อยากทำจริงรึเปล่า

20150301_WayExcuse

If you really want to do something, you’ll find a way.

If you don’t, you’ll find an excuse.

ถ้าคุณอยากจะทำมันจริงๆ คุณก็จะหาทางจนได้
ถ้าคุณไม่ได้อยากทำมันเท่าไหร่ คุณก็จะหาข้ออ้างจนได้
– จิม รอห์น

เคยเป็นตัวตั้งตัวตีนัดเพื่อนทานข้าว หรือนัดกันไปเที่ยวมั้ยครับ?

บางคนจะตอบว่า “โอเค ยังว่างอยู่ เดี๋ยวล็อควันไว้เลยนะ”

ขณะที่บางคนจะตอบว่า “เดี๋ยวขอดูใกล้ๆ ก่อนนะว่าติดอะไรรึเปล่า”

คำตอบแบบหลังนี่บอกอะไรเราได้หลายอย่างเลย

1. วันที่เราเสนอไปนั้น จริงๆ แล้วเขายังว่างอยู่
2. แต่ต้องแทงกั๊กไว้ก่อน เผื่อจะเจออะไรที่สำคัญมากกว่า
3. แสดงว่าเขาให้คุณค่ากับการไปเที่ยวกับเราน้อยกว่ากิจกรรมอื่นๆ

ซึ่งถ้าเจอพวก “ขอดูก่อนนะว่าติดอะไรรึเปล่า” เยอะๆ โอกาสที่นัดของเราจะล่มย่อมมีสูงมาก และทำให้คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีหมดกำลังใจเอาง่ายๆ

—–

ตอนต้นปี คุณได้ตั้งเป้าหมายสำหรับปีนี้ หรือที่เรียกว่า New Year’s Resolutions มั้ยครับ?

จะลดน้ำหนัก
จะเขียนบล็อก
จะหารายได้เสริม
จะเรียนดนตรี
จะเล่นโยคะ

ผ่านไปสองเดือน Resolutions ของคุณตอนนี้ยังหนักแน่นอยู่รึเปล่า?

ถ้ามันละลายหายไปเกือบหมดแล้ว มันเกิดจากอะไร?

เราอาจจะบอกว่าเราต้องเจอ “อุปสรรค” มากมาย

กลับบ้านดึก เพื่อนชวนกินบุฟเฟ่ต์ ไม่มีเวลา ครอบครัวไม่สนับสนุน เจ้านายสั่งงานเยอะ

เหล่านี้คือ “เหตุผล” จริงๆ หรือ?

หรือเพราะมันมีเหตุผลที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น

นั่นคือ จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากทำมันขนาดนั้นหรอก เพราะอยู่อย่างเก่าก็สบายดี

ถ้าเราคิดจะทำมันจริงๆ อุปสรรคที่เรากล่าวอ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยที่เราจะแก้ได้ใช่มั้ย?

เพราะชีวิตที่ผ่านมาเราเจอเคยอุปสรรคที่หนักหนากว่านี้ตั้งเยอะ แต่เราก็ยังแก้ไขหรือก้าวข้ามมันมาได้

สิ่งเดียวที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือ ถามตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร

แล้วเลือกแค่หนึ่งอย่างที่สำคัญกับเราที่สุดในตอนนี้

และเริ่มทำมันซะตั้งแต่วันนี้

แล้วทำให้ได้ทุกวัน แม้จะทำมันได้แค่วันละสองนาทีก็ตาม

แล้วคุณจะเมามัน

เพราะการ find a way สนุกกว่าการ find an excuse เยอะเลยครับ

—–

หากต้องการรับ Newsletter รายเดือน (รวมเรื่องราวคัดสรรพร้อมบทความพิเศษ) สามารถสมัครได้ที่นี่ครับ

ใจเย็นๆ

20150222_Underestimate

คนเรามักประเมินตัวเองสูงไป ว่าจะทำอะไรได้บ้างในแต่ละวัน
และประเมินตัวเองต่ำไป ว่าจะทำอะไรได้บ้างในชีวิตนี้
– นิรนาม

วันอาทิตย์มักจะเป็นวันที่ผมพอจะมีเวลาให้ตัวเองได้วางแผนสำหรับสัปดาห์ถัดไป

อย่างสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ผมจะต้องทำสิ่งต่อไปนี้

  • ช่วยเรื่องการรับบริจาคเลือด หนังสือ และเสื้อผ้าให้สำเร็จลุล่วง
  • เขียนบทความสำหรับจดหมายข่าวของบริษัทอีกสองบทความ
  • ตรวจการบ้านคนที่เข้าเรียน Writing Workshop กับผม
  • แชร์สิ่งที่ได้อ่านจากหนังสือ The ONE Thing ให้พนักงานที่สนใจฟัง
  • ซ้อมดนตรีงาน Music Soirée ของบริษัทที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า
  • เริ่มเรียนคอร์สการตลาด
  • ติดต่อผู้รับเหมาต่อเติมบ้านใหม่
  • วางแผนเรื่องเที่ยวช่วงหยุดสงกรานต์
  • เขียนบล็อกบน anontawong.com ทุกวัน

