คิดก่อนพูดนั้นก็ดีอยู่หรอก

20170523_thinkbeforeyouspeak

แต่จะดีกว่านั้น ถ้าเราอ่านก่อนคิดด้วย

Think before you speak. Read before you think.
-Fran Lebowitz

เพราะความคิดทั้งหมดของเราล้วนแต่ต้องอาศัยสิ่งที่มีอยู่ในหัวสมอง

และสิ่งที่อยู่ในหัวของเราก็คือสิ่งที่เราได้เสพมาผ่านการอ่านและการฟัง (รวมถึงการวิเคราะห์และสังเคราะห์บทสรุปจากข้อมูลเหล่านั้นด้วย)

หัวสมองของคนที่อ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ ย่อมสามารถคิดอะไรได้ครอบคลุมและรอบด้านกว่า และมีแนวโน้มที่จะสอดคล้องกับความจริงมากกว่า

การคิดก่อนพูด และการอ่านก่อนคิดจึงน่าจะเป็นไอเดียที่ดี

โดยเฉพาะในสังคมที่พูดไม่คิด แถมก่อนคิดก็ยังไม่อ่านอีกด้วย!


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

4 วิธีทำให้ตัวเองอารมณ์ดีขึ้น (ตามหลัก Neuroscience)

20170521_cheerup3

วันนี้มีเทคนิคดีๆ จากเว็บ Big Think ว่าด้วยการทำตัวเองให้อารมณ์ดีขึ้น โดยวิธีการเหล่านี้ล้วนมีแต่เหตุผลทาง Neuroscience (ประสาทวิทยาศาสตร์) มาสนับสนุนด้วยครับ

1. ขอบคุณ
ในสมองของเราจะมีส่วนที่เรียกว่า Reward Center ซึ่งประกอบไปด้วย dorsomedial prefrontal cortex, amygdala, insula เวลาเราได้กินอาหารตอนที่ท้องหิว เวลาได้ช่วยเหลือคน เวลาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งเวลาได้เสพยาเสพติดบางชนิด เราจะรู้สึกดีเพราะสมองส่วน Reward Center นี้ถูกกระตุ้น

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เวลาที่เรากังวล เครียด หรือรู้สึกผิด เราก็กำลังกระตุ้นประสาทส่วน Reward Center นี้เช่นกัน นี่คือเหตุผลที่ใครหลายคนติดนิสัยด่าทอตัวเองหรือพูดจาเชิงลบอยู่ในหัวตลอดเวลา นั่นเพราะว่ามันไปกระตุ้นตัว Reward Center แม้จะเป็นการกระตุ้นในทางไม่ดี แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีการกระตุ้นอะไรเลย

หากพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาวะที่หดหู่ตึงเครียด วิธีหาทางออกที่ง่ายที่สุดคือการ “รู้สึกขอบคุณ” (feeling gratitude) กับอะไรก็ได้ ซึ่งมันจะทำให้สมองหลั่งสาร Serotonin ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข

แม้บางทีเราจะนึกไม่ออกว่าอยากจะขอบคุณ “อะไร” ก็ไม่เป็นไร เพราะแค่รู้สึกขอบคุณเฉยๆ ก็สามารถทำให้สมองหลั่งสารนี้ออกมาได้แล้ว

2. ตั้งชื่อให้ความรู้สึก
ถ้าขอบคุณแล้วก็ยังรู้สึกแย่อยู่ ลองสำรวจให้ดีๆ ว่าความรู้สึกที่คุณกำลังประสบอยู่นั้นคือความรู้สึกอะไร? เศร้า? จ๋อย? เหงา? โกรธ? ผิดหวัง?

นาย David Rock เขียนไว้ในหนังสือ Your Brain at Work: Strategies for Overcoming Distraction, Regaining Focus, and Working Smarter All Day Long ว่า

“หากอยากลดระดับความรุนแรงของอารมณ์ คุณแค่ต้องใช้คำไม่กี่คำในการอธิบายอารมณ์นั้น ถ้าจะให้ดีควรเป็นภาษาเชิงอุปมาอุปไมยและสรุปอารมณ์นั้นด้วยคำที่เรียบง่ายเข้าไว้ การกระทำนี้จะไปกระตุ้นสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งจะไปลดการกระตุ้นระบบลิมบิก (ซึ่งควบคุมด้านอารมณ์)”

3. ตัดสินใจ
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เรากังวลได้เป็นเวลานาน คือการคิดซ้ำไปซ้ำมากับปัญหาเดิมๆ และพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด

แต่บางทีเราไม่จำเป็นต้องหาทางออกที่ดีที่สุดก็ได้ แค่ตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้เราหยุดกังวลได้แล้ว เพราะการตัดสินใจจะทำให้สมองหลั่งสาร dopamine ซึ่งเป็น neurotransmitter (สารส่งผ่านประสาท) ซึ่งทำให้เรารู้สึกดี
4. โอบกอด
การโอบกอด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกอดนานๆ) จะทำให้สมองหลั่งฮอร์โมน oxytocin ซึ่งจะไปลดปฏิกิริยาของต่อม amygdala (ที่มักจะถูกกระตุ้นตอนเรากลัวหรือกังวล) ส่วนการจับมือหรือตบไหล่ก็ช่วยได้เช่นกัน

แต่ถ้าเราไม่มีใครให้กอดหรือให้บีบมือแน่นๆ ล่ะ? อย่าเพิ่งหมดหวังครับ นักประสาทวิทยาบอกว่าการนวดก็ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่ง oxytocin ได้

และนี่คือ 4 วิธีที่จะช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้ฟรีๆ ครับ (ยกเว้นข้อสุดท้ายที่อาจต้องพึ่งหมอนวดแผนโบราณ!)


ขอบคุณข้อมูลจาก Big Think: 4 Things You Can Do to Cheer Up, According to Neuroscience

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ขอโทษตัวเอง

20170520_saysorry

[ถาม]: คุณอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อำยุเพียง 13 ปี จนถึงตอนนี้ก็อายุ 27 ปีแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตที่น่าพูดถึงบ้าง

