คำถามสำคัญ

20171218_importantquestion

เราทุกคนล้วนมีความฝัน

บางคนฝันอยากมีซิกแพ็ค

บางคนฝันจะได้เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง

บางคนฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ startup

คำแนะนำที่เรามักได้ยินจาก life coach คือคุณต้องเขียนภาพความฝันนั้นให้ชัดเจน แปะลงข้างฝา แล้วบอกกับตัวเองทุกวัน (affirmations) ว่าฉันได้มันมาแล้ว

ซึ่งบางทีก็เวิร์ค แต่หลายครั้งก็ไม่

เพราะการฝันหวานไม่ใช่เรื่องยาก

จุดที่หลายคนสะดุดหรือยอมแพ้ไปก่อน คือ “ฝันร้าย” ที่ต้องผ่านก่อนที่ฝันหวานจะเป็นจริงต่างหาก

ฝันร้ายของคนอยากมีซิกแพ็คคือการต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ใช้ชีวิตอยู่ในฟิตเนสวันละสอง-สามชั่วโมง กินอาหารซ้ำซากที่ไม่มีความอร่อย ร่างกายที่เจ็บปวดทุกครั้งหลังออกกำลังกายเสร็จ

ฝันร้ายที่นักดนตรีต้องเจอก็เช่นการทะเลาะกับเพื่อนร่วมวง การซ้อมท่อนโซโล่ท่อนเดิมๆ นับร้อยๆ ครั้ง การวิ่งไปออดิชั่นตามร้านต่างๆ การเล่นดนตรีในร้านอาหารที่แสนจะผิดที่ผิดทางแถมไม่มีใครสนใจฟังเรา การแบกกีตาร์และอุปกรณ์หนักๆ ตระเวนตามร้านอยู่ทุกคืน การทำเดโมส่งไปแล้วไม่มีใครเรียก

ฝันร้ายที่คนทำ startup ต้องประสบ คือการพูดถึงโปรดักท์แล้วไม่มีใครเก็ท ทำโปรดักท์ออกมาแล้วมี bugs เยอะแยะจนน่าอาย รายได้ที่ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพนักงาน ความเครียดจากความไม่แน่นอนว่าธุรกิจเราจะรุ่งหรือจะร่วง

ผมเองเคยอยากเป็นนั่นเป็นนี่เต็มไปหมด เคยอยากเป็นนักลงทุน Value Investor (VI) แต่ก็ไม่อยากมานั่งอ่านงบประมาณบริษัท อยากทำแอปมือถือแต่พอลองนั่งทำจริงๆ แล้วรู้สึกว่ามันยุ่งยากและไม่สนุก

จะมีแปลกอยู่หน่อยก็เรื่องการเขียนบล็อกนี่แหละ เพราะตอนที่เริ่มต้น ภาพของการเป็นบล็อกเกอร์ก็ไม่ได้ชัดหรือไม่ได้ตื่นเต้นเท่ากับนักลงทุน VI หรือนักพัฒนาแอปด้วยซ้ำ

แต่ในขณะที่ผมไม่ชอบ “ฝันร้าย” ของการเป็น VI หรือเป็นนักพัฒนาแอป แต่ผมกลับทนได้กับฝันร้ายของการเป็นบล็อกเกอร์

ทั้งการต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาเขียนบล็อก (ขณะนี้เป็นเวลา 5.14) การหงุดหงิดกับตัวเองเวลาที่คิดเรื่องไม่ออก การต้องอ่านบทความเป็นสิบๆ เรื่องกว่าจะเจอเรื่องที่นำมาเขียนบล็อกได้ หรือการนั่งหน้าคอมเป็นเวลา 5-6 ชั่วโมงกว่าจะปั้นบทความดีๆ ซักตอน

แต่ผมก็ยังทนเขียนบล็อกมาได้ถึงทุกวันนี้

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “Passion ของคุณคืออะไร” หรือ “คุณต้องการอะไรในชีวิต”

