ไม่มีความจำเป็นอันใด

20171017_benotyourself

ที่จะต้องเป็น “เราคนเดิม” กับเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว

“You’re under no obligation to be the same person you were 5 minutes ago”
– Alan Watts

เราถูกสั่งสอนมานานว่า “จงเป็นตัวของตัวเอง”

แต่บางครั้ง ถ้าเราอยากจะเติบโต เราก็ต้องยอมที่จะ “ไม่เป็นตัวของตัวเอง” เสียบ้าง

ถ้าอยากรู้จักน้องคนนั้น ก็ต้องยอมละทิ้งความเป็นคนขี้อายแล้วเดินเข้าไปหา

ถ้าอยากจะหุ่นดีกว่านี้ ก็ต้องยอมหยุดเป็นคนที่เอาแต่นอนดูทีวี-กินอาหารขยะ

ถ้าอยากจะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องยอมหยุดเป็นคนติดเฟซบุ๊คและทำงานแบบคนสมาธิสั้น

ในทางพุทธศาสนา ตัวตนที่แท้นั้นไม่มี

จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราใช้ความเชื่อนี้ให้เป็นประโยชน์ เราก็จะสามารถ “เปลี่ยนตัวเอง” ได้ในเสี้ยววินาที

แค่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนอย่างเด็ดเดี่ยว ทัศนคติของเราก็จะเปลี่ยนไป

เมื่อทัศนคติเปลี่ยน การกระทำก็เปลี่ยน

และเมื่อเวลาได้ทำหน้าที่ของมัน ชีวิตของเราก็ย่อมเปลี่ยนตาม

บางทีชีวิตก็ยากเกินกว่าจะอยู่คนเดียว

20171016_toogoodtobealone

และบางทีชีวิตก็ดีเกินกว่าจะอยู่คนเดียว

“Sometimes life is too hard to be alone, and sometimes life is too good to be alone.”
-Elizabeth Gilbert

ในประวัติศาสตร์ 200,000 ปีของมนุษย์เผ่าพันธุ์ Home Sapiens นั้น เราใช้เวลา 190,000 ปีแรกไปกับการหาอยู่หากินแบบล่าสัตว์และเก็บพืชผล (hunter-gatherers) ซึ่งบังคับให้มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันเป็นหลักสิบหลักร้อยเพื่อจะช่วยกันออกล่าเหยื่อและดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกัน

ถ้ามนุษย์ในอดีตคนไหนเข้ากลุ่มไม่ได้ มนุษย์คนนั้นก็มีโอกาสรอดชีวิตต่ำมาก และยีนส์ของมนุษย์ไร้เพื่อนผู้นั้นก็จะไม่ถูกส่งต่อมายังรุ่นต่อไป ส่วนมนุษย์คนไหนที่เข้ากับเพื่อนได้ดีก็มีโอกาสรอดชีวิตสูงและส่งต่อยีนส์มาให้คนรุ่นต่อๆ ไป

มนุษย์จึงเป็นสัตว์สังคมโดยดีเอ็นเออยู่แล้ว

แม้กระทั่งคนที่เราเห็นว่าเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อน ผมก็เชื่อว่าเขาก็ยังมีสังคมของเขา เช่นในโลกออนไลน์เป็นต้น

เมื่อวิวัฒนาการสร้างให้มนุษย์จำเป็นต้องมีพวกพ้อง จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว เพราะเรากำลังทำอะไรที่ผิดธรรมชาติอยู่

ในวันที่เราอ่อนแอ ในวันที่ชีวิตเราตกต่ำ เราล้วนต้องการใครซักคนที่จะคอยให้กำลังใจหรืออย่างน้อยก็รับฟังเราก็ยังดี

และในวันที่เราประสบความสำเร็จ พิชิตความฝันของเราได้ ความรู้สึกมันคงไม่ฟินเท่าไหร่นักหากไม่มีใครซักคนมาร่วมชื่นชมกับเราด้วย

“Sometimes life is too hard to be alone, and sometimes life is too good to be alone.”

ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องหาคู่นะครับ

เพียงแต่อยากเตือนว่าอย่าละเลยความสัมพันธ์ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้องหรือเพื่อนที่เคยคบกันเท่านั้นเอง

กฎความสำเร็จ 11 ข้อของแอปเปิล

20171015_applelawsofsuccess

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Huxley Dunsany อดีตพนักงานของ Apple ได้ถ่ายรูปด้านหลังบัตรพนักงานของเขาและเขียนลงเว็บ Reddit ว่า

“When I was hired by Apple in 2004, these “rules for success” were attached to the back of my employee badge. Words to live by.”

“ตอนที่แอปเปิลรับผมเข้าทำงานในปี 2547 กฎแห่งความสำเร็จเหล่านี้ติดอยู่ด้านหลังบัตรพนักงานของผม มันคือสิ่งที่เราควรปฏิบัติตามทุกวันเลยนะ”

ในปี 2547 นั้นแอปเปิลยังไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้ Steve Jobs เพิ่งกลับเข้ามารับตำแหน่ง CEO ได้ 7 ปี iPod mini เพิ่งวางตลาด และโปรเจ็ค iPhone กำลังตั้งไข่ (่ก่อนจะเปิดตัวในอีก 3 ปีต่อมา)

ในรูปภาพ เราจะเห็นคำจั่วหัวว่า “JB’s Rules for Success” แว้บแรกนึกว่า JB จะย่อมาจาก Jobs แต่แท้จริงแล้วเป็นชื่อย่อของ John Brandon ซึ่งเป็น Vice President ฝ่าย Sales

นี่คือกฎความสำเร็จ 11 ข้อที่ติดอยู่หลังบัตรพนักงานคนนั้นครับ

– Let go of the old, make the most of the future
– ละทิ้งสิ่งเดิมๆ และใช้ประโยชน์จากอนาคตให้คุ้มค่าที่สุด

– Always tell the truth, we want to hear the bad news sooner than later
– พูดความจริงเสมอ บอกข่าวร้ายเร็วๆ ดีกว่ามาบอกกันทีหลัง

