สมบัติอันล้ำค่าที่สุดคือความเก๋า

เมื่อวานนี้ เชื่อว่าคนไทยหลายล้านคนคงมีความสุขเพราะน้องเทนนิส “พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ” ที่คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์กีฬาเทควันโด โดยเอาชนะเอเดรียน่า สาวน้อยวัย 17 ปีจากสเปนไปได้อย่างฉิวเฉียด

ตอนที่เหลือเวลาอยู่เพียง 9 วินาทีนั้น น้องเทนนิสยังตามอยู่ 9 ต่อ 10 คะแนน

เราเป็นแค่คนเชียร์ยังรู้สึกถูกบีบหัวใจจนแทบจะทนดูไม่ได้ แล้วน้องเทนนิสที่เป็นมือหนึ่งของโลกและแบกความหวังของคนทั้งประเทศเอาไว้จะรู้สึกกดดันขนาดไหน

แต่ตอนที่เหลือเวลาอยู่เพียง 7 วินาที น้องเทนนิสก็หลอกต่อย ก่อนจะเตะเข้าหน้าอกของเอเดรียน่า พลิกขึ้นมานำเป็น 11 ต่อ 10 คะแนน และรักษาสกอร์นี้ไว้ได้จนหมดเวลาการแข่งขัน

ถ้าไม่เรียกว่า “โคตรเก๋า” ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

ความเก๋านี้ไม่ได้มาฟรีๆ มันคือผลลัพธ์จากการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงและยาวนานระดับ 10,000-Hour Rule และเกิดจากการพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดในโอลิมปิกรอบที่แล้วที่น้องเทนนิสพลาดท่าเสียทีในช่วง 5 วินาทีสุดท้าย

ทำให้ผมนึกถึงถ้อยความหนึ่งในหนังสือ How to Live ของ Derk Sivers ที่กล่าวไว้ว่า

Mastery is the best goal because the rich can’t buy it, the impatient can’t rush it, the privileged can’t inherit it, and nobody can steal it.

You can only earn it through hard work.

Mastery is the ultimate status.

ความเชี่ยวชาญคือเป้าหมายที่มีคุณค่าสูงสุด เพราะคนรวยหาซื้อไม่ได้ คนใจร้อนเร่งให้เกิดไม่ได้ อภิสิทธิ์ชนรับเป็นมรดกไม่ได้ และไม่มีใครขโมยมันได้

ทางเดียวที่จะได้มันมาคือการฝึกฝนอย่างหนัก

ความเชี่ยวชาญ (หรือความเก๋า) จึงเป็นฐานันดรขั้นสูงสุด

กลับมาถามตัวเองว่ามีเรื่องใดบ้างที่เราทำได้ดี อะไรที่คือสิ่งที่เราจะมี mastery กับมันได้

นี่คือสิ่งที่ต้องลงทุนลงแรงและอดทนรอคอย

แต่ในวันที่ได้มา มันจะติดตัวและตอบแทนเราไปทั้งชีวิตครับ

ถ้า COVID-19 คือ COVID-89

ผมเคยอ่านใน Quora ว่าถ้าโรคอย่าง COVID-19 เกิดขึ้นเมื่อ 500 ปีที่แล้วจะเป็นอย่างไร

หนึ่งในคำตอบก็คือ มันคงไม่มีผลกระทบอะไร และไม่ได้กลายเป็นโรคระบาดไปทั่วโลก (pandemic)

เหตุผลหลักก็เพราะว่าคนสมัยนั้นยังไม่ได้เดินทางไปไหนต่อไหนมากนัก หรือถึงเดินทางก็ใช้เวลานานมากเพราะเครื่องบินยังไม่มี ดังนั้นมันก็คงเป็นได้แค่เชื้อประจำถิ่นในหมู่บ้านหนึ่งหรือเมืองหนึ่งเท่านั้น

แล้วผมก็คิดเล่นๆ ว่าถ้ามันไม่ใช่ COVID-19 แต่เป็น COVID-89 ที่อุบัติขึ้นในปี 1989 มันจะเป็นอย่างไร

เพราะการโดยสารเครื่องบินนั้นมีแล้ว คนเดินทางไปได้ทั่วโลกและมีโอกาสเกิด pandemic แต่เรายังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้กันเลย

เราจะทำงานโดยไม่เข้าออฟฟิศได้ยังไง น่าจะต้องยกเครื่องพิมพ์ดีดมาไว้ที่บ้านรึเปล่า ทำงานเสร็จแล้วจะส่งหากันยังไง

บ้านคนรวยอาจจะมีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่มันก็ยังไม่เชื่อมต่อกัน ไฟล์ยังเก็บลง floppy disk ที่จุได้แค่ 1.44 MB อยู่เลย

การประชุมผ่าน Zoom ไม่ต้องพูดถึง อย่างมากก็ใช้โทรศัพท์บ้านยกหูคุยได้ทีละคน

ถ้าถูกสั่งล็อกดาวน์ ร้านอาหารไม่ให้คนนั่ง เราจะหาของกินกันลำบากมาก เพราะไม่มีพี่ๆ ไรเดอร์คอยรับ-ส่งอาหารให้

ข่าวสารต่างๆ ต้องรอฟังจากรัฐบาล ฟรีทีวี โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ และหนังสือพิมพ์รายวัน

การคิดค้น ผลิต และจัดสรรวัคซีน น่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี

คนตกงานระเนระนาด กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รัฐบาลทำอะไรไม่ถูก

ตัดกลับมายังภาพปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์ยังคงวิกฤติ

แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่โควิดมาเกิดในยุคที่เรายังพอมีทางหนีทีไล่

ถ้าโควิดเกิดเร็วกว่านี้เพียงไม่กี่สิบปี บ้านเมืองอาจจะมิคสัญญีไปแล้ว


ป.ล. เขียนบทความนี้จบก็ไปกดติดตาม Twitter ของสองท่านนี้ด้วยความขอบคุณ – @timberners_lee ผู้คิดค้น World Wide Web และ @vgcerf หนึ่งในบิดาของอินเทอร์เน็ตครับ

นิทานหาปลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวประมงสองคนจับปลาตัวใหญ่มาได้หลายตัว

ระหว่างล่องเรือกลับเข้าชายฝั่ง คนหนึ่งถามขึ้นมาว่า

“ตรงนั้นปลาชุมมากเลย เราจะกลับไปจุดนั้นอีกได้ยังไงนะ”

“ข้าก็คิดเอาไว้เหมือนกัน เลยเอาชอล์คมาร์คจุดบนเรือไว้แล้ว!”

“เจ้านี่โง่จริงๆ ทำอย่างนั้นจะมีประโยชน์อะไร ถ้าพรุ่งนี้ได้เรืออีกลำมาก็จบเห่เลยสิ”

5 เหตุผลที่เราควรลงทุนกับห้องทำงาน WFH

  1. สภาพแวดล้อมสำคัญกว่าที่เราคิด งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำขึ้นในปี 1984 พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้นในห้องที่มีหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวธรรมชาตินั้น ใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าผู้ป่วยที่ได้พักในห้องที่มองออกไปเห็นเพียงผนังตึก
  2. ในหนังสือ Beyond Order ของ Jordan Peterson ได้บอกว่าไว้ว่า กฎข้อหนึ่งในการใช้ชีวิตก็คือ เราควรจัดห้องหนึ่งห้องในบ้านให้สวยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Make one room in your home as beautiful as possible) เราควรหัดสร้างความสัมพันธ์กับความงาม เพราะตราบใดที่เรายังมองเห็นความงดงามของสิ่งต่างๆ ในชีวิต เราจะยังมีเรี่ยวแรงพอที่จะฝ่าฟันอุปสรรคที่เราต้องพบเจอ
  3. สองอย่างที่เราไม่ควรประหยัดคือฟูกที่นอนกับเก้าอี้ทำงาน เพราะเราใช้เวลาเกินสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมงกับสองสิ่งนี้
  4. สิ่งที่เรามักจะมองข้าม คือสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด แต่อะไรก็ตามที่ใกล้ตัวและเราเจออยู่ทุกวัน ก็เป็นสิ่งที่จะส่งผลต่อความสุขและสภาพร่างกายได้มากที่สุดเช่นกัน
  5. เก้าอี้ โต๊ะทำงาน ความสูงของจอมอนิเตอร์ ปรินท์เตอร์ จุดวางอุปกรณ์เครื่องเขียน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราควรจัดแจงให้เรียบร้อย ตอนแรกที่เราไม่ได้ทำคงเพราะคิดว่า WFH เป็นเรื่องชั่วคราว แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว อย่างไรเสียเราก็ยังต้อง Work from Home ไปอีกหลายร้อยหลายพันชั่วโมง

ดังนั้นเราควรลงทุนกับการ WFH เสียแต่วันนี้ เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประโยชน์จากมันได้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