[ตอบ]: ปูคิดว่าตัวเองเดินทางมาไกลมากเลยนะ และไม่มีปีไหนที่เหนื่อยน้อยลงกว่าปีก่อนหน้าเลย ตั้งแต่เด็กๆ ที่เราทำงานมาโดยตลอด เหมือนขาดชีวิตวัยเด็กไปโดยไม่ได้เที่ยวเล่นเหมือนกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้จักปู ไม่ได้ติดตามข่าวคราวในชีวิตของปูมาตลอด อาจจะตกใจนิดหน่อยคิดว่าปูเปลี่ยนแปลงไป เติบโตขึ้นแบบปุบปับ แต่จริงๆ แล้วปูรู้สึกเป็นผู้ใหญ่แบบนี้มานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมามักจะมีแต่คนมาสัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวหรือความรัก (หัวเราะ) แต่ไม่ค่อยมีคนมาสัมภาษณ์เรื่องราวจริงจัง ว่าปูมีความคิดยังไง หรือมีตัวตนจริงๆ เป็นอย่างไร สมัยแรกๆ ที่เข้าวงการมา ปูก็มักจะมีความรู้สึกต่อต้านและก็มีข่าวออกไปให้ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าปูดื้อ แต่สิ่งที่คนไม่รู้เกี่ยวกับปูเลย ก็คือปูมีความเศร้าอยู่ในใจลึกๆ เพราะต้องแบกความรับผิดชอบสูงมากตั้งแต่เด็ก และปูรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้ง่ายเลยนะ ชีวิตการเป็นดาราก็ไม่ได้ง่ายเหมือนที่ทุกคนมองว่ามันง่ายด้วย ช่วงที่ไปเรียนต่อเป็นช่วงที่มีข่าวไม่ดีค่อนข้างเยอะซึ่งปูก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอยากจะต่อต้านสังคม ต่อต้านสายตาคนอื่นๆ ที่มองมา ปูคิดว่าไหนๆ คนก็ชอบวิจารณ์เราอยู่แล้วงั้นเราก็เอาให้เต็มที่เลย วันนี้พอมองกลับไป คนที่ปูควรจะขอโทษมากที่สุดคือตัวเองและครอบครัว มาถึงตอนนี้ปูนึกขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากๆ เลยนะ เพราะปูคงจะไม่ได้เป็นคนอย่างที่เป็นในตอนนี้ ถ้าไม่ได้รับโอกาสให้ทำงานในวงการตั้งแต่อายุ 13 ปีไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้มีความเข้าใจชีวิต ไม่ได้เข้าใจโลก หรือไม่ได้คิดจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ถ้าปูไม่ได้รู้สึกเศร้ามาตั้งแต่เด็กเหมือนที่ท่าน ว. วชิรเมธีเคยพูดว่า ความทุกข์คือสิ่งมหัศจรรย์ คนเราถ้าไม่เคยทุกข์ก็ไม่มีทางเรียนรู้ได้ ความทุกข์ไม่เกิดปัญญาก็ไม่เกิด ปูก็เลยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้ผ่านจุดนั้นมาด้วยตัวเอง ปูคิดว่าความสุขที่แท้จริงคือการมอบความสุขมอบทางออก มอบชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนอื่น ซึ่งก็เพราะอย่างนี้ปูถึงได้บอกว่าคนไม่ค่อยรู้จักปู ปูเป็นคนที่มีความดาร์กในตัวเองอยู่สูงมาก

– ไปรยา ลุนด์เบิร์ก

a day BULLETIN Issue 468 20 February 2017 
เรื่อง: วรัญญู อินทรกำแหง, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ: ภำสกร ธวัชธำตรี
สไตลิสต์ : Hotcake
เสื้อผ้า: The Only Son


ผมเคยเขียนถึงคุณปู ไปรยามาครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากที่ได้ฟังเธอพูดในงาน TEDx และทำให้ผมเข้าใจว่า ภาพที่ผมเคยรับรู้มาเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ห่างไกลจากตัวตนของเธอไม่น้อย

บทสัมภาษณ์ของเธอใน a day BULLETIN เมื่อต้นปีนี้เธอก็น่าสนใจไม่แพ้กัน หลังจากที่เธอเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

นี่คือข้อมูลบางส่วนของปัญหาผู้ลี้ภัยที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

“หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ลี้ภัยทั้งหมด ทั่วโลกจำนวนมากถึง 65.3 ล้านคน และในจำนวนทั้งหมดนั้นมี มากถึงร้อยละ 51 ที่เป็นเด็กๆ และในจำนวนเด็กผู้ลี้ภัยนั้น 50% หรือมากกว่า 30 ล้านคนไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะต้องลี้ภัยไป เรื่อยๆ ย้ายถิ่นฐานไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยิ่งมาถึงสถานการณ์ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ตัวเลขเพิ่มขึ้นเร็วมาก จนกลายเป็นว่าโลกเรามีคนที่ต้องลี้ภัยเพิ่มมากถึง 40,000 คนต่อวันเลยทีเดียว ผู้ลี้ภัยเป็นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน แต่มีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่จริงๆ บนโลกใบนี้ คนที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างจากสงคราม สิ่งเดียวที่เขาต้องการ อาจจะเพียงแค่ขอความปลอดภัยเท่านั้นเอง สำหรับปู นี่เป็นปัญหาที่เราหันหลังให้ไม่ได้นะ เพราะถ้าเราหันหลังให้เขา ชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรก็ยังนึกไม่ออกเลย อย่างบางคนก็จะบอกว่านั่นไม่ใช่ ปัญหาของประเทศเรา ไม่ไปยุ่งดีกว่า แต่เชื่อไหมว่าปัญหาจะเดินทางมาถึงเราได้ และสักวันถ้ามันเกิดขึ้นกับเราบ้าง เราจะไม่มองอย่างนี้เลย เราเองก็จะต้องขอร้องให้คนมาช่วยเหลือด้วยเหมือนกัน”

และคุณปูก็ตั้งคำถามปรัชญาว่า คนเราจะมีชื่อเสียงไปเพื่ออะไร จะรวยไปเพื่ออะไร จะมีอำนาจไปเพื่ออะไร

“ปูยอมรับนะว่าพอทำงานอาชีพนักแสดง เป็นดารามีชื่อเสียงเราอยากได้อะไรก็ได้ จะดื่มน้ำยี่ห้ออะไรก็มีคนวิ่งไปหามาให้อยากจะได้ อยากจะมีอะไร คนก็วิ่งเข้ามาเสนอให้ทุกวัน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะมีชื่อเสียงไปเพื่ออะไร เพื่อเป็นที่หนึ่งเหรอ เพื่อเป็นที่รักของทุกคนเหรอ เพื่อเป็นคนสวยเลือกได้อะไรแบบนั้นเหรอ? …พระเจ้าไม่ได้ให้โอกาสดีๆ กับเรามาเพียงเพื่อเราคนเดียว พระเจ้าให้โอกาสเหล่านี้แก่เรา เพื่อที่เราจะได้ทำอะไรดีๆ หรือส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นด้วย”

จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยเห็นข่าวว่าคุณปูได้ไปทำงานกับเอเจนซี่เมืองนอก อ่านบทสัมภาษณ์นี้จึงได้รู้หนึ่งในเหตุผลของเธอที่เชื่อมโยงกับคำถามด้านบน

“ถามว่าทำไมปูจึงไปแคสต์งานกับเอเจนซีที่นิวยอร์ก ทำไมถึงอยากจะไปทำงานเมืองนอก สาเหตุหนึ่งที่ปูอยากจะประสบความสำเร็จในระดับสากล เพราะอย่างที่บอก ปัญหานี้เป็นปัญหาที่คนทั้งโลกต้องช่วยเหลือกัน และปูไม่รู้ว่าถ้าเราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนรู้จักเราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร คือปูหมายถึงช่วยเหลือในแบบที่เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ซึ่งถ้าเราจะทำอย่างนั้นได้สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ก็คือชื่อเสียง”

และอีกหนึ่งประโยคที่ผมรู้สึกว่าเป็นมุมที่น่าสนใจมากจนต้องนำมาใส่ไว้ในภาพประกอบของบทความนี้

