นิทานเมฆกับท้องฟ้า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นักแสวงหาคนหนึ่งมาพบกับผู้ทรงปัญญาซูฟีที่มีนามว่า “บายาซิด” และพูดว่า

“อาจารย์ครับ ผมเป็นคนที่เจ้าอารมณ์ เวลาที่โกรธมักจะทำสิ่งที่เลวร้ายโดยไม่รู้ตัว ผมแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ผมทำลงไปเลย ผมจะทิ้งความโกรธนี้ได้อย่างไร จะเอาชนะมันได้อย่างไร จะควบคุมมันได้อย่างไรครับ?”

บายาซิดใช้มือจับหัวผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์ มองเข้าไปในตาเขา ผู้ที่เป็นศิษย์รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แล้วบายาซิดก็พูดว่า

“ความโกรธนั้นอยู่ที่ไหน? ข้าต้องการจะเห็นมัน”

ศิษย์หัวเราะอย่างเฝื่อนๆ พร้อมกับพูดว่า

“ตอนนี้ผมไม่ได้โกรธ มันเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้นครับ”

บายาซิดจึงพูดต่อไปว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวย่อมไม่ใช่ธรรมชาติที่แท้จริงของเจ้า มันเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว มันมาแล้วก็จากไป มันเหมือนกับก้อนเมฆ ดังนั้นจะไปกังวลกับก้อนเมฆทำไม ? จงคิดถึงแต่ท้องฟ้าเพราะว่ามันอยู่ตรงนั้นเสมอ”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: หนังสือ เชาวน์ปัญญา (Intelligence) ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

ศัตรูที่น่ากลัวคือเสียงในหัวของเราเอง

“ขอนอนต่ออีก 5 นาที”

“เล่นมือถือซักหน่อยดีกว่า”

“ซื้อเลย ของมันต้องมี”

“ทำแค่นี้ก็พอแล้วมั้ง”

“ขอครั้งนี้อีกครั้งเดียว”

“ไม่เป็นไรมั้ง ใครๆ เขาก็ทำกัน”

“มึงทำไม่ได้หรอก”

“พยายามไปก็เท่านั้น”

“เค้าไม่ได้แคร์เราหรอก”

อุปสรรคหนักหนาแค่ไหนก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าอุปสรรคที่เราสร้างขึ้นมา

ศัตรูที่น่ากลัวคือเสียงในหัวของเราเอง

คนที่ล้มเหลว คนที่คิดสั้นทั้งหลาย ก็เพราะพ่ายแพ้เสียงนี้

ถ้าจัดการมันได้ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกต่อไปแล้วครับ

งานที่ไม่มีใครมองเห็น

ใครเคยวิ่งมาราธอนมาก่อนจะเข้าใจความรู้สึกนี้

ระยะทาง 42.195 กิโลเมตรนั้นเท่ากับการวิ่งจากดาวคะนองไปรังสิต

เป็นระยะทางที่ไกลมาก มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะวิ่งไกลระดับนั้น

แต่จริงๆ แล้วก่อนจะถึงวันแข่ง ต้องซ้อมวิ่งกันอย่างน้อย 20 สัปดาห์ แค่ซ้อมสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งหนึ่งวิ่งเฉลี่ย 10 กิโลเมตร แปลว่าเราต้องซ้อมวิ่งทั้งหมด 800 กิโลเมตร

ซ้อม 800 กิโลเมตรเพียงเพื่อที่จะได้มายืน ณ จุดสตาร์ทในวันแข่งมาราธอน

42.195 กิโลเมตรคืองานที่ทุกคนมองเห็น ส่วน 800 กิโลเมตรคืองานที่ไม่มีใครมองเห็น

Invisible work นั้นมีอยู่ทุกที่ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

กว่าโรนัลโดหรือเมสซีจะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกได้ พวกเขาต้องซ้อมหนักแค่ไหน ซ้อมโดยไม่มีใครดู ยิงประตูโดยไม่มีใครปรบมือ

