The Black Swan ตอนที่ 10 – แก้เผ็ดหงส์ดำ

20200705

ตอนที่แล้วเราคุยกันไปแล้วว่ากราฟระฆังคว่ำหรือ Bell Curve นั้น จะใช้งานได้เฉพาะใน Mediocristan เท่านั้น (ดินแดนที่ค่าเฉลี่ยเป็นใหญ่) แต่หากนำมาใช้ใน Extremistan ที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ กราฟระฆังคว่ำจะเป็นเครื่องมือที่ไม่มีความหมายไปในทันที

ปัญหาก็คือนักเศรษฐศาสตร์และนักวางแผนการเงินนั้นยังใช้ Bell Curve ในการประเมินความเสี่ยงของการลงทุนอยู่เลย แล้วประชาชนตาดำๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็เอาเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตไปฝากไว้กับ “ผู้เชี่ยวชาญ” เหล่านี้เพราะเชื่อว่ากองทุนนี้ “ความเสี่ยงต่ำ”

ถ้าตลาดหุ้นและตลาดทุนใช้ Bell Curve ในการประเมินความเสี่ยงได้จริง เหตุการณ์อย่าง market crash ซึ่งตัวเลขหลุดออกจากค่าเฉลี่ยไปไกลถึง 20 standard deviations จะเกิดขึ้นได้แค่หนึ่งครั้งในรอบหลายพันล้านปีเท่านั้น

การใช้ Bell Curve ผิดที่ผิดทางของบรรดา “ผู้เชี่ยวชาญความเสี่ยง” จึงทำให้เรามักประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง เหมือนกำลังพาตัวเองไปนั่งบนกองระเบิดไดนาไมต์แล้วพอมันระเบิดขึ้นมาเราก็แปลกใจและคิดว่ามันเป็น Black Swan

ถ้าคุณกำลังจะซื้อกองทุนแล้วอ่านเจอคำอธิบายอย่าง sigma, standard deviation, variance, correlation, และ Sharpe ratio ให้ระวังตัวไว้เลยว่ากองทุนนั้นกำลังใช้ Bell Curve ในการประเมินความเสี่ยงอยู่

—–

เรียนรู้จากผู้ใหญ่

ผู้ใหญ่นั้นผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ได้พบเจอ Black Swans มาหลายตัวแต่ก็ยังรอดมาได้ ดังนั้นเราจึงควรฟังและเรียนรู้จากเขาให้มากๆ

และ “ผู้ใหญ่” ที่มีอายุยืนยาวที่สุดก็คือ “ธรรมชาติ” หรือ Mother Nature นั่นเอง ถ้าธรรมชาติไม่แน่จริงโลกนี้คงสิ้นสลายไปนานแล้ว

เรื่องแรกที่เราเรียนรู้จากธรรมชาติได้ ก็คือธรรมชาตินั้นจะมี redundancy หรือการมีมากเกินความจำเป็นเสมอ

ลองดูร่างกายมนุษย์ก็ได้ เรามีตาสองดวง หูสองหู ปอดสองข้าง ไตสองไต แม้กระทั่งสมองก็มีสองซีก (อาจจะยกเว้นผู้บริหารหรือนักการเมืองบางคน) ทั้งๆ ที่ตาดวงเดียวก็มองเห็นได้ ไตอันเดียวก็มีชีวิตอยู่ได้ แต่ธรรมชาติก็ยังเลือกที่จะมี “อะไหล่” เผื่อเอาไว้แม้ว่ามันจะต้องสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้นก็ตาม

สิ่งที่ตรงข้ามกับ redundancy คือ naive optimization หรือการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร้เดียงสา

ถ้ามองด้วยเลนส์ของนักเศรษฐศาสตร์ การมีปอดสองข้างและมีไตสองไตนี่มันช่างไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย การมีอวัยวะเพิ่มขึ้นมาสองชิ้นในร่างกายทำให้การเดินทางในทุ่งสะวันนาของ Sapiens ยุคบุกเบิกนั้นต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกไม่รู้เท่าไหร่