– The highest level of integrity is expected, when in doubt, ask
– ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าไม่แน่ใจให้ถาม

– Learn to be a good businessperson, not just a good salesperson
– อย่าเป็นเพียงนักขายที่ดี ต้องเป็นนักธุรกิจที่ดีด้วย

– Everyone sweeps the floor
– ทุกคนต้องพร้อมที่จะกวาดพื้น (ไม่มีงานไหนต่ำเกินไป)

– Be professional in your style, speech and follow-up
– เป็นมืออาชีพทั้งเรื่องวิธีการ การพูดการจา และการติดตามผล

– Listen to the customer, they almost always get it
– จงฟังลูกค้า ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเข้าใจนะว่าอะไรเป็นอะไร

– Create win/win relationships with our partners
– สร้างความสัมพันธ์แบบ win/win กับพันธมิตรของเรา

– Look out for each other, sharing information is a good thing
– คอยสอดส่องดูแลกัน การแบ่งปันข้อมูลเป็นเรื่องดี

– Don’t take yourself too seriously
– อย่าเอาเป็นเอาตายกับตัวเองมากนัก

– Have fun, otherwise it’s not worth it
– สนุกกับมัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่คุ้มกันหรอก

แม้กฎเหล่านี้จะไม่ได้มาจาก Steve Jobs โดยตรง แต่ผมก็เชื่อว่ามันคือสิ่งที่พนักงาน Apple จำนวนไม่น้อยปฏิบัติตาม และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Apple กลายมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก CNBC This former Apple employee shares the ‘rules for success’ the company gave him when he worked there 

ขอบคุณภาพจาก imgur by wowbobwow 

แทนที่จะตามหาคนที่ใช่

20171014_rightperson

สู้ทำตัวให้เป็นคนที่ใช่น่าจะดีกว่ามั้ย

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

-Anonymous

เมื่อวานนี้ผมไม่ได้เล่านิทาน วันนี้เผอิญนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เลยขอเล่าชดเชยนะครับ

คุณลุงคนหนึ่งไม่เคยมีแฟนเลยตลอดชั่วชีวิตของเขา

นับแต่วัยหนุ่ม เขาออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อตามหาผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบอยู่หลายสิบปี แต่มาวันนี้ในวัย 50 กว่า เขาก็ยังคงอยู่คนเดียวอย่างเดียวดาย

เมื่อรับรู้เรื่องราวอันน่าเศร้านี้ เด็กน้อยคนหนึ่งเลยถามคุณลุงว่า

“คุณลุงออกเดินทางไปทั่วโลก เจอผู้คนตั้งมากมาย คุณปู่ไม่เจอผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบบ้างเลยเหรอครับ?”

“เจอสิ ลุงเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็คเลยละ” คุณลุงพูดตาเป็นประกาย

“แล้วทำไมคุณลุงไม่แต่งงานกับเธอล่ะครับ?”

ตาของคุณลุงเศร้าลงทันที

“เพราะเธอก็กำลังมองหาคนที่แสนจะเพอร์เฟ็คอยู่เช่นกันไงล่ะหลาน”

นิทานจบลงตรงนี้ แต่ชีวิตจริงยังดำเนินต่อไป

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรัก แต่เป็นเรื่องการหาเลี้ยงชีพด้วย

สี่ห้าปีมานี้เราถูกสอนว่าให้ “ตามหางานที่ใช่”

แต่จะมีซักกี่คนที่จะได้เจองานที่ใช่ขนาดนั้น?

ไม่ผิดที่จะแสวงหางานที่เหมาะกับเรา งานที่จะทำให้เราอยากรีบตื่นทุกเช้าวันจันทร์

แต่ถ้าเราเพิ่มมิติแห่งการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ โอกาสที่เราจะเจองานที่ใช่นั้นจะสูงขึ้นมาก

“Don’t worry about finding the right person. Focus on becoming the right person.”

อย่ามัวตามหาคนที่ใช่หรืองานที่ใช่จนลืมกลับมาดูตัวเองนะครับ

เพราะถึงวันหนึ่ง ถ้าคุณได้เจองานที่ใช่สำหรับคุณ แต่คุณกลับไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเขา คุณอาจจะอกหักเหมือนคุณลุงโสดเสมอคนนั้นก็ได้

จำความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างได้มั้ย?

20171013_rememberthatfeeling

365 วันที่แล้ว…

13 ตุลาคม 2559 น่าจะเป็นหนึ่งในวันที่ “เสียใจที่สุดในชีวิต” ของใครหลายคน

แม้จะทำใจมามากแค่ไหน น้ำตาก็อดไหลไม่ได้

แต่ความโศกเศร้าเป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้ว

สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง คือการ “ลุกขึ้นมาทำดี” ของคนไทยจำนวนมาก

จิตอาสานับร้อยนับพันไปรวมตัวกันที่สนามหลวง บ้างทำอาหารไปแจก บ้างขับรถรับ-ส่ง บ้างเก็บขยะ

มันคงเป็นความรู้สึกที่อยาก “ทำดี” บ้าง หลังจากที่เราได้รับรู้เรื่องราวว่าพระองค์ท่านได้ทรงทำเพื่อคนไทยเอาไว้มากมายแค่ไหน

ช่วงนั้นผมยังรู้สึกเลยว่า คนขับรถบนท้องถนนมีน้ำใจกันมากขึ้น ให้ทางกันมากขึ้น เสียงบีบแตรแทบไม่มีให้ได้ยิน

ผมเลยแอบหวังเล็กๆ ว่า “มวลพลัง” ก้อนนี้มันจะมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางสังคมไทยได้

ผ่านมาแล้ว 365 วัน…

เมื่อความเศร้าจางหาย คนส่วนใหญ่กลับเข้าสู่โหมดเดิม

คนขับรถบนถนนในวันนี้ มารยาทและน้ำใจกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับก่อนที่จะเกิดเหตุ

จนผมต้องยอมรับว่า มวลพลังก้อนนั้นแม้จะมหาศาลแค่ไหนก็อาจไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้อยากที่เคยแอบหวัง

