สองเอสที่ควรจำไว้เสมอ

20150305_2S

เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว บริษัทผมจัดเทรนนิ่งเรื่อง Emotional Intelligence หรือ EQ นั่นเอง

คนสอนเป็นชาวสิงคโปร์ชื่อ Dr.Leonard Young ครับ

เรื่องที่เขาสอนนั้นผมเก็บเข้ากรุไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ที่พอนึกออกมีแค่สามเรื่อง

1. เรื่องอาหารทะเล
2. เรื่องการติดกับดักทางความคิด
3. เรื่องสองเอสในชีวิตคนเรา

เรื่องแรก ลีโอนาร์ดบอกว่า ควรจะหลีกเลี่ยงสัตว์ทะเลที่มีกระดองทั้งหลาย เพราะไม่ดีต่อสุขภาพแถมยังสกปรกเพราะหาอยู่หากินในก้นทะเล

เขาเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าพวก กุ้ง กั้ง หอย ปู พวกนี้มันคือ sea cockroach หรือ แมลงสาบทะเลดีๆ นี่เอง

ก็ฟังดูมีเหตุผลครับ ตอนนี้ผมก็ยังกินอยู่ดี เพียงแต่ไม่ค่อยบ่อยเพราะมันแพง

เรื่องที่สอง เรื่องการติดกับดักทางความคิดนั้น ผมขอเก็บไว้เล่าวันหลังนะครับ

มาเข้าเรื่องที่สามซึ่งเป็นประเด็นหลักของวันนี้ดีกว่า

เขาบอกว่าคนเราทุกคนต้องการจริงๆ แค่สองอย่างเท่านั้น:

  • Security
  • Significance

ทุกคนอยากรู้สึกปลอดภัย และทุกคนอยากรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ

เราสามารถใช้แค่สองเอสนี้มาทำความเข้าใจและอธิบายเรื่องต่างๆ ในชีวิตเราได้ดีทีเดียว เช่น

–ชีวิตทำงาน–
เราทำงานเพื่อจะมีรายได้
เรามีเงินเพื่อที่ได้ซื้อปัจจัยสี่และสิ่งอื่นๆ ที่เราต้องการ
การมีปัจจัยสี่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย (security)
ส่วนคนที่เอาไปเงินไปทำสิ่งอื่นที่เกินจากปัจจัยสี่ ก็เพราะมันทำให้เรารู้สึกสำคัญหรือมีความหมาย (เช่นไปซื้อของแบรนด์เนม หรือนำเงินไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส)

ในขณะเดียวกัน การทำงานไม่ได้ให้แค่เงินเท่านั้น
แต่ให้โอกาสเราได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ได้ใช้ความสามารถที่เรามี และได้พัฒนาตัวเอง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนตอบโจทย์เรื่อง Significance

ในฐานะเจ้านาย ถ้าอยากให้ลูกน้องอยู่กับเรานานๆ ก็ต้องช่วยให้เขาได้รับทั้ง Security และ Significance

อาจจะเป็นการให้กำลังใจ หรือให้ข้อมูลเวลาที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ (Security) หรือจะเป็นการชมเชยเวลาที่เขาทำงานได้ดี (Significance)

–ชีวิตคู่–
การแต่งงานกัน นอกจากจะเป็นเรื่องของความรักแล้ว ยังเป็นเรื่อง Security อีกด้วย

จริงๆ แล้วการแต่งงานในสมัยก่อน ใช้เหตุผลเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่าความรู้สึกทางจิตใจด้วยซ้ำไป

เวลาชีวิตคู่มีปัญหา ก็มักเป็นเพราะว่าเราไม่ตอบโจทย์ security หรือ significance ของอีกฝ่าย

ถ้าเราเป็นฝ่ายชาย ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีความก้าวหน้า ผู้หญิงก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะฝากชีวิตไว้กับคนๆ นี้ได้มั้ย

หรือถ้าเราไปมีเล็กมีน้อยกับคนนั้นคนนี้ ย่อมทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นธรรมดา

หรือถ้าผู้ชายไม่เคยชม ไม่เคยโทร.หาผู้หญิง หรือลืมวันสำคัญๆ ผู้หญิงก็ย่อมรู้สึกขาด significance

ในทางกลับกัน ถ้าผู้หญิงไม่ช่วยดูแลบ้านช่องหรือเอาใจสามีบ้าง ความรู้สึกเรื่อง security และ significance ของผู้ชายก็ย่อมถูกกระเทือนเช่นกัน

– ชีวิตธรรม —

เราสวดมนต์ ไหว้พระ เพราะเชื่อว่าท่านจะคุ้มครองเราให้รอดพ้นจากอันตราย ซึ่งก็ตอบโจทย์ด้าน Security

บางคนก็มุ่งไปไกลกว่านั้น คือทำบุญเป็นอาจิณและรักษาศีลเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่า ชาติหน้าจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี

หรือบางคนอาจจะหวังมากขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการฝึกวิปัสสนา และถ้าปัจจัยทุกอย่างเกื้อหนุนจนได้เป็นพระโสดาบัน ก็ถือเป็นการปิดประตูอบายภูมิ ไม่มีวันไปเกิดในภพที่ต่ำกว่าภพมนุษย์ได้อีก นี่ก็นับเป็นเรื่อง security อีกเช่นกัน

