คิดเสียว่าแฟนคือลูกคนหนึ่ง

20170626_lover_children

วันก่อนผมได้ฟังการสัมภาษณ์ของ Alain de Botton ผู้เขียนหนังสือ The Course of Love  แล้วเจอประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมาก

เขาบอกว่าให้เรามองแฟน/ภรรยา/สามี เหมือนเรามองลูก ไม่ใช่เพราะว่าเราคิดว่าเขาเป็นเด็ก แต่เพื่อให้เราเป็นคนที่เมตตาและใจเย็นกว่านี้

เวลาที่ลูกของเรางอแง หรือพูดว่า “หนูเกลียดพ่อแล้ว” เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องขำๆ และเราจะพยายามมองหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้นออกมา อาจจะหิวรึเปล่า ปวดฟันรึเปล่า โกรธใครมารึเปล่า

แต่กับผู้ใหญ่เรากลับไม่ทำอย่างนั้น ถ้าแฟนบ่นว่าวันนี้เหนื่อย ขออยู่คนเดียวหน่อยได้มั้ย เราจะรู้สึกเจ็บปวดและงอนแฟนขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ถ้าเราใช้ทัศนคติแบบเดียวกับที่เราคุยกับลูก เราจะไม่เฮิร์ทและไม่ take it personally เราจะมีใจที่เป็นกลางพอที่จะมองหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้แฟนแสดงอาการอย่างนี้ออกมา

ความสัมพันธ์ของคนสองคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทั้งเราและเขาต่างก็เป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงต้องมีเมตตาต่อกันให้มากๆ เหมือนที่เรามีความเมตตาให้กับลูกครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราเปลี่ยนไพ่ในมือไม่ได้

20170626_cards

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ดร.แรนดี้ เพาช์ อาจารย์ด้าน Computer Science โด่งดังไปทั่วโลกจากการขึ้นพูด The Last Lecture ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลอน ในวันที่เขารู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนและจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน

หนึ่งในประโยคที่กินใจผมถึงทุกวันนี้ คือคำพูดที่ว่า เมื่อไพ่ถูกแจกมาอยู่ในมือเราแล้ว เราไม่สามารถขอเปลี่ยนไพ่ได้ ทำได้เพียงเล่นมันให้ดีที่สุด

“We cannot change the cards we are dealt, just how we play the hand.”
-Randy Pausch

แรนดี้ได้รับไพ่มะเร็งตับอ่อน (โรคเดียวกับที่คร่า Steve Jobs) ในวันที่ลูกทั้งสามยังตัวเล็กอยู่เลย

แรนดี้อาจเลือกที่จะตีโพยตีพายกับความโชคร้ายของเขาก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะขึ้นเวที The Last Lecture เพื่อพูดเรื่องการทำความฝันวัยเด็กให้เป็นจริง (Achieving Your Childhood Dreams) โดยหวังว่าวันหนึ่งเมื่อลูกๆ เขาโตพอ จะได้ฟังและเข้าใจคำสอนที่พ่อตั้งใจทิ้งไว้ให้

เราแต่ละคนได้รับไพ่มาไม่เหมือนกัน บางคนมีวัยเด็กที่สมบูรณ์และมีครอบครัวที่อบอุ่น ขณะที่บางคนบ้านแตกสาแหรกขาด บางคนคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ขณะที่บางคนต้องอดมื้อกินมื้อ บางคนหน้าตาดีจนใครเห็นก็เอ็นดู ในขณะที่บางคนถูกเพื่อนล้อเพราะขี้เหร่

แต่ในเมื่อไพ่ถูกแจกมาที่เราแล้ว การถามว่า “ทำไมฟ้าไม่ยุติธรรม” รังแต่จะทำให้เราเสียกำลังใจ สู้เอาสติและปัญญามาขบคิดว่า “แล้วจะเล่นไพ่ของเรายังไง” เพื่อให้เราชนะในเกมชีวิตนี้ได้จะดีกว่า

ถ้าเงินไม่ค่อยมี เราก็ต้องขยันกว่านี้ ถ้าหน้าตาไม่ค่อยดี เราก็ต้องอดทนมากกว่าคนอื่นอีกหน่อย

