ถ้าเราไม่ใช่คนที่หลักแหลม ก็ต้องเป็นคนที่มีความอดทน

“I rarely have good ideas.

To overcome this limitation, I think about one topic (like habits) for an unreasonable amount of time. Then, I revise, revise, revise until only the best stuff remains. It’s slow, but it works.

You can either be a genius or you can be patient.”
-James Clear

เมื่อศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จ เราจะรู้ว่าส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้คนฉลาดกว่าคนทั่วไป แต่สิ่งพวกเขามีเหมือนกันคือความกล้าที่จะเริ่มต้น และความอดทนไม่ยอมแพ้

อย่างที่เจมส์ เคลียร์ ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Atomic Habits กล่าวไว้ว่าเขาไม่ค่อยมีไอเดียดีๆ หรอก แต่เขาอยู่กับไอเดียนั้นนานเพียงพอที่จะกลั่นกรองจนเหลือแต่ของดีๆ เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นคนฉลาดหลักแหลมแบบจีเนียส มันก็มีอีกวิธีคือเราต้องมีความอดทนเพียงพอและเป็นคนที่รอได้

ลองถามตัวเองว่ามีเรื่องไหนที่เราสนใจแต่ยังไม่เก่ง และลองให้เวลากับมันอย่างจริงจังดูสักตั้ง อยู่กับมันให้นานกว่าที่คนทั่วไปพร้อมจะอยู่

เพราะนั่นอาจจะเป็นทางเดียวที่เราจะถ่องแท้และใช้ความรู้นั้นเพื่อสร้างความแตกต่างให้ชีวิตเราได้อย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

Alignment -> Success

“What’s the most important thing to remember when it comes to success? One word: alignment. Success is not the result of any single quality; it’s about alignment between who you are and where you choose to be. The right skill in the right role. A good person surrounded by other good people.”
–Eric Barker

Alignment เป็นคำที่ผมชอบมากคำหนึ่ง

Align หมายถึงจัดให้อยู่ในแนวเดียวกัน

Alignment ในบริบทนี้ก็คือการจัดวางชีวิตให้สอดประสานและช่วยเหลือกันในทุกด้าน

ผมเคยเขียนเอาไว้ว่าหนึ่งในสัญญาณของการมีวุฒิภาวะก็คือ “ข้างนอกอย่างไร ข้างในอย่างนั้น”

สิ่งที่เราพูดและทำนั้นสะท้อนสิ่งที่เราคิด มันคือความจริงใจที่มีต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น และมันคือการ align กันของความคิด การกระทำและคำพูด

ถ้างานที่เราทำมัน align กับเป้าหมายขององค์กร งานที่เราทำย่อมเกิด impact

ถ้าวิธีทำงานของเรา align กับวิธีการทำงานของหัวหน้า หัวหน้าก็จะไม่มาวุ่นวายกับเรามาก

ถ้ากิจวัตรของเรา align กับตัวตนที่เราอยากเป็น เราก็จะรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าเรามาถูกทางแล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าเรารู้สึกว่ามีอะไรติดๆ ขัดๆ หรือมีความไม่สบายใจอะไรบางอย่าง ก็เป็นไปได้ว่ามันมี misalignment

อาจจะเป็นเป้าหมายที่เราตั้งไว้ตามคนอื่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันขนาดนั้น เช่นบางคนตั้งเป้าหมายว่าจะมีเงินล้านให้ได้ก่อนอายุ 30 โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะมีเงินล้านไปเพื่ออะไร

หรืออาจจะเป็นงานบางอย่างที่เรารู้สึกว่าไม่ได้สร้างคุณค่า เราก็เลยรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจมาตลอด นอกจากเหนื่อยงานแล้วเลยต้องมาเหนื่อยใจถามตัวเองด้วยว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่

หาให้เจอว่าเรามี misalignment อยู่ตรงไหนแล้วพยายามไปคลี่ปมตรงนั้น ถ้าเลี่ยงสิ่งที่ต้องทำไม่ได้ก็ต้องหาความหมายของมันให้เจอ

Success คือ Alignment และ Alignment นำไปสู่ Success

เมื่อมิติส่วนใหญ่ในชีวิตสอดประสานกัน เราก็จะรู้สึกสำเร็จได้โดยไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

อย่ามัวกังวลสายตาของคนอื่น

อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุลเคยกล่าวไว้ว่า ต้นทุนของการเป็นตัวของตัวเองนั้นอาจไม่ได้สูงอย่างที่คิด

เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้นยังไงมันก็มองเราไม่ขึ้น

ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนไม่ฟังใคร เพราะหากคำทัดทานหรือคำวิจารณ์นั้นมาจากคนที่ปรารถนาดี เราก็ควรใส่ใจเช่นกัน

แต่เมื่อคิดมาดีแล้ว ฟังคนที่เราควรฟังแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว ก็อย่าไปกังวลสายตาของคนอื่นเลย

“It never ceases to amaze me: we all love ourselves more than other people, but care more about their opinion than our own.”
-Marcus Aurelius

รักตัวเองกับรักตัวตน เป็นคนละอย่างกันนะครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

Work from home ยังไงไม่ให้ burnout ไปเสียก่อน

ช่วงนี้โควิดกลับมาระบาดอีกครั้ง ชวนให้นึกถึงช่วงเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วที่ต้องทำงานจากที่บ้าน

จำได้ว่าช่วงนั้นค่อนข้างทรมาน ที่คิดว่ามีเวลามากขึ้น กลับเหมือนมีเวลาน้อยลง ที่คิดว่าจะสบายขึ้น กลับรู้สึกว่าเหนื่อยกว่าเดิม อะไรที่คิดว่าจะได้ทำก็ไม่ได้ทำ ส่วนตัวก็เลยรู้สึกขยาดการ work from home พอสมควร

รอบนี้เลยคิดว่าจะต้องมี game plan เสียใหม่เพื่อจะได้ไม่ซ้ำรอยเดิม

และนี่คือ 5 สิ่งที่ผมคิดว่าควรทำเพื่อให้การ WFH ไม่นำไปสู่การ burnout ครับ

  1. รักษา routine ตอนเช้า
    พอไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เราก็มักจะตื่นสายกว่าเดิม อะไรที่เคยต้องรีบทำตอนเช้าเช่นออกกำลังกาย เราก็รู้สึกว่ามีเวลาให้ทำทั้งวัน สุดท้ายเลยมักไม่ค่อยได้ทำ ดังนั้นเราต้องรักษากิจวัตรยามเช้าที่ productive ของตัวเองเอาไว้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่จะมาถึง
  2. เปลี่ยนเสื้อผ้า/อาบน้ำ
    การใส่ชุดนอนนี่มันมีผลต่อจิตใจเหมือนกัน มันเป็นสัญญาณบอกว่า “นี่คือวันหยุด” ทำให้เราไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไหร่ มันจะเนือยๆ แฉะๆ ดังนั้นเราจึงควรอาบน้ำ หรืออย่างน้อยที่สุดควรจะเปลี่ยนเป็นชุดอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ชุดนอนเพื่อจะบอกสมองว่านี่ไม่ใช่วันหยุดนะจ๊ะ
  3. หาของกินที่มีประโยชน์มาไว้ใกล้มือ
    ของกินนั้นส่งผลอย่างมากต่อระดับพลังงานที่เรามีตลอดวัน ถ้าตู้เย็นและโต๊ะกินข้าวมีแต่ขนมขบเคี้ยว ก็รับรองเลยว่าเราจะหยิบสิ่งเหล่านั้นมากินก่อน และเมื่อกินแล้วจะส่งผลให้พลังงานเราตกลงไปเยอะมาก แต่ถ้าเรามีผลไม้ น้ำเปล่า หรือของกินที่มีประโยชน์อยู่ใกล้มือ ก็น่าจะช่วยให้เราไม่พลั้งปากมากเกินไป และช่วยให้เรารักษาหุ่นในช่วงทำงานจากบ้านได้
  4. ตั้งนาฬิกาปลุกให้ตัวเองลุกจากโต๊ะทุก 30 นาที
    ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันการ burnout เพราะตอนอยู่ออฟฟิศ เราจะได้ละสายตาจากจอคอมเป็นครั้งคราวจากการที่มีเพื่อนร่วมงานมาทักทายอยู่แล้ว แต่พออยู่ที่บ้าน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในจอคอมทั้งหมด เราจึงแทบไม่ได้ลุกไปไหนเลย ผมสันนิษฐานว่านี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกหมดแรงจากการ WFH มากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ
  5. สร้าง routine ใหม่ๆ ระหว่างวันและช่วงเย็น
    ช่วงที่เราละจากจอคอม เราควรสร้าง routine ใหม่ๆ เช่นวิดพื้น 3 ครั้ง อ่านหนังสือ 3 ย่อหน้า จิบน้ำ 3 อึก ฯลฯ เพื่อเป็นการเติมพลังให้กับเรา ส่วนช่วงเย็นก็เป็น golden hours ที่เรามักจะไม่ค่อยมีตอนทำงานที่ออฟฟิศเพราะเคยแต่กลับบ้านค่ำตลอด แต่ในเมื่อเราทำงานที่บ้านแล้ว เราควรใช้โอกาสนี้ในการใช้เวลากับคนที่เรารัก อาจจะไปเดินเล่นและกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อเป็นการชาร์จแบตให้จิตใจ เสร็จจากตรงนั้นแล้วค่อยมาเคลียร์งานอีกนิดหน่อยก็ถือเป็นอันจบวัน

