Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า

20170325_sapiens14

ก่อนจะเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เมื่อ 500 ปีที่แล้ว มนุษย์ไม่ได้เชื่อว่าโลกจะสามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้ เพราะพวกเขารู้สึกว่า “ยุคทอง” ได้ผ่านพ้นไปแล้ว การยึดมั่นและปฏิบัติตามความรู้จากบรรพชนเป็นทางเดียวที่จะกล้บไปมี “ชีวิตดีๆ” ได้

เราอาจปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นได้เล็กน้อย แต่ไม่มีใครเชื่อว่าเราจะแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานไปได้มากกว่านี้ ถ้าศาสดาผู้รู้ความจริงของสรรพสิ่งอย่างท่านมูฮัมหมัด ขงจื๊อ พระพุทธเจ้า หรือ พระเยซู ยังไม่สามารถขจัดโรคระบาด ความอดอยาก ความยากจน และสงครามได้แล้ว มนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ จะไปมีปัญญาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

แต่เมื่อมนุษย์ยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้ทุกอย่าง และเริ่มเชื่อว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์จะมอบพลังและอำนาจให้ ผู้คนจึงเริ่มเชื่อว่าความก้าวหน้าอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หลังจากวิทยาศาสตร์เริ่มแก้ปัญหาให้เห็นทีละข้อ มนุษย์ก็มีความเชื่อมั่นว่า ความยากจน ความเจ็บไข้ ความหิวโหย สงคราม ความชรา และความตายไม่ใช่โชคชะตาที่มนุษยชาติหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่มันยังเป็นปัญหาเพราะมนุษยชาติยังมีความรู้ไม่มากพอต่างหาก

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือฟ้าผ่าที่มนุษย์เคยเชื่อว่ามันคือการฟาดค้อนของพระเจ้าเพื่อลงโทษคนบาป แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เบนจามิน แฟรงคลิน ได้ทำการทดลองปล่อยว่าวให้บินอยู่ท่ามกลางฝนเพื่อจะทดสอบสมมติฐานที่ว่าฟ้าผ่านั้นจริงๆ แล้วเป็นเพียงกระแสไฟรูปแบบหนึ่งเท่านั้น และเมื่เสร็จการทดลองนี้ แฟรงคลินก็ได้สร้างสายล่อฟ้าที่ “ปลดอาวุธของพระเจ้า” ได้สำเร็จ

 

ในประวัติศาตร์ที่ผ่านมา ทุพภิกขภัย (famine) หรือการขาดอาหารจนคนจำนวนมากล้มตายนั้นเป็นเรื่องปกติมาก แต่ในปัจจุบันทุพภิกขภัยนั้นลดระดับความรุนแรงไปมาก ครั้งใดก็ตามที่เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ องค์กรนานาชาติและประชาชนทั่วโลกก็พร้อมจะส่งความช่วยเหลือไปให้ และแม้ยังมีอีกหลายประเทศที่ประชาชนยังขาดสารอาหาร แต่ก็แทบไม่มีประเทศใดที่คนอดอาหารจนตายอีกแล้ว อันที่จริง ในหลายประเทศคนเสี่ยงที่จะตายจากโรคอ้วนมากกว่าด้วยซ้ำ

โปรเจ็คกิลกาเมช (Gilgamesh Project)

มหากาพย์กิลกาเมช เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมประเภทนิยายที่เก่าแก่ที่สุดในโลกของชาวสุเมเรียนเกี่ยวกับวีรบุรุษในตำนานที่ชื่อว่า “กิลกาเมช” ซึ่งออกตามหาหนทางที่จะทำให้มนุษย์เป็นอมตะ เขาออกค้นหาไปสุดขอบจักรวาล ต้องต่อสู้กับสิงโตและมนุษย์แมงป่อง ลงไปยมโลกและได้พบกับเทพอุตนาพิชทิม (Utnapishtim) ปราชญ์ผู้รอดจากน้ำท่วมโลก แต่สุดท้ายแล้วกิลกาเมชก็กลับบ้านมือเปล่าเพราะไม่สามารถหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองเป็นอมตะได้ กิลกาเมชจึงยอมรับว่าเมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์และมอบชีวิตให้ พระเจ้าก็ได้มอบความตายให้ด้วย มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้

ในบรรดาปัญหาทั้งหมดที่มนุษยชาติประสบ ปัญหาที่สำคัญและน่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นความตาย หลายศาสนาที่เรารู้จักบอกว่าความตายเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ และบางศาสนาก็ยังให้คำมั่นด้วยว่าถ้าเชื่อมั่นในพระเจ้าเราก็จะมีชีวิตหลังความตายที่ดี ลองคิดภาพว่าถ้ามนุษย์ไม่ตาย ศาสนาเหล่านี้จะอยู่กันอย่างไร ผู้มีปัญญาในยุคก่อนจึงใช้เวลาและความคิดไปกับการมอบความหมายให้ความตาย ไม่ใช่เพื่อจะหลุดรอดจากมัน

แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว ความตายไม่ใช่โชคชะตาที่ต้องยอมจำนน แต่เป็นเพียงปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น คนเราตายไม่ใช่เพราะพระเจ้ากำหนดมาแต่เกิดจากความล้มเหลวเชิงเทคนิค (technical failures) เช่นหัวใจวาย มะเร็ง หรือการติดเชื้อ

ถ้าหัวใจเต้นผิดปกติ เราก็สามารถฝัง pacemaker หรือผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ ถ้าเซลมะเร็งเริ่มขยายตัว เราก็แค่ฆ่ามันด้วยยาและการฉายแสง ถ้าแบคทีเรียอาละวาด เราก็กำจัดมันด้วยยาปฏิชีวนะ

แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาทางเทคนิคได้ทั้งหมด แต่คนที่ฉลาดที่สุดในยุคนี้ก็ยังคงวิจัยค้นคว้ากันต่อไป พวกเขาไม่มานั่งหาความหมายให้ความตายแล้ว แต่ใช้เวลาและกำลังที่มีในการทำความเข้าใจระบบต่างๆ ในร่างกายที่นำไปสู่การเจ็บป่วยและความตาย และคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ๆ รวมถึงทำอวัยวะเทียมเพื่อยืดอายุให้กับมนุษย์และแม้กระทั่งเอาชนะความตายได้ในอนาคต

รุกคืบความตาย
แม้การเอาชนะความตายจะดูเหมือนความฝันที่ยังยาวไกล แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ของเราก็เดินทางมาไกลมากเมื่อเทียบกับไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว

ในปี 1199 กษัตริย์อังกฤษนามริชาร์ดใจสิงห์ (King Richard the Lionheart) ถูกธนูยิงที่หัวไหล่ซ้าย ถ้ามองจากสายตาคนสมัยนี้ก็จะรู้สึกว่าเป็นอาการบาดเจ็บที่ไม่ร้ายแรงมาก แต่ในปี 1199 ที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะและวิธีการฆ่าเชื้อที่ถูกวิธี แผลของริชาร์ดจึงติดเชื้อและหัวไหล่ก็กลายเป็นเนื้อตายเน่า (gangrene) วิธีเดียวที่จะหยุดการลุกลามของเนื้อตายเน่าในสมัยนั้นคือการตัดแขน ซึ่งก็ทำไม่ได้เพราะแผลเกิดตรงหัวไหล่พอดี ไม่มีใครช่วยริชาร์ดใจสิงห์ได้และท่านก็เสด็จสวรรคตในอีกสองสัปดาห์ถัดมา

ส่วนยาชาหรือยาสลบเพิ่งจะถูกนำมาใช้งานเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้วนี้เอง ก่อนหน้านั้นหากทหารคนไหนได้รับบาดเจ็บที่แขนหรือขาก็จะถูกทหารอีกสี่คนช่วยกันรั้งตัวเอาไว้ในขณะที่หมอตัดแขนนั้นทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อตายเน่านั้นลุกลาม ช่างไม้และคนชำแหละเนื้อสัตว์มักจะถูกเกณฑ์ทหารให้ไปประจำอยู่ในหน่วยแพทย์เพราะการผ่าตัดสมัยนั้นอาศัยเพียงรู้ว่าจะใช้มีดและเลื่อยยังไงก็เพียงพอแล้ว

แต่วิวัฒนาการทางการแพทย์ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมาทำให้โลกเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ ยาใหม่ๆ และวิธีการผ่าตัดที่ก้าวหน้าทำให้เรารับมือกับความเจ็บปวดและอาการบาดเจ็บได้ดียิ่งกว่ายุคใดๆ อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มจาก 25 ปีเป็น 67 สำหรับประชากรโลก ส่วนในประเทศที่เจริญแล้วอายุเฉลี่ยจะอยู่ที่ 80 ปี

ความตายถูกวิทยาศาสตร์รุกคืบมากที่สุดในเรื่องการตายในวัยเยาว์ (child mortality)

ก่อนจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 เกือบ 1 ใน 3 ของเด็กที่เกิดนมาไม่ได้อยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่

ลองมาดูประวัติการให้กำเนิดของบุตรของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 1 (1237-1307) และพระราชินีเอเลนอร์ (1241-1290) กัน  (ผมขออนุญาตไม่ใช้ราชาศัพท์นะครับ)

1. ลูกสาว (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เกิดในปี 1255 เสียชีวิตตอนคลอด
2. ลูกสาวชื่อแคทเธอรีน เสียชีวิตตอนอายุ 1 ขวบ
3. ลูกสาวชื่อโจน เสียชีวิตตอนอายุ 6 เดือน
4. ลูกชาวชื่อจอห์น เสียชีวิตตอน 5 ขวบ
5. ลูกชายชื่อเฮนรี่ เสียชีวิตตอน 6 ขวบ
6. ลูกสาวชื่อเอเลนอร์ เสียชีวิตตอน 29 ปี
7. ลูกสาว (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เสียชีวิตตอน 5 เดือน
8. ลูกชาวชื่อโจน เสียชีวิตตอนอายุ 35 ปี
9. ลูกชายชื่ออัลฟองโซ เสียชีวิตตอน 10 ขวบ
10. ลูกสาวชื่อมากาเร็ต เสียชีวิตตอนอายุ 58 ปี
11. ลูกสาวชื่อเบอเรนเจเรีย เสียชีวิตตอนอายุ 2 ขวบ
12. ลูกสาว (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน
13. ลูกชาวชื่อโจน เสียชีวิตตอนอายุ 35 ปี
14. ลูกชาย (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน
15. ลูกสาวชื่อเอลิซาเบธ เสียชีวิตตอนอายุ 34 ปี
16. ลูกชายชื่อเอ็ดเวิร์ด

ลูกชายคนสุดท้ายที่ชื่อเอ็ดเวิร์ด เป็นลูกผู้ชายคนเดียวที่รอดพ้นช่วงอันตรายในวัยเด็กมาและเติบโตพอจะขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์เป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ได้

พูดอีกในหนึ่งก็คือราชินีเอเลนอร์ต้องตั้งท้องถึง 16 ครั้งถึงจะให้กำเนิดรัชทายาทให้กับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1!

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 และพระราชินีเอเลนอร์ล้วนมีพระวรกายแข็งแรง แต่ในบรรดาลูก 16 คนนั้น มีเพียง 6 คนเท่านั้นที่มีพระชนมายุถึง 15 ปี นี่ยังไม่นับลูกอีกหลายคนที่แท้งเสียก่อนคลอดอีกด้วยนะครับ นึกภาพไม่ออกเลยว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่สมัยนั้นต้องพบเจอกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกมากมายแค่ไหน

ตัดภาพมาที่อังกฤษสมัยนี้ ในเด็ก 1000 คน จะมีถึง 993 คนที่อยู่จนอายุครบ 15 ปี

เมื่อไหร่มนุษย์จะเป็นอมตะ?
แล้วต้องใช้เวลาอีกนานไหมกว่าที่โปรเจ็คกิลกาเมชจะประสบผลสำเร็จ?

เมื่อมองกลับไปว่า 100 ปีและเทียบกับสิ่งที่เรารู้ในตอนนี้ เราก็มีสิทธิ์หวังได้ว่าความสามารถในการเรียนรู้และการคิดค้นจะพาเราไปสู่ปลายทางได้ในเวลาไม่นานนัก

วิศวกรพันธุกรรม (genetic engineer) ได้ค้นพบวิธีที่จะทำให้หนอน Caenorhabditis elegans มีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2 เท่าแล้ว ส่วนจะทำกับมนุษย์ได้หรือไม่นั้นเป็นสิ่งที่ต้องรอดูกันต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญด้าน nanotechnologies ก็กำลังสร้าง nano-robots ที่จะสามารถเข้าไปอยู่ในร่างกายของเราเพื่อเปิดทางเเดินส้นเลือดที่กำลังจะอุดตัน ต่อต้านเซลมะเร็ง หรือแม้กระทั่งย้อนรอยการชราภาพ (reverse ageing process)

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถกลายเป็นคน amortal ได้ภายในปี 2050

มนุษย์ amortal ไม่ใช่ มนุษย์อมตะ (immortal) เพราะมนุษย์ amortal อาจจะยังตายได้จากอุบัติเหตุ แต่จะไม่ตายจากโรคหรือความชราอีกต่อไป

แรงขับเคลื่อนของวิทยาศาสตร์
เวลาเรานึกถึงนักวิทยาศาสตร์ เรามักจะเห็นภาพของชายวัยดึกที่มีหนวดเคราที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งความลับของธรรมชาติ

แต่เราต้องไม่ลืมว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ศาสตร์ที่อยู่เหนือคนอื่นในด้านศีลธรรมหรืออุดมการณ์เลย เช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ก็ล้วนแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังทางการเมือง เศรษฐกิจและศาสนาเช่นกัน