หากเรา “เล่นไพ่” อย่างมีสติ และไม่ “หมอบ” ไปเสียก่อน

วันหนึ่งเราต้องจั่วได้ไพ่ดีๆ บ้างแหละน่า


ป.ล. ดร.แรนดี เพาช์ จากไปอย่างสงบในวันที่ 25 กรกฎาคม 2008 วีดีโอ The Last Lecture ความยาว 75 นาที มีคนดูไปแล้วกว่า 18 ล้านครั้ง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เราทำอะไรเสร็จได้มากมาย

201710623_alotdone

ในยามที่เราไม่เร่งรีบ

A lot of stuff gets done that is not in a hurry.
– David Allen

เหมือนตลกร้าย ที่เวลาเรายิ่งรีบมากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะทำสิ่งนั้นให้ “เสร็จและดี” ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ผมลองย้อนกลับไปดูชีวิตตัวเองก็คิดได้ว่า ในบรรดาผลงานที่ผมภูมิใจและสร้าง impact ได้ยาวนานล้วนแต่เป็นเรื่องที่ผมทำโดยไม่เร่งรีบทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นเพลง “มหาลัยชีวิต” ที่ผมแต่งให้ Asian U เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้รุ่นน้องก็ยังร้องกันได้อยู๋

หรือจะเป็นงานมินิมาราธอนที่ผมเริ่มทำให้ Thomson Reuters เมื่อ 7 ปีที่แล้วและจัดเป็นประจำมาทุกปี

หรือจะเป็นบทความการจัดบ้านแบบ KonMari ที่แม้จะเขียนมาเกือบ 2 ปีแล้วก็ยังมีคนเข้ามาอ่านอยู่เรื่อยๆ

แต่ถ้าให้ลองนึกถึงงานที่ทำด้วยความเร่งรีบที่มันยังอยู่ยั้งยืนยงจนถึงวันนี้ ผมกลับนึกไม่ออกเลย

นั่นหมายความว่า ถ้าอยากสร้างอะไรที่มีคุณค่ายาวนาน ก็อย่าไปเร่งรัด

และอีกนัยหนึ่ง ถ้าชีวิตเราตอนนี้เร่งรีบจะเป็นจะตายกับสิ่งใด แท้จริงแล้วมันอาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานขอทานซื้อขนมเปี๊ยะ

20170615_beggarspringroll

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีวัดเซนแห่งหนึ่งขึ้นชื่อในการทำขนมเปี๊ยะอย่างมาก ขนมเปี๊ยะที่ทำออกมา นอกจากขนาดใหญ่แล้ว ยังหอมหวานชวนรับประทาน ดึงดูดให้ผู้คนทั่วทุกสารทิศขึ้นเขามายังวัดแห่งนี้ เพื่อขอซื้อขนมเปี๊ยะมาลิ้มลอง

วันหนึ่ง มีขอทานผู้หนึ่งเดินทางมาจากแดนไกล เพราะได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือถึงความอร่อยของขนมที่วัดแห่งนี้ เมื่อมาถึงวัดจึงได้เอ่ยปากต่อพระลูกวัด เพื่อขอลิ้มลองรสชาติขนมเปี๊ยะอันเลื่องชื่อ

ทว่าบรรดาพระลูกวัดเมื่อเห็นท่าทางสกปรกโกโรโกโสของขอทานผู้นี้ก็นึกรังเกียจ จึงไม่ยอมให้ขอทานเข้าไปยังครัวของวัดเพื่อรับขนมเปี๊ยะ จนเกิดการฉุด ลากผลักดึงกันอยู่ในบริเวณวัด

ในตอนนั้น เจ้าอาวาสได้มาพบเห็นเหตุการณ์ จึงได้กล่าวปรามพระลูกวัดว่า “บรรพชิตต้องมีเมตตาธรรม เหตุใดพวกเจ้าจึงปฏิบัติตนเช่นนี้”

จากนั้นเจ้าอาวาสจึงคัดเลือกขนมเปี๊ยะชิ้นใหญ่ด้วยตัวเอง และนำมามอบให้กับขอทานด้วยความนบนอบ โดยไม่คิดเงิน