คนเราใจร้อน

ในแต่ละวัน เราจึงอยากทำอะไรให้เสร็จมากมายเหลือเกิน และเรามักจะประเมินตนเองสูงเกินไปว่าทำได้กี่อย่าง

ผมเองมีหลักการว่า จะทำงานชิ้นสำคัญๆ ให้เสร็จแค่วันละสามอย่างก็พอใจแล้ว ส่วนเวลาที่เหลือก็จะเอาไปสะสางงานจิปาถะ ที่อาจจะเร่งด่วนแต่ไม่สำคัญหรือไม่ต้องใช้พลังมากนัก

ผมเชื่อว่างานต่างๆ ที่เราทำด้วยความใส่ใจ จะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีๆ ได้

โอเคล่ะ มันอาจจะไม่ค่อยทันใจเราเท่าไหร่ เพราะเรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ “รอไม่ได้” และทุกอย่างต้อง “เดี๋ยวนี้”

แต่ธรรมชาติต้องการเวลา และมีจังหวะจะโคนของมัน

หว่านเมล็ดแตงโมวันนี้ ต่อให้รดน้ำลงไปเท่ารถบรรทุก ก็ใช่ว่าจะทำให้มันออกผลพรุ่งนี้ซะหน่อย

เราทุกคนสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้

เพียงแต่ต้อง “ใจเย็นๆ” เท่านั้นเอง

—–

หากต้องการรับ Newsletter รายเดือน (รวมเรื่องราวคัดสรรพร้อมบทความพิเศษ) สามารถสมัครได้ที่นี่ครับ

คนทุกคนเป็นคนดี

20150218_EverybodyIsGood

สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการฟังเพลง คือการฟังเนื้อร้องผิด

และบางทีการฟังผิดก็มีประโยชน์

“คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร”

นี่คือประโยคสุดท้ายในท่อนฮุคของเพลง “รู้สึกสบายดี” ของเฉลียง ซึ่งผมฟังและจำได้มาตั้งแต่ตอนเด็กๆ

เพิ่งมารู้เมื่อปีที่แล้วว่าจริงๆ วงเฉลียงเค้าร้องไว้อย่างนี้ครับ

ผู้คนมากมายก่ายกอง จ้องมองตั้งใจจะมองหา
รอถึงเวลาจะไขว่จะคว้าทำความดี
แต่ใครเล่าใคร จะไปตั้งใจอะไรจะมาชี้
คนเรียกคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร

ไม่เป็นไร ฟังผิดนิดหน่อย เราต้องให้อภัยตัวเอง

เพราะประโยคที่ว่า คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร มันช่วยให้ผมมองคนในแง่ดีมาหลายสิบปีแล้ว

ไม่มีใครดีพร้อมทุกอย่าง

และไม่มีใครชั่วบริสุทธิ์เช่นกัน

ไม่ว่าใครคนนั้นจะนิสัยแย่แค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเลวกับทุกคน

นักการตลาดที่มอบเมาประชาชนด้วยการชิงโชค อาจเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรักมากก็ได้
เผด็จการที่สั่งฆ่าคนนับล้าน อาจรักชาติรักแผ่นดินมากกว่าเราก็ได้
สาวที่ขับรถชนคนตายบนทางด่วน อาจตั้งใจเรียนกว่าเราก็ได้
นักการเมืองที่โกงกิน อาจเป็นพ่อที่อบอุ่นกว่าเราก็ได้
นักธุรกิจขายน้ำเมา อาจทำบุญมากกว่าเราก็ได้
โจรใต้ อาจเป็นคนรักเพื่อนมากกว่าเราก็ได้
ฆาตกร อาจรักแม่มากกว่าเราก็ได้

เมื่อตระหนักว่า เขาเองไม่ได้เลวในทุกมิติ และเราเองก็อาจจะด้อยกว่าเขาในบางมิติด้วยซ้ำ อาการดูถูกว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ต่ำชั้นกว่าเราก็จะเจือจางลง

และไม่แน่ ถ้าเรามีปัญญามากพอ เราอาจจะมองเห็นว่า ทุกๆ คนต่างก็เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ และกำลังเดินหลงอยู่บนเส้นทางอันยาวไกลไม่ต่างกับเรา

คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร

เช่นนั้นแล้ว คุณจะยังเกลียดใครได้หมดใจอีกหรือ?

โดมิโนสู่ดวงจันทร์

20150216_DominoesToTheMoon

เมื่อสองวันก่อนนี้ผมเขียนถึงดวงจันทร์ของแต่ละคน

วันนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับดวงจันทร์มาเล่าให้ฟังอีกเช่นกัน

ถ้าใครเข้าร้านหนังสือสัญชาติฝรั่งอย่าง Kinokuniya หรือ Asia Books อาจจะเห็นหนังสือเล่มนี้ผ่านหูผ่านตาบ้าง

หนังสือชื่อเชยๆ เรื่อง The ONE Thing เป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดที่ผมได้อ่านเมื่อปีที่แล้วครับ

