จดหมายถึงปรายฝน

20151031_Pryfon

ถ.พัฒนาการ เขตประเวศ
กรุงเทพมหานคร

เสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2558

สวัสดีปรายฝน

วันนี้ลูกอายุครบ 5 วันแล้วนะ

การมาของลูกเปลี่ยนชีวิตพ่อกับแม่ไปหลายอย่างเหลือเกิน

เวลาเจอเหตุการณ์เปลี่ยนขีวิต ย่อมหมายถึงการได้พานพบประสบการณ์แปลกใหม่ ได้เจออะไรที่ไม่เคยเจอ ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ

พ่อจะเล่าให้ลูกฟังนะว่า พ่อได้ทำอะไรเป็นครั้งแรกบ้าง

นั่งเบาะหลังแล้วใส่เข็มขัดนิรภัยเป็นครั้งแรก ธรรมดาเวลาพ่อขับรถหรือนั่งข้างหน้าพ่อจะใส่เข็มขัดนิรภัยตลอดอยู่แล้ว แต่พอรู้ตัวว่าแม่ตั้งครรภ์ลูก พ่อก็เริ่มใส่เข็มขัดนิรภัยแม้จะนั่งเบาะหลัง นั่งแท๊กซี่ หรือนั่งรถตู้

ได้ใช้สรรพนาม “พ่อ” เป็นครั้งแรก หลังจากที่แทนตัวเองว่า “รุตม์” “ผม” “เรา” และ “พี่” มาตลอดชีวิต

ได้ตั้งชื่อคนเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะรู้ว่าลูกเพศอะไร พ่อกับแม่เรียกลูกที่ยังอยู่ในท้องว่า “ลูฟี่” ชื่อของพระเอก One Piece การ์ตูนที่พ่อชอบที่่สุด แต่พอรู้ว่าลูกเป็นเด็กผู้หญิง และปู่กับย่าก็อยากให้ลูกมีชื่อเล่นเป็นภาษาไทย พ่อกับแม่เลยต้องมานั่งคิดกันใหม่ ต้องขอบคุณน้าส้ม ซึ่งเป็นน้องที่เคยทำงานอยู่ที่เดียวกับพ่อ เล่นดนตรีด้วยกันและช่วยงานพ่อมาตลอด ที่ทักว่าลูกจะเกิดช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดี เลยเป็นการจุดประกายให้ตั้งชื่อลูกว่า “ปรายฝน” ที่นอกจากจะเรียบง่ายและไพเราะแล้วยังดูน่าค้นหาอีกด้วย

ส่วน “วลีรัตน์” ชื่อจริงของลูกนั้น พ่อกับแม่ขอให้ผู้ใหญ่ที่ครอบครัวของเราเคารพนับถือช่วยตั้งให้ โดยท่านได้อวยพรไว้ว่า วาจาใดที่ลูกพูดออกมา จะเป็นวาจาที่ถนอมทุกอย่าง เป็นวาจาที่ช่วยผู้ช่วยคน ฉะนั้น ‘วลีรัตน์’ จะเป็นเด็กที่จะดำเนินชีวิตแห่งธรรมะและช่วยเหลือผู้อื่นนะลูกนะ

ได้น้ำตาอาบแก้มจากการเห็นลูกเป็นครั้้งแรก ก่อนที่ลูกจะเกิด พ่อกับแม่ก็มีความกังวลนะว่า การผ่าตัดจะปลอดภัยรึเปล่า ลูกออกมาจะแข็งแรงรึเปล่า แต่วินาทีที่พ่อได้เห็นหน้าลูกครั้งแรกที่หน้าห้องผ่าตัด พ่อก็โล่งใจและดีใจจนน้ำตาไหลเลยล่ะ

ได้อาบน้ำเช็ดตัวให้คนอื่นเป็นครั้งแรก หลังจากผ่าคลอดปรายฝน แม่ของลูกต้องนอนโรงพยาบาลอยู่สามคืน แผลที่ท้องของแม่ต้องเย็บถึงห้าชั้น แม่บอกว่านี่เป็นการเจ็บที่สุดในชีวิตแล้ว

พ่อได้มีโอกาสดูแลแม่ด้วยการเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดตัวให้แม่ เช็ดตัวไปก็คิดไปว่านี่ก็เป็นวัฏจักรอย่างหนึ่ง วันนี้พ่อเช็ดตัวให้แม่ กลับบ้านก็ต้องเช็ดตัวให้ลูก ในอนาคตก็ต้องเช็ดตัวให้ปู่กับย่า และวันหนึ่งลูกก็อาจต้องมาเช็ดตัวให้พ่อกับแม่เหมือนกัน

เขียนบล็อกไม่ทันเป็นครั้งแรก ออกจากโรงพยาบาลวันพฤหัสฯ พ่อกับแม่ถึงได้รู้ซึ้งว่าการเลี้ยงเด็กต้องใช้พลังงานแค่ไหน ตั้งแต่กลับถึงบ้าน พ่อกับแม่และญาติๆ อีกหลายคนต้องแท็กทีมกันรับมือกับลูกที่ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ใหม่ รู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว เลยต้องเอาบทความเก่าเรื่องโบสถ์ในบ้านวิหารในใจ ที่พ่อเคยเขียนลงนิตยสารมาลงในบล็อกเพื่อแก้ขัด

ได้นอนตื่นทุกสามชั่วโมงเป็นครั้งแรก ช่วงแรกพ่อกับแม่ต้องปลุกลูกขึ้นมากินนมอยู่เรื่อยๆ แถมแม่ก็ยังน้ำนมไม่ค่อยเยอะ ลูกกินแล้วเหมือนยังไม่สาแก่ใจจนต้องใช้นมผงเข้าช่วย แต่แม่กับพ่อตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลักนะ หวังเหลือเกินว่าลูกจะไม่ติดนมผงเสียก่อน

