สองเสียงในหัวเรา

20151021_TwoVoices

ตอนเด็กๆ เวลาดูการ์ตูน เรามักจะเห็นว่าเวลาตัวละครกำลังครุ่นคิดตัดสินใจเรื่องอะไรอยู่ มักจะมี “ตัวจิ๋ว” สองตัวโผล่มาตรงหัวไหล่

จิ๋วตัวแรกเป็นนางฟ้า (Angel) ที่คอยเตือนใจว่าให้เลือกทางสว่าง ยอมเสียสละเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จิ๋วตัวที่สองเป็นนางมารร้าย (Devil) ที่บอกให้ทำตามใจไปเลย ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะเดือดร้อน

ผมว่าเสียงกระซิบของเจ้าจิ๋วสองตัวนี้สามารถแทนที่ได้ด้วย “เสียงจากร่างกาย” และ “เสียงจากกิเลส”

เวลาเราเจอสถานการณ์ใดๆ ที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ ถ้าลองส่องความคิดของเราดีๆ จะเห็นว่า “ร่างกาย” กับ “กิเลส” มักจะพูดสิ่งที่ตรงข้ามกัน

เช่นเวลาเรานั่งทำงานอยู่ เกิดอาการปวดปัสสาวะขึ้นมา ร่างกายส่งสัญญาณบอกเราแล้วว่าควรจะไปเข้าห้องน้ำนะ แต่เรากำลังติดพันงานอยู่ กิเลสที่ชื่อว่าโลภะก็จะบอกว่าเดี๋ยวก่อนๆ ทำงานให้เสร็จก่อน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้หญิงทำงานออฟฟิศเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกันเยอะแยะ

เวลาเราเจอใครด่า หน้าเราจะรู้สึกร้อนขึ้น ใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มตึงเครียด เพื่อบอกให้เรารับรู้ว่า ตอนนี้ร่างกายและใจทำงานผิดปกติแล้วนะ ควรเดินออกจากสถานการณ์นี้ให้พ้นๆ แต่โทสะจะบอกเราว่า จะยอมได้ไง ต้องด่ากลับ

ตอนดึกๆ เรานั่งเล่น Facebook จนเพลิน พอเล่นนานๆ เข้า ตาเริ่มจะปวด หัวเริ่มตื้อๆ พลังงานก็ตกแล้ว ร่างกายบอกให้เราปิดคอม/วางมือถือและไปนอนได้แล้ว แต่โมหะก็จะบอกเราว่า “ดูต่ออีกหน่อยเหอะ”

ดังนั้นถ้าเราเจอสถานการณ์ที่ร่างกายกับกิเลสขัดแย้งกัน วิธีที่ง่ายที่สุดคือ “ฟังร่างกายแต่อย่าฟังกิเลส” เพราะการเชื่อร่างกายของเรานั้นย่อมให้ผลดีกว่าการทำตามกิเลสแน่ๆ

กระนั้นก็ตาม มีบางครั้งที่ร่างกายกับกิเลสอาจจะพูดตรงกัน

เช่นเราอยากให้บ้านของเราสะอาด แต่บางทีกลับมาจากทำงานตอนค่ำ เห็นจานที่ยังไม่ได้ล้างกองอยู่ในซิงค์สามสี่ใบ ร่างกายเราเพลียอยู่แล้ว และกิเลสก็จะยิ่งเสริมเข้าไปอีกว่า “กลับจากทำงานมาเหนื่อยจะแย่แล้ว พักผ่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยล้าง”

หรือเราตั้งใจจะนั่งสมาธิทุกวัน แต่พอถึงเวลาดันง่วงนอน กิเลสก็จะบอกเราอีกว่า “นี่ไง ง่วงแล้ว ร่างกายต้องการพักผ่อน ไปนอนเหอะ หยุดนั่งซักวันไม่เป็นไรหรอก”

ในสถานการณ์อย่างนี้ ย่อมยากนิดหนึ่งที่จะฝืนทั้งเสียงของร่างกายและเสียงของกิเลส

วิธีแก้ที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือใช้กฎสองนาทีให้เป็นประโยชน์ คือถ้าจานมีอยู่แค่ไม่กี่ใบ ล้างสองนาทีก็เสร็จแล้ว ก็ล้างไปเลยอย่ามัวแต่ร่ำไร

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือหลักการ No More Zero Days นั่นคือถ้าเราตั้งใจแล้วว่าจะทำอะไรบางอย่างเช่นการนั่งสมาธิทุกวัน เราก็จะทำทุกวันโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งนั้น เพราะเราจะไม่ยอมให้วันไหนผ่านไปโดยสูญเปล่าอีกแล้ว ถ้าเพลียเกินกว่าจะนั่งได้ 15 นาที อย่างน้อยนั่งซัก 1 นาทีก็ยังดี

ถึงเราจะเหนื่อยจากที่ทำงานหรือง่วงนอนก็ตามที ร่างกายของเราก็ยังมีแรงพอที่จะยังล้างจานหรือนั่งสมาธิได้อยู่แล้ว แต่เพราะกิเลสของเราต่างหากที่ไป “ขยาย” ความอ่อนล้าหรือความง่วงซะจนเว่อร์ เพื่อสร้างข้ออ้างไม่ให้เราทำสิ่งที่ควรทำ

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแยกแยะระหว่างเสียงนางฟ้ากับเสียงนางมารร้าย แต่ถ้าเราลองฝึกฟังเสียงในหัวเราบ่อยๆ ผมเชื่อว่าเราจะเริ่มแยกแยะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ว่าอันไหนเป็นเสียงของร่างกาย อันไหนเป็นเสียงของกิเลส

และวันหนึ่งเราก็จะ “เฉลียว” พอที่จะไม่โดนกิเลสหลอกซ้ำซากเหมือนอย่างที่แล้วมาครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เก่งภาษาอังกฤษแถมยังได้บุญด้วย freerice.com

20151020_FreeRice

สวัสดีครับ

วันนี้มีเว็บไซต์ที่เจ๋งมากๆ มาป่าวประกาศครับ

เว็บนี้ชื่อว่า Free Rice ครับ – คลิ้กเลย! (แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ)

Free Rice เป็นเว็บที่สร้างมาด้วยจุดประสงค์สองข้อที่น่าชื่นชม:

1. ขจัดความหิวโหยให้หมดไปจากโลกใบนี้
2. ช่วยให้คนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น

กฎกติกาก็ง่ายๆ ครับ แค่คุณทายคำศัพท์ถูกหนึ่งคำ ทาง Free Rice ก็จะบริจาคข้าว 10 เม็ดผ่านโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ (UN World Food Programme)

วิธีการหาเงินของ freerice ก็เรียบง่ายมากๆ คือทุกๆ คำถามใหม่ จะมีแบนเนอร์ของสปอนเซอร์ขึ้นมาโชว์ และรายได้จากสปอนเซอร์นี่แหละครับที่ใช้ซื้อข้าวให้กับ World Food Programme  (ถ้าใครมี ad blocker อยู่ก็ต้อง disable นะครับ ไม่อย่างนั้นถึงเล่นไปเว็บไซต์ก็จะไม่ได้เงินจากสปอนเซอร์)

นี่คือการยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

  • ประชาชนอย่างเราๆ เก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น (โดยไม่ต้องจ่ายตังค์)
  • โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ มีข้าวเพื่อนำไปแจกจ่ายเพื่อนร่วมโลกที่หิวโหย (ตอนนี้เขากำลังโฟกัสที่ชาวซีเรียที่อพยพเข้ายุโรปครับ)
  • สปอนเซอร์ได้โฆษณาสินค้าและบริการของตัวเอง (และอาจะได้เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่มาสนับสนุนโครงการนี้ด้วย)

คนที่สร้างเว็บนี้ชื่อ John Breen  ครับ เขาทำ freerice.com ขึ้นมาเมื่อปี 2007 และพอปี 2009 ก็ตัดสินใจบริจาคเว็บนี้ให้กับ UN ครับ – หล่อมากอ่ะ

—–

สัปดาห์ที่แล้วผมเชิญชวนคนในบริษัทมาเล่นเกมนี้ด้วยกัน

เมื่อเช้านี้พอเช็คยอดก็พบว่าพนักงานช่วยกันหาข้าวมาได้กว่าเราได้ข้าวสารกว่า 500,000 เม็ดแล้ว

โดยคนที่ทำคะแนนได้สูงสุดหาข้าวมาได้กว่าหนึ่งแสนเม็ด (แสดงว่าต้องตอบคำถามถึง 10,000 ข้อได้ถูกต้อง!)

