สรรหาไอเดียใหม่ๆ ด้วย List of 100

20180527_listof100

เมื่อตอนที่แล้ว ผมเขียนว่าหากอยากมีไอเดียดีๆ ต้องยอมมีไอเดียแย่ๆ เยอะๆ ก่อน

แล้วทำอย่างไรเราถึงจะมีไอเดียเยอะๆ?

ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับ List of 100 ครับ

ผมรู้จักลิสต์นี้มาร่วมสิบปีแล้ว จากเว็บเก่าแก่เว็บหนึ่งที่ผมชอบมากคือ litemind.com

ใครภาษาอังกฤษแข็งแรง แนะนำให้ไปอ่านต้นฉบับที่นี่ได้เลยครับ >> Tackle Any Issue With a List of 100 

หลักการของ List of 100 นั้นง่ายมาก คือตั้งโจทย์ 1 ขึ้นมาหนึ่งข้อ แล้วลิสต์คำตอบขึ้นมา 100 คำตอบที่จะช่วยให้เราตอบโจทย์นั้นได้

  • โดยกฎคร่าวๆ ก็มีดังนี้
  • ใช้กระดาษเปล่า 1-2 แผ่น
  • ใช้ดินสอ/ปากกาสำหรับเขียน
  • นั่งทำให้เสร็จภายในคราวเดียว
  • ไม่ว่อกแว่กกับเรื่องอื่น
  • ไม่เซ็นเซอร์ไอเดียตัวเอง

นี่คือตัวอย่างโจทย์ที่เราอาจตั้งให้ตัวเองได้

  • 100 Things I’m Good At – 100 เรื่องที่เราเก่ง
  • 100 Ways To Improve My Life – 100 วิธีที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
  • 100 Things I’ve Accomplished In My Life – 100 เรื่องที่เราทำสำเร็จมาแล้ว
  • 100 Things I’m Feeling Stressed About – 100 เรื่องที่ทำให้เรากังวล
  • 100 Things To Do Before I Die – 100 สิ่งที่อยากทำก่อนตาย
  • 100 Ideas for Additional Income – 100 วิธีหารายได้เสริม

คำถามที่ผู้อ่านคงมีอยู่ในใจตอนนี้ คือเราจะหาไอเดียมาได้ถึง 100 ไอเดียเชียวหรือ

คำตอบคือทำได้ครับ แต่ต้องอาศัยความอดทนนิดนึง เพราะของดีจะมาตอนท้าย

Luciano เจ้าของ litemind.com บอกว่า

30 ไอเดียแรกเราจะได้มาไม่ยากนัก

40 ไอเดียต่อมาจะเริ่มซ้ำๆ หรือคล้ายของเดิมแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะมันช่วยให้เราเห็นแพทเทิร์นการคิดของตัวเอง

30 ไอเดียสุดท้ายมักจะมีไอเดียที่มีความแปลกแหวกแนวหลุดเข้ามา และบางไอเดียอาจจะเข้าท่าเอามากๆ เพราะว่าเรา “ขุด” จนไปพบอะไรบางอย่างภายใต้จิตสำนึกของเรา

อย่างที่บอกไปตอนต้น ตอนที่ลิสต์ไอเดียเราไม่ต้องห่วงว่าไอเดียมันจะดีหรือแย่ เพราะเป้าหมายของเราคือมีไอเดียให้มากไว้ก่อน

ยิ่งเรามีไอเดียแย่ๆ มากเท่าไหร่ เรายิ่งมีไอเดียดีๆ มากขึ้นเท่านั้น

สมมติ 10 ไอเดีย มีดีซัก 1 ไอเดีย

ถ้าเรามีไอเดีย 100 ไอเดีย อย่างน้อยก็น่าจะมีซัก 10 ไอเดียที่ใช้ได้ และอาจจะมี 1 ไอเดียที่เจ๋งสุดๆ ก็ได้

เมื่อช่วงบ่ายผมเองก็ลองได้นั่งลงเขียน “100 หัวข้อสำหรับบทความใน Anontawong’s Musings” เพราะตอนนี้เป็นบล็อกเกอร์ที่ใช้ชีวิตวันต่อวันมาก มานั่งหน้าคอมโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไร (จริงๆ ก็เป็นมานานแล้ว)