ที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากในช่วง 500 ปีที่ผ่านมาก็เพราะว่ารัฐบาล ธุรกิจ และองค์กรต่างๆ เต็มใจที่จะให้เงินสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ให้ได้ทำงานวิจัย สมมติกาลิเลโอหรือชาลส์ดาร์วินไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ความรู้ที่พวกเขาค้นพบก็น่าจะถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์คนอื่นอยู่ดี แต่ถ้าไม่มีเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ นักวิทยาศาสตร์อย่างดาร์วินจะไม่มีทางได้ไปเก็บข้อมูลทั่วโลกเพื่อนำมาสร้างองค์ความรู้ทางวิวัฒนาการได้อย่างแน่นอน

สาเหตุที่ผู้มีอำนาจให้เงินสนับสนุนการค้นคว้า ก็เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นจะยิ่งมาช่วยเพิ่มพูนอำนาจของเขา ยกตัวอย่างเช่นในศตวรรษที่ 16 ที่ผู้มีอำนาจในยุโรปต่างเป็นสปอนเซอร์ให้นักสำรวจเดินทางไปทั่วโลก แต่ไม่มีใครสนใจสปอนเซอร์การวิจัยจิตวิทยาในเด็ก เหตุผลก็เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าการออกสำรวจดินแดนใหม่ จะนำมาซึ่งทรัพยากรและเส้นทางการค้าใหม่ๆ ขณะที่การเข้าใจความคิดของเด็กนั้นไม่เห็นจะมีประโยชน์ตรงไหน

ดังนั้นความเชื่อหรือ ideologies ของผู้ที่มีอำนาจจึงเป็นตัวกำหนดว่านักวิทยาศาสตร์ควรจะศึกษาเรื่องอะไร และในทางกลับกันเมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ความรู้นั้นมาแล้ว ผู้ที่เป็นสปอนเซอร์ก็จะเป็นคนที่ตัดสินใจว่าจะเอาความรู้นั้นไปใช้ในทางไหน

แรงผลักที่สำคัญที่สุดต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์คือจักรวรรดินิยมและทุนนิยม ความเชื่อมโยงกันระหว่างเงินทุน ความรู้ และพลังอำนาจเป็นตัวขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดในรอบ 500 ปีที่ผ่านมา

ตอนหน้าเราจะมาคุยกันครับว่าจักรวรรดินิยมขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์อย่างไรบ้าง


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้

คบไก่ได้ขัน

20170323_chickens

คบอินทรีได้บิน

If you hangout with chickens, you’re going to cluck, and if you hangout with eagles, you’re going to fly.

-Steve Maraboli

ฝรั่งชอบพูดว่า You are the average of the 5 people you spend most time with – คุณจะเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด

ถ้าคุณสนิทกับคนอ้วน โอกาสที่คุณจะอ้วนก็สูงตามขึ้นไปด้วย

ถ้าคุณสนิทกับคนฟุ้งเฟ้อ คุณก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นคนฟุ้งเฟ้อไปด้วย

ถ้าคุณสนิทกับคนขี้นินทา คุณก็อาจกลายเป็นคนขี้นินทาไปด้วย

ดังนั้นเราต้องเลือกให้ดีว่าจะใช้เวลากับไก่หรือกับอินทรี

ถ้ารอบๆ ตัวเราไม่มีอินทรีเท่าไหร่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะมีอินทรีอยู่เต็มร้านหนังสือและอินเตอร์เน็ต ขอแค่คุณคัดสรรเสียหน่อยและเพลาๆ เฟซบุ๊คลงเสียบ้างเท่านั้นเอง


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานมิอาจปล่อยวาง

20170323_cantletgo

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีอุบาสกผู้หนึ่ง ไปปรึกษาอาจารย์เซนถึงวิถีแห่งเซน ที่เขายังมิอาจข้ามผ่าน โดยเอ่ยถึงปัญหาของตนเองว่า

“ท่านอาจารย์ จะทำอย่างไรดี กระผมมิอาจปล่อยวางเรื่องบางเรื่อง มิอาจปล่อยวางจากคนบางคน?”

อาจารย์เซนตอบว่า “ทุกสิ่งล้วนสามารถปล่อยวาง”

อุบาสกแย้งว่า “ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ยังคงมีสิ่งที่กระผมปล่อยวางไม่ได้”

อาจารย์เซนจึงบอกให้อุบาสกผู้นี้ถือถ้วยชาใบหนึ่งไว้ในมือ จากนั้นอาจารย์เซนจึงรินน้ำชาร้อนๆลงไปในถ้วย รินลงไปจนน้ำชาล้นถ้วยออกมารดมือของอุบาสกที่ถืออยู่

เมื่อโดนน้ำชาร้อนลวกมือ อุบาสกจึงต้องปล่อยถ้วยชาลงพื้น!!

ยามนั้นอาจารย์เซนจึงสอนว่า

“ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจละวางได้ เมื่อเกิดทุกข์ ย่อมยอมปล่อยวางโดยธรรมชาติ”


ขอบคุณนิทานจาก ASTV Manager นิทานเซน : มิอาจปล่อยวาง

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ลืมเมื่อวานไปซะ

20170323_forgetyesterday

เพราะเมื่อวานเค้าลืมคุณไปเรียบร้อยแล้ว

“Forget yesterday – it has already forgotten you. Don’t sweat tomorrow – you haven’t even met. Instead, open your eyes and your heart to a truly precious gift – today.”

ลืมเมื่อวานไปซะ เพราะเมื่อวานเค้าลืมคุณเรียบร้อยแล้ว
อย่ากังวลถึงพรุ่งนี้ คุณสองคนยังไม่ได้เจอกันซักหน่อย
จงเปิดตาเปิดใจเพื่อรับของขวัญสุดพิเศษที่เรียกว่า “วันนี้” ดีกว่า

― Steve Maraboli, Life, the Truth, and Being Free

ไม่รู้ใครเป็นเหมือนผมรึเปล่า ที่มักจะนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีตที่ฝังใจ

ฝังใจเพราะรู้ว่าจริงๆ แล้วเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้

พูดจาได้ดีกว่านี้ ตอบได้ฉลาดกว่านี้ มีความกล้าหาญมากกว่านี้

แล้วเราก็จะรีเพลย์ภาพนั้นในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าและถามตัวเองว่าทำไมตอนนั้นคิดไม่ได้

แต่ไม่ว่าจะรีเพลย์กี่ครั้งกี่หนแค่ไหนก็เป็นได้แค่สิ่งที่อยู่ในหัวเราเท่านั้น

เราอาจยังไม่ลืมเมื่อวาน แต่เมื่อวานลืมเราเสียสิ้น เขาไม่เปิดโอกาสให้เรากลับไปคุยไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

สิ่งเดียวที่ทำได้ คือเก็บเป็นบทเรียน และเตือนตัวเองว่าถ้าวันนี้หรือพรุ่งนี้เจอเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เราจะมีสติพอที่จะไม่ทำผิดพลาดซ้ำเดิมอีก


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอให้ยุ่งกับการปรับปรุงตัวเอง

20170323_toobusy

จนไม่มีเวลาไปตัดสินคนอื่น

Let the improvement of yourself keep you so busy that you have no time to criticize others.

