สามปีของนิกที่ Wongnai กับผู้ชายที่ชื่อ “ยอด ชินสุภัคกุล”

20200809

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนอาจทราบข่าวที่ LINE MAN กับ Wongnai จะควบรวมกัน โดย “ยอด” ยอด ชินสุภัคกุล ที่เป็น CEO และ Co-Founder ของ Wongnai จะขึ้นเป็น CEO ของบริษัทใหม่ในเดือนกันยายนนี้

สิ้นเดือนสิงหาคมจึงจะเป็นวันสุดท้ายของบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด

และวันที่ 1 กันยายน 63 จะเป็น “วันแรก” ของ LINE MAN Wongnai

วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ยอดโพสต์ความรู้สึกที่มีต่อโอกาสครั้งใหม่นี้ลงเฟซบุ๊ค

และ “บอย” ซึ่งเป็น CTO และ co-founder ก็โพสต์เล่าความหลังให้ฟังด้วยเช่นกัน

เมื่อวานนี้ ผมไปอ่านเจออีกโพสต์หนึ่งของ “นิก” ที่ตอนนี้เป็น Marketing & Operations Director ของ Wongnai คิดว่ามีประโยชน์สำหรับการทำงานและการใช้ชีวิต เลยขออนุญาตนิกมาลงในบล็อกนี้ครับ

—–

“วันแรกที่พบกัน”

– นัดสัมฯ บ่ายสองที่ปานจิตต์ ไปถึงเลท 15 นาที คิดในใจสงสัยไม่รอดแน่ รอซักพัก คนสัมฯ เดินมาเรียกเองที่หน้าประตู คำแรกที่พูดกับเราคือ “นิก เชิญ” น้ำเสียงห้วน ๆ โหด ๆ หน่อย

– สัมฯ อยู่นานพอควร ตำแหน่ง BD โดนบอกตอนนั้นเลยว่า “คุณไม่ใช่ BD”

– สัมฯ เสร็จออกมาถาม feedback พี่หลุยส์ ได้คำตอบว่า “ยอดบอกแค่ว่านิกดูเป็นคนดีนะ” คิดในใจ คงไม่ได้ทำงานที่นี่ละ

– สรุปวันถัดมา ยังไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังจากสัมฯ พี่เมโทรมา “บริษัทรับเข้าทำงานตำแหน่ง Offline Marketing & PR Manager นะคะ” ทั้งที่เราไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลยแม้แต่น้อย

– งงมาก แต่ก็ใช้เวลาตัดสินใจรับ offer ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที เงินเดือนมากกว่าที่เก่าไม่เท่าไหร่ แต่การตัดสินใจครั้งนี้คือเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล และตั้งแต่นั้นเราก็ไม่เคย say no กับสิ่งที่พี่ยอดพี่หลุยส์ offer ให้แม้แต่ครั้งเดียว

>> พี่ยอด ผู้ที่มองถึง potential มากกว่าสิ่งที่เห็นหรือเป็นอยู่ตรงหน้า เป็นเหตุผลที่ทำให้เราก้าวมาถึงจุดนี้ที่ Wongnai ในทุกวันนี้ ซึ่งต่างจากวันแรกที่เข้ามามาก ๆ มาไกลแบบที่เรายังไม่เชื่อในตัวเองด้วยซ้ำว่าเราจะมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่พี่ยอดเชื่อไปก่อนหน้านั้นแล้ว และทำให้เราบอกตัวเองเสมอว่าจะไม่ทำให้พี่ยอดผิดหวัง

“บทเรียนจากการทำงานกับพี่ยอด”

– Speed is king “เดี๋ยวนี้ปลาเร็วกินปลาช้ากันทั้งนั้น”

– Don’t be perfectionism “อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ
ตั้งเป้าไว้สาม ทำได้หนึ่งก็ถือว่าทำได้บ้างแล้ว อย่าใจร้ายกับตัวเอง”

– Impact matters “ทำแล้วได้อะไรมั้ย ถ้าทำแล้วไม่ได้ให้เลิกทำ ระบบ ระเบียบ วิธีการ เปลี่ยนได้ทั้งนั้น ถ้ามันไม่เวิค”

– No silo “Make the company great ไม่ใช่ make your team great เอา goal ของบริษัทเป็นที่ตั้งเสมอ”

– The way you type reflects yourself “พิมพ์ให้ถูก สะกดให้ถูก แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ตั้งใจ และเป็นมืออาชีพ”