แต่พอลองลิสต์ไอเดียมาได้ซัก 100 ไอเดีย ก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่ามีเรื่องเขียนแน่ๆ อย่างน้อยก็อีกสองสัปดาห์ต่อจากนี้

เทคนิค List of 100 นี้มีประโยชน์และนำไปใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ลองเล่นดูแล้วคุณอาจจะติดใจนะครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ถ้าอยากมีไอเดียดีๆ

20180527_goodideas

ต้องยอมมีไอเดียห่วยๆ ก่อน

ถ้าอยากเขียนบทความเจ๋งๆ

ต้องยอมเขียนบทความห่วยๆ ก่อน

ถ้าอยากวาดรูปสวยๆ

ต้องยอมวาดรูปห่วยๆ ก่อน

เราทุกคนอยากดูดี แต่มันก็ทำให้เรากลัวดูแย่ไปด้วย

เมื่อกลัวดูแย่ ก็เลยไม่กล้าแม้แต่ลงมือทำ

ทิ้งความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ไปซะ เพราะนั่นเป็นแค่ความกลัวที่ปลอมตัวมา

สวมหัวใจของมือสมัครเล่น โอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบ เลิกห่วงสายตาคนอื่น แล้วเริ่มนับหนึ่งกันเถอะ

นิทานขี่ม้าไปไหน

20180525_horseride

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายคนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว ได้รับของขวัญชิ้นหนึ่งจากพ่อเป็นม้าหนุ่ม

ม้าตัวนี้ฝีเท้าดีมาก ท่วงทีงามสง่า แข็งแรง เขาดีใจมากกับรางวัลแห่งชีวิตชิ้นนี้ ทันทีที่ได้ม้าจากพ่อ เขาจึงกระโดดขึ้นควบขี่ทันทีอย่างมีความสุข

แต่พลันที่เขากระโดดขึ้นขี่ ม้าตัวนี้ก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมหยุด บังคับอย่างไรก็ไม่เป็นผล ท่ามกลางความเร็วของฝีเท้าม้า เขาไม่กล้ากระโดดลงเพราะเกรงอันตราย ในเมื่อไม่กล้ากระโดดลงจากหลังม้า บัณฑิตหนุ่มจึงต้องควบขี่อยู่บนหลังม้าเช่นนั้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ผมสีดำสนิท

ม้าพาเขาวิ่งจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง จากประเทศสู่ประเทศ จากวันสู่คืน จากเดือนสู่ปี จากวัยหนุ่มแน่นผ่านไปถึงวัยกลางคน จนกระทั่งผมสีดำของเขากลายเป็นผมสีดอกเลาขาวโพลนเต็มหัว แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ได้ลงจากหลังม้า ร่างกายของเขาทรุดโทรม อมโรค เหี่ยวย่น หน้าตาของเขามีแต่ริ้วรอยของวันเวลา ดวงตาของเขาแห้งโหยขาดชีวิตชีวา เหมือนซากศพที่ยังมีลมหายใจ

วันหนึ่ง ขณะควบขี่อยู่บนหลังม้าผ่านไปทางย่านชุมชนแห่งหนึ่ง ผู้คนหลายร้อยคนเห็นเขาควบม้ามาแต่ไกล ต่างพากันมุงดู ชาวบ้านจึงตะโกนถามด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าเขากำลังจะควบม้าไปไหน ชายชราอดีตบัณฑิตหนุ่มตะโกนตอบสวนออกไปว่า

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังจะไปไหน เพราะนับแต่ขึ้นขี่อยู่บนหลังม้า ผมก็ยังไม่เคยลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมกำลังจะไปไหน ก็ลองถามม้าของผมดูสิ”

—–
ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน: ศิลปะการลงจากหลังม้า

เราทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคน

20180524_wewanttobegood

เดือนที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าได้รับการเอ็นดูจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นพิเศษ

ก่อนหน้านี้มีแต่คนเตือนว่าให้ระวังตัวให้ดี คุณป้าคนนี้เขี้ยวลากดินมาก

แต่หลังจากที่ผมรู้จักกันคุณป้ามาปีกว่าๆ ผมกลับได้รับความเมตตาจากคุณป้าบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

แล้วผมก็ได้ข้อสรุปว่า เราทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคนเสมอ

นักเลงลูกไม้ไร้อนาคต อาจเป็นพี่ชายที่น้องๆ รักมาก

หมาบ้านนี้จะดุแค่ไหน มันก็กระดิกหางทุกครั้งเมื่อเจ้านายเรียกหา

มนุษย์ป้าที่แสนจะเรื่องมาก อาจเป็นซูเปอร์มัมในสายตาลูกสาว

นักการเมืองน้ำเน่า อาจเป็นคนเดียวที่เข้าอกเข้าใจคนในพื้นที่

ขนาดองคุลีมาลที่ฆ่าคนนับร้อย ก็เพราะว่าเขาอยากเป็นลูกศิษย์ที่ดีในสายตาอาจารย์

ขอให้เราอย่าลืมข้อนี้ โดยเฉพาะตอนที่เจอคนไม่น่ารัก

เพราะการไปคาดหวังให้เขาทำตัวน่ารักขึ้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า คือปรับตัวเราเอง เพื่อเพิ่มโอกาสที่เราจะเป็นคนที่เขาอยากทำดีด้วย

เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคนเสมอครับ

—-

Time Management Workshop รุ่นที่ 9 บ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ยังเหลืออีก 4 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด, นายอินทร์, B2S, ศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ความลับของการเป็นผู้นำที่ดี

20180523_followers

เช้านี้ผมเพิ่งฟังพอดคาสท์ TED Radio Hour ตอนล่าสุด “Inspire To Action” ที่ศึกษาว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างร่วมกันเช่นการชุมนุม การประท้วง หรือแม้กระทั่งการปฏิวัติ

แขกรับเชิญในตอนนี้คือ Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือ Start with Why และโด่งดังจากการพูดเรื่อง How Great Leaders Inspire Action ซึ่งเป็น TED Talk ที่มีคนดูมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาตร์ TED

พิธีการถามไซม่อนว่า เหตุใดผู้นำบางคนถึงสามารถนำพามวลชนได้ ในขณะที่ผู้นำบางคนไม่สามารถทำได้

ไซม่อนตอบว่า สิ่งแรกที่สำคัญคือผู้นำเหล่านี้ต้องเชื่อมั่นในอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าตัวของเขาเอง (they must believe in a cause that’s bigger than themselves) และเขาต้องสามารถวาดภาพอนาคต (paint a future) ที่ชัดเจนจนผู้คนจับต้องได้

และข้อทิ้งท้ายที่ไซม่อนฝากไว้ก็คือ “ผู้นำ” ที่ดีคือ “ผู้ตาม” ที่ดี

“ผู้ตาม” ในที่นี้ หมายถึงผู้เดินตามความฝัน หรือเดินตามความเชื่ออะไรบางอย่างอย่างแน่วแน่ จนคนอื่นอดไม่ได้ที่จะชื่นชมและขอมีส่วนร่วมด้วย

ในวันที่ 28 สิงหาคม 2506 หรือ 55 ปีที่แล้ว มีประชาชน 250,000 คนมารวมตัวกันหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์นในนครวอชิงตันเพื่อฟัง ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ปราศรัย I Have a Dream ซึ่งเป็นหนึ่งในการปราศรัยที่ทรงพลังที่สุดแห่งยุค

ถามว่าใน 250,000 คนที่มาในวันนั้น มีคนมาเพื่อดร.คิงซักกี่คน

คำตอบคือไม่มีซักคนเดียว ทุกคนมาเพื่อตัวเองทั้งนั้น เขามารวมตัวกันเพราะเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามและปรารถนาที่จะเห็นอเมริกาปฏิบัติต่อคนทุกผิวสีอย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น ถ้าเราอยากเป็นผู้นำที่ดี เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีใครมาตามเรารึเปล่า

หาสิ่งที่เราเชื่อมั่น สิ่งที่เราพร้อมจะทุ่มเท แล้วเดินตามสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

แล้วเมื่อ “คนพันธุ์เดียวกัน” ผ่านมาทางนี้ เขาจะเลือกเดินตามคุณเองครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลือ 7 ที่)

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด, นายอินทร์, B2S, ศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ข้อแนะนำสำหรับคนอยากเป็นซีเนียร์

20180522_senior

คนทำงานทุกคนย่อมอยากเห็นความก้าวหน้าในวิชาชีพของตัวเอง

และหนึ่งในบันไดขั้นแรกๆ ที่อยากก้าวขึ้นไปคือการเป็นพนักงานที่มีคำว่า senior นำหน้าชื่อตำแหน่ง ซึ่งบ่งบอกว่าเราเป็นพี่ใหญ่ที่ต้องคอยดูแลน้องๆ และเป็นหูเป็นตาให้หัวหน้าทีม

ผมเลยมีข้อแนะนำที่อยากฝากไว้ให้พิจารณาสำหรับคนที่อยากเป็นซีเนียร์นะครับ

ซีเนียร์มีสี่ทาง
เท่าที่ผมสังเกต คนจะถูกโปรโมตเป็นซีเนียร์ได้ใน 4 กรณี

1. Hard Skills – คือเราทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เทพมากๆ เป็นกูรูด้านนี้จนใครก็ต้องมาพึ่งพาเรา

2. Soft Skills – คือเรามี people skills ที่สูงส่ง มีความเป็นผู้ใหญ่ มีความน่าเชื่อถือ เป็นเหมือนเสาหลักของทีมให้น้องๆ แม้อาจจะไม่ได้เทพแต่เราก็มักจะหาทางช่วยคนในทีมได้เสมอ อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านจิตใจ

3. เงินเดือน – แต่ละตำแหน่งจะมี job band หรือ job level อยู่ ซึ่งก็จะผูกติดกับช่วงเงินเดือน เช่นตำแหน่งจูเนียร์เงินเดือน 15,000 – 30,000 ตำแหน่งซีเนียร์เงินเดือน 25,000-50,000 เป็นต้น โดยช่วงเงินเดือนของแต่ละเลเวลเหลื่อมกันได้

หากเงินเดือนของเรา “ชนเพดาน” แล้ว เช่นในกรณีนี้เราเงินเดือน 30,000 บาทแล้ว จะขึ้นให้อีกก็จะทำให้เงินเดือนหลุดช่วง จึงเป็นเวลาที่ต้องปรับตำแหน่งเป็นซีเนียร์เพื่อให้เราขึ้นมาอยูู่ในช่วงเงินเดือนที่สูงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อให้คุ้มกับเงินเดือนครับ

4. ระยะเวลา – คืออยู่ในตำแหน่งนี้มานานหลายปี น้องๆ ที่มาทีหลังบางคนก็แซงหน้าไปแล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องปรับตำแหน่งให้เสียที

มันยังมีอีกกรณีหนึ่งคือย้ายทีมหรือย้ายบริษัท แต่ถ้าคุณไม่มีหนึ่งในสี่ข้อข้างต้นที่กล่าวมา โอกาสจะได้เป็นซีเนียร์ก็คงมีไม่มากนัก

ถ้าเลือกได้ อยากให้เลือกข้อ 1 หรือ 2 เพราะเป็นปัจจัยที่เราพอจะควบคุมได้บ้าง ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

ทำงานของตัวเองให้ดี (Do your job well)
ข้อนี้เป็นพื้นฐานเลย อย่าหวังว่าจะได้เป็นซีเนียร์ถ้าเรายังรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ไม่สมบูรณ์

ทำให้มากกว่าที่ขอ (Go the extra mile)
ถ้าเจ้านายสั่ง 10

พนักงานทั่วไปจะทำมา 8

พนักงานที่ดีจะทำมา 10

พนักงานที่โดดเด่นจะทำมา 12

คนที่ทำมา 12 มีโอกาสจะขึ้นเป็นซีเนียร์มากกว่าคนที่ทำมา 10 หรือ 8

สังเกตว่า เมื่อเทียบกับพนักงานที่ดี เราแค่ออกแรงมากกว่าเขาแค่ 2 หน่วย ก็เพิ่มโอกาสการเป็นซีเนียร์ได้มหาศาลแล้ว

ทำโดยไม่ต้องให้ใครมาขอ (Be proactive)
คนที่ proactive หรือริเริ่มงานได้เองโดยที่ไม่ต้องรอให้เจ้านายสั่งนั้นหายากมากๆ เพราะหนึ่งเขาต้องจัดการงานตัวเองได้ดีจนมีเวลาเหลือ สองเขาต้องรู้ใจเจ้านายว่าต้องการอะไร สามคือต้องโน้มน้าวคนอื่นๆ ให้เห็นดีเห็นงาม และสี่ต้องนำมันไปทำจนเกิดผล

เพราะทำได้ยาก จึงหายาก และเพราะหายาก เจ้านายและองค์กรจึงให้ค่าคนที่ proactive มากเป็นพิเศษครับ