ถ้ามองในแง่ Significance การปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้มรรคผลหรือดำเนินตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้านั้น ก็คือการเชื่อมั่นว่าชีวิตของเรามีเป้าหมายมากกว่าการก้าวหน้าแค่ทางกายภาพอย่างเดียว

—–

ถ้าเรามอบ security & significance ให้ใคร ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะมอบสิ่งดีๆ กลับมาให้เราด้วยเช่นกัน

ลองดูนะครับ ผมว่าเราสามารถเอาคอนเซ็ปต์สองเอสนี่นำไปใช้ได้กับเกือบทุกสถานการณ์เลยล่ะ

ได้ผลยังไงอย่าลืมมาบอกกันบ้างนะครับ

คิดก่อนซื้อ

20150302_WeBuyThingsWeDontNeed

คนเราชอบซื้อของที่ไม่จำเป็น ด้วยเงินที่เรายังไม่มี เพื่ออวดคนที่เราไม่ชอบ
– เดฟ แรมซี่ย์

อ่านข้อความนี้แล้วก็ต้องมาสำรวจตัวเองว่าเป็นอย่างที่เขาว่ารึเปล่า

ตามความเข้าใจของผม money we don’t have คงหมายถึงเงินที่กู้ยืมเขามา หรือเงินที่ยังไม่เข้าบัญชีแต่ใช้บัตรเครดิตจ่ายไปก่อน

ผมมีใช้บัตรเครดิตซื้อของอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เพื่อความสะดวก หรือเพราะซื้อของออนไลน์ มากกว่าใช้บัตรเพราะยังไม่มีเงินจ่าย

พยายามทบทวนตัวเองว่าเคยซื้อของเพื่อจะอวดใครรึเปล่า ตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออก (หรืออาจจะทำไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้)

แสดงว่าอย่างน้อยโดยนิสัยแล้ว ผมก็ไม่ได้ซื้อของเพื่ออวดใครหรือใช้เงินที่ตัวเองไม่มี (ยกเว้นเรื่องซื้อบ้าน)

เหลือแค่เรื่องเดียวคือ Buy things we don’t need

ผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบชอปปิ้งเท่าไหร่

สินค้าที่ผมเคยใช้เงินเกินหนึ่งหมื่นบาทซื้อมีแค่สามอย่าง คือ แม็คบุ๊คโปร รถยนต์นิสสันอัลมีรา และซัมซุงสมาร์ททีวี (ผมไม่เคยซื้อสมาร์ทโฟน ก่อนหน้านี้ได้รับมรดกจากน้องชาย และเครื่องล่าสุดที่กำลังใช้อยู่ก็เป็นเครื่องที่บริษัทให้มา)

ในบรรดาสามอย่างนี้ เหมือนจะมีแค่รถเท่านั้นที่ใช้คุ้ม

แม็คบุ๊ค จำได้ว่าเพราะโบนัสเพิ่งออก และอยากจะลองเอามาอัดเพลงและตัดต่อหนัง แต่เหตุผลจริงๆ คือมันก็ดูโก้ชะมัด

แต่มา ณ ตอนนี้ ผมเปิดใช้เดือนละครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง เพราะรู้ตัวแล้วว่าไม่ค่อยถูกโฉลกกับผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลเท่าไหร่ (เคยลองใช้ทั้ง iPod และ iPhone แล้วก็ไม่ชอบ ผมคงเป็นคนส่วนน้อยสินะ)

ส่วนสมาร์ททีวี ผมกับแฟนที่หุ้นกันซื้อทีวีเครื่องนี้ก็แซวกันเองบ่อยๆ ว่าสมาร์ททีวี แต่สติ๊วปิดยูสเซอร์นะ! เพราะซื้อโดอยใช้อารมณ์ล้วนๆ ไม่ได้ศึกษาก่อนว่ายี่ห้อไหนดี ไม่ดี แค่คิดว่าเออมือถือที่เราใช้มันเจ๋ง ทีวีก็คงเจ๋งด้วยมั้ง แต่ปรากฎว่าพอซื้อมาจึงพบว่าฟังชั่นยังขาดๆ เกินๆ  แถมธรรมดาเราก็แทบไม่ได้ดูทีวีเลย โดยเฉลี่ยแล้วเปิดทีวีไม่เกินสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมง คุ้มจริงๆ

เวลาเราซื้อ things we don’t need นอกจากเสียเงินแล้ว ยังเสียพื้นที่ว่างถึงสามรอบ

ทั้งพื้นที่ว่างทางกายภาพ พื้นที่ว่างทางสมอง และพื้นที่ว่างทางเวลา

เพราะพอมีของ ก็ต้องหาที่วาง ต้องมานั่งคิดว่าจะทำยังไงกับมัน และต้องเสียเวลาทำความสะอาดและดูแลรักษา ทั้งๆ ที่เราแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลย

คราวหน้าจะเอาอะไรเข้าบ้าน คงต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้

