามกลางความสูญเสียของมนุษย์ ธรรมชาติกลับได้ชาร์จแบต ภาพประกอบของบทความนี้คือระดับมลภาวะในอากาศของจีนในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ ค่า AQI ในกรุงเทพเป็นสีเขียวมาหลายวันติดต่อกัน ลำคลองในเวนิซกลับมาไหลเย็นเห็นตัวปลา

เหมือนโควิดถูกออกแบบมาเพื่อกดปุ่ม pause ให้โลกได้พัก เพราะนอกจากมนุษย์แล้วโควิดไม่ทำร้ายใครเลย ต้นไม้ใบหญ้าไม่กระทบ แม่น้ำลำคลองไม่กระเทือน วัวไม่เป็นบ้า ไก่ไม่ล้มตาย มันไม่ทำร้ายแม้กระทั่งลูกเล็กเด็กแดงด้วยซ้ำ

เมื่อโลกใบใหญ่ที่เคยหมุนติ้วๆ ถูกเบรคด้วยไวรัสตัวน้อยๆ จึงเป็นเวลาที่เราควรกลับมาสำรวจตัวเองเช่นกัน

ว่าสิ่งใดที่สำคัญ สิ่งใดที่เราควรให้ค่า ที่ผ่านมาเราเร่งความเร็วเข้าหาอะไร

ถ้าวางใจให้ถูก ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนวางใจได้เหมาะสม และผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันครับ

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

นักบินอวกาศบอกเคล็ดลับการ Work from home

20200322

ใครหลายคนที่เริ่มทำงานจากที่บ้านไปบ้างแล้วอาจจะเจอปัญหาคล้ายๆ กับผม

– เฉา เหงา
– ตารางเวลาจะเละๆ หน่อย
– หมดวันแล้วหมดแรงกว่าไปทำงานที่ออฟฟิศเสียอีก

วันนี้อ่านเจอบทความของ The New York Times ที่เขียนโดย Scott Kelly อดีตนักบินอวกาศของ NASA ที่เคยใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศนานาชาติอยู่เกือบ 1 ปี

ในสถานการณ์ที่ COVID-19 กำลังยกระดับในเมืองไทย ผมเห็นว่าสิ่งที่คุณเคลลี่เขียนมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้อง Work from home และทุกคนที่ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้าน เลยขอนำมาถอดความไว้ตรงนี้ครับ

—–

การต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ตอนที่ผมต้องขึ้นไปอยู่ที่ International Space Station เป็นเวลาเกือบปีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เวลาผมเข้านอนผมก็อยู่ที่ทำงาน พอผมตื่นขึ้นมาผมก็ยังอยู่ที่ทำงาน การทำงานอยู่ในอวกาศน่าจะเป็นเพียงอาชีพเดียวที่เราลาออกกลางคันไม่ได้จริงๆ

แต่ผมก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ที่เราต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส

และนี่คือคำแนะนำสำหรับการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวจากคนที่เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

 

มีตารางเวลาที่ชัดเจน (Follow a schedule)
ตอนอยู่ในสถานีอวกาศ ผมมีตารางที่เข้มงวดมากตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน บางวันผมต้องเดินท่องอวกาศเป็นเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนงานบางชิ้นก็ใช้เวลาแค่ 5 นาทีเช่นเช็คการเจริญเติบโตของดอกไม้ที่เราทดลองปลูกในอวกาศ

คุณจะพบว่าการมีแผนการจะช่วยให้คุณและครอบครัวปรับตัวกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไปได้ หลังจากที่ผมเดินทางกลับมายังโลก ผมอดคิดถึงชีวิตที่มีแบบแผนในอวกาศไม่ได้

 

แต่ก็ต้องคุมจังหวะให้ดี (But pace yourself)
ถ้าคุณใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในที่เดียวกันเป็นเวลาหลายเดือน งานมักจะเทคโอเวอร์ทุกอย่างถ้าคุณปล่อยไปตามยถากรรม ตอนที่อยู่ในอวกาศผมตั้งใจใช้ชีวิตแบบผ่อนหนักผ่อนเบาเพราะผมรู้ว่าผมต้องอยู่แบบนี้ไปอีกสักพัก – ซึ่งก็ไม่ต่างกับสถานการณ์ของพวกเราในตอนนี้