กว่าเพจดังๆ จะมีคนติดตามขนาดนี้ได้ เขาต้องขลุกอยู่หน้าจอคนเดียวกลางดึกไปไม่รู้กี่พันชั่วโมง

กว่าธุรกิจหนึ่งจะประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง อาจต้องดิ้นรนและไม่มีใครสนใจเป็นเวลาหลายปี

สิ่งที่เราเห็นกันมันเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่อยู่ใต้น้ำนั้นใหญ่กว่าเป็นสิบเท่า

ถ้าอยากจะไปจุดที่น้อยคนนักจะไปถึง ก็ต้องเผื่อใจกับงานที่ไม่มีใครมองเห็นไว้ด้วยนะครับ

คนที่เราอยากเป็นเขาจะทำตัวแบบไหน

Maslow’s Hierarchy of Needs นั้นเป็นปิระมิดที่มีทั้งหมด 5 ชั้น

ชั้นแรกเป็นเรื่องทางกายภาพ อยากกินให้อิ่มท้อง อยากมีที่พักอาศัย

ชั้นสองคือความปลอดภัย มีงานทำ มีเงินใช้

ชั้นสามคือความรู้สึกได้เป็นที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่น มีเพื่อนฝูงที่พึ่งพาได้

ชั้นสี่คือความรู้สึกว่าได้เป็นคนสำเร็จ

และชั้นบนสุดคือการได้บรรลุศักยภาพในตัวตน

การได้บรรลุศักยภาพของตัวเองในทุกมิติเป็นเรื่องที่ทุกคนพึงทำ

เพราะมันคือการเติบโตทั้งในด้านร่างกาย ความสามารถ จิตใจ และจิตวิญญาณ

“ร่างสุดท้าย” ของเราที่สมบูรณ์ที่สุด แข็งแกร่งที่สุดนั้นจะหน้าตาแบบไหนกันนะ

เขาจะนอนต่อบนเตียงหรือจะลุกไปวิ่ง

เขาจะใช้โซเชียลสร้างประโยชน์หรือจะโดนโซเชียลใช้งาน

เขาจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรือจะทำทุกทางเพื่อรักษาสัจจะที่เคยให้ไว้

คนที่เราอยากเป็นเขาจะทำตัวแบบไหน

ถามคำถามนี้กับตัวเองอยู่บ่อยๆ

จะได้ไม่ลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่ครับ

4 มิติของความสำเร็จ

หนังสือ Barking up the Wrong Tree ของ Eric Barker พูดถึงความสำเร็จในสี่ด้านไว้ดังนี้

Achievement: Do you feel like you’re winning?
เรารู้สึกว่าเราบรรลุหรือทำอะไรเสร็จลุล่วงบ้างรึเปล่า เรากำลังรู้สึก “ชนะ” อยู่รึเปล่า ซึ่งชนะในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงเอาชนะคนอื่น แต่เป็นการชนะใจตนเอง มันคือการบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่บอกว่าวันนี้จะอ่านหนังสือให้ได้ 3 หน้าแล้วได้ลงมือทำ เราก็จะรู้สึกว่าเราบรรลุอะไรบางอย่างที่มีความหมายกับเราแล้ว

Legacy: Do you feel like you’re influencing others in a positive way?
เราล้วนแต่มีความปรารถนาที่อยากทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้น อยากสร้าง positive impact ให้กับผู้คน โดยเริ่มต้นจากคนใกล้ตัวก่อนก็ได้ ถ้าเรามีลูก เราสอนลูกดีแล้วรึยัง เราให้เวลาเขาเพียงพอรึเปล่า ถ้าเราทำงานบริษัท เราได้ถ่ายทอดวิชาที่เรามีให้กับรุ่นน้องเพื่อให้เขาเป็นคนทำงานที่เก่งขึ้นรึเปล่า อะไรคือสิ่งที่เราอยากทิ้งไว้ข้างหลังในวันที่เราไม่อยู่แล้ว

