บทเรียนจากการแพ้ 17-0

20150502_17_0

That which doesn’t kill you only makes you stronger

อะไรที่ไม่ได้ฆ่าคุณมันจะทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น

—–

ตอนเด็กๆ ผมบ้าบอลมาก

ช่วงม.1 ถึง ม.3 เทอมต้น ผมเรียนอยู่ที่เตรียมพัฒน์ พักเที่ยงทีไรต้องรีบทานข้าวแล้วมาเตะบอลพลาสติกที่ลานเอนกประสงค์เป็นประจำ

ก่อนจะเดินทางไปเรียนที่นิวซีแลนด์ในเดือนกันยายน ปี 1994 พอรู้ว่าที่นั่นมีทีมฟุตบอล 11 คนด้วย ผมเลยขอพ่อซื้อรองเท้าสตั๊ด (รองเท้านักฟุตบอล)

เป็นสตั๊ดคู่แรกในชีวิต และเป็นรองเท้าที่แพงที่สุดที่ไม่ได้ใช้เงินตัวเองซื้อ ยี่ห้อพูม่า ราคาสองพันกว่าบาท

ได้รองเท้ามาแล้วก็ฝันเห็นภาพตัวเองใช้รองเท้าสตั๊ดคู่นี้โลดแล่นอยู่ในสนามในตำแหน่งกองกลางตัวรุก

สาวๆ กรี๊ดกระจายแน่นอน!

แต่แล้วก็ฝันสลายครับ เพราะพอผมไปถึงนิวซีแลนด์ ก็หมดฤดูหนาวพอดี เพราะชาวกีวี่นั้นเค้าเล่นฟุตบอลกันเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น

สำหรับเด็กไทยที่เล่นฟุตบอลตลอดปีไม่ว่าจะฝนตกแดดออก การเล่นฟุตบอลแค่ฤดูเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจจริงๆ

สุดท้าย ผมเลยได้ประเดิมรองเท้าสตั๊ดของผมด้วยการใส่มันเดาะบอลในสวนหลังบ้าน

และเฝ้ารอเวลาให้ฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง

—-

ณ ช่วงเวลานี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (May 1995) เป็นเดือนสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วงของประเทศนิวซีแลนด์

ตัวผมกับรองเท้าพูม่าคู่เดิม รอคอยเวลานี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะมันเป็นช่วงคัดตัวของทีม U-16 (ต่ำกว่า 16 ปี) และ U-19 ของทีมฟุตบอล Temuka ซึ่งเป็นเมืองที่ผมอยู่

ทีม U-16 ของ Temuka นั้นจะมีอยู่สองทีม คือ Temuka A (ทีมแข็ง)กับ Temuka B (ทีมอ่อน)

จะด้วยความเป็นเด็กใหม่หรือเด็กต่างด้าวหรืออย่างไรไม่ทราบ ผมถูกคัดไปอยู่ทีมอ่อน

ส่วนทีม U-19 หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Youth Team นั้น เทมูก้ามีอยู่ทีมเดียว ซึ่งก็จะมีทั้งพวกที่อายุเกิน 16 แต่ต่ำว่า 19 ปี และรวมถึงเด็กเก่ง ๆ จากทีม U-16 ด้วย ผมก็โชคดีติดทีมนี้ด้วย

การแข่งลีกของ U-16 นั้นจะมีตอนเช้าวันเสาร์ ส่วน Youth League จะมีตอนบ่ายวันเสาร์

ช่วงนั้นผมเลยได้เตะบอลวันละสองแมทช์เลยทีเดียว

ตลอดเวลาประมาณสามเดือน (มิ.ย.-ส.ค.) ผมน่าจะได้ลงแข่งไม่ต่ำกว่า 20 นัด

และแพ้ไม่ต่ำกว่า 15 นัด

วันไหนชนะหรือเสมอจะเป็นเรื่องประหลาดมากจนต้องหยิบยกมาเป็นประเด็นตอนโทร.ทางไกลกลับไปคุยกับพ่อแม่ที่เมืองไทย (ตอนนั้นยังไม่มี Internet / Skype นะครับ)

เกมตอนเช้านั้นผมแทบไม่มีหวังจะชนะอยู่แล้ว เพราะอยู่ทีมอ่อน ซึ่งเล่นบอลกันแทบไม่เป็นเลย ให้มาเจอทีมเด็กป.6 เมืองไทยผมว่ายังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ส่วน Youth Team นั้น ถือว่าค่อนข้างมีอนาคตทีเดียว เพราะเป็นส่วนผสมของนักเตะที่ดีที่สุดของ U-16 ทั้งสองทีมที่เรามี รวมถึงเด็กที่อายุเกิน 16 ปีด้วยนิดหน่อย

แต่ด้วยความที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ใน Temuka Youth Team ยังอายุแค่ 14-16 ปี แม้จะมีทักษะดีแค่ไหน กระดูกก็ยังอ่อนเมื่อไปเจอกับพวกทีม Youth จากเมืองอื่นๆ ที่ผู้เล่นส่วนใหญ่อายุ 17-19 ปี

เมื่อเราไปเจอทีมเต็งแชมป์เราจึงสู้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