ถ้ามองด้วยเลนส์ของนักเศรษฐศาสตร์เราไม่จำเป็นต้องมีไตก็ได้ ขายมันทิ้งซะ แล้วค่อยใช้ไตส่วนกลางแบบ sharing economy หรือตอนกลางคืนที่เรานอนหลับเราก็ให้คนอื่นยืมดวงตาเราไปใช้ก็ได้

ยกตัวอย่างที่ดูสุดโต่งให้เห็นเพื่อจะบอกว่า optimization ไม่ได้นำมาซึ่งผลดีเสมอไป ประเทศไหนที่ specialize ในด้านใดด้านหนึ่งเกินไป หากราคาของสิ่งนั้นตก ประเทศก็จะทรุดไปด้วยทันที

การมีหนี้ก็เช่นกัน หลักสูตร MBA มักจะให้เราเอาเงินไปต่อเงิน กู้หนี้ยืมสินเพื่อนำไปทำธุรกิจ นี่ก็เป็นวิธีการมองแบบ optimization แต่ถ้าเป็นคุณย่าของเรา เขาจะบอกให้เรามีเงินเย็นมากพอที่จะอยู่ได้นานเป็นปีๆ ก่อนที่เราคิดจะทำอะไรก็ตามที่เสี่ยงๆ (ซึ่งสอดคล้องกับยุทธการ Barbell ที่กล่าวถึงในสองบทที่แล้วที่ผู้เขียนให้เรามีเงินสดอยู่ในมือไว้มากๆ แล้วกันเงินส่วนน้อยไปลงทุนกับเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงไปเลย)

อีกสิ่งหนึ่งที่ Mother Nature สอนเราก็คือมันไม่เปิดโอกาสให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีขนาดใหญ่มากเกินไปหรือมีอิทธิพลต่อระบบมากเกินไป

สัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็คือช้าง แต่ถ้าช้างโดนฆ่าสักตัวสองตัว มันก็ไม่ได้ทำให้ระบบนิเวศพังไปด้วย

แต่มนุษย์กลับปล่อยให้ธนาคารบางเจ้าใหญ่เกินไป พอธนาคารใหญ่ๆ อย่าง Lehman Brothers ล้ม ก็เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ส่งผลกระทบลุกลามเศรษฐกิจไปทั่วประเทศ

——

แก้เผ็ดหงส์ดำ

ผมเป็นคนขี้สงสัยในเรื่องที่ผู้คนเชื่อเอาง่ายๆ (I am skeptical when others are gullible) และเป็นคนเชื่อง่ายในเรื่องที่คนอื่นสงสัย

ผมขี้สงสัยเวลาความ random นั้นรุนแรง แต่หากความ random นั้นต่ำ (mediocristan) จะเป็นคนเชื่อง่ายก็ไม่เป็นไร

การมีข้อมูลมากมายไม่ได้ช่วยให้เราแน่ใจว่าอะไรถูกต้องอย่างแน่แท้ เพราะข้อมูลค้านแค่เพียงชิ้นเดียวก็ทำให้เรื่องที่เคยเชื่อกลับตาลปัตรได้แล้ว

กับหลายๆ เรื่องจง convervative ให้สุดโต่ง แต่กับบางเรื่องจง aggressive ให้สุดทางเช่นกัน ผมจะ conservative ในเรื่องที่คนอื่นๆ บอกให้เสี่ยง และจะ aggressive กับเรื่องที่คนอื่นๆ บอกว่าให้ระวัง

ผมเป็นกังวลกับ “หุ้นที่อนาคตสดใส” โดยเฉพาะหุ้น “blue chip” ที่ฟังดูปลอดภัย ในขณะที่ผมไม่กังวลกับหุ้นปั่นเท่าไหร่เพราะผมรู้อยู่แล้วว่ามันเสี่ยงและผมสามารถวางเกมเพื่อจำกัดความเสี่ยงได้ แต่หุ้น blue chip นั้นมากับความเสี่ยงที่ผมไม่อาจมองเห็น

ผมไม่ห่วงการก่อการร้ายมากเท่าโรคเบาหวาน และเอาเข้าจริงๆ ผมไม่ได้กังวลเรื่องอะไรมากมายนักนอกจากเรื่องที่ผมพอจะควบคุมได้เท่านั้น