Significance: Do you feel like you’re needed by the people closest to you?
เราทุกคนล้วนอยากเป็นที่รัก อยากเป็นที่ต้องการของใครบางคน อยากเป็นคนที่มีคนคิดถึง ซึ่งหากอยากเป็นคนสำคัญเราก็ควรทำตัวให้มีประโยชน์และเป็นคนที่น่ารัก อาจจะไม่ต้องน่ารักสำหรับทุกคนก็ได้ แค่น่ารักกับคนที่เราเลือกแล้วก็พอ

Happiness: Do you feel like you’re enjoying life?
เรากำลังสนุกกับชีวิตอยู่มั้ย หรือเรากำลังมีความสุขอยู่แต่เราไม่รู้ตัว? เราจึงควรให้เวลากับการทบทวนตัวเองว่าวันนี้มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง พยายามอยู่กับปัจจุบัน เล่นบ้างอะไรบ้าง อย่าเอาแต่ทำงานอย่างเดียว เพราะสิ่งดีๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราเองต่างหากที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าใน 4 ด้านนี้ มิติไหนที่เราทำได้ดี มิติไหนที่ยังขาดไป

จะได้เป็นคนที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

5 ความประทับใจจากหนังสือ งานประจำสอนทำธุรกิจ

“พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป็นเจ้าของเพจ Trick of the Trade และเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย ที่พิมพ์หนังสือ “Thank God It’s Monday – ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ให้กับผมและบล็อก Anontawong’s Musings

แม้จะรู้จักกันมา 5 ปี แต่ผมก็ได้เจอกับพี่ปิ๊กไม่บ่อยนัก เมื่อกลางปีที่แล้วหลังจากพ้นช่วงล็อกดาวน์มาไม่นาน เราเลยนัดกินข้าวกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบว่าต่างคนต่างทำอะไรกันอยู่ พอผมถามถึงหนังสือเล่มใหม่ๆ ที่สนพ.อะไรเอ่ยจะทำ พี่ปิ๊กเล่าให้ฟังถึงเด็กคนหนึ่งที่พี่ปิ๊กเพิ่งได้ไปคุยมา ชื่อน้องนาฟิส อิสลาม

พี่ปิ๊กบอกผมว่า “เด็กคนนี้มีของ” เพิ่งเรียนจบมาไม่นานแต่ทำเพจ “สมองไหล” ที่มีคนติดตามเป็นแสนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เพจสมองไหลนั้นจะรวบรวมข้อคิดดีๆ จากหนังสือแนว self-improvement มาถ่ายทอดในรูปแบบที่โดนใจ และยังทำหน้าที่เป็น “คลีนิกที่จ่ายหนังสือแทนยา” โดยคุณนาฟิสจะช่วยวินิจฉัยคนที่ทักมาทาง inbox ว่ามีปัญหาอะไร หนังสือเล่มไหนที่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตเขาในตอนนี้ และจัดแจงส่งหนังสือเล่มนั้นให้ คุณนาฟิสจึงมีรายได้จากการขายหนังสือมากเพียงพอที่จะลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพเพื่อกลับมาทำธุรกิจของตัวเองที่บ้านเกิด และใช้เวลาที่มีมากขึ้นเพื่อขีดเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยด้วย

วันนี้ผมอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้ว

และนี่คือ 5 ความประทับใจจากหนังสือ “งานประจำสอนทำธุรกิจ” ครับ

1.พ่อแม่รวยสอนลูก


ตอนมัธยมต้น คุณนาฟิสต้องเข้าไปเรียนในเมือง อยากมีมือถือไว้ใช้ แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ซื้อให้ ถ้าอยากได้ต้องหาเงินซื้อเอง คุณนาฟิสเลยรับจ้างล้างรถ ถูบ้านให้พ่อกับแม่จนเก็บเงินซื้อมือถือราคา 600 บาท ส่วนเงินเติมมือถือคุณนาฟิสก็ต้องใช้เงินค่าขนมของตัวเอง