ได้เช็ดก้นคนอื่นเป็นครั้งแรก เมื่อคืนนี้ลูกไม่ยอมนอน พ่อเลยจับลูกนอนท่า Kangaroo ซักพักลูกก็ตดดังปู๊ด แกะมัมมี่โป๊ะโกะก็พบทั้งของเหลวของข้นประเดประดังออกมาเป็นสายธาร เช็ดกันไม่หวาดไม่ไหว เช็ดไปก็คิดไปว่าเรื่องนี้ก็เป็นวัฏจักรอีกเหมือนกัน

ได้อาบน้ำให้ลูกเป็นครั้งแรก วันนี้เลย สดๆ ร้อนๆ ลูกร้องไห้จ้าถีบพ่อตลอดเวลา พ่อก็ไม่กล้าจับตัวลูกแรงเพราะกลัวลูกจะเจ็บ ที่สำคัญลูกยังฉี่ใส่พ่อจนพ่อรู้สึกอบอุ่นตลอดการอาบน้ำให้ลูกเลยนะ

ได้เห็นความแข็งแกร่งของแม่เป็นครั้งแรก แม่ของลูกเป็นลูกคนสุดท้องเลยออกแนวขี้แงนิดหน่อย แต่สองวันมานี้แม่อดทนมาก เพราะแม้ว่าจะยังเจ็บแผลผ่าตัดจนเดินกะโผลกกะเผลก แต่แม่ก็ยังตื่นนอนก่อนพ่อ และทำอะไรต่อมิอะไรไม่หยุด ซักผ้า ล้างถ้วย พับผ้า เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม ปั๊มนม ฯลฯ พ่อก็เลยมีโอกาสได้เห็นการ “แปลงกาย” (transformation) จากผู้หญิงธรรมดาสู่ “มนุษย์แม่” อย่างใกล้ชิด และรู้สึกรักแม่ของลูกมากยิ่งกว่าเดิม และรักปู่กับย่ามากกว่าเดิมด้วย

ยังมี “ครั้งแรก” อีกหลายๆ อย่างที่พ่อยังไม่ได้เล่า หรือไม่อาจนำมาเล่าได้ เพราะพ่อรู้ว่าอาจมีคนอื่นผ่านมาเห็นจดหมายฉบับนี้

แต่พ่อรอคอยวันที่จะได้พบประสบการณ์ “ครั้้งแรก” อีกหลายๆ อย่างที่จะตามมา

ไม่ว่าจะเป็นวันที่ลูกเรียกพ่อครั้งแรก ลูกฉี่รดที่นอนครั้งแรก ลูกไปโรงเรียนครั้งแรก ลูกปั่นจักรยานสองล้อครั้งแรก ลูกแสดงบนเวทีครั้งแรก ลูกนั่งสมาธิครั้งแรก ลูกนอนโรงพยาบาลครั้งแรก ลูกมีแฟนครั้งแรก ลูกอกหักครั้งแรก

ไม่ว่าจะดีจะร้าย พ่อกับแม่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ

ขอให้ปรายฝนมีสุขภาพที่แข็งแรง มีจิตใจที่ดีงาม มีชีวิตที่ครบรส และได้พบความสุขที่แท้จริงนะลูกนะ

รักลูกมาก
แม่-พ่อ

#adaythatchangedmylife

นิทานในครัว

20151030_KitchenTale

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันครับ

กาลครั้งหนึ่ง ลูกสาวบ่นกับพ่อว่าชีวิตของเธอนั้นย่ำแย่เหลือเกิน มีแต่ปัญหาถาโถม พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกตลอดเวลา จนเธอไม่มั่นใจเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีได้รึเปล่า

พ่อของเธอจึงพาลูกสาวเข้าไปในครัว หยิบหม้อสามใบมาเติมน้ำแล้วตั้งไว้บนเตาจนน้ำเดือด จากนั้นจึงหย่อนมันฝรั่่งลงไปในหม้อใบแรก หย่อนไข่ไก่ลงไปในหม้อใบที่สอง และเมล็ดกาแฟลงไปในหม้อใบสุดท้าย

จากนั้นพ่อก็นั่งรอโดยไม่พูดไม่จา ลูกสาวบ่นกระปอดกระแปดไม่เข้าใจว่าพ่อทำอะไร

ผ่านไป 20 นาที คุณพ่อปิดเตา ตักมันต้มออกมาใส่ชาม ตักไข่มาใส่อีกชามหนึ่ง และใช้จวักตักกาแฟออกมารินใส่แก้ว

“ลูกเห็นอะไรบ้าง”

“มันต้ม ไข่ต้ม แล้วก็กาแฟไงพ่อ ไม่เห็นต้องถาม”

“ลองดูให้ละเอียดขึ้นสิ ลองจับมันต้มดู”

ลูกสาวจึงลองจับมันต้มแล้วพบว่ามันนิ่มๆ จากนั้นก็เอาไข่ต้มมาปอกเปลือกและเห็นว่าไข่ขาวแข็งตัวแล้ว จากนั้นก็จิบกาแฟที่พ่อรินไว้ให้

“พ่อต้องการจะบอกอะไรหนูเหรอ?”

“ของทั้งสามอย่างนี้เจอน้ำร้อนเหมือนกันหมด แต่เห็นไหมว่าแต่ละอย่างตอบสนองไม่เหมือนกันเลย หัวมันที่ตอนแรกแข็งเป๊ก มาตอนนี้นุ่มและเปราะบาง ไข่ไก่ที่เคยเป็นของเหลวและแตกง่าย ตอนนี้กลายเป็นไข่สุกที่มีเนื้อแข็ง ส่วนเมล็ดกาแฟนี่พิเศษกว่าใครเพื่อน เพราะมันเปลี่ยนน้ำให้เป็นกาแฟ”

“แล้วลูกล่ะเป็นอะไร” คุณพ่อถาม “เมื่อเจอน้ำร้อนที่ชื่อว่าความลำบาก ลูกจะรับมือกับมันยังไง? ลูกจะเป็นมันฝรั่ง ไข่ไก่ หรือเมล็ดกาแฟ?”