เมื่อวานจบไปแล้ว ทำไมเรายังไม่จบ

อาจเป็นเพราะคนเรามีสัญญา หรือความจำได้หมายรู้ เราจึงหวนกลับไปคิดถึงสิ่งก่อนเก่า

คำพูดที่เสียดแทง อากัปกิริยาที่ทำให้ใจขุ่น การกระทำที่รุนแรง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเราหรือของใคร ก็กลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

แน่นอน ผิดเป็นครู และเป็นบทเรียนที่สอนให้เราฉลาดขึ้นและไม่พลาดซ้ำอีก

แต่อย่าให้ผิดนั้นทำให้เรากลายเป็นคนที่เก็บความคับแค้นไว้ในใจ ชีวิตสั้นเกินไปที่จะทำอะไรโง่ๆ แบบนั้น

เมื่อวานจบไปแล้ว เราก็ควรจบกับเมื่อวานด้วยเช่นกันครับ

กว่าจะเจอเจ้าชาย ก็ต้องจูบกบหลายตัว

ไม่ว่าจะเป็นเด็กสมัยนี้หรือเด็กสมัยไหน ล้วนแต่มีคำถามที่ต้องค้นหาคำตอบ

ว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร เราเหมาะกับงานแบบไหน

ถ้าสิ่งที่ชอบสอดคล้องกับสิ่งที่เรียนมา ก็ประหยัดเวลาไปได้ไม่น้อย

แต่ถ้ามันไม่ได้สอดคล้องกันก็ไม่เห็นเป็นไร สิ่งที่เราเรียนมามันไม่สูญเปล่าหรอก ยังเป็นพื้นฐานให้เราต่อยอดและสร้าง combination ด้านทักษะที่เป็นเอกลักษณ์ได้

ผมเองจบวิศวกรรมไฟฟ้า ไปอยู่โรงงานไทย 1 ปี ก่อนเข้าบริษัทอินเตอร์และได้เป็น software engineer อยู่ 2 ปี เป็น technical support อยู่ 4 ปี เป็นสื่อสารองค์กร 7 ปี ไปทำเอเจนซี่ได้ 4 เดือน ก่อนจะมาเป็น HR ในสตาร์ตอัพได้ 4 ปีครึ่ง

เส้นทางชีวิตไม่เคยเป็นเส้นตรง เราจึงควรลองทำอะไรหลายๆ อย่าง ลองโดยที่ยังอยู่บริษัทเดิมหรือตำแหน่งเดิมก็ได้ ถ้าเรามองหาและอาสา โอกาสมันมีเข้ามาอยู่ตลอด

You have to kiss a lot of frogs to find your prince.