ผมมีกฎในการตัดสินใจเพียงง่ายๆ เพียงข้อเดียว นั่นคือผมจะ aggressive หรือกล้าเสี่ยงมากๆ หากรู้ว่ามีโอกาสจะเจอ Positive Black Swans (หงส์ดำที่เป็นคุณ) และรู้ว่าแม้จะคาดการณ์ผิดก็ยังจำกัดความสูญเสียเอาไว้ได้

ในทางกลับกัน ผมจะสุดยอด conservative ในบริบทที่รู้ว่าผมอาจมีความเสี่ยงที่จะเจอ Negative Black Swan

ถ้าความผิดพลาดในการทำนายอาจส่งผลเป็นคุณ ผมพร้อมจะกล้าเสี่ยง แต่หากความผิดพลาดอาจส่งผลเป็นลบผมก็จะพารานอยด์เป็นพิเศษ

ฟังแล้วอาจจะไม่ได้ดูหวือหวาอะไร แต่นี่แหละคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน

—–

อย่ากลัวตกรถไฟ

ผมเคยได้รับคำแนะนำที่เปลี่ยนชีวิตของผม เป็นเพื่อนร่วมห้องตอนเรียนอยู่ที่ปารีสชื่อ Jean-Olivier Tedesco

ตอนเห็นผมกำลังจะวิ่งไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เขาพูดว่า

“I don’t run for trains” – ผมไม่รีบวิ่งไปขึ้นรถไฟหรอกนะ

ดูแล้วเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันก็ติดตัวผมเรื่อยมา เมื่อผมปฏิเสธที่จะวิ่งเพื่อไปขึ้นรถไฟให้ทัน ผมก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือตารางเวลาและชีวิตของผม

การตกรถไฟจะเจ็บปวดก็ต่อเมื่อคุณพยายามวิ่งไปขึ้นมันให้ทันเท่านั้น

เช่นเดียวกัน การไม่ได้ดำเนินชีวิตบนเส้นทางที่สังคมว่าดีมันจะเจ็บปวดก็ต่อเมื่อคุณพยายามไปทำตามความคาดหวังของคนอื่นเท่านั้น

อย่าไปกลัวตกรถไฟเพียงเพราะคนอื่นๆ ต่างก็กระเสือกกระสนไปขึ้นรถไฟขบวนนั้น

เลือกให้ดีว่าจะเล่นเกมไหน แล้วโอกาสแพ้คุณจะน้อย

—–

คำทิ้งท้าย

ไอเดียต่างๆ ที่ผมได้เล่ามา ข้อจำกัดของความรู้ โอกาสอันมหาศาลและความเสี่ยงอันโหฬารนั้นแทบไม่มีความหมายเมื่อเราคำนึงถึง “ภาพใหญ่”

ผมอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นคนบางคนอารมณ์เสียไปทั้งวันเพราะกับข้าวไม่อร่อย กาแฟชืดเกินไป หรือโดนใครพูดจาไม่ดีใส่

เรามักลืมไปว่า “การได้มีชีวิตอยู่” เป็นเรื่องโชคดีขนาดไหน

ลองนึกถึงละอองฝุ่นเทียบกับดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่ามันนับพันล้านเท่า ขนาดของละอองฝุ่นนั้นคือความน่าจะเป็นที่คุณจะได้เกิดมา และขนาดของดาวเคราะห์คือความน่าจะเป็นที่คุณจะไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้

ดังนั้นอย่าไปเอาเป็นเอาตายกับเรื่องเล็กน้อย อย่าเป็นคนที่เพิ่งได้รับของขวัญเป็นพระราชวังแต่กลับขุ่นใจกับรอยเปื้อนบนอ่างล้างหน้า

ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าตัวคุณเองก็คือ Black Swan เช่นกัน

—จบบริบูรณ์—


ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ตามอ่านบทสรุปทั้ง 10 ตอนจากหนังสือ The Black Swan ครับ!