เมื่อขอทานเห็นดังนั้น ก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอันมาก และรับประทานขนมเปี๊ยะรสเลิศจนหมด

ก่อนจากไป ขอทานได้ควักเงินทั้งหมดที่มีอยู่น้อยนิด ออกมามอบให้กับเจ้าอาวาส เป็นค่าขนมเปี๊ยะ พลางกล่าวว่า

“นี่เป็นเงินทั้งหมดที่ข้าขอทานมาได้ หวังว่าท่านเจ้าอาวาสจะรับไว้”

เจ้าอาวาสรับเงินค่าขนมเปี๊ยะมาจริงๆ จากนั้นจึงประนมมือพลางกล่าวอวยพรขอทานว่า “ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดี”

เหล่าพระลูกวัดเห็นดังนั้น ก็เกิดความกังขายิ่งนัก และเอ่ยถามเจ้าอาวาสว่า “ในเมื่อท่านบริจาคขนมเปี๊ยะให้เป็นทานแล้ว ไยจึงรับเงินมา?”

เจ้าอาวาสจึงกล่าวตอบว่า “ขอทานเดินทางมาไกลแสนไกล เพียงเพื่อลิ้มลองรสชาติขนมเปี๊ยะของวัดเรา ดังนั้น เราจึงมอบขนมเปี๊ยะให้เขาโดยไม่คิดเงิน ส่วนการที่เขาจ่ายค่าตอบแทน ก็แสดงว่าขอทานผู้นี้มีความดีงามในจิตใจ รู้จักวิถีการปฏิบัติตัวในสังคม ด้วยเหตุนี้ เราจึงรับเงินนั้นไว้ เพื่อเติมเต็มความเคารพในตนเองของเขา ซึ่งจะเป็นแรงขับให้เขามีความสำเร็จยิ่งขึ้นไปในอนาคต”

ปัญญาเซน : เจ้าอาวาสบริจาคขนมเปี๊ยะให้เป็นทาน สามารถดับความทุกข์จากความหิวโหยของขอทาน ส่วนการรับเงินค่าตอบแทนกลับมา ถือเป็นการเติมเต็มความเคารพในตนเองให้กับขอทาน

เนื่องเพราะท้องอิ่มเป็นเพียงการตอบสนองความต้องการทางร่างกายเพียงชั่วครั้งคราว แต่การเติมเต็มความเคารพในตนเองให้กับจิตวิญญาณของคนคนหนึ่ง จะเป็นแรงผลักดันเกื้อหนุนให้คนผู้นั้นไปตลอดทั้งชีวิต


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : ขอทานซื้อขนมเปี๊ยะ

คนสำเร็จนั้นยอมแพ้เป็นประจำ

20170623_winnerquit

เพียงแต่พวกเขายอมแพ้เรื่องที่ควรยอมในจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

Winners quit all the time. They just quit the right stuff at the right time.
– Seth Godin

เราได้ยินมาตลอดว่า ไม่ว่าเจออุปสรรคอะไรก็จงอย่ายอมแพ้ จงสู้ต่อไปจนกว่าจะถึงฝั่งฝัน

ส่วนฝรั่งก็จะชอบมีคำพูดที่ว่า Winners never quit. Quitters never win.

แต่ความสู้ไม่ถอยกับความดันทุรังก็มีเส้นแบ่งเพียงบางๆ

และความเชื่อที่ว่าผู้ชนะไม่เคยยอมแพ้เลยนั้นคิดแล้วก็ดูเท่ดี แต่น่าจะเป็นภาพที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าไหร่นัก

ในชีวิตจริง กว่าเราจะเจออะไรที่ใช่ อาจต้องลองอะไรหลายๆ อย่าง

คนที่อ่อนแออาจจะยอมแพ้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้พยายามเต็มที่เลย

แต่คนที่เข้มแข็งจะทำเต็มที่ แต่ถ้าทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้วตระหนักแล้วว่ามันไม่เวิร์ค เขาก็เข้มแข็งพอที่จะยอม “เสียฟอร์ม” เพื่อเอาเวลาที่มีอยู่จำกัดไปทำสิ่งอื่นที่เหมาะสมมากกว่า

โลกหมุนเร็วขนาดนี้ ไอเดียที่เคยเข้าท่าเมื่อปีก่อน มาวันนี้มันอาจไม่เข้าท่าอีกแล้วก็ได้

คนสำเร็จจึงไม่ใช่คนที่ไม่เคยยอมแพ้

เขาแค่เลือกที่จะยอมแพ้ได้ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

แทนที่จะถามว่าเป้าหมายของเราคืออะไร

20170621_excite

ลองถามว่า “อะไรที่ทำแล้วน่าสนุก” ดู

“The question you should be asking isn’t, “What do I want?” or “What are my goals?” but “What would excite me?”
– Tim Ferriss

เพราะบางทีเป้าหมายที่เราชอบตั้งกันนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เป้าหมายที่เราอยากทำหรอก

แต่พอดีเห็นชาวบ้านเค้าทำกัน ก็เลยคิดว่าควรทำบ้างเท่านั้นเอง

จะมีรายได้เท่านั้นเท่านี้ จะลดน้ำหนักเท่านั้นเท่านี้ จะไปวิ่งรายการนั้นรายการนี้ อาจเป็นเพียงเป้าหมายที่สื่อต่างๆ ยัดใส่หัวเราโดยไม่รู้ตัวก็ได้

แต่สิ่งที่จะทำให้เราตื่นเต้นนั้น เป็นเรื่องที่แท้จริงกว่า เพราะแต่ละคนมีความชอบและความถนัดไม่เหมือนกัน เรื่องบางเรื่องที่เพื่อนเราหลงใหล อาจไม่ทำให้เรารู้สึกอะไรซักนิดเลยก็ได้

เวลาผมเลือกจะทำงานไหน หนึ่งในมาตรวัดของผมก็คือ “แค่คิดก็สนุกแล้ว” รึเปล่า ส่วนเรื่องผลตอบแทนนั้นก็สำคัญ แต่มาทีหลัง

คุณนิ้วกลมเคยมาพูดไว้ว่า “ความคันคือความจริง” คือถ้าเรารู้สึกคันไม้คันมืออยากทำอะไรบางอย่าง ให้ลงมือทำเถอะ เพราะนั่นคือความจริง

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ว่า ถ้าไม่รู้ว่า passion ของเราคืออะไร ให้ follow your curiosity แทน

การ follow your curiosity คือการทำตามความคัน(ไม้คันมือ) คือการมองชีวิตให้เป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่การไปให้ถึงเป้าหมาย

เพราะจะมีอะไรน่าเศร้าไปกว่าการบรรลุเป้าหมายที่เราไม่เคยสนุกกับมันเลย?

คำถามที่ไม่มีคำตอบ

20170619_questions

ดีกว่าคำตอบที่ห้ามตั้งคำถาม

“I would rather have questions that can’t be answered than answers that can’t be questioned.”
-Dr. Richard Feynman

ผมเชื่อตลอดมาว่าคำถามสำคัญกว่าคำตอบ

เพราะคำถามที่ดีย่อมนำไปสู่คำตอบที่ดี และแม้บางครั้งจะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่การตั้งคำถามที่ดีกับตัวเองอยู่เสมอจะทำให้เราไม่หลงลืมว่าเรามาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร

ส่วนคำตอบที่ดีนั้น ต้องดูอีกทีว่าดีในสายตาของใคร

เมื่อวานนี้ผมโพสต์เรื่องลิเกการศึกษา คุณผู้อ่านชื่อคุณ Kusoom มาให้ความเห็นไว้ว่า

“คนไทยให้ความสำคัญกับปริญญามากเกินไป มากจนบางครั้งคนได้ปริญญากลับมีความรู้ต่ำเตี้ยกว่าคนไม่ได้รับการศึกษาในระบบเสียอีก และบางครั้งคนที่อยากได้ปริญญากลับไม่ใช่เจ้าตัว แต่กลับเป็นพ่อหรือแม่เสียเอง มีเพื่อนหลายคนที่ต้องชอกช้ำกับการเป็นหมอ ผู้พิพากษา นักบัญชีทั้งที่ตัวตนไม่ชอบด้านนั้นเลยแต่ต้องเรียนเพราะพ่อแม่อยาก!”