อย่าลืมให้เวลากับกิจกรรมสนุกๆ ผมมักจะมีนัดดูหนังกับเพื่อนนักบินอวกาศพร้อมกับขนมนมเนยครบเซ็ท ผมได้ดู Game of Thrones จนจบสองรอบเลยนะจะบอกให้

อย่าลืมเข้านอนให้เป็นเวลาด้วย นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าได้ศึกษาพฤติกรรมการนอนของนักบินอวกาศและพบว่าคุณภาพการนอนส่งผลต่อความเฉลียวฉลาด สภาพอารมณ์และความสัมพันธ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประกอบภารกิจบนอวกาศหรือการทำงานอยู่ที่บ้าน

 

ออกไปข้างนอกบ้าง (Go outside)
หนึ่งในสิ่งที่ผมคิดถึงมากที่สุดตอนอยู่ในอวกาศคือการได้ออกไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หลังจากต้องเก็บตัวอยู่ในพื้นที่แคบๆ เป็นเวลาหลายเดือน ผมเริ่มทุรนทุรายที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ – สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า กลิ่นดินกรุ่นๆ และไออุ่นจากแสงอาทิตย์ การทดลองปลูกดอกไม้ในอวกาศกลายเป็นงานที่มีความหมายมากกว่าที่ผมคิด

เพื่อนนักบินของผมมักเปิด “เสียงของโลก” ให้ผมฟังซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้อง เสียงพุ่มไม้ในสายลมหรือแม้กระทั่งเสียงหึ่งๆ ของยุง เสียงเหล่านี้ทำให้ผมได้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน แม้บางครั้งผมจะเผลอตบหูเพราะนึกว่ามียุงมาบินใกล้ๆ ก็เถอะ

สำหรับนักบินอวกาศ การออกไปข้างนอกยานนั้นเป็นเรื่องอันตรายและต้องเตรียมตัวอย่างเข้มข้น ดังนั้นผมจึงรู้สึกดีที่แม้ขณะนี้เราจะตกอยู่ในสถานการณ์โรคระบาด แต่ผมก็ยังเดินออกจากบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักบินอวกาศ

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาตินั้นเป็นคุณต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย คุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายวันละสองชั่วโมงครึ่งเหมือนนักบินอวกาศหรอก แต่การได้ได้ออกกำลังกายวันละหนึ่งครั้งควรจะเป็นส่วนหนึ่งในตารางของคุณ ขอแค่อย่าลืมที่จะอยู่ห่างกันอย่างน้อย 2 เมตรก็พอ

 

คุณต้องมีงานอดิเรก (You need a hobby)
เมื่อคุณถูกจำกัดบริเวณคุณจำเป็นต้องมี “พื้นที่ปลดปล่อย” ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน

หลายคนแปลกใจที่รู้ว่าผมเอาหนังสือไปอ่านในอวกาศด้วย การได้ดำดิ่งอยู่ในหนังสือกระดาษโดยไม่มีเสียง notifications มากวนใจนั้นเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก ร้านหนังสือเล็กๆ หลายร้านเริ่มมีบริการส่งหนังสือตามบ้านหรือไปรับหนังสือได้ที่ร้าน ซึ่งแปลว่าคุณสามารถช่วยซัพพอร์ตธุรกิจในละแวกบ้านคุณแถมยังได้พักสายตาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

คุณยังฝึกเล่นเครื่องดนตรีได้อีกด้วย (ผมเพิ่งสมัครคลาสสอนกีตาร์ออนไลน์) ลองทำงานฝีมือหรืองานศิลปะ นักบินอวกาศล้วนจัดเวลาให้กับกิจกรรมเหล่านี้กันทั้งนั้น ลองดูวีดีโอที่นักบินอวกาศ Chris Handfield ร้องและเล่นคัฟเวอร์เพลง Space Oddity ของ David Bowie ดูก็ได้

 

เขียนไดอารี่ (Keep a journal)
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นาซ่าศึกษาผลของการ isolation ที่มีต่อมนุษย์ และเรื่องน่าประหลาดใจอย่างหนึ่งที่พวกเขาค้นพบคือประโยชน์ของการจดบันทึกประจำวัน

ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผมขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในอวกาศ ผมแบ่งเวลามาเขียนบันทึกประสบการณ์ของผมเกือบทุกวัน ถ้าคุณพบว่าตัวเองแค่จดสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันแล้วมันค่อนข้างซ้ำซาก ลองเปลี่ยนไปเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้สึกผ่านสัมผัสทั้งห้าหรือเกี่ยวกับความทรงจำของคุณดู แม้ว่าสุดท้ายแล้วคุณจะไม่ได้ตีพิมพ์หนังสือเหมือนที่ผมทำ การเขียนไดอารี่จะช่วยให้คุณรับรู้ประสบการณ์จากอีกมุมมองหนึ่งและในวันข้างหน้ามันจะช่วยให้คุณหันกลับมามองช่วงเวลาสำคัญนี้ว่ามันมีความหมายต่อชีวิตคุณอย่างไร

 

ให้เวลากับคนที่คุณรัก (Take time to connect)
แม้ว่าผมจะมีภาระมากมายของการเป็นผู้บัญชาการสถานีอวกาศ แต่ผมก็ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะทำ video conference กับคนในครอบครัวและกับเพื่อนฝูง นักวิทยาศาสตร์พบว่าการอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย

เทคโนโลยีช่วยให้การติดต่อสื่อสารกันง่ายดายแค่ปลายนิ้ว ดังนั้นการให้เวลากับการพูดคุยกับคนสำคัญของคุณทุกวันนั้นเป็นเรื่องที่สุดคุ้ม ใครจะไปรู้ มันอาจจะช่วยให้ร่างกายของคุณต่อสู้ไวรัสได้ดีขึ้นก็ได้

 

ฟังคนที่ควรฟัง (Listen to experts)
ผมได้เรียนรู้ว่าปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิตไม่ใช่ rocket science (rocket science = “วิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนจรวด” เป็นสำนวนอังกฤษที่แปลว่าเรื่องที่ยากและซับซ้อนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้)

แต่เมื่อใดก็ตามที่ปัญหานั้นเป็น rocket science เราก็ควรถามคนที่เป็น rocket scientist

การใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศฝึกให้ผมเชื่อฟังคำแนะนำของคนที่มีความรู้เรื่องนั้นดีกว่าผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาตร์ วิศวกรรม หยูกยา หรือดีไซน์อันซับซ้อนของสถานีอวกาศที่ทำให้ผมยังมีชีวิตอยู่ได้

ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เราต้องหาความรู้จากคนที่รู้จริงและฟังพวกเขาอย่างตั้งใจ โซเชียลมีเดียและสื่อที่ไม่มีการตรวจสอบมักจะแพร่ข้อมูลเท็จ ไม่ต่างอะไรกับการจับมือที่แพร่ไวรัส เราจึงควรฟังแต่คนที่ควรฟังอย่าง WHO และ Johns Hopkins Coronavirus Resource Center

 

เราล้วนเชื่อมโยงกัน (We are all connected)
เมื่อมองจากอวกาศ โลกนี้ไม่มีพรมแดน การระบาดของโคโรนาไวรัสแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรามีเหมือนกันนั้นทรงพลังกว่าสิ่งที่แบ่งแยกเรามากมายนัก เราทุกคนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และยิ่งเราร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาได้ดีเท่าไหร่ เรายิ่งมีโอกาสรอดมากขึ้นเท่านั้น

หนึ่งในผลข้างเคียงจากการที่ได้มองโลกจากอวกาศ – อย่างน้อยก็สำหรับผม – คือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนอื่น แม้ว่าเราจะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ ผมเห็นคนที่สอนหนังสือเด็กผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ เห็นคนบริจาคเงินและสละเวลาให้กับองค์กรการกุศล และเห็นคนที่ช่วยเป็นธุระให้กับคนเฒ่าคนแก่และเพื่อนบ้านที่สุขภาพไม่แข็งแรง ทุกคนได้ประโยชน์กันหมดไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกช่วยเหลือหรือตัวอาสาสมัครเอง

ผมเคยเห็นความร่วมมือร่วมใจของมนุษยชาติจนสามารถเอาชนะปัญหาที่ยากเย็นเกินจินตนาการมานักต่อนักแล้ว และผมก็มั่นใจว่าเราจะสามารถเอาชนะวิกฤติครั้งนี้ได้เช่นกันหากเราร่วมมือและทำงานกันเป็นทีม

อ้อ แล้วก็อย่าลืมล้างมือบ่อยๆ ด้วยล่ะ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ The New York Times: I Spent a Year in Space, and I Have Tips on Isolation to Share by Scott Kelly

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59