ขยันอย่างฉลาด (Work hard & work smart)
คนขยันนั้นดีแน่ แต่ต้องหัดขี้เกียจบ้าง

ขี้เกียจในแง่ที่ว่า เราต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่าที่เราทำๆ อยู่ทุกวันนี้มันมีวิธีอื่นที่จะประหยัดแรงกว่านี้หรือทำได้เร็วกว่านี้มั้ย

พนักงานที่ดีอาจจะทำงานเสร็จเร็วกว่าคนอื่น 20%

แต่พนักงานที่จะได้เป็นซีเนียร์คือคนที่ออกแบบกระบวนการหรือสร้างเครื่องมือใหม่ที่ทำให้ทุกคนในทีมทำงานได้เร็วขึ้น 20% ครับ

เป็นคนไว้ใจได้ (Be reliable)
ข้อนี้สำคัญมาก

ถ้ารับปากว่าจะทำ ก็ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องท้องจะเสีย

และถ้ามีเหตุสุดวิสัยจนทำให้ไม่สามารถทำได้ตามที่รับปาก ก็ต้องรีบบอกเจ้านายแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ให้เขามารู้เองทีหลัง

คนที่จะเป็นซีเนียร์คือคนที่เจ้านายสามารถวางใจได้ว่า คนๆ นี้จะสามารถดูแลทีมได้ตอนที่เขาไม่อยู่ ดังนั้นการสร้างความไว้ใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากถึงมากที่สุด

กล้าแสดงความคิดเห็น (Speak up)
คนไทยไม่ค่อยกล้าพูดต่อหน้า แต่ลับหลังคุยกันสนุกปาก

คนที่จะเป็นซีเนียร์ต้องทำกลับกัน คือต่อหน้าต้องพูด ลับหลังต้องไม่พูด

อะไรที่ดี อะไรที่ไม่ดีควรจะสื่อออกมา แต่ก็ต้องดูทิศทางลมด้วยว่าจะพูดอย่างไร พูดจังหวะไหน คนถึงจะฟังและคล้อยตาม

ที่สำคัญ ต้องไม่ชี้แค่ปัญหาอย่างเดียว แต่ควรจะมีข้อแนะนำสำหรับทางออกด้วย

พร้อมช่วยเหลือคนอื่นเสมอ (Be there when someone needs you)
ซีเนียร์คือคนที่พึ่งพาได้

ดังนั้นเราต้องใจกว้างพอที่จะเอาผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน (แต่ก็ต้องไม่ทำให้งานตัวเองเสีย – กลับไปดูข้อแรก)

การช่วยเหลือคนอื่นอยู่เป็นประจำจะทำให้เราได้รับการยอมรับ และเพื่อนๆ จะแอบเชียร์ให้เราเป็นซีเนียร์เร็วขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะใครๆ ก็ชอบพระเอก

เป็นแบบอย่างที่ดี (Be a role model)
หนึ่งในคำถามที่ “ผู้ใหญ่” ในองค์กรมักจะถามกับหัวหน้าที่ส่งชื่อน้องมาให้พิจารณาก็คือ “เขาเป็นแบบอย่างที่ดีรึเปล่า?”

ถ้าทำงานเก่ง ช่วยเหลือคนในทีม แต่ยังมีพฤติกรรมบางอย่างไม่เหมาะสม เช่นชอบบ่นลอยๆ บนเฟซบุ๊ค มาสายเป็นประจำ หรือหัวร้อนง่ายไฝว้กับคนอื่นไปทั่ว คนๆ นั้นอาจจะตกม้าตายไม่ได้รับการโปรโมตก็ได้

ต้องระลึกไว้เสมอว่าการโปรโมตแต่ละครั้ง ผู้บริหารต้องคำนึงด้วยว่ามันเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้กับคนอื่นๆ ในองค์กรรึเปล่า เพราะถ้าเด็กๆ เห็นคนนิสัยแย่แต่ทำงานดีได้รับการโปรโมต เขาก็อาจจะเข้าใจว่านี่คือพฤติกรรมที่องค์กรรับได้แถมยังสนับสนุนด้วยซ้ำ

ผูกพันกับองค์กร (Be an engaged employee)