พ่อแม่บางคนใช้ลูกเพื่อบรรลุความฝันของตัวเอง

ซึ่งผมว่าไม่แฟร์เท่าไหร่

เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ “มีคำตอบที่ห้ามตั้งคำถาม” เต็มไปหมด น่าจะมีวัยเด็กที่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

โชคดีที่พ่อแม่ผมไม่เคยกะเกณฑ์อะไรเลย อยากจะเรียนอะไรก็เรียน อยากจะทำอะไรก็ทำ สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ถามว่าตอนนี้พอใจกับชีวิตก็ต้องบอกว่าพอใจมาก

ในหัวผมยังมีคำถามอีกมากมายที่เห็นคำตอบเพียงลางๆ

แต่ไอ้ความไม่ชัดเจนนี่แหละที่ทำให้ชีวิตสนุกและน่าสนใจ คุณว่ามั้ย?

ลิเกการศึกษา

20170618_ligae

[ถาม]: โทษนะคะ ตอนนั้นจิตวิญญาณความเป็นครูหายไปไหมคะ ?”
[ตอบ]: ไม่ถึงขนาดนั้น แต่มาสะดุดใจตอนปี พ.ศ. 2531 ตอนนั้น อ.อารี สัณหฉวี อาจารย์ใหญ่ ร.ร.สาธิต เชิญ Professor Hotchkis, G.D. จากมหาวิทยาลัย Macquarie ประเทศออสเตรเลีย มาเลกเซอร์เรื่องการสอนแบบ mastery learning ให้พวกครูสาธิต

ตอนนั้นผมอยากสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กอัจฉริยะ อ.อารีรู้เรื่องนี้เลยชวนผมมานั่งฟัง แต่ผมหยิ่ง ฝรั่งจะมาสอนอะไร วิธีสอนของเขาจะมาสู้อะไรเรา

ที่ไหนได้ สิ่งที่เขาสอนทำให้เราเห็นว่า ไอ้ที่เราสอนกวดวิชา สรุปให้เด็กจำเพื่อนำไปสอบ เราควรจะสอนไหม หรือควรจะสอนความรู้ที่ติดตัวเด็กไป

สอนกวดวิชาเหมือนใส่ชุดลิเก เป็นเทพ เป็นเจ้า แต่พอเล่นเสร็จ เราถอดชุดออกใช่ไหม ถอดออกมันก็ไม่ใช่เทพแล้ว เนี่ยเราสอนเด็กเหมือนเล่นลิเก คนนี้เก่ง รำสวย ชฎาสวย แต่มันใช้กับชีวิตจริงตรงไหน

ความรู้ที่เราสอนพอสอบเสร็จทิ้งหมดนะ ผมเรียกคณิตศาสตร์ลิเก วิทยาศาสตร์ลิเก
พอแสดงเสร็จ คนดูกลับ จบ วันรุ่งขึ้นเก็บเงินคนดูเข้ามาดูใหม่

ถ้าคุณเป็นพระเอกในลิเกคุณต้องเป็นพระเอกในชีวิตจริงได้ด้วยสิ แต่ชีวิตจริงไม่ได้เอาลิเกมาใช้เลย

เราลืมเรื่อง “ความทั่วถึง”

ไอ้ที่เราสอนเด็กติดแพทย์ ติดวิศวะ เราคิดว่าเราเก่ง โถ..จะไม่ติดได้ยังไง เราสอนตั้งปีกว่า แต่เด็กที่เราทิ้งไปคือเด็กที่มาเรียนกับเราแล้วไม่รู้เรื่อง

เรียนกับ อ.พูลศักดิ์ยังไม่รู้เรื่องก็ทิ้งวิชาคณิตศาสตร์ไปเลย แต่จริงๆ คณิตศาสตร์ที่ต้องใช้กับชีวิตประจำวัน มันควรจะแปะติดตัวเราไป ไม่ใช่คณิตศาสตร์ลิเก