—–

“เล็ก” คือรูมเมตผมตอนเรียนปี 1 ที่เอเชียนยู

เรียนจบออกมา เล็กเลือกรับราชการที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จนปี 2557 ก็ได้ไปประจำที่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (มีภรรยาเป็นผู้ติดตามไปด้วย)

เย็นวันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว เล็กโทรศัพท์ผ่าน LINE มาถามผมว่า ตกลงสถานการณ์เป็นอย่างไรกันแน่ เพราะอยู่ที่ดูไบเล็กก็ได้ยินข่าวมาตั้งแต่เช้า ไม่รู้ข่าวไหนจริงข่าวไหนลวง ผมก็ได้แต่ตอบไปว่าผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ขอรอฟังประกาศอย่างเป็นทางการก่อนแล้วจะคอนเฟิร์มไปอีกที

ระหว่างขับรถกลับบ้าน ผมได้ฟังพลเอกประยุทธ์ออกมาประกาศข่าวร้ายตอนหนึ่งทุ่มตรง

น้ำตาไหล กลับถึงบ้านอย่างงงๆ กอดภรรยา แล้วพอตั้งสติได้ก็เลยไลน์ไปบอกเล็กว่าคอนเฟิร์มแล้วนะ เล็กบอกว่าทราบข่าวแล้วเหมือนกัน ขอบใจมาก

เราไม่ได้คุยกันอีกเลยจนเล็กกลับมาเยี่ยมเมืองไทยในเดือนธันวาคม

ผมนัดเจอกับเล็กที่เซ็นทรัลลาดพร้าว มีเพื่อนอีกสองคนตามไปสมทบ

เราคุยกันว่า ตอนที่ทราบข่าว แต่ละคนอยู่ที่ไหนกัน เล็กบอกว่าเล็กกำลังเดินลงบันไดไปสูบบุหรี่ พอทราบข่าวอย่างเป็นทางการ ก็ตัดสินใจทิ้งบุหรี่ นับตั้งแต่วันนั้นเล็กก็ไม่ได้สูบบุหรี่มาเดือนเศษแล้ว

ได้ยินเล็กเล่าอย่างนี้ ผมเลยบอกตัวเองว่า ถ้าครบปีแล้วเล็กยังไม่กลับไปสูบบุหรี่อีก ผมอยากจะเอาเรื่องนี้มาเขียนลงบล็อก

เมื่อคืนนี้ผมก็เลยทักเล็กไปครับ

10.12 (Thu)

เล็ก
10:34 PM

ยินดีด้วย กำลังจะครบรอบ 1 ปี เลิกบุหรี่
10:34 PM

เราว่าจะเอาเรื่องของเล็กมาเล่าลงบล็อกหน่อย
10:35 PM

อยากให้เล็กเล่าให้ฟังอีกทีว่าวันที่ตัดสินใจเลิก ตอนนั้นสถานการณ์เป็นยังไง แล้วมีความคิดอะไรที่แล่นเข้ามาในหัว
10:36 PM

 

10. 13 (Fri)

ขอเป็นพรุ่งนี้เย็นไหวไหม
1:12 AM

เพิ่งเห็น​ กำลังจะนอน
1:12 AM

พรุ่งนี้มีภารกิจ​ที่สถานทูต​แต่เช้ากว่าจะถึงบ้านก็เย็นพอดี​
1:12 AM

นั่งรถไปจะเล่าให้ฟังระหว่างทางนะ
1:13 AM

นอนไม่หลับ​
1:21 AM

เล่าเลยละกัน
1:22 AM

วันนั้นจำได้ว่าทำงานไปดูมือถือไปตั้งแต่เช้า​
1:22 AM

เมืองไทยอยู่ตะวันออกจึงเวลาเร็วกว่าดูไบ​สามชั่วโมง
1:24 AM

และวันนั้นข่าวมาหลายทางมากๆ​ ที่ทำงานก็ใจไม่ค่อยดีกันเท่าไหร่​
1:25 AM

ได้ข่าวว่า​ ร.9​ ท่านสิ้นแล้วแต่เช้า​ แต่เป็นข่าวที่ส่งต่อๆกัน​มา​ เลยยังไม่ปักใจเชื่อ
1:26 AM

เวลาประมาณ​เกือบๆ​ 11​โมงได้ ก็ตัดสินใจเดินไปสูบบุหรี่ชั้นล่างแก้เครียด​
1:26 AM

เล็กทำงานชั้นสี่​ เดินลงมาบุหรี่​กับไฟแช็คอยู่ในมือ​ เดินมาถึงชั้นสองก็เห็นประกาศจากทางสำนักพระราชวัง​ว่าท่านสิ้นแล้ว…
1:28 AM

อาการแรก​เล็กตกใจมาก​ นึกว่าทำใจไว้แล้วไม่น่าจะตกใจอย่างนี้
1:28 AM

อาการที่สองคือจุดไฟแช็ค​ ทั้งๆที่ยังเดินลงมาไม่ถึงชั้นล่าง​
1:30 AM

สูบเข้าไปหนึ่งคำ​ จำได้ว่าขม​จริง​ ทำไมถึงขม? ทั้งๆที่สูบมานาน​ไม่เคยขม​
1:32 AM

ความคิดที่สองคือ​ เรากำลังทำ​อะไรอยู่วะเนี่ย? สูบไปแล้วได้อะไรขึ้น​มาวะ​
1:34 AM

คิดได้ก็เดินถึงข้างล่างพอดี​ ขยี้ก้นบุหรี่แล้วตัดสินใจตรงนั้นเลยว่าเลิก​
1:36 AM

ขึ้นมาถึงที่ทำงานก็ทิ้งบุหรี่ทั้งหมด​ บอกแฟนว่าพี่เลิกสูบบุหรี่แล้ว​
1:37 AM

ไม่สูบอีกเลยหลังจากวันนั้น
1:39 AM

แต่จำได้แม่นนะ​ จำภาพนั้นได้ติดตามาก​ ภาพชั้นบันได​ กับบุหรี่ในมือ
1:42 AM

แต๊งกิ้วมากเล็ก แต่งงเรื่องเวลานิดนึง
8:08 AM

เพราะประกาศออกที่เมืองไทยตอน 1 ทุ่มตรง
8:09 AM

น่าจะเป็น 4 โมงเย็นที่ดูไบมากกว่า 11 โมงเช้ารึเปล่า
8:09 AM

รุตน่าจะถูก​ แต่ที่แน่ๆคืออยู่ที่ทำงานและยังไม่มืดแน่นอน
9:57 AM

เครๆ
11:25 AM

เริ่มสูบบุหรี่เป็นประจำมาตั้งแต่ปีไหนนะ
11:26 AM

1998
11:31 AM

—–

จำความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างได้มั้ยครับ?

เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เราอาจอยากลุกขึ้นมาช่วยเหลือคนอื่น ทำดีเพื่อคนอื่น เพื่อเป็นการตอบแทนพระองค์ท่าน

ถ้า 365 วันที่แล้วความรู้สึกนี้มีขนาดเท่าดวงอาทิตย์ ในวันนี้ความรู้สึกนั้นอาจเหลือขนาดเพียงดวงจันทร์

แต่นั่นก็ยังมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อยู่ดี

ผมได้เรียนรู้ว่า เราไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ ไม่ต้องฝันไกลถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมก็ได้ มาเปลี่ยนหน่วยที่เล็กที่สุดอย่างตัวเราดีกว่า

13 ตุลาคม 2560 รำลึกครบรอบ 1 ปีการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักที่สุด

เรามาให้สัญญากับตัวเองกันดีมั้ยครับว่า วันนี้คือวันที่เราจะ “เริ่มทำ” อะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั่ง “หยุดทำ” อะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น

เหมือนที่เล็กตัดสินใจเลิกบุหรี่หลังสูบมาแล้ว 18 ปี

เริ่มทำ หรือ หยุดทำ เพื่อจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิมแม้เพียงเสี้ยวนึงก็ยังดี

ถ้าลูก 70 ล้านคนดีขึ้นคนละนิด มีหรือที่พ่อจะไม่ดีใจ

อดีตมันไม่อาจดีกว่านี้ได้แล้ว

20171012_past

ดังนั้นจงให้อภัยเขาเถอะ

“Forgiveness means giving up all hope for a better past.”
– Jerry Jampolsky

เรายังแบกความขุ่นข้องหมองใจอะไรอยู่บ้าง?

เคยมีคนทำร้ายเรา ทำให้เราผิดหวัง ทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองใช่มั้ย?

แต่การที่เรายังโกรธเขาอยู่มันทำให้อะไรดีขึ้นบ้างรึเปล่า?

อดีตคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เราโกรธเขาแค่ไหน เขาก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แน่นอนว่าคนเราเจ็บแล้วต้องจำ แต่การเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้รังแต่จะทำร้ายเราเปล่าๆ

การให้อภัยจึงไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น แต่มันคือการทำเพื่อตัวเอง

ให้อภัย เพื่อปลดปล่อยเราจากอดีตที่ไม่อาจดีไปกว่านี้ได้แล้ว

เหตุผลที่ชีวิตไม่เคยดีพอ

20171011_notgoodenough

เพราะเราเปรียบเทียบเบื้องหลังการถ่ายทำของเรากับฉากไคลแมกซ์ของคนอื่นๆ

“The reason we struggle with insecurity is because we compare our behind-the-scenes with everyone else’s highlight reel.” –
– Steven Furtick

สมัยก่อน ใครที่อยากให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองรวยมักจะทำอยู่สามอย่าง คือห้อยทองเส้นใหญ่ ใส่นาฬิกาหรู และขับรถแพงๆ

เพราะการประกาศตนผ่านเครื่องประดับดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้คนอื่นรู้ว่าฉันรวยนะจ๊ะ

แต่ความอวดรวยในสมัยนั้นก็ยังมีขีดจำกัด เพราะวันๆ หนึ่งเขาจะได้อวดรวยกับคนไม่กี่คนเท่านั้น

มาสมัยนี้ เราอวดรวยกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องห้อยทองหรือใส่นาฬิกาหรูแล้ว

เช่นอาจจะถ่ายรูปอาหารญี่ปุ่นอลังการลง Instagram หรือถ่าย live จากเมืองในฝันของใครหลายๆ คนลง Facebook

และบางทีการอวดรวยก็ไม่ใช่ในเชิงตัวเงินด้วย แต่ “อวดรวยประสบการณ์” เช่นไปดำน้ำมา ไปคอนเสิร์ตนักร้องฝรั่งที่หาตั๋วโคตรยากมา หรือมีแฟนหล่อ แฟนสวย หลานน่ารัก ก็เป็นการอวดรวยประสบการณ์เช่นกัน

รูปแบบในการอวดรวยมีมากขึ้น แถมยังมีคนเห็นมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า

แล้วใครเลยจะอดใจไหวไม่อวดรวยกับเขาบ้าง

แล้วใครเลยจะไม่รู้สึกว่าชีวิตคนอื่นดีกว่าเราบ้าง

เราคงไม่อาจต้านกระแสนี้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเตือนตัวเองว่าสิ่งที่เราเห็นในมือถือนั้นคือฉากไคลแมกซ์ของเขาแล้ว

แถมบางทีก็มีจัดฉากด้วย!