จำได้ว่าเกมแรกที่เราแพ้แบบหลุ่ย เราเจอกับทีม Timaru City ซึ่งเพื่อนสนิทผมชื่อ Brendan ไปเล่นให้

(Timaru เป็นเมืองใหญ่ มีประชากร 40,000 คน ขณะที่ Temuka มีประชากรแค่ 4,000 คนเท่านั้น)

แมทช์นั้นเราเล่น “ในบ้าน”

และเราแพ้ไป 13-0 ครับ

ไม่เคยเตะบอลแล้วแพ้ใครเท่านี้มาก่อน จบเกมเจ้าบรินดอนถึงกับต้องเดินมาขอโทษที่ทีมเค้า “จัดหนัก” ไปหน่อย

แต่นั่นไม่ใช่แมทช์ที่เราแพ้เยอะที่สุดครับ

เกมที่เราแพ้แบบเละเทะที่สุดคือที่เราเล่นกับ Timaru Boys High ซึ่งเป็นทีมของโรงเรียนชายล้วนในเมืองทิมารู

อารมณ์คงคล้ายๆ โรงเรียนกอไผ่วิทยาปะทะโรงเรียนสวนกุหลาบ

แมทช์นั้นเราเล่นนอกบ้านด้วย ต้องนั่งรถ 20 นาทีเพื่อไปเตะที่เมือง Timaru

ครึ่งแรกเราน่าจะโดนไปประมาณ 7-0

ส่วนครึ่งหลังก็โดนไปอีก 10 เม็ด สิริรวม 17-0

ความทรงจำที่ผมมีเกี่ยวกับแมทช์นั้นมีอยู่แค่สองอย่าง

ความทรงจำแรกคือบอลของเราแทบไม่เคยข้ามเส้นไปอยู่แดนของเค้าเลย – ยกเว้นตอนเขี่ยลูก

ความทรงจำที่สองคือนายประตูฝั่งนั้น “ว่างงาน” มากขนาดเดินไปซื้อโอเลี้ยงปากซอยมาดูดเล่นที่่เสาประตูได้สบายๆ

(เรื่องโอเลี้ยงนี่ผมมโนขึ้นเองนะครับ เพียงแต่ทีมผมมันกากมากจนนายประตูฝั่งนู้นแทบไม่มีส่วนร่วมเลย ทั้งแมทช์เหมือนเค้าจะได้แตะบอลแค่ครั้งเดียวเอง ผมคิดว่าถ้าผมเป็นเค้าคงจะเดินไปซื้อน้ำกินแก้เบื่อ)

หมดเดือนสิงหาคม ฤดูกาลฟุตบอลก็จบลงด้วยสถิติ ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 15 หรืออะไรประมาณนั้น

—–

อดทนอีกนิดครับ จะเข้าประเด็นแล้ว!

ปีถัดมา (1996) ฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง

ในวันที่ลีกเริ่ม ผมยังอายุไม่เกิน 16 เลยยังเล่นให้กับทีม U-16 ได้

แถมคราวนี้ติดทีม A ด้วย! สงสัยเพราะฤดูกาลที่แล้วโชว์ฝีเท้าเข้าตาโค้ช

และผมก็ยังติดทีม Youth อีกเช่นกัน ผู้เล่นทีมนี้เกือบทั้งหมดเป็นผู้เล่นชุดเดิม แค่แก่ขึ้นหนึ่งปีเท่านั้นเอง

ปีนี้ถือเป็นปีทองของชีวิตค้าแข้งของผมครับ

ทีม U-16 ของเรานั้นชนะเกือบทุกนัด แพ้แค่นัดเดียว (1-0) และจบฤดูกาลด้วยการครองตำแหน่งแชมป์ลีกแบบขาดลอย

ส่วนทีม Youth สถิติอาจจะไม่สวยหรูเท่า แต่ก็ทำคะแนนได้ดีมาก คะแนนดีกว่า Timaru Boys High ที่เคยชนะเรา 17-0 ด้วยซ้ำ

สุดท้าย เราได้ไปเตะชิงชนะเลิศกับทีม Timaru City และแพ้ไปแบบเฉียดฉิว ได้ตำแหน่งรองแชมป์ไป

จบฤดูกาล ผมได้รางวัล MVP (Most Valuable Player) ของทีม Temuka U-16 มาครองอีกต่างหาก

—–
เพียงแค่ปีเดียว จากคนที่สะกดคำว่าชนะไม่เป็น กลับได้แชมป์กับรองแชมป์ได้

That which doesn’t kill you only makes you stronger

การแพ้แล้วแพ้อีก แพ้แล้วแพ้อีก มันเจ็บปวดนะครับ

แต่กว่าเหล็กจะกลายเป็นดาบได้ก็ถูกเผาถูกทุบมาไม่รู้ตั้งกี่รอบ

ดังนั้น ถ้าคุณกำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ทำอะไรก็ไม่ขึ้น และดูเหมือนกำลังพ่ายแพ้ในเกมแห่งชีวิตนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ให้คิดซะว่าเรากำลังเข้าเตาหลอมอยู่ และกำลังถูกตีให้เป็นดาบ

วันหนึ่ง เมื่อดาบเราคมพอ ฟันอะไรก็ขาดครับ

One thought on “บทเรียนจากการแพ้ 17-0

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s