อนาคตนั้นยาวไกล อดีตนั้นใกล้นิดเดียว

20190921_faraway

เมื่อวานซืน เฟซบุ๊คมีภาพขึ้นมาเตือนว่า 7 ปีที่แล้วผมไปกินข้าวกับเพื่อนสมัยม.ต้น

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ทุกคนในรูปยังโสด มาวันนี้เกือบทุกคนแต่งงานมีลูกวิ่งได้กันหมดแล้ว

เวลาบนโลกผ่านไป 7 ปี แต่เวลาในใจเหมือนผ่านไปแค่ปีเดียว

—–

อีกเดือนนิดๆ “ปรายฝน” ลูกคนโตของผมก็จะอายุครบ 4 ขวบ

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ปรายฝนถามแทบทุกสัปดาห์ว่าเมื่อไหร่จะได้เป่าเค้กวันเกิด คำตอบของผมก็ไล่มาตั้งแต่ “อีก 3 เดือน” “อีก 2 เดือนกว่าๆ” “อีกประมาณ 2 เดือน” “อีกเดือนกว่าๆ”

ปรายฝนเฝ้าเพียรถามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และคงคิดในใจว่าทำไมวันเกิดยังมาไม่ถึงซักที

—–

เมื่อวานซืนตอนที่รับปรายฝนกลับจากโรงเรียน ปรายฝนบอกว่าอยากขับรถ ถามผมว่าเมื่อไหร่เขาจะขับรถได้เหมือน daddy บ้าง

ผมตอบไปว่าน่าจะอีกอย่างน้อย 10 ปี ปรายฝนต้องตัวโตกว่านี้ ขาต้องยาวกว่านี้ถึงจะเหยียบคันเร่ง-เหยียบเบรคถึง

ปรายฝนเงียบไป คงไม่ค่อยเข้าใจความหมายว่า 10 ปีนั้นนานแค่ไหน

แต่ถ้า 3 เดือนยังนานจนรอแทบไม่ไหว 10 ปีสำหรับปรายฝนคงไม่ต่างอะไรกับอนันตกาล

—–

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเราเคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสงเท่าใด เวลาก็จะยิ่งเดินช้าลงเท่านั้น

ชีวิตวัยเด็กนั้นเคลื่อนที่เร็ว เพราะเด็กได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ มากมาย มีอะไรให้เรียนรู้ได้ทุกวัน ทุกอย่างเป็นเรื่องอัศจรรย์และน่าค้นหา เวลาของพวกเขาจึงเดินช้ากว่าคนแก่ที่ชีวิตแต่ละวันเหมือนกันไปหมด ไม่มีอะไรให้ตื่นตา ไม่ค่อยมีสิ่งใดให้น่าจดจำ

สำหรับเด็กวัย 4 ขวบที่เดินทางใกล้ความเร็วแสง เวลา 10 ปีที่รออยู่ข้างหน้าจึงดูเหมือนไกลแสนไกลราวกับเป็นอนันตกาล

สำหรับวัยกลางคนอย่างผม เวลา 10 ปีที่ผ่านไปแล้วนั้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ส่วน 10 ปีข้างหน้า แม้จะรู้สึกว่ายาวนานกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ยาวนานเหมือนอย่างที่เคยรู้สึกตอนเด็กๆ อีกต่อไปแล้ว

และเมื่อวันที่ชีวิตเดินทางถึงบั้นปลาย ผมก็อาจรู้สึกว่า 10 ปี, 40 ปี หรือแม้กระทั่ง 80 ปีที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว

คำถามต่อมาก็คือเราจะพอทำอะไรได้บ้าง?

หนึ่ง เราควรอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องโหยหาอดีต และอย่ากังวลถึงอนาคตให้มากนัก เดี๋ยวมันก็จะมาถึงและจะกลายเป็นอดีตอย่างรวดเร็ว

สอง พาตัวเองไปเจอสิ่งใหม่ๆ คงไว้ซึ่งความไร้เดียงสา ดังคำของสตีฟ จ๊อบส์ที่ว่า stay hungry, stay foolish.

สาม ให้เวลากับคนในครอบครัว เด็กน้อยยังต้องการเพื่อนร่วมทางไปสู่อนาคตที่ทอดยาว ส่วนพ่อแก่แม่เฒ่าก็ต้องการความทรงจำที่ดีสำหรับอดีตที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพราะอนาคตนั้นยาวไกล ส่วนอดีตนั้นใกล้นิดเดียวครับ

นิทานตากฝน

20190920_rain

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บางครั้งบางคราว ก็มีฝนหลงฤดูตกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ในขณะที่คนส่วนใหญ่วิ่งแตกตื่นหลบฝนอยู่นั้น กลับมีชายหนุ่มนามว่า “อาเต้า” เดินทอดน่องฝ่าสายฝนไปเรื่อยๆ

อาเวิ่น ซึ่งเป็นสหายของอาเต้าวิ่งฝ่าฝนผ่านมาพอดี พอเห็นเพื่อนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“อาเต้า ทำไมเจ้าไม่รีบวิ่งเสียเล่า ฝนตกหนัก ฟ้าลมคะนองปานนี้”

“ฝนตกหนักเช่นนี้ ไม่ว่าจะวิ่งหรือเดินช้าๆ ก็ย่อมจะเปียกเหมือนกันหมด แล้วข้าจะวิ่งไปใย หากข้าวิ่งแล้วเกิดลื่นล้มแข้งขาเคล็ดขึ้นมา ไม่ยิ่งแย่ไปกันใหญ่รึ?”

—–

ดัดแปลงจากนิทานเดินเร็ว เดินช้า เว็บนิทานจีน เพื่อนักธุรกิจ สอนให้คิดแบบปรัชญา

เคลียร์ทางเข้าให้เรียบร้อย

20190919

เพราะถ้าทางเข้ามันมีของพะรุงพะรัง เราก็จะสะดุดได้โดยง่าย

โต๊ะทำงาน ควรจะเคลียร์ทุกอย่างออกจากโต๊ะ ยกเว้นงานที่ต้องทำ

ในคอมพิวเตอร์ ควรจะเปิดเฉพาะโปรแกรมที่จำเป็นสำหรับการทำงานชิ้นนั้น

ใน Chrome ควรจะปิดทุกแท็บยกเว้นแท็บที่ต้องใช้ทำงานจริงๆ

มือถือ ควรจะปิด notifications ปิดเสียง วางไว้ในจุดที่ตามองไม่เห็น ไม่ควรอยู่ในกระเป๋ากางเกง เพราะเราจะชอบนึกว่ามือถือสั่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้สั่น

การทำงานก็เหมือนการวิ่งแข่ง

วิ่ง 100 เมตรยังไงก็จบเร็วกว่าวิ่งข้ามรั้วครับ

บางทีเราก็ไม่ควรเป็นตัวของตัวเอง

20190918

“Sometimes you have to be not yourself.”
-Anonymous

การเป็นตัวของตัวเองนั้นฟังดูสมเหตุสมผล และเป็นคำแนะนำที่เราได้ยินจากปากคนที่หวังดีกับเรามาเนิ่นนาน

แต่หลุมพรางของการเป็นตัวของตัวเอง คือมันอาจเป็นข้ออ้างให้เราไม่ได้ปรับปรุงตัวหรือไม่ได้ทำหน้าที่ของเราอย่างสมบูรณ์

ถ้าเราเป็นหัวหน้า แต่ไม่ค่อยสื่อสารกับลูกน้องโดยอ้างว่าเราเป็นคนเงียบๆ ขี้อาย เราก็เป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้

หรือถ้าเราเป็นคนตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น แล้วคำพูดของเราทำให้คนใกล้ตัวเจ็บช้ำน้ำใจ ก็ย่อมทำให้ความสัมพันธ์คลอนแคลน

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนได้ ถ้าเรามีตรงไหนที่ไม่ดีแล้วอยากเห็นมันดีขึ้น เราก็ต้องพยายามไม่เป็นตัวของตัวเอง – อย่างน้อยก็สักช่วงนึง

เช่นถ้าเราเป็นคนพูดจามะนาวไม่มีน้ำ บางทีเราก็ต้องหัดพูดให้นุ่มนวลขึ้นบ้าง เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ดี มันก็จะเป็น reward ที่เราจะจดจำและอยากทำซ้ำ เมื่อทำบ่อยเข้า เราก็จะกลายเป็นคนที่พูดจาดีไปโดยปริยาย อย่างน้อยก็ในบริบทที่จำเป็นต้องพูดจาดี

เป็นตัวของตัวเองนั้นทำได้ ถ้ามันไม่ได้ก่อความเดือดร้อน

แต่ถ้าเป็นตัวของตัวเองแล้วทำร้าย ก็อย่ายึดติดตัวตนให้มากนักเลย

เริ่มให้เร็ว จบให้ช้า

20190917

เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเริ่มอย่างชักช้าและอยากจบให้เร็วๆ

