ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์

20190131_emotion

เคยสังเกตตัวเองมั้ยครับว่าเราเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกคนอื่นมาก

เราอยู่ของเราดีๆ เห็นแฟนเดินเข้ามาหน้าตาบึ้งตึง อารมณ์ของเราก็รู้สึกดำดิ่งไปด้วยทันที

หรือเวลาเดินเข้าห้องประชุม เราจะรู้สึกได้ทันทีถึงบรรยากาศมาคุทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาซักคำ

เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens นั้นก็เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ คืออยู่กันเป็นหมู่คณะ ทุกคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันในการหาอาหาร ป้องกันตัว และเลี้ยงดูลูกตัวน้อย

เมื่อเราต้องพึ่งพิงคนอื่นมากขนาดนี้ ร่างกายและสัญชาติญาณของเราจึงผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมานับครั้งไม่ถ้วนให้สามารถ “จับสัญญาณ” อารมณ์ของคนในเผ่าของเราได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

เราจึงรู้ได้ทันทีว่าคนๆ นี้กำลังโกรธหรือกำลังแฮปปี้โดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรเลยซักคำ เพราะความสามารถในการจับอารมณ์นี้มีมาก่อนที่เราจะเริ่มมีความสามารถในการใช้ภาษาอยู่หลายแสนปี

เมื่อจับและรับรู้อารมณ์ได้ เราจึง “ติด” อารมณ์คนๆ นั้นมาด้วย

อารมณ์ของคนจึงส่งผ่านกันง่ายดังโรคติดต่อ ซึ่งเป็นทั้งข่าวร้ายและข่าวดี

ข่าวร้ายคือเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดั่งใจ เพราะมันอ่อนไหวและเปราะบางต่ออารมณ์ของทุกคนรอบตัว

แต่ข่าวดีก็คือ เราอาจสามารถพลิกสถานการณ์บางอย่างได้ เพียงใช้อารมณ์ที่เหมาะสมของเรานำทาง

เคยมั้ยที่ประชุมกันเครียดๆ แต่พอมีคนหยอดมุขแค่ทีเดียว คนก็หัวเราะกันทั้งห้องและบรรยากาศก็ผ่อนคลายทันตาเห็น

หรืออารมณ์ของคนในห้องกำลังเบื่อๆ แต่พอดาราหรือคนสำคัญเดินเข้ามาในห้อง พลังงานและพลวัตรก็เปลี่ยนไปทันที

เราไม่จำเป็นต้องเป็นถึงดารา ขอแค่เพียงมีทัศนคติที่ดี มีรอยยิ้มเปื้อนหน้า มีภาษากายที่เหมาะสม ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะส่งต่อพลังงานบวกและอารมณ์ที่ดีขึ้นให้กับคนรอบข้างได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพอดคาสท์ The School of Greatness Robert Greene: How to master anything and achieve greatness

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

20190130_conversations

“A person’s success in life can usually be measured by the number of uncomfortable conversations he or she is willing to have.”
-Tim Ferriss

ผมชอบประโยคนี้ของ Tim Ferriss มาก

คนเราจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ขึ้นอยู่กับจำนวนบทสนทนาที่ทำให้เรากระอักกระอ่วนใจ

– เดินเข้าไปทักทายและแนะนำตัวกับผู้หญิงที่เราสนใจ

– บอกกับเจ้านายว่าสิ่งที่เจ้านายทำอยู่ตอนนี้ไม่น่าจะเวิร์ค

– บอกเพื่อนสนิทว่าเขามีกลิ่นปาก

– ขอให้เขาอธิบายอีกหนึ่งรอบเพราะเราไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด

– เอ่ยปากขอโทษเวลาเราทำผิด

– บอกลูกน้องที่อีโก้จัดว่าเขายังต้องปรับปรุงอะไรบ้าง

ยิ่งเรากล้าที่จะมีบทสนทนาที่ทำอาจะให้เราอับอาย-อึดอัด-กระอักกระอ่วน ได้มากแค่ไหน ชีวิตเราก็จะไปข้างหน้าไดไกลขึ้นเท่านั้น

เพราะคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินหนีและหลบหลีกบทสนทนาเหล่านี้ และทนอยู่กับสถานการณ์เดิมต่อไป เพราะเขาคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

แต่ทางเลือกที่ง่ายกว่ามักไม่ใช่ทางเลือกที่ดีกว่า

และบทสนทนาที่น่าอึดอัดไม่เคยฆ่าใคร

จริงๆ แล้วเมื่อคุยกันเสร็จแล้ว เราจะโล่งใจมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

ขอแค่กล้าขึ้นอีกซักหน่อยเท่านั้นเอง

สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มการประชุม

20190129_beforemeetingstarts

เจ้านายเก่าของผมคนหนึ่งชื่อคุณเดวิดจะมีนิสัยอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

น่าสนใจเพราะไม่มีใครทำกัน แต่ผมเชื่อว่ามีประโยชน์มาก

นั่นคือ เวลาที่เราเข้าห้องประชุม ก่อนที่ใครจะเริ่มพูดประโยคแรก เดวิดจะถามขึ้นมาก่อนเลยว่า

“วันนี้เรามาประชุมกันเพื่ออะไร?” What is this meeting for?

เจอคำถามนี้ คนก็จะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีความเงียบคั่นกลางประมาณ 2-3 วินาที ก่อนที่จะมีคนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจ เช่น

“มานำเสนองบประมาณการจัดงานปีใหม่”

แล้วเดวิดก็จะถามต่อว่า แล้วสิ่งที่เราคาดหวังหลังจากจบการประชุมนี้คืออะไร? What are we trying to achieve from this meeting?

ก็จะเดดแอร์อีกซักแป๊บนึง ก่อนที่จะมีคน(เดิม)พูดขึ้นมาว่า

“เพื่อที่จะให้เราทุกคนคุยกันว่างบประมาณนี้เหมาะสมและจะได้อนุมัติงบนี้เพื่อเดินหน้าจัดงานต่อไป”

จากนั้นเดวิดก็จะพูดทวนอีกครั้งว่าเรามาประชุมวันนี้กันเรื่องอะไร และเป้าหมายของการประชุมนี้คืออะไร

แล้วการประชุมนั้นก็จะไม่ออกนอกลู่นอกทางและมักจบตรงเวลาเสมอ

—–

หนึ่งในเสียงบ่นของคนทำงานบริษัทคือเรามีการประชุมเยอะเกินไป

แต่ผมว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ตรงนั้น

ปัญหาที่แท้จริงคือเรามีการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพเยอะเกินไปต่างหาก

เป้าหมายการประชุมไม่ชัด, agenda ไม่มี ต่างคนต่างนำเสนอสิ่งที่ตัวเองคิด พอถึงตาคนอื่นพูดเราก็ไม่ฟัง ไม่มีคนคุมเวลา ประชุมเสร็จแล้วไม่รู้ว่าใครต้องทำอะไร

อาการเหล่านี้น่าจะบรรเทาลงได้ถ้ามีคนถามคำถามอย่างเดวิดก่อนเริ่มการประชุม

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่ถามอาจประสพกับเดดแอร์และอาจถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

เป้าหมายที่เรากำลังไล่ตาม

20190127_goals

มันยังเป็นสิ่งที่เรายังต้องการจริงๆ อยู่รึเปล่า?

เพราะเป้าหมายในปัจจุบันมาจากตัวเราในอดีต

และตัวเราในวันนี้กับตัวเราในอดีตย่อมแตกต่างกันไม่มากก็น้อย

สมัยเรียนหนังสือ ผมเคยมีเป้าหมายอยากได้รถบีเอ็ม แต่มาเดี๋ยวนี้ก็ไม่อยากได้รถบีเอ็มแล้ว

ผมเคยมีความฝันอยากไปเยือนโอลด์แทรฟฟอร์ด แต่ก็ทิ้งมันไว้จนเกือบจะนานเกินไป กว่าจะได้ไปเหยียบโรงละครแห่งความฝัน เซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสันและนักเตะที่ผมเคยคลั่งไคล้ก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

อาจจะฟังดูไม่โรแมนติคนัก แต่ผมเชื่อว่าทุกความฝันมีวันหมดอายุ

เรากำลังไล่ตามความฝันที่หมดอายุอยู่รึเปล่า?