“ช่วงที่ไปเรียนต่อเป็นช่วงที่มีข่าวไม่ดีค่อนข้างเยอะ ซึ่งปูก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอยากจะต่อต้านสังคม ต่อต้านสายตาคนอื่นๆ ที่มองมา ปูคิดว่าไหนๆ คนก็ชอบวิจารณ์เราอยู่แล้วงั้นเราก็เอาให้เต็มที่เลย วันนี้พอมองกลับไป คนที่ปูควรจะขอโทษมากที่สุดคือตัวเองและครอบครัว”

ที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะที่ผ่านมา เวลาเราเห็นใครที่เคยผิดพลาดในอดีต เขามักจะเอ่ยปากขอโทษคนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เจ้านาย หรือเพื่อน

แต่ผมไม่เคยได้ยินใครบอกว่าอยากจะขอโทษตัวเอง

ทั้งๆ ที่ถ้ามาลองคิดดู ตัวเองควรจะเป็นคนที่ถูกขอโทษคนแรกด้วยซ้ำไป เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่ฉลาดของเรามากที่สุดก็คือตัวเราเองนั่นแหละ

เมื่อเราขอโทษตัวเองแล้ว เราก็พร้อมที่จะให้อภัยและปลดล็อคตัวเองจากอดีต เพื่อที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เพื่อที่วันหนึ่งในอนาคต เราจะได้มองกลับมาและนึกขอบคุณตัวเองในวันนี้ครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN Issue 468 20 February 2017 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานศิษย์เกเร

20170519_badboy

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีศิษย์เซนผู้หนึ่ง มีนิสัยเกียจคร้าน ทั้งยังชอบลักขโมยของผู้อื่น พฤติกรรมของเขาเป็นที่เอือมระอาของศิษย์เซนคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก

จนกระทั่งเมื่อศิษย์เซนเจ้าปัญหาถูกจับได้ว่าลักขโมยอีกครั้ง บรรดาศิษย์คนอื่นๆ จึงได้รวมตัวกันมาฟ้องร้องต่ออาจารย์เซนผานกุย โดยยื่นคำขาดว่าหากอาจารย์เซนไม่กำจัดศิษย์ผู้นี้ให้พ้นไปจากอารามโดยทันที เหล่าศิษย์ที่เหลือจะเป็นฝ่ายออกไปจากอารามเซนแห่งนี้แทน

มิคาด เมื่อได้ทราบเรื่องราว อาจารย์เซนผานกุยกลับกล่าวกับทุกคนว่า

“พวกท่านล้วนเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูก-ผิด สิ่งใดดี-ชั่ว หากพวกท่านพาตัวพ้นจากอารามเซนแห่งนี้ไปล้วนไม่ก่อปัญหาภายนอก ทว่าศิษย์ผู้นี้ แม้แต่ถูก-ผิด เขายังมิอาจแยกแยะได้ หากเราไม่สอนเขาแล้วผู้ใดจะสอนเขา ดังนั้นเราจำเป็นต้องให้เขาอยู่ที่อารามแห่งนี้กับเรา ส่วนพวกท่านหากว่ามีผู้ใดไม่พอใจและตัดสินใจออกจากอารามนี้ไป ก็สุดแท้แต่เถิด”

เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์เซนเจ้าปัญหาได้แต่คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความซาบซึ้งใจในจิตเมตตาของอาจารย์เซน และพยายามกลับตัวเป็นคนดีในที่สุด


ขอบคุณนิทานเซนจาก ผู้จัดการ Online: นิทานเซน : ศิษย์ที่หลงทาง

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เทคนิค 3R เมื่อเป้าหมายเริ่มห่างไกล

20170518_3r

คนจำนวนไม่น้อยชอบตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย และกระตุ้นให้เราลุกขึ้นจากเตียงทุกวัน

เป้าหมายยิ่งยาก ยิ่งเสี่ยงเท่าไหร่ รางวัลที่ได้มาก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น

แต่หนึ่งในคำถามคลาสสิคที่คนชอบตั้งเป้าหมายมักพบกันก็คือ ถ้าความเป็นจริงกับเป้าหมายมันเริ่มห่างไกลขึ้นทุกที เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรจะไปต่อหรือควรจะยอมแพ้ (เพื่อไปจับเป้าหมายอื่นแทน)

Michael Hyatt ได้ให้ข้อคิดไว้ในพอดคาสท์ Smart Passive Income ซึ่งแม้จะไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังประสบปัญหาเป้าหมายกำลังจะหลุดมือนะครับ

เขาเรียกเทคนิคนี้ว่า 3R – Recommit, Revise, Remove

Recommit – บางทีการที่เราเหยาะแหยะหรือไม่กระตือรือล้นเท่าที่ควรจะเป็น อาจเป็นเพราะว่าเราหลงลืมไปว่าเหตุใดเราถึงตั้งเป้าหมายนี้ตั้งแต่ต้น (Why?) ถ้าเราสามารถระลึกถึงเหตุผลนั้นได้  (และเหตุผลนั้นแข็งแรงพอ) เราก็จะมีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งที่จะ recommit หรือตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะทำมันให้สำเร็จให้จงได้

Revise – สถานการณ์ในวันนี้ อาจจะแตกต่างจากสถานการณ์ตอนที่เราตั้งเป้าหมาย เราอาจจะเปลี่ยนงานใหม่ อาจจะมีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น อาจจะเวลาน้อยลง เป้าหมายเดิมจึงไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์อีกต่อไป การรีวิวและปรับเป้าหมายจึงอาจเป็นไอเดียที่ดี

Remove – แต่หากเราพบว่าเป้าหมายที่เราเคยตั้งเอาไว้ ไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนและความสนใจของเราในวันนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่จะลบเป้าหมายนั้นทิ้ง เพราะการหยุดไม่ใช่อาชญากรรม หากเป้าหมายนั้นไม่ได้มีคุณค่าในสายตาเราอีกต่อไป ก็ควรจะเอาเวลาและพลังที่เรามีจำกัดนี้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

Michael Hyatt บอกว่าเราควรจะ Recommit ก่อน ถ้า Recommit ไม่ได้ก็ค่อย Revise แต่ถ้า Revise แล้วก็ยังไม่ใช่นั่นแปลว่าเราต้อง Remove แล้วครับ

หวังว่าเทคนิค 3R นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนชอบตั้งเป้าหมายนะครับ

(ส่วนใครไม่ชอบตั้งเป้าหมายก็ขอเชิญอ่านบทความนี้ได้เลย -> ปีใหม่นี้มาเลิกตั้งเป้าหมายกันเถอะ)


ขอบคุณข้อมูลจาก Smart Passive Income Podcast: SPI 243: How to Create Your Life Vision Plan with Michael Hyatt 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เข้าใจโรคซึมเศร้าใน 3 นาที

20170517_depression

เมื่อคืนนี้เจอพี่คนนึงนำข้อความนี้มาขึ้นไว้ในเฟซบุ๊ค ผมใช้เวลาอ่านเพียง 3 นาทีก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง คิดว่ามีประโยชน์มากเลยขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

— copy มาจากพี่ที่รู้จักกันท่านหนึ่ง —
เปลี่ยนหมอ เปลี่ยน โรงพยาบาล

นี่คือ บางส่วนของบทสนทนา หมอ และคนไข้ เมื่อวาน

หมอ: หมอจะอธิบายให้เข้าใจ ว่าโรคซึมเศร้ามันเกิดจากอะไรนะคะ จะได้รู้ว่า ต้องตั้งใจรักษาอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้น คุณก็จะเป็นๆหายๆแบบนี้ ไม่จบ จนตาย