ยกตัวอย่างเช่นการเขียนบล็อกของผมเป็นต้น

กว่าจะเขียนบทความซักเรื่อง ก็เข้าเว็บโน้นเว็บนี้อยู่เกือบยี่สิบนาที เดินไปกดน้ำ หาขนมกิน พิรี้พิไรอยู่นานกว่าจะนั่งลงเขียนบทความนี้ได้

พอเขียนเสร็จ ก็มักจะตรวจทานแค่ครั้งเดียว ก่อนก็จะเอาขึ้นบล็อก แล้วแชร์ลงเฟซบุ๊ค ไลน์และบล็อกดิท

เมื่อแชร์เสร็จแล้ว ผมมักจะพบว่าตัวเองสะกดผิดหรือพิมพ์ตกหล่นหลายที่ ต้องกลับไปแก้ข้อความตามช่องทางที่ผมเผยแพร่เอาไว้ ผลก็คือมันทำให้บทความดูไม่น่าเชื่อถือ และยอด reach มักจะต่ำกว่าปกติเพราะเฟซบุ๊คจะตัดคะแนนบทความที่แก้ไขหลังจากตีพิมพ์ไปแล้ว

อาการ “จบเร็ว” ยังเห็นได้จากการส่งอีเมลในที่ทำงาน พิมพ์เสร็จแล้วรีบกดส่งโดยไม่ดูให้ดีก่อนว่าสะกดผิดบ้างหรือไม่ ส่งหาถูกคนหรือเปล่า แนบไฟล์แล้วหรือยัง ทั้งๆ ที่ถ้าเราเสียเวลาอีกซัก 1 นาทีเพื่อตรวจทานว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ย่อมจะทำให้อีเมลของเรามีเนื้อหาครบถ้วนและสร้าง branding ที่ดีให้กับตัวเอง

คนที่เริ่มช้าจบเร็ว จึงมักจะจบไม่ค่อยสวย

ส่วนคนที่เริ่มเร็ว จบช้า จะทำงานได้มากกว่า เร็วกว่า แถมผลงานยังออกมามีคุณภาพสูงกว่าอีกด้วยครับ

Book Insights – ปัญญา ชา จีน

20190916

นี่คือหนังสือเล่มล่าสุดของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่ผมได้มาเมื่อตอนต้นเดือน และใช้เวลาอ่านเพียง 3 วัน

ปัญญา ชา จีน พาเราไปเรียนรู้ชีวิตของบูรพาจารย์อย่างท่านโพธิธรรม เหลาจื่อ ขงจื่อ จวงจื่อ เมิ่งจื่อ และตัวละครสำคัญในประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาจีนที่สืบเนื่องมายาวนานหลายพันปี

เนื่องด้วยสไตล์การเขียนของพี่ภิญโญนั้นเป็นเหมือนเป็นโศลก มีความไพเราะเหมือนอ่านบทกวี การที่ผมจะสรุปออกมาเป็นถ้อยคำของผมเองจะทำให้สูญเสียอรรถรส จึงขอคัดลอกบางช่วงตอนที่ประทับใจมาให้คุณผู้อ่านได้ลิ้มลอง

และหากถูกใจ ก็ขอเชียร์ให้ออกไปหาซื้อเล่มจริงมาละเลียดไปพร้อมกับการจิบชาครับ

——

จะมีสิ่งใดที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน
ได้เท่ากับความตาย
จะมีทรัพย์สินใดมีค่าในช่วงเวลาบั้นปลายของชีวิต
เท่ากับเวลา

—–

ชีวิตและความตายเป็นสิ่งสำคัญ
อย่าทุกข์ตรมกับสิ่งไร้สาระ
อย่าหลอกตนเอง

—–

หวงตี้นั้น ตามตำนานเล่าว่ามีมเหสีชื่อเหลยจู่ เป็นผู้คิดค้นการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม บูรพกษัตริย์จีนอีกทั้งวงศ์วานว่านเครือนั้น จึงเป็นผู้ที่เชื่อมต่อสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการเกษตร เช่นเดียวกับรากศัพท์คำว่า “กษัตริย์” ของไทย ซึ่งมีที่มาจากคำว่า “เกษตร”

—–

To attain knowledge, add things every day.
To attain wisdom, remove things every day.
-Laozi