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

The Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า
The Black Swan ตอนที่ 2 – ความเปราะบางของความรู้
The Black Swan ตอนที่ 3 – ไก่งวงหน้าโง่
The Black Swan ตอนที่ 4 – อันตรายของ “story”
The Black Swan ตอนที่ 5 – หลักฐานอันเงียบงัน
The Black Swan ตอนที่ 6 – โยนเหรียญเสี่ยงทาย
The Black Swan ตอนที่ 7 – บิลเลียดสุดขอบจักรวาล
The Black Swan ตอนที่ 8 – ยุทธการ Barbell
The Black Swan ตอนที่ 9 – Bell Curve เจ้าปัญหา

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

The Black Swan ตอนที่ 9 – Bell Curve เจ้าปัญหา

20200627

Nassim Nicolas Taleb ผู้เขียนหนังสือ The Black Swan บอกว่าเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์หรือโบรกเกอร์มักจะประเมินความเสี่ยงของเหตุการณ์รุนแรงได้ต่ำเกินไป เพราะพวกเขาคำนวณความน่าจะเป็นโดยใช้ bell curve หรือ normal distribution

วิธีสร้าง Bell Curve ด้วยตัวคุณเอง

เรามาโยนเหรียญเสี่ยงทายกันอีกครั้ง

ถ้าโยนเหรียญครั้งเดียว ผลลัพธ์มีได้ 2 แบบคือ หัว หรือ ก้อย

ถ้าโยนเหรียญ 2 ครั้ง ผลลัพธ์มีได้ 4 แบบ คือ ก้อย-ก้อย ก้อย-หัว หัว-ก้อย และ หัว-หัว

ถ้าโยน 3 ครั้ง ผลลัพธ์มีได้ 8 แบบ คือ
ก้อย-ก้อย-ก้อย
ก้อย-ก้อย-หัว
ก้อย-หัว-ก้อย
ก้อย-หัว-หัว
หัว-ก้อย-ก้อย
หัว-ก้อย-หัว
หัว-หัว-ก้อย
หัว-หัว-หัว

โอกาสเกิดก้อย 3 ครั้ง = 1/8
โอกาสเกิดก้อย 2 ครั้ง = 3/8
โอกาสเกิดหัว 2 ครั้ง = 3/8
โอกาสเกิดหัว 3 ครั้ง = 1/8

เราจะได้ bell curve แบบคร่าวๆ ที่มีความสูง 1/8 อยู่ริมซ้ายและขวา และความสูง 3/8 อยู่ตรงกลาง

ถ้าโยนเหรียญ 4 ครั้ง ก็มีผลลัพธ์ได้ 2 ยกกำลัง 4 หรือ 16 แบบ ถ้าเปรียบหัวเป็น 1 และก้อยเป็น 0 ก็จะได้ซีรี่ส์เป็นเลขฐานสองดังนี้

0 0 0 0
0 0 0 1
0 0 1 0
0 0 1 1
0 1 0 0
0 1 0 1
0 1 1 0
0 1 1 1
1 0 0 0
1 0 0 1
1 0 1 0
1 0 1 1
1 1 0 0
1 1 0 1
1 1 1 0
1 1 1 1

โอกาสเกิดหัว 4 ครั้ง = 1/16
โอกาสเกิดหัว 3 ครั้ง = 4/16
โอกาสเกิดหัว 2 ครั้ง = 6/16
โอกาสเกิดก้อย 3 ครั้ง = 4/16
โอกาสเกิดก้อย 4 ครั้ง = 1/16

ลองเอาไปพล็อต bell curve ก็จะได้กราฟที่ละเอียดมากขึ้น

ถ้าโยนเหรียญ 40 ครั้ง ก็มีผลลัพธ์ได้ 2 ยกกำลัง 40 หรือ 1 ล้านล้านแบบ และกราฟ bell curve ก็จะละเอียดมากขึ้นไปอีก โอกาสที่จะได้หัวทั้ง 40 ครั้งนั้นมีเพียง 1 ใน 1 ล้านล้าน

เมื่อเราโยนเหรียญเป็นจำนวนอนันต์ แล้วนำมาพล็อตเป็นกราฟ ก็จะได้ bell curve แบบที่เราคุ้นตากัน

แต่การจะได้ normal distribution อย่างนี้ได้ นั่นหมายความว่าการโยนได้หัวในรอบนี้ไม่ได้เพิ่มหรือลดโอกาสออกหัวในรอบถัดไป ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พบเจอในโลกคาสิโนหรือการเล่นเกมอย่างการโยนเหรียญ