คนไข้: ค่ะ (ตาโต กับคำว่า ‘จนตาย’)

หมอ: โรคนี้ มันเกิดจาก Attitude นิสัย และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในอดีตของคุณที่ผ่านมา 17 ปีการทำงานที่คุณเล่าให้หมอฟัง คุณใช้ชีวิตแบบ ไม่บาลานซ์ ระหว่าง work-relax-sleep เลย…ที่ผ่านมา คุณมีแต่ work กับ การนอนที่ไร้คุณภาพ … ใช้ชีวิต ทำลาย neuron และสารสื่อประสาทในสมองจนเหี้ยน เหมือนผักที่คุณสับจนเละ และฝ่อไป ไม่มีจังหวะให้ฟื้นฟู จนเส้นประสาทมัน ต่อกันไม่ติด

คนไข้: (ก้มหน้ารับ)

หมอ: ทำลายสมองไม่พอ … เวลาเกิดความเครียดสะสม มันก็ก่อตัวพอกพูน เหมือนภูเขาน้ำแข็งใต้ทะเล เมื่อไม่มี relax ก็เหมือนไม่มีพลังบวกไปละลายน้ำแข็ง มันก็พอกๆกันเยอะขึ้นจนโผล่มาเหนือน้ำ ซึ่งก็แสดงออกมาในอาการป่วยที่เป็นอยู่ ต้องเพิ่ม relax เพิ่มการพักผ่อน และลดหรือเลี่ยงสิ่งเร้านะคะ

คนไข้: (คิดในใจ… หมออธิบายเก่งจัง)

หมอ: การ relax เช่น เล่นกับลูก (หยุด มองหน้าคนไข้) หรือหา ผ..เอ่อ แฟนก็ได้นะคะ (หยุด มองหน้าคนไข้อีก) เอ่อ หรือ หากิจกรรมทำกับเพื่อนๆ นะคะ

หมอ: (อธิบายต่อ) นอนพักให้พอ กินให้พอ ให้อาหารสมองนะคะ  ทำงาน ก็ทำแค่ในเวลางานนะคะ …คุณทำ IT หมอก็พอจะเข้าใจ ว่ามันต้องรับผิดชอบ แต่ถึงจุดที่ป่วยแล้ว ก็ต้องหยุดไม๊

คนไข้: … หมอพูด เหมือนเข้าใจคนทำ IT

หมอ: อ่อ ค่ะ คุณเป็น IT รายที่ 5 ที่มาหาหมอวันนี้

คนไข้: การรักษาล่ะคะ ต้องนานแค่ไหน จะหายไม๊

หมอ: โรคนี้ ต้องกินยารักษาต่อเนื่อง เพื่อให้ยาช่วยเติมสารสื่อประสาทและฟื้นฟูเส้นประสาท ให้กลับมาเหมือนเดิม เพิ่ม การนอนที่มีคุณภาพ เพิ่ม relax และต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต มุมมองและทัศนคติ ในการใช้ชีวิตใหม่ ….ความยาก คือ หมอต้องทดลองให้ยาทีละแบบ เพื่อดูผลข้างเคียง ถ้าไม่เวิร์ค ต้องเปลี่ยนไป จนกว่าจะเจอยาที่สมองเรารับ และ ย้ำ ว่าต้องรักษาต่อเนื่อง ประมาณ 1-2 ปี…. หายได้ แต่ต้องอดทน และสู้กับมัน

อย่ารักษาแบบเดี๋ยวกินยา เดี๋ยวดี เดี๋ยวหยุด เหมือนที่ผ่านมา ถ้าปล่อยเรื้อรัง ถึงจุดที่รักษายาก มันอาจถึงต้องใช้ไฟฟ้าช็อตสมองเพื่อช่วยให้เส้นประสาท สื่อถึงกันได้

คนไข้: (ทำหน้าประหลาดใจ) ขนาดนั้นเลยหรือคะหมอ เพิ่งรู้นะเนี่ย

หมอ: จริงๆ หมอไม่ได้ขู่ … ยังดีที่คุณ ยังไม่ถึงขั้น อยากฆ่าตัวตาย แต่ขั้นนี้ ที่ลุกไม่ได้ เศร้า ไม่อยากเข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียว แบบนี้…ถ้าปล่อยไว้ เดี๋ยวความคิดที่ว่า ตัวเองไร้ความสามารถ ก็จะมา ท้ายที่สุด ถ้าไม่มีสติ จะไปขั้นที่น่ากลัว คือ จะคิดฆ่าตัวตายละ

คนไข้: (เว่อร์ไปไม๊หมอ)

หมอ: เอาล่ะค่ะ หมอจะจ่ายยาให้ กินทุกวันนะคะ อีกสองอาทิตย์เจอกัน

จบ …จ่ายค่าหมอและยาเกือบสามพัน เบิกประกันไม่ได้ เพราะเป็นหมอจิตเวช ค่าคุยกะหมออย่างเดียว สองพัน ในครึ่ง ชม.

แต่ขอบคุณหมอท่านนี้ ที่ทำให้เข้าใจ ว่าโรคซึมเศร้า อันตรายแค่ไหน

โรคนี้ ต้องจริงจังในการรักษาสินะ


แน่นอนว่าบทสนทนาสั้นๆ คงไม่อาจมีข้อมูลครบถ้วน แต่ผมคิดว่ามันก็ครอบคลุมใจความสำคัญๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที

บทเรียนสำหรับผมก็คือ

1. โรคนี้อาจจะเกิดกับใครก็ได้

2. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

3. ที่แต่ก่อนคนไทยไม่ค่อยเป็นโรคนี้กันอาจเป็นเพราะว่าสภาพสังคมไม่ได้บีบคั้นให้ทำงานเยอะแบบไม่เป็นเวล่ำเวลาอย่างสมัยนี้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรชะล่าใจว่าเราไม่เป็นหรอก หรือแค่ปฏิบัติธรรมก็หายแล้ว (อาจจะช่วยได้บ้างในแง่การป้องกัน แต่ในแง่การรักษาคงยาก เพราะมันเป็นเรื่องของสารสื่อประสาทในสมอง ไม่ใช่แค่เรื่องจิตใจแล้ว)

ดูแลร่างกายและจิตใจกันให้ดีนะครับทุกคน


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

หมุดหมายประจำวัน

20170516_peg

ขอโทษที่หายหน้าหายตาไปหลายวันนะครับ ไปงานแต่งงานเพื่อนที่ปราณบุรีมา กลับมาบ้านก็ป่วยออดๆ แอดๆ ทั้งผม แฟน และลูกเลย เลยไม่มีสมาธิเขียนบทความเท่าไหร่ แต่สัญญาว่าจะเขียนชดเชยให้นะครับ!

