ก้าวเล็กๆ ที่เปลี่ยนโลก

20150831_BabySteps - Copy

แป๊บๆ ปี 2558 ก็หมดไปสองในสามแล้ว

คนที่เมื่อต้นปีตั้ง New Year’s Resolutions เอาไว้ ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้วครับ?

บางคนตั้งใจว่าอยากจะพักผ่อนให้มากขึ้น นั่งสมาธิทุกเช้า ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก หรือออกไล่ล่าความฝัน

แต่หลังจากทำไปได้สักพัก หลายคนก็กลับมาสู่วังวนเดิม แล้วเราก็มานั่งรู้สึกแย่กับตัวเองว่า เรานี่ช่างไม่มีวินัยเอาเสียเลย

ทำไมการสร้างนิสัยใหม่ๆ หรือการเลิกนิสัยเก่าๆ มันช่างยากเย็นเหลือเกิน

และเราจะพอมีทางแก้ปัญหานี้ได้มั้ย?

คงต้องเริ่มถกกันที่ประเด็นว่า เหตุใดเวลาเราตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอะไร บ่อยครั้งเรามักจะทำไม่สำเร็จ คือแม็คก็คิดนะว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แต่ก็แพ้ใจตัวเองทุกที!

แน่นอนครับ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความมุ่งมั่นและวินัยของเรา แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ และเรามักจะละเลยหรือไม่เคยนึกถึง คือกลไกสมองของเราครับ

เนื้อหาต่อไปนี้นำมาจากหนังสือที่ผมเคยอ่านเมื่อหลายปีมาแล้ว ชื่อว่า One Small Step can Change Your Life โดย Robert Maurer

มนุษย์เรามีสมองอยู่สามส่วน ส่วนที่เก่าแก่และอยู่ชั้นในสุดคือสมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน (reptilian brain) ซึ่งทำหน้าที่ขั้นพื้นฐาน เช่นสั่งหัวใจให้เต้น สั่งให้เราง่วงนอนตอนกลางคืน และตื่นในตอนเช้า

สมองส่วนที่สองซึ่งอยู่ตรงกลาง คือสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (limbic brain) สมองส่วนนี้ควบคุมอารมณ์และอุณหภูมิของร่างกาย ในสมองส่วนนี้ยังมีต่อมที่เรียกว่า อมิกดาลา (Amygdala) เรียกชื่อยากนิดนึง แต่จำเอาไว้ให้ดีๆ เพราะต่อมนี้เป็นตัวเอกของเราครับ

สมองส่วนสุดท้ายคือ นีโอ คอร์เท็กซ์ (neo-cortex) เป็นสมองส่วนที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์เดรัจฉาน เพราะคณิตศาสตร์ ดนตรี ภาษา และความคิดสร้างสรรค์ล้วนแต่ต้องใช้สมองส่วนนี้

สมองทั้งสามส่วนทำงานไปด้วยกัน แต่ไม่ได้ทำงานเท่าเทียมกันเสมอไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาเราตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายต่อมอมิกดาลาที่อยู่ในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะทำงานเต็มกำลัง และปิดกั้นไม่ให้สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ทำงาน

การทำงานของสมองในรูปแบบนี้ จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ถ้ำ เช่นเมื่อเราออกไปหาอาหารแล้วเจอเสือ เราคงไม่ต้องการมาพิจารณาว่า เสือตัวนี้ลายสวยดี หรือคำนวณว่าเสือน้ำหนักเท่าไหร่ (ซึ่งเป็นงานที่สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์โปรดปราน)

สิ่งที่จำเป็นที่สุด ณ ขณะนั้น คือการเอาชีวิตรอดให้ได้ ดังนั้น ต่อมอมิกดาลาจะตื่นตัวเต็มที่ และจะตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นว่า เราควรจะสู้หรือจะหนี (fight or flight)

มาปัจจุบัน เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับเสือตัวเป็นๆ อีกต่อไป แต่เราก็ยังเจอ “เสือ” ในรูปแบบอื่น เช่น เจ้านายอารมณ์ร้อน แก๊งซิ่ง แผ่นดินไหว และสถานการณ์ “แปลกปลอม” อื่นๆ ที่ทำให้ต่อมอมิกดาลาได้รับการปลุกอยู่บ่อยๆ

ประเด็นก็คือ เวลาเราพยายามเปลี่ยนแปลงนิสัย สมองของเราก็จะตีความว่านิสัยใหม่ที่เราจะพยายามมีนั้นเป็นสถานการณ์ “แปลกปลอม” หรือเป็นเสืออีกตัวเช่นเดียวกัน ดังนั้นต่อมอมิกดาลาจึงทำงานอีกครั้ง โดยช่วงแรกเราจะสู้ยิบตา (fight) เช่นออกกำลังกายวันละหนึ่งชั่วโมงทุกวัน แต่พอทำไปได้ซักสองสามวัน ร่างกายชักเริ่มล้า งานชักเริ่มเยอะ และเริ่มรู้สึกไม่อยากออกกำลังกายแล้ว เราจึงหยุดออกกำลังกายไปดื้อๆ (flight – หนีการออกกำลังกาย) ทั้งๆ ที่สมองส่วนตรรกะ (นีโอ คอร์เท็กซ์) ของเราก็รู้ทั้งรู้ว่าเราควรจะออกกำลังกายตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่เผอิญการทำงานของอมิกดาลามันไปบดบังการทำงานของสมองส่วนตรรกะของเรา ความคิดแบบมีเหตุมีผลก็เลยแพ้อารมณ์ไปโดยปริยาย และนี่คือสาเหตุที่เรามักจะไม่ประสบความสำเร็จกับการสร้างนิสัยใหม่ๆ

แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

เมื่อต่อมอมิกดาลาเป็นตัวป่วน วิธีที่ดีก็คืออย่าไปเร้าให้ต่อมนี้มันทำงานครับ

อมิกดาลาจะไม่ถูกปลุก ถ้ามันไม่รู้สึกว่าเจอ “เสือ” หรือสิ่งแปลกปลอม

ดังนั้น วิธีทีเดียวที่จะเปลี่ยนนิสัยโดยไม่ให้สมองคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม คือเราต้องนิสัยทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักการไคเซน (Kaizen) ของญี่ปุ่นหรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า continuous improvement นั่นเอง

เคยมีกรณีศึกษาของหญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เป็นแม่หม้ายลูกติด ทำงานสองกะเพื่อจะได้มีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว เลิกงานมาเหนื่อยๆ ก็เลยกินพิซซ่าและดูทีวีเพื่อเป็นการให้รางวัลตัวเอง

ผลก็คือน้ำหนักเธอขึ้น สุขภาพของเธอก็แย่ลงเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อไปหาหมอ หมอบอกว่าเธอต้องเริ่มออกกำลังกายแล้ว ซึ่งเธอก็ตอบหมอไปว่า เธอเคยพยายามมาหลายครั้งแล้ว ซื้อลู่วิ่งมาไว้ที่บ้านด้วยซ้ำ แต่ด้วยภาระต่างๆ ที่เธอมี กว่าจะกลับถึงบ้านเธอก็ไม่มีแรงกายและแรงใจเหลือที่จะออกกำลังกายแล้ว

คุณหมอจึงบอกกับเธอว่า หมอไม่ขออะไรมาก แค่อยากให้ขึ้นไปยืนบนลู่วิ่งเฉยๆ แค่วันละหนึ่งนาที คุณจะทำให้หมอได้ไหม

คุณผู้หญิงก็อึ้งสิครับ ต่อให้จะยุ่งหรือเหนื่อยแค่ไหน ยังไงทุกคนต้องมีเวลาพอที่จะยืนบนลู่วิ่งแค่วันละหนึ่งนาทีอยู่แล้ว สุภาพสตรีท่านนี้ก็เลยรับปากไปแบบงงๆ

สุดท้ายพอผ่านไปได้สองสัปดาห์ คนไข้ก็กลับมารายงานตัวกับคุณหมอว่าได้ขึ้นไปยืนบนลู่วิ่งวันละหนึ่งนาทีทุกวันไม่เคยขาดตามที่รับปากกับหมอไว้

คราวนี้หมอก็ให้เพิ่มเป็นยืนวันละสามนาทีแทน

และอีกสองสัปดาห์ เมื่อหมอเจอคนไข้ (ที่มาส่งการบ้านว่ายืนวันละสามนาทีได้แล้ว) หมอก็ขอให้เปลี่ยนเป็นเดินช้าๆ แทน ซึ่งเธอก็ทำตามนั้นทุกวันเช่นกัน

คุณผู้อ่านพอจะเห็นภาพแล้วใช่มั้ยครับ ทุกๆ สองสัปดาห์ เธอค่อยๆ เปลี่ยนจากยืนเป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง จากหนึ่งนาที เป็นสามนาที เป็นห้านาที เป็นสิบนาที เป็นสิบห้านาที สุดท้ายเธอก็สามารถออกกำลังกายได้ทุกวัน วันละยี่สิบนาที สุขภาพเธอกลับมาดีขึ้น และหยุดนิสัยกินตอนดึกไปโดยปริยาย การออกกำลังกายได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอเหมือนกับการแปรงฟันและอาบน้ำ

การปรับอุปนิสัยทีละน้อยนั้น คือการเปลี่ยนแปลงที่จิ๊บจ๊อยเสียจนสมองไม่สามารถตรวจจับ (detect) ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม ต่อมอมิกดาลาจึงไม่ถูกเร้าให้ทำงาน และอาการ Fight or Flight (สู้หรือหนี) จึงไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