– Stop being bureaucratic “อย่าให้คำว่าระบบมาตีกรอบ ระบบทำให้ทุกอย่างช้า ถ้าสอนให้ทีมเข้าใจเป้าหมายและสิ่งที่เค้าควรทำ ระบบก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป”

– Done is better than perfect “คุณคิดเยอะคิดนานไปก็เท่านั้น คิดไปทำไปแก้ไป ถึงจะทันคนอื่นเค้า”

– Saying yes with some conditions is much better than saying no “อย่าตีกรอบตัวเองด้วยคำว่าทำไม่ได้ ทำได้แต่ compromise บางอย่าง อย่างน้อยมันก็ยังได้ทำ”

– Emailing is an art “เขียนอีเมลหรือบทความให้คิดถึงคนอ่าน มันเป็นศาสตร์ของคนเป็น leader”

– Negative feedback grow you, not positive “อย่าหลงดีใจไปกับคำชม คำติต่างหากที่ทำให้เราเติบโต”

– Always lead by example “วิธี lead ทีมที่ดีที่สุดคือการทำให้ดู”

>> พี่ยอด ผู้เป็นเสมือนครู สามปีที่ได้เรียนกับครูคนนี้เราเดินทางมาไกลมาก และเดินไปในทิศทางที่มั่นใจว่าถูกต้อง เคยโกรธ เคยน้อยใจพี่ยอดเวลาโดนดุโดนว่า แต่สุดท้ายทุกครั้งที่ตั้งสติได้และพยายามทำความเข้าใจ นำสิ่งนั้นมาปฏิบัติทีไร กลายเป็นเราที่ได้พัฒนาปรับปรุงตัวเองไปทีละนิด มาถึงวันนี้วิธีคิดหลายอย่างเปลี่ยนไปมากมายจริง ๆ ถึงเราอาจจะยังไม่ดีที่สุด แต่เราดีขึ้นกว่าวันแรกแน่ ๆ

“คำสอนนอกห้องเรียน”

– วันยกน้ำชาตอนแต่งงาน พี่ยอดให้พรว่า “อย่าเอาความ perfectionist มาใช้กับชีวิตคู่นะ” คำนี้ทำให้มีสติในการใช้ชีวิตคู่อยู่ตลอดจริง ๆ

– หลังแต่งงานพี่ยอดบอกว่า “คนเราต้องมีลูกนะ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าเราเป็นประชากรที่ดี เราต้องส่งต่อประชากรที่ดีให้กับโลกใบนี้ต่อไป” คำนี้ทำให้คนที่เคยไม่อยากมีลูกอย่างเราเริ่มเปลี่ยนความคิด

– หลังจากเริ่มคิดที่จะมีลูก พี่ยอดบอกว่า “บริษัทสนับสนุนเต็มที่ ไม่ต้องกังวลนะ something is more important than work” คำนี้ทำให้เราพยายามใส่ใจครอบครัวมากขึ้น

>> พี่ยอด ผู้ที่เข้าใจและให้ความสำคัญกับชีวิตด้านอื่น ๆ ของพนักงาน พี่ยอดนอกเวลางานคือคนที่คุยเล่นกับพนักงาน ถามไถ่หลายสิ่งอย่าง และใส่ใจจำมันได้มากกว่าที่เราคิด พี่ยอดคือคนที่มีอิทธิพลกับชีวิตเราในหลาย ๆ ด้าน

เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปสามปีกว่าแล้ว

สามปีที่ Wongnai ผ่านไป ปีแรกของ LMWN กำลังจะเริ่มขึ้น ขอบคุณพี่ยอดที่ทำให้พวกเราได้มีโอกาสสัมผัส once-in-a-lifetime experience ในครั้งนี้

So proud to be a part of this legend. I commit myself to make your mission come true. We’re gonna bring pride to Thai startup.

***ทุกปาร์ตี้ที่บริษัทเรามักจะขอให้วงดนตรีเล่นเพลง “เรือเล็กควรออกจากฝั่ง” ให้พี่ยอดในตอนจบเสมอ เพราะท่อนฮุคของเพลงนี้มันบอกแทนสิ่งที่พี่ยอดกำลังทำอยู่จริง ๆ ฟังเพลงนี้เวอชันไหน ก็ไม่ขนลุกเท่าเวลาพี่ยอดตะโกนใส่ไมค์และมีพนักงานกอดคอกระโดดกันร้องตามอย่างบ้าคลั่ง (วงไหนจะมาเล่นในงานที่บริษัทเรา ต้องแกะเพลงนี้มานะ)