พอเรียนมัธยมปลาย พ่อแม่ก็บอกคุณนาฟิสแต่เนิ่นๆ ว่า จะส่งเสียคุณนาฟิสถึงแค่เรียนจบเท่านั้น เรื่องเงินเรื่องหนี้สินพ่อแม่จะจัดการเอง ไม่ต้องมาส่งเสียเลี้ยงดู จงเอาแรงและเวลาออกไปสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ถ้าคุณนาฟิสมีปัญหาทางการเงิน พ่อแม่ก็จะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน

เมื่อรู้อย่างนี้ คุณนาฟิสเลยต้องหาความรู้ทางการเงินด้วยการอ่านหนังสืออย่างพ่อรวยสอนลูกของ Robert Kiyosaki และ Money 101 ของโค้ชหนุ่ม Money Coach ได้ทำความรู้จักกับ “หนี้รวย” “หนี้จน” และ “ภาษีฟุ่มเฟือย”

หนี้รวยคือหนี้ที่มีแล้วสร้างรายได้ เช่นกู้เงินมาซื้อห้องแล้วปล่อยเช่า หนี้จนคือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แถมยังสร้างภาระ เช่นสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสด

ภาษีฟุ่มเฟือย คือกุศโลบายในการเก็บเงิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้เงินไปกับเรื่องฟุ่มเฟือย ให้โอน 10% เข้าบัญชีเงินออมทันที เช่นดูหนัง 200 บาทก็โอนอีก 20 บาทเข้าบัญชีเงินออม

2. “หางาน” ต้องใช้ปริญญาแต่ “สร้างงาน” นั้นไม่ต้อง

ตอนเรียนชั้นมัธยม คุณนาฟิสลองทำธุรกิจโรงเรียนเทควันโดของตัวเองโดยแทบไม่ต้องใช้เงินทุน เพราะใช้พื้นที่ของโรงเรียน และหาลูกค้าด้วยการโพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว จนมีรายรับเดือนละเป็นหมื่นและได้บทเรียนทางธุรกิจมามากมาย

พอเรียนจบมหาวิทยาลัย คุณนาฟิสก็ได้งานประจำที่กรุงเทพกับบริษัทสตาร์ตอัพแห่งหนึ่ง ทำอยู่ 1 ปีเต็มและได้พบความจริงว่างานประจำนั้นได้ค่าตอบแทนตามเวลา ไม่ได้ค่าตอบแทนตามผลลัพธ์ การเติบโตของรายได้นั้นจำกัด

ช่วงที่ล็อกดาวน์เพราะโควิด ต้อง work from home คุณนาฟิสมีเวลามากขึ้น จึงครุ่นคิดว่าจะใช้เพจสมองไหลที่มีอยู่แล้วไปต่อยอดได้อย่างไร แล้วเขาก็คิดโมเดลแนะนำหนังสือและขายหนังสือขึ้นมา หากใครสนใจก็ขับรถไปซื้อหนังสือที่หน้าร้านมาส่งให้ วันแรกขายได้ 6 เล่ม ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจนมียอดขายเดือนละ 1,000 เล่มและสามารถต่อรองกับสำนักพิมพ์เพื่อให้ได้ต้นทุนหนังสือที่ถูกลงได้ จนวันหนึ่งถึงจุดที่มีรายได้แตะหลักแสนต่อเดือนและมีเงินเก็บมากพอที่จะใช้ไปได้อีก 3 ปี คุณนาฟิสจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

3.เคล็ดวิชาป้ายยา

คุณนาฟิสขายหนังสือได้เป็นกอบเป็นกำโดยไม่ต้องใช้เงินบู๊สต์โพสต์ เพราะมีเคล็ดวิชาป้ายยาอยู่