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าทำแล้วดีเลยอยากจะเอามาแชร์กัน

นั่นคือการกำหนดกิจกรรมซัก 3-4 อย่างที่เราตั้งใจจะทำทุกวัน

ผมอยากเรียกกิจกรรรมเหล่านี้ว่าหมุดหมายประจำวัน เพราะมันเป็นเหมือนหลักยึดที่จะส่งให้เราทำเรื่องอื่นๆ ได้ดีในวันนั้น

หมุดหมายประจำวันของผมมีดังนี้

  • เขียนไดอารี่ 5 นาที
  • วิดพื้น 50 ครั้ง หรือทำแพลงก์ 5 นาที
  • เรียนภาษาใหม่กับ Duolingo
  • สวดมนต์และหรือนั่งสมาธิ

ทั้ง 4 กิจกรรมนี้ ใช้เวลาอย่างละแค่ 5 นาที (ยกเว้นเรื่องนั่งสมาธิซึ่งอาจยาวนานกว่านั้น) ถ้าวันไหนผมตื่นเช้าหน่อย ก็จะทำทั้ง 4 อย่างนี้ให้เสร็จก่อนออกจากบ้าน แต่ถ้าวันไหนสถานการณ์ไม่เป็นใจ ก็อาจจะทำกิจกรรมบางอย่างระหว่างวัน หรือไม่ก็กลับมาทำบางข้อตอนกลางคืนแทน

แม้วันไหนทำงานมาเหนื่อยๆ แล้วไม่มีกะจิตกะใจจะวิดพื้นเยอะๆ ผมก็ยังบอกตัวเองให้วิดพื้นซัก 10 ทีก็ยังดี หรือถ้าง่วงเกินจะนั่งสมาธิ ก็ขอดูลมหายใจซัก 1 นาทีก็ยังดี

การทำกิจกรรมเหล่านี้มีประโยชน์หลายแง่

  • เป็นชัยชนะเล็กๆ ที่จะทำให้เรามีแรงฮึดไปสู้งานชิ้นใหญ่ๆ
  • เป็นการเดินทีละก้าวบนเส้นทางที่มีประโยชน์กับเราในระยะยาว
  • เป็นการให้ “เวลา” เป็นของขวัญกับตัวเอง แทนที่จะยกให้คนอื่นหมด

ข้อสังเกตอีกอย่างคือหมุดหมายประจำวันควรจะครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ

แต่ละคนย่อมมีหมุดหมายประจำวันไม่เหมือนกัน แต่อยากให้ลองคิดดูครับว่า อะไรบ้างที่เราชอบทำ และใช้เวลาไม่นานเกินไปนัก (แต่ละกิจกรรมควรจะทำได้ในเวลาไม่เกิน 5 นาที เราจะได้ไม่มีข้ออ้างว่าไม่มีเวลา) จากนั้นก็ทดลองทำดูติดต่อกันซักสามวันหรือห้าวันก็ได้

ลองแล้วได้ผลยังไง มาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ

 


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Pic & Pause: ภาพที่เขย่าขวัญที่สุด

20170512_horrific

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานมาเล่า จึงขอนำภาพที่ผมเจอใน Quora เมื่อมีคนตั้งคำถามว่า What is the most horrific picture you have ever seen? – ภาพที่น่ากลัวที่สุดที่คุณเคยเห็นคือภาพอะไร

หนึ่งในคำตอบคือภาพนี้ครับ

the-quality-of-mercy-is-not-strained_orig

ภาพนี้ได้ชื่อว่า The Kiss of Judas หรือ รอยจูบของยูดาส

ยูดาส คือหนึ่งใน 12 อัครสาวกของพระเยซู แต่เป็นคนที่ทรยศหักหลังพระเยซู จนทำให้พระเยซูโดนตรึงกางเขน ทำให้คำว่า Judas มีความหมายเดียวกับคำว่า “คนทรยศ” มานับแต่นั้น

ภาพที่คุณเห็นอยู่นี้เกิดขึ้นที่สเปน เป็นภาพของ “การสู้วัวกระทิง” ซึ่งเป็น “กีฬา” ของชาวสเปนที่มีมาช้านาน

ข้อมูลการสู้วัวจากเว็บคุณ Jiratchaya Sunantarod

อันที่จริงแล้ว คำว่า “การสู้วัว” นั้นเป็นการเรียกชื่อที่ผิดข้อเท็จจริงอย่างมาก เพราะมันเป็นการต่อสู้แข่งขันที่มีศักดิ์ศรีความสมน้ำสมเนื้อกันน้อยมากระหว่างมาธาดอร์ (ภาษาสเปน หมายถึง นักฆ่า) ผู้กวัดแกว่งดาบอย่างคล่องแคล่วว่องไวกับวัวที่มึนงง ว้าวุ่น ถูกทำร้ายจนพิการ ถูกข่มขู่ทรมานจนเสียขวัญ และถูกทอนกำลังจนอ่อนล้าเจียนสิ้นแรงล้มลงผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของเกมสู้วัวก็คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวและผู้จัดรายการสู้วัวต่างโหมประโคมว่าการสู้วัวนั้นเป็นการต่อสู้ที่สนุกสนานและยุติธรรม แต่สิ่งที่เขาไม่เอ่ยถึงก็คือวัวนั้นไม่เคยมีโอกาสป้องกันตัวเองและยิ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะรอดชีวิตไปได้ วัวจะถูกทอนกำลังให้อ่อนล้าก่อนอย่างจงใจด้วยวิธีการหลายแบบ เช่นปล่อยกระสอบทรายหล่นทุบลงบนหลังของมัน ส่วนการใช้ยานั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดามากจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Salamanca ของสเปน พบว่า วัวสำหรับใช้ในการสู้วัวจำนวน 20 เปอร์เซนต์ถูกวางยาก่อนที่จะถูกปล่อยลงสนาม ในการสุ่มตัวอย่างวัว 200 ตัว พบว่าหนึ่งในห้าของจำนวนนี้มีการทายาแก้อักเสบเพื่อช่วยปกปิดบาดแผลต่าง ๆ ที่เกิดจากการทอนกำลังของมันก่อนหน้านี้ อีกวิธีหนึ่งที่ใช้กันโดยปกติคือการ “เล็ม” เขาของวัวโดยการเลื่อยปลายเขาของมันออก 2-3 นิ้ว เขาของวัวก็เช่นเดียวกับหนวดของแมว มันใช้เป็นเครื่องนำทาง การถูกเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะทำให้การทำงานของมันเสียศูนย์ไป

ภาพนี้คือภาพของวัวที่ถูกส่งลงสนามเพื่อถูกฆ่า ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของคนดูและความสิ้นหวัง มันเหลือบไปเห็นใบหน้าใบเดียวที่มันรู้จัก นั่นคือใบหน้าของเจ้าของที่เคยเลี้ยงดูมันมา มันจึงวิ่งไปหาเจ้าของที่อาจจะเป็นคนสุดท้ายที่จะช่วยมันได้ แต่สิ่งเดียวที่มันได้รับคือรอยจูบอำลานี้ก่อนที่มันจะถูกปล่อยให้กลับไปเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

พอเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับว่าทำไมภาพนี้ถึงได้ชื่อว่า Kiss of Judas – จูบของคนทรยศ

ผมใช้เวลาอยู่นานมากในการหาแหล่งที่มาของข่าวนี้แต่ก็หาไม่เจอ จึงมีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลอาจจะคลาดเคลื่อนและดราม่าเกินจริง ผู้ชายที่อยู่ในรูปอาจจะไม่ใช่คนที่เลี้ยงวัวตัวนี้มาก็ได้

ถึงอย่างไรก็ตาม กีฬาสู้วัวกระทิงก็ยังคงมีอยู่จริง วัวกระทิงนับร้อยนับพันกำลังถูกฆ่าเพื่อความบันเทิงทุกปี และยังไม่มีทีท่าว่าการละเล่นนี้จะจบลงแต่อย่างใด

ถึงจะจูบหรือไม่จูบ แต่คนที่เลี้ยงวัวเพื่อขายมันเข้าสู่อารีน่าก็อาจจะได้ชื่อว่าเป็นคนทรยศอยู่ดีรึเปล่า? และพวกเขาต่างอะไรกับคนที่เลี้ยงวัวเพื่อขายมันเป็นอาหารให้พวกเรากินมั้ย?