ผู้แสวงหาความรู้ เพิ่มพูนข้อมูลทุกวัน
ผู้แสวงหาปัญญานั้น คัดสรร ลดทอน ละทิ้ง
-เหลาจื่อ

—–

จงสู้เมื่อรู้ว่าจะได้ชัยชนะ
หากไม่มีแม้แต่โอกาสจะชนะ
แม่ทัพผู้ชาญศึกและล้ำลึกในพิชัยสงคราม
จะเลือกใช้กลยุทธ์สำคัญ คือ การหนี

เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านหยุด จงหยุด
เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านถอย จงถอย
เมื่อฟ้าดินกำหนดให้ท่านหนี จงหนี
แม้ฟ้าดินกำหนดให้พ่ายแพ้
จงยอมรับความพ่ายแพ้นั้นอย่างสง่างาม
เมื่อนั้น ฟ้าดินจะมอบนิยามบทใหม่ให้กับชีวิตท่าน

—–

วิญญูชนผู้ฝึกตนจึงเป็นคู่สนทนาที่ผู้คนทุกแวดวงโหยหา
ปัญญาชนสงบนิ่งเฉกเช่นชา ไม่รีบร้อน ไม่เร่งเร้า
ไม่เข้าทำผิดจังหวะ ไม่สอดแทรกผิดเวลา
ไม่ขัดคอ ขัดขา การสนทนาจึงออกรส
ประหนึ่งบทสนทนากับผู้รู้ใจในนิยามของขงจื่อ

น่าเสียดาย
ที่เราทำให้ศิลปะชั้นเลิศ
เช่นการสนทนาหล่นหาย
เราเต็มไปด้วยคู่สนทนา
ที่พร้อมจะพูดความในใจตลอดเวลา
โดยไม่คิดจะพัก
ฟังว่าผู้อื่นต้องการสื่อสารสิ่งใด

—–

มนุษย์ยุคใหม่จึงว้าวุ่นใจ
ไปกับกิจกรรมมากมาย
จนพากันบ่นเหนื่อย บ่นเบื่อ บ่นหน่าย
และบ่นว่าไม่มีเวลาว่าง
แต่กลับพากันวิ่งวุ่นต่อไป
เพื่อจัดการตารางเวลา
ให้ตนเองเกิดความว่าง
ทั้งๆ แค่เพียงหยุดกิจการงาน
ก็จะพบกับความว่างทันที
นี่คือความย้อนแย้งแห่งยุคสมัย

—–

น่าเสียดาย คนยุคปัจจุบันกระทำทุกเรื่องเป็นงาน
มีการวัดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความก้าวหน้า
ด้วยกำไร ผลตอบแทนการลงทุน ดอกเบี้ย และเงินตรา
ทุกคนถูกดึงเอาทรัพยากรสำคัญที่สุดของชีวิต
คือ เวลา เพื่อไปใช้ในสิ่งที่สังคมให้ราคา
จนเราสูญเสียคุณค่าที่แท้ในชีวิตไปช้าๆ

—-

เรามิเคยคิดจะชงชา
มิเคยคิดจะรินชาให้แก่กัน
เรามีแต่อยากแก่งแย่งชา
จากถ้วยมีราคาของเพื่อนบ้าน

เราแสดงอาการดีใจ เมื่อถ้วยชาของเราใหญ่กว่า
อยากประกาศศักดา ว่าถ้วยชาของข้ายิ่งใหญ่
ใหญ่จนจุความมั่งคั่ง ความปรารถนา
ทุกสิ่งในโลกหล้า ไม่สิ้นสุด

ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ยังไม่หยุดแสวงหา
จึงต้องเฝ้าขอชาจากผู้คนทั่วไปตลอดเวลา
เพื่อมาเติมถ้วยชาที่ไม่เคยเต็ม

—–

ไม่ว่ากาลเวลาจะยาวนานเพียงใด
เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต
เยี่ยงปราชญ์จีนโบราณ
ผู้ผ่านยุคเสื่อมของแผ่นดิน
โดยไม่สิ้นปัญญาและความสุข

ปราชญ์ผู้ใช้ความทุกข์
เป็นเครื่องผลิตปัญญา
ปัญญาซึ่งเปรียบประหนึ่งชา
ที่เมื่อถึงเวลา
ย่อมผลิใบในสายธารา
ให้เราได้ลิ้มรสดวงตาแห่งธรรม

—–

เป็นหนังสืออีกหนี่งเล่มที่ผมน่าจะหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำอีกหลายเที่ยวครับ

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ปัญญา ชา จีน โดยภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สำนักพิมพ์ openbooks

FOMO และ JOMO

20190914

FOMO คือ Fear of Missing Out

คือกลัวว่าเราจะพลาดเรื่องอะไรก็ตามที่อยู่ในกระแส

เราจึงต้องตามข่าวดารา ต้องดู Game of Thrones ต้องมี iPhone 11

กลัวว่าถ้าตกกระแสแล้วจะคุยกับเพื่อนไม่มันส์หรือคุยกันไม่รู้เรื่อง

แต่ FOMO นั้นทำให้เราต้องใช้แรงพอดู เพราะกระแสมาเดี๋ยวเดียวก็ไป เมื่อพยายามไล่ตามทุกอย่าง ก็ย่อมจะเสียแรง เสียเวลาและเสียงตังค์ไปไม่น้อย

ส่วน JOMO คือสิ่งที่ตรงข้ามกับ FOMO

JOMO ย่อมาจาก Joy of Missing Out

ถึงจะพลาด ถึงจะไม่รู้ว่าอะไรอิน เราก็มีความสุขได้

สุขใจที่ไม่รู้ สุขใจที่ไม่มี สุขใจที่จะไม่ได้ติดตาม

คนที่ JOMO นั้นเชื่อว่าถึงจะตามก็ตามไม่ทัน ถึงจะมีแต่ก็ไม่เคยดีพอ ถึงจะรู้เรื่องชาวบ้านเยอะแค่ไหนก็ไม่สู้รู้ใจตัวเอง

หากเราเป็น FOMO แล้วเหนื่อยนัก ลองคิดพักด้วย JOMO ดูนะครับ

นิทานคุณยายงมเข็ม

20190913

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณยายคนหนึ่งอาศัยอยู่กับหลานสาวที่กำลังเรียนอยู่ปี 4

หลานคนนี้ติดเที่ยวกลางคืน ทิ้งให้ยายอยู่บ้านคนเดียวเป็นประจำ

กลางดึกคืนหนึ่ง หลานกลับมาเห็นคุณยายกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าบ้าน

“ยายทำอะไรอยู่คะ?”

“ยายกำลังหาเข็มอยู่”

หลานสาวจึงช่วยยายหาเข็มด้วย แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

“ยายทำเข็มหล่นตรงไหนนะ หนูจะได้ช่วยหาดีๆ”

“หล่นในห้องนอนน่ะ”

“อ้าว แล้วยายมาหาตรงนี้ทำไม?”

“ยายเห็นว่าตรงนี้มันสว่างดี จะได้หาเจอง่ายๆ”

“ยายตลกอ่ะ ทำเข็มหล่นในห้อง มาหาหน้าบ้าน แล้วมันจะเจอได้ไง?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ทีหลานทำความสุขหล่นหาย ยังไปตามหาในผับได้ทุกวันเลย”

—–

ดัดแปลงจากนิทานคุณยายเจ้าปัญญาโดย bloggang:jintean 

กับดักของทางเลือก

20190912

คือเรามักจะชอบนึกว่ามีแค่สองทาง

ในโบรชัวร์ชี้ชวนให้เรียน MBA ของมหาลัยเมืองนอกแห่งหนึ่ง มีภาพของอาคารเรียนที่ดูขลัง สนามหญ้าเขียวชอุ่ม หนุ่มสาวหลายเชื้อชาติล้อมวงคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

ในโบรชัวร์บอกว่า การเรียน MBA คือการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะแม้จะเสียค่าเล่าเรียน $100,000 แต่ในระยะเวลา 30 ปี คนที่เรียน MBA จะมีรายได้สะสมมากกว่าคนที่ไม่ได้เรียน MBA ถึง $400,000

พูดง่ายๆ ก็คือการเรียน MBA ทำให้เรามีกำไรถึง $400,000-$100,000 = $300,000 เลยทีเดียว

แต่คำชี้ชวนเช่นนี้มีหลุมพรางด้วยกันถึง 4 ประการ

หนึ่ง คนที่เรียน MBA มักเป็นคนทะเยอะทะยานและทำงานเก่งอยู่แล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เรียน MBA ก็น่าจะมีรายได้มากกว่าคนทำงานปกติอยู่ดี

สอง เวลาสองปีที่เอาไปเรียน MBA นั้นเราต้องหยุดทำงาน และจะสูญเสียรายได้ไปไม่น้อย สมมติว่าสองปีนี้ถ้าเรายังทำงานอยู่เราจะมีรายได้อีก $100,000 นี่คือ “ค่าเสียโอกาส” ที่ต้องถูกคิดรวมอยู่ใน “ต้นทุน” การเรียน MBA ด้วย

สาม 30 ปีเป็นเวลาที่ยาวนานเกินกว่าจะมาคาดการณ์ได้ว่ารายได้ของเราจะเป็นเท่าไหร่ โลกอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้เลย

สี่ ทางเลือกของเราไม่ได้มีแค่เรียน MBA หรือ ไม่เรียน MBA แต่เรายังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย เช่นอาจเข้าคอร์สหรือเรียนโทสาขาอื่นๆ ที่ค่าใช้จ่ายไม่ได้เว่อร์วังเท่า MBA แต่ยังเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้เราได้

ข้อสี่คือข้อที่เราควรใส่ใจให้มาก เพราะเรามักหลงลืมกัน

เวลาเราเจอโจทย์ เรามักจะมองเห็นแค่สองทางเลือก

เช่นมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าอยู่ในตัวจังหวัด นักการเมืองท้องถิ่นเลยบอกว่าเราควรสร้างสนามกีฬา เพราะยังไงก็ดีกว่าปล่อยพื้นที่ให้ว่างไว้เฉยๆ

แต่ประเด็นที่เราควรคุยกัน ไม่ใช่การเลือกว่าจะปล่อยที่ให้รกร้างหรือจะสร้างสนามกีฬา แต่เราต้องคุยว่า มันมีอะไรอื่นๆ ที่ดีกว่าการสร้างสนามกีฬาด้วยรึเปล่า

หรืออีกตัวอย่างหนี่ง หากเราป่วยเป็นโรคร้ายที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 5 ปี แล้วหมอเสนอว่า หากผ่าตัดจะสามารถรักษาโรคนี้ได้หายขาด แต่การผ่าตัดมีโอกาสสำเร็จเพียง 50%

เราจะเลือกอะไร ระหว่างอยู่ไปอีก 5 ปีแล้วต้องตายแน่ๆ กับผ่าตัดพรุ่งนี้แล้วอาจจะรอดหรืออาจจะตายก็ได้

ซึ่งเป็นคำถามที่ผิด

คำถามที่ถูกคือมีทางเลือกอะไรอีกบ้าง เช่นมันอาจจะมีการรักษาอย่างอื่นที่ไม่ได้ช่วยให้หายขาด แต่จะทำให้เราอยู่ไปได้อีก 10 ปี ซึ่งถึงตอนนั้นก็อาจจะมีการรักษาวิธีอื่นที่ดีกว่าและปลอดภัยกว่าแล้วก็ได้

กับดักของทางเลือก คือเรามักจะติดอยู่กับทางเลือกที่เห็นชัดๆ อยู่ตรงหน้า จนมองไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ

นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Alternative Blindness

ทางเลือกจึงมีมากกว่าสองทางเสมอ

จำไว้ให้มั่นเลยนะครับ

—–

สรุปเนื้อหาจากบทหนี่งในหนังสือ 52 วิธีตัดสินใจให้ไม่พลาด โดย Rolf Debelli สำนักพิมพ์ WeLearn

ปัญหาเป็นเพียงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

20190911

หน้าที่ของเราคือแก้ปัญหา ไม่ใช่เอาตัวเองจมลงไปอยู่กับปัญหานั้น

ถ้าเราสามารถถอยออกมาได้ การแก้ปัญหาจะเป็นอะไรที่สนุกและท้าทาย

แต่ถ้าเราปล่อยให้ปัญหานั้นกลายเป็นตัวเราเสียเอง เราจะทุกข์ใจและทรมาน

ยิ่งปัญหาหนักหนาเท่าไหร่ เรายิ่งต้องถอยออกมาให้ได้

เพราะปัญหาที่ยากเย็นย่อมต้องใช้ใจที่มีสติและมีความสมดุล

ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราเอาตัวตนกับปัญหามาปนกัน

ปัญหาเป็นเพียงคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านี้

สูดลมหายใจลึกๆ ถอยตัวเองออกมา คิดอย่างช้าๆ

แล้วคำตอบจะปรากฎในเวลาอันสมควรครับ