คำถามสำคัญคือ “คุณพร้อมที่จะทนทุกข์กับเรื่องอะไร” มากกว่า

เพราะถ้าคุณไม่พร้อมจะทนทุกข์ไปกับมัน ก็แสดงว่าคุณไม่ได้ต้องการมันจริงๆ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยซักนิด

เพราะเมื่อเข้าใจตัวเองว่าเราไม่ได้ต้องการมันซักเท่าไหร่ เราก็จะได้เลิกฝันหวานกับเรื่องนี้ แล้วไปเริ่มต้นกับฝันอื่นที่เราพร้อมจะร่วมทุกข์-ร่วมสุขไปกับมันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Mark Manson: The Most Important Question of Your Life 

กฎ 7 คะแนน

20171217_seven

เรากำลังอยู่ในยุคที่มีทางเลือกมากมายมากกว่าที่เคยเป็นมา

นั่นก็ดี นี่ก็ใช่

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องดีกับเรื่องแย่ แต่เป็นเรื่องยากมากที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องที่ดีกับเรื่องที่ดีที่สุด

ที่ชีวิตเราไปไม่ได้ไกลเท่าที่ควร จึงไม่ใช่เพราะเราทำเรื่องแย่ๆ แต่เพราะเราทำแต่ “เรื่องดีๆ” จนไม่เหลือแรงให้กับเรื่องที่ “ดีที่สุด” ต่างหาก

แล้วเราจะเลือกได้อย่างไร ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรรทำ?

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek เพิ่ง “สัมภาษณ์ตัวเอง” ลงพอดคาสท์ แล้วเล่าว่าเทคนิคหนึ่งที่เขาใช้สำหรับการเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร คือให้คะแนน 1-10 กับโอกาสทุกอย่างที่เข้ามา เช่นการโดนรับเชิญไปร่วมงานประชุม ได้รับเชิญไปพูด โดนชวนทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ฯลฯ

โดยมีกฎเหล็กคือห้ามให้ 7 คะแนน

เพราะแนวโน้มก็คือเรามักจะให้ 7 คะแนนกับ “เรื่องดีๆ”

และพอเป็น 7 เราก็มักเลือกที่จะทำ ทั้งๆ ที่เราอาจไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันมากมาย

เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอโอกาสที่อยากให้ 7 คะแนน จึงต้องตัดสินใจให้ได้ว่า จะให้ 6 หรือ 8

8 คือเราต้องรู้สึกอยากมากระดับนึง จนแทบจะเป็นการ say yes

6 ก็คือเป็นการบอกกลายๆ ว่าเราเลือกจะไม่ทำ ถึงแม้มันจะเป็นโอกาสที่ดีก็ตาม

กฎ (ห้ามให้) 7 คะแนน ช่วยให้เราแบ่งกิจกรรมออกเป็นสองกลุ่มได้ชัดเจน คือกิจกรรมที่อยากทำจริงๆ (8-10 คะแนน) กับกิจกรรมที่ไม่ได้อยากทำขนาดนั้น (1-6 คะแนน)

เมื่อเราตัดสิ่งดีๆ จนเหลือแต่สิ่งที่ดีที่สุด เราก็จะสามารถสร้าง impact ได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเกินไปครับ

—-

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

ดราม่าจะจบลง

20171216_drama

เมื่อเรายอมรับทุกอย่างอย่างที่มันเป็น

“When you live in complete acceptance of what is, that is the end of all drama in your life.”
-Eckhart Tolle

คนไทยเสพติดดราม่า

พูดอย่างนี้ก็ไม่แฟร์เท่าไหร่ เพราะฝรั่งก็เสพติดดราม่าเช่นกัน ฝรั่งมีหนังสือพิมพ์ tabloid มากมายที่เอาไว้เมาธ์ว่านักบอลคนไหนแอบไปมีกิ๊กหรือดาราคนไหนกำลังติดยางอมแงม

ถามว่าดราม่าคืออะไร

สำหรับผม คีย์เวิร์ดของดราม่ามันคือคำว่า struggle (ดิ้นรน ดึงดัน ต่อสู้)