ถ้าใช่ ก็อาจเป็นการดีกว่าที่จะยอมรับความจริง ดีกว่าเสียเวลาอีกหลายเดือน หลายปี หรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต พอไขว่คว้ามันมาได้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามันไม่ใช่

เหมือนจะเป็นเรื่องเศร้า แต่จริงๆ แล้วมันคือข่าวดี

เมื่อเราปลดปล่อยตัวเองจากความฝันที่ไม่ได้ตอบโจทย์อีกต่อไป เราก็จะมีแรงและเวลาในการทำสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงครับ

มันมักใช้เวลามากกว่าที่คิดเสมอ

20190127_takeslonger

ไม่ว่าจะเป็นการทำโปรเจ็ค

สร้างบริษัท

หาคนที่ใช่

เก็บเงินให้ได้ตามเป้า

ดังนั้นเราต้องใจเย็นๆ และไม่บีบคั้นตัวเองเกินไป

เพราะสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นดั่งใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

เราทำได้แค่เพียงทำส่วนของเราให้เต็มที่ สุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ฟ้าดิน

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ยังไม่ตาย

บางที ความสำเร็จของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุดครับ

ทุกคนมีความน่ารำคาญในแบบของตัวเอง

20190127_annoying

คนสาย Creative ก็น่ารำคาญในความติสท์

เจ้าของธุรกิจก็น่ารำคาญในความเอาแต่ใจ

เด็กวิศวะก็น่ารำคาญที่ใช้โลจิกมาอธิบายและแก้ปัญหาทุกอย่าง

คนสายวิชาการก็น่ารำคาญในความยึดมั่นถือมั่นในทฤษฎีและความรู้ของตัวเอง

ผู้รับเหมาก็น่ารำคาญที่สัญญาไว้อีกอย่าง ทำจริงอีกอย่าง

ผู้ชายก็น่ารำคาญในความเป็นเด็กผู้ชายไม่รู้จักโต

ผู้หญิงก็น่ารำคาญในความเจ้าอารมณ์

แมวก็น่ารำคาญในความเย่อหยิ่ง เรียกดีๆ ไม่เคยมา

หมาก็น่ารำคาญที่เห่าเสียงดังทำเลอะเทอะ

ไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อความสะใจ เพราะผมก็เป็นผู้ชายสายวิศวะ จึงมองเห็นความน่ารำคาญของตัวเองได้เป็นอย่างดี

แค่จะชี้ให้เห็นว่า เราทุกคนมีมุมที่น่ารำคาญ ต่างกันแค่รายละเอียด

เมื่อสำนึกได้ว่า “เอ้อ เราเองก็เป็นคนน่ารำคาญเหมือนกันนะ” แล้วยิ้มรับความน่ารำคาญของตัวเอง

เวลาเจอคนน่ารำคาญครั้งต่อไป เราจะได้มีเมตตาต่อกันมากขึ้นครับ

นิทานออกเดต

20190126_date

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อซินเทียเคยเล่าให้ผมฟังถึงตอนที่พ่อของเธอวางแผนพาเธอไปเที่ยวเมืองซานฟรานซิสโกยามค่ำคืน

ซินเทียในวัย 12 ปีและพ่อของเธอวางแผน “ออกเดต” กันมาเป็นเดือนๆ โดยวางแผนอย่างละเอียดถึงขั้นที่กำหนดว่าพวกเขาจะทำอะไรในนาทีไหน โดยเธอจะเข้าฟังการนำเสนอชั่วโมงสุดท้ายของเขา จากนั้นก็ไปพบเขาที่หลังห้องบรรยายตอนประมาณบ่ายสี่โมงครึ่ง แล้วปลีกตัวออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมีคนมาพูดคุยกับพ่อของเธอ