ในช่วงแรกๆ ของหนังสือเล่มนี้ แกรี่ เคลเล่อร์ (Gary Keller) ได้เปรียบเปรยคววามหมายของการทำ The One Thing กว่าคล้ายๆ กับโดมิโน

เชื่อว่าหลายท่านอาจจะเคยเอาโดมิโน่มาวางเรียงกัน แล้วพอสะกิดให้ตัวแรกล้ม โดมิโนตัวถัดไปก็จะล้มตามกันไปเรื่อยๆ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

ในทศวรรษ 1980 (ยุคเอทตี้ส์) นักฟิสิกส์เคยทำการทดลองเอาโดมิโนมาวางเรียงกัน แต่โดมิโนแต่ละตัวจะมีขนาดไม่เท่ากัน โดยโดมิโนตัวถัดไปจะใหญ่กว่าโดมิโนชิ้นก่อนหน้า 1.5 เท่า

สมมติว่าโดมิโนชิ้นแรกสูง 2 นิ้ว
ชิ้นที่สองก็จะสูง 3 นิ้ว (2×1.5)
ชิ้นที่สามสูง 4.5 นิ้ว (3×1.5)
ชิ้นที่สี่สูง 6.75 นิ้ว (4.5×1.5)
ฯลฯ

และในการทดลอง นักฟิสิกส์กลุ่มนี้สามารถจัดเรียงโดมิโนจากเล็กไปใหญ่ และเมื่อล้มโดมิโนตัวแรกแล้ว มันก็พาโดมิโนตัวอื่นๆ ล้มตามไปด้วย  ซึ่งรวมถึงตัวสุดท้ายที่โดมิโนขนาด 3 ฟุต หรือ 36 นิ้ว

สิ่งนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า geometric progression หรือการก้าวหน้า/เติบโตแบบทวีคูณ

ถ้าโลกมีพื้นที่พอ และเราสามารถสร้างโดมิโนที่ใหญ่ขึ้น 1.5 เท่าไปได้เรื่อยๆ ลองเดามั้ยครับว่า ต้องใช้โดมิโนกี่ตัวถึงจะล้มโดมิโนที่สูงเท่าหอไอเฟลได้?

คำตอบคือ 23 ตัวครับ

น้อยกว่าที่คิดใช่มั้ย?

แล้วคุณลองเดาซิว่า โดมิโนตัวที่เท่าไหร่ที่จะล้มไปแตะดวงจันทร์ได้?

57 ตัวครับ* (น้อยกว่าที่คิดอีกแล้วใช่มั้ย)

The One Thing คือการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเดี๋ยวนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายปัจจุบัน อันจะนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป

และนี่คือความเจ๋งของ geometric progression ครับ เพราะแม้ในช่วงแรกเราอาจจะไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง แต่ถ้าเราเพียรทำในสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างไม่ลดละ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว อาจจะติดลมบนจนฉุดไม่อยู่เลยก็ได้

คล้ายกับบล็อกที่ผมเคยเขียนเอาไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า เพียงแค่เราทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานแค่ 1% พอครบปีเราจะเก่งขึ้นถึง 36 เท่า

หากเราจัดเรียงโดมิโนให้ดีๆ แล้วมุ่งความสนใจไปที่การล้มโดมิโนแต่ละตัวอย่างตั้งใจ

ไม่ช้าไม่นาน เราก็จะไปถึงดวงจันทร์ได้เช่นกันครับ

—–

* หมายเหตุ 57 ตัวจริงรึเปล่า? ในฐานะเด็กเก่งเลขอย่างเราต้องขอพิสูจน์หน่อย วิธี เพียงเอา 1.875 (ความสูงมาตรฐานของโดมิโน หน่วยเป็นนิ้ว) คูณ 1.5 ไป 56 ครั้ง แล้วคูณด้วย * 0.0000254 เพื่อแปลงเป็นกิโลเมตร

1.875*1.5^56*0.0000254 = 345,896 กิโลเมตร

ส่วนระยะทางจากโลกถึงพระจันทร์คือประมาณ 384,400 กิโลเมตรโดยเฉลี่ย (ระยะทางระหว่างพระจันทร์กับโลกจะอยู่ในช่วง 363,104 ถึง 405,696 กิโลเมตร)

Source: The ONE Thing

ทำตามความฝัน

20150213_HadIKnown

นี่คือประโยคหนึ่งในหนังสือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ที่มีคำโปรยด้วยว่า “เหมาะกับมนุษย์เดินดินที่มีความฝัน แต่ชอบคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม”

ผมว่ามันเป็นหนังสือที่ตั้งชื่อได้ “กินขาด” ที่สุดเล่มหนึ่ง

แค่เห็นชื่อก็อยากซื้อแล้ว แม้จะราคาถึง 255 บาทก็ตาม

ผมอ่านคิดจะไปดวงจันทร์ฯ ช่วงหยุดปีใหม่ ร่วมกับหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของคุณบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

หนังสือทั้งสองเล่มถือเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ผมตั้งใจเขียนบล็อกนี้อย่างจริงๆ จังๆ จนผมต้องส่งข้อความไปขอบคุณท่านทั้งสองทาง Facebook