แล้วพอเจอ professor เรารู้เลยว่า ที่ผ่านมาเวลาเราสอนเราพูดวิธีเดียว เราคิดว่าพูดแค่นี้นักเรียนต้องรู้ พอนักเรียนไม่รู้เราบอกว่า “คนนี้ต้องมีอะไรผิดปกติ” แต่จริง ๆ แล้ว “เราเองผิดปกติ”

เหมือนคนเป็นหมอ คนไข้มารักษาไม่หาย เราโทษคนไข้ไหม ไม่ เพราะจริงๆ เราผิด

เรามีหน้าที่มองนักเรียนแต่ละคนในจุดเล็กๆ

คนเก่งทำได้ ใช้เวลาสั้นแล้วมาดูแลเพื่อน คนอ่อนใช้เวลาเรียนมากหน่อย

เพราะฉะนั้นเวลาทำแบบฝึกหัด สมมติโจทย์มี 30 ข้อ คนเก่งให้ทำไปเลย 30 ข้อ คนอ่อนทำได้ 5 ข้อ พอแล้ว นักเรียนทุกคนรู้เท่าเทียมกัน เขาเรียก “เต็มที่” และ “ทั่วถึง” ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่มีในระบบการศึกษาไทย

– อาจารย์พูลศักดิ์ เทศนิยม
อดีตติวเตอร์กวดวิชาที่ได้ค่าสอนวันเดียว 20 ล้าน
นิตยสารคู่สร้างคู่สม ฉบับเดือนมกราคม 2554
นำมาถ่ายทอดออนไลน์โดย ไชยยศปั้น OKNation Blog 

—–

ผมเองเคยเรียนโรงเรียนกวดวิชาอยู่ครั้งหนึ่งตอนเตรียมตัวสอบเข้ามัธยม 1 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

ช่วงนั้นเตรียมพัฒน์ฮอตมาก เพราะปีนั้นเด็กที่จบม.6 จากที่นี่เอนทรานซ์ติดเยอะเป็นอันดับสองของประเทศ เป็นรองแค่โรงเรียนเตรียมใหญ่ฯ จนส่งผลให้รุ่นผมมีนักเรียนถึง 1000 กว่าคนและห้องเรียน 20 ห้อง

พอจบม.3 เทอมแรก ก็ไปเรียนนิวซีแลนด์ จึงไม่เคยมีโอกาสได้กวดวิชาอีกเลย

มานั่งนึกดู ผมอยู่ที่นิวซีแลนด์สามปี ไม่เคยเห็นใครกวดวิชาเลย

—–

คำพูดของอาจารย์พูลศักดิ์ที่ว่าสอนกวดวิชาเหมือนสอนเล่นลิเกนี่ฟังแล้วจี๊ดหัวใจ

และถ้าผมเป็นอาจารย์กวดวิชาเองก็คงจี๊ดกว่านี้อีกหลายเท่า

ซึ่งจะว่าไปแล้วผมก็ไม่คิดว่าเราควรโทษอาจารย์กวดวิชานะครับ เพราะเขาก็แค่เติมเต็มความต้องการของตลาดเท่านั้นเอง

ยิ่งอาจารย์กวดวิชามีรายได้มากเท่าไหร่ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพการศึกษาในบ้านเรามากเท่านั้น

การศึกษาก็เหมือนการเล่นเกม กติกาก็ง่ายๆ  คือมาเรียนให้ครบชั่วโมงและสอบให้ผ่านคุณก็จะได้ไปต่อ พอคุณผ่านด่านครบ 16 ด่าน (ประถม มัธยม อุดมศึกษา) คุณก็จะได้ใบที่เรียกว่าปริญญาตรีเพื่อไปเริ่มเกมใหม่ที่เรียกว่าชีวิตการทำงาน

ประเด็นก็คือชีวิตการทำงานเรากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก วิธีการทำงานของเราในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง แต่หลักสูตรการศึกษา(บางส่วน)ของเราอาจจะเก่ากว่า 20 ปีด้วยซ้ำ