“เราจะออกไปแตะขอบฟ้าด้วยกัน”
#LMWN #dayone


ขอบคุณเนื้อหาจาก

นิก บันทึกไว้เตือนความทรงจำ…สามปีของนิกที่ Wongnai กับผู้ชายที่ชื่อ “ยอด ชินสุภัคกุล” 

ถ้ายังอินอยู่ ตามไปอ่านโพสต์ของยอด ของบอย และบล็อกของผมได้ครับ

ยอด: https://www.facebook.com/yod.chinsupakul/posts/10223503012863396

บอย: https://www.facebook.com/pattrawoots/posts/10158463473478043

ผมเขียนถึงยอดในปี 2018 : ถอดรหัสการทำงานของ ยอด Wongnai

และถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้ ก็ขอ tie-in เบาๆ ว่าเรากำลังเปิดรับคนกว่า 100 ตำแหน่งครับ >> careers.lmwn.com

เป็นคนใจเย็นที่ทำงานเร็ว

20200808

เป็นคนใจกว้างที่มัธยัสถ์

เป็นคนใจดีที่เด็ดขาด

เป็นคนฉลาดที่ยอมเสียเปรียบ

เป็นคนเงียบๆ ที่พูดน่าฟัง

เป็นคนดังที่สันโดษ

เป็นคนเก่งโคตรๆ ที่ถ่อมตัว

ดูย้อนแย้ง แต่ไม่ขัดแย้ง

คนแบบนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่โลกได้โดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรยายตอนหนึ่งใน Youtube ของพศิน อินทรวงศ์

นิทานคำพูดของนายท้าย

20200803b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เหตุเกิดในประเทศจีนเมื่อ 300 ปีที่แล้ว

“อาเหลียง” เป็นข้าราชการที่มีภารกิจต้องเดินทางไปยังเมืองเจิ้งโจวด้วยเรือโดยสาร เขามีสัมภาระและเอกสารมากมาย มีเด็กรับใช้คอยติดตาม

กว่าเรือจะจอดเทียบท่าพระอาทิตย์ก็คล้อยลงต่ำ เขายังต้องเดินเท้าอีกกว่า 10 ลี้ถึงจะถึงทางเข้าเมือง อาเหลียงจึงเอ่ยถามนายท้ายเรือว่า

“พวกข้าจะไปทันก่อนประตูเมืองปิดหรือไม่?”

นายท้ายเรือเหลือบมองไปที่สัมภาระแล้วตอบว่า

“ถ้าไม่รีบก็น่าจะทันอยู่นะ”

อาเหลียงงงเล็กน้อยกับคำตอบแต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ รีบลงจากเรือแล้วออกเดินทันที

ฟ้ายิ่งมืดลงเท่าใด อาเหลียงยิ่งร้อนรนขึ้นเท่านั้น เขาและเด็กรับใช้จึงเปลี่ยนจากเดินมาเป็นวิ่งเหยาะๆ และจากวิ่งเหยาะๆ มาเป็นวิ่งด้วยความเร็ว

ปรากฎว่าเด็กรับใช้สะดุดล้ม สัมภาระเทกระจาด เอกสารนับร้อยแผ่นปลิวว่อน ต้องเสียเวลาอยู่นานกว่าจะเก็บเอกสารหมด

เมื่ออาเหลียงเดินทางถึงเจิ้งโจว ประตูเมืองก็ปิดเสียแล้ว อาเหลียงจึงรำพันขึ้นมา

“นายท้ายหมายความว่าอย่างนี้นี่เอง”


ดัดแปลงจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ จากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene

ความทุกข์ที่เราคุ้นเคย-ความทุกข์ที่เราไม่คุ้นเคย

20200805

คนบางคนติดหล่มอยู่กับปัญหาที่ควรจะแก้ได้แต่กลับไม่ยอมแก้

บางคนมีปัญหาเรื่องงาน เช้าวันจันทร์จิตใจเศร้าหมอง แต่กลับไม่มองหางานใหม่

บางคนมีปัญหาเรื่องคู่ แฟนเจ้าชู้และทำให้เจ็บอยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังรอคอยให้เขาปรับปรุง

บางคนมีปัญหาเรื่องหนี้สิน แค่ดอกเบี้ยก็แทบสิ้นกำลังใจ แต่ก็ไม่ขวนขวายสะสาง

ที่เราไม่กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง อาจเป็นเพราะว่าเราพร้อมที่จะอยู่กับความทุกข์ที่เราคุ้นเคย มากกว่าจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมที่อาจนำมาซึ่งความทุกข์ที่เราไม่คุ้นเคย