ศัพท์ที่สำคัญคำหนึ่งใน HR คือคำว่า Employee Engagement ซึ่งไม่มีคำแปลไทยตรงตัว แต่มันหมายถึงหลายๆ อย่างรวมกัน คือเรามีความผูกพันกับองค์กรแค่ไหน เวลามีกิจกรรมบริษัท เรามาร่วมงานหรือไม่ เวลาบริษัทต้องการความช่วยเหลือ เราอาสาตัวเองรึเปล่า เวลาใครมาว่าบริษัทเรา เราเดือดเนื้อร้อนใจรึเปล่า

องค์กรย่อมอยากโปรโมตคนที่ผูกพันและอยากเติบโตไปกับองค์กร ไม่ใช่คนที่จะไปจากเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

คิดเหมือนเราเป็นเจ้าของบริษัท (Think & act like the owner)
เป็นข้อสุดท้าย แต่ถ้าทำข้อนี้ได้ ข้ออื่นๆ ก็น่าจะทำได้ไปโดยปริยาย เพราะหากเราคำนึงถึงผลประโยชน์มวลรวมของบริษัทอยู่เสมอ เราก็จะทำงานอย่างฉลาด ทำโดยที่ไม่ต้องมีใครสั่ง และพร้อมช่วยเหลือคนอื่นๆ เป็นประจำ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อความเจริญก้าวหน้าของบริษัทและทุกๆ คนในองค์กร

ต้องเตือนกันนิดนึงว่าแม้เราจะทำได้ทุกข้อที่กล่าวมาทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้เป็นซีเนียร์เสมอไป เพราะมันยังมีอีกหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่นสภาพทีม สภาพบริษัท และสภาพเศรษฐกิจ

แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราทำตามข้อแนะนำเหล่านี้ คนที่จะได้ไปเต็มๆ ก็คือตัวเราเอง

เพราะผมมีความเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว เราจะได้รับผลตอบแทนที่คู่ควรกับเราเสมอครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCA, ร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

คิดเองเออเอง

20180521_naive

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมมีเรื่องคิดเองเออเองบ่อยเสียจนอยากเขกหัวตัวเอง

เรื่องมันเกิดมาจากผมกับแฟนคิดจะรีไฟแนนซ์บ้าน เลยเล็งธนาคารที่น้องชายใช้บริการกู้บ้านอยู่ เป็นธนาคารที่ไม่ใช่สัญชาติไทย

รอจนวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ขับรถไปห้างซีคอนที่มีสาขาของธนาคารนี้เปิดอยู่ แต่พอเดินเข้าไปคุยปรากฎว่าสาขานี้ไม่รับคุยเรื่องรีไฟแนนซ์บ้าน ต้องไปคุยที่สำนักงานใหญ่วันธรรมดาเท่านั้น

เผอิญสัปดาห์ถัดมามีธุระให้ต้องเข้าเมืองพอดี เลยจัดเวลาให้เข้าไปที่สำนักงานใหญ่ด้วย เดินไปกดบัตรคิวแล้วมานั่งลงตรงหน้าเจ้าหน้าที่ พอเอ่ยปากบอกว่าจะมาคุยเรื่องรีไฟแนนซ์ เขาบอกว่าต้องขึ้นไปคุยบนออฟฟิศ

ขึ้นไปชั้นสิบกว่าๆ เป็นออฟฟิศปกติ ผมเข้าประตูไม่ได้ รอจนมีพนักงานเดินผ่านและเอา access card มาทาบให้ เลยได้เข้าไปจุดให้ลูกค้านั่งรอ ผมบอกคนแถวนั้นว่าจะมารีไฟแนนซ์บ้าน เขาก็บอกว่าจะไปตามเจ้าหน้าที่มาให้ รออยู่เกือบสิบนาทีเจ้าหน้าที่ถึงจะมา พอบอกเรื่องไปเขาก็หายไปอีกเกือบยี่สิบนาทีเพื่อจะเอาโบรชัวร์มาให้พร้อมเขียนรายละเอียดว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และทิ้งเบอร์ของเขาไว้ให้