สุดท้ายแล้วใครคือยูดาส? น่าคิดนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Gaurav Yadav’s answer to What is the most horrific picture you have ever seen 

ต้นทางของเรื่องที่เป็นภาษาอังกฤษ (25 Aug 2015) Some Dogs are Angels: The qualilty of mercy is not strained

ต้นทางของเรื่องนี้ที่เป็นภาษาเยอรมัน (23 Aug 2015) (กด See Translation ได้) Luigi V Temporin’s Facebook photo 

ขอบคุณข้อมูลการสู้วัวกระทิงจากเว็บคุณ Jiratchaya Sunantarod

การตัดสินใจจะถูกหรือผิด

20170510_right_decision

อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกข้อไหนมากเท่ากับว่าเราเลือกทำอะไรหลังจากตัดสินใจไปแล้ว

ใครที่ตามอ่านบล็อกนี้มาเรื่อยๆ อาจจะพอรู้ว่าตอนนี้ผมมาทำงานอยู่ที่ Wongnai แล้ว

คนส่วนใหญ่จะรู้จัก Wongnai ในฐานะแอพค้นหาร้านอาหาร แต่ “ยอด” ซึ่งเป็น CEO ของ Wongnai เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนที่แล้วว่าเราต้องการจะเป็น lifestyle platform ที่ช่วยเชื่อมต่อคุณเข้ากับสิ่งดีๆ และทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ Wongnai จับมือกับ LINE MAN เพื่อทำธุรกิจ food delivery, จับมือกับ Alipay เพื่อจับตลาด mobile payment ของนักท่องเที่ยวชาวจีนในเมืองไทย และเปิดตัว Wongnai Cooking เพื่อสร้าง community ของคนที่รักการทำอาหาร

การตัดสินใจแต่ละเรื่องล้วนมีความเสี่ยงและต้องลงแรงมากพอสมควร คำถามคือยอดรู้ได้ยังไงว่า Wongnai ตัดสินใจถูกต้องที่จะลงมาทำธุรกิจเหล่านี้

คำตอบที่ผมคิดได้ก็คือ แน่นอนว่าเราต้องศึกษาตลาดและทำการบ้านมาระดับหนึ่ง แต่เราไม่รู้หรอกว่าผิดหรือถูกจนกว่าจะได้ลองลงมือทำ

ระบบการศึกษาทำให้เราเติบโตมากับข้อสอบปรนัยที่มักจะมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว

แต่ในชีวิตจริง คำตอบจะผิดหรือจะถูก อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวคำตอบมากเท่าคนทำข้อสอบ

ถ้าคนทำข้อสอบชีวิตเก่ง ไม่ว่าจะเลือกข้อ ก. ข้อ ข. ข้อ ค. หรือ ข้อ ง. ก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่เข้าท่าทั้งนั้น

ส่วนคนที่ไม่เก่ง ไม่พยายาม ไม่ขวนขวาย ไม่ว่าจะเลือกข้อไหนก็อาจจะล้มเหลวอยู่ดีก็ได้

ดังนั้น หากวันหนึ่งต้องเจอกับหลายทางเลือก ก็ไม่จำเป็นต้องเครียดมากนักกับการเลือก “ข้อที่ถูกที่สุด”

อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน เราจึงไม่มีทางมีข้อมูลได้ครบถ้วนอยู่แล้ว เท่าที่ผมสังเกต คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจจึงมักตัดสินใจหลังจากที่เขามีข้อมูลเพียง 60-70% จากนั้นก็หาทาง make it work

คนที่ประสบความสำเร็จจึงอาจจะไม่ได้มีข้อมูลมากกว่าคนอื่น หรือปราดเปรื่องกว่าคนอื่น หรือ “เลือกข้อที่ถูกต้อง” ได้เก่งกว่าคนอื่น เพียงแต่เขากล้าตัดสินใจ แล้วก็ลุย แล้วก็เรียนรู้แก้ไขไปเรื่อยๆ จนทำให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องไปโดยปริยาย

การตัดสินใจจะถูกหรือผิดจึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกข้อไหน

แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรหลังจากตัดสินใจไปแล้วมากกว่า


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ปัญญา 3 ระดับ

20170510_threestages

วันนี้วันพระ เรามาคุยเรื่องธรรมะกันบ้างนะครับ

หนึ่งในประสบการณ์ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของผมคือการได้มีโอกาสไปอบรมหลักสูตรวิปัสสนา 10 วันของอาจารย์โกเอ็นก้าเมื่อปี 2552 และ 2554

เป็นการอบรมที่หฤโหดเอาการ เพราะต้องฝึกวันละร่วม 10 ชั่วโมง ช่วงสองสามวันแรกนี่ผมคิดอยู่ตลอดเลยว่าจะไหวไหมๆ

ยังดีที่มีสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจคือ “ธรรมบรรยาย” ทุกค่ำก่อนเข้านอน ที่อาจารย์โกเอ็นก้าจะมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังเพื่อให้เราเข้าใจถึงสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ไปในวันที่ผ่านมา

วันนี้จึงอยากยกธรรมบรรยายที่ว่าด้วยเรื่องปัญญา 3 ระดับมาเล่าไว้ตรงนี้ครับ


ปัญญามีสามระดับขั้นด้วยกัน ขั้นแรกเรียกว่า สุตมยปัญญา หมายถึงความรู้ที่ท่านได้รับจากการฟังบรรยายธรรมต่างๆ หรือจากการอ่านหนังสือ ซึ่งไม่ใช่ปัญญาของท่าน แต่เป็นปัญญาของผู้อื่น

ตั้งแต่เล็กจนโต คนในแต่ละครอบครัว ในแต่ละสังคม หรือในแต่ละลัทธินิกาย จะได้รับฟังสิ่งที่ถือว่าเป็นความจริงสำหรับแต่ละครอบครัว แต่ละสังคม หรือแต่ละลัทธินิกาย บุคคลได้รับการอบรมและหล่อหลอมให้ฝังใจเชื่อในความจริงนั้นๆ และได้ยึดถือสืบทอดต่อๆ กันมาด้วยความศรัทธา แต่ความเชื่อถือศรัทธาในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นศรัทธาแบบมืดบอดไม่ลืมหูลืมตา