– Roy T. Bennett

เราชอบอ่านข่าวดารา ด่านักการเมือง และวิจารณ์เหตุการณ์ดราม่าที่กำลังอยู่ในกระแส

เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะมีความคิดเห็น เมื่อมีความคิดเห็นก็ย่อมรู้สึกคัน และเมื่อคันก็ต้องปล่อยมันออกมาตามเฟซบุ๊คหรือเล่าให้เพื่อนฟัง

แต่ทุกนาทีที่เราใช้ไปกับการวิจารณ์คนอื่น คือ 60 วินาทีที่เราเสียโอกาสในการศึกษาตัวเอง

ศึกษาเพื่อที่จะได้เห็นข้อบกพร่อง ปรับปรุงตัว และเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสบตากับความบกพร่องของตน

จึงต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าสุดท้ายแล้วเราอยากเป็นอะไร

คนที่ดีจริง

หรือคนที่ดีแต่วิจารณ์


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราเปลี่ยนสิ่งที่เราเป็นไม่ได้

20170321_whoyouare

แต่เราเปลี่ยนสิ่งที่เราทำได้

“You cannot change what you are, only what you do.”
― Philip Pullman, The Golden Compass

ถ้าเราเป็นคนจน เราไม่สามารถเปลี่ยนเป็นคนรวยได้

แต่เราสามารถขยันกว่าเดิมได้ คิดให้มากกว่าเดิมได้ ขวนขวายกว่าเดิมได้

ถ้าเราเป็นคนรูปไม่หล่อ เราไม่สามารถเปลี่ยนเป็นคนรูปหล่อได้

แต่เราแต่งตัวดีได้ พูดจาเพราะได้ ออกกำลังกายให้หุ่นดีได้

ถ้าเราเป็นคนไม่ฉลาด เราไม่สามารถเปลี่ยนเป็นคนฉลาดได้

แต่เราสามารถอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นได้ ถามให้มากขึ้นได้ ฟังให้มากขึ้นได้

เราเปลี่ยนสิ่งที่เราเป็นไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้

แต่เราเปลี่ยนสิ่งที่เราทำได้ ตั้งแต่นาทีนี้เลย


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

3 ชั่วโมงต้องมนต์ที่ Google สิงคโปร์

20170321_GoogleSingapore

ต้นเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปเยือนบริษัทในฝันของใครหลายๆ คน

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ ยอดกับบอยซึ่งเป็น CEO และ CTO ของ Wongnai ได้รับเชิญไปร่วมงาน Google Developers Launchpad ที่กูเกิลสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย และได้รู้จักกับ Martin ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม People Operations ที่สิงคโปร์ (กูเกิลจะเรียกทีม HR ว่า People Operations)

ผมเองก็เป็น Head of People ที่ Wongnai ยอดเลยถามมาร์ตินว่าจะสะดวกให้ผมไปหาเพื่อขอคำชี้แนะได้หรือไม่ มาร์ตินก็ตอบมาว่าได้เลย เราเลยนัดเจอกันตอน 5 โมงเย็นวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม

หนึ่งสัปดาห์ก่อนนัดพบ ผมนั่งลิสต์คำถามที่ต้องการจะถามมาร์ติน โดยจะเน้นหนักไปที่การสัมภาษณ์คัดคนและการพัฒนาบุคลากร ส่งไปให้มาร์ตินอ่านก่อน พอเจอกันจะได้ลุยได้เลย

วันที่ 3 มีนาคมผมก็กระโดดขึ้นเครื่องไปสิงคโปร์ ใครอยากรู้ว่าเจออะไรในสิงคโปร์ได้โปรดอ่านอานนท์อินสิงห์บุรีได้ทั้งสองตอน

ออฟฟิศของกูเกิลสิงคโปร์อยู่นอกเมืองหน่อย ออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของสิงคโปร์ ดูเป็นโซนตึกใหม่พอสมควร ระหว่างทางเดินเงียบมากจนไม่แน่ใจว่าไปถูกทางรึเปล่า (รู้แค่ว่ากูเกิลแม็พส์บอกให้เรามาทางนี้) แต่สุดท้ายก็เดินถึงจนได้

ออฟฟิศของกูเกิ้ลดูเป็นตึกสูงหลายสิบชั้น ด้านล่างอาคารไม่มีมนุษย์ซักคนเดียว มีแค่ป้ายที่บ่งบอกว่านี่คือออฟฟิศของกูเกิลแน่ๆ ผมขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 3 ถึงจะเจอล็อบบี้ขนาดใหญ่เป๊ก เดินไปหารีเซปชั่นบอกว่ามาเจอมาร์ตินทีม People Operations รีเซปชั่นก็ชี้ให้ผมเดินไปที่ Kiosk ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ ตู้ ATM เพื่อให้กรอกว่าเราชื่ออะไรและมาพบกับใคร ผมหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปหน้าจอ แต่รีเซปชั่นก็ตะโกนมาบอกว่าห้ามถ่ายเลยต้องรีบเก็บกล้องไป

ตู้ Kiosk นี้มี Directory ของพนักงานกูเกิลที่สิงคโปร์อยู่ด้วย แค่พิมพ์ชื่อเต็มของมาร์ตินก็มีหน้ามาร์ตินโผล่ขึ้นมาให้คอนเฟิร์มว่าใช่คนนี้รึเปล่าที่เรานัดเอาไว้ เมื่อเราตอบว่าใช่ หน้าจอก็บอกว่าเรียบร้อยแล้ว โปรดรอซักครู่เดี๋ยวมาร์ตินจะลงมารับ

นั่งรออยู่ทีล๊อบบี้ได้ร่วม 10 นาทีมาร์ตินก็มาถึง เขาเดินไปที่ตู้นั้นอีกครั้งเพื่อปริ๊นท์บัตร Guest มาให้ผมคล้องคอ

20170303_164416

20170303_164503

ไม่มีมนุษย์ มีแต่ป้ายบอกทาง

20170303_164615

เวลามาถึงต้องเช็คอินผ่านตู้ Kiosk

20170303_170323

จอสูง 5 เมตร

มาร์ตินเป็นชาวฟิลิปปินส์ จบตรีด้านการตลาด ไปต่อโทด้าน Organization & Leadership Development ก่อนจะมาทำงานเป็นคอนซัลท์ที่ BCG ในสิงคโปร์และย้ายมาอยู่ Google เมื่อปี 2014

มาร์ตินบอกว่าก่อนที่เราจะเริ่มคุยงาน เขาจะพาผมเดินทัวร์ออฟฟิศของกูเกิลก่อน (รู้ใจจริงๆ)