ผมเองได้เล่นไปไม่เยอะ เพิ่งได้ 1,210 เม็ดเอง (ดู My Totals ในรูปด้านบนได้) แต่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ข้าวซัก 50,000 เม็ดครับ

ความสนุกอีกอย่างของเกมนี้คือคำศัพท์มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ มี 60 Level ผมเล่นถึง Level 17 ก็เริ่มตอบผิดๆ ถูกๆ บ้างแล้ว แต่ถ้าคำไหนเราตอบผิด ซักพักมันจะกลับมาถามเราอีกครั้งเพื่อให้เราจำศัพท์ใหม่นั้นได้

—–

เราสามารถสร้าง Group กันเองได้ด้วยนะครับ ผมลองค้นหากรุ๊ป Thailand ก็เจออยู่หลายกรุ๊ปอยู่ แต่ดูเงียบไปซักพักแล้ว ก็เลยสร้างกรุ๊ปใหม่ขึ้นมาซะเลย

ชื่อกรุ๊ปว่า Stronger Thailand 2015 ครับ

ตอนนี้มีสมาชิก 1 คนถ้วน!

ถ้าสนใจจะมาร่วมสนุก (และทำบุญร่วมกัน) ก็ขอเชิญสมัครเป็น user แล้วก็คลิ้กไปที่กรุ๊ป Stronger Thailand 2015 แล้วก็คลิ้ก Join นะครับ จากนั้นยอดเม็ดข้าวที่เราระดมมาได้ทั้งหมดก็จะมาโชว์อยู่ในกรุ๊ปนี้ด้วยครับ

(แุล้วเวลา login เข้ามาใหม่ หน้าแรกที่จะเห็นคือหน้า profile ของเรา มองไปข้างล่างจะมี group ที่เราเป็นสมาชิกอยู่  จากนั้นก็เลือกปุ่ม Play ครับ)

อ้อ แล้วถ้าลองเล่นแล้วเห็นว่าดี ก็อย่าลืมชวนพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าน้าอามาเล่นด้วยกันนะครับ

รวมถึงชวนอาจารย์ นักเรียน และนักศึกษามาเล่นด้วย ให้สมศักดิ์ศรีผู้ส่งออกข้าวเบอร์หนึ่งของโลกซะหน่อย!

—–
ข้อมูลดิบจาก WFP

  • ทั่วโลกมีคนที่มีปัญหา “กินไม่อิ่มท้อง” ถึง 795 ล้านคน หรือ 12 เท่าของจำนวนประชากรประเทศไทย 
  • ความหิวโหยและโรคขาดสารอาหารเป็นภัยด้านสุขภาพที่ร้ายแรงที่สุด ยิ่งกว่าโรคเอดส์  มาเลเรีย และวัณโรค รวมกันเสียอีก
  • ข่าวดีคือปัญหาความหิวโหยนั้นเราสามารถขจัดได้ เพราะจริงๆ แล้วเรามีอาหารมากเพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้ เพียงแต่ต้องออกแรงกันหน่อย (และคุณก็มีส่วนช่วยได้)

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Freerice.com, World Food Programme 

ขอบคุณภาพจาก Freerice.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เพิ่มพลังการทำงานด้วยเทคนิค Pomodoro

20151019_pomodoro

วันนี้ขอมานำเสนอเทคนิคที่อาจจะช่วยให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ

เทคนิคนี้เรียกว่า Pomodoro (พอมโมโดโร่)

คนที่คิดค้นเทคนิคนี้เป็นชาวอิตาเลียนนาม Francesco Cirillo

Pomodoro เป็นภาษาอิตาเลียนที่แปลว่ามะเขือเทศ ซึ่งหมายถึง นาฬิกาจับเวลารูปมะเขือเทศที่คุณฟรานเซสโกใช้เป็นประจำ (ฝรั่งมักจะมี kitchen timer หน้าตาเป็นรูปผักผลไม้ เอาไว้ร้องเตือนว่า อย่าลืมเอาของออกจากเตาอบนะ)

หลักการของ Pomodoro นั้นก็ง่ายมาก

1. เลือกงานที่จะทำขึ้นมาหนึ่งชิ้น
2. ตั้งเวลาบนนาฬิกา Pomodoro (ค่าที่เขานิยมใช้กันคือ 25 นาที)
3. ทำงานไปจนกว่านาฬิกาจะร้องเตือน
4. พักเบรค 5 นาที
5. หลังจากทำงานไปได้ครบ 4 pomodoro แล้ว ให้เบรคยาวหนึ่งครั้ง (15-30 นาที)

กฎสำคัญอย่างหนึ่งของเทคนิคพอมโมโดโร่ก็คือ ถ้าระหว่างที่นาฬิกายังไม่หมดเวลา เราจะไม่ยอมให้งานอื่นๆ แทรกเข้ามา ถ้ามีงานแทรกที่จำเป็นต้องทำวันนี้จริงๆ ก็อาจจะจดลงกระดาษเพื่อเอาไว้ทำใน “มะเขือเทศลูกถัดไป”

และแน่นอน ถ้ายังไม่หมดเวลาเราจะไม่โดดไปเล่น Facebook โดยเด็ดขาด!

เวลา 25 นาทีเป็นเวลาที่ไม่สั้นไม่นานเกินไป เราจึงมีแนวโน้มที่จะ focus กับงานตรงหน้าได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พอหมด 25 นาที เรายังมีโอกาสได้พักเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ หรือยืดเส้นยืดสาย ซึ่งช่วยให้เราหลีกเลี่ยง office syndrome ได้เป็นอย่างดี

แล้วพอหมดสองชั่วโมง เราก็จะได้พักยาวขึ้นด้วย อาจจะเดินไปซื้อขนมหรือไปจ๊ะจ๋ากับคนโน้นคนนี้ เป็นการเติมไฟก่อนจะกลับมาสู้งานกันต่อไป

แน่นอน สภาพแวดล้อมการทำงานบางแห่งอาจจะไม่เหมาะกับเทคนิคนี้ (เช่นคนทำงานอยู่ call center ที่จะต้องคอยรับสายลูกค้าตลอด)

แต่สำหรับคนทำงานอีกไม่น้อย น่าจะเอาเทคนิคไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ครับ

ที่เว็บไซต์ pomodoro.com เขามีขายนาฬิกามะเขือเทศด้วยนะครับ เสียดายราคาสูงไปนิดนึง ผมเลยลองหาแอพ pomodoro บนมือถือแล้วก็เจอตัวที่น่าสนใจหลายตัวเลยทีเดียว เลยลองโหลดมาใช้และเริ่ม pomodoro timer ก่อนจะลงมือเขียนบล็อกนี้ ตอนนี้ใช้เวลาไปเกือบ 15 นาทีแล้ว เหลือ 10 นาทีเท่านั้น!