เด็กกำพร้าขายพวงมาลัยตามสี่แยกเพื่อมีเงินมาเลี้ยงน้อง

คู่กรณีต่างออกมาแฉว่าอีกฝ่ายทำผิดอะไรไว้บ้าง

ชาวเน็ตรุมประณามมือที่สามที่ทำให้คู่รักดาราเตียงหัก

หลายคนก็คงเคยผ่านประสบการณ์ดราม่ามานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกับความต้องการของเรา

เมื่อความจริงคลาดเคลื่อนไปจากความคาดหวัง เราจึงทั้ง “ดิ้น” ทั้ง “รน” เพื่อจะปิดช่องว่างระหว่างสองอย่างนี้

ยิ่งดิ้นก็ยิ่งทุกข์ใจ และหลายครั้งก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นซักนิด

แต่ถ้าเรายอมรับสถานการณ์นั้นได้ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ความคาดหวังก็จะค่อยๆ ลดลง

เมื่อไม่คาดหวัง ก็จะไม่ดิ้น เมื่อไม่คาดหวัง ก็จะไม่รน

พอไม่ดิ้นรน ใจก็เลยนิ่ง เมื่อนิ่งก็เลยมีสติ เมื่อมีสติก็เลยมีปัญญา

และเมื่อมีปัญญา ก็จะเจอทางออกได้โดยไม่ต้องเปลืองเวลาและพลังงานไปกับการดราม่าครับ

ชีวิตที่ดี

20171215_greatlife

คือชีวิตที่เต็มไปด้วยวันที่ดี

“A great life is just a bunch of great days put together”
Tim Ferriss on James Altucher’s podcast

เราทุกคนก็อยากมีชีวิตที่ดีด้วยกันทั้งนั้น

และทางเดียวที่จะทำให้มีชีวิตที่ดีได้ ก็ด้วยการทำให้วันนี้มันดี

ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้ว่า ถ้าวันนี้ดี ก็ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ทำวันนี้ให้ดี ก็อย่าไปหวังว่าพรุ่งนี้มันจะดีขึ้นเองได้

วันที่ดีคืออะไร? สำหรับผมมันคือวันที่

ได้ตื่นขึ้นมา

ได้เขียนบล็อก

ได้ออกกำลังกาย

ได้อ่านหนังสือ

ได้เล่นกับลูก

ได้กินข้าวกับภรรยา

ได้ไปทำงาน

ได้ทำงานที่มีคุณค่าสำเร็จ

ได้สร้างความก้าวหน้าให้กับเป้าหมายระยะยาวของเรา

ได้อ่านหรือได้ฟังไอเดียที่นำมาเขียนบล็อกต่อได้

ได้คุยกับพ่อแม่

ได้นั่งสมาธิ

ได้นอนหลับผลอย

แน่นอน ผมไม่สามารถทำได้ครบทุกข้อในทุกวัน แต่ในบางวันที่ผมทำได้มันจะเป็น a perfect day และถ้าทำได้เกินครึ่ง ผมก็คือว่ามันเป็น a great day

และเมื่อมี great days หลายๆ วันเข้า มันก็จะกลายเป็น a great life โดยที่เราอาจไม่ทันรู้ตัวเลยก็ได้

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี ทางตรงและทางเดียวที่มีคือทำวันนี้ให้ดี ทำชั่วโมงนี้ให้ดี และทำนาทีนี้ให้ดีครับ

นิทานข้ามถนน

20171215_crosstheroad

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

“เช” ชายหนุ่มจากสิงคโปร์ไปเที่ยวญี่ปุ่นโดยนัดเจอกับ “ฮารูกิ” เพื่อนที่มีบ้านอยู่ชานเมือง

ทั้งสองเดินมาถึงสี่แยก เห็นไฟคนข้ามถนนเป็นสีแดงอยู่ วันนั้นเป็นบ่ายวันอาทิตย์ มองไปรอบๆ ไม่มีรถวิ่งมาซักคัน

เชเลยชวนฮารูกิ “ข้ามถนนกันเลยดีมั้ย”

ฮารูกิส่ายหน้า “ไม่ได้ ต้องรอให้ไฟข้ามถนนเป็นสีเขียวก่อนสิ”

เชไม่เข้าใจ “ทำไมต้องรอด้วย ไม่มีรถเลยซักคันนะ”

ฮารูกิยิ้มน้อยๆ แล้วถามกลับ “แล้วถ้ามีเด็กมองเราอยู่ล่ะ?”