แต่ในเกมแห่งชีวิตจริง หากเราชนะคราวนี้ เราก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะชนะอีกในคราวหน้า การจะ “ชนะ” ติดต่อกัน 40 ครั้ง แม้จะเป็นไปได้ยาก แต่โอกาสเป็นไปได้ก็มากกว่า 1 ใน 1 ล้านล้านครั้ง

ที่ทางของ Bell Curve

กราฟระฆังคว่ำหรือ Bell Curve นั้นเหมาะสำหรับ Mediocristan ที่ค่าเฉลี่ยเป็นใหญ่

สมมติว่าส่วนสูงของคนเรามีค่าเฉลี่ย 1.67 เมตรและมี standard deviation 10 เซนติเมตร

โอกาสที่คนจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 เซ็น (1.77) = 1 ใน 6.3

โอกาสที่คนจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 เซ็น (1.87) = 1 ใน 44

โอกาสที่คนจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 เซ็น (1.97) = 1 ใน 740

โอกาสที่คนจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 40 เซ็น (2.07) = 1 ใน 32,000

โอกาสที่คนจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 50 เซ็น (2.17) = 1 ใน 3,500,000

โอกาสที่คนจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 60 เซ็น (2.27) = 1 ใน 1 พันล้าน

โอกาสที่คนจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 70 เซ็น (2.37) = 1 ใน 7 แสนแปดหมื่นล้าน

โอกาสที่คนจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 80 เซ็น (2.47) = 1 ใน 1600 ล้านล้าน

จะเห็นว่ายิ่งเราออกห่างจากค่าเฉลี่ย โอกาสก็ยิ่งดำดิ่งในอัตราเร่ง จาก 10 เซ็นไป 20 เซ็นโอกาสน้อยลงประมาณ 7 เท่า แต่จาก 50 เซ็นไป 60 เซ็น โอกาสน้อยลงถึง 300 เท่า และจาก 70 ไป 80 เซ็น โอกาสน้อยลงถึง 2000 เท่า

ในโลก Mediocristan สิ่งต่างๆ ไม่ได้ scalable มันไม่สามารถจะห่างจากค่าเฉลี่ยได้มากนัก

Distribution ในดินแดน Extremistan

คราวนี้ลองมาดูการกระจายตัวของความมั่งคั่งดูบ้าง ตัวเลขไม่ได้เป็นไปตามนี้เป๊ะๆ เป็นเพียง simplified version เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพ

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านยูโร = 1 ใน 62.5

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 2 ล้านยูโร = 1 ใน 250

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 4 ล้านยูโร = 1 ใน 1,000

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 8 ล้านยูโร = 1 ใน 4,000

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 16 ล้านยูโร = 1 ใน 16,000

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 32 ล้านยูโร = 1 ใน 64,000

ในกรณีนี้ เมื่อสินทรัพย์เพิ่มขึ้นสองเท่า โอกาสจะน้อยลง 4 เท่า ไม่ว่าเราจะมองไปที่เงินกี่ล้านยูโรก็ตาม (ไม่มีอัตราเร่งของโอกาสที่น้อยลง)

การกระจายตัวแบบนี้ต้องใช้ Mandelbrotian distribution หรือ Power Law มาจับ ถ้าเราพยายามใช้ Bell Curve มาอธิบายการกระจายตัวของความมั่งคั่ง จะได้แบบนี้

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านยูโร = 1 ใน 62.5

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 2 ล้านยูโร = 1 ใน 127,000

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 4 ล้านยูโร = 1 ใน 886,000 ล้านล้าน

คนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 8 ล้านยูโร = 1 ใน 16,000 ล้านล้านล้านล้านล้าน

ซึ่งเห็นได้ชัดว่า bell curve ไม่ใช่เครื่องที่เหมาะสมในการอธิบายสิ่งที่ scalable อย่างความมั่งคั่งซึ่งอยู่ในโลกของ Extremistan

กล่าวโดยสรุปคือ ดินแดน Mediocristan เราใช้ bell curve ได้ แต่ถ้าเราเข้าสู่ Extremistan เมื่อไหร่ bell curve จะเป็นเครื่องมือที่ไม่ได้เรื่อง