ผมคงไม่คิดจะเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษา เพราะเชื่อว่ามีคนตั้งใจจะทำอยู่แล้ว เพียงแต่มันยากมากและคงต้องใช้เวลาอีกซักพัก

และโลกแห่งการศึกษาก็คงยากที่จะตามโลกแห่งความจริงได้ทัน แค่ลองจินตนาการว่าโลกของเราจะเป็นอย่างไรตอนที่ลูกสาวผมจบปริญญาตรีในอีก 20 ปีข้างหน้า หัวผมก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ถ้าเกมการศึกษายังบังคับให้ลูกเราเป็นนางเอกลิเกอยู่ ก็คงต้องว่าไปตามนั้น

แต่ในฐานะพ่อคนหนึ่ง คงต้องไม่ลืมสอนลูกให้เป็นนางเอกในชีวิตให้ได้ด้วยเช่นกันครับ

——

ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารคู่สร้างคู่สม ฉบับเดือนมกราคม 2554 (ถ่ายทอดออนไลน์โดย ไชยยศปั้น OKNation Blog )

นิทานทองคำกินคน

20170615_deadlygold

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีนักพรตผู้หนึ่งวิ่งตาลีตาเหลือกออกมาจากป่า พอดีถูกคนสองคนซื่งเป็นสหายสนิทกันอย่างยิ่งพบเห็นเข้า คนทั้งสองจึงเอ่ยถามนักพรตรูปนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น และเขาหลบหนีสิ่งใดมา

นักพรตตอบว่า “ข้าพเจ้าบังเอิญขุดเจอทองคำฝังอยู่ที่โคนต้นไม้ในป่า เป็นที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก!”

เมื่อคนทั้งสองได้ยินก็ตื่นเต้นสุดระงับ แอบกระซิบกระซาบต่อกันว่า “คนผู้นี้ช่างโง่เขลาปัญญาอ่อนเสียจริง ขุดเจอทองนับเป็นโชคแท้ๆ แต่กลับกลัวจนตัวสั่น” จากนั้นจึงตะล่อมถามนักพรตต่อไปว่า “ท่านขุดเจอทอง ณ ที่ใด สามารถบอกพวกเราได้หรือไม่?”

นักพรตจึงตอบว่า “ของที่อันตรายเช่นนี้พวกท่านไม่กลัวหรืออย่างไร ไม่ทราบหรือว่าทองคำพวกนั้นมันสามารถกินคนได้!”

คนทั้งสองจึงรีบเอ่ยว่า “พวกเราไม่กลัวหรอก ท่านรีบบอกมาเถิดว่าทองคำอยู่ที่ใด?” สุดท้ายนักพรตจึงบอกว่า “ทองคำอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นริมสุดทางทิศตะวันตกของป่า” เมื่อได้ยินดังนั้นคนทั้งสองก็รีบผละจากนักพรตมุ่งหน้าไปยังจุดที่พบทองคำทันที

ระหว่างนั้น สหายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “นักพรตรูปนั้นทึ่มจริงๆ ทองคำที่ทุกผู้ทุกคนต่างเฝ้าใฝ่ฝันถึงมากองอยู่ตรงหน้า กลับวิ่งหนีไปเสียได้” ซึ่งสหายอีกผู้หนึ่งก็พยักเพยิดเห็นด้วย

จากนั้นทั้งสองจึงปรึกษากันว่าจะนำทองคำกลับไปได้อย่างไร สหายผู้หนึ่งจึงเสนอว่า “หากขนทองคำกลับไปในตอนฟ้าสว่างเห็นจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ เราควรขนไปตอนฟ้ามืดจะดีกว่า เดี๋ยวข้าจะเฝ้าทองคำอยู่ที่นี้ ส่วนท่านเดินทางเข้าเมืองไปเสาะหาอาหารและน้ำดื่มมารับประทานร่วมกัน เมื่อรับประทานเรียบร้อยรอให้ค่ำมืด ค่อยลงมือขนทองคำ”