คนทุกคนเป็นคนดี

20150218_EverybodyIsGood

สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการฟังเพลง คือการฟังเนื้อร้องผิด

และบางทีการฟังผิดก็มีประโยชน์

“คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร”

นี่คือประโยคสุดท้ายในท่อนฮุคของเพลง “รู้สึกสบายดี” ของเฉลียง ซึ่งผมฟังและจำได้มาตั้งแต่ตอนเด็กๆ

เพิ่งมารู้เมื่อปีที่แล้วว่าจริงๆ วงเฉลียงเค้าร้องไว้อย่างนี้ครับ

ผู้คนมากมายก่ายกอง จ้องมองตั้งใจจะมองหา
รอถึงเวลาจะไขว่จะคว้าทำความดี
แต่ใครเล่าใคร จะไปตั้งใจอะไรจะมาชี้
คนเรียกคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร

ไม่เป็นไร ฟังผิดนิดหน่อย เราต้องให้อภัยตัวเอง

เพราะประโยคที่ว่า คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร มันช่วยให้ผมมองคนในแง่ดีมาหลายสิบปีแล้ว

ไม่มีใครดีพร้อมทุกอย่าง

และไม่มีใครชั่วบริสุทธิ์เช่นกัน

ไม่ว่าใครคนนั้นจะนิสัยแย่แค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเลวกับทุกคน

นักการตลาดที่มอบเมาประชาชนด้วยการชิงโชค อาจเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรักมากก็ได้
เผด็จการที่สั่งฆ่าคนนับล้าน อาจรักชาติรักแผ่นดินมากกว่าเราก็ได้
สาวที่ขับรถชนคนตายบนทางด่วน อาจตั้งใจเรียนกว่าเราก็ได้
นักการเมืองที่โกงกิน อาจเป็นพ่อที่อบอุ่นกว่าเราก็ได้
นักธุรกิจขายน้ำเมา อาจทำบุญมากกว่าเราก็ได้
โจรใต้ อาจเป็นคนรักเพื่อนมากกว่าเราก็ได้
ฆาตกร อาจรักแม่มากกว่าเราก็ได้

เมื่อตระหนักว่า เขาเองไม่ได้เลวในทุกมิติ และเราเองก็อาจจะด้อยกว่าเขาในบางมิติด้วยซ้ำ อาการดูถูกว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ต่ำชั้นกว่าเราก็จะเจือจางลง

และไม่แน่ ถ้าเรามีปัญญามากพอ เราอาจจะมองเห็นว่า ทุกๆ คนต่างก็เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ และกำลังเดินหลงอยู่บนเส้นทางอันยาวไกลไม่ต่างกับเรา

คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร

เช่นนั้นแล้ว คุณจะยังเกลียดใครได้หมดใจอีกหรือ?

นิ่งเสียตำลึงทอง

20150217_SilenceGoodAnswer

บางทีความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

แต่ละวัน เราจะเจอสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เราอ้าปากเสมอๆ

เคยมั้ย ที่ใครเอาเรื่องอะไรที่เรารู้แล้วมาบอกเรา เราจะตอบออกไปว่า “รู้แล้ว” หรือ “อ๋อ เคยคิดแล้วล่ะ”

ทั้งๆ ที่จริงๆ คำตอบที่ดีที่สุดน่าจะเป็นคำว่า “ขอบคุณ” มากกว่า วันหลังเขาจะได้เอาเรื่องอื่นๆ มาเล่าอีก

อัตตาคือสิ่งที่ผลักให้เราพูดคำว่า “รู้แล้ว” ออกไป เพราะมันต้องการจะเติบใหญ่ด้วยการโชว์คู่สนทนาว่าเราเก่งแค่ไหน

และยิ่งเราตามใจอัตตาบ่อยเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งตัวโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเราเลย

—–

เวลาใครโพสต์อะไรไม่ถูกใจเราใน Facebook

ไม่ว่าจะเป็นจุดยืนทางการเมืองที่ตรงข้ามกับเรา หรือการโจมตีบุคคลที่เราชื่นชม เราก็อดไม่ได้ที่จะลงไป “ปกป้อง”

คำถามคือปกป้องใคร?

ปกป้องคนที่เราเคารพ หรือปกป้องความคิดตัวเอง?

เถียงกันร้อยครั้ง จะมีสักกี่ครั้งที่เรามีเจตนาจะแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเรียนรู้จากคนที่เราเถียงด้วย

ส่วนใหญ่เป็นการเถียงกันเพื่อจะเอาชนะเสียมากกว่า

ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตรงไหนถึงจะเรียกว่าชนะ

สุดท้ายจึงก็ได้แค่ความสะใจ  ได้อวดรู้  และได้ความขุ่นมัวไปนอนกอดเล่นๆ

พอตื่นขึ้นมา ต่างฝ่ายต่างก็ยังยึดมั่นความเชื่อเดิมอยู่ดี เผลอๆ ยึดแน่นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานและสิ้นเปลืองเวลาที่ไร้สาระขั้นเทพเลยนะผมว่า

