Pic & Pause: ชนแล้วไม่หนี

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทาน แต่มีภาพถ่ายที่น่าประทับใจ แม้จะไม่ชัดเท่าไหร่เพราะแคปมาจากวีดีโอ

ในภาพคือชายสองคนที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนยืนกอดกันริมถนนแห่งหนึ่งในบราซิล

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่นาที ชายคนด้านซ้ายในรูปกำลังขับรถมาตามปกติ

แต่จู่ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงวิ่งออกมาตัดหน้ารถ แม้คนขับจะเหยียบเบรคแล้วก็ไม่ทัน รถจึงชนเธอ

เด็กคนนี้มีชื่อว่า Haghatta อายุ 10 ขวบ เธอทำบอลหลุดมือ จึงวิ่งตามมาเก็บลูกบอลโดยไม่ได้ดูทางให้ดีๆ ก่อน

คนขับรถรีบจอดรถลงมาดูเด็ก และตกใจมากเมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปและร้องไห้จนหยุดไม่ได้

เมื่อพ่อของ Haghatta เห็นดังนั้น เขาจึงเดินเข้ามาปลอบและโอบกอดชายที่ขับรถชนเด็ก

Haghatta ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ 1 สัปดาห์ก่อนจะกลับมาพักฟื้นที่บ้าน และพ่อของ Haghatta ก็เชิญคนที่ขับรถมาเยี่ยมเธอที่บ้านด้วย

ถ้ามีภาพอย่างนี้ให้เห็นในเมืองไทยบ้างก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ

รับชมวีดีโอได้ที่ Good News Movement ครับ https://www.instagram.com/p/CWT0QvyFPPJ/

เหตุผลที่คนเราควรได้ผิดพลาดซ้ำสอง

เรารู้กันดีว่า Henry Ford คือผู้ปฏิวัติวงการผลิตรถยนต์ด้วยการประกอบรถผ่านสายพานการผลิตจนสามารถสร้างรถยนต์ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

ฟอร์ดชอบให้คนงานได้ทดลองอะไรใหม่ๆ เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่เพื่อจะดูว่ามันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพได้รึเปล่า

หนึ่งในกฎเหล็กของฟอร์ดที่อาจะฟังดูแปลกประหลาดก็คือ เขาไม่ยอมให้มีการจดบันทึกไว้ว่ามีการทดลองใดที่ล้มเหลวบ้าง

ฟอร์ดกล่าวในหนังสือที่ชื่อ My Life and Work ไว้ว่า

“ผมไม่ค่อยสนใจว่าคนงานจะจำได้หรือไม่ว่าคนอื่นๆ เคยลองอะไรมาแล้วบ้าง เพราะถ้าเราจดเก็บเอาไว้ รายการของ “สิ่งที่ทำไม่ได้” จะยาวเป็นหางว่าว

นี่คือปัญหาของการบันทึกอย่างละเอียดลออ ถ้าเราจดทุกความล้มเหลวเอาไว้ เราก็จะมีเอกสารที่บอกเป็นนัยว่าไม่เหลืออะไรให้เราลองได้อีกแล้ว

แต่การที่คนคนหนึ่งทำวิธีนี้แล้วล้มเหลว ก็ไม่ได้แปลว่าอีกคนจะทำแล้วล้มเหลวเสมอไป”


เราได้ยินกันมาตลอดว่า คนเราผิดพลาดกันได้ แต่ไม่ควรผิดพลาดซ้ำสอง

อะไรที่เคยเจ็บก็ควรจำ ไม่ใช่ผิดซ้ำให้เจ็บใหม่

แต่แนวคิดเช่นนี้ก็มีจุดอ่อนในตัวมันเองเหมือนกัน

เพราะไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร สถานการณ์และบริบทในวันนี้ย่อมต่างจากสถานการณ์และบริบทของ 10 ปีที่แล้ว

เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป บางไอเดียที่เคยดูไม่เข้าท่าอาจจะกลายเป็นไอเดียที่ดี

เรียนรู้จากอดีตได้ แต่อย่าให้มันตีตราเราไว้

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนได้เช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Collaborative Fund: Experts From A World That No Longer Exists

คำขอบคุณทำให้เราใจดีขึ้น

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ Adam Grant และ Francesca Gino อาสาสมัครถูกขอให้เขียนจดหมายแนะนำเพื่อใช้สมัครงาน (recommendation letter) ให้กับนักศึกษาคนหนึ่งที่ชื่อว่า “อีริค”

เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้ว อาสาสมัครครึ่งหนึ่งจะได้จดหมายจากอีริคที่เขียนกลับมาขอบคุณ ในขณะที่อาสาสมัครอีกครึ่งหนึ่งได้รับจดหมายตอบรับที่มีข้อความกลางๆ

จากนั้น อาสาสมัครก็ได้รับการร้องขอจากนักศึกษาอีกคนที่ชื่อว่า “สตีฟ” ให้เขียนจดหมายแนะนำให้เขาเหมือนกัน

ปรากฎว่า อาสาสมัครที่ได้รับจดหมายขอบคุณนั้น เขียนจดหมายให้สตีฟมากกว่าอาสาสมัครที่ได้จดหมายกลางๆ ถึงสองเท่า

นั่นแสดงว่าการได้รับคำขอบคุณนั้นทำให้เราใจดีและใจกว้างขึ้นกว่าเดิม แถมไม่ใช่การใจดีแค่กับคนที่ขอบคุณเราเท่านั้นด้วย

เมื่อเราได้รับคำขอบคุณ เราจะรู้สึกว่าโลกนี้มันปลอดภัย น่าอยู่ และทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำสิ่งดีๆ ต่อไป

อ่านงานวิจัยชิ้นนี้แล้วก็ต้องหันกลับมามองตัวเองครับว่า ที่ผ่านมาเราปากหนักเกินไปรึเปล่า เราแสดงความขอบคุณกับคนที่บ้านและที่ทำงานน้อยไปหรือไม่

เพราะคำคำนี้ไม่ได้ส่งผลระหว่างคนสองคนอีกต่อไป แต่มันอาจจะช่วยให้บรรยากาศที่บ้านและที่ทำงานดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Culture Playbook by Daniel Coyle