ฉากชีวิตจริงของเขาก็ไม่ได้ต่างจากเราเท่าไหร่หรอกครับ เผลอๆ เขามีเรื่ืองทุกข์กว่าเราด้วยซ้ำไป

เมื่อบอกตัวเองได้อย่างนี้ เราจะได้ดำเนินชีวิตของเราโดยไม่รู้สึกว่าต้องสวมบทนักแสดงอยู่บ่อยๆ ครับ

—–

ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่งแล้ว) – bit.ly/tgimorder

ผู้ชนะคือผู้แพ้ที่พยายามอีกครั้ง

20171010_loser

“A winner is just a loser who tried one more time.”
– George Moore

จะว่าไปผมเองก็เจอเรื่องขายหน้ามานับครั้งไม่ถ้วน

1994 ตอนไปเรียนนิวซีแลนด์เทอมแรก ผมสอบตกทุกวิชายกเว้นวิชาเลข

1995 แข่งบอลลีกสำหรับทีมเยาวชนอายุต่ำกว่า 19 ปี แล้วแพ้เกือบทุกนัด นัดที่แพ้เละเทะที่สุดคือ 17-0 (ผมเล่าประสบการณ์นี้ไว้อย่างละเอียดในตอน บทเรียนจากการแพ้ 17-0)

1997 ทำวงดนตรีเด็กไทยขึ้นไปเล่นเพลง Creep ของ Radiohead ในหอประชุมให้คนทั้งโรงเรียนฟัง (ในกลุ่มคนดูมีคนที่ผมแอบชอบนั่งอยู่ด้วย) ปรากฎว่าผมร้องเสียงเพี้ยนและตอนที่ขึ้นเสียงสูงที่สุดเสียงดันไปไม่ถึง ผลลัพธ์คือ “เสียงหลุด” ไปเลยจนคนทั้งหอประชุมหัวเราะกันยกใหญ่

แต่ถึงจะเจอเรื่องน่าอายขนาดนั้น ก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อมาได้

1995 ผมได้รางวัลเรียนดี 1996 ทีมฟุตบอลของเราได้รองแชมป์ลีก และปลายปี 1997 ผมขึ้นไปโซโล่กีตาร์เพลง Don’t Look Back in Anger ของ Oasis ในวันจบการศึกษาซึ่งคราวนี้ได้รับเสียงปรบมือแทนเสียงหัวเราะ

จะแพ้กี่ครั้งหรือแพ้หนักแค่ไหนจึงไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเราทำอะไรต่อหลังจากที่แพ้ไปแล้ว

“A winner is just a loser who tried one more time.”

ถ้าแพ้ก็แค่ลองอีกครั้ง และอีกครั้งจนกว่าจะชนะ

แล้วจากนั้นก็แพ้ใหม่

แล้วก็พยายามอีกจนกว่าจะชนะ

แพ้-ชนะ-แพ้-ชนะสลับกันไป

ยังไงก็สนุกกว่าเป็น “ผู้แพ้” และ “ผู้ยอมแพ้” ไปตลอดครับ

—–

ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Mondayราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่ง) – ผมเหลือหนังสือแค่ 17 เล่มแล้วครับ – bit.ly/tgimorder

Perfectionism คือความกลัว

20171010_perfectionism

Elizabeth Gilbert เขียนไว้ในหนังสือ Big Magic ว่า หนึ่งในนิสัยที่มักจะเป็นตัวฉุดรั้งความก้าวหน้าของผู้หญิงคือความเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์ หรือคนที่อยากทำอะไรออกมาให้มันสมบูรณ์แบบ

แต่ความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง ความเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์จึงมักจะทำให้เราทำอะไรไม่เสร็จซักอย่าง หรือที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือมันจะทำให้เราไม่ได้เริ่มทำอะไรซักอย่างเพราะเราเชื่อว่าถึงทำไปมันก็จะไม่มีทางดีพอกับสิ่งที่เราคาดหวัง

ความซับซ้อนของ perfectionism ก็คือมันมักประกาศตัวว่าเป็น “ข้อดี” อย่างหนึ่ง เวลาที่ใครบอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์ก็มักจะพูดออกมาด้วยความแอบภูมิใจว่าฉันเป็นคนมาตรฐานสูงนะ

แต่กิลเบิร์ตเห็นต่าง

“I think perfectionism is just fear in fancy shoes and a mink coat, pretending to be elegant when actually it’s just terrified. Because underneath that shiny veneer, perfectionism is nothing more than a deep existential angst that says, again and again, “I am not good enough and I will never be good enough.”

“ฉันคิดว่า perfectionism เป็นเพียงความกลัวที่ใส่เสื้อขนสัตว์และรองเท้าส้นสูง ดูเหมือนจะเฉิดฉายเจิดจรัสทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันกำลังหวาดกลัวต่างหาก ภายใต้เปลือกอันสวยงามนั้น perfectionism เป็นเพียงความวิตกกังวลที่คอยตอกย้ำว่า ฉันดีไม่พอ และฉันจะไม่มีวันดีพอ”

เพราะฉะนั้น เลิกมองความเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์ว่าเป็นข้อดีได้แล้ว

ถอดรองเท้าส้นสูงและเสื้อขนสัตว์ออก แล้วลุยไปเลย

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Makers: Author Elizabeth Gilbert On Avoiding the Perfectionism Trap

ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่ง) – ผมเหลือหนังสือแค่ 17 เล่มแล้วครับ – bit.ly/tgimorder

สิ่งที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอน

20171008_1000blogposts

เมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 7 ตุลาคมปี 2560) ผมเขียนบทความลง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอนครับ

เลยอยากเฉลิมฉลองด้วยการแชร์สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเขียนบล็อกอย่างจริงจังมา 2 ปีกับอีก 9 เดือนนิดๆ ครับ

จะเขียนบล็อกไปทำไม
หนึ่ง – มันเป็นสมุดบันทึกเรื่องราวและความคิดที่วันหนึ่งเราจะอยากกลับมาอ่านอีก
สอง – มันช่วยให้เราแบ่งปันความคิดที่เรามีให้เพื่อนๆ หรือคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน
สาม- มันเป็นการสร้าง “เรซูเม่ออนไลน์” ที่ทรงพลังที่สุดวิธีหนึ่ง

จะเริ่มยังไง?
วิธีที่ง่ายที่สุดเลยคือเข้าไปที่ wordpress.com แล้วสมัครสมาชิก เลือกธีม (ดีไซน์) ที่ชอบ จากนั้นก็เขียนได้เลย ถ้าเขียนได้ซักพักแล้วอยากจะมีโดเมนเป็นของตัวเอง ก็ค่อยศึกษาในลิงค์นี้ครับ