ออฟฟิศของกูเกิลสวยดังคำร่ำลือ แม้ว่าจะอยู่ในตึกสูง แต่ข้างในดูโปร่งและกว้างขวางมาก เดินผ่านประตูเข้าไปจะมีจอขนาดยักษ์สูงประมาณ 5 เมตร บนจอนั้นมีชื่อแขกที่จะมาเยี่ยมออฟฟิศทุกคน (แต่ไม่ยักกะมีชื่อผมแฮะ)

มาร์ตินเดินพาผมไปดูห้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเคาท์เตอร์บาร์ ห้องพยาบาล ฟิตเนสที่มีลู่วิ่งและเครื่องเล่นเวทรายเรียง ห้องเล่นเกมส์ (มีหลายเกมส์เลยต้องเติมส.เสือการันต์) ห้องนอนกลางวัน (nap room) หรือแม้กระทั่งห้องนวด/ทำเล็บ เสียดายมัวแต่ตื่นเต้นก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาโชว์เท่าไหร่ ผมเลยขอเอาวีดีโอ Youtube นี้มาให้ดูนะครับ

ทีเด็ดสุดคือ Google Cafe ที่ให้อารมณ์แบบเดียวกับห้องทานข้าวในโรงแรมหรูๆ ที่มีของกินหลากหลายและเครื่องดื่มให้เลือกไม่อั้น ของแต่ละอย่างก็คุณภาพดีๆ ทั้งนั้น ขนาดเบียร์ที่เขาให้หยิบกินยังเป็นเบียร์ Hoegaarden เลย

ผมกับมาร์ตินตักอาหารใส่จานแล้วไปหามุมเงียบๆ คุยกัน มาร์ตินหยิบลิสต์คำถามที่ผมเคยส่งให้มาร์ตินออกมา แล้วเราก็นั่งไล่คุยกันไปทีละข้อๆ คุยกันจนข้าวหมดเราเลยเอาจานไปเก็บที่ห้องครัวซึ่งที่มีสายพานขนาดใหญ่คอยรับจานที่ใช้แล้วราวกับนี่คือโรงงานผลิตปานนั้น

ก่อนที่จะไปนั่งคุยกันต่อที่เก้าอี้กึ่งโซฟา มาร์ตินก็พาผมไปหยิบน้ำและขนม เขาอธิบายว่าพวกน้ำและขนมที่มีน้ำตาลเยอะๆ จะถูกจัดไว้ชั้นล่างๆ ให้หยิบยากหน่อย ส่วนน้ำผลไม้ น้ำเปล่า หรือขนมที่ไร้ไขมันจะอยู่ชั้นบนที่หยิบง่ายๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพไปโดยปริยาย

อีกประเด็นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการออกแบบก็คือบันไดที่เชื่อมระหว่างชั้นซึ่งสร้างออกมาค่อนข้างแคบ เหตุผลไม่ใช่เพราะต้องการประหยัดงบ แต่ต้องการให้คนเดินแล้วไหล่แทบจะชนกัน จะได้มีทักทายทำความรู้จักกัน (ถ้าจำไม่ผิดบันไดน่าจะมีชื่อเรียกว่า  Bumper’s Space)

20170303_170404

มุมขนมนมเนยที่มีอยู่ทั่วออฟฟิศ

20170303_170924

โรงอาหาร

20170303_171447

เบียร์ดีๆ

20170303_182225

น้ำอัดลมจะอยู่ชั้นล่างสุด

20170303_194545

ขนมที่ดีต่อสุขภาพจะหยิบง่ายสุด

20170303_194953

บันไดไหล่ชนกัน

 

เรานั่งคุยกันถึง 2 ทุ่ม ผมได้ไอเดียอะไรดีๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุดคำถามในการสัมภาษณ์ วิธีการทำ performance management รวมไปถึงการทำ bootcamp หรือเทรนนิ่งสำหรับพนักงานที่เข้ามาใหม่ ซึ่งผมจะลองนำมาปรับใช้ที่ Wongnai แล้วถ้าได้ผลยังไงจะไปเล่าให้ฟังที่ Life@Wongnai นะครับ

เราเดินกลับลงมาที่ล็อบบี้อีกครั้ง มาร์ตินเอาบัตร Guest ของผมไปสแกนที่ตู้เพื่อบอกว่าการมาเยี่ยมของผมจบลงเรียบร้อยแล้วและเอาบัตรมาให้ผมเก็บไว้เป็นที่ระลึก ตอนแรกมาร์ตินจะเดินไปส่งผมที่สถานีรถไฟด้วย (เขาเองขับรถมา) แต่เผอิญตอนอยู่ที่ล๊อบบี้ผมเจอเด็กผู้ชายสี่คนกำลังพูดไทยกันพอดี เด็กคนหนึ่งในกลุ่มก็เห็นผมใส่เสื้อยืด Wongnai แถมยังรู้จักกับบอย CTO ของ Wongnai ด้วย เราก็เลยทักทายกันอย่างรวดเร็วและฉายรูปด้วยกัน

เมื่อเห็นผมตีซี้เพื่อนกลุ่มใหม่ได้อย่างรวดเร็ว มาร์ตินก็เลยฝากผมมากับเด็กๆ เสียเลย เราร่ำลากันตรงป้ายกูเกิลหน้าตึก ผมสัญญากับเขาว่าพอเขียนบล็อกเสร็จแล้วจะแปลเป็นภาษาอังกฤษส่งไปให้เขาดูด้วย

ขอบคุณมากนะมาร์ตินสำหรับ 3 ชั่วโมงที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และความคิดดีๆ

ระหว่างทางเดินไปรถไฟ ผมจึงได้ทำความรู้จักกับเด็กๆ ทั้ง 4 คน

เคี้ยง เป็น sales ของ Google Cloud

เอ เป็น software engineer อยู่ทีมที่ดูเรื่องภาษาของประเทศใน emerging markets

ต้า กำลังทำสตาร์ทอัพเรื่อง online training

เจมส์ทำงานอยู่ Agoda

เคี้ยงกับเอรู้จักกันมาก่อนเพราะเคยไปเรียนโทที่ University of Tokyo ทั้งคู่

ส่วนต้ากับเจมส์มาที่นี่ในโครงการ Google Developers Experts ด้าน Machine Learning

ตอนนั้นน้องๆ เค้ากำลังจะไปหาข้าวกินกันและเอ่ยปากชวนผมด้วย เสียดายที่ผมดันมีนัดกินบะกุ๊ตเต๋กับเอกไปแล้ว ก็เลยพลาดโอกาสจะได้ทำความรู้จักเพิ่มเติม ได้แค่แลกไลน์กับเคี้ยงไว้เผื่อจะได้ติดต่อกันอีกในอนาคต

การมาเยือนออฟฟิศกูเกิลที่สิงคโปร์ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้

แต่ผมมีลางสังหรณ์ว่านี่น่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายนะครับ 🙂