ลูกสาวไม่พูดอะไร ได้แต่ส่งยิ้มให้พ่อ

——

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Aditya Basu’s answer to What are some inspirational short stories?

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

โบสถ์ในบ้าน วิหารในใจ

20151029_ChurchInside

วันนี้มีเรื่องมาสารภาพครับ

เขียนบล็อกไม่ทันครับ

เลยต้องขอเอาบทความตอนหนึ่งที่เคยเขียนเอาไว้นานแล้ว มาลงแก้ขัด

พรุ่งนี้จะมาแก้ตัวครับ!

—–

เมื่อพูดถึงชื่อเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คนที่ยังเป็นวัยรุ่น อาจจะคุ้นๆ ว่านามสกุลนี้พ้องกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ดาราที่เป็นทั้งนักเขียน นักดนตรี และพิธีกรขวัญใจวัยทีน

แต่สำหรับคนที่เกิดก่อนปี 2500 ย่อมจะรู้จักเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในฐานะผู้นำในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งเป็นวันที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทยกว่า 5 แสนคนรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร

จบจากเหตุการณ์นั้น คุณเสกสรรค์ต้องหนี “เข้าป่า” เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ต้องกลับออกมาในฐานะ “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อเอกที่ต่างประเทศและกลับมาสอนหนังสือทื่ธรรมศาสตร์

ในบรรดาหนังสือสิบกว่าเล่มของคุณเสกสรรค์ที่ผมมีไว้ครอบครองนั้น หนังสือ “ผ่านพบไม่ผูกพัน” เป็นหนังสือที่ผมประทับใจที่สุด ไม่ว่าจะในแง่เนื้อหาหรือชั้นเชิงทางวรรณศิลป์

ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ คุณเสกสรรค์ได้พูดถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นวัดหรือโบสถ์ สถานที่เหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “ตัวช่วย” หรือ “สะพาน” ที่เชื่อมเราไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาตน แต่ก็อย่างที่เรารู้กันดีนะครับว่า วัดวาอารามหลายแห่งในบ้านเมืองเราตอนนี้ อาจจะไม่ได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว

“…เช่นนี้แล้ว สถานที่อันควรเป็นประตูเปิดสู่สะพานฟ้า ทำไปทำมาจึงกลับกลายเป็นแค่โรงเตี๊ยมที่มุ่งประกอบกิจการ และผู้ทรงศีลที่ควรช่วยผู้คนให้ข้ามสู่นิรันดร ก็กลายเป็นเพียงคนในเครื่องแบบนักบวชที่คอยเก็บค่าผ่านทาง…ธูปสามดอกแลกกับเลขสามตัว เทียนสองเล่มช่วยอวยชัยเรื่องหุ้นหวย ดอกไม้หนึ่งกำมีไว้ช่วยอธิษฐานเรื่องมรดกที่กำลังแย่งชิงกัน สิบนิ้วประนมก้มกราบขอให้พ้นโทษที่ไปโกงเขามา” 

แล้วหากโบสถ์วิหารเสื่อมแล้วซึ่งความ “ศักดิ์สิทธิ์” เราจะยังมีที่พึ่งอยู่รึเปล่า?

 “…อย่าลืม ศาสดาไม่ได้ตรัสรู้ในมหาอาคารวิจิตรตระการ หากตระหนักในความจริงของชีวิตที่โคนไม้ใหญ่ แล้วในวันนี้ใครเล่าจะกล้าเถียงว่า ลานรอบพญาโพธิ์ต้นนั้น ไม่ใช่วิหารแห่งสัจจะ?…เช่นนี้ ใช่หรือไม่ว่า สำหรับผู้ที่เดินตามรอยศาสดา โบสถ์อาจอยู่ในบ้าน และวิหารอาจอยู่ในใจ… อยู่ในเรือนเพ่งพินิจเงาไม้ในโอ่งน้ำ บางทีอาจมองเห็นความไร้แก่นสารของตัวตน เหม่อมองห้องหอ บางทีก็เห็นความคับแคบของคุกที่ถูกเรียกว่าบ้าน หรือบางทีแค่เห็นการจากไปของมดสักตัว พลันตื่นรู้ในความเปราะบางของชีวิต”

แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะคนเรามีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สิ่งเดียวกันอาจถูกเห็นคนละอย่างก็ได้

“…คนบางคนมองพระจันทร์เป็นเพียงก้อนหินที่ลอยได้ แต่บางท่านกลับมองเห็นบุตรหลานของดวงตะวัน คนจำนวนหนึ่งรอคอยพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อหามุมปลูกสร้างรีสอร์ตโรงแรม แต่อีกจำนวนหนึ่งรอรุ่งอรุณเพื่อสบตากับเอกภพ”

เมื่อทุกคนย่อมมีเส้นทางแสวงหาของตัวเอง คุณเสกสรรค์จึงได้ทิ้งท้ายไว้ว่า

“…ที่สำคัญคือการเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ของตนเอง จงผนึกตัวเองเข้ากับห้วงยามแห่งสัจจะ…มิใช่เพียงเพื่อหลีกลี้จากความร้อนรุ่มของชีวิต หากยังเป็นการค้นหาความสงบที่แผ่คลุมมาจากใจกลางของจักรวาล และ ณ ที่นั้น อย่าได้อาศัยความเงียบห่อร่างคุ้มกันภัย หากจงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสงบเย็นที่ปลอบประโลมทุกชีวิต…แล้วท่านจะพาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ติดตัวไปด้วยทุกหนแห่ง เนื่องเพราะตัวท่านเองคือสถานที่ดังกล่าว”

สำหรับคนกรุงเทพที่ชีวิตไม่ค่อยได้ไปวัด การค้นหา โบสถ์ในบ้าน และวิหารในใจของเราให้พบ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

กินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

20151028_LastMeal

วันนี้มีเหตุให้ผมต้องกินข้าวเที่ยงคนเดียว

ผมสั่งเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมูแล้วก็มานั่งรอพลางอ่านบทความในมือถือ พอผัดซีอิ๊วมาถึง ผมก็ลงมือใส่เครื่องปรุง แล้วก็ตั้งท่าจะใช้มือซ้ายเล่นมือถือและใช้มือขวาเสียบเส้นใส่ปาก