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Pomodoro Technique,  Wikipedia

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

แฟนพันธุ์แท้

20151018_biggestfan

“ปกติเราจะเป็นคนที่รอฟังเพลงตัวเอง รอว่าตัวเองจะเขียนอะไรออกมา เราคือคนที่รอฟัง เราเป็นแฟนคนแรกของตัวเอง”

– ธนชัย อุชชิน (ป๊อด โมเดิร์นด๊อก)
a day bulletin 100 Interview The Influencer
—–

ผมเคยเจอพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อกตัวเป็นๆ ที่ร้าน Asia Books สาขาสยามพารากอน

จะเข้าไปขอถ่ายรูปกับพี่เขาก็ไม่กล้า ทำได้แค่กรี๊ดในใจ

ผมเคยได้เป็นสักขีพยานความมหัศจรรย์ของผู้ชายตัวเล็กๆ คนนี้ ในคอนเสิร์ต 10 ปีเบเกอรี่ที่อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก

เพลงเบเกอรี่ส่วนใหญ่จะออกแนวหวานๆ ซึ้งๆ โยกๆ ผมเลยไม่ค่อยได้ลุกขึ้นยืนเท่าไหร่

แต่พอพี่ป๊อดออกมาเท่านั้นแหละ ผู้คนร่วมหมื่นเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์

ฉากที่ยังติดตาผมจนถึงทุกวันนี้ คือภาพที่พี่ป๊อดเดินจากเวทีใหญ่สู่เวทีแคทวอล์คที่วิ่งทะลุคนดู และไปหยุดตรงปลายเวทีเพื่อให้ลิฟท์ไฮโดรลิคค่อยๆ ยกตัวขึ้นมา จากนั้นพี่ป๊อดก็ชูสองมือโยกซ้าย-ขวา และชวนให้คนดูทั่วทั้งอัฒจรรย์ชูมือตามไปด้วย

พลังงานมหาศาลจริงๆ

——

สิ่งที่พี่ป๊อดกล่าวในบทสัมภาษณ์ a day bulletin นี้ เป็นเคล็ดลับที่ผมไม่เคยอ่านเจอใน How To เล่มไหน

“ปกติเราจะเป็นคนที่รอฟังเพลงตัวเอง รอว่าตัวเองจะเขียนอะไรออกมา เราคือคนที่รอฟัง เราเป็นแฟนคนแรกของตัวเอง”

การเป็น “แฟนตัวยง” ของตัวเอง และ “รอลุ้น” ว่าตัวเองจะสร้างอะไรออกมานี่ผมว่ามันเป็นการเพิ่มพลังที่ดีไม่ใช่ย่อยเลยนะคร้บ

เพราะโดยส่วนตัว ผมเองก็เคยภูมิใจ ระคน “แปลกใจ” กับงานบางงานที่ตัวเองทำออกมาเหมือนกัน

ตอนทำก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่จะทำให้เสร็จได้ก็แทบแย่แล้ว

แต่พองานมันออกมา แล้วคนชอบแล้วแชร์ต่อ หรือเอาเพลงของเราไปร้องต่อ หรือเดินมาบอกว่าชอบผลงานของเรา

แล้วพอกลับมานั่งดูผลงานตัวเอง ก็อดคิดไม่ได้ว่า “เฮ้ย นายนี่มันก็เจ๋งใช้ได้เลยนี่หว่า”

เป็นการชมแบบไม่ได้หลงตัวเองด้วยนะครับ ชมด้วยใจจริงเหมือนเวลาเราเห็นผลงานคนอื่นแล้วรู้สึกว่ามันเจ๋งนั่นแหละ

ถ้าเราทำงานออกมาดี แทนที่มัวแต่จะถ่อมตัว ก็ควรจะชื่นชมตัวเองซะหน่อย (แต่ไม่จำเป็นต้องให้ใครได้ยิน)

ชมตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้เหลิง แต่เพราะมันเป็นพลังบวกที่สำคัญต่อการสร้างผลงานชิ้นดีๆ ต่อไปอีกในอนาคต

พรุ่งนี้วันจันทร์ เป็นวันเริ่มต้นแห่งสัปดาห์ คงจะมีอะไรให้เรา “สะสาง” และ “สรรค์สร้าง” อีกเยอะ

จะดีแค่ไหนถ้าเราจะทำงานด้วยทัศนคติเดียวกับพี่ป๊อด

รอลุ้นว่าตัวเองจะเขียน/คิด/โค้ด/วาด/พูด/ดีไซน์ อะไรออกมา และจะทำได้ดีแค่ไหน

เมื่อเราปวารณาตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเอง

เราก็คงไม่อยากทำให้แฟนคนนี้ผิดหวัง จริงมั้ย?

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณข้อมูลจาก a day bulletin 100 Interview The Influencer

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อโรคยา

20151017_Arokaya

อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

พระพุทธภาษิต

——

วันนี้ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

นอนตื่นสาย ทานข้าวกับแม่ พาแฟนไปตรวจครรภ์ กลับมานอนดู The Voice เข้าไปดูบ้านใหม่ตอนเย็น พอแฟนไปหาหมอเพราะแฟนบ่นเจ็บหู แล้วจึงทานข้าวเย็น กลับมาก็นอนต่ออีกหน่อย ก่อนต้องฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมาเขียนบล็อก แต่กว่าจะทำได้ก็มัวแต่เถลไถลดูโน่นดูนี่จนหมดไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง

สาเหตุหลักของการใช้ชีวิตสะเปะสะปะอย่างนี้ก็เพราะว่าผมไม่ค่อยสบาย

จริงๆ ผมไม่สบายมาสามวันแล้ว คืนวันพุธนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน วันพฤหัสฯ จึงลางานนอนอยู่กับบ้านแล้วดีขึ้นมาก แต่พอวันศุกร์กลับไปทำงานก็อาการแย่ลงหน่อย ส่วนวันนี้อาการทรงๆ จนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

นี่แค่ป่วยแบบเป็นหวัดเจ็บคอนิดๆ หน่อยๆ ความสามารถยังลดลงไปมากกว่า 50%

ถ้าป่วยหนักกว่านี้ ความสามารถอาจจะลดลงเป็น 0% หรือติดลบก็ได้ (ติดลบเพราะคนอื่นต้องสละเวลามาดูแลเราด้วย)

มาลองคิดดู การที่เราทำอะไรในแต่ละวันได้น้อยลงครึ่งหนึ่ง ก็มีค่าเท่ากับชีวิตของเราสั้นลงไปครึ่งวัน

เพราะแทนที่จะทำสิบเรื่องได้ในวันเดียว เรากลับทำได้แค่ห้าเรื่อง ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการนอนซมหรือท่องเน็ตเพราะหัวสมองมันตื้อเกินกว่าจะคิดทำเรื่องที่มีประโยชน์

ผมได้ยินพระพุทธภาษิต อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ สมัยยังอยู่ชั้นประถม

เวลาผ่านไป 25 ปี ร่างกายถึงเริ่มออกแววชำรุด และผมเพิ่งจะเริ่มรู้สึก “อิน” กับประโยคนี้

ความเจ็บป่วย จะว่าไปก็เป็นเหมือนกัลยาณมิตรที่มากระซิบบอกเราว่า “จะใช้ชีวิตเหมือนสมัยวัยรุ่นไม่ได้แล้วนะ” แม้ว่าความรู้สึกของเราจะคัดค้านแค่ไหนก็ตาม

คงต้องกินให้ดีกว่านี้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอกว่านี้ และพักผ่อนให้เพียงพอกว่านี้

Take care of your body and your healthy body will take care of the rest.

ผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Pic & Pause: Hugh Herr

20151016_HughHerr

สวัสดีครับ

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานมาเล่าให้ฟัง แต่มี Pic & Pause ที่ร้างลาไปนาน

Pic & Pause คือรูปที่ผมดูแล้วต้อง “หยุดกึก” ไปแป๊บนึง เพราะมันมีพลังและมีความหมายแฝงอยู่

รูปนี้เป็นของชายที่ชื่อว่า ฮิ้ว เฮอร์ (Hugh Herr)

ผมเจอรูปนี้ใน Quora ภายใต้หัวข้อ What has been the greatest comeback in history?

Comeback ในที่นี้หมายถึงคนที่ล้มลงแล้วลุกขึ้นมาใหม่ หรือคนที่เคยตกต่ำแต่กลับมายิ่งใหญ่ได้

ฮิ้วเคยได้รับขนานนามว่าเป็น “นักปีนเขาอัจฉริยะ” (prodigy rock climber) ตอนอายุ 8 ขวบฮิ้วก็ปีนเขาความสูง 3,544 เมตรแล้ว!

ปี 1982 ในวัย 17 ปี ฮิ้วกับเพื่อนไปปีน Mount Washington ใน New Hampshire แล้วเจอพายุหิมะกระหน่ำจนติดอยู่บนภูเขาถึงสามวัน แม้จะมีทีมเข้ามาช่วยชีวิตเอาไว้ได้ แต่ขาของฮิ้วก็โดนน้ำแข็งกัดอย่างรุนแรงจนหมอตัดสินใจให้ตัดขาฮิ้วทั้งสองข้าง

ฮิ้วยิ่งสะเทือนใจเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่า หนึ่งในทีมงานที่ออกตามหาฮิ้วนั้นเสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจ

ฮิ้วพูดไว้ใน Ted.com ว่า ตอนแรกเขารู้สึกว่าตัวเอง broken (ชีวิตพังทลาย) แต่เมื่อมีสติก็คิดขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้ broken – a human can never be broken คนเราไม่มีใครมาทำลายได้

สิ่งที่ broken จริงๆ คือเทคโนโลยีต่างหาก ถ้าหากเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่านี้ ก็ย่อมช่วยให้คนที่สูญเสียอวัยวะไปกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

ตอนเป็นวัยรุ่นฮิ้วเรียน technical college (อารมณ์คงคล้ายๆ เพาะช่าง) เลยมีทักษะและความรู้เรื่องการประดิษฐ์อุปกรณ์ ฮิ้วจึงศึกษาวิธีการทำขาเทียมและสร้างขาเทียมด้วยตัวเองจนทำให้เขากลับมาปีนเขาได้อีกครั้ง

แถมขาเทียมที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมายังมีข้อได้เปรียบกว่าขวาปกติตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงเพื่อให้เข้ากับรอยแยกบนหน้าผาได้

สุดท้ายฮิ้วที่ใส่ขาเทียมสามารถปีนเขาได้สูงกว่าสมัยที่ฮิ้วมีขาจริงอยู่เสียอีก!

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น จากเด็กที่ไม่ได้สนใจการเรียนเท่าไหร่ ฮิ้วศึกษาต่อปริญญาตรีในสาขาฟิสิกส์ที่ Millersville University จากนั้นก็ไปเรียนต่อด้าน Mechanical Engineering ที่ MIT ปิดท้ายด้วย PhD ด้าน Biophysics จาก Harvard โอ้แม่เจ้า!

ตอนนี้ฮิ้วเป็นอาจารย์อยู่ที่ MIT และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Bionics (ชีวประดิษฐศาสตร์) และได้ผลิตขาเทียมที่ใส่แล้วรู้สึกราวกับว่าเป็นขาคนจริงๆ

คนที่เคยสูญเสียขาไปแล้วได้ใส่ขาเทียมของฮิ้วเป็นครั้งแรกมักอุทานว่า Oh My God! ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่น้ำใสๆ จะไหลรินจากตา

ฮิ้ว เฮอร์คือตัวอย่างของมนุษย์ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นแรงผลักดันที่จะสร้างความก้าวหน้าให้กับโลกใบนี้

นับถือใจเขาจริงๆ ครับ

—–
ขอบคุณภาพจาก Quora.com

ขอบคุณข้อมูลจาก
Quora: What has been the greatest comeback in history?
Wikepedia: Hugh Herr
TED: The new bionics that let us run, climb and dance
Jothy Rosenberg: Who Says I Can’t : Hugh Herr full episode

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Tool or Toy?

20151015_ToolOrToy

สมัยเด็กๆ ใครเคยโดนตีเพราะติดเกมบ้างมั้ยครับ?

ผู้หญิงไม่น่าจะเคย แต่ผู้ชายอย่างเราๆ ที่โตมากับเครื่องเกมอย่าง Family / Nintendo / Play Station น่าจะต้องเคยโดนกันบ้าง

ผมเคยโดนตีเพราะเรื่องเกมสองครั้ง ครั้งแรกเพราะเล่นเกมที่บ้านแล้วไม่ยอมกินข้าวกินปลา น้าแดง (ซึ่งเป็นน้องสาวของแม่ที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก) เลยสั่งสอนไปหนึ่งยก

ครั้งที่สองผมโดนตีเพราะว่าไปเล่นเกมที่ร้านเกมโดยไม่ได้บอกใครที่บ้าน แถมวันนั้นเขามีนัดจะไปดูหนังกันด้วย สุดท้ายแม่แกะรอยจนเจอแล้วก็เอาไม้เรียวมาตีถึงในร้านเลย เจ็บก็เจ็บ เขินก็เขิน

—–

สัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีเหตุให้ผมต้องคิดถึงความแตกต่างระหว่าง เครื่องมือ กับ ของเล่น – Tool & Toy

“เครื่องมือ” คือสิ่งที่เราใช้เพื่อทำงานหรือบรรลุจุดประสงค์อะไรบางอย่าง

ตัวอย่างของเครื่องมือก็เช่นไม้บรรทัด ที่เราหยิบมาใช้เพื่อตีเส้นหรือวัดความยาว

“ของเล่น” คืออะไรซักอย่างที่เราใช้เพื่อความเพลิดเพลิน โดยไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรที่มีสาระแก่นสารนัก

ตัวอย่างของของเล่นก็คือเกม ที่ผมเคยเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน และการเล่นเกมก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรนอกจากเอาชนะบอส หรือเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุด ซึ่งในสายตาของ “ผู้ใหญ่” ก็คงดูเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลาชะมัด

ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “ของเล่น” ก็คือเครื่องมือจะไม่ทำให้เราเสพติด แต่ของเล่นทำให้เราเสพติดได้

คนที่ติดเกมจึงมีมากมาย แต่คนที่ติดไม้บรรทัดคงหาได้ยาก

ความแตกต่างระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “ของเล่น” อีกหนึ่งอย่างก็คือ เครื่องมือเป็นสิ่งที่เราต้องใช้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่

แต่ของเล่นนั้น พอเรา “โตขึ้น” ระดับหนึ่ง เราก็จะเลิกเล่นไปเอง

—–

สมัยผมเป็นเด็ก เรามีแต่โทรศัพท์บ้าน ที่ใช้เป็น “เครื่องมือ” สำหรับติดต่อและพูดคุยกับคนโน้นคนนี้

จากนั้นพวกเราก็มีโทรศัพท์มือถืออย่าง Nokia 3310 ที่เป็นทั้ง “เครื่องมือ” และ “ของเล่น” เพราะมันเปิดโอกาสให้เราส่งข้อความและเล่นเกมงูได้

จากนั้นเราก็มีอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนและไอแพดและเฟซบุ๊คและไลน์

แล้วโทรศัพท์ก็ได้กลายร่างจาก “เครื่องมือ” มาเป็น “ของเล่น” โดยสมบูรณ์

เพราะ 8 ใน 10 ครั้งที่เราหยิบมือถือขึ้นมา ไม่ใช่เพราะเราต้องการจะติดต่อใครหรือหาข้อมูลอะไร

แต่เราใช้มันเพื่อจะเปิดเฟซบุ๊คแล้วสโครลดาวน์ทามไลน์อย่างเพลิดเพลิน หรือนั่งไล่อ่านข้อความในกรุ๊ปไลน์ที่เขาบอกว่า “วีดีโอนี้ดีมากต้องดู” หรือ “บทความนี้ดีมาก อ่านแล้วอย่าลืมส่งต่อ” ฯลฯ

เผลอแป๊บเดียว ก็หมดไปอีกหนึ่งวัน

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เด็กอายุ 6 ขวบและ 60 ขวบติดของเล่นชิ้นเดียวกัน

แถมติดแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าตีด้วย

—–

ตั้งแต่ผมหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือ ผมก็ใช้มือถือน้อยลงไปมาก

แอพที่อยู่บนหน้าจอ ผมคัดเฉพาะที่ spark joy และใช้ประจำจริงๆ จนเหลือแค่เพียงหน้าเดียว วันก่อนน้องชายจะมาดูว่ามือถือของผม “ลื่น” แค่ไหนก็ทดสอบไม่ได้เพราะมันไม่มีหน้าอื่นให้หมุนไปดู

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างที่นั่งทานข้าว ผมหยิบมือถือขึ้นมาตามความเคยชิน แล้วพบว่าไม่มีอะไรให้ดูเพื่อ “ฆ่าเวลา” อีกแล้ว

และผมก็รู้สึกได้ถึง “ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป” ระหว่างผมกับมือถือ

ผมรู้สึกว่ามือถือได้กลับมาเป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ “ของเล่น” อีกต่อไป

แว้บแรก ก็แอบรู้สึกเศร้านิดๆ ที่ต้องอำลาของเล่นชิ้นนี้

แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ตัวเอง “โตขึ้น” อีกนิดนึงแล้ว

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เรื่องแปลก

20151014_Pramote

แปลกมั้ย?
ยิ่งรู้จักทุกข์ เรายิ่งมีความสุข
ยิ่งวิ่งหาความสุข เรายิ่งทุกข์

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

ใครที่อ่าน a day น่าจะรู้จักการ์ตูน hesheit ของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร

(ส่วนคนที่ไม่รู้จัก ชื่อการ์ตูนอ่านว่า he-she-it นะครับ)

มีตอนหนึ่งที่ผมประทับใจมาก

หนุ่มออฟฟิศคนหนึ่งเพิ่งได้โบนัส 9 เดือน (ขอเรียกว่า “เม่น” แล้วกัน) เม่นดีใจมาก เลยไล่ถามเพื่อนๆ ในทีมว่าได้โบนัสกี่เดือนกันบ้าง

เพื่อนคนแรกบอกว่าได้ 6 เดือน…เม่นรู้แล้วก็กระหยิ่มในใจ

ถามคนที่สอง บอกว่าได้ 3 เดือน…เม่นยิ้มไม่หุบ

ถามคนที่สาม บอกว่าได้ 4 เดือน…เม่นยิ่งดี๊ด๊า

ถามคนที่สี่ บอกว่าได้ 12 เดือน…

เม่นจ๋อยเป็นหมาหงอยเลยครับ

ความสุขเต็มปรอทเมื่อกี๊หายวับไปกับตา

ในเฟรมสุดท้ายของการ์ตูน นางเอกที่เห็นพฤติกรรมของเม่นมาตั้งแต่ต้นก็พูดขึ้นว่า “เพราะเธอโลภมากความสุขน่ะสิ”*

—–

มีคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่าพระพุทธเจ้ามองโลกในแง่ร้าย เพราะบอกว่าชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ

ถ้าบอกว่าชีวิตเป็นทุกข์ แล้วจบอยู่แค่นั้น ก็คงจะมองโลกในแง่ร้ายจริงๆ นั่นแหละ

แต่นี่ท่านช่วยชี้ทางออกให้ ด้วยการเชื้อเชิญให้เราเข้าไปศึกษาเรื่องความทุกข์ แถมยังได้ “ปักหมุด” บอกหมดเลยว่าระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง

พวกเราเกือบทุกคน ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อวิ่งหนีสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ และวิ่งหาสิ่งที่ตัวเองพึงพอใจ

ซึ่งนั่นหมายความว่าเราต้อง “ดิ้นรน” อยู่ตลอดเวลา

และเมื่อไหร่ที่ดิ้นรน เมื่อนั้นก็ย่อมทุกข์

ไหนๆ ก็หนีความทุกข์ไม่พ้นแล้ว สู้เผชิญหน้ากับมันซักตั้งดีกว่ามั้ย

เหมือนอย่างที่แมรีคูรีเคยกล่าวไว้ว่า Nothing in life is to be feared, it is only to be understood.

ในชีวิตไม่มีอะไรน่ากลัว มีแต่เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจเท่านั้นเอง

—–

* เนื่องจากอ่านมานานมากแล้ว รายละเอียดคงคลาดเคลื่อนไปไม่น้อย ถ้าใครมีต้นฉบับก็วานบอกหน่อยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก ชุมชนธรรมอารีย์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จะทำสไลด์ อย่าเปิด Powerpoint

20151013_Powerpoint

สมัยที่ผมเรียนอยู่นิวซีแลนด์นั้น ผมเตะบอลให้กับทีมประจำเมืองด้วย (ไม่ได้เตะบอลเก่งอะไรนะครับ เพราะเมืองของเขามีคนแค่ 4500 คนเท่านั้น และคนเตะบอลจริงๆ ก็มีไม่เท่าไหร่)

ทีมของเราจะมีซ้อมกันทุกค่ำวันอังคารกับค่ำวันพฤหัสฯ ใช้เวลาซ้อมประมาณ 2-3 ชั่วโมง

แต่เกือบทุกครั้ง ช่วงหนึ่งชั่วโมงแรก โค้ชจะไม่ยอมให้เราได้แตะบอลเลย (บอลหลายสิบลูกจะถูกเก็บไว้ในตาข่ายที่โค้ชวางไว้ข้างกาย)

กิจกรรมอย่างแรกที่พวกเราต้องทำคือวิ่งวอร์มรอบสนามบอลซัก 4-5 รอบให้เหงื่อซึมๆ ก่อน

จากนั้นจึงมายืนล้อมวงยืดเส้นยืดสายแล้วค่อยจัดแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งยืนตรงเส้นหลังประตู แล้วเริ่มวิ่งเหยาะๆ ซัก 20 เมตร วิ่งหันข้าง 20 เมตร วิ่งถอยหลัง 20 เมตร แล้วค่อยกลับตัววิ่งสุดแรงไปจนถึงเส้นหลังประตูอีกฝั่งหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปกลับอย่างน้อยสี่รอบ

ยังไม่พอ เรายังมีฝึกความแข็งแกร่งและความว่องไวเช่นการวิ่งซิกแซกผ่านโคน หรือวิ่งเปี้ยวเพื่อไปแตะทีมฝั่งตรงข้าม

จนเหงื่อท่วมกายแล้วนั่นแหละ โค้ชถึงจะเอาลูกฟุตบอลมาให้เราได้เตะกัน

—–

ถามว่าทำไมซ้อมฟุตบอล แล้วไม่ให้แตะลูกฟุตบอล?

โค้ชอธิบายว่า ในสนามมีผู้เล่น 22 คน แต่ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง จะมีคนที่ได้แตะบอลอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

ดังนั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ในเกม 90 นาที ผู้เล่นแต่ละคนจึงได้แตะบอลแค่เพียง 4 นาที

ส่วนอีก 86 นาทีคือการ “เล่นบอล” โดยปราศจาก “ลูกบอล”

ดังนั้น สิ่งที่เราทำระหว่างที่ไม่มีบอลจึงสำคัญมาก อาจจะสำคัญกว่าตอนมีบอลเสียอีก

—–

ผมว่าการซ้อมบอลก็เหมือนการทำสไลด์

เวลาจะทำสไลด์ขึ้นมาซักชุด คุณทำยังไง?

หลายคนจะเปิดโปรแกรม Powerpiont / Keynote ขึ้นมาเลย โดยอาจจะเปิดไฟล์เก่า (เพื่อจะได้ใช้เท็มเพลตเดิม) แล้ว Save As ก่อนจะนั่งแก้เนื้อหา

วิธีการทำสไลด์อย่างนี้ไม่ต่างกับการมาถึงสนามฟุตบอล ใส่รองเท้าเสร็จแล้ว ก็ลงไปแข่งเลย

นอกจากจะเล่นไม่ค่อยออกแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บอีกด้วย

ถ้าต้องทำสไลด์ที่มีเนื้อหาใหม่และมีความสำคัญ ผมขอนำเสนออีกทางเลือกหนึ่ง

  • เอากระดาษเปล่าๆ มา 1 แผ่น
  • เขียนหัวข้อเรื่อง
  • เขียนจุดประสงค์ว่าเราจะพรีเซ้นต์เรื่องนี้ไปทำไม
  • ใช้กระดาษโพสต์อิทจดประเด็นต่างๆ ที่เราต้องการจะพูด โดยหนึ่งโพสต์อิทมีได้เพียงหนึ่งประเด็นเท่านั้น
  • บางประเด็นที่ควรมีภาพประกอบ ก็เขียนลงไปในโพสต์อิทด้วยว่าควรจะใช้ภาพอะไร ประมาณไหน
  • ขยับโพสต์อิทไปมาเพื่อจัดกลุ่มความคิด และวางแผนว่าเราจะดำเนินเรื่องอย่างไร ควรจะนำเสนอประเด็นอะไรก่อนหลัง
  • เราจะพบว่า ประเด็นบางประเด็นอาจจะควบรวมเป็นหนึ่งสไลด์ก็ได้ และบางประเด็นอาจจะต้องแตกย่อยออกมาเป็นหลายสไลด์ก็ได้
  • อย่าลืมด้วยว่าตอนทิ้งท้าย เราจะฝากอะไรให้ผู้ฟังไปทำต่อรึเปล่า

ต่อเมื่อเราเคลียร์แล้วเท่านั้นว่าเราจะนำเสนออะไร เพื่ออะไร และจะเล่าเรื่องอย่างไร เราจึงค่อย เปิด Powerpoint ครับ

เพราะ Powerpoint ก็เหมือนลูกฟุตบอลที่เราใช้ยิงเข้าประตู (Deliver you presentation)

แต่เนื้อหนังของการนำเสนอจริง ๆ คือสิ่งที่เราทำระหว่างที่ไม่ได้  “ครองบอล” อย่างกระบวนการคิด ตรรกะ และวิธีการนำเสนอต่างหาก

อาจจะใช้เวลามากกว่าหน่อย แต่เท่าที่ได้ลองทำ ผมว่าสไลด์นั้นจะเข้าใจง่ายและลื่นไหลกว่ากันเยอะเลยครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

11 ความฟินจากคอนเสิร์ตเพลงประภาส 2

20151012_Prapas

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปดูคอนเสิร์ต “เพลงของประภาส 2” ที่โรงละครเคแบงค์ สยามพิฆเนศครับ

เป็นรอบบ่ายสองโมง ถือเป็นรอบที่ 3 จากทั้งหมด 4 รอบ (รอบสุดท้ายคือ 19.30 วันเดียวกันนั้น)

ในรอบสามปีมานี้ ผมได้ดูคอนเสิร์ตไปประมาณ 6 คอนเสิร์ต

คอนเสิร์ตประภาส 2 คือคอนเสิร์ตที่ผมร้องเพลงตามได้น้อยที่สุด

แต่มันก็เป็นคอนเสิร์ตที่ผมชอบมากที่สุดด้วย

จึงขอมาบันทึกเอาไว้ว่า อะไรที่ทำให้ผมชอบคอนเสิร์ตนี้ โดยเรียงตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นนะครับ

1. ความแน่นของซาวด์
ตอนเดินเข้ามาโรงละคร สิ่งแรกที่รู้สึกเลยว่าคอนเสิร์ตนี้แตกต่างกับคอนเสิร์ตอื่นที่เคยไปมา คือความ “ปึ๊ก” ของระบบเสียง นักดนตรี+นักร้องคอรัสจัดเต็มมาก มากันไม่ต่ำกว่า 30 ชีวิต (รวมถึงเครื่องสายอย่างไวโอลิน เชลโล และดับเบิลเบสด้วย) ทำเอาเวทีดูเล็กไปถนัดตา ต้องยกความดีความชอบให้กับทีม Sound Engineering และ Music Director ทั้งสองท่านคือ คุณหนึ่ง จักรวาร และ คุณจักรพัฒน์ เอี่ยมหนุน

2. ความรู้สึกใกล้ชิดกับคนดู
คอนเสิร์ตคราวนี้ มีคุณเจี๊ยบ วรรธนา มาเป็นผู้ดำเนินรายการ คอยปะติดปะต่อและเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการฝึกซ้อมและที่มาของเพลงบางเพลงให้ฟังกันอย่างเพลิดเพลิน

แถมบังเอิญผมเพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณเจี๊ยบ – The Memory of Love ใน a day bulletin 100 Interview The Influencer เมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ความรู้สึกจึงยังกรุ่นๆ อยู่ พอได้มาฟังคุณเจี๊ยบเลยยิ่งรู้สึกมักคุ้นขึ้นไปใหญ่

และด้วยความที่สถานที่เป็นโรงละคร ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนสถานที่ที่ใช้จัดคอนเสิร์ตทั่วไป (ที่เห็นพี่ก้องนูโวตัวเท่าปลายนิ้วก้อย) ในฐานะคนดูเลยรู้สึกใกล้ชิดกับศิลปินเป็นพิเศษ

3. การประชันกันของ ชินกร ไกรลาศ กับ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่
ผมรู้จักคุณอาชินกร ไกรลาศมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับลุงผมมาก แถมทั้งสองยังเคยร่วมงานกันด้วย จำได้ว่าสมัยที่คุณย่าผมยังอยู่ คุณอาชินกรเคยมาไหว้ย่าที่บ้านที่นครปฐมด้วย

เพลงที่คุณอาชินกรเอามาร้องคือเพลง “ป่าประท้วง” ซึ่งผมไม่รู้จักหรอก แต่พอขึ้นท่อนฮุคเท่านั้นแหละ ความทรงจำวัยเด็กก็พร่างพรูออกมา เพราะผมเคยชอบร้องท่อนนี้มากๆ

“คนเป็นสัตว์ประเสริฐ ไอ้เรามันเดรัจฉาน แต่เราไม่เคยรุกราน บ้านของใครเราไม่ไปทำลาย”

เพิ่งรู้ว่าพี่จิก (ชื่อเล่นของพี่ประภาส) แต่งเพลงนี้ด้วย!

เพลงนี้ได้กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ และน้องผอมๆ อีกสองคนมาช่วยร้องท่อนแร็พ ซึ่งใช้วาจาได้แซ่บถึงใจมาก เป็นการเอาคนสองเจนเนอเรชั่นมาประชันกันได้อย่างกลมกล่อม

4. ความฮาของพี่จุ้ย+พี่เจี๊ยบ
ตอนแรกพี่เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยมออกมาร้องหนึ่งเพลงก่อน แค่แกคุยคนเดียวก็เพลินแล้วนะ แต่พอพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยงขึ้นเวทีเท่านั้นแหละ หัวเราะกันจนท้องแข็งเลย เพราะรับส่งมุขกันแบบไม่มียั้ง เอาจริงๆ ผมขำกว่าตอนดูเดี่ยวไมโครโฟนอีก ช่วงท้ายมีแสตมป์มาแจมด้วย แต่แสตมป์ที่ว่าฮา มาเจอพี่จุ้ยพี่เจี๊ยบนี่กลายเป็นคนขรึมไปเลย

5. เสียงของแนน สาธิดา (นางเอกละครเวที โหมโรงเดอะมิวสิคัล)
ผมไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลย แต่พอได้ฟังเธอร้องเพลงนิทานหิ่งห้อย ผมก็ได้แต่ถามตัวเองว่า นี่เราไปอยู่ไหนมาวะเนี่ย เสียงของคุณแนนก้องกังวานมาก แถมตอนลากเสียงสูงก็โน๊ตตรงเป๊ะ ฟังแล้วระรื่นหูสุดๆ (ถ้าไปเดอะว้อยซ์โค้ชก็คงหันมาทั้งสี่คน) ยิ่งพอได้ฟังคุณแนนพูดเชิญชวนไปดูโหมโรงเดอะมิวสิคัลที่จะกำลังจะกลับมาอีกครั้ง (มีแอบหัวเราะเขิน “เฮ่เฮ่” ด้วย) ยิ่งรู้สึกอยากมาดูขึ้นไปอีก (แต่คงยากเพราะตอนนี้ภรรยาท้องเก้าเดือนแล้ว)

6. อิมเมจร้องเพลงฟั่นเฟือน
เพลงนี้เป็นเพลงเดียวในคอนเสิร์ตนี้ที่ผมฟังแล้วน้ำตาคลอ

อาจจะเพราะว่าตอนเด็กๆ ผมเคยชอบเพลงนี้เอามากๆ (และร้องได้เฉพาะท่อนฮุคเช่นเคย)

“ไม่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่อยากรู้ว่าเคยรักใคร ไม่อยากรู้ว่าเคย…เคยถูกใคร หลอกจนเสียคนอย่างนี้
ไม่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่อยากรู้ว่าเคยนอนร้องไห้ ไม่อยากรู้ว่าเคย…เคยให้ชีวิตใครไป”

อิมเมจก็ยังคงเป็นอิมเมจ สามารถร้องออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์ และพาเราด่ำดิ่งลงในห้วงอารมณ์ จนลืมไปเลยว่าน้องเค้าอายุแค่ 17 ปีเท่านั้น

7. “ปรบมือ” และ “ร้องเพลง” ไปกับน้องๆ
แสตมป์ร้องเพลง “เสียงในความเงียบ” ซึ่งมีน้องๆ อีกสี่คนจากโรงเรียนเศรษฐเสถียรมาเต้นด้วย

น้องเหล่านี้หูไม่ได้ยิน แสตมป์จึงสอน “ภาษามือ” ให้คนดูทุกคนมาร่วมร้องเพลงไปกับน้องๆ

เป็นอะไรที่ Feel Good มากๆ

8. ความเป็นธรรมชาติของจินตหรา พูนลาภ
อีกหนึ่งแขกเซอร์ไพรส์ของงาน กับเพลงเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ เวอร์ชั่นหมอลำ ที่ต้องบอกตรงๆ ว่า ถ้าไม่มีซับไตเติ้ลผมคงฟังไม่รู้เรื่อง ยกเว้นท่อน “เจ้าสิหมุนรอบข้อย ข้อยสิหมุนรอบเจ้า”

แต่จุดประทับใจจริงๆ คือตอนที่พี่จุ้ยขึ้นมาคุยกับน้องจิน แซวกันไปมาจนน้ำตาเล็ดอีกแล้ว ก่อนที่ทั้งจะร้องเพลง “สาวลาวบ่าวไทย” ด้วยกัน ซึ่งก็ผิดคิวกันสุดๆ เพราะร้องไปขำไป มีท่อนนึงที่จินตหราร้องว่า “ถ้าอยากให้น้องนี้ไปซม อย่าซวนลมๆ ยกขบวนมาสู่ขอ” แล้วหมุนตัวจะหันไปหาพี่จุ้ย แต่หาไม่เจอเพราะพี่จุ้ยดันเดินอ้อมหลังจินตหรามาอีกฝั่งนึงแล้ว จินตหราร้องเสียงหลงว่า “เอ้า พี่จุ้ยหายไปไหนอ่ะ” แล้วเธอก็ขำหนักมากจนเข่าอ่อนลงไปทรุดกับเวที  #คนฟังก็หัวเราะหนักมากเช่นกัน

9. เรื่องเล่าของบี พีระพัฒน์
คุณบีบอกว่า เพราะเพลงที่พี่ประภาสแต่ง ถึงทำให้เขาโด่งดังไปทั่วประเทศ ได้ออกทีวีทุกช่องเป็นวาระแห่งชาติไปเลยทีเดียว

ไอ้ผมฟังแล้วก็งงว่าเพลงไหนหว่า

เพลง “วันพรุ่งนี้” ครับ

จำได้ไหม ตายายยังจำได้ไหม
ปู่ย่าจำได้ใช่ไหม สอนหนูอยู่แทบทุกปี
สอนให้เด็กต้องรักกัน มีคำขวัญให้สามัคคี
ให้ทำดี ให้อดออมพากเพียร
ฯลฯ

(ดูใน Youtube ได้ที่นี่ บี พีระพัฒน์เข้ามาตอนนาทีที่ 3:30)

ก่อนที่คสช.จะเอาเพลงนี้ไปใช้ เขาได้มาขออนุญาติกับทางเวิร์คพอยท์ด้วย และพี่คนหนึ่งที่เวิร์คพอยท์ชื่อพี่แก้วก็โทร.มาถามคุณบี

พี่แก้ว: บี คสช.เขาชอบเพลงวันพรุ่งนี้มากเลยนะ เขาอยากจะขอเอาไปใช้ บีขัดข้องอะไรมั้ย

บี: …เอ่อ คงไม่มีอะไรขัดข้องมั้งครับพี่!

ยังมีอีกเพลงหนึ่งที่พี่จิกแต่ง และบีได้ร้อง ที่โด่งดังมากจนได้เป็น “New Entry” ประจำเดือนสิงหาคม…ปั่นปั่นจักรยานไป ปั่นปั่นจักรยานกัน! 

10.เสียงของพี่ประภาส
ตอนแรกก็แอบลุ้นเหมือนกันว่าพี่จิกจะออกมาตอนไหน

ปรากฎว่าตอนที่พิธีกรเชิญพี่จิกขึ้นเวที ผมดันกำลังก้มพิมพ์อะไรบางอย่างบนมือถืออยู่ พี่จิกโผล่มาจากด้านซ้ายมือของผม เดินผ่านหน้าผมไปในระยะห่างกันแค่ที่นั่งแถวเดียวกั้นอยู่ กว่าผมจะเงยหน้าจากจอก็เห็นแต่แผ่นหลังพี่เค้ากำลังเดินขึ้นเวทีซะแล้ว เลยอดเชยชมไอดอลของผมเลย

(ผมติดตามอ่านคอลัมน์ของพี่จิกมาตั้งแต่สมัยมติชนวันอาทิตย์หน้า 14 รุ่งเรือง และเหตุผลที่ผมซื้อ a day ตั้งแต่เล่มแรกก็เพราะว่าพี่ประภาสเขียนถึง)

พี่จิกขึ้นเวทีแล้วก็กล่าวขอบคุณศิลปินเป็นรายตัว พร้อมพูดถึงความประทับใจต่างๆ เช่นเจอแสตมป์ครั้งแรกที่คณะสถาปัตย์จุฬา ตอนนั้นแสตมป์เล่นกีตาร์ร้องเพลงเปิดหมวก พี่จิกสนใจจนเข้าไปทำความรู้จักและชวนมาร่วมงานกัน

แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผมรู้จักพี่จิกผ่านตัวหนังสือ บทเพลง และรายการทีวีมาตั้งนาน แต่เราไม่เคยได้ยินเสียงของพี่เค้าเลยนี่หน่า

เสียงของพี่จิกต่างจากที่ผมจินตนาการไว้พอสมควร

พอฟังพี่จิกแล้วผมอดนึกถึงครั้งแรกที่ผมฟังเดวิด เบ็คแฮมให้สัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะผมเองก็จินตนาการว่าเบ็คแฮมน่าจะเสียงทุ้มกว่านี้ (ใครไม่เคยได้ยินเสียง Beckham ลองเปิด Youtube หา David Beckham interview ดูได้ครับ)

แต่ถึงยังไง ผมก็ยังดีใจและภูมิใจได้ยินเสียงพี่นะครับ!  (เพราะคนอีก 95% ที่ติดตามผลงานพี่น่าจะไม่เคยมีโอกาส)

11. พลังงานที่ได้จากคอนเสิร์ต
ข้อนี้น่าจะสำคัญที่สุด

คอนเสิร์ตคราวนี้ยาวถึงสี่ชั่วโมงครึ่ง (มีเบรค 15 นาที) แต่ไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย

ทั้งๆ ที่เพลงส่วนใหญ่ผมก็ไม่รู้จัก ศิลปินที่มาก็ไม่ใช่ศิลปินที่เราโปรดปรานมากมายนัก

แต่พอดูจบแล้วรู้สึกว่ามันอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้ชาร์จพลังงานบวกจนเต็มหลอด

และผมก็มั่นใจว่าหลายคนที่อยู่ ณ ตรงนั้น ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

การที่สิ่งมหัศจรรย์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความเอาใจใส่ของพี่ประภาสและทีมงานทุกคนจริงๆ

—-

และถึงแม้ผมไม่ได้เอ่ยชื่อพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก พี่หนุ่มเสก พี่อุ้ย รวิวรรณ พี่ปั่น ไพบูลเกียรติ พี่เกี๊ยง เฉลียง ก็ไม่ได้แปลว่าผมไม่ได้ประทับใจนะครับ แต่ถ้าให้เขียนถึงทุกท่านก็อาจจะทำให้บล็อกนี้ยาวเกินไป ยังไงพวกพี่ก็เป็นดาวค้างฟ้าอยู่แล้ว ผมไม่เขียนถึงก็คงไม่น้อยใจกันเนอะ

ตอนจบคอนเสิร์ต มีแฟนเพลงบางคนเข้าไปขอถ่ายรูปกับพี่ประภาส

ผมเองก็ชวนแฟนว่าอยากจะลงไปถ่ายบ้าง แต่เผอิญเห็นทีมงานมาตามพี่ประภาสไปเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตรอบถัดไป  จึงไม่อยากรบกวนพี่เขา

(แฟนมาบอกทีหลังว่า พี่ประภาสหันมามองเธอด้วย สงสัยเพราะเห็นว่าเธอกำลังท้องแก่ รู้งี้น่าจะอาศัยสิทธิ์คนท้องเข้าไปขอถ่ายรูปซะเลย)

ขอบคุณพี่ประภาส เหล่าศิลปิน และทีมงานทุกคนอีกครั้งสำหรับคอนเสิร์ตดีๆ ในครั้งนี้ ที่ได้ส่งพลังงานให้พวกเรามากมาย

ผมตั้งใจแล้วว่า จะเอาพลังงานที่ได้มานั้นผ่องถ่ายไปยังงานสร้างสรรค์ ทั้งงานเขียนและงานดนตรี

ไม่แน่นะ ซักวันหนึ่ง พลังงานของผมจะส่งไปถึงพี่ประภาสบ้างก็ได้

—–

รายชื่อเพลงคอนเสิร์ตเพลงประภาส 2 รอบ 14.00 วันอาทิตย์ที่ 11 ต.ค. 2558
(ที่จดลงในมือถือจนพลาตช็อตพี่ประภาสเดินขึ้นเวที หากตกหล่นหรือเขียนชื่อเพลงไหนผิดไป ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ)

ช่วงตัวจี๊ด
เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ – แสตมป์ อภิวัชร์
สักครั้งจะไม่ลืมพระคุณ – ป๊อด โมเดิร์นด๊อก
นาฬิกา – บี พีระพัฒน์

ช่วงศิษย์เก่า
รักเธอแต่เธอไม่รู้ – หนุ่มเสก
รักเป็นดั่งต้นไม้ – หนุ่มเสก
รุ้งอ้วน – อุ้ย รวิรรณ จินดา
พี่ชายที่แสนดี อุ้ย

ช่วงลำตัดประชันแร็พ
ป่าประท้วง – ชินกร ไกรลาศ ประชันกับ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ & co.

ช่วงเฉลียง
เร่ขายฝัน – เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม
เที่ยวละไม – จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง & เจี๊ยบ
เรื่องตลก (แปลงเนื้อ) – เจี๊ยบ จุ้ย แสตมป์

ช่วงนักร้องเสียงดี
ลมใต้ปีก – ปั่น ไพบูลเกียรติ เขียวแก้ว
นายไข่เจียว ปั่น
นิทานหิ่งห้อย – แนน สาธิดา
เสียงนั้นเสียงหนึ่ง แนน
ฟั่นเฟือน – อิมเมจ สุธิตา
สิ่งลึกลับซับซ้อนในจักรวาล – อิมเมจ & แสตมป์

ช่วงชวนคนดูร้องเพลงด้วยความเงียบ
เสียงในความเงียบ แสตมป์ + น้องๆ นักเรียน

ช่วงเฉลียง 2
โลกยังสวย [จัง-หวะ-จะ-เดิน] – เกี๊ยง เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์
ยังมี – เกี๊ยง

ช่วงลำซิ่ง
เธอหมุนรอบฉัน (หมอลำ) – จินตหรา พูนลาภ
สาวลาวบ่าวไทย – จินตรา + จุ้ย

ช่วงตัวจี๊ด 2
เจ้าหมอก – บี
เพราะอะไร – ป๊อด
ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน – ป๊อด

ช่วงปิดท้าย
เขียนให้เธอ เกี๊ยง + กอล์ฟ

—-

ป.ล. ขอบคุณพี่จัน พี่ที่ออฟฟิศที่ให้ตั๋วคอนเสิร์ตมาครับ

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่