—–

เวลาทะเลาะกับแฟน ถ้าแฟนพูดอะไรออกมาด้วยอารมณ์และไม่ตรงความจริง เราก็จะมีแรงผลักดันที่จะอธิบาย “ข้อเท็จจริง”

แต่สิ่งเดียวที่คำอธิบายของเราก่อให้เกิด ก็คือการทำให้แฟนรู้สึกว่าเรากำลังโทษเขาอยู่

ซึ่งก็ยิ่งจะทำให้แฟนโกรธหนักกว่าเก่า และใช้อารมณ์ยิ่งกว่าเดิม

สองชั่วโมงก็คุยกันไม่จบล่ะครับอย่างนี้

จะดีกว่ามั้ย ที่จะอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ให้เขาระบายสิ่งที่อัดอั้นให้หมดก่อน

ไว้อารมณ์เย็นลงทั้งคู่แล้วค่อยกลับมาจับเข่าคุยกันด้วยเหตุผลอีกครั้ง

—–

การไม่พูดเป็นเรื่องยากมาก เพราะธรรมชาติของมนุษย์ย่อมต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อปกป้องความคิดของตัวเอง

แต่ถ้าเราไม่พยายามปกป้องความคิดของเราล่ะ?

เค้าจะมองว่าเราคิดผิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา

เราจะมองว่าเขาคิดผิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขาเช่นกัน

ถ้าทำได้ ชีวิตน่าจะง่ายขึ้นนะ

ดาราเจ้าบทบาท

20150212_Actor

ถึงแม้เดือนนี้จะอบอวลไปด้วยความรัก แต่ผมกลับนึกย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะอกหักชนิดฟูมฟาย เพราะผู้หญิงที่ผมจีบมาหลายเดือน ปฎิเสธผม และตัดสินใจคบกับอีกคน

คิดว่าหลายๆ ท่านที่เคยอยู่ในภาวะ “อกหัก” ก็คงมีอาการไม่ต่างกัน ตกกลางคืนก็นอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็เศร้า ฟังเพลงบางเพลงแล้วน้ำตาจะไหล กินอะไรก็ไม่อร่อย ยิ่งได้เห็นเขาเดินจูงมือกันแล้วยิ่งจุกอกไปหมด

ผมตกอยู่ในสภาพนี้หลายสัปดาห์ จนอาการมาทุเลาลงเมื่อไปอ่านเจอคำพูดหนึ่งครับ –

Don’t cry because it’s over. Smile because it happened.

อย่า “ร้องไห้” เพราะความรักได้ “จบ” ลงแล้ว แต่จง “ยิ้ม” เพราะความรักนั้นได้ “เกิดขึ้น” ดีกว่า

และก็เป็นไปตามหลักอนิจจัง สิบสี่ปีผ่านไป อารมณ์ที่เคยเศร้าระดับทุรนทุราย ตอนนี้ไม่หลงเหลืออยู่เลย จนผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “ตอนนั้นเอ็งจะเศร้าไปไหน?”

คิดไปคิดมา ก็เลยได้สองทฤษฎีที่ช่วยอธิบายอาการของผม ณ ตอนนั้นได้ครับ

ทฤษฎีแรก ผมเรียกว่าทฤษฎี 10:90

คือเมื่อเรากำลังฟูมฟายกับเรื่องอะไรก็ตามแต่ เนื้อแท้ของความเศร้านั้นมีเพียง 10% ส่วนอีก 90% นั้น เรา “ดราม่า” ไปเอง

สัดส่วนสำหรับคนอื่นๆ อาจจะเป็น 1:99 หรือ 50:50 ก็ได้ แต่ประเด็นก็คือ เวลาที่เราจมจ่อมอยู่ในห้วงอารมณ์หนึ่งเป็นเวลานานๆ ถ้าสังเกตตัวเองดีๆ จะพบว่า เกินกว่าครึ่งของความรู้สึกแย่ๆ เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น

เหมือนกับที่คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เขียนไว้ในหนังสือเข็มทิศชีวิตว่า คนอื่นเขาเอามีดมาแทงเราครั้งเดียว แต่เราเองนั่นแหละที่หยิบมีดนั้นขึ้นมาแทงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อีกทฤษฏีหนึ่งสำหรับคนอกหัก คือทฤษฎี “ดาราเจ้าบทบาท” ครับ

คนที่อกหัก มักจะสวมบทเป็นผู้ถูกกระทำ ที่ต้องอ่อนไหว ต้องฟูมฟาย ต้องเปราะบาง และที่สำคัญต้องเป็นคนที่น่าสงสารอย่างที่สุด

คนที่มีอาการนี้แบบติดหล่ม ผมว่ามันเป็นเพราะเขากำลัง “อิน” กับ “บทคนอกหัก” มากเกินไป จนลืม “บทบาท” ที่แท้จริงของตัวเอง
ผมว่าเราทุกคน ไม่ใช่นางเอกเจ้าน้ำตา แต่เป็นผู้กำกับ (ชีวิตตนเอง) ต่างหาก

ผู้กำกับที่สามารถมองทุกอย่างตามสถานการณ์ที่เป็นจริง ไม่ยึดติดกับฉากรักที่ได้จบไปแล้ว

หน้าที่ของผู้กำกับคือจะดำเนินเรื่องราวต่อไปอย่างไรเพื่อให้ “ละคร” เรื่องนี้สนุกสนาน

และมี “ตอนต่อไป” ที่น่าติดตาม

—–

ภาพประกอบโดย Mame*zo

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Neighbour ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2556

ชอบตัวเองรึเปล่า?

20170528_likeyourself

“เวลาคบใครอย่าดูแค่ว่าเราชอบเขาไหม แต่ให้ดูว่าเราชอบตัวเองไหมเวลาอยู่กับเขา”

– หนูดี วนิษา เรซ

ผมอยากให้ทุกคนในหมู่บ้านได้อ่านประโยคนี้

เพราะมันจะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก โดยเฉพาะกับคนที่กำลังมองหาคู่

—–

โดยธรรมชาติของผู้ชาย จะมองผู้หญิงจากภายนอกก่อน

ทั้งเรื่องหน้าตา หุ่น และเสื้อผ้าหน้าผม

ส่วนนิสัยก็สำคัญนะ แต่อาจจะพิจารณาหลังจากที่สี่ห้าข้อแรกผ่านแล้ว

ถ้าเป็นคนสวยมาก แม้นิสัยจะไม่ดีเท่าผู้หญิงหน้าตาธรรมดา ก็พร้อมที่จะลงมือจีบ

และพร้อมที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างที่ขัดกับตัวตนที่แท้จริง เพื่อจะได้ชนะใจเธอ

การทำอะไรที่ขัดกับตัวตนนี่แหละ ที่มักจะนำไปสู่ปัญหาในภายหลัง

เพราะหลังจากเป็นแฟนกันแล้ว หรือแต่งงานไปแล้ว นิสัยเดิมจะกลับมา

จากที่เคยโทร.หาวันละสามเวลา ฝ่ายหญิงกลับต้องกลายเป็นคนโทร.ตาม

จากที่เคยไปรับไปส่ง ก็บอกให้กลับบ้านเอง

จากที่เคยปฏิบัติราวกับเราสำคัญที่สุดในโลก กลับมองเราเป็นแค่ “ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง”

—–

ปัญหาอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าผู้ชายตั้งคำถามว่า ชอบตัวเองรึเปล่าเมื่ออยู่กับผู้หญิงคนนี้

เพราะมันจะนำไปสู่คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับคำถามที่ว่า เราสองคนเหมาะกันมั้ย

ผมเชื่อว่า การที่คนสองคนจะคบกันยืนยาว มันต้องสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยที่ไม่ต้องปรุงแต่งหรือดัดแปลงอะไร

รักในความธรรมดาและในธรรมชาติของกันและกันนี่แหละดีที่สุดแล้ว

—–

กับแฟนคนปัจจุบัน (จริงๆ ต้องเรียกว่าภรรยา แต่คำว่าแฟนฟังดูชิวกว่า)

เราไม่ได้รักกันหวานซึ้งอะไร ไม่ได้ทำอะไรให้กันเป็นพิเศษ

(เมื่อกี้พี่ที่ทำงานถามผมว่า วันวาเลนไทน์มีแผนรึยังว่าจะพาแฟนไปไหน ผมก็ตอบไปตรงๆ ว่าไปตรวจบ้านครับ (บ้านใหม่สร้างเสร็จแล้ว!))

แต่ที่ผมโชคดีมากๆ ก็คือต้้งแต่วันที่คบกัน ผมไม่เคยต้องเสแสร้งหรือแกล้งทำอะไรที่ขัดกับจริตของตัวเองเลย

และที่โชคดียิ่งกว่านั้น คือผมชอบตัวเองมากๆ เวลาอยู่กับเธอ

เธอทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีเสน่ห์ อย่างที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำได้มาก่อน

ไม่ใช่ด้วยการชมว่าผมหล่อนะครับ เพราะธรรมดาคุณเธอจะจิกกัดผมตลอดเวลาอยู่แล้ว

แต่ที่รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ เพราะเวลาผมยิงมุขแล้วเธอขำ เวลามีปัญหาอะไรก็จะโทร.มาหาผม เวลาผมปลอบเธอก็หายเศร้า

และผมก็เชื่อว่า เธอก็ชอบตัวเองเวลาอยู่กับผมเช่นกัน

ไม่ต้องห่วงสวย ไม่ต้องวางฟอร์ม ทำตัวติ๊งต๊องได้เต็มที่ และงอแงได้ตามความเหมาะสม!