20170303_195313

Rut & Martin

20170303_195556

รุตม์ เคี้ยง เอ เจมส์ ต้า

20170303_201305


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ภาพจากกล้องผู้เขียน

Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้

20170319_sapiens13

ซีรี่ส์ Sapiens ดำเนินมาได้เกินครึ่งทางแล้ว เลยขอวางหมุดหมายให้เห็นคร่าวๆ กันอีกครั้งนึงนะครับ

200,000 ปีที่แล้ว – Homo Sapiens ถือกำเนิดในแอฟริกาตะวันออก

70,000 ปีที่แล้ว – เกิด Cognitive Revolution ในหมู่ Sapiens จนสามารถใช้ภาษาและออกเดินทางจากแอฟริกาไปยังดินแดนอื่นๆ ทั่วโลก

12,000 ปีที่แล้ว – เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) ทำให้คนที่เคยเข้าป่าล่าสัตว์เริ่มออกมาตั้งรกรากและขยายถิ่นที่อยู่จากหมู่บ้านเป็นเมือง จากเมืองเป็นอาณาจักร จากอาณาจักรเป็นจักรวรรดิ

2500 ปีที่แล้ว – กำเนิดศาสนาพุทธ

2000 ปีที่แล้ว – กำเนิดศาสนาคริสต์

1400 ปีที่แล้ว – กำเนิดศาสนาอิสลาม

500 ปีที่แล้ว – ปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) มนุษยชาติเริ่มยอมรับว่าตัวเองไม่รู้และได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เคยมีมาก่อน

200 ปีที่แล้ว – ปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ครอบครัวและชุมชนถูกแทนที่ด้วยรัฐและตลาด


หากชาวนาชาวสเปนคนหนึ่งหลับไปในปีค.ศ.1000 และตื่นขึ้นมา 500 ปีให้หลัง (ช่วงเดียวกับที่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา) โลกอาจจะดูแตกต่างไปบ้างแต่เขาก็คงไม่รู้สึกแปลกแยกเสียทีเดียว แต่หากลูกเรือของโคลัมบัสหลับไหลในปี 1500 และตื่นขึ้นในปี 2000 สิ่งที่ลูกเรือคนนั้นพบเจออาจทำให้เขาคิดว่าตัวเองกำลังอยู่บนสวรรค์ – เอ…หรือว่าในนรกกันแน่?

500 ปีที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย จำนวนประชากรโตขึ้น 14 เท่า (จาก 500 ล้านเป็น 7,000 ล้าน) ขณะที่พลังงานที่มนุษย์บริโภคเพิ่มขึ้น 115 เท่า และผลผลิตต่อคนเพิ่มขึ้นถึง 240 เท่า

ในปี 1500 (รวมถึง 4 พันล้านปีก่อนหน้านั้น) ไม่เคยมีมนุษย์หรือสัตว์ตัวไหนออกไปพ้นชั้นบรรยากาศโลก แต่วันที่ 20 กรกฎาคม 1969 มนุษย์ก็ได้ไปเหยียบดวงจันทร์

ก่อนหน้าปี 1674 เราไม่เคยรู้เลยว่ามีสิ่งมีชีวิตจำพวกหนึ่งที่มีจำนวนประชากรคิดเป็น 99.99% ของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ นั่นคือ microorganism หรือจุลินทรีย์และแบคทีเรียต่างๆ จนนักวิทยาศาสตร์ชาวดัทช์ค้นนึงได้ลองใช้จุลทรรศน์ที่เขาทำขึ้นเองส่งดูหยดน้ำ

และวินาทีประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในรอบ 500 ปีที่ผ่านมา คือเวลา 05:29:45 ของเช้าวันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 1945 เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันจุดระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกในเมือง Alamogordo รัฐ New Mexico

นี่คือครั้งแรกที่มนุษย์ไม่เพียงมีพลังพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของประวัติศาสตร์ แต่สามารถทำให้ประวัติศาสตร์สูญสิ้นได้ด้วยมือตนเอง


เมื่อเรายอมรับว่าเราไม่รู้

กระบวนการที่ช่วยให้เราสร้างระเบิดนิวเคลียร์และพาเราไปเหยียบดวงจันทร์คือการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้ว

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าช่วงก่อนคริสตศตวรรษที่ 15 นั้น มนุษย์ไม่ได้มีแรงผลักดันที่จะค้นคว้าหรือค้นพบอะไรใหม่ๆ เพราะมนุษย์เชื่อว่าคำตอบทั้งหมดนั้นอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของพุทธ คริสต์ อิสลามหรือขงจื๊อต่างก็บอกว่าสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องรู้นั้นท่านได้บอกไว้หมดแล้ว

ศาสนาเก่าแก่นั้นยอมรับ “ความไม่รู้” (ignorance) อยู่แค่สองแบบ แบบแรกคือ “คนคนหนึ่งอาจจะไม่รู้สิ่งที่จำเป็นต้องรู้” เช่นหากชาวนาคนหนึ่งไม่รู้ว่ามนุษย์กำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร เขาเพียงแค่ต้องไปถามคนที่รู้อย่างนักบวชในโบสถ์ใกล้บ้านก็เพียงพอแล้ว

ความไม่รู้อีกแบบหนึ่งก็คือ “ไม่รู้เพราะไม่สำคัญ” เช่นในไบเบิ้ลอาจไม่ได้บอกว่าแมงมุมชักใยยังไง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคำสอนของศาสนาคริสต์ไม่สมบูรณ์ แต่เป็นเพราะเรื่องการชักใยของแมงมุมไม่ใช่เรื่องสำคัญต่างหาก เพราะถ้าการชักใยแมงมุมมันสำคัญจริงพระเจ้าย่อมต้องพูดถึงในพระคัมภีร์อยู่แล้ว

นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มองความไม่รู้ต่างออกไป พวกเขามองว่า “พวกเรายังไม่รู้สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้” (collective ignorance of the most important questions) ดาร์วินไม่เคยบอกว่าตัวเองรู้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องวิวัฒนาการทั้งหมด นักฟิสิกส์ก็ยอมรับว่ายังไม่รู้ว่า Big Bang เกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยแท้จริงแล้ว Scientific Revolution คือ “การปฏิวัติของความไม่รู้” (revolution of ignorance) เมื่อมนุษย์ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีคำตอบสำหรับคำถามที่สำคัญ พวกเขาจึงเริ่มหิวกระหายที่จะค้นคว้าและออกค้นหาอีกครั้ง

 


ความรู้คืออำนาจ

ในปีค.ศ. 1620 Francis Bacon ตีพิมพ์แถลงการณ์ชื่่อวา The New Instrument โดยบอกว่าความรู้คืออำนาจ – Knowledge is Power

โดยนายเบคอนบอกว่า ความรู้นั้นจะมีประโยชน์หรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามันถูกต้องแค่ไหน แต่มันมีประโยชน์แค่ไหนต่างหาก (เพราะไม่มีชุดความรู้ใดที่จะถูกต้อง 100% อยู่แล้ว)

เราคุ้นเคยกับคำว่า วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี มานานจนเรานึกว่าสองอย่างนี้ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ แต่จริงๆ แล้วนายเบคอนนี่แหละที่เป็นคนแรกๆ ที่เอาคอนเซปต์สองอย่างนี้เชื่อมโยงกัน คือเมื่อคุณได้ความรู้ชุดใหม่จากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คุณก็สามารถนำมันมาพัฒนาเทคโนโลยีอันจะนำมาซึ่งพลังและอำนาจได้

ในช่วงก่อนปี 1500 นั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นคนละเรื่องกันเลย ผู้นำแคว้นต่างๆ อาจจะสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อจะช่วยเผยแพร่ความรู้ดั้งเดิม ไม่ใช่เพื่อค้นพบความรู้ชุดใหม่ ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ ก็ไม่ได้เกิดจากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์แต่เกิดจากบรรดานายช่างที่ไม่เคยไปโรงเรียนด้วยซ้ำ


สงครามและเทคโนโลยี

หนึ่งในเหตุผลที่วิทยาศาสตร์นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือสงครามโลก ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐบาลได้สั่งให้นักวิทยาศาสตร์คิดค้นอาวุธใหม่ๆ และผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องบินรบ แก๊ซพิษ รถถัง เรือดำน้ำ และปืนกลทำลายล้างสูง

วิทยาศาสตร์มีบทบาทมากขึ้นไปอีกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1944 ฝ่ายอักษะอย่างอิตาลีนั้นได้ยอมแพ้ต่อกลุ่มสัมพันธมิตรแล้ว แต่เยอรมันนีก็ยังสู้ต่อเพราะเชื่อว่าขีปนาวุธตัวใหม่นาม V-2 ที่นาซีคิดค้นอยู่จะพลิกเกมได้

ในปี 1945 อเมริกาประดิษฐ์อาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ แต่ถึงตอนนั้นเยอรมันนีได้ยอมแพ้สงครามไปแล้วว เหลือเพียงแต่ญี่ปุ่นที่ประกาศว่าจะสู้ยิบตา ในปี 1946 เมื่อรู้ว่าการส่งทหารอเมริกันขึ้นบกที่ญี่ปุ่นจะทำให้สูญเสียกำลังพลนับล้านคน ประธานาธิบดีทรูแมนจึงตัดสินใจใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ภายในสองสัปดาห์ระเบิดนิวเคลียร์ถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในสงครามนั้นถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ ก่อนศตวรรษที่ 19 สงครามส่วนใหญ่ตัดสินกันที่การวางแผนและจัดกำลังรบมากกว่าเรื่องความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี กองทัพของโรมนั้นไม่ได้มีเครื่องมือที่ดีกว่าอาณาจักรอื่นเลย เพียงแต่มีกำลังพลมากกว่า มีวินัยกว่า และมียุทธศาตร์ที่ดีกว่าเท่านั้นเอง

แม้กระทั่งเมืองจีนก็ไม่ได้มีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในสงคราม เทคโนโลยีทางอาวุธที่สำคัญสุดของจีนคือดินปืน แต่เท่าเรารู้ก็คือดินปืนไม่ได้ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ แต่ถูกค้นพบโดยนักเล่นแร่แปรธาตุที่กำลังหาสูตรยาอายุวัฒนะ และแม้ว่าจะพบแล้วว่าดินปืนทำอะไรได้ มันก็ถูกใช้สำหรับการทำดอกไม้ไฟเท่านั้น! ต้องใช้เวลาอีกราว 600 ปีกว่าชาวจีนจะเริ่มเอาดินปืนมาทำเป็นอาวุธปืนใหญ่ในการสงคราม

วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีทางการทหารเพิ่งจะมาเกี่ยวพันกันในช่วงที่ระบบทุนนิยมเฟื่องฟูขึ้นมาพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม

และจากวันนั้นโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า

ทำงานให้ใคร

20170318_workfor

ถาม: คุณอยู่ออฟฟิศดึกแค่ไหน
ตอบ: ผมบอกลูกน้องทุกคนว่า ในการทำงานของเรา เราไม่ได้ทำงานให้ Q House เราทำงานเพื่อดูแลครอบครัวของเราเอง ไม่ต้องคิดว่าเรามีหนี้บุญคุณซึ่งกันและกันนะ เราทำงานกันแบบแฟร์ๆ มืออาชีพ เราทุกคนทำงานเพื่อตัวเอง เรามาทำงานด้วยกันที่นี่ เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลครอบครัวของเรา ดังนั้น ถ้าผมเห็นคุณนั่งทำงานทุ่มหนึ่ง สองทุ่ม ทุกวันๆ แบบนี้ผมว่าผิดปกติแล้ว แสดงว่าบริษัทเราใช้งานคุณมากเกินไป หรืออีกทางหนึ่ง ประสิทธิภาพในกาารทำงานของคุณยังไม่ดี ถ้าคุณกลับบ้านสามทุ่มทุกวันมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณไม่มีเวลาเหลือไปอยู่กับครอบครัว ผมมาทำงานเช้าทุกวัน แต่ผมจะไม่กลับดึก ผมขอเวลากลับบ้านไปหาครอบครัว”

– ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

a day BULLETIN issue 470, 27 Feb 2017 

เรื่อง: วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ, จักริน อินต๊ะวงศ์
ภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของอดีตรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีน่าจะโดนใจหลายๆ คน

โดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่ดึกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพราะวัฒนธรรมองค์กรหรือวัฒนธรรมทีมมันเป็นอย่างนั้น

ผมอยากหยิบคำพูดด้านบนมาคุยต่อ 2 ประเด็น

คือเรื่องของบริษัทและเรื่องของครอบครัว

ถ้าใครได้ตามอ่านบทความ Sapiens ของผม จะเข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ครองโลก คือความสามารถในการร่วมมือกันผ่าน fiction/collective imagination

“บริษัท” ก็เป็น fiction อย่างหนึ่งที่มนุษย์ร่วมสร้างขึ้นมาชายชาวฝรั่งเศสสามารถทำงานร่วมกับผู้หญิงชาวอเมริกันที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาได้เพียงเพราะว่าเขาทั้งสองต่างเป็นพนักงานของบริษัทรถยนต์ยี่ห้อ “เปอร์โยต์” เหมือนกัน

“เปอร์โยต์” ไม่ใช่รถ ไม่ใช่ตึก ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่พนักงาน เป็นเพียง “สิ่งปลูกสร้างในจินตนาการ” ที่ทำให้เราไว้ใจกันมากพอและช่วยให้เราทำงานร่วมกันง่ายขึ้นแค่นั้นเอง


คำว่า “ครอบครัว” สำหรับผมแบ่งออกได้เป็นสองชนิด คือครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา และครอบครัวที่เราให้กำเนิด

ครอบครัวชนิดแรกก็คือพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวชนิดที่สองก็คือสามี-ภรรยาและลูก

และสำหรับบางคนก็โชคดีที่มีครอบครัวชนิดที่สาม คือครอบครัวที่ไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดแต่ก็รักกันมากพอที่จะพึ่งพากันได้ยามเดือดร้อน ซึ่งครอบครัวชนิดนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในสองแห่งใหญ่ๆ คือที่โรงเรียน และที่บริษัท

สำหรับคนในวัยคุณชัชชาติ ย่อมใช้เวลากับครอบครัวชนิดที่สองคือภรรยาและลูกมากที่สุด

แต่สำหรับคนหนุ่มสาวที่เพิ่งทำงานมาใหม่ๆ ครอบครัวที่เขาสนิทใจและมีความสุขที่สุดเวลาได้อยู่ด้วยอาจเป็นครอบครัวที่เขาสร้างขึ้นที่บริษัทก็ได้


Yuval Noah Harrari ผู้เขียน Sapiens เคยอธิบายไว้ใน Podcast ของ James Altucher ว่ามนุษย์เราอยู่ใกล้ชิดกับ fiction มากเสียใจเรามักจะลืมไปเลยว่าอะไรเป็น fiction และอะไรไม่ใช่ fiction

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะระบุว่าอะไรเป็น fiction หรือไม่ คือตั้งคำถามว่า “Can it suffer” มันเป็นทุกข์ได้รึเปล่า?

“บริษัทเปอร์โยต์” ไม่สามารถเป็นทุกข์ได้ เพราะมันไม่มีตัวตนอยู่จริง

ที่เป็นทุกข์ได้จริงๆ คือพนักงานเปอร์โยต์ เพราะมีตัวตน มีเลือดมีเนื้อ และมีคนที่เขาต้องดูแล


คำว่า “ครอบครัว” สำหรับผมแบ่งออกได้เป็นสองชนิด คือครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา และครอบครัวที่เราให้กำเนิด

สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องเลือกระหว่าง “บริษัท” กับ “ครอบครัว” เรามักจะเลือกอย่างแรก

เพราะมันตัดสินใจง่ายดี เนื่องจากบทลงโทษชัดเจนกว่า

เพราะถ้าเราทำงานไม่เสร็จ เราโดนเจ้านายดุแน่ๆ แต่ถ้าเรากลับบ้านดึก อย่างมากก็โดนแฟนบ่น

แต่ถ้าเราคิดจะเล่นแต่ “เกมสั้น” อย่างนี้ วันหนึ่งเราอาจจะหมดโอกาสเล่น “เกมยาว” ก็ได้

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าเราเลือกบริษัทบ่อยไปหน่อยแล้ว ให้พึงระลึกว่าบริษัทเป็นเพียง fiction ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง suffer ไม่ได้ และเราเองเป็นเพียง 0.1% ในองคพายพของเขา

คนที่รอเราอยู่ที่บ้านต่างหาก ที่เป็นของจริง เป็นคนที่ suffer ได้ และเราเป็น 50% ของชีวิตเขา

อย่าปล่อยให้ “เรื่องที่แต่งขึ้น” มาหลอกเราว่ามันมีความสำคัญกว่า “สิ่งที่มีชีวิตจิตใจ” นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก a day BULLETIN issue 470, 27 Feb 2017 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานอยากสุขกว่านี้ก็จงไปซื้อแกะ

20170317_buysheep

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งชายคนหนึ่งมาหานัสรูดินที่บ้าน แล้วพูดว่า

“ท่านเป็นคนเฉลียวฉลาดมากมาก โปรดช่วยเหลือข้าด้วยเถอะ บ้านของข้าคับแคบมาก ในบ้านข้ามีภรรยาลูก ๆ หลายคน ไหนจะพ่อข้าและแม่ข้าอีก เราไม่มีความสุขเลย”

“เจ้ามีแกะไหมล่ะ” นัสรูดินถาม

“ไม่มี” ชายผู้นั้นตอบ

“ไปซื้อมาเลี้ยงตัวหนึ่งซี” นัสรูดินให้ความเห็น “แล้วก็เลี้ยงเอาไว้ในบ้านนั่นแหละ”

“แต่ว่า” ชายคนนั้นท้วง “นั่นจะทำให้สถานการณ์แย่ลงอีก คงไม่ดีแน่”

“เจ้าอยากให้ข้าช่วยเจ้าหรือไม่ล่ะ” นัสรูดินถาม

“ให้ช่วยซิ”

“งั้นไปซื้อแกะมาตัวหนึ่ง”

สัปดาห์หนึ่งต่อมา ชายคนนั้นมาหานัสรูดินอีก นัสรูดินถามว่า “เจ้าซื้อแกะแล้วใช่ไหม”

“ซื้อแล้ว” ชายคนนั้นตอบ

“ตอนนี้เจ้ามีความสุขขึ้นไหม”

“เราไม่มีความสุข บ้านยิ่งแออัดมากขึ้นกว่าก่อน รู้สึกว่าจะแย่ลง”

“งั้นไปซื้อแม่ไก่อีก 6 ตัว เลี้ยงไว้ในบ้าน” นัสรูดินตอบและปิดประตูบ้านปัง

สัปดาห์ต่อมา เขาพบชายผู้นั้นเป็นหนที่สาม

ชายนั้นบอกว่า “เดี๋ยวนี้บ้านของเราแย่ยิ่งกว่าเดิมมาก”

นัสรูดินพูดว่า “ไปซื้อแพะ แล้วเลี้ยงไว้ในบ้านเจ้าอีกตัว”

อีกสัปดาห์ต่อมา ชายผู้นั้นบอกว่า “ตอนนี้ภายในบ้านของเราเดือดร้อนเพราะพวกนั้น สัตว์สี่ตีนสัตว์ปีก ชุลมุนไปหมด”

“ดีแล้ว” นัสรูดินตอบ “คราวนี้กลับไปแล้วขายแกะเสียนะ”

สัปดาห์ต่อมาชายผู้นั้นมาหานัสรูดินและพูดว่า “ตอนนี้ภายในบ้านค่อยสดชื่นขึ้น เพราะว่าแกะไปพ้นเสียแล้ว”

“เออดี” นัสรูดินตอบ “คราวนี้กลับไปขายไก่นะ”

สัปดาห์ต่อมา นัสรูดินพบชายผู้นั้นอีก ตอนนั้นชายนั้นมีความสุขมาก

“ข้าขายไก่ไปแล้ว ตอนนี้บ้านเราน่าอยู่จัง”

“งั้นก็ขายแพะเสียซิ” นัสรูดินแนะนำ

สัปดาห์ต่อมา ชายผู้นั้นกลับมาบอกกับนัสรูดินว่า “ตอนนี้เรามีความสุขอย่างยิ่ง”


ขอบคุณนิทานจาก PCR Site: ตอนนี้เรามีความสุขอย่างยิ่ง

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com