3 ไอเดียจากหนังสือ Future Mindset

เมื่อตอนต้นเดือน อาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ เจ้าของเพจและพอดคาสท์ Nopadol’s Story ได้กรุณาส่งหนังสือ “เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ (Future Mindset)” ของสำนักพิมพ์วีเลิร์นมาให้

ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะได้เริ่มเปิดอ่าน แต่พอได้อ่านก็อ่านจบอย่างรวดเร็ว

วันนี้เลยขอมาแชร์สามไอเดียจากหนังสือเล่มนี้ครับ อาจจะมีบางส่วนที่ผมเสริมไอเดียและสำนวนของตัวเองลงไปด้วยนะครับ

1. P-I Matrix

P คือ Performance เราทำได้ดีรึเปล่า
I คือ Importance มันสำคัญรึเปล่า

เมื่อรวมกันจะออกมาเป็นสี่ combinations
หนึ่ง เราทำได้ดี และมันเป็นเรื่องสำคัญ
สอง เราทำได้ดี แต่มันไม่สำคัญ
สาม เราทำได้ไม่ดี และมันไม่สำคัญ
สี่ เราทำได้ไม่ดี และมันเป็นเรื่องสำคัญ

เราควรจะใช้เวลากับเรื่องแรกให้มาก เพราะเราทำได้ดีและมันเป็นเรื่องสำคัญ นี่คือ sweet spot ที่เราจะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างสูงสุด

และเราควรจะให้เวลากับข้อสี่รองลงมา เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่เรายังไม่เก่งพอ เราจึงควรจัดการอย่างเร่งด่วน อาจจะเร่งพัฒนาตัวเอง อาจจะขอความช่วยเหลือ หรือมอบหมายให้คนอื่นทำก็ไม่เสียหาย

ส่วนวิธีการจัดการกับเรื่องที่เหลือ คือลดข้อสอง เพราะเรามีแนวโน้มที่จะทำมันเยอะเกินไปทั้งๆ ที่มันไม่สำคัญ ข้อสามไม่ต้องทำอะไรกับมัน ในเมื่อมันไม่สำคัญเราทำได้ไม่ดีก็ถูกแล้ว

2. คนที่ได้เกียรตินิยมไม่ใช่คนที่ได้ 100 เต็มวิชาเดียว แต่สอบตกวิชาที่เหลือ

เพราะความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง เราจึงไม่จำเป็นและไม่ควรมุ่งไปที่ความสมบูรณ์แบบจนทำให้มิติอื่นๆ ในชีวิตพัง

ถ้าการงานและการเงินก้าวหน้ามาก แต่สุขภาพแย่ทั้งกายและใจ อย่างนี้อาจจะเรียกได้ว่าสอบตกในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ไม่ต้องมุ่งไปที่ 100 คะแนนหรอก ทำให้ได้ซัก 80-90 คะแนนในหลายๆ วิชาน่าจะเป็นทางที่ยั่งยืนและฉลาดกว่า

3. Yes No Yes และ Plan B

คนไทยไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใคร แต่ถ้าอยากปฏิเสธคนให้เป็นเราควรใช้สูตร Yes No Yes

Yes แรกคือเราต้องรู้ก่อนว่าอะไรสำคัญในชีวิตเรา เมื่อเรา Yes กับสิ่งสำคัญในชีวิตเช่นเรื่องการมีเวลาให้ลูก เราก็จะมี “หลัก” ให้ยึดเมื่อต้องเจอสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ

No คือการตอบปฏิเสธ เช่นเจ้านายขอให้เราทำงานด่วนและจะเอาคืนนี้ แต่เมื่อเรา Yes กับการมีเวลาให้ลูกแล้ว เราจึงมีเหตุผลที่แข็งแรงพอที่จะเซย์ No กับเจ้านายได้

Yes สุดท้ายคือการหาทางออกให้กับคนที่มาขอความช่วยเหลือ เช่นขอผัดผ่อนเวลา หรือแนะนำให้คนอื่นช่วยแทน