แม้กระนั้นปัญญาในระดับแรกที่เรียกว่าสุตมยปัญญานี้ ก็เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ เพราะจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่เรา และให้แนวทางในการที่จะก้าวไปสู่ขั้นที่สองของปัญญาที่เรียกว่า จินตามยปัญา คือปัญญาที่เกิดจากการใช้ความคิดพิจารณาให้เกิดความเข้าใจในระดับเหตุผล ไม่ว่าท่านจะได้ยินได้ฟังอะไรมา ท่านก็จะแยกแยะว่า เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ไหม สมเหตุสมผลไหม หากมีเหตุผล ท่านก็จะยอมรับ

แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักไม่ค่อยได้ทำการแยกแยะและวิเคราะห์ให้เกิดปัญญาขั้นที่สองนี้ ยิ่งขั้นที่สามด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ยังห่างไกลมาก แม้แต่ปัญญาในขั้นที่สอง คนโดยทั่วไปก็ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะแต่ละคนมักจะมีแต่ความศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตา

…แม้โดยธรรมชาตินั้นมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล มนุษย์จะพยายามที่่จะอธิบายเรื่องต่างๆ หรือสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุผล แต่เมื่อมีผู้ที่ด้อยอาวุโสกว่าพยายามใช้เหตุผล ผู้นำกลุ่ม หรือผู้เป็นใหญ่ในกลุ่ม หรือผู้อาวุโสในกลุ่ม ก็จะเกิดความรู้สึกว่าถูกท้าทายทางความคิด และจะเริ่มข่มขู่ผู้ที่ด้อยอาวุโสกว่า “อ้อ นี่เจ้าไม่เชื่อ เจ้าไม่เชื่อในความจริงในพระคัมภีร์ของเรา เจ้าไม่เชื่อคำสอนของพระศาสดาในศาสนาของเรา พระศาสดาซึ่งเป็นผู้ที่ปราดเปรื่องอย่างนี้ เป็นนักบุญอย่างนี้ และเป็นผู้ตรัสรู้แล้วอย่างนี้ เจ้ายังไม่เชื่อคำสอนของท่าน เจ้ารู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจ้าตายไป เจ้าจะต้องตกนรก!” แล้วเขาก็จะสาธยายเรื่องราวและแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับนรกอันน่าสะพรึงกลัวให้ฟัง คนที่ได้ฟังก็จะตกใจกลัว “โอย! คุณพ่อ ผมกลัวแล้ว ผมไม่อยากตกนรก ผมจะยอมรับสิ่งที่พระคัมภีร์ว่าไว้ทุกประการ ผมจะยอมรับทุกอย่างที่ประเพณีกล่าวไว้” แต่นี่ก็เป็นเพียงการยอมรับ ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์โดยตรงของท่านเอง ท่านอาจจะยอมรับว่าสิ่งนั้นๆ เป็นสัจธรรม เป็นความจริง เพราะท่านมีความกลัว เพราะฉะนั้นจึงไม่อาจก้าวไปถึงขั้นที่สองของปัญญาได้ เพราะความเกรงกลัวหรือความศรัทธาที่มืดบอด…ซึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่ผูกมัดท่านไว้ ทำให้ไม่สามารถก้าวต่อไปถึงปัญญาขั้นที่สองคือจินตามยปัญญาได้

แต่ก็มีบางที่ที่กล้าก้าวต่อไปสู่จินตามยปัญญา เขาใช้ความคิดแยกแยะวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ด้วยเหตุและผล ซึ่งก็เป็นก้าวที่สำคัญมากอีกก้าวหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม แม้ปัญญาในขั้นแรกคือสุตมยปัญญา และปัญญาในขั้นที่สองคือจินตามยปัญญา จะให้แรงบันดาลใจและให้แนวทางที่นำพาท่านไปสู่ปัญญาขั้นที่สามคือ ภาวนามยปัญญา แต่บุคคลก็มักจะติดอยู่เพียงแค่ขั้นที่สองนี้เท่านั้น…เพราะการที่ท่านได้ใช้ความคิดใคร่ครวญในเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังมา ท่านก็จะเกิดอัตตาขึ้นมาอย่างรุนแรง เข้าใจเอาเองว่าบัดนี้ท่านเป็นผู้ที่รอบรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว สามารถที่จะสอนหรือบรรยายธรรมได้แล้ว สามารถอภิปรายหรือโต้แย้งใดๆ ก็ได้ และสามารถที่จะเขียนหนังสือ และพิสูจน์ให้เป็นที่ยอมรับว่า ความเชื่อของท่าน หลักเกณฑ์ของท่าน ประเพณีของท่านเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ส่วนของคนอื่นๆ นั้นผิดทั้งหมด ความคิดเช่นนี้หาใช่ปัญญาของท่านเองไม่ แต่เป็นปัญญาของผู้อื่นที่ท่านเพียงแต่นำมาคิดพิจารณาหาเหตุผลเท่านั้น ปัญญาของท่านเองจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อท่านได้ประสบกับสิ่งนั้นด้วยตัวของท่านเอง

ประสบการณ์จะสร้างปัญญาขึ้นที่สามที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา คำแปลตรงๆ ของคำว่าภาวนา คือความมีความเป็น ภาวนามยปัญญาคือการทำให้ปัญญามีขึ้นเป็นขึ้น เป็นปัญญาที่เกิดจากการได้ประสบด้วยตัวเอง ด้วยประสบการณ์นี้ท่านก็จะรู้ว่าปัญญาคืออะไร มิฉะนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ความรู้เท่านั้น ความรู้นั้นต่างกับปัญญามาก ปัญญาขั้นที่สามคือภาวนามยปัญญานี้แหละที่จะปลดปล่อยท่านให้หลุดพ้นจากพันธนาการของกิเลส จิตจะบริสุทธิ์ขึ้น บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุดท่านก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์

…การมีศรัทธาอย่างมืดบอดโดยอ้างธรรมะ และการเล่นเกมลับสมองด้วยเหตุผลหรือตรรกะต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่จะพันธนาการท่านไว้ไม่ให้ท่านหลุดพ้นจากความทุกข์ได้…ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงของเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะช่วยให้พระองค์หลุดพ้นได้แต่เพียงพระองค์เดียว ไม่สามารถทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นได้…การมีเพียงศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตาในคำสอนของพระองค์ หรือมีเพียงความเข้าใจในคำสอนของพระองค์ด้วยเหตุผล จะไม่ทำให้เราหลุดพ้นได้ เราจะต้องมีประสบการณ์กับความจริงภายในตัวของเราเอง

…ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งหิวอาหารมาก ได้เข้าไปภัตตาคารซึ่งมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง เมื่อเขานั่งลงที่โต๊ะ ผู้บริการก็นำรายการอาหารมาให้ หลังจากดูรายการอาหารนั้นแล้ว เขาก็เกิดความรู้สึกว่าอาหารที่นี่จะต้องอร่อยมาก คิดแล้วน้ำลายไหล นี่เป็นกรณีที่หนึ่ง

กรณีที่สอง ชายคนนั้นได้สั่งอาหารแล้วก็นั่งรอ ระหว่างรอเขาเห็นโต๊ะข้างๆ ได้รับอาหาร และพากันรับประทานอย่างเพลิดเพลินและเอร็ดอร่อย แสดงว่าอาหารที่นี่จะต้องอร่อยมาก คิดแล้วเขาก็น้ำลายไหลอีก