หลักการมี 6 ขั้นตอนดังนี้

3.1 ขยี้ปัญหา
3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหาให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนจะแก้ปัญหานั้นได้แล้ว
3.3 นำลูกค้ากลับมาอยู่ในสถานะเดิม
3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า
3.5 เสนอสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่าในใจลูกค้า
3.6 สร้าง sense of urgency

มาดูตัวอย่างกัน

3.1 ขยี้ปัญหา – ปัญหาของคนทำออนไลน์คอนเทนต์คือค่าโฆษณาที่แพงขึ้น จึงเขียนหัวข้อโพสต์ว่า “ถ้าทำคอนเทนต์ดี ก็ไม่ต้องเสียเงินยิงค่าโฆษณาสักบาท”

3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหา – คุณนาฟิสจะเขียนถึงประเภทของการทำคอนเทนต์ และเทคนิคการทำคอนเทนต์ให้คนแชร์เป็นจำนวนมาก

3.3 นำลูกค้ากลับสู่สถานะเดิม – “นี่คือเทคนิคที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่จริงๆ แล้วยังมีเทคนิคอีกมากมาย”

3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า – “เทคนิคทั้งหมดผมได้ไปเรียนมาจากคอร์สราคา 8,000 บาท”

3.5 เสนอสินค้าให้ต่ำกว่าราคาในใจ – “แต่ข่าวดีคือ ครูที่สอนผมทำคอนเทนต์เขาเขียนหนังสือออกมา ซึ่งเหมือนเอาบทเรียนราคา 8,000 บาท ในคอร์สมายัดลงหนังสือในราคา 245 บาท”

3.6 สร้าง sense of urgency เพราะจริงๆ แล้วลูกค้าอาจจะไปซื้อตามร้านหนังสือก็ได้ คุณนาฟิสก็เลยเขียนทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้หนังสือเหลือเพียง 43 เล่มเท่านั้น”

ด้วยวิธีการ 6 ข้อดังกล่าว ทำให้มียอดสั่งหนังสือเข้ามาแบบถล่มทลาย

4. เป้าหมายเล็กจะนำไปสู่เป้าหมายใหญ่เอง


คุณนาฟิสไม่ค่อยชอบตั้งเป้าหมายใหญ่ระยะยาว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนตลอด จึงยึดแนวทางของสตาร์ตอัพที่ตั้งเป้าหมายระยะสั้น ทดลอง ลงมือทำ และปรับใหม่ตามสถานการณ์โดยใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด

ความเจ๋งก็คือ เมื่อเราโฟกัสเป้าหมายเล็กๆ และทำให้สำเร็จเสียก่อน มันจะทำให้เราเริ่มมีวิสัยทัศน์และมองเห็นเส้นทางที่ยาวไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายเล็กๆ ที่สำเร็จจึงกลายเป็นรากฐานสำหรับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นไปโดยปริยาย

ดังนั้น จงตั้งเป้าหมายแบบสตาร์ตอัพ อย่าทำแบบคนส่วนใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายแบบบริษัทมหาชนและอ้างว่าต้นทุนไม่พอ

5. ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “มีหรือไม่มีเวลา” ประเด็นอยู่ที่ “ใช้หรือไม่ใช้เวลา”

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้เวลาไปกับเรื่องอะไร ซึ่งคุณนาฟิสให้คำแนะนำไว้สามข้อด้วยกัน

5.1 ตั้งเป้าหมายก่อน จะได้รู้ว่าเราอยากใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง เช่นอ่านหนังสือให้ได้วันละ 30 นาที หรือเขียนบทความให้ได้วันละ 1 บท

5.2 ตัดงานอดิเรกที่ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมาย แต่ก่อนคุณนาฟิสติดเกม FIFA มาก เล่นทุกภาคตั้งแต่มัธยมจนเรียนจบปริญญาตรี แต่ตอนนี้งานอดิเรกที่ทำจะพยายามให้สอดคล้องกับเป้าหมายมากที่สุด อ่านหนังสือแทนเล่นเกม ฟังพอดแคสต์แทนฟังเพลง คุยเรื่องไอเดียแทนการนินทา