จะตั้งชื่อบล็อกว่าอะไรดี?
ตอนแรกผมก็คิดชื่อบล็อกไปต่างๆ นาๆ เหมือนกัน แต่ชื่อที่ชอบก็มีคนเอาไปหมดแล้ว สุดท้ายเลยมาตายรังที่ชื่อตัวเอง

การตั้งเป้าหมาย
ผมขอแนะนำว่าอย่าไปตั้งเป้าหมายในเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ เช่นจะต้องมีคนอ่านเท่านั้นหรือต้องมีคนแชร์เท่านี้ เพราะมันจะทำให้เรากดดันตัวเองเสียเปล่าๆ

เป้าหมายของผมตอนที่เริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังในวันที่ 2 มกราคม 2558 คือ “เขียนให้ได้วันละตอน สามวันติดต่อกัน” พอทำได้ก็ค่อยขยับเป็น 7 วัน…1 เดือน…3 เดือน แล้วค่อยตั้งเป้าหมายว่าจะเขียนทุกวัน

ส่วนคนอื่นๆ อาจจะเขียนสัปดาห์ละตอนหรือเดือนละตอนก็ได้ ไม่มีผิดหรือถูก สำหรับผม การเขียนบล็อกทุกวันมันง่ายกว่าการเขียนบล็อกสัปดาห์ละครั้ง เพราะถ้าเราบอกว่าเราจะทำมันทุกวัน เราก็จะไม่เหลือข้ออ้างที่วันนี้จะไม่เขียน ขณะที่ถ้าเป้าของเราคือสัปดาห์ละครั้งเรายังมีโอกาสผัดผ่อนไปได้อีกตั้ง 6 วันแน่ะ

จะเผยแพร่อย่างไร?
เปิดเพจเลยครับ จากนั้นก็เชิญเพื่อนๆ ให้มาไลค์เพจเรา พอเขียนบทความในบล็อกเสร็จก็แชร์ลงเพจนี้ แล้วเราก็แชร์บทความจากเพจมาไว้ในโปรไฟล์เราอีกทีให้เพื่อนๆ ได้เห็นได้อ่านกัน

ความกลัวที่ทำให้คนไม่กล้าเขียนบล็อก
กลัวว่าเขียนห่วย – งั้นก็เขียนโดยไม่ต้องแชร์ก็ได้นะครับ ไม่มีใครมาเห็นหรอก

กลัวโดนวิจารณ์ – แน่นอนว่าไม่มีใครอยากโดนวิจารณ์ ดังนั้นคุณก็ใช้นามแฝงก็ได้ ทีนี้เค้าก็จะไม่รู้แล้วว่าคุณเป็นใครมาจากไหน

กลัวว่าเขียนแล้วจะไม่มีคนอ่าน – ก็ดีสิครับ จะได้ไม่ต้องกลัวใครมาวิจารณ์ ช่วงแรกๆ ที่ไม่ค่อยมีคนอ่านนี่แหละคือโอกาสทองในการลองผิดลองถูกและฝึกฝนเพื่อเพิ่มความมั่นใจไปเรื่อยๆ

วิธีหาเรื่องมาเขียนบล็อก
เข้าเว็บเนื้อหาดีๆ – เว็บ/แอป ที่ผมเข้าบ่อยๆ ก็คือ Quora, Medium และ TED ครับ

ถ้าภาษาอังกฤษเราไม่แข็งแรงล่ะ? ยิ่งควรต้องอ่านเลยครับ จะได้แข็งแรงขึ้นซักที

อ่านหนังสือดีๆ – ผมบอกตัวเองว่าจะอ่านหนังสือวันละ 5 หน้า ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะได้เรื่องดีๆ มาเล่าต่อ (แต่ถ้าเป็นนิยายก็อาจไม่ช่วยเท่าไหร่นะ)

เอาคำคมมาเป็นตัวจุดประกาย – ผมจะเข้าเว็บพวก Pinterest, AZ Quotes หรือ Goalcast เมื่อได้คำคมที่ตรงใจ เราก็จะคิดได้เองว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี

เอาเรื่องที่พูดคุยกับแฟน/เพื่อน มาเล่าต่อ – เรื่องอย่างกุ้งแป๊บเดียวก็เกิดขึ้นตอนนั่งทำสุกี้กินที่บ้าน ส่วนเรื่องม้าตีนต้น-ม้าตีนปลาย ก็ได้ไอเดียตอนนั่งอยู่ในรถกับแฟน สำคัญคือถ้าคิดประเด็นอะไรออกให้รีบจดเอาไว้กันลืมครับ

ไปเอานิทานมาจากไหน?
ถ้าใครติดตามบล็อกผมมาซักพักอาจจะรู้จัก “นิทาน” ที่ผมจะเอามาเล่าทุกวันศุกร์ มีคนถามกันเยอะว่าไปเอามาจากไหน คำตอบก็คือเอามาจากในเน็ตและเว็บที่ผมกล่าวถึงนั่นแหละครับ เพียงแต่ต้องออกแรงเยอะหน่อย อ่าน 10 เรื่อง อาจจะมีเรื่องที่พอใช้ได้แค่เรื่องเดียวเท่านั้น

หารูปประกอบจากที่ไหน?
เว็บที่ผมใช้บ่อยที่สุดคือ Pixabay, Pexels และ Unsplash ครับ เราสามารถเอามาใช้ได้โดยไม่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ถ้าอยากให้ชัวร์สุดก็ใช้รูปที่เราถ่ายเองก็ได้ เช่นรูปประกอบบทความนี้เป็นต้น

ควรเขียนเรื่องที่อยู่ในกระแสมั้ย?
ส่วนตัวผมไม่ค่อยตามข่าวเท่าไหร่อยู่แล้ว เรื่องส่วนใหญ่ที่ผมเขียนจึงไม่ได้อยู่ในกระแส ข้อเสียคือโอกาสที่คนจะกดแชร์อาจจะน้อยกว่าเรื่องที่กำลังอินเทรนด์ แต่ข้อดีคือสิ่งที่เราเขียนจะไม่มีวันหมดอายุ