กลับมาถึงบ้านใช้เวลาอีกร่วมสองสัปดาห์กว่าจะเตรียมเอกสารทุกอย่างครบ วางแผนว่าต้องลางานครึ่งวันเพื่อเข้าไปสำนักงานใหญ่อีกรอบ แต่เอะใจขึ้นมาว่า เอกสารที่เขาระบุมามีแต่ฝั่งเรา ไม่เห็นมีใบสมัครให้กรอกเลย พอโทร.ไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะนัดหมายเข้าไปในวันพรุ่งนี้เพื่อกรอกใบสมัคร เขาบอกว่าไม่ต้องเข้ามาก็ได้ เดี๋ยวส่งเจ้าหน้าที่ไปรับเอกสารถึงบ้านและเอาใบสมัครไปให้กรอก

เห็นได้ชัดว่าผมมีความคิดเองเออเองหลายรอบมาก

คิดเองว่าทุกสาขาจะรับเรื่องรีไฟแนนซ์บ้าน

คิดเองว่าต้องเข้าไปคุยเองถึงสำนักงานใหญ่ถึงจะได้เอกสารครบ

คิดเองว่าต้องเข้าไปส่งเอกสารเองกับมือ

ทำให้ผมเสียเวลาเดินทาง เสียเวลานั่งรอเจ้าหน้าที่ และเสียเวลาวางแผนการเข้าไปในเมืองอยู่ไม่น้อย

ทั้งๆ ที่เพียงผมกูเกิ้ลเสียหน่อยให้ได้เบอร์ติดต่อมา แล้วเอาเบอร์นั้นโทร.เข้าไป ผมอาจจะไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าออกจากบ้านเลยด้วยซ้ำ

โอเค ผมอาจจะเถียงว่าก็ธนาคารอื่นมันทำได้หมด ธนาคารนี้สิแปลก

แต่สุดท้ายแล้ว ใครจะผิดใครจะถูกไม่สำคัญเท่ากับว่าวิธีไหนจะทำให้ผมเสียเวลาน้อยที่สุด

ความคิดเองเออเองนี่มีซ๋อนตัวอยู่ในทุกหนแห่ง เพราะเราเอามาตรฐานที่เห็นอยู่ทั่วไปมาเป็น heuristics หรือ rule of thumb ที่ช่วยประหยัดแรงในการคิด ที่เราเห็นเป็นประจำก็เช่น

คนนี้เข้าวัดถือศีล คงไม่โกหกเราหรอก

คนนี้แต่งตัวเปรี้ยว สงสัยเจ้าชู้แน่ๆ

คนนี้เปิดคอร์สสอนสัมมนา แสดงว่าต้องเทพสุดๆ แหงๆ

คนนี้เรียนเก่งมากเลย ต้องทำงานเก่งด้วยแน่ๆ

คนนี้เขารวยจะแย่แล้ว คงไม่คิดโกงเรา

ซึ่งเราก็ได้พบแล้วว่ามันไม่ได้จริงเสมอไป

คิดเองเออเองนั้นมีประโยชน์ในหลายวาระ แต่ต้องพึงระลึกว่ามันไม่อาจใช้ได้กับทุกวาระนะครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

ความกลัวสิ้นสุดตรงไหน

20180520_fearends

ชีวิตก็เริ่มต้นตรงนั้น

“Life begins where fear ends.”
-Osho

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะเลือกทางที่ปลอดภัยไว้ก่อน เพราะมันเป็นกลไกของวิวัฒนาการที่ต้องเพิ่มความน่าจะเป็นสำหรับการสืบเผ่าพันธุ์ของตัวเองให้มากที่สุด

ในยุคก่อนที่มนุษย์จะหัดทำฟาร์ม เราออกล่าสัตว์เป็นอาหารและมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย มีโอกาสตายวันตายพรุ่งได้เสมอ

“ความกลัว” จึงเป็นกลไกที่สำคัญสำหรับการอยู่รอดมานับหมื่นนับแสนปี

มาวันนี้ โลกอันตรายน้อยลงไปมาก อย่างน้อยก็สำหรับมนุษย์ เราไม่ต้องห่วงเลยว่าออกจากบ้านวันนี้เราจะโดนเสือกินรึเปล่า แต่ต่อมความกลัวก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ไม่ต่างอะไรกับเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว

เราจึงกลัวไปหมด – กลัวถูกปฏิเสธ กลัวทำผิดพลาด กลัวโดนเจ้านายด่า กลัวเสียหน้า กลัวพ่อแม่ไม่รัก

เมื่อทุกการกระทำถูกตีกรอบด้วยความกลัว ขนาดของชีวิตจึงจำกัดยิ่ง

“Life begins where fear ends.”