หลักการนี้สามารถใช้กับการเปลี่ยนนิสัยอื่นๆ ได้อีกมากมายครับ เพียงแค่เริ่มต้นด้วยก้าวที่เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เล็กซะจนที่ว่าไม่มีทางที่คุณจะทำไม่ได้ (Make it so easy, it is impossible to fail)

อยากนอนตื่นเช้าขึ้น? ตั้งเวลานาฬิกาให้ปลุกเร็วขึ้นห้านาที

อยากนั่งสมาธิ? เริ่มจากการรับรู้ลมหายใจตัวเองวันละสิบห้าวินาที

อยากกินข้าวให้น้อยลง? ตักข้าวคืนหม้อไปหนึ่งช้อน

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำต่อเนื่องทุกๆ วัน และต้องไม่ใจร้อน

โดยส่วนตัวผมคิดว่าเราควรจะทำเรื่องเดิมๆ อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มปริมาณ เช่นถ้าตอนนี้ตื่นเจ็ดโมงเช้า ช่วงสัปดาห์แรกก็ให้ตั้งนาฬิกาปลุกเป็น 6:55 am สัปดาห์ที่สองเป็น 6:50 am ด้วยวิธีนี้ ภายในสามเดือน คุณก็จะตื่นนอนตอนหกโมงเช้าไปโดยปริยาย

แต่ถ้าเราใจร้อน วันแรก 6:55 วันที่สองตั้งเป็น 6:30 เลย โอกาสสูงมากที่ต่อมอมิกดาลาจะอาละวาด และการเปลี่ยนแปลงนิสัยก็จะล้มเหลวตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

ใจเย็นๆ ไปช้าๆ ถ้าเราหันหน้าถูกทางและเดินตามเป้าหมายทุกวัน ยังไงก็ต้องไปถึงแน่นอนครับผม

—–

ขอบคุณข้อมูลจากหน้งสือ One Small Step Can Change Your Life by Robert Maurer

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ชีวิตคือของขวัญ

20150830_Present
ชีวิตไม่เคยให้ความมั่นคงกับใคร เพราะความมั่นคงเป็นสิ่งน่าเบื่อ

ถ้ารู้ว่าในกล่องของขวัญมีอะไร สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ของขวัญ มันจะกลายเป็นแค่สิ่งหนึ่ง อาจเป็นสิ่งจำเป็น เป็นสิ่งมีค่า แต่มันจะไม่ใช่ของขวัญ ท่านได้ทำลายของขวัญด้วยความรู้ของท่านเอง และความอัศจรรย์ในชีวิตของท่านก็ถูกทำลายไปด้วย ชีวิตจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเลวๆ เช่นนี้กับท่านแน่ๆ มันโหดร้ายเกินไป แต่นี่คือสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจ มนุษย์พยายามอย่างยิ่งที่จะหาความมั่นคง แน่นอน และตายตัวให้ชีวิต

– ปราชญ์ปลาเป็น
หนังสือ วิถีปลาเป็น หน้า 80 ประพันธ์โดย พศิน อินทรวงค์

—–

ใครที่อายุซัก 30 ปีขึ้นไป น่าจะเคยได้ดูหนังเรื่อง Forrest Gump ที่ว่านำแสดงโดย ทอม แฮงค์

ฟอเรสท์เป็นเด็กไอคิวต่ำแต่มีจิตใจสูงส่ง โชคชะตาพาฟอเรสท์ให้ได้พบเจอกับคนอย่างจอห์นเลนนอนและประธานาธิบดีจอห์นเอฟเคนเนดี้ ได้ไปเป็นทหารสงครามเวียดนาม เป็นนักปิงปองทีมชาติ เป็นเจ้าพ่อฟาร์มกุ้ง เป็นคนสร้างกระแสออกวิ่งไปทั่วประเทศ ฯลฯ

หนึ่งในคำคมในหนังเรื่องนี้ที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดก็คือ:

Life was like a box of chocolates. You never know what you’re gonna get.- ชีวิตเหมือนกล่องช็อคโกแล็ต คุณไม่มีวันรู้เลยว่าคุณจะได้ชิมรสอะไรบ้าง

หากโลกนี้มีแต่ความมั่นคงและไม่ปรวนแปร เด็กไอคิวต่ำอย่างฟอเรสท์กั๊มคงไม่มีวันได้รับประสบการณ์ดีๆ มากมายเช่นนี้

—–

อาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า เขาจะมีแผนการสำหรับตัวเองทุกๆ 7 ปี

ว่าอีก 7 ปีเขาจะทำอะไร และอีก 14 / 21 / 28 ปีเขาจะอยู่จุดไหน

แต่ผมไม่แน่ใจว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน แผนการ 7 ปีมันยังใช้งานได้อยู่รึเปล่า

ในเดือนที่ผ่านมา ใครจะไปคิดว่าจะมีระเบิดครั้งใหญ่ใจกลางกรุงเทพ และหุ้นจะตกเป็นร้อยจุดภายในเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นเรื่องดีหรือไม่ดีในตัวมันเอง

มันจะเป็นเรื่องไม่ดีในสายตาของคนที่ไม่อาจยอมรับความจริงที่ไม่ถูกใจเรา (ซึ่งผมเองก็คงยังเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้)

แต่สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะอยู่กับความไม่แน่นอนได้อย่างเบิกบานและมีสติ

ไม่ว่าช็อคโกแล็ตที่หยิบเข้าปากจะรสขมหรือรสหวาน ก็ถือเป็น “ของขวัญชีวิต” สำหรับเขาทั้งนั้น

—–

ขอบคุณหนังสือ วิถีปลาเป็น ประพันธ์โดย พศิน อินทรวงค์ สำหนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไมพระถึงฉันเนื้อสัตว์ได้?

20150830_MonksEatMeat

ปี: 2001

สถานที่: เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์

“นิพพานคืออะไร” นาตาลี เอ่ยปากถาม

ผมแบมือให้นาตาลีดู “ถ้าความสุขคือมือที่หงาย”

จากนั้นก็พลิกมือกลับ “และความทุกข์มือที่คว่ำ”

“นิพพานก็คือไม่มีมือ”

ผมพูดจบด้วยความภูมิใจเล็กน้อยที่จำคำอธิบายเรื่องนิพพานจากที่ไหนซักแห่งมาเล่าให้เพื่อนฝรั่งตาน้ำข้าวชาวคริสตังฟัง

ช่วงนั้นผมได้ทุน IAESTE ไปฝึกงานที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้รู้จักกับนาตาลี พอผมบอกนาตาลีว่าอยากไปเที่ยวโลซาน นาตาลีก็บอกว่ามาพักบ้านพ่อแม่เธอก็ได้ (ตอนนั้นนาตาลียังอยู่กับพ่อกับแม่) บทสนทนาข้างต้นจึงเกิดขึ้นในค่ำวันแรกที่ผมไปนอนค้างบ้านเธอ

ผมอธิบายเธอต่อเรื่องศีล 5 แล้วนาตาลีก็ถามว่า

“ศีลข้อ 1 บอกว่าห้ามฆ่าสัตว์ แต่เธอก็ยังกินเนื้อสัตว์อย่างนี้มันไม่บาปเหรอ”

ถามอย่างนี้ไปไม่ถูกเลยแฮะ แต่ก็ตอบไปว่า

“เรากินก็จริง แต่เราไม่ใช่คนฆ่า ดังนั้นบาปจึงตกอยู่กับคนที่ฆ่าสัตว์ (butcher) ต่างหาก”

นาตาลีก็ท้วงว่า “อ้าว อย่างนี้มันไม่ดูหน้าไหว้หลังหลอกไปหน่อยเหรอ (hypocritical)”

ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ผมก็แอบเห็นด้วยอยู่นิดหน่อย แต่ก็จนปัญญาไม่รู้จะตอบเธอในเรื่องนี้อย่างไร สุดท้ายก็เลยต้องเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกันแทน

—–

ปี: ก่อนเริ่มพุทธศักราช

สถานที่: พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์

พระเทวทัตพร้อมด้วยพระโกกาลิกะ พระกฏโมรกติสสกะ พระขัณฑเทวีบุตร และพระสมุทททัตต์ เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ กราบทูลขอวัตถุ ๕ ประการ ดังนี้ (๑) ภิกษุควรอยู่ป่าตลอดชีวิต (๒) ภิกษุควรเที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต (๓) ภิกษุควรถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต (๔) ภิกษุควรอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต (๕) ภิกษุไม่ควรฉันปลาและเนื้อ

พระพุทธตรัสห้ามว่า

อย่าเลยเทวทัตต์ ภิกษุใดปรารถนาก็จงอยู่ป่า ภิกษุใดปรารถนาก็จงอยู่ บ้าน ภิกษุใดปรารถนาก็จงเที่ยวบิณฑบาต ภิกษุใดปรารถนาก็จงยินดีการ นิมนต์ ภิกษุใดปรารถนาก็จงถือผ้าบังสุกุล ภิกษุใดปรารถนาก็จงยินดีผ้า คฤหบดี เราอนุญาตรุกขมูล(การอยู่โคนไม้)ตลอด ๘ เดือน(นอกฤดูฝน) เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑)ไม่ได้เห็น (๒)ไม่ได้ยิน (๓)ไม่ได้รังเกียจ

กล่าวคือ พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามพระภิกษุไม่ให้ฉันเนื้อ ส่วนรายละเอียดและการอภิปรายอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความนี้ของวิทยาลัยศาสนศึกษาครับ