ซึ่งก็เป็นไปได้อีกว่าเขาอาจจะไม่รับทางเลือกที่เราเสนอให้ก็ได้ เราจึงต้อง Plan B เช่นบอกกับเจ้านายอย่างจริงจัง สุภาพ และด้วยความเคารพว่าถ้าเขายังยืนยันจะให้เราทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็อาจต้องขออนุญาตลาออกแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำเลย สิ่งสำคัญคืออย่าให้เจ้านายตัดสินใจทันที เพราะจะเป็นการกดดันให้เขาพูดโดยใช้อารมณ์และแม้จะอยากเปลี่ยนใจภายหลังก็กลับคำไม่ทันแล้ว


ใครอ่าน 3 ไอเดียนี้แล้วคิดว่าเข้าท่า ลองไปหาหนังสือเล่มจริงมาอ่านดูได้นะครับ 😉

เมื่อการบ้านได้เกรด C

ในปี 1962 Frederick Smith เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Yale ในอเมริกา

ในคลาสหนึ่ง อาจารย์ให้นักศึกษาเขียนแผนธุรกิจสำหรับสตาร์ทอัพ สมิธเลยออกแบบธุรกิจที่สามารถส่งพัสดุให้ถึงที่หมายภายในข้ามคืนแม้ว่ามันจะต้องส่งข้ามรัฐก็ตาม

สมิธได้เกรด C สำหรับรายงานชิ้นนั้น

อาจารย์ให้คอมเมนท์ว่า

“The concept is interesting and well-formed, but in order to earn better than a ‘C’, the idea must be feasible.”

“เป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจและสื่อสารได้ชัดเจน แต่ถ้านักศึกษาอยากได้คะแนนมากกว่า C ไอเดียนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริงด้วย”

ไม่กี่ปีต่อมา สมิธก็ก่อตั้ง FedEx

คำแนะนำของผู้มีประสบการณ์เป็นสิ่งที่เราควรเงี่ยหูฟัง แต่สิ่งที่เขาเห็นไม่เหมือนสิ่งที่เราเห็น เพราะเราโตมาในโลกที่แตกต่างกัน ดังนั้นถ้าเราเชื่อมั่นในไอเดียของเราก็อย่าให้ใครมา kill มันง่ายๆ นะครับ

แกะที่ราคาแพงที่สุดในโลก

สำหรับคนที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นพนักงานที่มีคุณภาพ เรียนจบปริญญามาหลายใบ ลองถามตัวเองดูนะครับว่ามีคนจะพร้อมซื้อเราในราคา $490,000 เท่ากับแกะในรูปนี้รึเปล่า

แกะตัวนี้มีนามว่า Double Diamond (ทวิวัชระ?) มีฟาร์มสามแห่งที่ลงขันกันเพื่อให้ได้ Double Diamond มาครอบครอง ซึ่งนับว่าเป็นการซื้อขายแกะที่แพงที่สุดในโลก

เหตุผลเดียวที่มันราคาสูงขนาดนี้เพราะว่ามันเป็นพ่อพันธุ์ชั้นเลิศ หน้าตาจัดได้ว่าหล่อเหลาสุดๆ สำหรับบรรดาแกะตัวเมีย

และนี่อาจเป็นบทเรียนสำหรับคนทำงาน ว่าเราไม่จำเป็นต้องเก่งเสียทุกอย่าง แต่ขอให้เก่งอย่างเดียวแบบสุดๆ แล้วจะมีคนที่พร้อมจะสู้ราคาเพื่อใช้บริการของเราครับ


ขอบคุณภาพจาก Texel – Sheep Society

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Asim Qureshi’s answer to What are some of the lessons one should definitely learn at their 20s?