พูดถึงขนาดนี้ ใช่ว่าเราจะเป็นตัวของตัวเองตลอดแล้วไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลยนะครับ

เพราะทุกคนก็มีจุดอ่อน

อันไหนที่รู้ตัวว่าเป็นข้อด้อย เราก็ปรับปรุงมันซะ เพื่อให้คนที่อยู่กับเราสบายใจขึ้น

และเมื่อเราแก้ไขนิสัยเสียๆ นี้ได้ เราก็จะชอบตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน

เมื่อเราชอบตัวเอง เราก็จะช่วยดึงส่วนดีๆ ในคู่ของเราออกมาด้วย เป็นการเติมพลังงานบวกให้กันและกัน และทำให้การมีคู่เป็นความรื่นรมย์

แต่หากเราไม่ชอบตัวเอง ก็ย่อมจะดึงส่วนแย่ๆ ของอีกฝ่ายออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คู่รักมากมายจึงกลายเป็นคู่เวรคู่กรรมไปแทน

—–

ผู้ชายคนไหนที่กำลังจีบหญิงอยู่ อย่ามองแค่ว่าเขาสวยจนยอมทุกอย่างนะครับ เพราะผมการันตีได้เลยว่าวันหนึ่งคุณจะเบื่อความสวยนั้นแน่ๆ

ผู้หญิงคนไหน ที่กำลังคุยกับชายใดอยู่ ก็อย่าดูแค่เรื่องหน้าตา ฐานะ หรือความทุ่มเทของเขานะครับ ต้องถามตัวเองด้วยว่า “ชอบตัวเองรึเปล่าเวลาอยู่กับเขา”

ถ้ายังไม่ชอบ ก็แปลว่าอาจยังไม่ใช่

และยังไม่ควรรีบร้อน


ขอบคุณข้อมูลจาก Thail Multiply Pooklook38 : Secret ฉบับที่ 30 : หนูดี วนิษา เรซ

ขอบคุณภาพจาก Krungsri Guru 12 คำตอบเพื่อพัฒนาอัจฉริยภาพทางสมอง และสร้างแรงบันดาลใจสำหรับนักศึกษา วัยทำงาน และนักธุรกิจ

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

วิธีรับมือกับคนโกรธ

20150205_HandlingAngryPeople

คนขี้โมโห จะว่าน่ากลัวก็ใช่ จะว่าน่าสงสารก็ยิ่งใช่กว่า

เพราะเวลาเขาโมโห เขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้

เขาจะกลายร่างเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ระเบิดทีไรคนรอบข้างก็โดนตะปูตำกันถ้วนหน้า

และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่สุดก็คือตัวระเบิดเองนั่นแหละ

—–

บางทีการต้องรับมือกับคนโกรธ เป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้

วันนี้เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ เผื่อท่านผู้อ่านจะนำไปประยุกต์ใช้ได้บ้างนะครับ

1. ระลึกว่าเขาไม่ได้กำลังโกรธเรา เขากำลังโกรธปัญหาต่างหาก
ผมเคยทำงานเป็น support มาก่อน

ลูกค้าที่ใช้ซอฟท์แวร์ที่ผมดูแลนั้นส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงิน

คนที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ต้องแข่งกับเวลา ต้องทำให้ได้ตามเป้านี่ส่วนใหญ่จะมูดดี้อยู่แล้ว

และยิ่งถ้าซอฟท์แวร์ที่เขาใช้ทุกวันมันดันใช้การไม่ได้ขึ้นมา ความมู้ดดี้ยิ่งทวีคูณ

เพราะนั่นอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการทำเงินหลายแสนหรือหลายล้านเลยทีเดียว

ดังนั้นเวลาเจอปัญหาหนักๆ อย่างระบบล่ม เขาย่อมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

และในฐานะซัพพอร์ตเราก็ต้องโดนเขาซัดไปเต็มๆ

แต่อย่างที่บอกครับ เขาไม่ได้โกรธเรา เขากำลังโกรธปัญหาต่างหาก

และหน้าที่ของเราก็คือการช่วยแก้ปัญหานั้นให้เขา

ถ้าแยกได้อย่างนี้ ใจเราจะสบายขึ้นครับ

2. ถ้าคุณไม่ใช่ต้นเหตุ ก็ไม่ต้องเอา “ตัวเอง” เข้าไปรับ
อันนี้ฟังดูคล้ายก้บข้อแรก แต่ผมนับเป็นอีกข้อเพราะอยากเล่าประสบการณ์หนึ่งให้ฟัง

เมื่อหลายปีที่แล้ว ฝ่ายขายของบริษัทมีการจัดงานมอบรางวัลให้ลูกค้า ผมเองก็ได้ไปช่วยงานด้วยนิดหน่อย

พอจบงาน มีโอกาสได้ไปคุยกับพี่ๆ ทีมหนึ่งที่ได้รับเชิญไปในฐานะแขก

ปรากฎว่า พี่ๆ ทีมนั้นเขาไม่ค่อยแฮปปี้กับหลายๆ อย่างในงาน พอเขาเจอหน้าผม เขาจึงมาตำหนิ (ด่า) ให้ผมฟัง โดยที่เขาอาจจะมองว่าผมเป็นหนึ่งในทีมจัดงาน และน่าจะส่งต่อคำตำหนินั้นกลับไปยังเจ้าของงานได้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำหนดการ การจัดโต๊ะ การเชิญแขกผู้ใหญ่ อะไรอีกจิปาถะที่เขารู้สึกว่าฝ่ายจัดงานทำออกมาได้ไม่ดี

ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของพี่ที่ด่าผมอยู่นั้น ดูบึ้งตึงเอาเรื่องอยู่