เพราะผมเองก็มีความฝันของผมเหมือนกัน แต่ผมขออุบไว้ก่อน เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ไว้ดูเข้าที่เข้าทางเมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟัง

ไม่ใช่อะไร กลัวหน้าแตกครับ

—–

ผมอ่านประโยคด้านบนนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงหนังเรื่อง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ที่นำแสดงโดยติ๊ก เจษฎาพร ผลดี กับนางเอกหน้าใหม่ชื่อโบ ณัฐชลัยย์ สุขะมงคล

นางเอกเป็นเด็กติสท์เอามากๆ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และเพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทของพระเอก

พระเอกเป็นผู้บริหาร เป็นยอดมนุษย์เงินเดือนตัวเอ้ มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร และขยันทำงานสุดๆ

พระเอกมีแฟนอยู่แล้วคนหนึ่ง แฟนก็มีความฝันว่าวันหนึ่งอยากเปิดร้านเบเกอรี่ แต่เพราะพระเอกดูจะทุ่มเทให้กับงานบริษัทเสียเหลือเกิน แฟนของพระเอกจึงห่างเหินกับพระเอกขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่งพระเอกก็เลยปรับทุกข์ให้นางเอกฟังว่า

“ถามอะไรหน่อยสิ…ไอ้ที่เค้าเรียกว่าความฝันน่ะ มันต้องเป็นแบบ…เปิดร้านขนม…เขียนหนังสือ…แต่งเพลง…ทำหนัง…อะไรแค่นั้นเหรอ แล้วไอ้ที่ผมอยากจะมีเงินเก็บมากๆ อยากจะดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุด มันเรียกว่าความฝันไม่ได้เลยหรือไง”

เออ…จริง

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลมีเดียครองโลก ทางเลือกมีมากมาย

Passive Income, Financial Freedom, New Rich, ทำงานที่บ้าน คือแฟชั่นใหม่ล่าสุดที่หลายคนเลือกสวมใส่

อาชีพที่อินเทรนด์และดู cool สุดๆ คือการออกหนังสือมาซักหนึ่งเล่ม และทำหน้าที่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง มีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องยึดติดกับการเข้างาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น มีเวลาเล่นกับลูกได้เต็มที่ และไม่มีเพดานของรายได้

พอเจอกระแสนี้หนักๆ เข้า การเป็นมนุษย์เงินเดือนเลยดู uncool สุดๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละ

ทุกคนต่างก็มีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน ความเชื่อแตกต่างกัน และให้ความสำคัญในแต่ละมิติของชีวิตไม่เท่ากัน

เพราะฉะนั้น การเป็นมนุษย์เงินเดือนอาจจะไม่ใช่เรื่องแย่อะไร ตราบใดที่เรายังพอใจกับวิถีชีวิตแบบนี้

และเหล่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการ เป็นโค้ช หรือเขียนหนังสือ โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็ต้องพึ่งพามนุษย์เงินเดือนอยู่ดี ถ้าไม่ใช่ในฐานะคนที่ทำงานให้ ก็ในฐานะลูกค้า

ผมไม่ได้ต่อต้านวิถีชีวิตแนวใหม่นะครับ

เพียงแต่เราไม่ควรไปดูแคลนคนที่ยังเต็มใจที่จะเป็นพนักงานประจำ ว่าเขาไม่มีความฝัน หรือฉลาดไม่เท่าเรา

คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย…

แต่ดวงจันทร์ไม่ได้มีดวงเดียว

นักเขียนก็มีดวงจันทร์ของเขา
คนขายของออนไลน์ก็มีดวงจันทร์ของเขา
เจ้าของกิจการก็มีดวงจันทร์ของเขา
ครูประถมเงินเดือนหมื่นเศษก็มีดวงจันทร์ของเขา
พนักงานบริษัท ก็มีดวงจันทร์ของเขาเช่นกัน

เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าดวงจันทร์ดวงไหนสวยที่สุดครับ

Sources: คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย, ยอดมนุษย์เงินเดือน

เก่งจริงไม่ต้องบอก

20150210_GoodGreat

When you’re good at something, you will tell everyone. When you’re great at something, they’ll tell you.

-Walter Payton

 

ผมว่าคนไทยไม่ใช่คนขี้อวด

ที่ไม่อวดอาจจะเพราะว่าเราเป็นคนถ่อมตัวโดยธรรมชาติ

แต่ผมเดาว่าส่วนใหญ่เราไม่ค่อยอวดเพราะว่ากลัวโดนหมั่นไส้

คำว่าหมั่นไส้นี่ไม่มีในภาษาอังกฤษนะครับ อาจจะเพราะว่าฝรั่งไม่มองว่าการนำเสนอว่าตัวเองมีอะไรดีเป็นสิ่งผิด

ดังนั้นในห้องเรียนฝรั่ง ถ้าอาจารย์ถามอะไร เด็กจะแย่งกันยกมือตอบ ทั้งเด็กเรียนดีและเด็กเรียนไม่ดี

ขณะที่ในห้องเรียนไทย เราแทบจะยกสัมปทานให้เด็กเรียนดีรับหน้าที่นี้ไปเลย

—–

เวลาเราเก่งเรื่องอะไร เราจะอยากบอกทุกคน

ผมเองเป็นคนมีหัวเรื่องวิชาเลข

ตอนชั้นประถม เราก็อยากจะโชว์ความเก่งนี้ออกมา แต่จะทำอย่างไรไม่ให้น่าเกลียด?

คำตอบคือตอนสอบครับ

ผมจะพยายามทำข้อสอบให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ออกจากห้องสอบเป็นคนแรก

จำได้เลยว่า ตอนยกมือบอกอาจารย์ว่าเสร็จแล้ว และเดินออกจากห้องในขณะที่เพื่อนๆ ทั้งหลายยังก้มหน้าก้มตานั้น รู้สึกว่าตัวเองเท่ชะมัด

เท่อยู่หลายวันจนถึงวันประกาศผล ที่ปรากฏว่าคะแนนสอบของผมน้อยกว่าเพื่อนอีกหลายๆ คนที่ทำข้อสอบช้ากว่าแต่รอบคอบกว่า

อาการ “อยากออกจากห้องสอบเป็นคนแรก” จึงค่อยๆ ทุเลาลง และหายไปในที่สุดตอนขึ้นชั้นมัธยม

—–

ถ้าเรามีความเป็นเลิศด้านไหน ผู้คนเค้าจะเอ่ยปากบอกเราเอง

สมัยหนุ่มๆ เวลาเพื่อนคิดไม่ตก หลายคนจะมาปรึกษาผม ตั้งแต่ปัญหาหัวใจยันเหตุการบ้านเมือง ทั้งๆ ที่ผมเองก็ประสบการณ์ต่ำมากทั้งสองเรื่อง

แต่การที่เขายังมาหาเราบ่อยๆ แสดงว่าเพื่อนต้องเห็นว่าเรามีมุมมองที่จะมีประโยชน์ต่อเขาได้

อีกหนึ่งทักษะที่ผมไม่เคยคิดว่าจะโดดเด่นแต่ประการใดคือเรื่องขีดๆ เขียนๆ

เพราะจริงๆ แล้ว ผมเป็นคนเล่าเรื่องไม่เก่ง ไม่ค่อยมีลูกล่อลูกชนอะไร เวลานั่งอยู่ในวงสนทนาผมแทบจะเป็นคนพูดน้อยที่สุดด้วยซ้ำไป (ยกเว้นต้องพูดด้วยหน้าที่)

แต่หลังจากแจกหนังสือในงานแต่งงานไป กลับได้รับคำชมเกินคาด ผู้ใหญ่บางคนถึงกับออกปากฝากพ่อผมมาบอกว่า อย่าหยุดเขียน

เมื่อคนอื่นๆ บอกผมว่าผมมีมุมมองที่น่าสนใจ และมีทักษะด้านการเขียน ผมก็เลยตัดสินใจลงมือเขียนบล็อกจริงๆ จังๆ ในปีนี้

แล้วคุณล่ะ มีใครบอกคุณรึยังว่าคุณเก่งเรื่องอะไร?

แล้วคิดจะทำอะไรกับมันบ้างรึเปล่า?

อย่ารอให้ใครมาเลือกเรา

20150203_Remarkable

“คุณกล้าดียังไงถึงมาใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม ในเมื่อทุกอย่างมันพร้อมให้คุณทำสิ่งที่โคตรเจ๋งแล้ว” – เซธ โกเดง

ผมว่าเราทุกคนมีความเป็นอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่ง

คำว่า “อัจฉริยะ” อาจจะดูเว่อร์ไป แต่คำว่า “ความถนัด” มันก็ดูธรรมดาไปหน่อย

เอาเป็นว่าเรามี “ความเจ๋ง” บางอย่างที่คนอื่นไม่มี

และโลกในตอนนี้ก็พร้อมแล้วที่จะให้คุณแสดงความเจ๋งนั้นออกมา

เมื่อก่อน ถ้าคุณอยากทำวงดนตรี คุณต้องไปเข้าห้องอัดเพื่อจะทำเทปเดโม

เสร็จแล้วก็ส่งเทปเดโมไปแกรมมี่หรืออาร์เอส

และสิ่งเดียวที่ทำได้ต่อจากนั้นก็คือ รอ รอ แล้วก็รอ

มาเดี๋ยวนี้ มีแค่กีต้าร์ นักร้อง และไมค์ดีๆ ก็อาจเพียงพอให้คุณได้แจ้งเกิดเหมือนวง Room39

แต่ก่อน ถ้าคุณอยากเขียนหนังสือ คุณต้องส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์ต่างๆ

และสิ่งเดียวที่ทำได้ต่อจากนั้นก็คือ รอ รอ แล้วก็รอ

มาเดี๋ยวนี้แค่บันทึกสิ่งที่คุณคิดลงใน Facebook ก็อาจจะมีคนตามอ่านหลายแสนคน

แล้วพอเขียนได้ระดับหนึ่งก็สามารถพิมพ์หนังสือเองก็ได้ ไม่ต้องรอสำนักพิมพ์ไหนมาพิจารณาต้นฉบับของเรา

นี่คือยุคที่ไม่ต้องรอให้ใครมาเลือกเราอีกต่อไป (No more waiting to be picked)

นี่คือยุคที่เราจะเลือกตัวเอง (Pick yourself)

ซึ่งก็อยู่ที่ว่า คุณพร้อมที่จะเลือกตัวเองรึเปล่า

ถ้าเราเลือกตัวเอง แล้วทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดอย่างสุดความสามารถ

พร้อมกับบอกมันให้โลกทราบและได้รับประโยชน์จากความเจ๋งของคุณ

ผมเชื่อว่าโลกใบนี้มีพื้นที่ให้ทุกคนได้เปล่งประกายครับ

เปลี่ยนไปไม่รู้ตัว

20150201_EverythingIsDifferent

คนเราขี้เบื่อ

แต่คนเราก็กลัวการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

พวกเราส่วนใหญ่ จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบไม่โลดโผนมากนัก

ทำงานที่เดิม เดินทางด้วยเส้นทางเดิม  กินข้าวร้านประจำ และใช้มือถือเครื่องเดิม

แต่พอมองกลับไป หลายๆ สิ่งในชีวิตก็ได้เปลี่ยนไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

ส่วนตัวของผม ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมแต่งงาน มีหนังสือของตัวเองที่พิมพ์แจกในงานแต่งงานหนึ่งเล่ม และเขียนหนังสือวางแผงอีกหนึ่งเล่ม นอกจากนั้น ยังกำลังจะมีบ้านหลังแรกเป็นของตัวเอง (และภรรยา) อีกด้วย

ทั้งๆ ที่ผมก็ยังทำงานที่เดิม เดินทางเส้นเดิม กินข้าวร้านประจำ และใช้มือถือเครื่องเดิม

โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดังที่พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้

ก็อยู่ที่เราว่าพร้อมจะโอบกอดความเปลี่ยนแปลงนั้นแค่ไหน

และจะเลือกผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในทิศทางใด

Sharing from Quora: What are the best tricks to keep yourself motivated?

Answer by Jaideep Gottapu:

การอยู่ใน Comfort Zone จะว่าไปก็สบายดี

เหมือนทุกอย่างถูก optimized ไว้แล้ว

เรารู้แล้วว่าแต่ละวันจะเจออะไร และจะต้องทำอะไรบ้าง

ซึ่งย่อมทำให้เรามีชีวิตแบบไม่เครียด เรื่อยๆ ชิลล์ๆ

แต่บางทีชีวิตก็ต้องการสีสัน

ซึ่ง comfort zone ไม่สามารถมอบให้เราได้

หากอยากสนุก และอยากสร้างประสบการณ์พิเศษ

ก็อาจเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องออกจาก comfort zone เพื่อเจอกับประสบการณ์แปลกใหม่ สิ่งใหม่ๆ และคนใหม่ๆ

อาจต้องเหนื่อยมากขึ้น อาจต้องเสี่ยงมากขึ้น อาจมีการกระเพื่อมในใจระลอกใหญ่

แต่นั่นแหละคือโอกาสให้เราได้เรียนรู้ และได้เติบโต

อยากได้ลูกเสือ ก็ต้องเข้าถ้ำเสือ คุณว่าอย่างนั้นมั้ย?

Source: Quora What are the best tricks to keep yourself motivated?

ตารางนี้อาจเปลี่ยนชีวิตคุณ

4Qudrants_cover

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People

แต่ไม่แน่ใจว่าเคยอ่านกันมากน้อยแค่ไหน

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือเรื่อง 4 Quadrants ครับ

ลองหยิบกระดาษขึ้นมา วาดรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเกือบเต็มพื้นที่กระดาษ แบ่งสี่เหลี่ยมนั้นออกเป็นตารางสี่ช่อง แล้วเขียนคำว่า Important / Not Important  และ Urgent / Not Urgent กำกับ  เสร็จแล้วให้ตั้งชื่อแต่ละช่องว่า Q1, Q2, Q3, Q4

ก็จะได้ตารางประมาณนี้ครับ

Quadrants_Blank

สตีเฟ่น โควี่ย์ (Stephen R. Covey) ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ว่า กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตคนเราแบ่งออกได้สี่แบบ

Q1 คือกิจกรรมที่สำคัญและเร่งด่วน (Urgent  and Important) เช่น ป่วยหนัก จ่ายบัตรเครดิต หรือเตรียมเอกสารสำหรับประชุมด่วนกับประธานบริษัท

Q2 คือกิจกรรมที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Important but Not Urgent) เช่น ออกกำลังกาย ออมเงิน พัฒนาคนในทีม

Q3 คือกิจกรรมที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Urgent but Not Important) เช่น ดูหนังที่กำลังจะออกโรง มิดไนท์เซลส์ แฟนโทร.มา

Q4 คือกิจกรรมที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Not Urgent and Not Important) เช่น เล่นเฟซบุ๊ค ตอบไลน์ เมาธ์มอย

พอใส่เป็นตาราง ก็จะได้ประมาณนี้ครับ (ขออนุญาตเป็นภาษาอังกฤษนะครับ)

Quadrants_FilledIn

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าใช้ชีวิตภายใต้ความกดดันตลอดเวลา มีงานที่ต้องส่งวันนี้ 5 ชิ้น และงานที่ควรจะส่งตั้งแต่เมื่อวานอีก 5 ชิ้น กลับบ้านสามสี่ทุ่มทุกวัน แสดงว่าคุณกำลังถูกขังอยู่ใน Q1 นะครับ คือทุกอย่างสำคัญ ทุกอย่างเร่งรีบไปหมด

ถ้าคุณรู้สึกว่าทำไมขยันแทบแย่ แต่การงานไม่ก้าวหน้าไปไหนซักที ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าคุณใช้เวลากับงานประเภท Q3 มากเกินไป คือทำงานที่เร่งด่วน แต่จริงๆ แล้วมันไม่ค่อยสำคัญหรอก  เช่นเข้าประชุมที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ทำ report ที่ไม่มีคนอ่าน หรืออะไรทำนองนั้น งานเหล่านี้มีเงื่อนไขทางเวลา ว่าควรจะเสร็จเดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้ แต่ไม่มีคุณค่าต่อองค์กรเท่าไหร่

และถ้าคุณรู้สึกว่า หมดไปหนึ่งวันแล้วงานยังไปไม่ถึงไหนเลย อาจเป็นไปได้ว่าคุณใช้เวลากับกิจกรรม Q4 มากเกินไปนะครับ (วันนี้คุณเล่นเฟซบุ๊คที่ออฟฟิศไปกี่นาที/ชั่วโมง?)

ก่อนจะอ่านต่อไป ขอทบทวนอีกครั้งนะครับว่า Q1, Q2, Q3, Q4 หมายความว่าอะไร จะได้อ่านได้ลื่นไหล ไม่ต้องวนกลับมาอ่านใหม่

  • Q1 คือสำคัญและเร่งด่วน
  • Q2 คือสำคัญและไม่เร่งด่วน
  • Q3 คือไม่สำคัญแต่เร่งด่วน
  • Q4 คือไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน

กิจกรรมเดียวกัน คนหนึ่งอาจจะมองว่าอยู่ Q2 ขณะที่อีกคนอาจจะมองว่าอยู่ Q4 ก็ได้ เช่น การหยุดยาว บางคนมองว่าไม่ได้สำคัญมากนัก (Q4) ขณะที่บางคนวางแผนล่วงหน้าเป็นปีๆ เลยว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง (Q2)

หรือผู้หญิงอาจจะมองว่าการไปช็อปปิ้งช่วงแกรนด์เซลส์เป็น Q1 ขณะที่ผู้ชายมองว่าเป็น Q4

ไม่มีอะไรผิด อะไรถูกครับ แล้วแต่ว่าเราจะให้ค่ากับอะไร

พร้อมแล้วนะครับ ผมจะได้คุยต่อถึงประโยคที่ผมถือว่าสำคัญที่สุดในหนังสือ Seven Habits ที่ขายไปแล้วกว่า 25 ล้านเล่มครับ

ประโยคที่ว่านี้คือ

ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต จงให้เวลากับกิจกรรม Q2 ให้มากที่สุด

เหตุผลที่เราควรจะโฟกัสกับกิจกรรม Q2 หรือสิ่งที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนนั้นมีอยู่ 4 ข้อด้วยกันครับ

  1. Q2 ช่วยป้องกันให้ไม่เกิด Q1 โดยส่วนใหญ่แล้ว Q1 จะเกิดขึ้นเพราะเราละเลย Q2  เช่นถ้าเราออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ (เป็น Q2 หมดเลย)  โอกาสที่จะป่วยหนักนั้นจะน้อยมาก   หรือบางอย่างมันเคยเป็น Q2 มาก่อน แต่ก็กลายเป็น Q1 เช่นถ้าเราได้บิลบัตรเครดิตแล้วไปจ่ายเสียแต่เนิ่นๆ ก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเรารอจนถึงวันที่มันที่ต้องจ่ายแล้ว มันจะกลายเป็น Q1 ทันที
  1. กิจกรรม Q2 ให้ผลตอบแทนดีที่สุด (Highest return on investment) ถ้าเจ้านายสั่งให้คุณทำรายงานที่สำคัญมากๆ โดยให้เวลาคุณหนึ่งเดือน แต่คุณทำเสร็จภายในสองสัปดาห์ คุณจะโดดเด่นขึ้นมาทันที แต่ถ้าคุณชะล่าใจรอจนสัปดาห์สุดท้าย คุณก็ต้องมานั่งปั่นงาน ถ้าเสร็จทันเวลาก็เสมอตัว แต่ถ้าเสร็จช้าก็จะโดนเจ้านายเขม่น นั่นคืองาน Q1 นั้น อย่างมากก็ได้แค่เสมอตัวครับ  แต่ถ้าคุณเอาเวลาไปทำเรื่อง Q2 เช่นเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ และฝึกด้วยการพูดตามหนังฝรั่งบ่อยๆ  ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นของคุณจะช่วยเปิดโอกาสให้คุณอีกมากมายในอนาคตนะครับ    ส่วน Q3 และ Q4 นั้น ผลตอบแทนน้อยมากหรือไม่มีเลย เพราะว่ามันไม่สำคัญ
  1. กิจกรรม Q2 นั้นให้อิสรภาพกับคุณ หมายความว่า คุณมีสิทธิ์ที่จะกำหนดได้ว่าจะทำ Q2 เมื่อไหร่ ในขณะที่ Q1 นั้นไม่ให้สิทธิ์คุณเลือกเลย เพราะคุณโดนบังคับกลายๆ อยู่แล้วว่ามันต้องทำให้เสร็จ หากคุณมีกิจกรรม Q2 เยอะๆ  Q1 น้อยๆ ก็ย่อมจะไม่เครียดเพราะว่าเราจะรู้สึกว่าเราคอนโทรลชีวิตได้ครับ
  1. กิจกรรม Q2 นั้นจะทำให้ Q3 และ Q4 ลดลง เพราะหนึ่งวันมีแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเราใช้เวลาไปกับ Q1 และ Q2 (ซึ่งสำคัญทั้งคู่) ให้มาก เราก็จะมีเวลาให้ Q3 กับ Q4 น้อยลงไปโดยปริยาย อย่างเช่นตอนนี้ ผมเอาเวลามาลงกับการเขียนบล็อกชิ้นนี้ ทำให้ผมมีเวลาเล่นเฟซบุ๊คน้อยลง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะผมก็อยากจะจำกัดเวลาเล่นเฟซบุ๊คอยู่แล้ว