—–

ปี: 2011

สถานที่: นิด้า

ผมเรียนวิชาการแปล (Translation) กับอาจารย์พัชรี โภคาสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนหนังสือได้สนุกที่สุดคนหนึ่ง ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์การเรียนคณะภาษาและการสื่อสารที่นี่เลยทีเดียว

อาจารย์เล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งฝรั่งเคยมาถามอาจารย์ว่า “พระภิกษุ” นี่คือ “Beggar” ใช่มั้ย

ผมฟังแล้วจี๊ดเลย

แต่ถ้าไปเปิดคำแปลดูจริงๆ คำว่าภิกษุ นั้นแปลว่า “ผู้ขอ” จริงๆ

ภิกษุ เป็นคำภาษาสันสกฤต ส่วนภิกขุ เป็นคำภาษาบาลี เป็นนักบวชชายในพระพุทธศาสนา แปลตามคำศัพท์ว่า ผู้ขอ คือ สละโลก สละเคหสถาน และสละทรัพย์สมบัติ เพื่ออุทิศตนศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดำรงชีวิตอยู่ด้วยปัจจัยที่ผู้อื่นให้ คนจำนวนมากในสมัยพุทธกาลได้ออกบวชถือเพศบรรพชิต มิได้ประกอบอาชีพ อยู่ได้ด้วยปัจจัยที่ผู้เลื่อมใสนำมาให้ ก็ถือว่าเป็นผู้ขอเหมือนกัน แต่ไม่เรียกว่าภิกษุ เรียกว่า ดาบส บ้าง มุนี บ้าง ฤาษี บ้าง ส่วนไทยใช้คำเรียกนักบวชชายในพระพุทธศาสนา เช่น พระภิกษุ พระสงฆ์ พระภิกษุสงฆ์

อาจารย์พัชรีอธิบายให้ฝรั่งฟังว่า ภิกษุในศาสนาพุทธ มีความสัมพันธ์กับฆราวาสไม่ใช่ในฐานะขอทาน แต่ในฐานะ “เนื้อนาบุญ”

ผมได้ยินคำว่า “เนื้อนาบุญ” มาตั้งนาน แต่ไม่เคยนึกถึงความหมายของมันเลย (ท่อนสุดท้ายของบทสวดอิติปิโสฯ ที่ว่า  อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ นั้นแปลว่า “เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า”)

แต่พอฟังคำของอาจารย์พัชรี จึงเห็นภาพตามว่า พระภิกษุ ก็คือบุคคลที่ฆราวาสสามารถหว่านเมล็ดบุญด้วยการตักบาตรและถวายสังฆทาน และหากภิกษุนั้นปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมล็ดบุญที่ฆราวาสอย่างเราๆ หว่านก็จะออกรวงงดงาม

ภิกษุจึงต้องพึ่งพาฆราวาส (เพื่อมีอาหารยังชีพ) และฆราวาสก็ต้องพึ่งพาภิกษุ (เพื่อการทำบุญ) ดังนั้นการแปลคำว่าภิกษุว่า beggar จึงไม่ถูกต้องในบริบทของสังคมพุทธศาสนา

—–

ปี 2012

สถานที่: ที่บ้าน

ผมนั่งดูรายการอะไรซักอย่าง แล้วจำได้ว่าท่านว. วชิรเมธี มาตอบคำถามคล้ายกับที่นาตาลีเคยถามผมเมื่อปี 2001 ว่าทำไมพระถึงฉันเนื้อได้

ท่านว.อธิบายว่า เพราะพระต้องหาอาหารจากการบิณฑบาตร ดังนั้นจึงควรจะฉันอะไรก็ตามที่ฆราวาสถวายให้

นั่นคือ ในฐานะ “ผู้ขอ” ภิกษุไม่ควรจะเรื่องมาก ตราบใดที่เนื้อที่คนถวายให้ไม่ได้อยู่ในข้อห้ามทางวินัย (เช่นเนื้องู หรือเนื้อมนุษย์) ภิกษุก็ควรรับไว้ เพราะอาหารมีไว้เพื่อประทังชีวิต ไม่ใช่เพื่อความยินดีพอใจ

และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าเห็นว่าร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนกินแต่ผักตลอดชีวิตก็อยู่ได้ แต่บางคนกินแต่ผักจะไม่มีกำลัง จะต้องบริโภคเนื้อสัตว์ด้วย

—–

ปี 2015

สถานที่: เมืองซุก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

“จำนาตาลีที่อยู่เมืองโลซานได้รึเปล่า” ผมถามมิกิ

มิกิเป็นชื่อเล่นของไมเคิล เพื่อนชาวสวิสที่เคยได้ทุน IAESTE มาฝึกงานที่เมืองไทยเมื่อปี 2004 และตอนที่ผมไปสวิสเมื่อ 14 ปีที่แล้วก็ได้มิกินี่แหละเป็นพี่เลี้ยง พฤษภาคมปีนี้ที่ผมพาแฟนไปเที่ยวยุโรปก็เลยได้ไปพักที่บ้านเขา

ใช้เวลาคิดซักพัก มิกิก็นึกนามสกุลของนาตาลีออก

“เหมือนนาตาลีจะไม่ค่อยเล่นเฟซบุ๊คนะ เพราะเราเองก็ไม่ได้คุยกับนาตาลีนานมากแล้ว” มิกิบอก

ผมเอาชื่อและนามสกุลของนาตาลีไปหาในเฟซบุ๊คก็เจอจริงๆ เลยส่งเมสเสจไปหาเขา

ผ่านไปสามเดือนกว่าแล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบจากนาตาลี สงสัยไม่ค่อยเล่นเฟซบุ๊คจริงๆ นั่นแหละ

ไว้พรุ่งนี้ลองทักไปอีกทีดีกว่า

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ เว็บธรรมจักร

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานลิง 5 ตัว

20150828_TalesOfFiveMonkeys

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันอีกซักเรื่องนะครับ

นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองโดยเอาลิงห้าตัวมาอยู่ในห้องเดียวกัน

ในห้องมีสเปรย์ฉีดน้ำอยู่โดยรอบ กลางห้องมีกล้วยหนึ่งหวีแขวนไว้กับเพดาน และใต้กล้วยหวีนั้นก็มีบันได (ladder) วางอยู่

เมื่อลิงตัวหนึ่งปีนขึ้นบันไดเพื่อจะเอื้อมหยิบกล้วย นักวิทยาศาสตร์ก็ “ทำโทษ” ด้วยการฉีดน้ำเย็นใส่ลิงทั้งสี่ตัวที่เหลือจนน้องลิงเหน็บหนาวกันถ้วนหน้า

ทุกครั้งที่มีลิงตัวใดเริ่มจะปีนบันได การทำโทษด้วยการฉีดน้ำเย็นจะตามมาเสมอ

เพียงไม่นาน ก็ไม่มีลิงตัวไหนคิดจะขึ้นไปหยิบกล้วยอีก

จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็เอาสเปรย์ฉีดน้ำเย็นออกไป เอาลิงหนึ่งตัวออกจากห้อง และใส่ลิงตัวใหม่เข้ามาแทน

พอลิงตัวใหม่เข้ามาเห็นกล้วยก็เลยคิดจะปีนบ้าง แต่เพียงแค่มันแตะบันไดขั้นแรก ลิงอีกสี่ตัวที่เหลือก็เฮโลเข้ามาลากมันออกจากบันได และทุบตีลิงหน้าใหม่จนฟกช้ำดำเขียว

หลังจากโดนทุบไปสามสี่ครั้ง ลิงหน้าใหม่ก็เข้าใจแล้วว่าไม่ควรแตะต้องบันไดนี้

นักวิทยาศาสตร์เอาลิงตัวเก่าออกไปอีกหนึ่งตัว และใส่ลิงหน้าใหม่ตัวที่สองเข้าไป

เมื่อลิงหน้าใหม่ตัวที่สองเริ่มปีนบันได ก็โดนลากมาทุบเช่นเคย แถมลิงหน้าใหม่ตัวแรกก็เข้าร่วมสหบาทาด้วย!

จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ใส่ลิงตัวที่สาม…ตัวที่สี่…และตัวที่ห้าลงไป และวงจรแห่งการ “ลากมาทุบ” ก็เกิดขึ้นทุกครั้ง

สุดท้าย ลิงชุดเก่าถูกนำออกจากห้องไปจนหมด เหลือเพียงลิงหน้าใหม่ 5 ตัวที่ไม่เคยถูกทำโทษด้วยการฉีดน้ำเย็นเลย แถมสเปรย์น้ำเย็นก็ถูกออกเอาไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลิงตัวใดกล้าจะปีนบันไดขึ้นไปเก็บกล้วยอยู่ดี

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…?

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Psychology Today

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไมถึงอยากมีลูก

20150827_WhyHaveABaby

“ขอ request โพส เรื่องมีลูกครับ ประมาณว่าตัดสินใจเมื่อไร เริ่มคิดเมื่อไร อะไรคือแรงสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจว่ามีลูกครับ”

– อัม อัมรินทร์ 11 ก.ค. Facebook Message

—–

อัม (ไม่ใช่อ่ำ) หรือชื่อจริงว่าอัมรินทร์ คือน้องที่เคยทำงานอยู่ที่รอยเตอร์ด้วยกัน

และที่สำคัญกว่านั้นเราเล่นดนตรีด้วยกันในวง Reuters Music Group (สมัยนั้นบริษัทยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Thomson Reuters)

ตอนที่มาสมัครเข้าวงดนตรีใหม่ๆ อัมบอกว่า “เล่นอะไรก็ได้” เราก็เลยจับอัมเล่นคีย์บอร์ดเลยเพราะตอนนั้นในวงขาดมือคีย์บอร์ด

แต่เราก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วอัมเล่นกลองกับกีต้าร์เก่งมากเช่นกัน ช่วงนั้นถ้าเพลงไหนยากๆ เราก็มักจะโยนให้อัมกับปั๊ม (คู่ซี้ของอัม) ให้เอาไปจัดการ

เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว อัมก็แต่งงานกับเดียร์ และลาออกจากรอยเตอร์เพื่อไปเรียนต่อที่อเมริกา โดยเดียร์ไปต่อหมอเฉพาะทาง ส่วนอัมก็ไปทำงาน เรียนปริญญาโทและปริญญาเอกสาย Computer Science

อ้อ อัมมีบล็อกเกี่ยวกับการไปฝึกงานที่ Google ด้วย เชิญเข้าไปอ่านได้ที่เพจ อิต อิ๊ส อะ แวรี่ กู๊ด  ครับ

—–

ตอนนี้อัมกับเดียร์ยังไม่มีลูก อัมก็เลยมาถามผมว่าทำไมผมถึงคิดมีลูก

ขอตอบคำถามของอัมตรงๆ ก่อน

เริ่มคิดเมื่อไร
น่าจะตั้งแต่วัยรุ่นแล้วนะครับ คิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าโตขึ้นแล้วอยากมีลูก

ตัดสินใจเมื่อไร
ตัดสินใจเมื่อตอนคุยกับภรรยาแล้วว่าเขาก็อยากมีลูกเหมือนกัน

อะไรคือแรงสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจว่ามีลูก
ถ้าเอาจริงๆ ก็คือผมกับภรรยาก็อายุค่อนข้างเยอะแล้ว พอจบงานแต่งงานก็ปล่อยตามธรรมชาติเลย โดยคิดกันง่ายๆ ว่าถ้าเขาจะมาเขาก็คงมา ถ้าเขาไม่มาก็ไม่เป็นไร

—–

คราวนี้ขอตอบโดยรวมบ้างว่า “ทำไมถึงอยากมีลูก” เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยถามตัวเองแบบจริงจังเหมือนกัน

พอลองมานั่งคิดดู จึงได้คำตอบคร่าวๆ ว่าผมอยากมีลูกไปเพื่ออะไร

มีลูกเพื่อทำหน้าที่
ในเชิงชีววิทยา สิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดมีสัญชาติญาณอย่างหนึ่งที่เหมือนๆ กันคือการสืบพันธุ์เพื่อดำรงค์ไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

เป็นไปได้ว่า การเพิ่มจำนวนมนุษย์ในโลกนี้อาจจะยิ่งทำให้โลกเสื่อมโทรมลงกว่าที่เป็นอยู่ แต่ผมว่า “จำนวน” ของมนุษย์อาจจะไม่ใช่สาเหตุที่มีน้ำหนักเท่ากับ “คุณภาพ” และ “คุณธรรม”

มีลูกเพื่อสร้างคน
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบความท้าทาย จึงชอบลองงานใหม่ๆ ได้ทำอะไรที่มันยากๆ และน่ากลัวนิดๆ

และในบรรดาโปรเจ็คอันน่าท้าทายทั้งหลาย ผมว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีคุณธรรมและมีคุณภาพนี่เป็นอะไรที่โคตรจะท้าทายเลย

เป็นโปรเจ็คที่ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่ได้เงินซักบาท และใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี กว่าสิ่งที่เราลงแรงไปจะผลิดอกออกผล (ออกผลในแง่ที่เขามีความคิดอ่านเป็นตัวของตัวเองและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมแบบจับต้องได้)

มีลูกเพื่อรับประสบการณ์
ถ้าพระเจ้าคือ “ผู้สร้าง”
การได้เป็นพ่อ-แม่คน ก็คือการสวมบทบาทของพระเจ้าดีๆ นี่เอง เพราะพ่อและแม่คือผู้ให้กำเนิดและคอยดูแลปกป้องลูกราวกับพระเจ้าให้กำเนิดและคอยดูแลมนุษย์

ครูบาอาจารย์สอนเราว่า พ่อแม่คือพระอรหันต์ในบ้าน คนธรรมดาสุกๆ ดิบๆ คนหนึ่งอาจจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีความรัก ความเสียสละ และความเมตตาอย่างยิ่งได้เมื่ออยู่กับหน่อเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

และเคยรู้สึกมั้ยครับว่า พ่อแม่ของเราต้องเป็น “ซูเปอร์แมน-วันเดอร์วูแมน” แน่ๆ เพราะเขาตื่นเช้ากว่าเรา นอนดึกกว่าเรา ทำงานหนักกว่าเรา แบกภาระมากกว่าเรา จนเรานึกไม่ออกเลยว่า ถ้าเราเป็นเขาเราจะอดทนขนาดนั้นได้อย่างไร

การได้เป็นพ่อเป็นแม่คือโอกาสที่เราจะได้สัมผัสประสบการณ์การเป็นพระเจ้า พระอรหันต์ และซูเปอร์แมนครับ

มีลูกเพื่อสร้างครอบครัว
บ้านทั้งหลัง ถ้าอยู่กันแค่สองคน ก็อาจจะเงียบไปนิดรึเปล่า

แต่งงานโดยไม่มีลูก มันก็ดีที่ไม่ต้องคอยรับผิดชอบชีวิตใครก็จริง แต่ถ้าในบ้านมีแต่ผู้ใหญ่ที่ความคิดความอ่านเท่าๆ กันหมด ในบ้านก็อาจขาดความหลากหลาย

และชีวิตที่ไม่มีความหลากหลาย ก็อาจจะขาดสีสันและน่าเบื่อ

การมีมนุษย์ตัวเล็กๆ ซักคนสองคนวิ่งไปวิ่งมา น่าจะสร้างมิติบางอย่างที่ชายหนุ่ม-หญิงสาวไม่อาจสร้างได้เพียงลำพัง

ที่สำคัญ มนุษย์ตัวเล็กๆ เหล่านี้อาจจะช่วยให้เราระลึกถึงบางสิ่งหรือบางอารมณ์ที่เราหลงลืมไปนานแล้วก็ได้

มีลูกเพื่อตอบแทนบุญคุณ (Pay it forward)

ทั้งบุญคุณพ่อแม่ และบุญคุณแผ่นดิน

ครึ่งชีวิตที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าผมโชคดีเหลือกเกินที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ มีพ่อแม่ที่เข้าใจและให้อิสระ มีน้องชายที่คอยช่วยเหลือทุกอย่าง

และรู้สึกโชคดีมากที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ประเทศที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็น่ารัก ที่ให้โอกาสผมได้กินอะไรอร่อยๆ ได้เจอเพื่อนดีๆ ได้งานดีๆ ทำ ได้เล่นดนตรีและเตะบอล

ถ้าเราไม่มีลูกเลย ผมอาจจะรู้สึกผิดว่าเรารับมาอย่างเดียว แต่ไม่ได้ให้กลับคืนสู่สังคมเท่าที่ควร

มีลูกเพื่อให้โอกาสคน
เหตุผลข้อนี้เป็นเรื่องความเชื่อ

พระท่านบอกว่า การเกิดแก่เจ็บตายเป็นทุกข์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พระท่านก็บอกอีกว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์ถือเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล (ดีกว่าไปเกิดในภพภูมิอื่นๆ) ยิ่งได้เป็นมนุษย์ที่ได้เกิดในยุคที่ธรรมะและหนทางดับทุกข์ยังคงอยู่ ต้องเรียกว่า “แจ๊คพ็อต” เอามากๆ

ดังนั้น การที่เราให้โอกาสให้เด็กคนหนึ่งมาเกิดกับเรา และเราได้สอนให้เด็กคนนี้รู้จักธรรมะก็เท่ากับเป็นการให้โอกาสที่เขาได้มาเรียนรู้วิธีการออกจากสังสารวัฏ

จะมีของขวัญใดที่มีค่ามากไปกว่านี้

—–

ป.ล. คำตอบเหล่านี้เป็นการคิดเอาเองล้วนๆ เพราะต้องรออีกสองเดือนถึงจะได้เป็นพ่อคนจริงๆ

ถึงตอนนั้น ความคิดหลายๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้นะครับ!

ป.ล.2 นี่เป็นโพสต์แรกที่ตอบคำถามจากทางบ้าน ชักเริ่มติดใจ เลยขอประชาสัมพันธ์ว่า ใครอยากจะให้ผมเขียนเรื่องอะไร หรืออยากถามมุมมองในเรื่องไหน ก็ทักมาได้ทาง Message ของเพจ Anontawong’s Musings นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทื่อๆ บ้างก็ได้

20150826_Inspiration

[ถาม]: ยุคนี้เขาฮิตการไปพูดสร้างแรงบันดาลใจ ทำไมเราไม่ค่อยเห็นคุณไปพูดไปบรรยายเรื่องพวกนี้บ้างเลย

[ตอบ]: เออ ชอบคำถามนี้นะ เพราะคิดเหมือนกันว่าประเทศนี้แรงบันดาลใจมันเยอะเกินไปแล้วว่ะ สังคมไทยตอนนี้มันเต็มไปด้วยคำคมกับแรงบันดาลใจ ซึ่งของที่มันเยอะเกินไปมากๆ มันก็เป็นขยะได้ไง ซึ่งสิ่งที่เราต้องการก็คือ อยากให้คนลุกขึ้นมาทำอย่างที่ตัวเองคิด ไม่ใช่นั่งหาแรงบันดาลใจกันอยู่นั่นแหละ…

ทั้งที่ประเทศเรามีแรงบันดาลใจเยอะมาก…แต่ก็ไม่เห็นผลงานที่มันปี๊ดออกมาเลย สองปีมานี้รู้สึกตลกไหมที่เราไม่มีเพลงใหม่ๆ จะฟังกัน มันไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราจะรู้ว่าเดี๋ยวเดือนหน้าเราก็จะได้ฟังอัลบั้มใหม่ๆ มันยังมีความสร้างสรรค์อะไรบ้าง มีความเคลื่อนไหวดีๆ ให้เห็น มันไม่มีเลย มันเหี่ยวเฉามากเลย…

แล้วไหนจะคำคมอีก มันเยอะมากจนรู้สึกว่าตอนนี้มีใครไม่คมบ้างวะ…แทนที่จะเอาเวลาไปคิดคำคมนั้น มึงก็เอาเวลาไปใช้ชีวิตของมึงนั่นแหละ ไปทำอะไรที่มันทื่อๆ บ้างก็ได้…เหมือนเป็นกองหน้าทีมฟุตบอลก็ต้องก้มหน้าก้มตายิงไปก่อนเลย ยังไม่ต้องไซด์โค้งเหมือนเบ็กแฮมหรอก ยิงไปเถอะ ไม่ต้องง้าง กูว่าประเทศกูง้างมาพอละ

– อุดม แต้พานิช
a day ฺBULLETIN issue 363, 6-12 July 2015

—–

ผมเป็นคนที่ชอบคำคมเป็นชีวิตจิตใจ

จำได้ว่าตั้งแต่สมัยวัยรุ่น พออ่านเจอคำคมอะไรก็จะจดเก็บไว้หรือเขียนเป็นตัวใหญ่ๆ แปะตามฝาผนังในห้องนอน

ในบล็อก Anontawong’s Musings หลายต่อหลายครั้งผมก็เอาคำคมดังๆ มาเป็นจุดเริ่มต้นในการเขียนบทความ

ถึงจะโปรดปรานคำคมมากแค่ไหน แต่ผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่พี่โน้ส อุดม แต้พานิชให้สัมภาษณ์ไว้ใน a day bulletin นะครับ ว่าตอนนี้เราชักจะมีคำคมและแรงบ้นดาลใจกันเยอะไปหน่อยแล้วรึเปล่า

(เมื่อไม่กี่เดือนก่อน พี่โน๊สออกมาจิกกัดเรื่องชีวิต Slow Life จนกลายเป็นประเด็นฮอตในสังคมออนไลน์ ผมก็หวังว่าการที่ผมเอาเรื่องที่พี่โน๊สจิกกัดเรื่องคำคมและแรงบันดาลใจขึ้นมาเขียนในบล็อกนี้จะไม่ทำให้พี่โน๊สโดนก้อนอิฐนะครับ)

ผมคิดว่าประเด็นที่พี่โน๊สอยากบอก คือคุณควรจะลงมือทำ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความคิดเจ๋งมากๆ ก็ได้

เพราะถ้ามัวแต่รอจังหวะนั้น พวกเราก็คงต้อง “ง้าง” ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด

เราทุกคนมีไอเดียดีๆ ที่พร้อมจะปล่อยออกมาอยู่แล้ว แต่เราอาจกังวลว่าสิ่งที่เราคิดยังไม่ดีพอ ไม่คมพอ ไม่เท่พอ สุดท้ายก็เลยเก็บมันเอาไว้คนเดียว หรือทำอย่างมากก็แค่แชร์ความคิดลงในเฟซบุ๊คให้มีคนกดไลค์นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ปล่อยให้มันหายไปกับกาลเวลา

ผมนึกถึง “คำคม” ของโทมัส เอดิสัน ผู้คิดค้นหลอดไฟให้คนได้ใช้กันทั้งโลกว่า

“Genius is one percent inspiration and 99 percent perspiration”

อัจฉริยภาพ เกิดจากแรงบันดาลใจ 1 เปอร์เซ็นต์ และหยาดเหงื่อแรงกาย 99 เปอร์เซ็นต์

และอีก “คำคม” หนึ่งจากจิตกรและช่างภาพอย่าง Chuck Close

“Inspiration is for amateurs — the rest of us just show up and get to work”

แรงบันดาลใจมีไว้สำหรับมือสมัครเล่นเท่านั้น ส่วน(มืออาชีพอย่าง)พวกเราก็แค่ก้มหน้าก้มตาทำงานไป

คำคมและแรงบันดาลใจต่างๆ ถ้าแค่อ่านแล้วกดไลค์ ก็แทบไม่มีคุณค่าอันใด

ผลงานที่เราสร้างสรรค์และจับต้องได้ต่างหากที่มีความหมาย

ต่อให้มันเป็นงานที่ดูทื่อๆ ไม่มีความเท่ และไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็อาจสร้างประโยชน์ได้มากกว่าโวหารอันว่างเปล่านะครับ

—–

พบหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำได้ที่ร้านซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬา bit.ly/tgimannounce

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

ขอบคุณคำสัมภาษณ์พี่โน๊ส อุดมจาก a day BULLETIN issue 363, 6-12 July 2015

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

 

ฮิตเลอร์และคานธีในตัวเรา

20150825_HitlerGandhi

เมื่อวันที่ 2 มกราคม ผมเขียนบล็อกแรกของปีนี้ในชื่อตอน “เกิดใหม่” ซึ่งเอามาจากหนังสือชื่อเดียวกันที่ผมพิมพ์แจกเป็นของชำร่วยในงานแต่งงาน

เนื้อหาของเรื่องเกิดใหม่ ก็คือทุกๆ หนึ่งปีอะตอม 98% ในร่างกายของเราจะถูกเปลี่ยนถ่ายไปเกือบหมด

นั่นเพราะว่าแค่เราหายใจเข้าเพียงครั้งเดียว เราก็ได้นำอะตอมจำนวน 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และการหายใจออกก็นำอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของเราออกสู่โลกภายนอกเช่นเดียวกัน

การดื่มน้ำ ทานข้าว เสียเหงื่อ และขับถ่าย ก็เป็นช่องทางในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมเช่นกัน

—–

นานมาแล้วผมได้ฟังการบรรยายของดีพัค โชปร้า (Deepak Chopra) ผู้เขียนหนังสือ The Seven Spiritual Laws of Success (7 กฎด้านจิตวิญญาณเพื่อความสำเร็จ) ที่กล่าวถึงคอนเซ็ปต์ “เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” ในแง่มุมที่น่าสนใจ

แง่มุมนั้นก็คือ อะตอมที่อยู่ในตัวเราตอนนี้นั้น เคยอยู่ในตัวคนอื่นมาแล้วทั้งสิ้น

ถ้าให้มองอย่างง่ายที่สุด เวลาเรายืนคุยกับเพื่อน เราย่อมหายใจเอาอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายเพื่อนเข้ามาในปอดของเราไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

และโมเลกุลน้ำที่เราดื่มกิน ก็คงผ่านการเดินทางมาไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนกิโล ผ่านพืช สัตว์ และคนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าจะบอกว่า อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของดาราหรือบุคคลที่เราชื่นชอบ บัดนี้ก็ได้มาอยู่ในร่างกายเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเบิร์ด ธงไชย ตูน บอดี้แสลม โอปอล์ ปาณิสรา อีเจี๊ยบเลียบด่วน ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือทักษิณ ชินวัตร

รวมถึงคนที่อยู่ต่างประเทศอย่าง เมสซี่ ทอมครูซ เทย์เลอร์สวิฟท์ หรือ โอปร้า

ยิ่งถ้ามองให้ไกลออกไปอีก อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ก็มาอยู่ในร่างกายของเราแล้วเช่นกัน

ถ้าผมจำไม่ผิด ดีพัค โชปร้าบอกว่า ณ วินาทีนี้ เรามีอะตอมอย่างน้อยหนึ่งพันล้านอะตอม (1,000,000,000) ที่เคยอยู่ในร่างกายของพระพุทธองค์

และอย่างน้อยอีกหนึ่งพันล้านอะตอมที่เคยไหลผ่านพระเยซู

คานธี ฮิตเลอร์ ไอน์สไตน์ มาริลินมอนโร และแม่ชีเทเรซา – อะตอมของบุคคลสำคัญเหล่านี้ก็อยู่ในร่างกายของเราเช่นกัน

ผมพยายามหาการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ที่จะมายืนยันคำพูดของดีพัค โชปร้า ซึ่งที่เจอก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ตัวอย่างที่เห็นด้วย: Newsvine, Quora
ตัวอย่างที่ไม่เห็นด้วยหรือบอกว่าโอกาสเกิดต่ำมากๆ: Gawker, Marquette
—–

ถามว่ามีอะตอมของฮิตเลอร์อยู่ในร่างกายเราแล้วไง?

ผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันเจ๋งดี

การที่อะตอมของเราเปลี่ยนใหม่ทุกๆ ปี และอะตอมเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลที่ประเสริฐที่สุดและร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์  อาจหมายความว่า เราจะเป็นคนดีแค่ไหนก็ได้ ชั่วแค่ไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกทางไหน

สำหรับผม แค่คิดว่าเรามีส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเรา ก็ไม่อยากจะทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรแล้วครับ
—–
ขอบคุณภาพฮิตเลอร์และคานธีจาก Wikimedia

ขอบคุณข้อมูลจาก Newsvine, Gawker, QuoraMarquette

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

5 ความคิดจากหนังเรื่อง Inside Out

20150825_InsideOut

ผมกับแฟนไม่ได้ดูหนังมาเป็นเดือนแล้ว และก็ไม่รู้สึกอยากดูเรื่องอะไรด้วย

จนกระทั่งแฟนมาบอกผมว่าบอย โกสิยพงษ์เขียนไว้ในเฟซบุ๊คว่า Inside Out เป็นหนังครอบครัวที่ดีที่สุดที่เขาเคยดูมา

เมื่อวานมีจังหวะว่างช่วงบ่ายๆ ก็เลยไปดูกันที่พาราไดซ์พาร์คซะเลย

ผมชอบมาดูหนังที่นี่เพราะคนไม่พลุกพล่าน ถ้าเข้าแถวซื้อตั๋วก็ไม่เคยต้องรอนานเกิน 5 นาที สมัยก่อนตอนที่ยังเป็นเสรีเซ็นเตอร์แทบไม่มีคิวเลยจนผมกลัวว่ามันจะเจ๊งด้วยซ้ำ

หนังเรื่องนี้พูดถึงตัวละครเล็กๆ ซึ่งเป็นอารมณ์ในหัวของเด็กสาวที่ชื่อ “ไรลี่ย์”

อารมณ์ต่างๆ มีชื่อว่า

Joy – ลั้นลา
Sadness – เศร้าซึม
Anger – ฉุนเฉียว
Fear – กลั๊วกลัว
Disgust – หยะแหยง

อารมณ์ทั้งห้าตัวนี้อยู่ในห้องปฏิบัติการ โดยส่วนใหญ่ “ลั้นลา” จะเป็นผู้คุมบังเหียนตรงแท่นบัญชาการอารมณ์ของไรลี่ย์มากที่สุด แต่ก็มีหลายหนที่อารมณ์อื่นๆ ขึ้นมาเป็นใหญ่ แล้วแต่ว่าจะเจอกับสถานการณ์ไหน

เรื่องเนื้อหาผมคงไม่ลงลึกไปกว่านี้ เพราะมีคนเขียนให้อ่านไว้มากมายแล้วในพันทิพ

เพียงอยากจะแค่เล่าให้ฟังว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงอะไรบ้าง

1. หนังเรื่อง Inception
เพราะทั้งสองเรื่องก็มีการพูดถึงความฝันและจิตใต้สำนึก และหนังทั้งสองเรื่องนี้ดูแล้วเกิดความรู้สึกว่า “เฮ้ย คิดได้ไงอ่ะ” ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเรื่องหรือฉากบางฉากที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน

2. ลูกสาว
อีกประมาณสองเดือน ผมก็จะมีลูกสาวคนแรก

แฟนบอกกับผมเมื่อเช้านี้ว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเลยว่าพ่อแม่มีความสำคัญมากแค่ไหน ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะเด็กที่ยังเปราะบางย่อมต้องการใครซักคนที่เขาสามารถ “เชื่อมั่นได้อย่างหมดใจ” ซึ่งถ้าพ่อแม่ไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ เด็กก็คงเคว้งคว้างน่าดู และคงโดนความคิดในหัวมะรุมมะตุ้มจนไปไหนไม่เป็น

3. การเกิด-ดับ ของจิต
ครูบาอาจารย์สอนว่า จิตทุกดวงเกิด-ดับเป็นขณะๆ ไป เช่นจิตที่เกิดตอนเราเห็นภาพก็เป็นจิตดวงหนึ่ง จิตที่เกิดตอนที่เราได้ยินก็เป็นจิตอีกดวงหนึ่ง ก็คงคล้ายๆ กับการที่ Joy / Sadness / Anger / Fear / Disgust “ผลัด” กันขึ้นมาควบคุมจิต เวลาจิตที่มีความสุขเกิด ก็คือตอนที่ Joy ขึ้นมายืนสั่งการตรงแผงควบคุมนั่นเอง

4. อารมณ์ต่างๆ “ไม่ใช่ตัวเรา”
เพราะถึงแม้ “ลั้นลา” จะอยู่ในตัวไรลี่ย์ แต่ลั้นลา ไม่ใช่ไรลี่ย

เวลาเรามีความสุขเราจะพูดว่า I am happy เวลาเราโกรธเราจะบอกว่า I am angry แต่จริงๆ แล้ว I กับ Happiness ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และ I กับ Anger ก็เป็นคนละตัวกัน ดังนั้น คำกิริยา “am” ที่แปลว่า “เป็น อยู่ คือ” อาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงเท่าไหร่ คำกิริยาที่เหมาะสมกว่าน่าจะเป็น have เช่น I have anger มากกว่า หรือถ้าจะให้ถูกยิ่งกว่านั้น ต้องบอกว่า anger is arising within me – ความโกรธกำลังก่อตัวขึ้นในตัวเรา

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่โกรธ แทนที่จะเครียดหรือทุรนทุรายเพราะคิดว่า “เราเป็นความโกรธ” ก็ควรจะนึกภาพว่า “ฉุนเฉียว” ตัวสีแดงในหนังเรื่องนี้เข้ามายืนตรงแผงควบคุมแค่ “ชั่วคราว” พอมันหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้วมันก็เปิดทางให้อารมณ์อื่นเข้ามาแทน

5. จงเป็นกลางกับทุกอารมณ์
ดูหนังช่วงแรกผมจะรู้สึกเลยว่า “เศร้าซึม” นี่ม้นตัวปัญหาชัดๆ คนเค้ากำลังมีความสุขอยู่ดีๆ แต่เศร้าซึมเข้ามาทำให้เรื่องราวป่วนไปหมด แต่ยิ่งหนังดำเนินไป เราก็จะยิ่งเห็นความสำคัญของเศร้าซึมความมากขึ้นเรื่อยๆ และหนังเรื่องนี้จะจบแบบ Happy Ending ไม่ได้เลยถ้าลั้นลาไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเศร้าซึม

ดังนั้นเราจึงไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชังกับอารมณ์ใด เพราะทุกตัวมีหน้าที่ของมันและหากขาดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งไป ชีวิตก็คงขาดรสชาติ

—–

โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังการ์ตูนที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยจริงๆ ครับ และดีวีดีออกมาผมคงซื้อมาเก็บไว้ค่อนข้างแน่ (ถ้ามัน spark joy หรือทำให้ลันล้าน่ะนะ)

—–

* มารู้จากการอ่านใน Pantip วันนี้ว่าพากษ์ไทยก็ทำออกมาได้เจ๋งมากๆ เช่นกัน http://pantip.com/topic/34044704

ขอบคุณภาพจาก Flickr 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ได้ออกทีวีเพราะ KonMari

20150823_TVKonMari

เมื่อวานนี้ผมไปออกรายการทีวีมาครับ!

ชื่อรายการ Home Room ช่อง TPBS ออกอากาศตอน 18.30 – 19.30 ทุกเย็นวันเสาร์ครับ

เรื่องของเรื่องคือเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม คุณวรรณซึ่งเป็นทีมงานรายการโฮมรูมทักมาทาง Inbox ของเพจ Anontawong’s Musings อยากจะเชิญมาออกรายการเพื่อพูดคุยเรื่องวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari

บล็อกเรื่อง KonMari ที่ผมเขียนเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเป็นบทความที่ผมใช้พลังในการเขียนเยอะที่สุดตอนหนึ่ง (พอๆ กับเรื่องแต่งงานและเรื่องลดน้ำหนัก) และเป็นตอนที่มีคนแชร์ต่อถึง 32,000 ครั้ง จำนวนแชร์เป็นรองแค่เรื่องความเคารพของคุณโอปอล์ที่มีคนแชร์เจ็ดหมื่นครั้ง

พอเขาติดต่อมาอยากจะให้ไปคุยเรื่องนี้ผมเลยตอบตกลงทันที เพราะผมเชื่อจริงๆ ว่ามันเป็นแนวคิดที่จะมีประโยชน์มากๆ

จากนั้นคุณวรรณก็โทร.มาคุยกับผม ไอเดียแรกคือเขาอยากจะมาถ่ายที่บ้านด้วย แต่ผมออกตัวว่าไม่สะดวกเพราะหนึ่ง กำลังจะย้ายบ้าน ดังนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านจึงรกผิดปกติ (เนื่องจากขนชั้นและอะไรต่อมิอะไรไปบริจาคเกือบหมดแล้ว) และสองคือไม่มีคนที่จะมาคอยเปิดบ้านให้ทีมงานเข้ามาถ่าย

สุดท้ายจึงสรุปกันว่าจะหาตู้เสื้อผ้า กล่อง และเสื้อผ้ามาพับให้ดูกันสดๆ ในสตูดิโอเลย

—–

พอถึงวันเสาร์ (เมื่อวานนี้) ผม แม่ ภรรยา และพี่เขย ก็เดินทางไปยังสถานี Thai PBS ซึ่งอยู่ติดกับสโมรสรตำรวจบนถนนวิภาวดี-รังสิต

ไปถึงตอน 17.15 คุณวรรณก็เดินออกมารับและพาไปห้องรับแขก จากนั้นก็บรี๊ฟให้ฟังว่า รายการเริ่มตอนหกโมงครึ่ง แต่ช่วงของผมจะเป็นเบรคสอง ประมาณ 18.50 และบอกให้ผมฟังว่าพิธีกรจะถามคำถามประมาณไหน เช่น KonMari คืออะไร ถ้ามีเสื้อผ้ายังไม่ได้ใส่เลยจะทำยังไง สามารถใช้วิธีนี้ได้ทุกคนรึเปล่า ฯลฯ

พิธีกรสามท่านในวันนี้คือ พี่แอ๊ดไชยวัฒน์ อนุตระกูลชัย,  คุณโบว์ลิ่ง ปริศนา กัมพูสิริ และ คุณท๊อป ทศพล หมายสุข

ผมถามคุณวรรณว่าจะมีโอกาสได้ซักซ้อมคิวกับพิธีกรรึเปล่า คุณวรรณบอกว่าไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวไปคุยกันสดๆ ในรายการเลย (เพื่อความเป็นธรรมชาติสินะ!)

จากนั้นคุณวรรณก็ขอยืมหนังสือ The Life Changing Magic of Tidying และ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ที่ผมติดมาด้วย เพื่อจะเอาไปเตรียมไว้โชว์ในรายการ

—-

ระหว่างนั่งรอเวลา พี่แอ๊ดที่เพิ่งแต่งหน้าเสร็จเดินเข้ามาที่ห้อง ตอนแรกนึกว่าเขาจะเข้ามาทักผม แต่ดูเหมือนเขาจะมองหาใครซักคนมากกว่า พอไม่เจอก็เลยเดินกลับออกไป สงสัยเค้าอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำแฮะว่าผมเป็นแขกรับเชิญ (เพราะคงไม่เคยเห็นหน้า)

จากนั้นช่างก็มาตามไปแต่งหน้าทำผม ตอนแต่งหน้าใช้เวลาแค่ 5 นาทีคือประแป้ง เติมคิ้ว (ผมคิ้วขาด) และทาลิปสติกบางๆ ให้ แต่ตอนทำผมใช้เวลาสิบกว่านาที ดูช่างทำผมจะหนักใจพอสมควรเพราะจัดยังไงก็ไม่ยอมเข้าทรง ซึ่งเป็นเรื่องที่เพื่อนกับแฟนผมบ่นมานานแล้วว่าผมของผมจัดทรงยากมาก ดังนั้น ถ้าเห็นในรายการผมหัวยุ่ง ขอบอกว่าช่างทำดีที่สุดแล้วนะครับ!

แต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จเรียบร้อย เดินกลับมาที่ห้องรับรองก็เห็น “ผู้ติดตาม” ทั้งสามคนกำลังกิน cracker ที่ติดรถกันมาอย่างเอร็ดอร่อยเพื่อประทังหิว ผมเลยให้แฟนป้อนให้กินมั่ง แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ลิปสติกเลอะเทอะ (นึกนับถือผู้หญิงขึ้นมาเลย)

18.25 เจ้าหน้าที่มาตามให้เข้าไปในสตูดิโอ จุดที่ผมไปนั่งรออยู่ตรงหลังห้อง ห่างจากเวทีที่พิธีกรนั่งอยู่ประมาณ 15 เมตร อีกไม่กี่นาทีรายการจะเริ่ม พิธีกรนั่งอยู่ที่เก้าอี้กันครบแล้ว และทุกคนกำลังก้มดูมือถือกันอยู่! (ส่วนสคริปต์ถืออยู่อีกมือหนึ่ง) แสดงให้เห็นว่าชิลล์กันสุดๆ

แล้วพี่คนหนึ่งในห้องส่งก็ตะโกนบอกว่ากำลังจะตัดเข้ารายการแล้ว พิธีกรทุกคนเก็บมือถือ หันหน้าขึ้นมองกล้อง ดนตรีมา และยกมือไหว้ทักทายแขกเข้ารายการกันอย่างพร้อมเพรียง

พอรายการเริ่มขึ้นแล้วจริงๆ ผมก็ชักจะเริ่มตื่นเต้นแฮะ เลยต้องลุกเดินไปเดินมาเพื่อให้พลังงานมันผ่องถ่ายไปทางอื่นบ้าง

เมื่อพิธีกรพูดทักทายเสร็จแล้ว พี่แอ๊ดกับคุณโบว์ลิ่งก็เดินไปที่ฉากข้างๆ เพื่อคุยกับเชฟบุ๊ค บุญสมิทธิ์ที่มาสาธิตวิธีการทำแกงอ่อมบุก (ครับ ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกัน) ส่วนคุณท๊อปที่ยังไม่ต้องเข้าฉาก ก็เดินลงมาจากเวที พอเดินผ่านจุดที่ครอบครัวผมนั่งอยู่ คุณท๊อปก็ยกมือไหว้ทุกคนเลย

(ดาราอีกคนที่นอบน้อมมากคือคุณเป้ อารักษ์วงเสลอที่ชอบไปเล่นปีนเขาที่สปอร์ตคลับแห่งหนึ่งแถวทองหล่อ เจอพี่พนักงานทุกคนเข้าไหว้หมดเลย)

ทำอาหารกันอยู่ประมาณเกือบยี่สิบนาทีก็เป็นอันจบเบรคแรก อยากบอกว่ากลิ่นแกงอ่อมบุกหอมมาก ผมนั่งอยู่ห่างจากเวทีราว 20 เมตรยังได้กลิ่นจนอยากลองชิม

พอจะเข้าเบรคสอง เจ้าหน้าที่ก็ให้ผมไปยืนรอด้านข้างเพื่อที่จะเดินขึ้นเวทีตรงมุมเวที ผมยังคิดเล่นๆ เลยว่าถ้าเข้าฉากแล้วเกิดสะดุดบันไดล้มนี่คงฮาน่าดู

พอพิธีกรแนะนำชื่อผมเสร็จ ก็เดินขึ้นเวทีด้วยความระมัดระวัง เข้ามาถึงพี่แอ๊ดก็บอกให้แนะนำตัวเลยว่าทำอะไรอยู่ ผมก็บอกไปว่าตอนนี้ทำงานสื่อสารองค์กรที่ทอมสันรอยเตอร์ บริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์รายใหญ่เจ้าหนึ่งในเมืองไทยนะ เสร็จแล้วพี่แอ๊ดก็ถามต่อเลยว่า KonMari คืออะไร

(จริงๆ มาคิดได้ทีหลังว่าเขาน่าจะถามซักนิดว่าทำงานสื่อสารองค์กรแล้วมาพูดเรื่องการจัดบ้านได้ยังไง พอเค้าไม่ถามผมก็เลยอดโปรโมตบล็อกตัวเองเลย)

จากนั้นทุกๆ อย่างก็เป็นไปตามครรลอง

เรื่องหนึ่งที่ประทับใจพิธีกรคือความเป็นธรรมชาติของทั้งสามคน อย่างตอนที่ทีมงานผิดคิวเล็กน้อยเอาวีดีโอพับผ้าเร็วหนึ่งวินาทีขึ้นมาโชว์แทนที่จะเป็นการพับเสื้อแขนยาวแบบคอนมาริ คุณโบว์ลิ่งก็ดูแล้วทำตามได้เลย (เธอบอกด้วยว่าไม่เคยดูมาก่อน) หรือตอนพับถุงเท้า พี่แอ๊ดก็พับตามแล้ววางตั้งไว้บนโต๊ะให้ทีมงานได้ซูมกล้องให้ดูกันจะจะ ส่วนคุณท๊อปก็มีการช่วยสรุปประเด็นได้ตรงเป้า แสดงถึงความคิดความอ่านที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว

—–

มีคำถามหนึ่งที่พี่แอ๊ดถามแล้วผมรู้สึกว่าตอบได้ไม่ดี

คือเขาถามว่า การปฏิบัติกับของทุกชิ้นราวกับว่ามันมีชีวิตนี่มันช่วยสร้างความแตกต่างยังไง

ผมคิดว่าที่เขาถามอย่างนี้เพราะคุณผู้ชมหลายคนอาจจะมองว่าการจินตนาการว่าของทุกชิ้นนั้นมีชีวิตนั้น ถ้าพูดกันแบบไม่เกรงใจก็เหมือนเป็นเรื่องหลอกเด็ก

ซึ่งก็อาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้

เพราะในหนังสือก็ไม่ได้ตอบตรงๆ ว่าทำไมเราควรปฏิบัติราวกับของทุกชิ้นมีชีวิต

แต่ “สาร” หนึ่งที่ส่งออกมาจากหนังสือก็คือ ถ้าคุณคิดว่าสิ่งของเป็นสิ่งมีชีวิต คุณจะหาคำตอบได้ไม่ยากว่าคุณควรจะปฏิบัติกับข้าวของคุณยังไง

อย่างเสื้อผ้าที่เราคัดทิ้ง เราไม่ใช่แค่จับมันโยนลงถุงเฉยๆ แต่เราควรจะขอบคุณมันด้วยที่เคยดูแลกันมาก (ประเด็นนี้ผมเลยพูดไปเสียสนิท ทั้งๆ ที่มันสำคัญมากๆ)

หรืออย่างคุณมาริเอะบอกว่า เสื้อผ้าส่วนใหญ่ให้พับเก็บ แต่ถ้าตัวไหนดูน่าจะแฮปปี้กว่าถ้าโดนแขวน ก็จงแขวนมันซะ (อย่างพวกเสื้อโค้ทหรือเสื้อสูทเป็นต้น)