และนี่คือ 5 สิ่งที่เราทำได้สำหรับการ work from home รอบนี้ให้ดีกว่าเดิม ใครมีไอเดียอะไรอื่นๆ อีกมาแชร์ได้เลยนะครับ

ก็แค่ทำตามคำแนะนำที่เราให้ไว้กับคนอื่น

ในหนังสือ 12 Rules for Life ของ Jordan Peterson กฎข้อที่ 2 ระบุไว้ว่า

Treat yourself like someone you are responsible for helping – จงดูแลตัวเองเหมือนที่เราอยากดูแลคนที่เรารัก

เวลาเราคุยกับเพื่อนสนิท แฟน หรือลูก เราคงไม่บอกให้เขาดูทีวีให้เยอะๆ นอนให้น้อยๆ กินของไม่มีประโยชน์ ใช้เงินเกินกว่าที่หามาได้ และใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม

เราล้วนแต่ปรารถนาที่จะให้คนที่เรารักมีชีวิตที่ดีและมีความสุข ดังนั้นเราต้องเผื่อแผ่ความรักแบบนั้นให้กับตัวเราเองด้วย

เรารู้อยู่แก่ใจว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ที่เหลือก็แค่ทำตามคำแนะนำที่เรามักบอกคนอื่นเท่านั้นเอง – just follow your own advice

รู้ว่ามันไม่ง่าย เพราะชีวิตมันไม่ง่าย สิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะ กิเลสนั้นเหมือนภูเขาที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ขณะที่ใจนั้นเหมือนทะเลที่น้ำขึ้นน้ำลง

แต่ถ้าเราดูแลตัวเองเหมือนที่เราดูแลคนที่เรารักได้ ปัญหาทั้งหลายก็อาจไม่ยากเย็นอย่างที่คิดนะครับ

ถ้าชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ลองพูดความจริงดูมั้ย

“If your life is not what it could be, try telling the truth.

If you cling desperately to an ideology, or wallow in nihilism, try telling the truth.

If you feel weak and rejected, and desperate, and confused, try telling the truth.

In Paradise, everyone speaks the truth. That is what makes it Paradise.”

‐Jordan Peterson

“ถ้าชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ลองพูดความจริงดูมั้ย

ถ้ากำลังยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์อะไรบางอย่าง หรือปล่อยเนื้อปล่อยตัวเพราะเห็นว่าทุกสิ่งช่างไร้ความหมาย ลองพูดความจริงดูมั้ย

ถ้ารู้สึกอ่อนแอ พ่ายแพ้ ร้อนรน และสับสน ลองพูดความจริงดูมั้ย

บนสรวงสวรรค์นั้นทุกคนพูดความจริง เพราะการพูดความจริงนั่นเองที่ทำให้สถานที่นั้นเป็นสรวงสวรรค์”

– จอห์แดน ปีเตอร์สัน ผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life

หลังจากอ่านถ้อยคำนี้แล้ว เราอาจจะแย้งว่า ธรรมดาเราก็ไม่ได้พูดโกหกเสียหน่อย

แต่ถ้าลองคิดดีๆ เราอาจจะพบว่ามันมีหนึ่งคนที่เราโกหกเป็นประจำ และคนคนนั้นก็คือตัวเราเอง

โกหกว่าเรามีความสุขดีอยู่แล้ว

โกหกว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

โกหกว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น

ยังมีอีกหลายคำที่เราพร่ำบอกตัวเองตลอดมา และเราก็ยังยึดมั่นว่ามันยังเป็นความจริง ทั้งๆ ที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว บริบทเปลี่ยนไปแล้ว และตัวเราเองก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว

ลองสบตากับความจริงอีกครั้ง ถามตัวเองให้ดีว่ายังมีแง่มุมไหนของชีวิตที่เรายังไม่ซื่อตรงกับตัวเองอยู่

หาให้เจอแล้วลงมือทำอะไรบางอย่าง

แล้วจะพบว่าชีวิตนี้ยังไปได้อีกไกลครับ

นิทานทิ้งหินลงแม่น้ำ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เช้ามืดวันหนึ่ง ระหว่างที่ชาวประมงคนหนึ่งกำลังเดินไปที่แม่น้ำ เขารู้สึกว่าเดินเหยียบอะไรบางอย่าง พอก้มลงดูจึงเห็นว่าเป็นถุงที่ใส่หินไว้นับร้อยก้อน

ระหว่างที่นั่งรอให้ฟ้าสว่างเพื่อจะได้เริ่มงาน ชาวประมงหยิบหินโยนลงไปในแม่น้ำเพื่อแก้เบื่อ ทีละก้อน ทีละก้อน ทีละก้อน

กว่าฟ้าจะรุ่งสาง เขาก็โยนหินไปเกือบหมดถุงแล้ว เหลือเพียงก้อนเดียวในมือ แล้วเขาก็ใจหายแว้บเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นก้อนหินนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นอัญมณีต่างหาก ตลอดครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเขาโยนอัญมณีลงแม่น้ำไปแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไหร่!

เขาเจ็บใจและก่นด่าตัวเอง เขาได้สมบัติที่จะทำให้เขามีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข แต่ในความมืดมิดนั้นเขากลับทิ้งมันลงแม่น้ำ

แต่จริงๆ แล้วก็ต้องถือว่าเขายังโชคดี เขายังเหลืออัญมณีอีกหนึ่งเม็ดในมือ ฟ้าสว่างเสียก่อนที่เขาจะโยนมันทิ้ง

คนส่วนใหญ่ไม่ได้โชคดีขนาดนั้น


ขอบคุณนิทานจาก OSHO Stories: Bag full of gems

3 ความคิดจากโควิดรอบที่ 3

เมื่อวานนี้เมืองไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1,335 คน เป็นสถิติใหม่ของผู้ติดเชื้อภายในหนึ่งวันและสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก

เลยอยากแชร์ความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันครับ

1. ฟุตบอลจะอันตรายที่สุดช่วง 5 นาทีแรกและ 5 นาทีสุดท้าย

สมัยผมเล่นฟุตบอลให้ทีมประจำเมืองเล็กๆ ในนิวซีแลนด์ สิ่งหนึ่งที่โค้ชจะพร่ำสอนเสมอก็คือ 5 นาทีแรกและ 5 นาทีสุดท้ายของเกมนั้นเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด

เพราะช่วง 5 นาทีแรก เรายังไม่ได้เข้ามาสู่เกมเต็มตัวเท่าไหร่ ส่วน 5 นาทีสุดท้ายนั้นร่างกายก็ล้าเต็มทีและรอฟังเสียงนกหวีดแล้ว

เมื่อขาดสมาธิหรือชะล่าใจ โอกาสเสียประตูจึงสูงมาก

ผมว่าการระบาดรอบนี้เกิดจากความคิดแบบ 5 นาทีสุดท้ายนี่แหละ เพราะที่ผ่านมาเมืองไทยควบคุมการติดเชื้อได้ดีมาโดยตลอด แถมวัคซีนก็เริ่มทยอยฉีดกันแล้ว เราก็เลยเที่ยวกันเต็มที่ ปาร์ตี้กันเต็มที่ ราวกับไวรัสตัวนี้ไม่เคยมีอยู่ในโลก

เมื่อชะล่าใจก็เลยโดนโควิดยิงประตูแบบเซอร์ไพรส์ และความเสียหายครั้งนี้ก็หลายแสนนัก

2. การระบาดของโควิดไม่ใช่แบบ geographic แต่เป็นแบบ demographic

การระบาดของโควิดรอบที่แล้วช่วงใกล้วันคริสต์มาส เป็นการระบาดในหมู่คนใช้แรงงานชาวพม่า ติดกันวันละหลายร้อยที่สมุทรสาคร

แต่ผู้คนในกรุงเทพก็ยังใช้ชีวิตกันตามปกติ ยังเข้าออฟฟิศทำงาน ยังมีกินดื่มเที่ยวราวกับสมุทรสาครกับกรุงเทพนั้นอยู่คนละประเทศกัน