ดังนั้นสหายผู้หนึ่งจึงเดินทางกลับเข้าเมืองเพื่อไปหาข้าวปลาอาหาร ส่วนสหายอีกผู้หนึ่งที่อยู่เฝ้าทองคำก็ขบคิดวางแผนว่า “หากทองคำทั้งหมดตกเป็นของข้าเพียงผู้เดียวก็คงจะดีไม่น้อย เช่นนี้ดีกว่า หากเพื่อนของข้ากลับมาก็ใช้ท่อนไม้ทุบตีมันให้ตาย เท่านี้ก็ไม่ต้องแบ่งส่วนแบ่งทองคำให้กับผู้ใด”

ส่วนสหายที่เดินทางเข้าเมืองก็ครุ่นคิดว่า “ข้าจะเข้าเมืองไปรับประทานอาหารให้อิ่มเสียก่อน จากนั้นนำยาพิษใส่ในอาหารกลับไปให้สหายข้า เท่านี้ทองคำก็จะเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

ชายที่เดินทางเข้าเมืองดำเนินการตามแผนเรียบร้อย จากนั้นนำอาหารกลับมายังชายป่าที่ซ่อนทองคำ แต่ยังไม่ทันระวังตัว เขากลับถูกสหายรักใช้ท่อนไม้ฟาดจากทางด้านหลัง จนเสียชีวิตทันที จากนั้นมือสังหารจึงแก้ห่อข้าวที่เพื่อนผู้ล่วงลับนำมาให้ รับประทานด้วยความหิวโหย แต่ไม่ทันไรก็ต้องล้มลงดิ้นทุรนทุรายเนื่องเพราะได้รับพิษที่อยู่ในอาหาร

ในชั่ววินาทีก่อนที่ชายผู้ถูกพิษจะสิ้นใจ เขาพลันนึกถึงคำที่นักพรตได้เตือนเอาไว้ จึงได้แต่รำพึงว่า”จริงดั่งคำที่นักพรตว่าไว้ ทองคำนั้นน่ากลัวยิ่ง เพราะมันสามารถกลืนกินมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความโลภอย่างเรา” จากนั้นจึงลาโลกไปในลักษณะนั้น


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน ทองคำอันน่ากลัว

ตัดสินแต่ละวันด้วยเมล็ดพันธุ์ที่เราปลูก

20170615_seedsyouplant

“Judge each day not by the harvest you reap but by the seeds you plant.”
“อย่าตัดสินแต่ละวันว่าวันนี้เราได้เก็บเกี่ยวอะไรบ้าง แต่ให้ดูว่าเราได้ปลูกเมล็ดพันธุ์อะไรบ้างดีกว่า”

-Anonymous

มีคำกล่าวที่ว่า การกระทำเป็นเรื่องของมนุษย์ ส่วนความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

และบางวันฟ้าดินก็ไม่เป็นใจ

ถ้าเราเอาความสุขหรือความสำเร็จไปแขวนอยู่กับผลลัพธ์ เราอาจจะผิดหวังได้บ่อยครั้ง เพราะมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ คือการกระทำของเราเอง

ถ้าเรารู้ตัวว่าวันนี้เราได้ปลูกเมล็ดไปแล้ว 100 เมล็ด แม้วันนี้จะเก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้เลยก็ไม่ใช่ปัญหา

เพราะพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา เราก็จะปลูกอีก 100 เมล็ด

วันมะรืนอีก 100 เมล็ด

และวันต่อๆ ไปทุกๆ วัน อีกวันละ 100 เมล็ด

ต่อให้ฟ้าดินจะใจแข็งแค่ไหน ซักวันก็ต้องใจอ่อน และเมล็ดพันธุ์นั้นย่อมเติบโต แตกหน่อ และออกดอกออกผลตามธรรมชาติของมัน

และแม้ว่าเมล็ดพันธุ์บางชนิดจะใช้เวลานานก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ได้ปลูกไว้กินเองคนเดียว แต่ปลูกเผื่อคนที่มาทีหลังด้วย

เพราะผลไม้ที่เรากำลังลิ้มรสในวันนี้ (ไม่ว่าจะหวานหรือจะขมก็ตาม) ก็ล้วนมาจากเมล็ดที่คนรุ่นก่อนปลูกเอาไว้ทั้งนั้น