แถมคุณมาริเอะย้งบอกอีกว่า ที่เก็บของในบ้านมีมากเกินพอ ถ้าเราคัดของของเราเรียบร้อยแล้ว และลอง “ถาม” ข้าวของของเราดีๆ ว่ามันควรจะอยู่ตรงไหน เราจะรู้คำตอบเอง

สิ่งที่คุณมาริเอะอาจไม่ได้เขียนในหนังสือ แต่ผมคิดเอาเองก็คือ ถ้าคุณปฏิบัติต่อข้าวของซึ่งไม่มีชีวิตด้วยความเคารพ คุณก็จะปฏิบัติต่อคนอื่นๆ ด้วยความเคารพเช่นกัน และเมื่อเราใช้ชีวิตด้วยการให้เกียรติคน สัตว์ สิ่งของเป็นสรณะแล้ว เราก็ย่อมจะมีชีวิตที่เจริญยิ่งขึ้น

—–

อีกประเด็นหนึ่งที่คุณท๊อปหันมาคุยด้วยตอนจบรายการก็คือ ความยากของ KonMari อยู่ที่การเก็บนี่แหละ เพราะมันต้องใช้เวลาเยอะกว่าปกติ แถมคนกรุงเทพก็ไม่ค่อยมีเวลาว่าง ถึงบ้านแล้วก็อยากจะพัก ดังนั้นการจะใช้วิธีนี้ได้ คงต้องจัดเวลาว่างเพื่อมานั่งเก็บผ้ากันทุกสัปดาห์

พอดีคุณท๊อปคงไม่เคยอ่านบล็อก anontawong.com ไม่อย่างนั้นผมจะบอกให้เขาลองไปอ่านตอน จะรีบไปไหน

การที่เรารู้สึกว่าไม่มีเวลามานั่งจัดบ้านหรือพับผ้า ก็เพราะว่าเรามองว่ามันเป็น “งาน” (chore)

แต่ถ้าเรามองว่ามันเป็น “กิจกรรมผ่อนคลาย” หรือ “งานอดิเรก” ไม่ต่างจากการเล่น Facebook หรือเล่น LINE เราจะมีความรู้สึกต่อการพับผ้าที่เปลี่ยนไป

ผมว่าการนั่งพับผ้านี่คือวิธีง่ายๆ ที่จะมี Slow Life โดยไม่ต้องเปลืองตังค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรารู้ว่า การพับผ้าพวกนี้จะนำพาความสุขมาให้เราทุกครั้งที่จะหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาใช้

กาารพับผ้าจะกลายเป็นช่วงเวลาของการได้อยู่กับตัวเอง ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องจ้องจอแสงจ้าให้ปวดตา

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราสามารถมีความสุขแม้กระทั่งกับการพับผ้าได้ เราก็น่าจะมีความสุขกับเรื่องอื่นๆ ได้มากขึ้นเช่นกัน

——

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณคุณวรรณ และทีมงานรายการ Home Room ทุกๆ ท่านที่ให้โอกาสผมได้มาออกรายการนี้นะครับ

และต้องขอโทษจริงๆ ที่ผมยังพูดเร็วและ”พูดหวัด” อยู่มาก ทั้งๆ ที่ที่บ้านก็กำชับแล้วกำชับอีก

ทั้งนี้เพราะผมเป็นคนพูดเร็วอยู่แล้ว และชั่วโมงบินเรื่องการพูดคุยออกสื่อยังต่ำมาก

สงสัยทางเดียวที่จะแก้ได้คือต้องเชิญผมไปออกรายการทีวีบ่อยๆ แล้วล่ะครับ!


—–

ขอบคุณภาพจาก Youtube ช่อง Thai PBS รายการ Home Room

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความเคยชินทำให้คนตาบอด

20150822_Blind
ธรรมดาเวลาผมขับรถไปทำงาน ผมจะขึ้นทางด่วนตรงแยกคลองตันแล้วไปลงตรงพระราม 4

แต่เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เปิด Google Maps แล้วเห็นว่าถ้าขึ้นทางด่วนตรงมอเตอร์เวย์จะไปถึงเร็วกว่า ก็เลยลองดู

ปรากฎว่าคิดผิดถนัด รถเยอะตั้งแต่ริมมอเตอร์เวย์แล้ว แถมก่อนจะถึงด่านจ่ายเงินด่านแรก (25 บาท) รถก็ติดยาวเป็นกิโลเมตร ต้องค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไป

อีกประมาณ 100 เมตรก่อนถึงด่าน จึงถึงบางอ้อว่าทำไมรถติดขนาดนี้

ด่านนี้มีเลน Easy Pass อยู่ไม่ต่ำกว่า 4 เลน แต่แทบไม่มีใครใช้เลย ขณะที่เลนจ่ายเงินสดคิวยาวมาก และรถที่ทะลักออกมาจากคิวที่ยาวๆ นี่แหละที่ทำให้รถติดเป็นกิโล ทั้งๆ ที่ถ้ามีรถใช้ Easy Pass ซักครึ่งนึง ด่านนี้รถจะไม่ติดเลย*

ผมเองใช้ Easy Pass มาปีกว่าๆ แล้ว และรู้สึกว่ามันสะดวกมาก ไม่ต้องมาคอยเตรียมเงิน ไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะทอนผิด และที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องมาเข้าคิว

โอเคล่ะ การจะมี Easy Pass เราต้องจ่ายเป็นเงินก้อน แถมบางทีก็มีปัญหาเครื่องไม่อ่านบัตร แต่สำหรับผม คุณค่าที่ได้จากบัตร Easy Pass ก็ยังมีน้ำหนักกว่าการจ่ายค่าทางด่วนด้วยวิธีเดิมอยู่ดี

ผมเลยเดาว่า ที่คนไม่ยอมใช้ EasyPass เป็นเพราะ “ความเคยชิน” มากกว่าเหตุผลอื่นๆ

ยอมเจอปัญหาเดิมๆ (เข้าคิวนานๆ) มากกว่าจะลองระบบใหม่ๆ ที่อาจต้องเจอปัญหาที่ไม่คุ้นเคย

—–

ไปส่งแฟนถึงออฟฟิศ ผมก็อาสาไปซื้ออาหารเช้าที่โอปองแปงให้แฟนและตัวเอง จ่ายเงินเสร็จ ได้ของกินเรียบร้อยแล้ว พอเดินออกจากร้านจึงเพิ่งเหลือบไปป้ายโฆษณาว่า “ใช้บัตร Rabbit ลด 10%”

ผมเองก็ใช้บัตร Rabbit ขึ้นรถไฟฟ้าอยู่ประจำ แต่ไม่เคยคิดจะใช้บัตร Rabbit ซื้อของเลย

แล้วผมก็คิดได้ว่า เมื่อชั่วโมงที่แล้วยังนึกตำหนิ “คนอื่น” อยู่หยกๆ ว่าเป็นทาสของความเคยชินจนมองไม่เห็นประโยชน์ของ EasyPass

ตอนนี้รู้แล้วว่า ผมเองก็ไม่ต่างกัน ที่เคยชินกับการซื้อของด้วยเงินสด จนลืมอ่านป้ายโฆษณาตัวเป้งของ Rabbit

—–

ออกจากออฟฟิศแฟนมา ปั่นจักรยานปันปั่นมาจอดที่สถานีสาทรมาร์ทแล้ว ผมก็เดินลัดเข้าทางด้านหลังตึกสิริสาทร ตอนที่เดินไปถึงด้านหน้าตึกก็เผอิญเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งลงมอเตอร์ไซค์มาแล้วหยุดไหว้ตรงแท่นสีดำที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าสิริสาทร

ผมงงว่าเขาไหว้อะไร พอเดินไปใกล้ๆ จึงเห็นว่าแท่นนี้มีตุ๊กตาคนใส่ชุดไทยร่ายรำและตุ๊กตาสัตว์บริวารอื่นๆ อีกร่วมร้อย เดาเอาว่าอารมณ์คงคล้ายๆ ศาลตายาย

ในหนึ่งปีที่ใช้เส้นทางนี้ ผมเดินผ่านแท่นสีดำนี้ไม่ต่ำกว่า 300 ครั้ง แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะรู้ว่ามันเป็นศาลที่คนจะมากราบไหว้

นี่เป็นอีกครั้งที่ผม “ตาบอด” เพราะความเคยชิน

—–

เมื่อเจอสามสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันภายในหนึ่งวัน ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า “นี่เราน่าจะยังมองอะไรไม่เห็นอีกเยอะเลยนะ” เพราะความเคยชินได้บดบังสิ่งของและคุณค่าต่างๆ จนเราไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด

เชื่อว่าคุณผู้อ่านก็น่าจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน (ส่วนจะรู้ตัวหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง)

ผมยังนึกไม่ออกว่าจะมีวิธีแก้ปัญหานี้อย่างไร ตอนนี้จึงได้แต่ระลึกไว้ว่า “ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรามอง แต่ยังไม่เห็น”

จากนี้ไปจะได้ไม่มั่นใจอะไรจนเกินงาม

—–

* อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถติดตรงด่าน 25 บาท ก็คือการควบคุมรถของตำรวจจราจรที่ต้องคอยสับหว่างระหว่างรถที่วิ่งมาจากมอเตอร์เวย์และรถที่วิ่งมาจากรามอินทรา แต่นี่เป็น “รถติด” ที่เกิดโดยเจตนาที่จะจัดระเบียบและดูแลความปลอดภัย ไม่ใช่รถติดที่เกิดจากปริมาณรถเยอะเกินไป

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่