แต่อย่าลืมว่าความทุกข์ที่เราคุ้นเคยนั้น ถ้าเกิดขึ้นทุกวันมันจะติดลบสะสมไปเรื่อยๆ

แต่หากเราลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง อาจจะเจ็บกว่าแต่ก็มีโอกาสจบ

คำถามสำคัญก็คือ เราอยากจะอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานแค่ไหน

และถ้าเราไม่ทำอะไรเลยมันจะดีขึ้นจริงๆ หรือเราแค่ปลอบใจตัวเองไปวันๆ

ลองกล้าขึ้นอีกนิด ลองเผชิญกับความทุกข์ที่ไม่คุ้นเคยดูบ้าง

แล้วเราอาจจะพบว่า มีหนทางที่ดีกว่ารออยู่ครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

เรียนให้เยอะ รู้ให้น้อย

20200803

โลกนี้คือห้องเรียนห้องใหญ่ สามคนเดินมาหนึ่งคนเป็นครูเราได้

เมื่ออะไรไม่เป็นไปดั่งใจ นั่นคือโอกาสให้เราพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่เก่งกว่านี้

ตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่ดูว่าเราฉลาดขึ้นจริงรึเปล่า คือความมั่นใจในความรู้ของตัวเอง

ถ้ามั่นใจว่าตัวเองรู้เยอะ เข้าใจอะไรดีแล้ว นั่นแสดงว่าทางยังอีกไกล

แต่ถ้าตระหนักได้ว่ายังมีสิ่งที่ตัวเองไม่รู้อีกเยอะ ภาพที่เราเข้าใจนั้นเป็นเพียงตาบอดคลำช้าง แสดงว่าเราเริ่มมาถูกทางแล้ว

“Learn more. Know less.”
-Neil Strauss

รู้ว่าตัวเองไม่รู้ จะได้ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ครับ

วันนี้มีอะไรที่เราตั้งตารอ

20200803c

สำหรับชีวิตคนทำงาน บางทีเราก็เคยชินเสียจนเข้าโหมด auto-pilot

ตื่นเช้า อาบน้ำ แต่งตัว ขับรถ แวะเซเว่น กินแซนด์วิชที่โต๊ะ เช็คเมล ทำพรีเซนต์ เข้าประชุม ส่องเฟซ เข้าประชุม ทำรายงาน แต่งหน้า ขับรถ กินมาม่า อาบน้ำ นอน

แล้วก็หมดไปอีกหนึ่งวัน

ถ้าชีวิตอยู่ในหลูปนี้ตลอดห้าวันทำการก็ดูไม่ spark joy เอาเสียเลย

แต่ละวันเราจึงควรมีสิ่งที่เราตั้งตารอคอยที่จะได้ทำเอาไว้บ้าง

สั่งขนมอร่อยๆ มากินกันในทีม โทรหาเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนาน ทำโปรเจคลับ อ่านการ์ตูนหรือดูหนังเรื่องโปรด เล่นดนตรี เข้าฟิตเนส

เมื่อมีสิ่งที่ spark joy รอเราอยู่ ชีวิตก็จะมีสีสันและเราก็จะมีกำลังใจมากขึ้นครับ

จงจริงจังกับเรื่อง simple

20200802b

Simple แปลว่าเรียบง่าย

เรียบง่ายไม่ได้แปลว่าง่ายๆ แต่ก็ทำได้ถ้าเราจะเอาจริง

วิดพื้นวันละ 10 ครั้งเป็นเรื่อง simple

เก็บเงินเดือนละ 10% ของรายได้เป็นเรื่อง simple

หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอลเป็นเรื่อง simple

แต่คนส่วนใหญ่ไม่เอาจริงกับเรื่องเรียบง่ายเหล่านี้ ชีวิตที่มันควรจะง่ายเลยต้องมายุ่งยากทีหลัง

“Take a simple idea and take it seriously.”
—Charlie Munger

ชีวิตนั้นไม่ easy แต่ก็ simple กว่าที่เราคิด

ถ้าอยากได้มะนาว ก็ต้องปลูกต้นมะนาวเท่านั้นเอง

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก James Clear’s 3-2-1 Newsletter

ไม่ใช่เก่งไม่พอ แค่โฟกัสไม่พอเท่านั้นเอง

20200802

เรากำลังถูก “แฮ็ค” ด้วยเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้นที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามใจชอบ

เราเลยหยิบมือถือขึ้นมาดูทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโนติ เราเลยแวะข้างทางเสมอก่อนจะได้เริ่มงานจริง เราเลยเปิด Chrome ทิ้งไว้ 20 แท็บ

เราเลยกลายเป็นคนใจร้อนที่ไม่สามารถอดทนรออะไรได้

ถ้าได้ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ “ตัวเทพ” ในวงการ เราจะพบว่าหลายคนไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรมากไปกว่าคนปกติธรรมดาเลย ทักษะสำคัญที่พวกเขามีร่วมกันคือฉันทะที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอจนสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ได้

เรามีพรสวรรค์เพียงพออยู่แล้ว มีเครื่องมือครบถ้วนอยู่แล้ว เหลือแค่การลงมือทำด้วยความมุ่งมั่นและความอดทนที่จะรอให้มันออกดอกออกผลครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear’s 3-2-1 Newsletter

รู้ไม่ได้แปลว่าเข้าใจ เข้าใจไม่ได้แปลว่าทำได้

20200731

เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นก็มีอยู่หลายระดับ ตั้งแต่ระดับผิวเผินไปจนถึงระดับลึกซึ้ง

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเล่นมือถือมากๆ มันไม่ดี แต่เราก็ยังเล่นเยอะเกินไปอยู่ดี

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าสูบบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่น้อยคนนักที่จะเลิกบุหรี่ได้

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเราต้องตาย แต่น้อยคนนักที่จะตระหนักถึงความตายของ เพราะถ้าเราเข้าใจจริงๆ เราคงเลิกทำหลายอย่างที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้

เหมือนที่ผมเขียนไว้เสมอๆ ว่า อันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความเชื่อที่ว่าเรารู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว พอเราเชื่อแบบนั้นเราจึงไม่ได้คิดจะศึกษาเพิ่มเติมให้ถ่องแท้ แล้วพอชีวิตส่งบททดสอบมาให้เราจริงๆ เราก็เลยมักจะสอบตก

โจทย์ก็คือ รู้อยู่แก่ใจแต่ทำไม่ได้ แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี?

คำตอบก็คือ ก็ต้องหาทางทำให้จนได้ ไม่อย่างนั้นจะไปมีประโยชน์อะไร

ฟังดูกำปั้นทุบดิน แต่สิ่งต่างๆ ในโลกมันก็ตรงไปตรงมาแบบนี้ มีแค่มนุษย์เราเองที่ไปทำให้มันซับซ้อนด้วยการพยายามมองหาทางลัด

รู้ไม่ได้แปลว่าเข้าใจ เข้าใจไม่ได้แปลว่าทำได้

ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็ต่อเมื่อเราสามารถแปลงความรู้เป็นการกระทำได้เท่านั้นครับ


“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

นิทานโจรกระจอก

20200729c

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กลางดึก ท่านสืออูได้ยินเสียงก๊อกแก๊กดังอยู่ในห้อง จึงร้องถามขึ้นมา

“สว่างแล้วรึ”

“ยัง เพิ่งจะเที่ยงคืน”

“เจ้าเป็นใครกันแน่”

“หัวขโมย”

“อ้อ…ขโมยดอกหรือ เจ้าขโมยมากี่ครั้งแล้ว”

“นับครั้งไม่ถ้วน”

“ทุกครั้งที่ขโมย มีความสุขได้นานเท่าไหร่”

“แล้วแต่มูลค่าของของที่ขโมยมาได้”

“ครั้งที่มีความสุขที่สุด สุขได้นานแค่ไหน”

“ก็ไม่กี่วัน หลังจากนั้นก็ไม่มีความสุขอีกแล้ว”

“ที่แท้ก็โจรกระจอก ทำไมไม่ขโมยเยอะๆ ครั้งใหญ่ๆ สักครั้งล่ะ”

“ที่แท้ก็พวกเดียวกันดอกหรือ เจ้าขโมยมากี่ครั้งแล้ว”

“ครั้งเดียว”

“แค่ครั้งเดียวดอกหรือ”

“ใช่ แค่ครั้งเดียว แต่มีความสุขเสพไม่สิ้นทั้งชีวิต”

“เจ้าขโมยอะไรมา สอนข้าได้ไหม”

“ไอ้นี่ไง เจ้ารู้จักไหม” ท่านสืออูชี้ไปที่หัวของตนเอง

—–

ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน