เมื่อ Google เลือกคนโดยดูใบปริญญา

หนึ่งในคุณลักษณะขององค์กรที่ดีคือการเปิดกว้างให้พนักงานได้ลองย้ายแผนกเพื่อทำอะไรใหม่ๆ (job rotation)

แม้ว่า Google จะเป็นองค์กรที่ใครๆ หลายคนชื่นชม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเดินหมากผิดเลยในเรื่องการบริหารจัดการคน

ทีม Product Management คือทีมที่ทำงานร่วมกับ software developers โดยมี PM หรือ Product Managers เป็นคนคอยตัดสินใจว่าซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นถัดไปจะมี features อะไรใหม่และจะต้องแก้ปัญหา (bug fixes) อะไรบ้าง

กูเกิ้ลเคยมีกฎเหล็กว่าคนที่จะเข้ามาอยู่ในทีม Product Management จะต้องเรียนจบสาขา Computer Science มาเท่านั้น ทำให้พนักงาน Google หลายคนหมดสิทธิ์ที่จะย้ายเข้าทีมนี้แม้จะมีไอเดียดีๆ ที่อยากทำให้บริษัทมากมายก็ตาม

เมื่อไม่สามารถทำสิ่งที่ต้องการได้ หลายคนจึงเลือกที่จะลาออกจากกูเกิ้ลเพื่อไปทำสิ่งที่เขาวาดไว้ในหัวให้เป็นจริงขึ้นมา

Biz Stone ลาออกไปก่อตั้ง Twitter

Ben Silbermann ลาออกไปก่อตั้ง Pinterest

และ Kevin Systrom ลาออกไปก่อตั้ง Instagram

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าสามคนนี้ได้ย้ายไปทำ Product Management และได้ลองสร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ Google บริษัทจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เดี๋ยวนี้ Google ไม่ได้มีกฎที่บังคับให้คนสมัครทีม Product Management ต้องจบ Computer Science อีกแล้ว

เรื่องการรับคนโดยดูปริญญาเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะถ้าพื้นฐานไม่แน่นพอก็ทำงานลำบาก

แต่นี่คือยุคที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเรียนในระบบ หากพนักงานได้แสดงศักยภาพให้เห็นว่าน่าจะทำงานนี้ได้ องค์กรก็ควรให้โอกาสเขาได้ลองดูสักตั้ง

ถ้าทำไม่ได้ก็คงไม่เสียหายมากนัก

แต่ถ้าทำได้ขึ้นมา เขาอาจกลายเป็น game changer ของเราก็ได้นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Radical Candor โดย Kim Scott

อย่า Copy & Paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนสำเร็จ เป็นการง่ายเหลือเกินที่เราจะเคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งเหล่านั้น

แต่ภาพที่เราเห็นอยู่ในฟีดของเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมเป็นเพียง 1% เป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เราเห็น

ของมียี่ห้อและงานการที่ดูโก้หรูมีต้นทุนที่เราไม่อาจหยั่งรู้แอบแฝง

มันคือเวลาและสุขภาพที่เสียไปเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง

เงินทองที่ผ่านมือเราเพียงแค่เดี๋ยวเดียวก่อนไหลกลับเข้าระบบที่ออกแบบมาให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจเอาชนะ

ไม่ผิดที่จะมีความฝัน แต่ขอให้เดินตามฝันนั้นด้วยเท้าที่ติดดิน

อย่า copy & paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

เพราะชีวิตแบบนั้นไม่ยั่งยืน และอาจพังครืนลงมาง่ายๆ ครับ

พระเจ้าสองพระองค์ของผู้เขียน Sapiens

บริษัท Google จะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการมาร่วมพูดคุยให้พนักงานฟังภายใต้ชื่อ Talks at Google

หนึ่งในแขกรับเชิญคือ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens, Homodeus, และ 21 Lessons for the 21st Century

นี่คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาครับ

พิธีกร: คุณเขียนเอาไว้ในหนังสือ “21 Lessons” ว่าพระเจ้าตายแล้วหรือพระเจ้ากลับมาแล้ว และบทบาทของศาสนาที่มีต่อการพัฒนาของมนุษย์ คุณคิดว่ายังมีพื้นที่ให้พระเจ้าสำหรับความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิตอยู่รึเปล่า?