ถ้าผมเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย ซึ่งเป็นเจ้าของงาน มายืนฟังเขาตำหนิอย่างนี้ คงจะหน้าชาและมีการขึ้นเสียงกันแน่นอน

แต่เผอิญผมไม่ใช่หัวหน้าฝ่ายขาย และมีส่วนช่วยงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผมเลยไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับคำด่าน้้นซักนิด กลับรู้สึกสนุกที่จะฟังสิ่งที่เขาตำหนิด้วยซ้ำ

วันนั้นผมจึงได้เรียนรู้ว่า ความโกรธของพี่เขาจะมีผลกับผมหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาพูด น้ำเสียง หรือท่าทางของเขาเลย

แต่ขึ้นอยู่กับความรู้สึก “ความเป็นเจ้าของงาน” ของผมต่างหาก

3.หาตัวช่วย
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมเพิ่งทำงานเป็น support ใหม่ๆ

ในทีมเจอปัญหา Severity 1 ซึ่งถ้าแปลง่ายๆ ก็คือ “ปัญหาวิกฤติระดับชาติ” ที่ต้องแก้ไขให้ได้ภายใน 72 ชั่วโมง

เวลาเจอปัญหาระดับ Sev 1 เราจะต้องมี teleconference (การโทร.คุยกันหลายสาย) กับลูกค้าเพื่อคอยส่งข่าวความคืบหน้าอยู่เรื่อยๆ

ลูกค้าที่ประสบปัญหานี้อยู่ที่อเมริกา ทีมของผมเลยต้องเข้า teleconference ตอนประมาณ 3 ทุ่มตามเวลาไทย (ผมเองไม่ใช่เจ้าของเคสนี้นะครับ แต่เข้าไปฟังเพื่อเก็บประสบการณ์)

จำได้เลยว่าลูกค้าโกรธมาก หัวหน้าผมก็พยายามพูดดีๆ ด้วยแล้ว แต่เหมือนเขาจะไม่ฟังเราเลย (สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเขายังไม่เชื่อว่า support อ่อนประสบการณ์จากประเทศเล็กๆ อย่างเมืองไทยจะช่วยอะไรเขาได้)

มีช็อตหนึ่งที่ทางเรากำลังพยายามอธิบายปัญหา อยู่ๆ ลูกค้าก็ตบโต๊ะดังปัง! แล้วคำสบถต่างๆ ก็พรั่งพรู

(นี่เรากำลังคุยอยู่กับ “ยักษ์” ชัดๆ! กรูจะโดนจับกินมั้ยเนี่ย!)

แต่สวรรค์ยังมีตา

มีเพื่อนร่วมทีมชาวอเมริกัน (สมมติว่าเขาชื่อจอห์นละกัน) ที่ทำงานเป็น support เหมือนกัน แต่อยู่มาหลายสิบปีแล้ว และรู้จักมักจี่กับลูกค้ารายนี้ดี ต่อสายเข้ามาร่วมคุย teleconference ด้วย

ปรากฎว่าบรรยากาศเปลี่ยนครับผม

ลูกค้าที่เป็นยักษ์เป็นมารอยู่เมื่อครู่ เสียงนุ่มลงทันที

จากที่ด่าเราสาดเสียเทเสีย กลับมาคุยแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยและใช้เหตุผล

ผมจำได้ว่าจอห์นพูดแค่ไม่กี่ประโยค ลูกค้าก็เข้าใจ และบอกว่าถ้าจอห์นเข้ามาช่วยดูปัญหานี้ด้วย เขาจะสบายใจขึ้นอีกมาก ซึ่งจอห์นก็รับปาก

และการพูดคุยครั้งนั้นก็จบลงอย่างที่บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นมากนัก

ประสบการณ์คราวนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าเราเจอคนที่กำลังโกรธเราอยู่ การดึงบุคคลที่สามที่เป็นที่เคารพของคนที่กำลังโกรธนั้นเข้ามามีส่วนร่วม อาจจะช่วยได้มาก

แน่นอน บางทีคนๆ นั้นอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้พอที่จะดึงเข้ามาร่วมสนทนาได้ทันที แต่อย่างน้อย ถ้าเราเอ่ยชื่อเขา ก็อาจจะเพียงพอให้คู่กรณีใจเย็นลงได้นะครับ

4. ช่วยขจัดความกลัวของเขา
เวลาภรรยาผมอารมณ์ไม่ดี บางทีเขาจะใช้คำว่า “เคมีไม่สมดุล”

และยังบอกต่ออีกว่า การที่เคมีไม่สมดุลนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากความกลัวอะไรบางอย่าง

ใช่ครับ คนที่โกรธคือคนที่กำลังกลัวอะไรบางอย่าง

เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็มีมุมที่อ่อนแอด้วยกันทั้งนั้น

ลูกค้าคนที่ผมกล่าวถึงในข้อที่แล้ว ก็คงกำลังกลัวว่าจะโดนเจ้านายเฉ่ง หรือกลัวโดนไล่ออกถ้าปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข

แต่พอ support ชาวอเมริกันคนนั้นเข้ามาคุยด้วย ความกลัวและความกังวลก็น้อยลง ความโกรธจึงน้อยลงตามไปด้วย