พอตัน คิดไม่ออกแล้วทำยังไง?
ก็ดิ้นรนครับ ผมเองก็ตันอยู่บ่อยๆ วิธีแก้คือบ่นให้แฟนฟัง จากนั้นก็เปิดหนังสือเล่มนู้นเล่มนี้ เข้าเว็บที่กล่าวถึงไปข้างต้น สุดท้ายมันต้องเจออะไรบ้างล่ะ

6 เดือนแรกคือช่วงวัดใจ
เพราะมันคือช่วงที่เพจไลค์มีแค่หลักร้อย จำนวนคนที่จะเห็นบทความของเราจึงน้อยมาก คนส่วนใหญ่จะเห็นจากโพสต์ที่เราแชร์ลงหน้าโปรไฟล์ของตัวเองมากกว่า ช่วงนี้อย่าไปคิดมากเรื่องยอดไลค์หรือยอดแชร์เลยครับ แค่มีคนกดแชร์ซัก 5-10 คนก็แสดงว่าบทความเรามีดีพอให้คนไม่อายที่จะบอกต่อแล้ว

มันจะมีจุดพลิกผัน
ช่วง 7 เดือนแรกของการเขียนบล็อก 95% ของบทความมีคนแชร์แค่หลักสิบ แต่พอถึงเดือนสิงหาคม บล็อกสามตอนของผมก็ฮิตขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

3 สิงหาคม 2558: 10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มี (2,500 Shares)

9 สิงหาคม 2558: ความเคารพ (74,000 shares)

10 สิงหาคม 2558: วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari (46,000 shares)

ยอดเพจไลค์ผมเพิ่มขึ้นมาประมาณพันกว่า แถมยังมีคนเชิญไปออกทีวีเรื่องการจัดบ้านด้วย ทั้งๆ ที่ทักษะการจัดบ้านผมต่ำที่สุดในครอบครัวแล้ว

เขียนลงบล็อกหรือเขียนลงเพจดี?
การเขียนลงเพจมีข้อดีคือคนจะเห็นเยอะกว่า เพราะกลไกของเฟซบุ๊คย่อมอยากโปรโมตเนื้อหาที่อยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเองมากกว่าเนื้อหาที่แชร์มาจากเว็บอื่นอยู่แล้ว แต่โดยส่วนตัวผมชอบเขียนลงบล็อกแล้วมาแชร์ลงเพจมากกว่า เพราะว่าบล็อกมันเป็นอะไรที่คงทนถาวรดี เขียนไปแล้วสามเดือนก็ยังค้นเจอได้ง่ายทั้งทาง Google และในหน้า Archive

อีกข้อดีอย่างหนึ่งของการเขียนลงเพจคือยอดคนติดตามเพจจะโตเร็วกว่า เพราะคนจะแชร์บทความจากเพจเราเลย ทำให้คนที่เห็นรู้ว่าบทความนี้มาจากเพจไหน แต่ถ้าเราเขียนลงบล็อก คนจะแชร์บทความจากบล็อกเราแทน คนที่ผ่านมาเห็นจะไม่รู้ว่าบล็อกนี้เป็นของเพจอะไร

ช่วงสองปีแรกผมโพสต์ลงบล็อกตลอด ยอดเพจไลค์เลยไม่ค่อยขึ้น แต่ช่วงหลังๆ ผมเริ่มนำเนื้อหามาใส่ไว้ในเพจด้วย เพราะได้รับคำแนะนำมาว่าก่อนหนังสือจะออกควรจะมียอดไลค์เพจซัก 30,000 (ตอนนั้นมีแค่ 13,000) แต่ถึงแม้จะทำอย่างนั้นแล้วยอดเพจไลค์ก็ไม่ค่อยขึ้นอยู่ดี (ตอนนี้อยู่ที่ 17,000)

ยอดไลค์ไม่สำคัญเท่าความผูกพัน
แม้ยอดไลค์เพจของผมจะน้อย แต่ engagement ของเพจ Anontawong’s Musings กลับสูงพอๆ กับเพจที่มียอดไลค์มากกว่าผมหลายเท่า ดังนั้น ผมเลยเลิกซีเรียสเรื่องยอดไลค์เพจมาซักพักแล้ว กลับมาสนใจสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการเขียนดีกว่า

ระวังจะโดนเข้าใจผิด
ผมเคยโดนน้องที่ทำงานเก่าเข้าใจว่าผมไปเขียนตำหนิเขาในบทความหนึ่ง ซึ่งพอกลับไปอ่านก็พอเข้าใจว่าทำไมเขาจึงคิดอย่างนั้น ยิ่งเราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานด้วยจึงเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะสงสัยผมได้ จากนั้นมาเวลาจะเขียนบล็อกผมเลยต้องระวังด้วยว่ามันจะไปทำให้คนรอบข้างเราไม่สบายใจรึเปล่า

คนก๊อปไปใช้ไม่ให้เครดิต
อันนี้ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเวลาคนก๊อปไปส่งต่อทางไลน์ ไม่รู้เพราะความขี้เกียจหรือไม่เห็นความสำคัญในการให้เครดิตเจ้าของเรื่อง

ที่หนักกว่าคือแอบอ้างว่าเขาเขียนขึ้นเอง เรื่องอย่างนี้เราทำได้เพียงทักท้วงไป ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะยอมแก้ไขหรือยอมขอโทษครับ แต่ถ้าเราทำใจไว้ว่า สิ่งที่เราปล่อยออกไปบนโลกอินเตอร์เน็ตถือเป็นสมบัติสาธารณะแล้ว เราก็จะไม่ทุกข์ใจมากนัก