ฮารารี: มันก็แล้วแต่คำจำกัดความนะ เพราะพระเจ้ามีหลายรูปแบบมาก และแต่ละคนก็เข้าใจคำว่าศาสนาไม่เหมือนกัน

ในหัวของเรามักจะมีพระเจ้าสองพระองค์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

พระองค์หนึ่งคือพระเจ้าที่เป็นความลี้ลับของจักรวาล (cosmic mystery) เราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีการก่อเกิดของสรรพสิ่ง (we don’t understand why there is something rather than nothing) เราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีบิ๊กแบง เราไม่รู้ว่าสติสัมปชัญญะของมนุษย์คืออะไร (what is human consciousness) มีหลายอย่างในโลกที่เราไม่เข้าใจและบางคนก็เรียกความลี้ลับนี้ว่า “พระเจ้า”

พระเจ้าคือผู้ให้การก่อเกิดของสรรพสิ่ง พระเจ้าคือผู้มอบสติสัมปชัญญะและความตระหนักรู้ให้มนุษย์ แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดสำหรับพระเจ้าองค์นี้คือเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับท่านเลย (จะเรียกท่านว่า him, her, it หรือ they ก็ตาม) ไม่มีอะไรเกี่ยวกับพระองค์ที่เป็นรูปธรรม ทุกอย่างเกี่ยวกับพระองค์ล้วนเป็นความลี้ลับ และนี่คือพระเจ้าที่เรานึกถึงตอนนั่งล้อมวงรอบกองไฟกลางทะเลทรายและใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต

ผมไม่มีปัญหาอะไรกับพระเจ้าพระองค์นี้ ผมชอบท่านมาก (I have no problem with this God. I like him very much.)

[เสียงผู้ชมในห้องส่งหัวเราะ]

ส่วนพระเจ้าอีกองค์หนึ่งคือพระเจ้าผู้ออกกฎหยุมหยิม (petty lawgiver)

สิ่งที่เด่นชัดที่สุดสำหรับพระเจ้าองค์นี้คือเรารู้เกี่ยวกับท่านเยอะมาก เรารู้ว่าท่านคิดอย่างไรกับการแต่งตัวของผู้หญิง เรารู้ว่าพระองค์คิดอย่างไรในเรื่องรสนิยมทางเพศ (sexuality) เรารู้ว่าท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับอาหารและการเมือง เรารู้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับพระองค์มากมาย และนี่คือพระเจ้าที่เราพูดถึงเวลาเราจับคนนอกรีตมาเผาทั้งเป็น – เพราะคุณได้ทำสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงโปรด (และเราก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าองค์นี้) เราจึงจำเป็นต้องเผาคุณทิ้งเสีย

การพูดถึงพระเจ้าบางทีมันก็เลยเหมือนกับการเล่นมายากล พอเราถามว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าพระเจ้ามีอยู่จริง คุณก็จะตอบว่าก็เพราะมีบิ๊กแบงไง เพราะมนุษย์มีความตระหนักรู้ไง วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งก็จริง

แล้วก็เหมือนดังนักมายากลที่แอบสลับไพ่ ดึงไพ่พระเจ้าอันลี้ลับออกไปแล้วใส่ไพ่พระเจ้าผู้ออกกฎหยุมหยิมเข้ามา แล้วคุณก็ได้ข้อสรุปแปลกๆ อย่าง “เพราะเราไม่เข้าใจบิ๊กแบง ผู้หญิงจึงต้องใส่เสื้อแขนยาว และผู้ชายไม่ควรมีเซ็กส์กับผู้ชายด้วยกันเอง”


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: 21 Lessons for the 21st Century | Yuval Noah Harari | Talks at Google นาทีที่ 18:20

นิทานสวดมนต์ภาวนา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ด็อกเตอร์อับราฮัมเป็นหมอที่มีชื่อเสียงด้านการรักษามะเร็งปอดมาก

องค์กรทางการแพทย์แห่งหนึ่งเพิ่งประกาศชื่อคุณหมอให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ และได้เชิญเขาไปร่วมงานรับรางวัลซึ่งจัดในอีกรัฐหนึ่ง

ระหว่างที่คุณหมอเดินทาง เครื่องบินโดยสารเกิดเหตุขัดข้องและต้องลงจอดก่อนถึงที่หมาย

งานรับรางวัลจะเกิดขึ้นเย็นวันนั้น หากรอเที่ยวบินถัดไปจะไม่ทันการ เขาจึงตัดสินใจเช่ารถเพื่อขับไปที่งาน

ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก สมัยนั้นยังไม่มี Google Maps และโทรศัพท์มือถือ คุณหมอไม่คุ้นเส้นทางจึงหลงขับไปในทางชนบทที่แทบไม่มีบ้านเรือน

หลังจากขับรถฝ่าสายฝนอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็เจอกระต๊อบหลังหนึ่ง คุณหมอจอดรถและเดินไปเคาะประตูบ้าน มีหญิงวัยกลางคนออกมาเปิดประตู