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจาก Quora: Sze Yao Tan’s answer to What is an only in Japan moment?

I was waiting at a traffic light to cross the road with Haruki, a Japanese friend. It was a lazy Sunday afternoon in a small town on the Tokyo outskirts and there was not a vehicle or soul in sight. So I turned to Haruki and said, “Hey, I know it’s a red man but should we just cross?”

Haruki looked at me and shook his head. “No, we wait for the green man.”

I was a bit perplexed – it did not seem to me that it would make any difference whether we waited or not. “There aren’t any cars. Why do we need to wait?”

Haruki smiled, then asked me a question in return: “What if a child is watching?”

ความรู้สึกเชื่อได้มากกว่าพระคัมภีร์

20171213_feelings2

ในหนังสือ Homo Deus ของ Yuval Noah Harrari (คนเขียน Sapiens) กล่าวไว้ว่าความรู้สึกและสัญชาติญาณนั้นเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่วิวัฒนาการมอบให้เรามาและอาจเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือกว่าคำสอนของศาสดา

ถ้าคุณอ่านคัมภีร์ คุณจะได้ชุดความรู้-ความเชื่อที่อยู่ยงคงกระพันมานานนับพันปี

แต่ความรู้สึกของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความกลัว ความหลงใหล ล้วนแล้วแต่เป็น algorithm สำหรับการอยู่รอด ซึ่งได้รับการปรับปรุงและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลานับแสนนับล้านปี

ดังนั้นความรู้สึกหรือ gut feelings อาจเป็นสิ่งที่เราไว้ใจได้กว่าที่คิด

แต่ก็ใช่ว่าเราควรจะเชื่อแต่ gut feelings อย่างเดียวนะครับเพราะหลายครั้ง gut feelings ก็หลอกเราได้เช่นกัน

การตัดสินใจหลายๆ อย่างมันอาจต้องมีทั้ง เหตุผล คุณธรรม และความรู้สึกประกอบกัน

เหตุผลเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ผ่านการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งการใช้ตรรกะนั้นมีต้นกำเนิดมาจากโสเครตีส เพลโต และอริสโตเติล 

ความรู้สึกเป็น survival mechanism ที่ผ่านการคัดกรองมานับล้านปี

ส่วนคุณธรรม-ศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีสอนอย่างเข้มข้นในพระคัมภีร์ และเป็น survival mechanism อย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะถ้าเราเบียดเบียนคนอื่น เราย่อมโดนเบียดเบียนกลับ เราจึงมีความรู้สึกผิด-ชอบ-ชั่ว-ดีติดตัวกันมาทุกคนอยู่แล้ว

เวลาตัดสินใจเรื่องอะไร จึงควรศึกษาข้อมูล ใช้เหตุผลในการหาข้อดี-ข้อเสีย พิจารณาว่ามันถูกศีลธรรมหรือไม่ และสุดท้ายใช้ความรู้สึกตัดสินว่าจะเอายังไงครับ

ชีวิตไม่มีรอบซ้อมใหญ่

20171213_dressrehearsal

“Enjoy life. This is not a dress rehearsal.”
-Friedrich Nietzsche

Dress rehearsal แปลว่ารอบซ้อมใหญ่ เป็นการซ้อมครั้งสุดท้ายก่อนจะเปิดการแสดงจริง ทั้งฉาก แสง สี เสียง และการแต่งตัวของนักแสดงต้องเหมือนกับการแสดงจริงทุกประการ

เขาว่ากันว่าโลกใบนี้คือละครโรงใหญ่ แต่กลับไม่มีรอบซ้อมใหญ่

แถมการแสดงก็มีแค่รอบเดียวด้วย พลาดแล้วไม่มีโอกาสแก้ตัวรอบหน้า หรือถ้าจะมีก็ไม่ใช่เวทีนี้-ไม่ใช่ละครเรื่องนี้