จริงๆ แล้วมนุษย์ “ผมหงอก” ทุกคน

เวลาเราเห็นเพื่อนหรือตัวเองผมหงอก เรามักจะรำพึงว่า แก่แล้วสินะเรา

แต่รู้มั้ยครับว่าจริงๆ แล้วเส้นผมของเราทุกคนนั้นล้วนมีสีขาว

แต่ที่เห็นหัวดำ หัวน้ำตาล หัวทองนั้นเกิดจากการ “ย้อมสี” โดยธรรมชาติต่างหาก

“ปุ่มรากผม” (Hair follicle) ที่เส้นผมงอกขึ้นมานั้นจะมีเซลล์เม็ดสีที่เรียกว่า “เมลาโนไซต์” (melanocyte)

เมื่อผมงอกผ่านปุ่มรากผม เซลล์เมลาโนไซต์ก็จะผลิตเม็ดสีเมลานินเพื่อเคลือบเส้นผมให้เป็นสีผมที่เราเห็นกันอยู่

ถ้าผมบางเส้นโผล่ขึ้นมาแล้วเป็นสีขาว นั่นแสดงว่าปุ่มรากผมตรงนั้นขาดเซลล์เมลาโนไซต์ กระบวนการย้อมสีผมจึงไม่เกิดขึ้น

ซึ่งการทำงานที่ผิดปกติของเมลาโนไซต์เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นการขาดวิตามินบี 12 ความเครียดสะสม หรือเป็นกรรมพันธุ์

ดังนั้นหากเห็นใครกำลังวิตกกับผมขาว ให้บอกเขาว่าจริงๆ แล้วเขาอาจจะแค่ขาดวิตามินหรือแค่เครียดเกินไปเท่านั้นเองครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Britney Wu’s answer to What tiny detail have most people noticed but never bothered to stop and think about?

SciMath: ทำไม…ผมหงอก ??

รีวิวการเปิดเพจบน Blockdit

สัปดาห์ที่ผ่านมา เพจ Anontawong’s Musings บน Blockdit มียอด followers ครบ 20,000 คน หลังจากที่ผมเปิดเพจบนแพลตฟอร์มนี้มาร่วม 2 ปี

วันนี้เลยจะมาขอแชร์สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเปิดเพจบนแพลตฟอร์มนี้ครับ

Blockdit คืออะไร
Blockdit บอกว่าตัวเองเป็น social network platform that connects all great ideas together. เป็นแอปที่สร้างโดยทีมงาน ลงทุนแมน พัฒนาโดยคนไทยเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ

ไม่มีนักเลงคีย์บอร์ด
สิ่งที่เห็นได้ชัดใน Blockdit ก็คือในสังคมนี้ไม่ค่อยมีการทะเลาะกัน ส่วนใหญ่จะมาคอมเมนท์กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ได้เข้ามาทุ่มเถียงเอาเป็นเอาตายเหมือนใน Facebook หรือใน Twitter เพจที่เปิดอยู่ในนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องราวที่มีสาระและให้ความรู้ ไม่ค่อยมีเนื้อหาดราม่าที่พาอารมณ์คนอ่านนั่งรถไฟเหาะ

สิ่งที่ Blockdit เด่นกว่า Facebook
ถ้าดูไวๆ Blockdit แทบจะเหมือนเฟซบุ๊คทุกอย่าง ทั้งเฉดสี เลย์เอาท์ ปุ่ม reaction ต่างๆ ส่วนในฐานะเจ้าของเพจก็มีปุ่มบู๊สต์โพสต์เพื่อให้คนเห็นบทความเรามากขึ้นด้วย

แต่ก็มีหลายฟีเจอร์ของ Blockdit ที่ไม่มีบนเฟซบุ๊ค เช่นเวลาโพสต์บทความ Blockdit เราสามารถแทรกรูปภาพในบทความได้หลายรูป ทำให้ประสบการณ์การอ่านนั้นดีกว่าบนเฟซบุ๊ค ที่รูปก็อยู่ส่วนรูป บทความก็อยู่ส่วนบทความ

Blockdit ยังเปิดให้เขียนเป็น Series ก็ได้ หรือจะโพสต์พอดคาสท์ก็ได้ ทั้งสองอย่างนี้ผมยังไม่ได้ลอง แต่เห็นเจ้าของเพจคนอื่นๆ ก็ใช้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดอีกอย่างก็คือ response time ของ Blockdit นั้นเร็วมาก ไม่ว่าจะอัพโหลดรูปหรือกดโพสต์ ข้อความของเราก็จะ live แทบทันที ซึ่งต่างจากเวลาที่ผมโพสต์ลงเฟซบุ๊คที่ตอนนี้เปลี่ยน interface ไปเป็นแบ็คกราวด์สีดำ พอกดโพสต์แล้วต้องนับ 1-10 ในใจกว่าบทความนั้นจะโพสต์สำเร็จ

เปิดโอกาสให้บทความเก่าๆ ได้ “เห็นเดือนเห็นตะวัน”
บนเฟซบุ๊คนั้น อะไรที่เก่าเกินหนึ่งสัปดาห์เราก็แทบจะไม่มีโอกาสได้เจอหน้ามันอีกแล้ว แต่บน Blockdit นั้น เมื่ออ่านไปจนจบบทความ มันจะมีบทความแนะนำที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันมาให้เราได้อ่านอีก ซึ่งบทความเหล่านั้นอาจจะถูกเขียนเอาไว้หลายเดือนแล้วก็ได้ บทความเก่าๆ ของผมหลายตอนเลยถูกคนนำมาแชร์ใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งสิ่งนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นบนเฟซบุ๊คเลย

ยอดไลค์โตเร็วกว่าเฟซบุ๊ค
ผมเปิดเพจ Anontawong’s Musings บน Facebook มาเกือบ 6 ปี มีคนตามเพจประมาณ 30,000 คน ส่วน Blockdit นั้นมีคนตามครบ 20,000 คนภายในเวลาไม่ถึงสองปี ดังนั้นคิดว่าภายใน 18 เดือนข้างหน้า ยอด followers บน Blockdit ก็น่าจะแซง Facebook ได้ไม่ยาก

ถ้าบทความดังจน “ติดดาว” ก็จะได้ค่าตอบแทน
บทความติดดาวความว่าบทความนี้ได้รับความนิยมและ Blockdit ก็จะตอบแทนนักเขียนเป็นตัวเงิน โดยบทความที่ได้ดาวจะได้ค่าตอบแทนที่ประมาณ 80-120 บาท เมื่อรายได้สะสมเกิน 1,000 บาทก็สามารถขอให้ทาง Blockdit โอนเงินเข้าบัญชีเราได้ และมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายส่งมาให้ทางอีเมลด้วย

ตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมาผมโพสต์บทความไปทั้งหมด 656 โพสต์ เป็นบทความติดดาว 267 โพสต์ และได้ค่าตอบแทนจาก Blockdit รวมแล้วประมาณ 25,000 บาทครับ

ผมคิดว่า algorithm ในการติดดาวยังไม่ค่อยเสมอต้นเสมอปลายเท่าไหร่ บางบทความมีคนกดแชร์แค่ 3 ครั้งก็ได้ดาวแล้ว ในขณะที่บางอันมีคนแชร์เป็นสิบแต่กลับไม่ได้ดาว

ยอดไลค์/reach ไม่ได้โตตามจำนวน followers
อันนี้ผมค่อนข้างแปลกใจที่ยอด Like หรือ Reach ไม่ได้โตขึ้นตามจำนวน followers เท่าไหร่ ซึ่งผมเดาเอาเองว่าเป็นหลักการของทีมงาน Blockdit ที่ต้องการ “กระจายอำนาจ” ให้คนทำเพจ แม้จะเป็นเพจเล็กคนติดตามแค่ไม่กี่ร้อยคน ก็มี reach ที่ไม่ได้ต่างกับเพจใหญ่ที่คนติดตามเป็นหมื่นนัก ซึ่งก็น่าจะเป็นกำลังใจให้คนที่เริ่มทำเพจได้ไม่มากก็น้อย และผมก็เชื่อว่าถ้ามี active users มากขึ้น ยอด reach ของเพจใหญ่ก็น่าจะดีขึ้นกว่านี้