หากอยากมีชีวิตที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าเดิม บางทีเราอาจต้องกลับมาสำรวจตัวเองว่ากำลังกลัวอะไร แล้วความกลัวนั้นมันยังสมเหตุสมผลอยู่หรือไม่ครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

เด็ดขาดกับเรื่องเล็กน้อย

20180518_trivialstuff

เวลาไปวิ่งจ็อกกิ้ง ถ้าผูกเชือกรองเท้าแบบปกติ เชือกมักจะหลุดอยู่เสมอ วิธีแก้ของผมคือเอาเชือกมาผูกเป็นปมสองรอบจนเป็นเงื่อนตาย แล้วค่อยเอาปลายเชือกสอดไว้ในช่องตรงกลาง

มีวันหนึ่งผมไม่ได้เอาปลายเชือกสอดไว้มิดชิดนัก เวลาวิ่ง ปลายเชือกความยาวประมาณหนึ่งนิ้วก็เลยสะบัดโดนรองเท้าเป็นเสียงแปะ แปะ แปะ ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร แต่พอวิ่งไปได็ซัก 10 นาทีก็ทนรำคาญไม่ไหวจนต้องหยุดวิ่งเพื่อจัดการเก็บปลายเชือกให้เรียบร้อย

It isn’t the mountain ahead that wears you out; it is the grain of sand in your shoe.
-Anonymous

ผมว่าชีวิตคนเราก็มีปลายเชือก หรือ เศษทรายในรองเท้า หรือ loose ends ที่สร้างความรำคาญใจและรบกวนสมาธิอยู่เต็มไปหมด

เช่นอีเมลที่ยังไม่ได้อ่านเป็นร้อยฉบับ

หรือ To Do List ที่เราไม่ได้รีวิวมาหลายสัปดาห์

หรือแท็บหลายสิบแท็บใน Chrome ที่เปิดค้างไว้

หรือโต๊ะทำงานรกๆ

หรือ Desktop ที่เต็มไปด้วยไฟล์ร้อยพ่อพันแม่

เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ โดยตัวมันเองอาจไม่ได้สร้างความเสียหาย เราจึง “เอาไว้ก่อน” โดยลืมคำนึงว่า ถ้าเราต้องเห็นหรือกังวลถึงมันอยู่ทุกวันก็ย่อมทำให้เราเสียพลังงานไปโดยอย่างประโยชน์วันแล้ววันเล่า

สู้กัดฟันดูซักตั้ง ใช้กฎสองนาทีเพื่อจัดการกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ให้สะอาดหมดจด

เอาเศษทรายออกจากรองเท้าและเก็บปลายเชือกให้เรียบร้อย ชีวิตและการทำงานจะได้ราบรื่นยิ่งขึ้นครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรอบบ่ายเพิ่ม วันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

นิทานมากเกินไป

20180517_toomuchlove

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระอาจารย์แก่พรรษารูปหนึ่งได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์ที่โรงเรียนมัธยมทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน

“พึงระลึกไว้เสมอว่าอะไรที่มากเกินไปนั้นมีอันตราย

ในการต่อสู้ โทสะที่มากเกินไปอาจทำให้เธอประมาทและเสียชีวิตได้

การบูชาความเชื่อบางอย่างมากจนเกินไปอาจทำให้เธอใจแคบและคอยแต่ตัดสินผู้อื่นได้

ความรักที่มีต่อคนอื่นมากจนเกินไป จะทำให้เธอสร้างภาพของคนที่เธอรักขึ้นมา ภาพที่สุดท้ายเธอจะได้พบว่ามันไม่มีอยู่จริง แล้วเธอก็จะโมโหและผิดหวัง รักที่ล้นเกินไม่ต่างอะไรกับการเลียน้ำผึ้งบนใบมีด”

นักเรียนหญิงคนหนึ่งยกมือถามด้วยความสงสัย

“ทำไมนักบวชที่ถือพรหมจรรย์อย่างท่านถึงเข้าใจเรื่องความรักคะ?”

พระอาจารย์ยิ้มแล้วตอบว่า

“ไว้วันหนึ่งอาตมาจะเล่าให้ฟังว่าทำไมอาตมาถึงตัดสินใจบวช”

—–

ขอบคุณนิทานจาก avilpage.com: 4 Delightful Short Zen Stories About Women & Love!