ถ้าผมบอกว่า คนสองคนความสูงรวมกัน 4 เมตร ความน่าจะเป็นที่เป็นไปได้มากที่สุดคือสูงคนละ 2 เมตร (normal distribution, ค่าเฉลี่ยคือพระเอก) คงไม่มีใครทายว่าคนหนึ่งสูง 3.5 เมตรและอีกคนสูง 50 เซ็น

แต่ถ้าผมบอกว่า นักเขียนสองคนมียอดขายหนังสือรวม 1,000,000 เล่ม โอกาสที่แต่ละคนจะขายได้ 500,000 เล่มนั้นน้อยกว่าโอกาสที่คนหนึ่งขายได้ 990,000 เล่มและอีกคนขายได้เพียง 10,000 เล่ม (mandelbrotian distribution, ค่าสุดโต่งคือพระเอก)

ใน Extremistan เราต้องมองไปที่ Power Law หรือที่บางคนอาจรู้จักในชื่อของ กฎ 80/20 หรือ Pareto Principle นั่นเอง

ใน Extremistan เราใช้ Power Law และเราสามารถใช้ค่า exponent ในการคาดคะเนความน่าจะเป็นได้

ในปี 2006 มีหนังสือที่ขายได้มากกว่า 250,000 เล่มอยู่ 96 ปก

ถ้าสมมติว่าค่า exponent คือ 1.5 การจะคำนวณว่าหนังสือที่ขายได้เกิน 500,000 เล่มมีอยู่กี่ปกทำได้ดังนี้

(500,000/250,000)^(-1.5) x 96 = 34 ปก

ถ้าอยากจะหาว่าหนังสือที่ขายได้เกิน 1,000,000 เล่มมีอยู่กี่ปก ให้เอา

(1,000,000/250,000)^(-1.5) x 96 = 12 ปก

ค่า Exponenent 1.5 นั้นได้มาโดยการลองผิดลองถูก โดยเราต้องลองเดาค่าใดค่าหนึ่งขึ้นมาก่อน แล้วเอาค่าเหล่านี้ไปใส่ในการคำนวณเพื่อดูว่ามันผลิตผลลัพธ์ออกมาได้สอดคล้องกับความเป็นจริงรึเปล่า

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่เป๊ะๆ แต่อย่างน้อยมันก็จะทำให้เรามีไอเดียว่าโอกาสที่จะเกิดผลลัพธ์ที่ Extreme นั้นมีมาก-น้อยแค่ไหน ซึ่งมันสามารถทำนายได้ดีกว่า bell curve มากมายนัก

ตามหาหงส์เทา

ความประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ คือการลดความเสี่ยงที่เราจะเจอ Black Swans หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ถ้าเราใช้แต่ normal distribution ซึ่งเหมาะกับ Mediocristan เท่านั้น เราก็จะประเมินความเสี่ยงใน Extremistan ผิดไป เราจำเป็นต้องใช้อีกเครื่องมือหนึ่ง นั่นคือ Mandelbrotian distribution ที่อ้างอิงกับ Power Law ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ประมาทเกินไป

หากเรารู้ก่อนว่าตลาดหุ้นอาจจะมีสิทธิ์ crash ในปี 1987 ก็แสดงว่าเหตุการณ์ crash นั้นไม่ใช่ Black Swan และถ้าเรารู้ว่า biotech อาจผลิตยาที่จะขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และขายดีกว่ายาทุกตัวในประวัติศาสตร์ เราก็จะไม่แปลกใจหากเจอเหตุการณ์เช่นนั้น และอาจซื้อหุ้นของบริษัทนี้เอาไว้ล่วงหน้า

การประเมินความเสี่ยงแบบ Mandelbrotian จะทำให้ Black Swans บางตัวกลายเป็น Grey Swans หรือเหตุการณ์รุนแรงที่พอคาดเดาได้

แม้จะจับหงส์ดำไม่ได้ จับหงส์เทาได้ก็ยังดี


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

The Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า
The Black Swan ตอนที่ 2 – ความเปราะบางของความรู้
The Black Swan ตอนที่ 3 – ไก่งวงหน้าโง่
The Black Swan ตอนที่ 4 – อันตรายของ “story”
The Black Swan ตอนที่ 5 – หลักฐานอันเงียบงัน
The Black Swan ตอนที่ 6 – โยนเหรียญเสี่ยงทาย
The Black Swan ตอนที่ 7 – บิลเลียดสุดขอบจักรวาล
The Black Swan ตอนที่ 8 – ยุทธการ Barbell

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

The Black Swan ตอนที่ 8 – ยุทธการ Barbell

20200614

ในหลายบทที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่ามนุษย์นั้นชอบปะติดปะต่อเรื่องราว ชอบมองเห็นแพทเทิร์นในทุกๆ อย่าง และชอบตัดสินว่าสิ่งนั้นดี-สิ่งนี้ไม่ดี

เวลาเรามองต้นไม้เราไม่สามารถมองเห็นแค่ต้นไม้ได้ เราเห็น “ต้นไม้สวย” หรือ “ต้นไม้ที่ไม่สวย” เรามี bias กับแทบทุกเรื่องในชีวิต แล้วเราควรทำตัวอย่างไรดี?

คำตอบก็คือ “จงรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้!” จงยอมรับว่าเรามีความทะนงตนในความรู้ (epistemic arrogance) อย่าพยายามที่จะไม่ตัดสินหรือออกความเห็น เพราะการมีความเห็นนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์

และแม้ว่าผู้เขียนจะเตือนเราว่าทำนายอนาคตได้แย่แค่ไหน เราก็ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการทำนายอนาคตไปเสียทุกครั้ง การเป็นคนเขลา (fool) ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ขอแค่เป็นคนเขลาให้ถูกที่ถูกเวลาก็พอ

เราสามารถเป็นคนเขลาในเรื่องเล็กๆ ได้ แต่อย่าเป็นคนเขลาในเรื่องใหญ่ๆ อย่าไปฟังว่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เศรษฐกิจชาติไว้อย่างไรบ้าง แต่ถ้าสุดสัปดาห์นี้จะไปปิคนิคก็เชิญคาดการณ์ได้ตามอัธยาศัย

และแม้ว่าเราไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้ประโยชน์จากอนาคตที่คาดการณ์ไม่ได้ – knowing that you cannot predict does not mean that you cannot benefit from unpredictability.

เหตุที่อเมริกายิ่งใหญ่

Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เชื่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนได้ด้วยการ maximize serendipity หรือการเพิ่มโอกาสในการเกิดเรื่องบังเอิญให้มากที่สุด

วัฒนธรรมของอเมริกาสนับสนุนให้คนลองผิดลองถูก (trial and error) ทำให้มีนวัตกรรมเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ผิดกับในยุโรปหรือในญี่ปุ่นที่ความผิดพลาดนั้นนับเป็นเรื่องน่าละอาย ทั้งๆ ที่บางทีมันเป็นเรื่องของจังหวะและโชคมากกว่าจะเป็นความบกพร่องของตัวบุคคล

อย่าลืมว่า Black Swans นั้นมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ การที่เราพร้อมลองผิดลองถูก คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบกับหงส์ดำที่จะทำให้ชีวิตเราพุ่งทะยานได้ ดังนั้น หากมีโอกาสเข้ามา จงคว้ามันเอาไว้ ถ้ามีสำนักพิมพ์ติดต่อเข้ามา หรือมีผู้กำกับหนังมาทาบทามก็จงยกเลิกนัดที่มีอยู่แล้วทั้งหมดแล้วตอบรับนัดใหม่นี้ซะ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้ผ่านมาบ่อยๆ

หากเราอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ๆ จึงสำคัญ เพราะมันนำมาซึ่งโอกาสมากมาย การได้พบปะพูดคุยกับคนบางคนอาจนำมาซึ่งไอเดียหรือธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งการสื่อสารทางไกลไม่สามารถทดแทนการเจอกันตัวเป็นๆ ได้

ยุทธการบาร์เบล

หากเรายอมรับได้ว่าการคาดการณ์หรือการทำนายนั้นมีข้อจำกัด และการ “ประเมินความเสี่ยง” นั้นไม่อาจเที่ยงตรงเพราะ Black Swan เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ วิธีหนึ่งที่จะทำให้เราอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอนนี้ได้คือการเป็นคนที่ hyperconservative และ hyperaggressive ในเวลาเดียวกัน

แทนที่จะลงทุนใน “หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง” (ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโบรกเกอร์และธนาคารเขาประเมินความเสี่ยงปานกลางออกมาได้ยังไง) เราควรจะแบ่งเงินลงทุน 85-90% ไปซื้อหลักทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสุดๆ อย่าง Treasury Bill [ตั๋วเงินคลัง – ตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปีที่รัฐบาลออกจําหน่ายเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชน]

ส่วนเงินที่เหลืออีก 10-15% นั้นเราควรนำไปลงทุนกับหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ เช่นกองทุนแบบ venture capital ที่นำเงินไปลงทุนใน startup ยิ่งถ้าเราสามารถซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ด้วยก็จะยิ่งเพอร์เฟ็ค

ด้วยวิธีการแบบ hyperconservative + hyperaggressive นี้ ต่อให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายแค่ไหน เราก็จะเสียเงินไม่เกิน 15% ของเงินลงทุนทั้งหมด แต่ถ้าเราแทงม้าถูก เจอ Black Swan เชิงบวก เงิน 15% ที่เราลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงก็อาจให้ผลตอบแทนมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้เลยทีเดียว

นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนเรียกมันว่ายุทธการบาร์เบล คือไม่มีตรงกลาง มีแต่สุดโต่งทั้งสองด้านคือ low risk / low return และ high risk / high return เมื่อเอามาเฉลี่ยกันแล้วก็จะเป็น medium risk แต่วิธีการลงทุนแบบนี้จะเปิดโอกาสให้เราได้รับประโยชน์จากหงส์ดำเชิงบวกและป้องกันความสูญเสียจากหงส์ดำเชิงลบ

ธุรกิจ Black Swan

ธุรกิจที่มี Black Swan เชิงบวกก็เช่นธุรกิจภาพยนตร์ งานวิจัย หนังสือ เราเสียเงินประมาณหนึ่งในการพิมพ์หนังสือแต่ละปก แต่ถ้าปกใดปกหนึ่งติดตลาดก็อาจเลี้ยงสำนักพิมพ์ไปได้อีกนาน

ในทางกลับกัน ธุรกิจอย่างธนาคารนั้นมีแต่ Black Swan เชิงลบ คุณปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ และอย่างดีที่สุดเขาก็ใช้เงินให้คุณจนครบ และต่อให้เค้าธุรกิจเฟื่องฟูแค่ไหน เขาก็คงไม่จ่ายเงินคุณมากไปกว่านี้ แต่หากเกิดเหตุการณ์ Black Swan อย่างลูกหนี้พร้อมใจกันชักดาบ ธุรกิจธนาคารของคุณก็แทบจะล้มทั้งยืน

โฟกัสที่ผลลัพธ์

แม้เราจะไม่สามารถประเมินความเสี่ยงของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ แต่เราประเมินผลลัพธ์ที่จะตามมาได้ เราไม่สามารถประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพ แต่เราประเมินได้ว่าผลกระทบที่จะตามมาจากแผ่นดินไหวในกรุงเทพมีอะไรบ้าง

ดังนั้น การจะตัดสินใจอะไรก็แล้วแต่ จงให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ที่จะตามมามากกว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น เพราะเราคำนวณผลลัพธ์ได้แต่เราคำนวณความเสี่ยงไม่ได้

จงพาตัวเองไปอยู่ในการลงทุน ธุรกิจ และสถานการณ์ที่เรามี exposure กับผลลัพธ์เชิงบวกมากกว่าผลลัพธ์เชิงลบ แล้วเราจะอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอนนี้ได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น

ติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้า


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

The Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า
The Black Swan ตอนที่ 2 – ความเปราะบางของความรู้
The Black Swan ตอนที่ 3 – ไก่งวงหน้าโง่
The Black Swan ตอนที่ 4 – อันตรายของ “story”
The Black Swan ตอนที่ 5 – หลักฐานอันเงียบงัน
The Black Swan ตอนที่ 6 – โยนเหรียญเสี่ยงทาย
The Black Swan ตอนที่ 7 – บิลเลียดสุดขอบจักรวาล

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/