“Hot” Feed – อีกหนึ่งสิ่งที่เฟซบุ๊คไม่มี
บทความจะมีคนเห็นเยอะหรือไม่นั้น ผมคิดว่าปัจจัยหลักก็คือ engagement เบื้องต้นนั้นดีรึเปล่า ถ้า engagement ดี บทความนั้นจะถูกคัดสรรไปอยู่ในฟีด “ไฟลุก” ซึ่งหมายถึงบทความยอดนิยมประจำวันนั้นๆ ซึ่งแยกออกมาจาก Timeline ปกติ ถ้าบทความของเราได้ไปอยู่ในฟีดไฟลุกก็มีความเป็นไปได้สูงที่บทความจะมีคนกดไลค์เยอะ ได้ติดดาวพร้อมได้ตังค์ค่าขนมครับ

ถ้าในบทความมีแปะลิงค์ไปที่อื่นๆ reach จะตกลงอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าผมใส่ลิงค์ไปยังเว็บอื่นๆ ยอด reach จะต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ตรงนี้น่าจะเป็นมิติที่ผมขัดใจที่สุดในการใช้งาน Blockdit แม้จะเข้าใจว่าอยากจะให้ผู้อ่านอยู่บน platform ของตัวเองให้นานที่สุด แต่ผมเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้

มีการ “ฝากร้าน” ค่อนข้างเยอะ
ด้วยความที่เป็นแพลตฟอร์มที่เขียนแล้วได้เงิน จึงมีคนมาเปิดเพจบน Blockdit เพื่อหวังเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง สิ่งที่ตามมาก็คือเจ้าของเพจเหล่านั้นจะไปคอมเมนท์ตามเพจต่างๆ ประมาณว่าทิ้งชื่อเพจตัวเองไว้ตามบทความที่ดังๆ เพื่อหวังให้คนเห็นและให้คนตามมากดไลค์ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ได้ผลรึเปล่า ผลลัพธ์ก็คือคอมเมนท์ใต้โพสต์นั้นเกินครึ่งเป็นการฝากร้านมากกว่าเป็นการมาคอมเมนท์เพื่อแสดงความเห็นของผู้อ่านธรรมดา

บทสรุป
Blockdit มีความมุ่งหมายที่จะเป็น social media ที่รวบรวมเรื่องราวดีๆ และสร้างสรรค์เพื่อคนไทย แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็น social media ได้เต็มตัวเพราะ users ไม่ได้ connect กันเองเท่าไหร่ แต่เรื่องคอนเทนท์คุณภาพต้องยอมรับว่าทำได้ดีเลยทีเดียว

ในแง่ฟีเจอร์ Blockdit มีหลายๆ อย่างที่โดดเด่นกว่าเฟซบุ๊ค แถมคนเขียนยังได้เงินอีกด้วย แต่มันก็มี side effect ตรงที่มีคนอยากมาเปิดเพจเพื่อหาตังค์ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ users ที่เข้ามาอ่านเฉยๆ

ใครที่สนใจเปิดเพจใน Blockdit ผมก็แนะนำให้ทำนะครับ ยิ่งถ้ามีเพจอยู่ในเฟซบุ๊คอยู่แล้ว การเพิ่มคอนเทนท์ลงใน Blockdit นั้นแทบไม่ได้เสียเวลาเพิ่มเติมเลย เผลอๆ อาจจะกลายมาเป็นช่องทางที่มีคนติดตามเยอะที่สุดก็เป็นได้

ขอบคุณทีมงาน Blockdit ที่สร้างแอปดีๆ ให้เราได้ใช้กัน ขอเป็นกำลังใจให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ครับ

นิทานกำจัดหญ้า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง นักปรัชญาพาลูกศิษย์มาตรงพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหญ้ายาว แล้วถามลูกศิษย์ว่า

“จะกำจัดหญ้าให้หมดไปจากบริเวณนี้ได้อย่างไร”

ลูกศิษย์เสนอความคิดกันไปต่างๆ นานา คนแรกบอกว่าจุดไฟเผา คนที่สองบอกว่าใช้เคียวถอนราก คนที่สามบอกว่าให้เอายามาพ่น

นักปรัชญาไม่พูดอะไร เขาแบ่งพื้นที่ดังกล่าวออกเป็นสามส่วน ให้ลูกศิษย์ของเขาลงมือจัดการตามวิธีที่แต่ละคนเสนอมา

คนที่เลือกเอาไฟเผา เพียงหนึ่งชั่วโมงก็เผาหญ้าจนเกลี้ยง แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันหญ้าก็เริ่มขึ้นใหม่ แถมยังขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

คนที่เลือกใช้เคียวถอนราก ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์กว่าจะถอนหญ้าจนหมด แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วันหญ้าก็เริ่มขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ส่วนคนที่เลือกพ่นยานั้น สามารถกำจัดหญ้าได้เพียงแต่ส่วนที่พ้นจากพื้นดินเท่านั้น ไม่สามารถกำจัดไปถีงรากได้

บรรดาลูกศิษย์ได้แต่ยอมแพ้และเดินจากไปด้วยความผิดหวัง

ไม่กี่เดือนต่อมา นักปรัชญาได้นำลูกศิษย์มาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง บรรดาลูกศิษย์ได้แต่ประหลาดใจกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เพราะพื้นที่นี้กลับกลายเป็นทุ่งข้าวสาลีสีเขียวชอุ่ม

นักปรัชญายิ้มแล้วพูดว่า

“หากต้องการกำจัดหญ้า เธอจงปลูกพืชอย่างอื่นลงบนพื้นดิน”


ขอบคุณนิทานจาก Prakal’s Blog: นิทานสอนใจ ถอนหญ้า จากหนังสือ ฮาร์วาร์ด สอนวิธีคิด เล่มที่ 2 เขียนโดย เหวย์ ซิ่วอิง แปลโดยจิราพร เนตรสมบัติผล

หากอยากมีพลัง ให้นั่งคุยกับคนที่เรารัก

บนเกาะโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น ผู้คนในเมืองมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าคนอเมริกัน 7 ปี และมีสัดส่วนคนอายุเกิน 100 ปีมากกว่าคนอเมริกาถึง 5 เท่า

สามปัจจัยที่ทำให้ชาวโอกินาว่าอายุยืนก็คืออาหารที่กิน กิจกรรมที่ทำ และ ความสัมพันธ์ที่มี

อาหารที่กินนั้นจะเน้นผัก ถั่ว เต้าหู้ และกินไม่เยอะจนเกินไป

กิจกรรมที่ทำนั้นมอบความหมายให้ชีวิต เป็น Ikigai เป็นเหตุผลให้ลุกจากเตียงทุกเช้า

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ ชาวโอกินาว่าก็มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่เรียกว่า “ไมโอ” ซึ่งคุ้นเคยกันตั้งแต่วัยเด็กจนวันที่อายุแตะหนึ่งศตวรรษ

เรื่องอาหารการกินเรารู้ดีอยู่แล้ว เรื่องอิคิไกก็เป็นกระแสในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมเลยอยากจะชวนคุยเรื่องความสัมพันธ์ในบทความนี้

ด้วยสังคมเมืองที่ทุกคนต่างต้องพยายามเอาตัวรอด ทำงานบวกเดินทางวันละสิบกว่าชั่วโมง เราจึงแทบไม่มีเวลานั่งคุยกับคนในครอบครัวเลย

ยิ่งพอมีสมาร์ทโฟน เราเลยใช้เวลา “ฟัง” และ “คุย” กับคนที่เราไม่ได้คุ้นเคยมากกว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เรา

ช่วงที่มีโควิดและเราต้องทำงานจากที่บ้าน เชื่อว่าหลายคนโหยหาออฟฟิศ เพราะทำงานที่บ้านนั้นเหนื่อยกว่าที่คิด แค่ห้าโมงเย็นก็หมดแรง

ผมมีสมมติฐานว่าจอคอมมันดูดพลังงานเรา แต่เวลาเรามาออฟฟิศเราสามารถส่งต่อและรับพลังงานจากเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศได้

มนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้มีปฏิสัมพันธ์บนหน้าจอ ต่อให้มีเพื่อนบนเฟซหรือ followers บนทวิตเตอร์มากแค่ไหนก็ไม่อาจทำให้เราหายเหงาได้ เผลอๆ ยิ่งมีคนรู้จักบนโซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่อาจยิ่งเหงากว่าเดิมด้วยซ้ำ

เพราะ “follow” ไม่ได้แปลว่า “รู้จักมักคุ้น” และ “Top fan” ไม่ได้แปลว่า “สนิทใจ”

บางคนอาจบอกว่าตัวเองไม่มีเพื่อนสนิท แต่นั่นเป็นเพราะเราไม่เคยคิดลงทุนในความสัมพันธ์รึเปล่า

หยุดยาวนี้ เราจะใช้เวลาไปอย่างไร จะอยู่กับมือถือนานเท่าไหร่ และจะมีเวลาแค่ไหนในการพูดคุยกับคนที่เรารักและรักเราครับ

บริษัทปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไร พนักงานก็จะปฏิบัติต่อบริษัทอย่างนั้น

มันคือกฎข้อ 3 ของนิวตัน ว่าแรงอะไรที่ส่งออกไปย่อมจะได้แรงเดียวกันส่งกลับมา

ถ้าบริษัทแสดงออกว่าไม่ไว้ใจพนักงาน ด้วยการปรับเงินหากมาสาย ด้วยการขอใบรับรองแพทย์ทุกครั้งที่ลาป่วย ด้วยการต้องขออนุมัติไม่ว่าเรื่องจะเล็กน้อยแค่ไหน มี HR ไว้เป็นผู้รักษากฎและคอยจับผิด พนักงานก็จะตอบสนองด้วยการให้เพื่อนตอกบัตรแทนกัน ทำงานเท่าที่จำเป็น และอู้งานเมื่อโอกาสอำนวย

ในเมื่อกฎที่ออกมามันช่างไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว แถมยังลดคุณค่าคนทำงานเป็นเพียงหนูถีบจักรตัวหนึ่ง เหตุใดเขาถึงต้องทุ่มเทให้กับองค์กรแบบนั้นด้วย

แต่ถ้าบริษัทเริ่มต้นจากความเชื่อใจก่อน HR เลิกจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ยกเลิกกฎที่ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไร พนักงานก็จะเริ่มรู้สึกได้ว่าเขาได้รับการปฏิบัติอย่างมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีคนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เขาคิด พูด และทำอะไรด้วยพลังด้านบวก

เมื่อบริษัทไว้ใจพนักงาน พนักงานก็จะพิสูจน์ตัวเองให้ดูว่าเขาเป็นคนที่น่าไว้ใจแค่ไหน – if the company trusts its employees, the employees will go to great lengths to prove how trustworthy they are.

แน่นอนว่าโลกไม่ได้สวยงาม มันมีพนักงานที่จ้องจะเอาเปรียบอยู่แล้ว แต่นั่นเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่บริษัทต้องจัดการ เพื่อให้คนส่วนใหญ่ทำงานได้โดยไม่ต้องถูกกำกับด้วยกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยอีกต่อไปครับ

อย่านึกว่าเราพิเศษกว่าคนอื่นทั้งทางบวกและทางลบ

พิเศษทางบวก

  • เราทำงานดีขนาดนี้ ควรจะได้เงินเดือนมากกว่าคนนั้นนะ
  • ไม่ต้องใส่เข็มขัดนิรภัยก็ได้ ไปแค่ปากซอยเอง
  • ความคิดเห็นทางการเมืองของเราสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและมีความถูกต้องมากกว่าคนอื่น
  • ถึงสูบบุหรี่ก็ไม่เป็นมะเร็งหรอก วันละไม่กี่ตัวเอง ที่ตรวจๆ มายังไม่เคยเจออะไรเลย
  • ของแค่นี้น่าจะผ่อนไหวแหละ เราไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่ายซะหน่อย