“ผมต้องเดินทางเข้าเมืองแต่ขับรถหลงทาง พอจะให้ผมยืมโทรศัพท์เพื่อโทรหาเพื่อนได้มั้ยครับ”

“บ้านดิฉันไม่มีโทรศัพท์ค่ะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ คุณอยากเข้ามาพักที่บ้านและรอให้ฝนซาก่อนมั้ยคะ”

คุณหมอตอบรับน้ำใจของผู้หญิงคนนั้น เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเปลเด็กอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน

หญิงเจ้าของบ้านหาชาร้อนกับขนมปังปิ้งมาให้คุณหมอที่กำลังหิวโซทานรองท้อง

“ดิฉันกำลังจะสวดมนต์ภาวนาให้ลูก คุณอยากจะสวดภาวนาพร้อมกับดิฉันมั้ยคะ?”

คุณหมอตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่าสิ่งต่างๆ จะได้มาก็ด้วยการลงมือลงแรงเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการการสวดมนต์

คุณหมอนั่งดูเจ้าของบ้านสวดภาวนาอยู่ข้างเปลเด็กเป็นเวลาเนิ่นนาน เมื่อเธอสวดภาวนาเสร็จแล้ว คุณหมอจึงเริ่มบทสนทนาต่อ

“ระหว่างสวดภาวนาคุณอธิษฐานขออะไรครับ และพระเจ้าได้ตอบรับคำอธิษฐานของคุณรึเปล่า?”

“ลูกของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งปอด ญาติๆ บอกให้ดิฉันพาลูกไปหาคุณหมออับราฮัมซึ่งเก่งเรื่องนี้มาก แต่เรายังไม่มีเงินค่าเดินทางและเงินค่ารักษา เลยกำลังรวบรวมเงินอยู่ แม้โอกาสจะมีไม่มากแต่ฉันก็ยังไม่สิ้นศรัทธานะคะ ยังไงฉันก็เชื่อว่าพระเจ้าจะต้องได้ยินคำอธิษฐานของฉันแน่นอน”


ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน

คนที่ “เก่งแบบเป็ด” อ่านบทความนี้แล้วจะมีกำลังใจ

โลกคนทำงานอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ specialist และ generalist

Specialist คือคนที่รู้ลึกในด้านใดด้านหนึ่งเอามากๆ ตามสุภาษิตรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล

Generalist คือคนที่ทำได้ทุกอย่าง ให้วิเคราะห์ก็ได้ ให้เขียนก็ได้ ให้พรีเซนต์ก็ได้ ให้ประสานงานก็ได้

แต่คนกลุ่มนี้มักจะมีปมลึกๆ ว่าตัวเองไม่เก่งอะไรจริงๆ เลยสักอย่าง ชอบเรียกตัวเองว่าเป็นเป็ด บินก็สู้นกไม่ได้ เดินก็สู้ไก่ไม่ได้ ว่ายน้ำก็สู้ปลาไม่ได้อีก

คนที่เก่งแบบเป็ดก็เลยขาดความมั่นใจ และพกความกังวลว่าตัวเองจะยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่มั้ย

ในฐานะที่ผมเองก็เป็นเป็ดตัวหนึ่งที่ไม่เคยทำงานตรงสาย ก็เลยอยากเชียร์ตัวเองและเพื่อนพ้องเป็ดให้มีความมั่นใจขึ้นสักเล็กน้อย

เพราะแม้ว่าคนที่เป็น specialist จะมีประสิทธิภาพและผลิตงานออกมาได้มาก แต่งานหลายอย่างของ specialist ก็กำลังถูก AI เข้ามาทำหน้าที่แทน

สิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้นี้ คืองานที่ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์ เพราะแม้ AI จะวิเคราะห์มะเร็งปอดจากภาพเอ็กซ์เรย์ได้เก่งกว่าคุณหมอ แต่ AI ไม่สามารถสรรหาคำพูดที่เหมาะสมเพื่อให้คนไข้ที่กำลังเสียขวัญมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาได้

พี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ เคยมา WeShare ไว้ว่า คนสมัยก่อนจำเป็นต้องรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวแบบตัว I พอยุคถัดมาก็ควรจะรู้แบบตัว T คือรู้กว้างในหลายๆ เรื่องและรู้ลึกหนึ่งเรื่อง แต่คนยุคถัดไปน่าจะต้องเก่งแบบตัว Y เหมือน Robert Lang นักฟิสิกส์ที่โปรดปรานการพับกระดาษแบบ Origami และนำสองศาสตร์มารวมกันจนพบวิธีการพับแผงโซล่าร์เซลล์ในอวกาศให้นาซ่า