ผมขอยกตัวอย่างกิจกรรม Q2 ในที่ทำงานนะครับ

  • นัดคุยกับหัวหน้าเพื่อให้ฟีดแบ็คเกี่ยวกับงานของเรา (เช่นหัวหน้าให้งานเยอะเกินไป หรือให้งานที่ไม่ตรงกับจริตและทักษะ)
  • จัดเวลาสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในด้านที่เราสนใจ
  • เก็บโต๊ะให้เรียบร้อย
  • ทำความสะอาดเมล์บ๊อกซ์ (ไม่ให้เหลือเมล์ที่ยังไม่ได้อ่าน)
  • วางแผนว่าสัปดาห์นี้ควรจะทำงานอะไรให้เสร็จบ้าง
  • คิดโปรเจ็คที่จะมีผลบวกกับทีมในระยะยาว

ส่วนกิจกรรม Q2 ที่ไม่เกี่ยวกับงานก็เช่น

  • เลิกเล่นมือถือหลังสี่ทุ่ม
  • ฝึกสวดมนต์/ นั่งสมาธิ
  • ชวนแฟน / เพื่อน ไปเที่ยวญี่ปุ่น
  • ขอโทษแม่ที่วันก่อนพูดจาไม่ดีกับท่าน
  • โทร.หาเพื่อนเก่า
  • ทำความรู้จักกับคนที่เราชื่นชม
  • ทำอะไรซักอย่างกับความฝันที่เราผัดวันประกันพรุ่งมานาน

พอจะมีไอเดียแล้วใช่มั้ยครับ?

การที่เราต้องโฟกัสที่ Q2 นั้นเพราะว่าถ้าเราไม่ให้ความสนใจกับมัน  Q2 จะโดน Q1 กับ Q4 กลืนกินครับ

ระหว่างวันเราต้องวิ่งวุ่นกับ Q1 พอหมดวัน เลยรู้สึกว่าต้องให้รางวัลกับตัวเองด้วยการทำกิจกรรม Q4 รู้ตัวอีกทีก็ดึกแล้ว เราจึงไม่ได้ทำ Q2 เลย ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันมีความหมายกับชีวิตเราแค่ไหน แต่เราไม่มีเวลาและไม่มีพลังเหลือแล้ว

เริ่มเสียตั้งแต่วันนี้นะครับ ลองหยิบกระดาษหรือเปิด Notes ในมือถือขึ้นมา แล้วลองเขียนดูซิว่า อะไรคือ Q2 ของคุณบ้าง (ส่วนใหญ่แล้วมันคือสิ่งที่คุณ “ว่าจะทำ” มาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำซะทีนั่นแหละ)

เมื่อคิดได้แล้ว ก็เริ่มได้เลยครับ หรือถ้าตอนนี้ดึกแล้ว ก็เริ่มทำพรุ่งนี้เช้าเป็นสิ่งแรกเลยก็ได้ เพราะเป็นตอนที่เรามีเวลาและมีพลังใจเหลือเฟือ

ให้เวลากับ Q2 แค่วันละ 5 นาทีก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยครับ – One year from now, you will wish you had started today.

เมื่อเราทำ Q2 ติดจนเป็นนิสัย เราก็จะมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่แน่นะครับ วันหนึ่งตาราง 4 Quadrants ของเราอาจจะหน้าตาเป็นอย่างนี้ก็ได้

Quadrants_Q2Focus

นั่นคือ คุณจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งมีความหมายกับคุณจริงๆ โดยไม่มีใครมาบังคับและไม่มีเงื่อนไขด้านเวลา

ถ้าทำได้คงเจ๋งไปเลยเนอะ!