พิเศษทางลบ

  • ทำไมมีแต่คนจ้องจะเอาเปรียบเราอยู่เรื่อยเลย
  • เราน่าจะเป็นคนอาภัพเรื่องความรักนะ
  • ปลูกต้นไม้แล้วตายหมด สงสัยเป็นคนมือร้อน
  • ผลงานของเราก็โอเคอยู่นะ แต่ไม่มีใครใช้บริการเราเลย
  • ถึงพูดไปเขาก็ไม่ฟังเราหรอก

พิเศษทางบวกนั้นเราน่าจะเป็นกันทุกคนอยู่แล้ว ส่วนพิเศษทางลบเราก็เป็นเหมือนกัน เพียงแต่เรามักจะไม่รู้ตัวว่ามันคือการมองตัวเองว่าเป็น “ข้อยกเว้น” และไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหมือนคนอื่นๆ

ถึงจะมีคนบอกว่าโลกนี้คือละคร แต่เราก็ไม่ควรสำคัญตัวว่าเป็นพระเอกที่จะโชคดีตลอดกาล แล้วก็ไม่ควรคิดว่าตัวเองคือลิ่วล้อที่ตายก่อนเสมอ

ละครนั้นมีหลายเรื่อง บางเรื่องเราก็เป็นพระเอก บางเรื่องเราเป็นพระรอง บางเรื่องเราเป็นผู้ร้าย แต่ส่วนใหญ่เราจะเป็นแค่ตัวประกอบ

เตือนตัวเองว่าเราไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นทั้งทางบวกและทางลบครับ

ชีวิตเราจะ pivot ไปอย่างไร

ใครที่ใช้ Excel มาระดับหนึ่ง ย่อมรู้จักสิ่งที่เรียกกันติดปากว่า “ไพวอตเทเบิล” Pivot Table (จริงๆ อ่านว่า พิเวิต) ซึ่งช่วยให้เรานำข้อมูลที่มีอยู่มาสรุปเป็นตารางได้อย่างรวดเร็ว

คำว่า pivot มาโด่งดังอีกครั้งจากหนังสือ The Lean Startup ของ Eric Ries ที่บอกว่าธุรกิจสตาร์ตอัปนั้นสามารถ “มุ่งสู่ทิศทางใหม่” โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเป้าหมายธุรกิจที่ตั้งเอาไว้แต่แรก

แอปในการช็อปปิ้งชื่อ Tote พิเวิตตัวเองมาเป็น Pinterest

บริษัททำพอดคาสท์ชื่อ Odeo พิเวิตตัวเองมาเป็น Twitter

แอป Burbn ที่เอาไว้ใช้เช็คอินตามร้านอาหาร พิเวิตตัวเองมาเป็น Instagram

และบริษัทที่สร้าง Operating System ให้กล้องดิจิทัลก็พิเวิตมาเป็น Android

อย่านึกว่าการ pivot นี้มีอยู่ในแต่สตาร์ทอัพเท่านั้น เพราะ BMW ก็เริ่มต้นด้วยการผลิตเครื่องยนต์ในเครื่องบิน Nokia เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตเยื่อกระดาษ และ Samsung ก็เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายของชำ

บริษัทไทยก็ pivot ตัวเองไปไม่น้อย ที่เห็นชัดๆ ก็เช่น RS ที่ pivot จากค่ายเพลงไปขายเครื่องสำอาง

เมื่อบริษัทยัง pivot ตัวเองได้ ทำไมปัจเจกบุคคลจะ pivot ตัวเองไม่ได้

ยิ่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ ชุดความรู้ที่เรามีอาจใช้ไม่ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า บริษัทที่เราอยู่และยอด followers ที่เรามีไม่อาจมอบความมั่นคงให้กับเราได้ แต่ถ้าเรายืดหยุ่นมากพอทั้งทางความคิดและทางทักษะ เราก็พร้อมจะ pivot เมื่อวิกฤติและโอกาสมาถึง

วันนี้วันจันทร์ วันแรกของการทำงานในสัปดาห์ นอกจากจะตั้งใจทำงานตรงหน้าให้ดีแล้ว อย่าลืมสำรวจความเป็นไปได้ด้วยนะครับว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้มันเอื้อให้เรา pivot ไปทำอะไรในอนาคตได้อีกบ้าง