การหารายได้จากการลงโฆษณาในบล็อก
ผมเคยลองติดตั้ง Word Ads ลงในบล็อกของผม ทำให้ท้ายบทความของผมทุกบทมีวีดีโอโฆษณา แต่ทำได้อยู่ประมาณ 2 เดือนก็เลิกไปเพราะ แม้จะมีคนอ่านบล็อกเดือนละเป็นหมื่นครั้ง แต่ผมได้ส่วนแบ่งรายได้แค่ร้อยกว่าบาท คิดแล้วไม่คุ้มกันเห็นๆ กับการบังคับให้ผู้อ่านของเราต้องมาเจอโฆษณาอะไรก็ไม่รู้

การทำรายได้จากการเขียนบล็อก
ผมขอยึดแนวทางของ Seth Godin ที่เคยบอกว่า เราไม่ควรเขียนบล็อกเพื่อหาเงิน แต่เราควรเขียนบล็อกเพื่อ “หาพวก” (build a tribe) ซึ่งก็คือคนที่เขาสนใจงานเขียนของเรา เมื่อเรามีแฟนคลับที่ไว้เนื้อเชื่อใจเราแล้วค่อยต่อยอดจากตรงนั้นก็ยังไม่สาย

ผมเอง “เขียนบล็อกฟรี” อยู่สองปีครึ่ง ใช้เวลากับมันไปไม่ต่ำกว่า 1000 ชั่วโมง (ถ้าคิดเป็นวันทำงานก็คือ 125 วัน) โดยไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นตัวเงินเลย แต่พอเดือนมิถุนายนผมก็เปิด Time Management Course ครั้งแรก (ตอนนี้จัดไปแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง) และเดือนสิงหาคมผมก็ได้ออกหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ซึ่งก็ได้คนที่อ่านบล็อกนี่แหละมาอุดหนุน โดยผลตอบแทนจากตรงนี้มากกว่าที่ผมจะได้จากการลงโฆษณาในบล็อกผมเป็นไหนๆ

ผมขอยกคำที่ยอด ชินสุภัคกุล (ผู้ก่อตั้งและ CEO ของวงใน) เคยกล่าวไว้ว่า เราต้องสร้าง “ความดีสะสม” (value creation) เอาไว้ เหมือนเป็นการปลูกต้นไม้และรอให้มันแตกกิ่งก้านและออกดอกออกผล เมื่อถึงเวลาที่สุกงอมเราจึงค่อยเก็บเกี่ยวหรือทำ value extraction

การเขียนบล็อกก็คือการสร้างความดีสะสมอย่างหนึ่ง อย่าเพิ่งรีบทำเงินจากมันด้วยการลงโฆษณาหรือรับจ้างเขียนเชียร์ใครเลย เพราะถ้าเราทำอย่างนั้นเราจะสูญเสียความไว้ใจจากคนที่ตามบล็อกเราไปไม่น้อย สู้เขียนสิ่งที่เราเชื่อและอยากเขียนจริงๆ ดีกว่า เมื่อเราได้รับความไว้วางใจแล้ว โอกาสอื่นๆ จะตามมาเอง

การเขียนบล็อกจะพาเราไปเจอคนดีๆ และโอกาสดีๆ
ข้อสุดท้ายนี่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ผมนึกไม่ถึงมากที่สุด เพราะการเขียนบล็อกทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนใหม่มากมาย และคนเหล่านี้ก็กลายมาเป็นผู้มีพระคุณของผมทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นพี่ปิ๊ก แห่ง Trick of the Trade ที่ติดต่อมาเพราะชอบงานเขียนและชวนผมออกหนังสือเป็นเล่มแรกของ “สำนักพิมพ์อะไรเอ่ย” ที่พี่เขาตั้งขึ้นมา ถ้าไม่มีพี่ปิ๊ก ก็ไม่มีหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” แน่นอน

หรือครูณัชร สยามวาลา ที่นอกจากจะส่งหนังสือ “วิถีดาบ วิถีเซ็น” มาให้ผมอ่านแล้ว ยังกรุณาเขียนคำนิยมลงหนังสือขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำฯ ช่วยโปรโมตหนังสือของผมผ่านเพจของครูณัชร แถมยังเสนอตัวมาเป็นโค้ชให้ผมและผลักดันให้ผมเปิดคอร์ส Time Management เป็นครั้งแรกอีกต่างหาก

หรือจะเป็นคุณบิวแห่งวิศวกรรีพอร์ต ผมจำไม่ได้แล้วว่าเรามาเจอกันได้ยังไง แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าคุณบิวเคยเอาบทความ รอยยิ้มบนรถไฟฟ้า ของผมไปแชร์ลงเพจของเขา แถมยังเขียนแนะนำหนังสือ Thank God It’s Monday จนคนแห่สั่งซื้อ TGIM จากผมไปร่วมร้อยเล่ม

และล่าสุดคือ “คุณบุ๊ค” พนักงานประจำที่เพิ่งเปิดเพจ “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ” ที่หลังจากได้อ่าน TGIM แล้วยังกลับมาซื้อเพิ่มไปอีกหลายสิบเล่มเพื่อเอาไปแจกเพื่อน-พี่-น้องที่รู้จักกัน

ถ้าผมไม่ได้มาเขียนบล็อก ผมจะไม่มีโอกาสได้เจอคนดีๆ เหล่านี้เลย

ผมเสียเวลาเกิน 1,000 ชั่วโมงไปกับการเขียนบล็อกก็จริง แต่ผมถือว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะแค่มีคอมหนึ่งเครื่องกับอินเตอร์เน็ตก็สามารถเขียนบทความให้มีคนอ่านเป็นล้านครั้งได้

แค่คิดว่าความคิดจากคนตัวเล็กๆ อย่างเราได้ผ่านสายตาคนเยอะขนาดนี้ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากแล้วครับ

ขอบคุณทุกๆ คนอีกครั้งที่ติดตามกันมาตลอด 1,000 ตอน สัญญาครับว่าจะเขียนต่อไปตราบที่ยังมีแรง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ผมน่าจะเขียนครบ 10,000 ตอนตอนอายุครบ 72 ปีพอดี

แค่คิดก็สนุกแล้ว 😉


ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่งแล้ว) – ผมเหลือหนังสือแค่ 30 เล่มแล้วครับ – bit.ly/tgimorder

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ anontawong.com/archives