ความเชื่อใจ จะทำให้ความกลัวและความโกรธน้อยลง

ถ้าเราไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ก็ต้องสร้างความเชื่อใจกันด้วยการฟังคนที่กำลังโกรธอย่างตั้งใจ

และต้องระวังอย่างมากที่จะไม่แก้ตัวหรือพยายามปกป้องตัวเองในช่วงเวลาที่เขากำลังระบายอยู่

เพราะยิ่งเราแก้ตัวเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งโกรธเรามากขึ้น

สู้รอให้เขาระบายเสร็จก่อนดีกว่า เพื่อเพิ่มขีดความเชื่อใจให้กับเขา

ฟังเสร็จก็พูดทวนอีกทีว่าเราเข้าใจปัญหาของเขา และหาทางออกร่วมกัน

ไม่ง่ายครับ

แต่ได้ผล

5. แผ่เมตตาให้เขา

บางคนไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น

เลยอาจจะคิดว่าการแผ่เมตตาเป็นแค่การหลอกตัวเองให้สบายใจเท่านั้น

แต่คุณเคยมั้ย ที่เดินเข้าไปในห้องๆ หนึ่งที่บรรยากาศ “มาคุ”

เหมือนเราจะสัมผัสได้เองว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครพูดอะไร

แต่ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้ ก็น่าจะเข้าใจว่าพลังงานลบมีอยู่จริง แม้จะมองไม่เห็นได้ด้วยตาก็ตาม

ในเมื่อพลังงานลบมีอยู่จริง พลังงานบวกก็มีอยู่จริงเช่นกัน

และการแผ่เมตตาก็คือพลังงานบวก ที่จะช่วย neutralize พลังงานลบที่ตกตะกอนอยู่ในใจของคนที่เพิ่งโกรธมาหมาดๆ

ทุกคนน่าจะเคยเรียนแผ่เมตตามาแล้วตั้งแต่เด็กๆ

ทั้งๆ ที่ตอนนั้นไม่ต้องแผ่ก็ได้ เพราะชีวิตเด็กมันง่ายจะตาย ไม่ค่อยเจออะไรไม่ดี

แต่วัยผู้ใหญ่อย่างเราๆ ที่ต้องเจอพลังงานลบหลายครั้งตลอดวัน กลับไม่ค่อยคิดจะใช้ภูมิปัญญานี้กัน

ฝรั่งไม่ได้รู้ทุกเรื่องนะครับ

ก่อนจะนอน ลองแผ่เมตตาให้กับคนที่เขาโกรธดู

ใครจะรู้ พรุ่งนี้เขาอาจจะยิ้มให้คุณก็ได้

—–

ป.ล. ขอบคุณคุณภรรยาที่เป็นต้นคิดให้เขียนหัวข้อนี้

Sharing from Quora: What is the most valuable skill a person can have for their entire life?

WhatIThinkWhatiSay

เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่างที่เราคิด

เพราะเรื่องบางเรื่องก็เหมาะจะเก็บเอาไว้ในใจคนเดียว

แต่เคยมั้ยที่มีอะไรที่อยากเอื้อนเอ่ย แต่มันพูดไม่ออก

เพราะไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดยังไง

หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการจะสื่อสารอะไร

คุณ Abhishek Raju ผู้แปะรูปนี้ไว้ใน Quora กล่าวว่า

It’s extremely important for a person to learn to put into words, what he thinks. It makes a relationship last. It creates an impression on the person you’re talking to. It gives you a chance to explore what others think about your ideas. It lets you answer questions on Quora in a way other people understand.

ความสามารถที่จะร้อยเรียงถ้อยคำออกมาได้เหมือนที่ใจคิดนั้นเป็นทักษะที่สำคัญมาก เพราะมันช่วยให้ความสัมพันธ์ยืนยาว ช่วยให้คนที่คุณคุยด้วยจดจำคุณได้ ให้โอกาสคุณได้สำรวจความเห็นของคนอื่นๆ ที่มีต่อความคิดของคุณ และช่วยให้คุณตอบคำถามบน Quora ในแบบที่ใครๆ อ่านก็เข้าใจ

ถ้าให้เทียบระหว่างทักษะการพูดกับทักษะการเขียนของตัวเอง

ผมว่าผมเขียนได้ดีกว่าพูดเยอะเลย (ถึงแม้จะยังไม่ได้เขียนเก่งอะไร)

การตั้งใจจะมาเขียนบล็อกให้ได้วันละหนึ่งบล็อก ก็เพื่อเรียนรู้ที่จะเรียบเรียงสิ่งที่อยู่ในหัวผมออกมาให้โลกได้รับรู้ เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ และเผื่อว่าใครจะนำมันไปสานต่อ

ใครที่มีความคิดแล้วชอบเก็บเอาไว้เองคนเดียว ลองเปลี่ยนมาเล่าให้คนอื่นฟังดูบ้างมั้ยครับ?

บางคนเขาอาจรอฟังคุณอยู่นะ

Source: Quora: What is the most valuable skill a person can have for their entire life