ไหนๆ ก็ขึ้นเวทีมาแล้ว และไม่รู้ว่าต้องลงจากเวทีเมื่อไหร่ ดังนั้นแสดงให้สุดฝีมือเลยนะครับ โลกรอดูคุณอยู่

หมัดยอมแพ้

20171211_flea

“ตัวหมัด” นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจและน่าทึ่ง

น่ารังเกียจเพราะมันชอบมาทำให้น้องหมาน้องแมวของเรารำคาญหรือเจ็บป่วย

น่าทึ่งตรงที่ขาของมันแข็งแรงมาก สามารถกระโดดได้สูงถึง 150 เท่าของความสูงของตัวมันเอง ถ้ามนุษย์สามารถกระโดดได้อย่างตัวหมัด เราจะกระโดดได้สูงกว่าตึกใบหยก 2 เสียอีก

เคยมีนักทดลองเอา “ตัวหมัด” ไปใส่ไว้โถแก้ว ตัวหมัดก็สามารถกระโดดออกจากโถแก้วได้อย่างง่ายดาย

ในการทดลองครั้งที่สอง ตัวหมัดถูกนำไปใส่ในโถแก้วเดิม แต่คราวนี้นักทดลองปิดฝาด้วย ตัวหมัดกระโดดกี่ครั้งต่อกี่ครั้งจึงไปชนฝาตลอด

ผ่านไป 7 วัน ฝาถูกเปิดออก แต่คราวนี้ไม่ว่ามันจะกระโดดซักกี่ที ก็ไม่เคยกระโดดได้สูงกว่าโถแก้วอีกเลย

เราเองเป็นหมัดตัวนั้นอยู่รึเปล่า?

“ฝาโถแก้ว” ที่ว่าอาจเป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ความสัมพันธ์ที่เคยทำให้เราเจ็บช้ำ หรืออาจเป็นหัวหน้าแย่ๆ

และแม้เราจะออกจากบ้านมาแล้ว มีแฟนใหม่แล้ว หรือย้ายที่ทำงานแล้ว เราก็ยังไม่กล้า “กระโดดสูง” กว่าโถแก้วอยู่ดี

ลองถามตัวเองดูนะครับว่า พยายามเต็มที่แล้วหรือยัง ทำงานเต็มที่แล้วหรือยัง รักเต็มที่แล้วหรือยัง

ฝาโถแก้วอาจถูกเปิดออกตั้งนานแล้ว เหลือแค่เพียงฝาในใจเรานี่แหละครับที่เราต้องเป็นคนเปิดเอง

—-

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ 100 Tricks พลิกชีวิตคนทำงาน เโดยหยังฝู่เต๋อ แปลโดยมนตรี เจียมจรุงยงศ์

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

เรื่องงานเอาอย่างฝรั่ง

20171210_thaifarang

เรื่องส่วนตัวเอาอย่างคนไทย

สำหรับชีวิตการทำงาน ผมคิดว่าเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรเรียนรู้จากฝรั่ง เช่น

– ตรงต่อเวลา
– จดจ่ออยู่กับงานตลอดทั้งวัน
– กล้าแสดงความคิดเห็นกับผู้บังคับบัญชา
– กล้าถกเถียงกันในเรื่องงาน พอเถียงกันแล้วก็จบในห้อง
– ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์

ไม่ใช่เพราะว่าฝรั่งเก่งกว่าหรือดีกว่าคนไทย แต่เพราะโลกถูกขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีต้นกำเนิดจากฝรั่ง สิ่งที่เราเรียกว่า “งาน” ที่พวกเราส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ล้วนตกอยู่ภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยมเกือบทั้งสิ้น

แต่พอมาถึงเรื่องส่วนตัว ผมคิดว่าเราควรรักษาความเป็นไทยเอาไว้

– นอบน้อมถ่อมตนต่อผู้อาวุโสกว่า
– กตัญญูต่อผู้มีพระคุณไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์
– เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนบ้าน
– อะลุ่มอล่วย
– ติดดิน