กว่าจะเจอเจ้าชาย ก็ต้องจูบกบหลายตัวครับ

บาป 7 ประการของหัวหน้ามือใหม่

  1. คิดว่าตนเองอยู่เหนือกว่าลูกน้อง
    บางคนพอได้ตำแหน่งหัวหน้า แล้วเผลอนึกว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น อาจจะเรียกลูกน้องด้วยชื่อเฉยๆ ทั้งๆ ที่เขาแก่กว่า หรือใช้งานลูกน้องราวกับตัวเองเป็นเจ้าชีวิตเขา ทั้งที่จริงๆ แล้วจะเป็นลูกน้องหรือหัวหน้าก็เป็นแค่เพียงลูกจ้างของบริษัทเหมือนกัน ต่อให้เป็นผู้บริหารหรือประธาน พอเดินออกจากที่ทำงานก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทุกคนคือคนทำงานเหมือนกัน แค่มีหน้าที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง
  2. ตำหนิคนในที่สาธารณะ
    แทบไม่มีสิ่งใดจะสร้างความเจ็บแค้นได้รุนแรงเท่ากับการทำให้คนคนหนึ่งเสียหน้าต่อหน้าคนอื่นได้อีกแล้ว ดังนั้นต้องระวังมากๆ ที่จะไม่ตำหนิใคร “ออกสื่อ” หากเจออะไรที่เราคิดว่าควรปรับปรุง ขอให้เก็บไว้บอกเจ้าตัวเขาแบบหลังไมค์จะดีที่สุด เมื่อคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วจะแจ้งคนอื่นอีกครั้งก็ยังจะโอเคกว่าการพูดโพล่งออกมากลางที่ประชุมหรือห้องแช็ตที่มีคนเป็นสิบ
  3. สื่อสารกับ stakeholder ไม่ครบ
    บางทีเรากังวลกับการทำงานให้เกิดเสียจนละเลยการสื่อสารไป ทำให้ลูกน้องในทีมไม่เห็นภาพเดียวกับเรา หรือประกาศอะไรออกไปโดยไม่เช็คกับหัวหน้า หรือหัวหน้าของหัวหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อน เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าใครเป็น stakeholder ของเราบ้าง และถามตัวเองว่า ถ้าตัดสินใจหรือประกาศเรื่องนี้ออกไปโดยที่เขาไม่รู้ก่อน เขาจะเคืองเราหรือไม่ ถ้ามีโอกาสที่จะเคือง ก็รีบคุยกับเขา อาจจะเสียเวลาเพิ่มขึ้น แต่ไม่มากเท่าการมานั่งแก้ไขหรือแก้ตัวทีหลังแน่นอน
  4. คิดว่าทำเองเร็วกว่า
    คนที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักจะเป็นเพราะว่าตัวเองทำงานดี พอสั่งงานลูกน้องแล้วทำออกมาไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยเอางานมาทำเอง ผลก็คือตัวเองงานหนักจนกลายเป็นคอขวด และลูกน้องก็ไม่เก่งขึ้นเสียที กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
  5. จัดการทุกคนด้วยวิธีเดียวกันหมด
    If all you have is a hammer, everything looks like a nail. หัวหน้ามือใหม่ไม่มีความเก๋ามากพอที่จะจัดการลูกทีมแต่ละคนด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ถ้าดุก็ดุกับทุกคน ถ้าใจดีก็ใจดีกับทุกคน แต่ความเป็นจริงแล้วลูกน้องแต่ละคนมีจริตที่ไม่เหมือนกัน บางคนชอบให้ดูแลใกล้ชิด บางคนชอบให้ปล่อย ต้องหาให้เจอว่าเกาแบบไหนถึงจะถูกที่คันของเขา
  6. ไม่ปกป้องลูกทีม
    เวลาเจอเจ้านายใหญ่ดุ เราเองก็พยายามจะหาต้นเหตุว่ามาจากใคร ซึ่งบางทีก็เป็นการโบ้ยความผิดให้กับลูกน้องโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งนั่นจะทำให้ลูกน้องสูญเสียความเชื่อถือในตัวเราไปพอสมควร ดังนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดอะไร เราควรแอ่นอกรับผิดเอาไว้ก่อน เป็นเกราะคุ้มภัยให้เขา จากนั้นจะมาจัดการอะไรหลังบ้านทีหลังก็ยังไม่สาย
  7. เกรงใจลูกน้องที่ทำงานแย่/นิสัยแย่
    เข้าใจดีว่าการพูดคุยกับคนที่นิสัยไม่ดีนั้นมันอึดอัดแค่ไหน แต่ถ้าเราเกรงใจหรือกลัวคนประเภทนี้ ก็จะกลายเป็นว่าคนในทีมถูก bully โดยที่หัวหน้าไม่ทำอะไร คนดีๆ เขาก็อยู่ไม่ได้ เราจึงควรกัดฟันคุยเสียให้มันจบๆ โดยให้นึกถึงคำพูดของ Tim Ferriss ที่ว่า “A person’s success in life can be measured by the number of uncomfortable conversations he or she is willing to have.”

อย่าเพิ่งคิดว่าคนอื่นไม่ชอบเรา

อย่าเพิ่งคิดว่าคนอื่นไม่ชอบเรา

ถ้าเรารู้จักคนสัก 100 คน อาจจะมีสัก 5 คนที่ชอบเรามากๆ และอาจจะมีอีกสัก 5 คนที่ไม่ชอบเรามากๆ

ส่วนอีก 90 คนนั้นเขาแค่เฉยๆ กับเรา ถ้าเจอหน้ากันก็ทักทายตามปกติ แต่พอเราพ้นสายตาเขาไปแล้ว เขาไม่ได้คิดถึงเราอีกเลยด้วยซ้ำ เหมือนที่เราก็แทบไม่ได้คิดถึงคน 90% ที่เราเจอในวันนี้เช่นกัน

ดังนั้น ถ้าเราทักใครไปแล้วเขาไม่ทักเราตอบ หรือถ้าเราทำอะไรไปแล้วโดนเขาวีนใส่ ให้เตือนตัวเองว่ามันไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่ชอบเราหรอก เขาแค่กำลังหงุดหงิดอยู่เฉยๆ

เราไม่ได้พิเศษเสียจนจะมีคน 90% มารักเรา และก็ไม่ได้พิเศษเสียจนจะมีคนเกลียดเราถึง 90% เช่นกัน

เราก็แค่ผ่านไปเจอเขาในจังหวะที่ไม่ดี อย่าไป take it personal

จะได้ไม่รู้สึกแย่กับตัวเองและกับโลกใบนี้จนเกินเลยครับ

อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้มาหยุดสิ่งที่เราทำได้

เช้านี้ผมคิดไอเดียเรื่องเขียนบล็อกไม่ออก จึงนอนไถฟีด Quora ไปเรื่อยๆ เพื่อหาเรื่องที่น่าสนใจ

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง สุดท้ายก็คิดอะไรไม่ออกอยู่ดี

จริงๆ สุดสัปดาห์นี้ผมมีเรื่องต้องทำอีก 2-3 โปรเจ็ค คือเตรียมสไลด์สอนสัปดาห์หน้า, ร่าง course outline สำหรับ eLearning, และตรวจต้นฉบับหนังสือของพ่อ

แต่เมื่อเช้านี้ไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเดียว เพราะอยากเขียนบทความให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถึงเวลาเที่ยงกว่าแล้วก็ยังนึกเนื้อหาไม่ออก ผมเลยยอมแพ้และตัดสินใจว่างั้นทำสไลด์ก่อนแล้วกัน

ในขณะนั้นเอง ประโยคนี้ก็ลอยเข้ามาในหัว – อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้มาหยุดสิ่งที่เราทำได้

หลายครั้งหลายคราที่เราติดหล่มกับเรื่องบางเรื่องจนไม่เป็นอันทำอะไร

เราจะสร้างข้อแม้ขึ้นมาในใจว่า ต้องทำ 1 ก่อน ถึงจะทำ 2 3 4 ได้

พอ 1 ไม่เกิด เราก็เลยพานไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วเราก็หงุดหงิดทั้งตัวเองและคนอื่น

สถานการณ์โควิดตอนนี้ นำพามาซึ่งข้อจำกัดหลายอย่าง อยากออกไปข้างนอกก็ทำไม่ได้ อยากจะขยับเนื้อขยับตัวก็ลำบากเหลือเกิน

แต่การหงุดหงิดไม่ได้ช่วยอะไร การเรียกร้องให้ 1 เกิดก่อนไม่ช่วยอะไร โดยเฉพาะถ้าเรื่องนั้นมันไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเรา

สิ่งที่เราควรถามตัวเองก็คือ แม้ว่า 1 จะยังไม่เกิด เราจะยังพอทำอะไรได้อีกบ้าง สิ่งเหล่านั้นมันจำเป็นต้องทำทีหลัง 1 จริงหรือ

อย่าปล่อยให้ข้อแม้ที่เราสร้างขึ้นมาเองกลายเป็นข้ออ้างให้เราจมปลักอยู่กับที่

อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้มาหยุดสิ่งที่เราทำได้ครับ

นิทานหูตึง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มุลล่า นัสรูดิน ได้พบกับคุณหมอประจำตระกูลโดยบังเอิญ

“เป็นอย่างไรบ้างล่ะมุลล่า คุณกับครอบครัวสบายดีใช่มั้ย?”

“ผมสบายดีครับหมอ แต่ผมเป็นห่วงภรรยานิดหน่อย เวลาผมพูดอะไรดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยได้ยิน มีวิธีรักษามั้ยครับ?”

“คนเราพอแก่ตัวลงแล้วก็อย่างนี้แหละ คุณพาเขามาหาหมอได้นะ แต่ก่อนอื่นคุณลองทดสอบง่ายๆ ดูก่อน เย็นนี้พอกลับถึงบ้าน ให้ยืนที่รั้วแล้วตะโกนคุยกับเธอดู ถ้าเธอยังไม่ได้ยิน ลองเข้าไปยืนตรงหน้าประตูแล้วคุยกับเธอดู และถ้าเธอยังไม่ได้ยินก็กระเถิบเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าเธอจะได้ยิน จะได้ประเมินได้ว่าอาการหนักแค่ไหน”

เมื่อนัสรูดินกลับถึงบ้าน เขาจึงยืนที่รั้วบ้านแล้วตะโกนว่า

“ที่รัก! ผมกลับมาแล้ว มื้อเย็นนี้กินอะไรจ๊ะ?”

เมื่อไม่ได้ยินคำตอบ เขาจึงเดินไปที่ประตู

“ที่รัก! ผมกลับมาแล้ว มื้อเย็นนี้กินอะไรจ๊ะ?”

เมื่อยังไม่ได้ยินคำตอบอีก จึงเดินเข้าไปในครัวแล้วตะโกนถามอีกครั้ง

ภรรยาที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาหันกลับมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดเต็มทน

“ก็ตอบไปสองทีแล้วไงว่าแกงจืดกับปลาทอด!”