ส่วนการระบาดรอบล่าสุดที่ตั้งต้นจากทองหล่อ สิ่งแรกๆ ที่พบเห็นคือโรงเรียนอินเตอร์ประกาศปิดแทบจะทันที

เพื่อนผมคนหนึ่งเปรยว่า “รอบนี้รอบคนรวย”

คนรู้จักบางคนที่ติดโควิดก็ไปติดจากหัวหินและภูเก็ต ทั้งสองเมืองอยู่ไกลจากกรุงเทพยิ่งกว่าสมุทรสาคร แต่ในเชิง socio-economic หรือสังคมและเศรษฐกิจนั้นก็นับได้ว่าใกล้เคียงกับคนกรุงมากกว่าคนที่อยู่ตลาดกลางกุ้งมหาชัย

ที่อเมริกา การติดเชื้อและเสียชีวิตนั้นมีสัดส่วนของคนผิวสีสูงมาก ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานที่อยู่กันอย่างแออัดและไม่ได้มีทางเลือกในการ social distancing มากนัก

เมื่อตอนต้นสัปดาห์ แฟนผมเกิดอยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือ เรารอจนบ่ายแก่ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอคนเยอะ ร้านที่กินประจำนั้นปิดทั้งสัปดาห์ ผมเลยไปอีกร้านหนึ่งที่เป็นเพิงไม้เชิงสะพานข้ามคลอง พอสั่งอาหารเสร็จ ผมก็เพิ่งสังเกตว่าคนจดออเดอร์ไม่ใส่หน้ากาก พอมองไปที่เด็กในร้านคนอื่นๆ ก็ไม่ใส่หน้ากาก เจ้าของก็ไม่ใส่หน้ากาก แม้กระทั่งคนทำก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ใส่หน้ากาก เราเลยขอยกเลิกออเดอร์และเดินออกจากร้าน

อาจจะเป็นแค่ร้านนี้ร้านเดียวก็ได้ แต่การที่เขาไม่ใส่หน้ากากกันเลย นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้รู้สึกว่าการระบาดรอบนี้อยู่ใกล้ตัวเขาเหมือนกับที่(พวก)เรารู้สึก

3. Make the best of it

นี่คือช่วง 5 นาทีสุดท้ายที่หน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่รู้ว่าเราจะกลับมาตีเสมอหรือจะเสียประตูเพิ่ม

ส่วนตัวผมยังมีหวังอยู่ว่าคนไทยจะตื่นตัวและตั้งการ์ดสูงกันใหม่ แน่นอนว่าความล่าช้าของวัคซีนนั้นเป็นปัญหาที่ผู้รับผิดชอบต้องแก้ไขกันต่อไป แต่ในระดับปัจเจก สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือใช้ช่วงเวลานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในปี 1665 เกิดกาฬโรคระบาดในอังกฤษ Trinity College ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย Cambridge ถูก “ล็อคดาวน์” เพื่อป้องกันการสูญเสีย นักศึกษาคนหนึ่งจึงต้องกลับไปอยู่ฟาร์มและนั่งขีดๆ เขียนๆ อยู่คนเดียวเป็นระยะเวลาเกือบสองปี

เมื่อกาฬโรคที่ชื่อว่า The Great Plague of London จบลง มีคนเสียชีวิตไปทั้งสิ้น 75,000 คน นักศึกษาคนนั้นกลับมาเรียนอีกครั้ง และตีพิมพ์หนังสือชื่อ Principia Mathematica ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Calculus และกฎแรงโน้มถ่วง จน Principia ได้ชื่อว่าเป็นตำราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก

นักศึกษาคนนั้นชื่อว่าไอแซค นิวตัน

เราคงไม่ต้องคาดหวังให้ตัวเองทำอะไรระดับนิวตัน แต่เมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ก็จงใช้มันให้เกิดประโยชน์กันเถอะ

เราเรียนรู้จากโควิดรอบแรกมาแล้วว่าการต้อง work from home ติดต่อกันหลายสัปดาห์นั้นมีข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง รอบนี้ถ้าต้องเจอสถานการณ์เดียวกันอีก ก็ขอให้เราใช้เวลาอย่างฉลาดขึ้น

อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อไม่ให้วิกฤติรอบนี้ต้องสูญเปล่าครับ

5 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Personal OKRs

วันนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “Personal OKRs: ชีวิตจะสำเร็จตามเป้าหมาย ถ้าวัดผลได้เป็นระบบ” ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ จบครับ

แม้ผมเองจะใช้ OKR มาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาใช้กับชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน เพราะโดยจริตแล้วไม่ใช่คนสนุกกับการตั้งเป้าหมายและติดตามผลขนาดนั้น

แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็ได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1.ก่อนเขียน OKR ให้เขียน Mission, Vision, Values
เหตุผลที่ทำ OKR ไม่สำเร็จเพราะบางทีมันไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการและตัวตนของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นก่อนจะเขียน OKR เราควรจะให้เวลากับการนั่งคิดว่าอะไรเป็น mission vision และ values ของเราบ้าง จากนั้นจึงค่อยตั้ง OKR ที่ไม่ขัดกับสิ่งเหล่านี้

2. ควรมี OKR ระดับ 3 ปี / 1 ปี / 3 เดือน
OKR ขององค์กรนั้นมักจะเป็นระดับ 3 เดือน แต่ OKR ส่วนตัวควรจะมีระดับ 3 ปีด้วย เพราะมันจะทำให้เราวาดภาพอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยกำหนดทิศทางว่า OKR ระดับ 1 ปีกับ 3 เดือนนั้นควรจะหน้าตาแบบไหน

3. ตั้ง OKR แล้วจะเครียดน้อยลง
หลายคนคิดว่าการตั้งเป้าหมายและติดตามผลนั้นจะทำให้ชีวิตยากหรือเครียดเกินไปรึเปล่า ผมจึงขอยกคำพูดจากอาจารย์นภดลมาเลยแล้วกันครับ
“ผมว่าการมีเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่ความเครียดเลยครับ กลับกัน เป้าหมายเหล่านี้จะมีส่วนช่วยอยากให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ความเครียดหลายครั้งเกิดจากการไม่รู้เป้าหมายมากกว่า”

4. การทำ OKR ไม่ได้ตามเป้าไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
หนึ่งใน OKR ของอาจารย์นภดลคือการได้มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแบบ top tier ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์ก็โดนปฏิเสธไปไปหลายครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะ OKR ไม่ได้ถูกตั้งให้เราไปให้ถึง แต่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราได้ท้าทายตัวเอง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมพูดเวลาสอนเรื่อง OKR เช่นกันว่าสำหรับผมมันไม่ใช่ Performance Management tool แต่มันเป็น Engagement tool ถ้ามันถูกใช้กับคนที่เหมาะสม

5. การตั้ง OKR นั้นมีความเสี่ยงต่ำ
การลองเขียนหรือนำ OKR ไปใช้นั้นแทบไม่มีความเสี่ยงเลย อย่างมากก็เสียเวลานิดหน่อยตอนเขียน ถ้าทำไม่ได้ก็แค่เลิกทำ และชีวิตเราคงไม่ได้แย่ไปกว่าตอนก่อนทำหรอก ดังนั้นมันคือการลงทุนที่ Low Risk แต่ High Return ซึ่งหาได้ไม่มากนัก

พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมก็เลยลองตั้ง Personal OKRs ของตัวเองดูเป็นครั้งแรก แล้วเดี๋ยวผมจะลองเอามาเชื่อมกับการสร้าง routine ซึ่งน่าจะทำให้ผมทำสิ่งที่สอดคล้องกับ OKRs ได้โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองเกินไปนัก

ไว้จะมารายงานผลเมื่อสบโอกาสนะครับ 🙂


ป.ล.ใครสนใจเรื่องตั้ง OKR ในองค์กร ลองอ่านบทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อก Life@LMWN: ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ครับ

อย่าทำราวกับตัวเองเป็นศัตรู

ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้ อาจจะมีเพียงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ทำร้ายตัวเองโดยเจตนา

สูบบุหรี่และดื่มเหล้าทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

อดหลบอดนอนจนภูมิร่างกายลดและเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง

อิจฉาริษยาคนอื่น ไม่ต่างอะไรกับการที่เราดื่มยาพิษแล้วหวังให้อีกคนตาย

ใช้ถ้อยคำรุนแรง อีกฝ่ายได้ยินรึเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เราได้ยินเต็มสองหู

เห็นแก่ตัวบ้าง หยุดทำร้ายตัวเองได้แล้ว

อย่าทำราวกับตัวเองเป็นศัตรูอยู่เลย