ไม่ใช่เพราะวิถีไทยเหนือกว่าของฝรั่ง แต่เพราะว่าเรายังอยู่ในเมืองไทย และยังอยู่ร่วมกับคนไทย ดังนั้นเราก็ควรทำตามวัฒนธรรมของแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำงานแบบคนไทย และเอาแบบฝรั่งในเรื่องส่วนตัว

– ไม่รักษาเวลา
– ทำงาน 30 นาที เมาธ์มอย 15 นาที
– ไม่กล้าเถียงนาย เจ้านายถูกทุกอย่าง
– ไม่กล้าเถียงเพื่อนร่วมงาน แล้วเก็บไปนินทาลับหลัง
– ไม่ทำหน้าที่ เอาแต่เล่นการเมืองในออฟฟิศ

– ไหว้ใครไม่เป็น
– มองว่าอาจารย์รับเงินเรามาสอนหนังสือ
– ไม่คุยกับเพื่อนบ้าน
– รักษาสิทธิ์ของตัวเองในทุกเรื่อง ไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่นิดเดียว
– ฟุ้งเฟ้อ

แน่นอน ผมไม่ได้บอกว่าคนไทยทุกคนไม่ตรงต่อเวลา และไม่ได้บอกว่าฝรั่งทุกคนฟุ้งเฟ้อ แค่ยกตัวอย่างที่พอจะช่วยให้เห็นภาพเฉยๆ

กล่าวโดยสรุปก็คือ เราควรจะประพฤติตัวให้เหมาะสมกับบริบทที่เราอยู่

เมื่ออยู่ในที่ทำงาน เกมเป็นของฝรั่งก็ควรทำตามกติกาฝรั่ง เราจะได้เป็น “มืออาชีพ”

เมื่ออยู่บ้าน เกมเป็นของเรา ก็ควรทำตามขนบของเรา เราจะได้เป็น “คนน่ารัก”

เล่นให้เป็นทั้งสองเกม แล้วชีวิตน่าจะโอเคครับ

ใช้ชีวิตอย่างเป็ด

20171207_duck

เราได้ยินกันมานานแล้วว่า การรู้หลายๆ อย่างแต่ทำไม่ได้ดีซักอย่างนั้นเค้าเรียกว่ารู้แบบเป็ด

ว่ายน้ำก็ว่ายได้ไม่ดีเท่าปลา เดินก็เดินได้ไม่ดีเท่าไก่ บินก็บินได้ไม่ดีเท่านก

แต่เป็ดก็ยังมีนิสัยอย่างนึงที่เราน่าเอาเป็นแบบอย่าง

เวลาเรานั่งมองเป็ดจากตลิ่ง เราจะรู้สึกว่ามันหน้านิ่ง ตัวนิ่งมาก

แต่ถ้าน้ำใสซักหน่อย และเราสังเกตดีๆ จะเห็นเลยว่าภายใต้หน้านิ่งๆ นั้น เป็ดมันซอยเท้าใต้น้ำอยู่ตลอดเวลา

คนทำงานก็เช่นกัน

ไม่ว่าเราจะเจองานหนักแค่ไหน งานยุ่งเท่าไหร่ ต้องซอยเท้าถี่แค่ไหน แต่เราก็ควรรักษาความสงบเสงี่ยมภายนอกเอาไว้

ไม่ตีโพยตีพาย ไม่โอดครวญ ไม่ทำท่าเหมือนฉันจะตายแล้ว

ถามว่าจะขอแสดงความอ่อนแอบ้างไม่ได้หรือ คำตอบคือทำได้นะครับ แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเห็น แค่ให้คนที่เรารักรู้ก็พอแล้วรึเปล่า

ยิ่งตอนนี้มี social media ให้เราระบายได้โดยง่าย เราก็มักจะเผลอเอาเรื่องส่วนตัวไปบอกส่วนรวมเสียหมด

ชีวิตก็เหมือนกับการเล่นไพ่ บางทีก็ได้ไพ่ดี บางทีก็ไม่

แต่ไม่ว่าไพ่จะดีจะร้ายยังไง ก็ไม่ควรหงายไพ่ให้คนอื่นดูครับ