5.3 ใช้เศษเวลาให้คุ้มค่า มันคือ “ช่วงเวลาก้ำกึ่ง” 5-15 นาทีที่เรามีอยู่ตลอดวัน ช่วงรอรถ ช่องรอลิฟต์ ช่วงเดินทาง ถ้าเราติดหนังสือไว้กับตัวและวางหนังสือเอาไว้ทั่วบ้าน เราก็จะอ่านหนังสือได้มากขึ้น ถ้าเรากำลังนั่งรอรถ ก็ใช้เวลานั้นตอบแชตลูกค้าได้ หรือแม้กระทั่งนั่งสำรวจตัวเองว่าต้องการอะไรกันแน่ก็อาจจะทำให้เราได้พบคำตอบที่พลิกเกมได้เช่นกัน

ที่เล่ามา 5 ข้อนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือหนา 272 หน้าที่ผมอ่านจบภายในเวลาไม่กี่วัน และสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะถ่ายทอดสิ่งที่คุณนาฟิสได้เรียนรู้แบบไม่มีกั๊ก

เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่อยากมีไฟมากขึ้น อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามากขึ้น และอยากทำฝันของตัวเองให้สำเร็จ ยิ่งช่วงนี้ปิดโควิดอยู่ด้วย มีเวลาอ่านกันแน่นอน ถ้ายังไม่สะดวกออกไปซื้อตามร้านหนังสือก็ทักไปทางเพจสมองไหลได้

ขอบคุณคุณนาฟิสและสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยที่รังสรรค์หนังสือดีๆ อีกเล่มขึ้นมาในบรรณพิภพครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

Do The Verb Until You Become The Noun

ถ้าอยากเป็นนักวิ่งก็จงออกไปวิ่ง

ถ้าอยากเป็นบล็อกเกอร์ก็จงเขียนบล็อก

ถ้าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจก็จงลงมือทำธุรกิจ

ถ้าอยากเป็นคนสำเร็จก็จงทำเรื่องสำคัญให้สำเร็จ

อยากเป็นอะไรก็จงทำสิ่งนั้น

Do the verb until you become the noun

ทำไม่หยุด เดี๋ยวก็เป็นเอง


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ I Hate Running and You Can Too by Brendan Leonard

ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

นิทานสองคนกับตะเกียง

ชายสองคนเดินไปด้วยกันในคืนเดือนแรม โชคดีที่ชายคนหนึ่งมีตะเกียงจึงมองเห็นเส้นทางได้ไม่ยากนัก ชายคนที่ไม่มีตะเกียงเบาใจว่ายังไงก็คงถึงที่หมายแน่นอน

แต่แล้วทั้งสองก็เดินมาถึงทางแยก ชายถือตะเกียงต้องเลี้ยวไปอีกทาง ทิ้งให้ชายที่ไร้ตะเกียงยืนอยู่ตรงนั้น เส้นทางที่เขาต้องไปต่อนั้นมืดมิด เขาได้แต่ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ

“ทำไมข้าไม่ถือตะเกียงมาเอง ทำไมข้าไม่เรียนรู้วิธีจุดตะเกียงจากชายคนนั้น ต่อให้ตะเกียงข้าเล็กแค่ไหนมันก็น่าจะพอส่องทางให้ข้าได้บ้าง ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าทุกอย่างไปได้สวย แต่จู่ๆ ข้าก็กลับกลายเป็นคนอับจนไร้หนทาง”


ขอบคุณนิทานจาก Osho’s Stories: Travellers and a Lamp

ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

ถ้าเราไม่ใช่คนที่หลักแหลม ก็ต้องเป็นคนที่มีความอดทน

“I rarely have good ideas.

To overcome this limitation, I think about one topic (like habits) for an unreasonable amount of time. Then, I revise, revise, revise until only the best stuff remains. It’s slow, but it works.