แต่พอนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ ก็เลยวางมือถือลง แล้วลองใส่ใจกับผัดซีอิ๊วที่วางอยู่ตรงหน้า

เส้นใหญ่เหนียวกำลังดี ส่วนหมูที่มีกลิ่นซีอิ๊วก็นุ่มๆ สากๆ ลิ้น ผมเคี้ยวไปได้หน่อยก็จะกลืนตามความเคยชิน แต่พอสังเกตได้ว่าหมูยังชิ้นใหญ่อยู่ก็เลยใช้เวลาเคี้ยวให้มากขึ้นอีกนิดนึง ผักคะน้าที่คละเคล้ามาด้วยก็แทบไม่มีรสขม ถูกจริตผมจริงๆ

ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ผัดซีอิ๊วจานนี้ก็จบบริบูรณ์

—–

คุณผู้อ่านเคยถามตัวเองมั้ยครับว่ากินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

กินข้าวในที่นี้หมายถึงการรับประทานอาหาร จึงหมายรวมถึงก๋วยเตี๋ยว สลัด ขนมหวาน หรืออาหารอะไรก็ได้

ผมรู้สึกว่า เราห่างเหินกับการ “กินข้าวจริงๆ” มากขึ้นทุกที

ถ้าไม่กินไปคุยไป ก็กินไปเล่นมือถือไป หรือไม่ก็กินไปดูทีวีไป

เรากินข้าวกันอย่างลืมเนื้อลืมตัว จนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติอาหารเป็นยังไง เว้นแต่ว่ามันจะอร่อยหรือรสชาติแย่มากจริงๆ

ถามว่าการกินอาหารพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นไปด้วยมันผิดตรงไหน?

ไม่ผิดหรอกครับ แต่บางทีมันก็น่าเสียดาย

เพราะการรับประทานอาหารน่าจะเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ เป็นรองก็แค่การหายใจเท่านั้น

แถมที่มาที่ไปของอาหารนั้นก็อัศจรรย์

กว่าจะมาเป็นผัดซีอิ๊วได้ ข้าวต้องถูกหว่าน หมูต้องถูกขุน และคะน้าต้องถูกเพาะ

พลังงานที่ทำให้ข้าวออกรวง หมูลงพุง และคะน้าผลิใบ ก็คือพลังงานที่ส่งตรงมาจากท้องฟ้าและมหาสมุทร

และเมื่อผัดซีอิ๊วเข้าสู่ท้อง พลังงานที่เคยไหลเวียนอยู่ในแดดและในน้ำก็กลายมาเป็นเลือดเนื้อของเรา

เพราะอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต และกระบวนการของมันก็อัศจรรย์ขนาดนี้ ผมเลยรู้สึกว่าบางทีเราก็ควรจะปฏิบัติต่ออาหารด้วยความเคารพ

และการกินอาหารอย่างรู้เนื้อรู้ตัวก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่จะแสดงออกถึงความเคารพนั้น

ถ้าที่แล้วมา คุณทานอาหารควบกับการทำอย่างอื่นเสมอ

มื้อต่อไป ลองวางมือถือ ปิดทีวี แล้วลองกินข้าวอย่างเดียวดูนะครับ

มันอาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตขึ้นกว่าเดิม

แต่ข้าวจานนั้นอาจอร่อยกว่าเดิมครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Fortune Live Media 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีจัดลำดับความสำคัญตามสไตล์ Warren Buffett

20151027_Buffett

เทคนิคนี้ผมอ่านเจอในบล็อกของ jamesclear.com 

เจมส์บอกว่าเขาได้รับรู้เรื่องนี้มาจาก Scott Dinsmore ผู้ก่อตั้ง Live Your Legend ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้

สก๊อตเป็นคนเล่าให้เจมส์ฟังว่า เขาได้เรียนรู้เทคนิคนี้จาก Mike Flint ซึ่งเคยเป็นนักบินส่วนตัวของบัฟเฟตต์อีกทีหนึ่ง

และด้วยความที่มันเล่าต่อๆ กันมาหลายทอดนี่เอง ผมจึงขอออกตัวก่อนว่ามันอาจจะเรื่องเล่าที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทั้งหมดก็ได้

แต่จะเป็นเทคนิคของบัฟเฟตต์หรือไม่นั้น อาจไม่สำคัญเท่ากับว่ามันมีประโยชน์กับเราจริงๆ รึเปล่า

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

ไมค์ ฟลินท์ เคยเป็นนักบินให้กับบัฟเฟตต์อยู่ถึงสิบปี แถมยังเคยขับเครื่องบินให้กับประธานาธิบดีถึง 4 คนอีกด้วย

ไมค์เคยปรึกษาเรื่องเป้าหมายชีวิตการทำงานของเขากับบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์เลยสอนไมค์เรื่องการจัดลำดับความสำคัญด้วยสามขั้นตอนต่อไปนี้

1. บัฟเฟตต์บอกให้ไมค์ลองเขียนเป้าหมายด้านหน้าที่การงานที่สำคัญที่สุดออกมา 25 ข้อ (แต่คุณก็สามารถประยุกต์ใช้กับเป้าหมายระยะสั้นกว่านี้ก็ได้ เช่นสิ่งสำคัญที่สุด 25 อย่างที่ตั้งใจจะทำให้เสร็จภายในปีนี้)

2. จากนั้นบัฟเฟตต์ก็ให้ไมค์ขีดวงกลมล้อมเป้าหมาย 5 ข้อที่สำคัญที่สุด

3. ตอนนี้ไมค์ก็มีรายการของเป้าหมายสองรายการ รายการแรกมีเป้าหมายที่สำคัญที่สุด 5 อย่าง และรายการที่สองคือเป้าหมายอีก 20 ข้อที่ไม่ได้วงกลมเอาไว้

“ผมจะเริ่มต้นลงมือทำเพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายทั้ง 5 ข้อตั้งแต่วันนี้เลยครับคุณบัฟเฟตต์” ไมค์กล่าว

“แล้วอีก 20 ข้อที่เหลือคุณจะทำยังไงกับมัน?” บัฟเฟตต์ถามกลับ

“อีก 20 ข้อที่เหลือก็สำคัญอยู่เหมือนกันครับ อาจจะไม่สำคัญเท่าห้าข้อแรก แต่ผมก็ตั้งใจว่าจะให้เวลากับมันตามที่โอกาสจะเอื้ออำนวย”

บัฟเฟตต์จึงตอบว่า “ผิดแล้วไมค์ 20 ข้อที่คุณไม่ได้เลือกคือ ‘เป้าหมายที่ต้องหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิง’ ต่างหาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณห้ามลงมือทำอะไรกับ 20 ข้อนี้จนกว่าคุณจะทำเป้าหมาย 5 ข้อแรกของคุณได้สำเร็จเสียก่อน”

—–

สิ่งที่บัฟเฟตต์สอนไมค์อาจเรียกได้ว่าเป็น Ruthless Prioritization หรือการ “จัดลำดับความสำคัญอย่างไร้ความปราณี”

ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกจากชีวิต

แต่เรื่องที่ท้าทายยิ่งนัก คือการตัด “สิ่งที่สำคัญ” ออกไปจากชีวิต จนกว่าเราจะทำ “สิ่งที่สำคัญที่สุด” ให้สำเร็จเสียก่อน

เป้าหมาย 20 ข้อที่ไมค์ไม่ได้วงกลมเอาไว้นั้นอาจจะสำคัญก็จริง แต่ยังไงมันก็สำคัญน้อยกว่าอีก 5 ข้อที่ไมค์ได้เลือกขึ้นมา

ในบริบทนี้ เป้าหมาย 20 ข้อนั้นจึงกลับกลายเป็นเพียง “สิ่งล่อตาล่อใจ” (distractions) ที่ทำให้เราละสายตาจากเป้าหมายที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการง่ายที่จะ “สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง” ในการใช้เวลาไปกับเป้าหมายที่สำคัญรองลงมาเหล่านี้

และหากเรา “ใจอ่อน” ให้กับเป้าหมายที่ไม่ได้สำคัญที่สุด

สุดท้าย เราจะทำเป้าหมายทั้ง 25 ข้อเสร็จเพียงครึ่งๆ กลางๆ แทนที่จะบรรลุเป้าหมาย 5 ข้อที่จะส่งผลกับชีวิตของเรามากที่สุดครับ

—–

ส่วนตัวผมเองยังไม่ได้ลองใช้เทคนิคนี้อย่างจริงๆ จังๆ

และสำหรับชีวิตคนบางคน อาจจะไม่สามารถเลือกทำแค่บางอย่าง และทิ้งที่เหลือได้

อย่างไรก็ตาม ผมว่าวิธีคิดของบัฟเฟตต์ก็ยังมีประโยชน์ที่ช่วยพลิกมุมมองให้เราเห็นว่า เป้าหมายทุกข้อใช่ว่าจะเป็นคุณเสมอไป

เพราะเวลาและพลังงานของคนเรามีจำกัด แต่ความต้องการของคนเรานั้นมีไม่จำกัด

ถ้าคิดที่จะเอาทุกอย่าง ก็อาจจะพลาดทุกอย่างได้เช่นกัน

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

JamesClear.com: Warren Buffett’s “2 List” Strategy: How to Maximize Your Focus and Master Your Priorities

LiveYourLegend.net: Warren Buffett’s 5-Step Process for Prioritizing True Success (and Why Most People Never Do It)

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Fortune Live Media 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วาทศิลป์

20151026_Conversation

“The real art of conversation is not only to say the right thing in the right place, but to leave unsaid the wrong thing at the tempting moment”

“ศิลปะแห่งการสนทนาไม่ใช่เรื่องของการพูดให้เข้าหูอย่างถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการไม่พูดสิ่งที่ไม่เหมาะสมในจังหวะที่คันปากอีกด้วย”

-Dorothy Nevill

—–

คนจำนวนไม่น้อยสร้างเนื้อสร้างตัวจากการมีวาทศิลป์ที่ดี

ไม่ว่าจะเป็นโน๊ต อุดม น้าเน็ค โอปอลล์ รวมถึงนักการเมืองอีกหลายๆ คน

แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ไม่ต้องใช้วาทศิลป์ในการทำมาหากิน การฝึกพูดให้เก่งๆ อาจไม่สำคัญเท่ากับการฝึกที่จะ “เงียบในจังหวะที่ควรเงียบ”

เพราะส่วนใหญ่เรามักจะมาเสียตรงที่พูดจาที่ไม่ถูกกาละเทศะนี่แหละ

ผมนี่ตัวดีเลย

แต่ไหนแต่ไรมาผมเป็นสิงห์คะนองปาก แซวคนนั้นทีคนนี้ที หรือพูดจาประชดประชันโดยไม่ได้คิดอะไร แต่คนที่ได้ยินกลับเก็บเอาไปคิดน้อยใจกันเป็นสัปดาห์

ที่ผมทะเลาะกับแฟนก็มักจะเกิดจากการที่ผมพูดผิดที่ผิดเวลา ซึ่งนำไปสู่การผิดหูและผิดใจในที่สุด กว่าจะกลับมาดีกันได้ก็ต้องเสียพลังและเวลาไปไม่ใช่น้อย

“The real art of conversation is not only to say the right thing in the right place, but to leave unsaid the wrong thing at the tempting moment”

การพูดจาฉะฉานน่าฟังน่าติดตามนี่ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

ง่ายเพราะมันไม่มีอะไรซับซ้อน ยากเพราะว่ามันต้องอาศัยการฝึกฝน

แต่การ “ไม่พูด” ในสิ่งที่ไม่เหมาะสมในจังหวะอยากจะโต้ตอบเสียเหลือเกินนี่สิ จะซ้อมกันยังไง?

เพราะนี่มันไม่ใช่เรื่องของ “ทักษะ” แล้ว แต่เป็นเรื่องของ “สติ” ซะมากกว่า

ตราบใดที่เรายังพูดโดยไม่ยั้งคิด เราก็ยังมีสิทธิ์ “ก่อกรรมทางวาจา” อยู่เรื่อยๆ

และการก่อกรรมทางวาจานี่แหละที่ทำให้เสียผู้เสียคน

ไม่อาจเป็นสาลิกาลิ้นทองได้ อาจไม่เสียหายเท่าไหร่

แต่เป็นปลาหมอตายเพราะปากนี่สิ มันน่าเจ็บใจยิ่งนัก!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไมเราถึงถ่ายรูปไม่ขึ้น?

20150925_Photogenic

ทำไมเราถึงถ่ายรูปไม่ขึ้น?

ผมล่ะหนึ่งคน ที่รู้สึกว่าตัวเองถ่ายรูปไม่ขึ้น

มีประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่คาใจผมมาจนถึงวันนี้

ช่วงปี 2005 บริษัทส่งผมและเพื่อนๆ อีกราว 10 คนไปทำงานที่ปารีส

วันเสาร์-อาทิตย์เราจึงไม่พลาดที่จะไปท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆ

มีค่ำวันหนึ่งพวกเราไปเที่ยวที่ Trocadero  ซึ่งอยู่แนวเดียวกับหอคอยไอเฟล

เพื่อนผมชื่อเล็ก (ผู้หญิง) ใช้กล้องดิจิตัลถ่ายรูปผมออกมา แล้วบอกว่า เป็นไงรูปนี้หล่อเชียว

แต่ผมกลับรู้สึกว่ารูปตัวเองขี้เหร่มาก พูดกับเล็กไปว่าหล่อตรงไหนเนี่ย แล้วผมก็ไม่กล้าดูรูปนี้อีกเลย

ผู้อ่านบางคนก็อาจจะเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน คือพอเราชมว่ารูปของใครคนใดคนหนึ่งดูดี เจ้าตัวมักจะไม่เห็นด้วย

ราวกับว่าคนส่วนใหญ่ที่หน้าตาธรรมดาๆ มักคิดว่าตัวเองเป็นพวก “ถ่ายรูปไม่ขึ้น”

—–

วันก่อนไปอ่านเจอคำถามหนึ่ง ใน Quora.com ที่ทำให้ผมเข้าใจเหตุการณ์ที่ Trocadero เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จนต้องร้องออกมาว่า “ปริศนาทั้งหมดไขกระจ่างแล้ว!”

คำถามใน Quora ก็คือ ทำไมเราถึงดูดีในกระจกแต่ดูแย่ในรูปถ่าย? – Why do I look good in the mirror but bad in photos?

คำตอบที่ได้อัพโหวตท่วมท้นมาจาก Kim Ayres ตากล้องมืออาชีพจากสก๊อตแลนด์

คิมบอกว่าสาเหตุที่เราไม่ชอบหน้าตัวเองในรูปถ่าย เพราะว่ามันกลับด้านครับ

จากประสบการณ์การถ่ายภาพบุคคล (portrait) คิมพบว่าเวลาถ่ายรูปหมู่ ลูกค้ามักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ถ่ายรูปไม่ขึ้นที่สุดในครอบครัว (the least photogenic person in the family)

แต่พอคิมลองเอารูปนั้นมากลับด้านซ้ายขวา ลูกค้าบอกว่ารูปที่ถูกกลับด้านนั้นดูดีกว่า

พวกเราส่วนใหญ่โตมากับการเห็นหน้าตัวเองในกระจก ดังนั้นพอเรามาเห็นรูปถ่ายของตัวเองก็เลยรู้สึกแปลกๆ

นั่นเป็นเพราะว่าคนเราไม่มีใครที่มีหน้าซีกซ้ายกับซีกขวาเหมือนกันเป๊ะๆ

คนบางคนหวีผมแสกซ้าย (แทนที่จะแสกตรงกลาง) คนบางคนมีไฝด้านซ้ายแต่ไม่มีไฝด้านขวา อีกคนหนึ่งคิ้วขวาขาด แต่คิ้วซ้ายเต็ม ฯลฯ

ดังนั้นถ้าใครบางคนจมูกเฉไปทางซ้ายแค่เพียง 2 มิลลิเมตร เวลามองดูรูปถ่ายก็จะรู้สึกแล้วว่าจมูกของเขาในรูปคลาดเคลื่อนจากที่ที่ “ควรจะเป็น” ถึง 4 มิลลิเมตร

เมื่อเราเห็นรูปถ่ายของตัวเอง จึงรู้สึกว่าหน้าตาของเรามันมีอะไรบางอย่างผิดเพี้ยนไป

ลองดูรูปโมนาลิซานี้ แล้วบอกมาซิว่า รูปแรกหรือรูปที่สองดูดีกว่ากัน?

MonaLisa

จากการทดลองของคิม ประมาณ 90% จะบอกว่ารูปแรกดูดีกว่า

รูปแรก ก็คือรูปเดียวกันกับต้นฉบับที่เราเห็นจนคุ้นตานั่นเอง

พอคิมเปลี่ยนไปใช้รูปคนที่ไม่มีใครรู้จักมาลองกลับด้านให้เป็นสองภาพดูบ้าง คราวนี้กลายเป็นว่า 50% เห็นรูปแรกสวยกว่า อีก 50% เห็นรูปที่สองสวยกว่า