การนำศาสตร์หลายๆ อย่างมาบูรณาการกันก็เป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้เช่นกัน Alpha Go อาจจะเล่นโกะเก่งกว่ามนุษย์คนใดบนโลกใบนี้ แต่ Alpha Go ไม่สามารถวาดรูปหรือแต่งเพลงได้ ต้องใช้ AI ยี่ห้ออื่นมาทำแทน

อีกจุดอ่อนหนึ่งของ specialist ก็คือเมื่อเขาใช้เวลากับด้านใดด้านหนึ่งมาก เขาก็จะมีความ “แหลม” ในตัวเอง อาจจะทำบัญชีเก่งมากแต่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรืออาจจะเรียนจบด็อกเตอร์มาแต่ขาดความสามารถในการสื่อสารเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ

ซึ่ง generalist จะไม่เป็นแบบนี้ เพราะมีความ well-rounded จากการได้ลองทำหลายสิ่งหลายอย่าง มีคอมมอนเซ้นส์ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และมีความยืดหยุ่นกว่าในการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพราะไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้

ซึ่งความยืดหยุ่นหรือความ elastic เป็นคุณลักษณะที่สำคัญมากๆ สำหรับโลกหลังโควิดที่ขับเครื่องบินอยู่ดีๆ ก็อาจต้องมาเปิดร้านขายอาหารเดลิเวอรี่

กล่าวโดยสรุปก็คือการเป็นเป็ดนั้นไม่ใช่เรื่องแย่และอาจจะมีแต้มต่อกว่า specialist ด้วยซ้ำ สำคัญคือเราต้องขยันและหมั่นฝึกฝนตนเองโดยไม่ลืมว่าสุดท้ายแล้วเราต้องทำงานกับมนุษย์และทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์

เราต้องหัดบูรณาการความรู้จากหลายแขนงเพื่อสร้างจุดแข็งที่คนอื่นหรือ AI ไม่อาจเลียนแบบ

แล้วเป็ดอย่างเราจะยังมีที่ยืนอย่างสง่างามในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอนครับ

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ถามก่อนว่าคุ้มรึเปล่า

เพราะปากมักทำให้เราตกที่นั่งลำบากโดยไม่จำเป็น

ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเสีย เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้น้องในทีมหมดกำลังใจ เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้คนรักผิดใจกัน เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

เราอาจจะพูดเพื่อความสนุก พูดเอามัน พูดโดยไม่ได้คิดอะไร

แต่เรื่องปวดหัวที่ตามมาไม่คุ้มกับความสนุกเลยแม้แต่น้อย

“Before you say something, stop and breath. And ask – Is it really worth it?”
-Marshall Goldsmith

หนึ่งในคุณลักษณะของความเป็นผู้ใหญ่ คือความสามารถในการอดกลั้นในชั่วขณะที่คันปาก

และระลึกได้ว่า ในบางครั้ง บทสนทนาจะดำเนินไปได้สวยที่สุดถ้าเราไม่พูดประโยคนั้นออกมาครับ

ไม่ต้องเล่นท่ายากก็ได้

นักวิ่งสายอุปกรณ์บางคนซื้อ gadget มาเต็มไปหมดเพื่อช่วยให้การวิ่งมีประสิทธิภาพขึ้น

คนทำงานบางคนจัดการอีเมลด้วยการตั้ง rules เสียมากมาย หากส่งมาจากคนนี้ให้เอาเข้าโฟลเดอร์นั้นและตั้งเมลให้เป็นสีนี้

ส่วนบางคนก็มีแอปในมือถือเป็นสิบๆ แอปที่ช่วยเพิ่มความ productive ในด้านต่างๆ

แต่ถ้าเราใส่พลังไปกับของเล่น เราจะละเลยเรื่องพื้นฐาน

จะวิ่งให้ดีก็แค่ต้องขยันซ้อม จะจัดการอีเมลให้ดีก็แค่ทำ inbox zero และถ้าอยาก productive จริงๆ ก็แค่ต้องกล้าลุยงานสำคัญ

วางของเล่นลง กลับมาที่เรื่องพื้นฐาน ลงมือทำอย่างจริงจัง แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าครับ

3 สิ่งที่ทำได้ตอนโกรธใครขึ้นมา

เราทุกคนรู้ว่าการทำอะไรตอนโกรธนั้นมักได้ผลเสียตามมา ซึ่งอาจกระทบกับการงานและความสัมพันธ์จนยากเกินเยียวยา