พวกเขาจะนั่งรถรางไปยังไชนาทาวน์ กินอาหารจีน (ของโปรดของพวกเขา) ซื้อของฝาก เดินเล่นสักพักและดูหนังสักเรื่อง จากนั้นพวกเขาจะนั่งรถแท็กซี่ไปที่โรงแรม เล่นน้ำที่สระว่ายน้ำสักพัก (พ่อของเธอช่ำชองเรื่องการแอบเข้าไปเล่นน้ำหลังสระปิด) และสั่งไอศกรีมฮอตฟัดจ์ซันเดมากินในห้องพักพลางดูโทรศทัศน์ พวกเขาพูดคุยรายละเอียดกันครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนถึงวันนัด การรอคอยด้วยความตื่นเต้นคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทั้งหมด

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนจนกระทั่งตอนที่พ่อของเธอออกจากห้องบรรยาย เขาบังเอิญเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ตอนนี้ร่วมทำธุรกิจด้วย พวกเขาไม่ได้พบกันมาหลายปีแล้ว และซินเทียก็ยืนดูพวกเขาโอบกอดกันอย่างกระตือรือร้น

เพื่อนคนนั้นพูดว่า

“ฉันดีใจเหลือเกินที่ตอนนี้นายร่วมงานกับบริษัทของเรา ตอนที่ฉันกับโอลิสได้ยินแบบนั้นเราคิดว่าเยี่ยมไปเลย เราอยากเชิญนายกับซินเทียไปกินอาหารทะเลสุดอร่อยเป็นมื้อเย็นกันที่ท่าเรือ!”

พ่อของซินเทียตอบว่า

“บ็อบ ดีใจที่ได้เจอนานยนะ มื้อเย็นที่ท่าเรือฟังดูดีมากเลย!”

ซินเทียคอตก ความฝันที่เธอจะได้ไปขึ้นรถรางและกินไอศกรีมซันเดหายวับไปทันที แถมเธอยังเกลียดอาหารทะเลด้วย และมันน่าเบื่อขนาดไหนที่ต้องไปนั่งฟังพวกผู้ใหญ่คุยกันทั้งคืน

แต่แล้วพ่อของเธอก็พูดต่อว่า

“แต่ไม่ใช่คืนนี้ ซินเทียกับฉันวางแผนออกเด็ตกันไว้แล้ว ใช่ไหมลูก”

เขาขยิบตาให้ซินเทียแล้วคว้ามือเธอวิ่งออกประตูไป และทำตามแผนเพื่อทำให้คืนนั้นในซานฟรานซิสโกลายเป็นค่ำคืนอันน่าจดจำ

พ่อของซินเทียคือสตีเฟน อาร์. โควีย์ นักคิดด้านการบริหารจัดการ และผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง The Seven Habits of Highly Effective People ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ซินเทียจะเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง เธอจึงนึกถึงค่ำวันนั้นในซานฟรานซิสโกด้วยอารมณ์ที่ลึกซึ้ง

การตัดสินใจที่เรียบง่ายของเขา “สร้างความผูกพันที่เหนียวแน่นระหว่างพ่อกับฉันไปตลอดกาล เพราะฉันรู้ว่าตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขา!”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ จงทิ้งสิ่งที่ดี เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด – Essentialism by Greg McKeown สำนักพิมพ์ WeLearn สำนวนแปลไทยโดย อัญชลี ชัยชนะวิจิตร

ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่คาดล่ะ?

20190124_planb

ปี 1994 เป็นปีที่ผมขึ้นม.3 ที่เตรียมพัฒน์ และเป็นปีที่รู้ตัวว่าผมต้องไปเรียนต่อนิวซีแลนด์

เตรียมพัฒน์เปิดเทอมเดือนพฤษภาคม แต่ผมจะยังไม่ไปนิวซีแลนด์จนกว่าจะถึงเดือนกันยายน ดังนั้นผมจึงยังใช้เวลาช่วงม.3 เทอม 1 อยู่ที่เตรียมพัฒน์ไปก่อน แล้วก็ยังตั้งใจเรียนไม่ต่างกับตอน ม.1-ม.2

เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ “อาทิตย์” มาถามผมว่า ทำไมรู้ว่าจะไปเรียนนิวซีแลนด์แล้วยังตั้งใจเรียนอยู่อีก ถ้าเป็นเขาเขาจะเที่ยวเล่นให้มากกว่านี้

ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอบไปยังไง แต่เดาว่าน่าจะมีอยู่สองเหตุผล

หนึ่ง คือผมมีภาพตัวเองในหัวว่าเป็นเด็กเรียนดี ถ้าเทอมนี้ผมเรียนแย่ขึ้นมาอาจจะทำให้ภาพนั้นสั่นคลอน

สอง สมมติว่าเกิดเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ที่ทำให้แผนการไปนิวซีแลนด์มันต้องล่มลง อย่างน้อยผมก็ยังเรียนต่อที่เตรียมพัฒน์ได้

ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน

เพื่อนที่เราเคยโยนงานให้ อาจกลายมาเป็นหัวหน้าของเราในอนาคตก็ได้

คนที่เราแซงคิวตอนขึ้นรถไฟฟ้า อาจเป็นคนที่เราต้องขายงานให้ก็ได้

ธุรกิจที่กำลังรุ่งเรืองอาจโดน disrupt จนไปต่อไม่เป็นก็ได้

เราจึงควรถามเผื่อไว้เสมอว่า ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่เราหวังไว้ เรามีแผนสองหรือยัง

เมื่อใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท แม้ผลลัพธ์จะผิดคาดก็คงไม่เดือดร้อนเกินไปนัก

ทิ้งงานไว้หน้าบ้าน

20190122_work

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมทดลองเปลี่ยนพฤติกรรมสองอย่าง

หนึ่ง เมื่อถึงบ้าน ผมจะเสียบมือถือชาร์จทิ้งไว้นอกห้องนอน

สอง เมื่อเข้าห้องนอนแล้ว ก็ไม่กลับออกมานั่งทำงานอีก

แต่ก่อน ถ้าเอามือถือเข้าไปในห้องนอน ผมอดไม่ได้ที่จะเล่นมือถือ ทั้งๆ ที่ลูกก็รอเล่นกับเรามาทั้งวัน และพอลูกหลับแล้ว บ่อยครั้งที่ผมจะเดินออกมาหยิบแล็ปท็อปออกจากเป้แล้วนั่งทำงานอีกนิดหน่อย ซึ่งบางทีก็เลยเถิดจนดึกดื่น ทำให้วันถัดมาไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่

พอมาเดี๋ยวนี้ เมื่อเอามือถือไว้นอกห้องและทิ้งคอมไว้ในเป้ ก็รู้สึกว่าจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น

ถามว่าเสียโอกาสที่จะทำงานให้เสร็จมากขึ้นมั้ย ก็คงมีบ้าง แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าที่เราทำงานหนักๆ กันอยู่ นี่สุดท้ายแล้วเราทำไปเพื่อใคร

ถ้าไม่รู้จักขีดเส้นให้ตัวเอง งานและสิ่งเร้าก็จะคอยล้ำเส้นเราอยู่เรื่อยๆ จนเราหลงลืมสิ่งสำคัญที่แท้จริงครับ

อย่าหวังว่าแฟนจะไม่งอแง

20190122_relationship

อย่าหวังว่าแม่จะไม่น้อยใจ

อย่าหวังว่าลูกจะไม่ดื้อ

อย่าหวังว่าเพื่อนร่วมงานจะช่วยเหลือ

อย่าหวังว่าหัวหน้าจะเข้าอกเข้าใจ

อย่าหวังว่าลูกน้องจะได้ดั่งใจเราทุกอย่าง

ถ้ามองว่า “ความสัมพันธ์” คือคนสองคนที่พันผูกกันด้วย “สายสัมพันธ์”

บางทีสายนั้นก็หย่อน บางทีสายมันก็ตึง เมื่อไหร่ที่ตึงมันก็ย่อมเกิดการฉุดกระชากลากถูให้มีแผลถลอกบ้างเป็นธรรมดา

การเห็นไม่ตรงกันหรือการทะเลาะกันจึงเป็นเรื่องปกติของทุกความสัมพันธ์

เราจึงไม่ควรคาดหวังความสัมพันธ์ที่ราบรื่นไร้การสะดุด

แต่เราควรวาดหวังว่าเมื่อเจออาการสะดุดนั้นแล้ว เราเรียนรู้อีกฝ่ายและเรียนรู้ตัวเองมากขึ้นแค่ไหน

จะได้ไม่สะดุดซ้ำรอยเดิมครับ