นี่แสดงให้เห็นว่า เรามักจะ “เทใจ” ให้กับภาพที่เราคุ้นเคยมากกว่า

เวลาเราถ่ายรูปหมู่ เราจะรู้สึกว่าคนอื่นดูโอเคหมด เพราะนั่นเป็น “หน้าจริง” ที่เราเห็นมาตลอดอยู่แล้ว จะมีก็แต่เพียงหน้าเราในรูปเท่านั้นที่ดูแปลกๆ เพราะมันดันไม่เหมือนกับ “หน้าสะท้อน” ที่เราเห็นอยู่ในกระจกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ในทางกลับกัน คนอื่นๆ ในรูปก็คิดไม่ต่างกับเรา เพราะเขาเห็นว่าหน้าเราก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ไหนอยู่แล้ว มีแต่เขาคนเดียวนี่แหละที่ถ่ายรูปไม่ขึ้น

คุณคิมยังชี้ชวนให้ทำการทดลองง่ายๆ ด้วยการเอารูปตัวเองที่เห็นว่าดูไม่ค่อยดีไปลองส่องในกระจกดู

ถ้าภาพที่สะท้อนในกระจกดูโอเค นั่นก็แสดงว่ารูปนี้ของเรา (ในสายตาคนอื่น) ก็ไม่แย่อะไรหรอกครับ เราต่างหากที่คิดมากไปเอง

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Kim Ayres’s answer to Why do I look good in the mirror but bad in photos?

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

หากมีเวลาบ่น

20151024_Whine

“If you have time to whine and complain about something then you have the time to do something about it.”

“ถ้าคุณมีเวลามานั่งคร่ำครวญกับเรื่องอะไรก็ตาม แสดงว่าคุณก็มีเวลาจัดการเรื่องนั้น”

– Anthony J. D’Angelo

ในภาษาไทย “ขี้บ่น” เป็นคำวิเศษณ์ที่ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย

แม่ยายขี้บ่น คุณลุงขี้บ่น เมียขี้บ่น หัวหน้าขี้บ่น เพื่อนขี้บ่น ฯลฯ

แสดงว่าคนไทยนี่ต้องขี้บ่นระดับนึงเลยนะ

การบ่นนั้นคล้ายกับการกังวลตรงที่ไม่ได้ก่อเกิดอะไรที่เป็นประโยชน์

แต่คนขี้กังวลก็ยังน่ารักกว่าคนขี้บ่น เพราะคนขี้กังวลมักจะเก็บความกังวลไว้กับตัวเอง แต่คนขี้บ่นมักจะพาคนอื่นเสียเวลาไปด้วย

โอเคล่ะ บางทีคนเราก็ต้องบ่นเพื่อระบายกันบ้าง

เมื่อตอนเย็นผมก็บ่นกับแฟนที่ร้านอาหารว่า ทำไมข้าวเหนียวมะม่วงที่สั่งไว้มาช้าจัง

แต่พอบ่นเสร็จแล้วก็เดินไปที่ซุ้มข้าวเหนียวมะม่วงเพื่อบอกเขาว่ารออยู่นะ ซักแป๊บเขาก็เอามาส่งให้

บ่นได้ไม่เป็นไร แต่ควรทำอะไรซักอย่างกับมันด้วย

แน่นอน ส่วนใหญ่แล้วเรื่องที่เราบ่นมันไม่ได้แก้กันง่ายๆ เหมือนข้าวเหนียวมะม่วงมาช้า

แต่ยิ่งแก้ยากนี่แหละ ยิ่งไม่ควรจะบ่นเยอะ สู้เอาเวลาที่เรามีอยู่จำกัดไปคิดเรื่องการแก้ปัญหาจะดีกว่า

แม้จะแก้ไม่ได้ในวันนี้ อย่างน้อยก็ได้ทำอะไรที่เข้าใกล้ทางออกขึ้นอีกนิดก็ยังดี

ลงมือทำแล้ว ปัญหาอาจจะจบหรือไม่จบก็ได้

แต่ถ้าเอาแต่บ่น ปัญหามันไม่จบแน่ๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก

20151023_MostBeautifulWoman

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กน้อยเห็นแม่ร้องไห้ จึงเอ่ยว่า

“แม่ครับ แม่เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเป็นอันดับสองของโลกเลยนะครับ”

“แล้วใครสวยที่สุดในโลกล่ะลูก?”

“ที่หนึ่งก็คือแม่เหมือนกันครับ แต่เป็นตอนที่แม่ยิ้มครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: What is the most beautiful short story?

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สู้ตาย

20151022_NeverLose

“ผมเคยอ่านประวัติของพวกนักริเริ่ม นักบุกเบิกต่างๆ เริ่มต้นเขาจะคล้ายๆ แบบนี้ คือไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ไม่แคร์ใครยุบยับไปหมด…สิ่งสำคัญคือเขาต้องการทำในสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนาที่แท้จริง แล้วก็ทุ่มเททุกอย่างทั้งชีวิตและจิตวิญญาณเพื่อทำมันออกมา ซึ่งไอ้แบบนี้แหละมันจะ success คนที่หลงใหลคลั่งไคล้อะไรสักอย่างมากๆ มี passion ที่มหาศาลเนี่ย มันมีสิทธิ์ที่จะชนะสูง คนเราพอสู้ตายซะแล้ว มันไม่แพ้หรอก เชื่อผม อย่างเลวที่สุดก็เสมอ”

– วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์
หนึ่งในผู้ก่อตั้งคนสำคัญของนิตยสาร a day
a day BULLETIN 100 Interview The Influencer
หน้า 132: a day The Legend Begins
สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

ผมเคยเจอพี่โหน่ง วงศ์ทนง สองครั้ง

ครั้งแรกเป็นงานเปิดตัวหนังสือแปลของโรเบิร์ต ฟูลกัม จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องไหน ระหว่าง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” “จากต้นสู่ปลาย” และ “รักแท้” 

พี่โหน่งไปร่วมพูดคุยถึงหนังสือเล่มนี้ พอจบแล้วผมก็เข้าไปขอทำความรู้จัก และบอกว่า ผมซื้อ a day ฉบับปฐมฤกษ์ของพี่มาแล้วนะครับ