กรณีที่สาม ผู้บริการได้นำอาหารมาให้ จากนั้นเขาก็ลงมือรับประท่าน แล้วเขาก็ได้รับความเอร็ดอร่อยและเพลิดเพลินจากอาหารมื้อนั้นด้วยตัวเขาเอง

กรณีแรกเป็นสุตมยปัญญา เขาได้แต่อ่านรายการอาหาร ยังไม่ได้ลิ้มรสของจริง จึงยังไม่รู้รสอาหารนั้นด้วยตนเอง กรณีที่สองเป็นจินตามยปัญญา เขาพิจารณาด้วยเหตุผล โดยสังเกตจากการรับประทานอาหารของผู้อื่น จากสีหน้าและอากัปกิริยาของผู้ที่รับประทานอาหารอยู่ ที่แสดงความเพลิดเพลินและแสดงความพอใจในรสอาหารนั้น ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าอาหารนั้นต้องอร่อย นี้เป็นแค่จินตามยปัญญาเท่านั้น ส่วนกรณีที่สามคือภาวนามยปัญญา เขาได้ลิ้มรสอาหารด้วยตัวของเขาเอง เขารู้รสอาหารว่าเอร็ดอร่อยมากน้อยอย่างไร กรณีที่สามนี้เท่านั้นที่จะให้ผลโดยตรง

ตัวอย่างในบ้างครั้งจะช่วยให้เราเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น ฉะนั้นลองฟังอีกสักหนึ่งตัวอย่าง

ข้าพเจ้าป่วยมาก จึงไปหาหมอ หมอตรวจอาการ แล้วเขียนใบสั่งยาให้ ข้าพเจ้ารับใบสั่งยาไว้ แล้วกลับบ้านอย่างมีความสุข ข้าพเจ้ามีความเชื่อถือและศรัทธาต่อหมอคนนี้มาก และความเชื่อถือศรัทธาในตัวหมอก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร โดยปกติเราทุกคนควรจะเชื่อถือและศรัทธาในตัวหมอ แต่ถ้าความศรัทธาต่อหมอของข้าพเจ้ากลายไปเป็นความศรัทธาแบบมืดบอด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ข้าพเจ้าจะเอารูปถ่ายหรือรูปปั้นของหมอคนนี้ไปวางไว้บนแท่นบูชา พร้อมกับจัดวางดอกไม้ ธูปเทียนและอาหารคาวหวานเพื่อเซ่นไหว้ จากนั้นข้าพเจ้าจะจุดธูปเทียนพร้อมกับเอาใบสั่งยามาวางไว้ตรงหน้า แล้วก้มกราบสามครั้ง พร้อมกับท่องว่า “รับประทานสองเม็ดตอนเช้า สองเม็ดตอนบ่าย สองเม็ดตอนเย็น” ข้าพเจ้าจะเฝ้าแต่ท่องบ่นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูๆ ไปแล้วก็เป็นความบ้าลักษะหนึ่งนั่นเอง เหมือนเป็นการเล่นเกม แต่สำหรับผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตาแล้ว ก็มักจะมีพฤติกรรมลักษณะนี้ทั้งนั้น

กรณีที่สอง เมื่อข้าพเจ้าไปหาหมอคนนี้ ข้าพเจ้าถามว่า “หมอครับ หมอเขียนอะไรลงบนกระดาษแผ่นนี้ และมันจะช่วยผมได้อย่างไร” คำถามแบบนี้เท่ากับว่าข้าพเจ้าได้เริ่มใช้เหตุผลแล้ว และนายแพทย์ผู้นั้นก็เป็นคนมีเหตุผล เขาพยายามอธิบายให้ฟังว่า “คุณเป็นโรคนี้ ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคตัวนี้ ผมเขียนใบสั่งยาให้คุณไปซื้อยา ถ้าคุณกินยานี้ มันก็จะไปทำลายเชื้อโรคนี้ และเมื่อใดที่เชื้อโรคนี้ถูกทำลาย คุณก็จะหายจากโรค” ข้าพเจ้าฟังแลวรู้สึกว่าหมอของข้าพเจ้าช่างเก่งเหลือเกิน เมื่อข้าพเจ้ากลับไปถึงบ้าน แทนที่จะเริ่มกินยา ข้าพเจ้ากลับไปเที่ยวคุยอวดกับเพื่อนบ้านว่าหมอของข้าพเจ้าเป็นหมอที่ดีที่สุด หมอคนอื่นล้วนไม่ได้เรื่อง ใบสั่งยาที่หมอของข้าพเจ้าให้มาเป็นของจริง ใบสั่งยาอื่นๆ ไม่ใช่ แล้วเราก็จะเฝ้าแต่ถกเถียงกันโดยไม่มีใครกินยา และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมของหมู่ชนทั้งหลาย

ท่านผู้บรรุธรรมทุกท่านรู้ว่า ความทุกข์ยากนั้นมีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง ผู้คนเป็นจำนวนมากเจ็บป่วยเพราะกิเลสในใจ ด้วยความรักและความเมตตา ท่านจึงได้ให้ใบสั่งยาเขาทั้งหลาย จงรับประทานธรรมโอสถนี้เสีย แล้วท่านจะพ้นจากความทุกข์

ครั้นเวลาล่วงเลยไป ผู้คนต่างค่อยๆ พากันลืมธรรมโอสถขนานนี้ไปเสียสิ้น พวกเขาไม่ได้กินยาขนานนี้เลย แต่พวกเขากลับไปพัฒนาความยึดติด เขากลับไปยึดมั่นในองค์ศาสดาของศาสนาที่ตนนับถืออย่างงมงาย โดยเชื่อว่าศาสดาของศาสนาของเขาเป็นผู้ที่ตรัสรู้อย่างแท้จริง ศาสดาองค์อื่นไม่ใช่ ศาสดาของเขาเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดอย่างแท้จริง องค์อื่นไม่ใช่ ศาสดาของเขาเป็นนักบุญที่แท้จริง องค์อื่นๆ ไม่ใช่ มีแต่ตั้งหน้าถกเถียงกันระหว่างนิกายนี้กับนิกายนั้น ระหว่างนิกายนั้นกับนิกายโน้น

ความงมงายเช่นนี้ ความบ้าคลั่งเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะเรารับธรรมะด้วยศรัทธาอย่างมืดบอด หรือด้วยการคิดเอาตามเหตุผลของตนเท่านั้น แต่เมื่อใดที่เรารับประทานธรรมโอสถแล้ว ธรรมดาโอสถก็จะช่วยเราให้สามารถพัฒนาไปสู่ปัญญาขั้นที่สามคือภาวนามยปัญญาได้ แล้วเราก็จะได้ประจักษ์ถึงสาระและคุณค่าของธรรมะด้วยตัวของเราเอง


วันนี้วันวิสาขบูชา ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะปฏิบัติบูชาเพื่อวันหนึ่งเราจะได้มีภาวนามยปัญญากันนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Thaidhamma.net: ธรรมบรรยาย หลักสูตร 10 วัน โดยท่านอาจารย์โกเอนก้า

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/