ถ้ารู้ตัวว่าโกรธแต่อดไม่ได้ แถมคนที่ทำให้โกรธก็อยู่ตรงหน้าเราอีก วันนี้ผมมีสาม 3 ขั้นตอนที่น่าจะช่วยให้ความโกรธทำร้ายเราได้น้อยลงครับ

  1. แบมือ เวลาโกรธเราจะกำมือแน่นโดยอัตโนมัติ ลองแบมือดูแล้วอารมณ์ของเราจะเบาลงโดยอัตโนมัติเช่นกัน (ลองถามตัวเองก็ได้ว่าเคยแบมือโกรธใครรึเปล่า)
  2. คลายไหล่ เวลาโกรธ ไหล่เราก็จะเกร็งโดยอัตโนมัติเช่นกัน ลองผ่อนคลายหัวไหล่ดูแล้วความรู้สึกตึงๆ ของเราจะลดลง
  3. พูดให้ช้าลง เวลาโกรธเราจะพูดเร็วและพูดเสียงดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่ถ้าเราพอทำไหว ลองพูดให้ช้ากว่าปกติ เนิบๆ อารมณ์ของเราก็จะพลุ่งพล่านไม่ค่อยออก

แบมือ คลายไหล่ พูดช้าๆ แล้วเราอาจจะผ่านช่วงเวลาตาต่อตาฟันต่อฟันได้โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ

ลดเรื่องปวดหัวด้วยการหลีกเลี่ยง unforced errors

Unforced errors เป็นศัพท์ที่คนดูเทนนิสจะรู้จักกันดี

มันคือการที่นักเทนนิสตีเสียแต้มเพราะตีพลาดเอง

เช่นเสิร์ฟติดเน็ต หรืออีกฝ่ายตีลูกมาธรรมดาแต่เรากลับตีออกเสียเอง

มันคือการพลาดแบบไม่น่าพลาด หรือถ้าใช้คำแรงหน่อยก็คือพลาดแบบโง่ๆ

ในชีวิตการทำงานเราก็มี unforced errors มากมาย

ส่งอีเมลแล้วลืม attach ไฟล์

นั่งทำงานติดเก้าอี้ไม่ยอมเข้าห้องน้ำจนเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

พูดจาสนุกปากจนไปเข้าหูคนที่เรานินทา

ในชีวิตส่วนตัวเราก็มี unforced errors ได้เช่นกัน

ดูซีรี่ส์ดึกดื่นจนนอนไม่พอ

ไมจ่ายค่าไฟจนมิเตอร์โดนตัด

ผิดใจกับคนในบ้านด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ปัญหาเหล่านี้เราป้องกันได้เพียงใช้สติและความระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกนิดเดียวเท่านั้น

อย่าพลาดอะไรที่ทำให้เราอยากเขกหัวตัวเองทีหลัง

ลด unforced errors ได้สักครึ่งหนึ่ง ชีวิตก็ราบรื่นขึ้นเยอะแล้วครับ

คนที่ชอบบอกตัวเองว่าขอศึกษามากกว่านี้ก่อน

บางทีเขาอาจกำลังหลบซ่อนอยู่ก็ได้

กับหลายสิ่งหลายอย่าง เราสามารถลงมือทำและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่จำเป็นต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วค่อยลงมือ

เพราะถึงศึกษามาดีแค่ไหน ยังไงโลกแห่งความจริงมันก็ไม่เหมือนในในตำราอยู่ดี

จริงๆ แล้วถ้าอยากศึกษาให้ถ่องแท้ วิธีที่ดีที่สุดคือลงมือทำ เพราะมันจะเข้าใจและขึ้นใจกว่าการอ่านในหนังสือหรือในเว็บบอร์ดมากมายนัก

“We often avoid taking action because we think “I need to learn more,” but the best way to learn is often by taking action.”
-James Clear

อยากเป็นบล็อกเกอร์ก็แค่ลงมือเขียนบทความลงในเฟซตัวเอง

อยากเป็นนักลงทุนก็แค่เปิดพอร์ตแล้วลองซื้อหุ้นที่เรารู้จัก

อยากทำธุรกิจก็แค่ลองเสนอสิ่งที่เราถนัดให้กับเพื่อนฟรีๆ และดูผลตอบรับ

แทบทุกอย่างเราสามารถลงมือทำโดยจำกัดความเสี่ยงได้ทั้งนั้น

อาจจะยังไม่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ที่แน่ๆ เราได้ออกมาเผชิญกับความกลัวของตัวเอง

และผลตอบแทนคือคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นคำตอบที่เราอยากเห็นหรือไม่อยากเห็นก็ได้

แต่มันจะมีประโยชน์กว่าสิ่งที่เราเจอจากตำราแน่นอน