ครั้งที่สอง ผมไปเจอพี่โหน่งที่ออฟฟิศของ a day ย่านเอกมัย จำไม่ได้แล้วว่าไปเรื่องอะไร แต่พอผมเปรยกับพี่เขาว่าหาซื้อ a day ฉบับนูโวไม่ได้ เขาก็ไปหยิบมาให้ผมเล่มหนึ่ง (ตอนนั้น a day ปก “ต้อม นูโว” ขายดีมาก เพราะเป็นการกลับมารวมตัวกันครั้งแรกหลังจากที่ห่างหายกันไปนาน)

—–

ผมมีความผูกพันกับ a day เป็นพิเศษ

อาจเป็นเพราะได้รับรู้เรื่องราวความพยายามก่อนจะเกิดนิตยสารเล่มนี้ เพราะพี่โหน่งและทีมผู้ก่อตั้งไม่ได้มีทุนรอนอะไรมากนัก พี่โหน่งจึงหาทุนด้วยการเขียนจดหมายหาผู้อ่านหลายพันคนเพื่อเชิญชวนให้มาเป็นผู้ถือหุ้น a day

นอกจากเนื้อหาจะแตกต่างจากนิตยสารเล่มอื่นๆ แล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมชอบ a day ฉบับแรกๆ มาก ก็คือมันเบาดี ถืออ่านนานๆ แล้วไม่เมื่อย

สมัยนั้น a day ยังเข้าเล่มแบบเย็บมุมหลังคาอยู่เลย ที่เล่มบางขนาดนั้นได้ก็เพราะว่ามันยังไม่มีโฆณา

สัมภาษณ์ของพี่โหน่งใน a day BULLETTIN นั้นมีพูดถึงความเจ็บช้ำจากอุปสรรคในการหาสปอนเซอร์ในช่วงตั้งไข่ด้วย

“คืนวันนั้นก็โทร.นัดเอเจนซีแห่งหนึ่ง นัดกันไว้บ่ายโมง ไปถึงเขาก็ให้เรานั่งรอที่ล็อบบี้ ไม่ได้ให้ขึ้นไปออฟฟิศ ให้รออยู่ตรงนั้นชั่วโมงนึง เสร็จแล้วหนึ่งชั่วโมงผ่านไป Media Planner เขาก็ให้คนลงมาบอกกับเราห้วนๆ ว่า วันนี้ไม่ว่างพบ ขอเลื่อนนัดไปวันหลัง ตอนนั้นเกิดความรู้สึกปะปนกันบอกไม่ถูกเลย ทั้งเสียใจ เจ็บ บอบช้ำ คือผมรู้สึกว่าเจ็บจริงๆ ว่ะ รู้สึกด้อยค่ามากเลย เพราะก่อนหน้าที่เราจะทำ a day นี่ เราก็พอมีชื่อในวงการนะ ผมก็เป็น บ.ก. Trendy Man เป็น บ.ก. IMAGE ปีใหม่ทีก็มีคนเอากระเช้าของขวัญมาให้ (หัวเราะ) ซึ่งมันก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเคลิ้มๆ ว่าเราเป็น somebody ก็ได้ แต่วันที่เราไปขายโฆษณาหนังสือหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อ a day ผมแม่งก็แค่ nobody คนหนึ่ง”

จากวันนั้นถึงวันนี้ a day เดินทางมาไกลมาก

a day ฉบับที่ 1 (กันยายน 2000) หนา 72 หน้า ไม่มีโฆษณาเลย
a day ฉบับที่ 180 (สิงหาคม 2015) หนา 208 หน้า แค่ Uniqlo เจ้าเดียวก็ลงโฆษณา 9 หน้าแล้ว

จากนิตยสารอินดี้ที่รู้จักกันเฉพาะในกลุ่มเด็กแนว กลายเป็นนิตยสารที่คนรู้จักทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ทีมงาน a day คงต้องผ่านพบอุปสรรคมากมาย

และถ้าไม่รักงานทำหนังสืออย่างจริงจัง คงไม่สามารถยืนหยัดจนมีวันนี้ได้

—–

“คนเราพอสู้ตายซะแล้ว มันไม่แพ้หรอก เชื่อผม อย่างเลวที่สุดก็เสมอ”

อ่านประโยคนี้แล้วผมนึกถึงโดราเอมอนตอนสุดท้าย ที่โนบิตะตัดสินใจสู้กับไจแอนท์โดยไม่ขอความช่วยเหลือจากโดราเอมอน ต่อให้โดนต่อยกระเด็นไปกี่ครั้งก็ลุกขึ้นมาสู้ต่อ จนสุดท้ายไจแอนท์ยอมแพ้ 

บางคนอาจไม่เห็นด้วย เพราะบางทีสู้ตายก็แล้วยังแพ้เละเทะอยู่ดี

แต่เรื่องบางเรื่อง ต้องดูกันยาวๆ

แข่งฟุตบอลแพ้หนึ่งเกม แต่ถ้าชนะเกมที่เหลือก็เป็นแชมป์ลีกได้

ในการประยุทธ์ เราอาจแพ้ศึกบางศึก แต่ยังชนะสงครามได้

บางคนทำธุรกิจเจ๊งหลายตัว กว่าจะเจอธุรกิจที่ทำให้กลับมาผงาดได้

ที่สำคัญ “ชัยชนะ” อาจไม่ได้วัดกันแค่ที่ยอดขายหรือถ้วยรางวัล

แต่ควรจะวัดกันที่ “ความสุขระหว่างทาง” ที่เราได้ทำมันด้วย

ถ้าทำแล้วมีความสุข และไม่ประมาทจนสิ้นเนื้อประดาตัว ผมว่าอย่างน้อยต้องถือว่าเกมนี้ “เสมอ”

เพราะเราก็มาตัวเปล่าไปตัวเปล่าอยู่แล้ว

แต่ถ้าไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ละวันผ่านไปโดยปราศจากความชื่นใจหรือความภาคภูมิใจ

ต่อให้ได้เงินมามากมาย ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเรียกว่า “ชนะ” ได้เต็มปากเต็มคำรึเปล่า

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Influencer

ขอบคุณภาพจาก godaypoets 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่