You can either be a genius or you can be patient.”
-James Clear

เมื่อศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จ เราจะรู้ว่าส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้คนฉลาดกว่าคนทั่วไป แต่สิ่งพวกเขามีเหมือนกันคือความกล้าที่จะเริ่มต้น และความอดทนไม่ยอมแพ้

อย่างที่เจมส์ เคลียร์ ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Atomic Habits กล่าวไว้ว่าเขาไม่ค่อยมีไอเดียดีๆ หรอก แต่เขาอยู่กับไอเดียนั้นนานเพียงพอที่จะกลั่นกรองจนเหลือแต่ของดีๆ เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นคนฉลาดหลักแหลมแบบจีเนียส มันก็มีอีกวิธีคือเราต้องมีความอดทนเพียงพอและเป็นคนที่รอได้

ลองถามตัวเองว่ามีเรื่องไหนที่เราสนใจแต่ยังไม่เก่ง และลองให้เวลากับมันอย่างจริงจังดูสักตั้ง อยู่กับมันให้นานกว่าที่คนทั่วไปพร้อมจะอยู่

เพราะนั่นอาจจะเป็นทางเดียวที่เราจะถ่องแท้และใช้ความรู้นั้นเพื่อสร้างความแตกต่างให้ชีวิตเราได้อย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

Alignment -> Success

“What’s the most important thing to remember when it comes to success? One word: alignment. Success is not the result of any single quality; it’s about alignment between who you are and where you choose to be. The right skill in the right role. A good person surrounded by other good people.”
–Eric Barker

Alignment เป็นคำที่ผมชอบมากคำหนึ่ง

Align หมายถึงจัดให้อยู่ในแนวเดียวกัน

Alignment ในบริบทนี้ก็คือการจัดวางชีวิตให้สอดประสานและช่วยเหลือกันในทุกด้าน

ผมเคยเขียนเอาไว้ว่าหนึ่งในสัญญาณของการมีวุฒิภาวะก็คือ “ข้างนอกอย่างไร ข้างในอย่างนั้น”

สิ่งที่เราพูดและทำนั้นสะท้อนสิ่งที่เราคิด มันคือความจริงใจที่มีต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น และมันคือการ align กันของความคิด การกระทำและคำพูด

ถ้างานที่เราทำมัน align กับเป้าหมายขององค์กร งานที่เราทำย่อมเกิด impact

ถ้าวิธีทำงานของเรา align กับวิธีการทำงานของหัวหน้า หัวหน้าก็จะไม่มาวุ่นวายกับเรามาก

ถ้ากิจวัตรของเรา align กับตัวตนที่เราอยากเป็น เราก็จะรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าเรามาถูกทางแล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าเรารู้สึกว่ามีอะไรติดๆ ขัดๆ หรือมีความไม่สบายใจอะไรบางอย่าง ก็เป็นไปได้ว่ามันมี misalignment

อาจจะเป็นเป้าหมายที่เราตั้งไว้ตามคนอื่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันขนาดนั้น เช่นบางคนตั้งเป้าหมายว่าจะมีเงินล้านให้ได้ก่อนอายุ 30 โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะมีเงินล้านไปเพื่ออะไร

หรืออาจจะเป็นงานบางอย่างที่เรารู้สึกว่าไม่ได้สร้างคุณค่า เราก็เลยรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจมาตลอด นอกจากเหนื่อยงานแล้วเลยต้องมาเหนื่อยใจถามตัวเองด้วยว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่

หาให้เจอว่าเรามี misalignment อยู่ตรงไหนแล้วพยายามไปคลี่ปมตรงนั้น ถ้าเลี่ยงสิ่งที่ต้องทำไม่ได้ก็ต้องหาความหมายของมันให้เจอ

Success คือ Alignment และ Alignment นำไปสู่ Success

เมื่อมิติส่วนใหญ่ในชีวิตสอดประสานกัน เราก็จะรู้สึกสำเร็จได้โดยไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong