ชีวิตดีด้วยกฎ FPM

20180430_fpm

เมื่อเกือบสามปีที่แล้ว ผมเขียนเรื่องกฎ 2 นาที* ที่บอกว่า อะไรก็ตามที่ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีให้ทำไปเลย ไม่ต้องรอ

กฎนี้ตอนฟังครั้งแรกอาจรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าได้ลองนำไปใช้ดูจะรู้เลยว่ามันมีประโยชน์มาก เพราะมันมีโอกาสได้ใช้ตลอดทั้งวัน รู้เลยว่าที่ผ่านมาเรามักง่ายบ่อยแค่ไหน

สัปดาห์ที่ผ่านมาตอนออกไปวิ่ง ก็คิดกฎขึ้นมาได้อีกข้อหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีโอกาสได้ใช้บ่อยเหมือนกัน

กฎนี้มีหลักการง่ายๆ ว่า จงทำให้ตัวเองในอนาคตเหนื่อยน้อยที่สุด – minimize the pain of your future self.

ผมยังคิดชื่อไทยแบบกระชับไม่ออก เลยขอเรียกว่ากฎ FPM ไปพลางๆ (Future Pain Minimization)

กฎ FPM นั้นใช้ได้กับทั้งเรื่องเล็ก-เรื่องใหญ่ ทั้งเรื่องงาน-เรื่องส่วนตัว

ยกตัวอย่างเช่นเราเพิ่งประชุมเสร็จ เราเลือกได้ว่าจะเขียนสรุปการประชุมวันนี้ จะเขียนวันหลัง หรือจะไม่เขียนสรุปการประชุมเลย

ถ้าเขียนวันนี้ เราอาจจะใช้เวลาแค่ 10 นาที เพราะทุกอย่างยังสดใหม่อยู่ในสมองของเรา

แต่ถ้าเขียนพรุ่งนี้ เราอาจต้องใช้เวลาถึง 20 นาที เพราะต้องใช้พลังมากขึ้นในการรื้อฟื้น แถมรายละเอียดอาจตกหล่น

และถ้าไม่เขียนเลย งานต่างๆ อาจไม่เดิน สัปดาห์หน้าต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่แถมโดนหัวหน้าตำหนิอีกต่างหาก

ดังนั้น ถ้าเราอยาก minimize ความเจ็บปวดของตัวเราในอนาคต เราควรจะเขียนสรุปการประชุมเสียตั้งแต่วันนี้

อีกตัวอย่างหนึ่ง

การเขียนบทความวันละตอนบน Anontawong’s Musings เป็นเรื่องท้าทายมาก และผมจะเครียดทุกครั้งหากจะหมดวันแล้วยังไม่มีเรื่องเขียน

ดังนั้นถ้าจะทำตามกฎ FPM ผมก็ควรจะมีบทความล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งวัน ซึ่งบทความ FPM นี้ก็เขียนในวันอาทิตย์เพื่อจะนำปล่อยวันจันทร์ และจะเขียนเพิ่มอีกสองบทความเพื่อจะได้มีบทความในสต็อคให้ไม่ต้องกังวลใจ

อีกตัวอย่างหนึ่ง

เวลาทะเลาะกับแฟน เราเลือกได้ว่าจะยึดมั่นว่าเราไม่ผิด แต่ก็ต้องเผชิญกับความอึดอัดและความกดดันไปอีกหลายวัน หรือเราจะขอโทษและพยายามปรับความเข้าใจ

ถ้าเรานำ FPM มาใช้ เราก็จะเลือกทางหลัง

มีคนมากมายที่ดำรงชีวิตสอดคล้องกับกฎ FPM

คนที่ประหยัดและหัดลงทุน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินในอนาคต

คนที่ยอมเหน็ดเหนื่อยออกกำลังกายในตอนนี้ ก็เพื่อที่จะมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่ต้องเจ็บปวดกับการเจ็บป่วย และเจ็บปวดกับการเสียเงินรักษาพยาบาล

หรือแม้กระทั่งคนที่ปฏิบัติภาวนา ก็เป็น FPM ขั้นสุด เพราะเขามุ่งหวังว่าจะลดความทุกข์ที่มีค่าเป็นอนันต์ในสังสารวัฎให้เหลือศูนย์โดยเร็วที่สุด

ดังนั้น ในแต่ละวัน เมื่อต้องเผชิญกับการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังจะทำมันจะช่วย minimize pain สำหรับตัวเราเองในอนาคตรึเปล่า

เพราะทุกคนรักตัวเองและไม่มีใครชอบความทุกข์

ใช้ชีวิตด้วยกฎ FPM น่าจะช่วยให้เราถอยห่างจากความทุกข์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

—–

กฎ 2 นาทีหรือ The 2-minute rule มาจาก David Allen ผู้เขียน Getting things done

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ชั่วโมงหัวแตก

20180430_pieces

ใครเคยได้ยินคำว่า “เบี้ยหัวแตก” บ้างมั้ยครับ?

ผมเพิ่งรู้จักกับคำนี้ก็ตอนเรียนมหาลัยแล้ว เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ที่คนชอบเล่นแชร์เพราะมันได้เงินหลักหมื่น ซึ่งเป็นเงินก้อนไปลงทุนทำอะไรให้งอกเงยได้ ต่างจากเงินหลักร้อย หลักพัน เป็นเบี้ยหัวแตก ที่เอาไปทำอะไรมากไม่ค่อยได้ มันจึงมักถูกจับจ่ายใช้สอยไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต

ผมว่าคอนเซ็ปต์เบี้ยหัวแตกนี่ก็เอามาใช้กับเวลาได้เหมือนกันนะครับ

ถ้าเราสามารถกันเวลาวันละ 1-2 ชั่วโมงเพื่อจดจ่อกับงานใดงานหนึ่งได้ (Cal Newport เรียกมันว่า Deep Work) งานชิ้นนั้นมันจะเป็นการลงทุนที่กลับมาส่งผลดีกับเราในภายหลัง

ยกตัวอย่างที่ผมเขียนบทความซีรี่ส์ Sapiens 20 ตอน ที่แต่ละตอนใช้เวลาเขียนไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เขียนเสร็จไปเป็นปีแล้วก็ยังมีคนเข้ามาอ่านอยู่ตลอด

แต่ถ้าแต่ละวันเรามีแต่ “ชั่วโมงหัวแตก” เราจะทำงานเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย

ยกตัวอย่างเช่นวันที่เรามีประชุมเยอะๆ ติดๆ กันจนเหลือเวลาว่างนั่งโต๊ะแค่คราวละ 10-15 นาที สิ่งที่เราทำได้คือจับจ่ายมันไปกับการเช็คอีเมลและเล่นเฟซบุ๊ค

ดังนั้น เราควรจะหลีกเลี่ยงชั่วโมงหัวแตกให้มากที่สุด เช่นนัดประชุมแค่ช่วงบ่ายเท่านั้น เพื่อจะได้มีเวลาช่วงเช้าไว้ทำงาน Deep Work

ส่วนถ้าวันไหนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการประชุมเยอะๆ ได้จริงๆ เราก็ควรจะวางแผนว่าจะเอางานไร้สมองขึ้นมาทำให้เสร็จมากที่สุดในวันนี้ เพื่อที่วันอื่นๆ จะได้ไม่ต้องมากังวลกับงานเล็กน้อยเหล่านี้อีก

เบี้ยหัวแตกยังพอเก็บเข้าธนาคารให้กลายเป็นเงินก้อนได้

แต่ชั่วโมงหัวแตกนั้นผ่านแล้วผ่านเลย จึงต้องบริหารให้ดีๆ ครับ

คิดแล้วให้ใจร้อน

20180429_hotheaded

ทำแล้วให้ใจเย็น

คิดแล้วให้ใจร้อน หมายความว่า ถ้าคิดอะไรดีๆ ขึ้นมาได้ เราควรใจร้อนที่จะลงมือทำ

ทำแล้วให้ใจเย็น หมายความว่า เมื่อได้เริ่มลงมือทำแล้ว เราควรทำอย่างใจเย็นๆ ไม่ต้องเร่งรีบ รวมถึงเราควรใจเย็นพอที่จะดูผลลัพธ์

แต่คนจำนวนไม่น้อยทำตรงกันข้าม คือคิดแล้วใจเย็น ทำแล้วใจร้อน

คิดอะไรได้แล้ว จึงยังไม่ลงมือทำซักที รอให้พร้อมก่อน รอให้มีอารมณ์ก่อน รอให้มีเวลาก่อน

ผ่านไปหนึ่งปี เราก็ยังอยู่ที่เดิม

แถมพอถึงคราวที่ลงมือทำแล้ว ก็ใจร้อนอยากเห็นผลไวๆ ด้วย

ออกกำลังกายมาสามวันแล้วทำไมน้ำหนักไม่ลดซักที?

เขียนบล็อกมาห้าตอนแล้ว ทำไมไม่ถึงพันแชร์ซักที?

เปิดเพจมาหนึ่งเดือนแล้วทำไมไม่ถึงหมื่นไลค์ซักที?

ซึ่งธรรมชาติมันไม่ได้ทำงานอย่างนั้น

ของดีทุกอย่างต้องใช้เวลาที่จะออกผล

สิ่งเดียวที่เราร่นระยะเวลาได้จริงๆ คือช่องว่างระหว่างการคิดและลงมือทำครับ

นิทานขึ้นรถไฟ

20180426_train

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วิศวกร 3 คนและนักบัญชี 3 คนขึ้นกำลังจะไปงานคอนเฟอเรนซ์ (conference) อีกเมืองหนึ่งด้วยการนั่งรถไฟ

นักบัญชีซื้อตั๋วคนละใบ แต่ก็ต้องแปลกใจที่เห็นวิศวกร 3 คนซื้อตั๋วใบเดียว

“3 คนมันจะไปนั่งรถไฟด้วยตั๋วใบเดียวได้ยังไง?” นักบัญชีถาม

“เดี๋ยวก็รู้” วิศวกรตอบ

แล้วทั้ง 6 คนก็ขึ้นรถไฟไป

เมื่อนักบัญชีนั่งลงตามที่นั่งตั๋วที่ซื้อไว้ ก็เห็นวิศวกร 3 คนเดินไปเข้าห้องน้ำห้องเดียวกันแล้วปิดประตู

ไม่นานคนตรวจตั๋วก็เดินมาหยุดหน้าห้องน้ำ

“ขอตรวจตั๋วด้วยครับ”

ประตูห้องน้ำเปิดออก และมีมือหนึ่งยื่นตั๋วออกมาให้ตรวจ

นักบัญชีทั้งสามเห็นแล้วคิดว่าเป็นวิธีการที่เข้าท่า เลยตกลงกันว่าน่าจะลองทำบ้าง

เย็นนั้นหลังจบคอนเฟอเรนซ์แล้ว นักบัญชีทั้งสามเลยซื้อตั๋วใบเดียว

แต่วิศวกรไม่ซื้อตั๋วเลยซักใบ!

“3 คนมันจะไปนั่งรถไฟโดยไม่ใช้ตั๋วเลยได้ยังไง?” นักบัญชีถาม

“เดี๋ยวก็รู้” วิศวกรตอบ

เมื่อขึ้นรถไฟ นักบัญชีทั้งสามก็รีบเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วปิดประตู

ส่วนวิศวกรทั้งสามก็เดินไปเข้าห้องน้ำข้างๆ และเมื่อรถไฟออกมาได้เดี๋ยวเดียว วิศวกรคนหนึ่งก็เดินออกมา ไปยืนหน้าห้องน้ำที่นักบัญชีอยู่ ก่อนจะพูดดัดเสียงว่า

“ขอตรวจตั๋วด้วยครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก I18n Guy web site: Jokes Involving Engineers

ดูแมวเป็นเยี่ยงอย่าง

20180425_cat

แมวเป็นสัตว์ที่น่ารักและน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน

น่ารักเพราะว่ามันหน้าตาดีทั้งตระกูล

น่าหมั่นไส้คือมันไม่ค่อยแคร์เราในฐานะเจ้าของที่ดูแลมันเลย

แต่ผมเพิ่งตระหนักว่าแมวก็มีแง่มุมที่น่าชื่นชมที่เราควรเอาอย่างด้วย เช่น

แมวอยู่กับปัจจุบัน – มันไม่คิดถึงอดีตและไม่กังวลกับอนาคต สิ่งเดียวที่มันสนใจคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันเท่านั้น คุณเคยเห็นแมวที่เป็นโรคซึมเศร้ามั้ย? ผมไม่เคยนะ

แมวรักตัวเองก่อน – ซึ่งไม่ได้แปลว่ามันเห็นแก่ตัว คำว่าเห็นแก่ตัวมีแต่ในมนุษย์เท่านั้นเราเลยใช้คำนี้ไปตีตราแมวด้วย แมวมันแค่ทำในสิ่งที่อยากทำ เมื่อตัวมันแฮปปี้ มันจึงช่วยให้คนอื่นมีความสุขได้

แมวไม่ต้องพึ่งพาใคร – แมวต่างจากหมาคือถึงมันไม่มีเจ้าของมันก็หาอยู่หากินของมันเองได้ ที่มันมากินข้าวบ้านเราไม่ใช่เพราะว่าเป็นเรื่องจำเป็น เพียงแต่มัน “เลือก” ที่จะมากินข้าวของเราก็เท่านั้น

แมวไม่สนสายตาคน – พอมันไม่ต้องพึ่งพาใคร มันจึงมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยไม่ต้องแคร์ว่ามันจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่นหรือไม่

แมวพอใจตัวเองในแบบที่มันเป็น – แมวนั้นหน้าตาดี แถมรู้ตัวด้วยว่ามันหน้าตาดี มันเลยไม่จำเป็นต้องเทียบตัวเองกับแมวตัวอื่น ไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจว่าสีสวยไม่เท่าเขา ตัวใหญ่ไม่เท่าเขา

แมวรักแบบไม่หัวปักหัวปำ – หมาอาจะแสดงความรักด้วยการกระดิกหางและกระโดดเข้าใส่ ส่วนแมวจะแค่มานั่งอยู่ใกล้ๆ หลับตา 1 วินาทีแล้วลืมตาหันมาชำเลืองมองเรา

แมวรู้จักพักผ่อน – แมวนอนวันละ 15 ชั่วโมงอย่างไม่เคยต้องรู้สึกผิด

แน่นอน เราคงเอาอย่างแมวเป๊ะๆ ไม่ได้ เพราะเราก็มีหน้าที่และมีคนที่ต้องดูแล

แต่เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตรวนๆ ลองสวมหัวใจแมวดูบ้างก็อาจจะช่วยให้เราจัดการตัวเองได้ดีขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก LifeHacker  Podcast: How to Think Like a Cat, With Humorist Stéphane Garnier 

นักบุญทุกคนมีอดีต

20180425_saint

คนบาปทุกคนมีอนาคต

“Every saint has a past, and every sinner has a future.”
― Oscar Wilde

ไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาด

แม้กระทั่งคนที่เราเห็นว่าดีแสนดี ก็อาจจะมีอดีตที่เขาไม่อยากให้ใครรู้ก็ได้

ในทางกลับกัน คนที่เราเห็นว่าตอนนี้ไม่ได้เรื่อง ชีวิตเขาก็อาจจะพลิกผันได้เสมอหากได้เจอ “ครู” ดีๆ ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบบุคคล หนังสือ หรือสถานการณ์

เมื่อความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เราจึงไม่ควรด่วนตัดสินใคร รวมถึงตัวเราเองด้วย

ขนาดหนอนดักแด้ที่หน้าตาน่าเกลียด ยังกลายเป็นผีเสื้ออันงดงามได้เลยนะครับ

วิธีเพิ่มส่วนดีที่ง่ายที่สุด

20180425_takeaway

คือตัดส่วนไม่ดีออกไป

ถ้าคุณอยากใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น คุณไม่ต้องพยายามคิดกิจกรรมหรือหาเรื่องคุย แค่วางมือถือไว้นอกห้องคุณก็ได้เล่นกับลูกมากขึ้นแล้ว

ถ้าอยากสุขภาพดีขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องกินผักออร์แกนิกก็ได้ แค่ขจัดอาหารขยะที่อยู่ใกล้ๆ ตัวคุณให้หมดก็ช่วยได้มากแล้ว

ถ้าอยากมีพลังบวกในชีวิตมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปเข้าสัมมนา แค่หลีกลี้จากคนพาลก็พอแล้ว

ถ้าอยากเป็นคนที่ดีขึ้น คุณไม่ต้องทำดีก็ได้ แค่ไม่ทำชั่วก็พอแล้ว

ไม่ต้องเพิ่มของดี แค่ลดของไม่ดี แล้วของดีจะไหลเข้ามาสู่พื้นที่ว่างนั้นเองครับ

—–
หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

สองคนในร่างเดียว

20180423_twominds

คิดว่าทุกคนน่าจะเคยเจอปัญหานี้

ปัญหาที่เรารู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่พอจะทำดันทำไม่ได้

เช่นรู้ว่ากินอาหารติดมันไม่ดี แต่เจอกี่ทีก็หยุดไม่ได้

หรือรู้ว่าไม่ควรพูดจาไม่ดี แต่เจอคนนิสัยแย่ๆ เราก็อดไม่ได้

ในหนังสือ Principles Ray Dalio บอกว่าตัวตนของคนเรานั้นมี 2 ระดับ

คือตัวตนชั้นบน กับตัวตนชั้นล่าง (Upper Level You และ Lower Level You)

ตัวตนชั้นบนจะถูกกำกับโดยจิตสำนึกและสมองส่วน prefrontal cortex ที่ใช้ในการคิด คำนวณ และทำอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล

ตัวตนชั้นล่างจะถูกกำกับโดยจิตใต้สำนึกและสมองส่วนอมิกดาลา (amygdala) ที่มีความสำคัญต่อการเอาชีวิตรอด

จิตใต้สำนึกนั้นแข็งแรงกว่าจิตสำนึกมาก เพราะสมองส่วนกลางนั้นวิวัฒนาการมาก่อนสมองส่วนหน้ามานับแสนนับล้านปี

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “ใจเราจะเข้มแข็งไม่พอ” เมื่อเจอสิ่งเร้า

เวลาเจออาหารติดมัน สมองจะบอกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ แต่จิตใต้สำนึกบอกว่ามันคือแหล่งพลังงานซึ่งสำคัญต่อการประทังชีวิต

เวลาเจอคนนิสัยแย่ๆ จิตใต้สำนึกจะตีความว่ามันเป็นการคุกคามกัน ร่างกายของเราก็เลยป้องกันการรุกรานนั้นด้วยความก้าวร้าว

แล้วเราจะเอาชนะจิตใต้สำนึกได้อย่างไร?

วิธีการแก้ที่ได้ผลที่สุดคือสร้างอุปนิสััยใหม่ขึ้นมา (habit) โดยให้นิสัยนั้นเป็นคุณต่อเรา

เช่นต้องหัดกินของไม่ติดมันบ่อยๆ ซักพักร่างกายเราก็จะเลิกปรารถนาของติดมันไปเอง หรือเวลาเจอคนนิสัยแย่ๆ เราก็เลี่ยงการปะทะหรือใช้อารมณ์ขันเข้ามาทำให้สถาการณ์มันตึงเครียดน้อยลง

อุปนิสัยหรือ habit นั้นทำงานในระดัับจิตใต้สำนึกเช่นกัน คือเราทำโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาหรือออกแรงคิดด้วยซ้ำ เหมือนตื่นเช้ามาก็แปรงฟันอาบน้ำโดยไม่ต้องคิด

อีกประเด็นคือเราต้องระลึกเสมอว่าในเรานั้นมีสองคนในร่างเดียว คือตัวตนชั้นบน กับตัวตนชั้นล่าง

ถ้าเรากำลังทำอะไรเพื่อความสะใจหรือเพื่อแก้แค้นอยู่ นั่นแสดงว่าเรากำลังปล่อยให้ตัวตนชั้นล่าง (ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการเอาชีวิตรอด) ทำงานมากเกินไป

เมื่อรู้แล้ว ก็ไม่ต้องสู้ แค่คอยดูมันทำงานไปเรื่อยๆ จนหมดแรงไปเอง

เมื่อเริ่มควบคุมตัวเองได้ ค่อยเอาตัวตนชั้นบนที่มีสติเข้าไปจัดการปัญหาอย่างถูกต้องครับ

—–
หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

คิดอะไรไม่ออกให้ออกไปวิ่ง

20180422_run

มีคนเคยถามผมว่าหาเรื่องมาเขียนบล็อกยังไงได้ทุกวัน

หนึ่งในคำตอบของผมคือออกไปวิ่งครับ

วิ่งซักประมาณ 30 นาทีขึ้นไป พอเหงื่อออก หายใจหอบ มันมักจะมีไอเดียผุดขึ้นมาให้ผมเขียนบล็อกทุกครั้ง

ผมเคยอ่านเจอบทความหนึ่งที่บอกว่า เราควรจะเก็บงาน creative ไว้ทำตอนบ่ายแก่ๆ ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อผมมาก เพราะงานครีเอทีฟน่าจะทำตอนเช้าตอนที่หัวสมองมันยังเฟรชๆ ไม่ใช่เหรอ

แต่เหตุผลที่เขาให้มาก็คือ ตอนที่สมองเราล้านี่แหละคือตอนที่มันมีโอกาสจะเกิดไอเดียสร้างสรรค์

เพราะพอสมองล้าจนไม่อยากคิดเยอะแล้ว สมองมันเลยข้ามขั้นตอนการคิดอะไรบางอย่างไป จนนำสิ่งที่ไม่น่าจะเชื่อมโยงกันได้มาเชื่อมโยงกัน และการเชื่อมโยงในรูปแบบนี้ก็คือความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง

ผมว่าการวิ่งก็อาจให้ผลคล้ายๆ กัน เพราะพอตอนเราวิ่งจนเหนื่อย สมองก็ไม่มีสมาธิจะคิดอะไรจริงๆ จังๆ มันก็เลยสร้าง “ทางใหม่” ขึ้นมา เป็นไอเดียที่เราสามารถนำมาเขียนบล็อก ทำงาน หรือแม้กระทั่งสร้างธุรกิจได้

ถ้าคุณติดปัญหาอะไรอยู่แล้วหาทางออกไม่ได้ซักที ลองออกไปวิ่งดูนะครับ

ยึดมั่นกับเป้าหมาย ยืดหยุ่นในวิธีการ

20180421_whathow

If the plan doesn’t work, change the plan, never the goal.
-Anonymous

สมมติเป้าหมายเราคือ 10

ถ้าลอง 5+5 แล้วไม่เวิร์ค ก็อย่าเพิ่งล้มเลิก เพราะการไปให้ถึง 10 มีหลายวิธี

2+8 ก็ได้
3+4+3 ก็ได้
1+2+3+4 ก็ได้
3×4-2 ก็ยังได้

อย่างที่โทนี่ รอบบินส์พูดถึงเทคนิค RPM ว่าเมื่อ What กับ Why ชัดแล้ว เราจะสรรหา How ได้เอง

What ไม่เปลี่ยน แต่ How เปลี่ยนได้เรื่อยๆ

เราจึงควรยึดมั่นกับเป้าหมายและยืดหยุ่นในวิธีการ

แต่ผมว่าถ้าจะให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เราควรเติมประโยคนี้เข้าไปด้วย

ว่าบางทีเราก็ต้องยืดหยุ่นกับเป้าหมาย เพื่อยึดมั่นในหลักการ

เพราะหากเราจับจ้องแต่เป้าหมายมากเกินไป เราก็อาจจะออกนอกเส้นทางได้โดยไม่รู้ตัว

ยกตัวอย่างเช่นหากเราตั้งเป้าว่าจะต้องมีเงิน 10 ล้านบาทก่อนอายุ 40 เราอาจมุ่งมั่นกับเป้าหมายนั้นมากเสียจนเราเอาเปรียบคู่ค้า แล้งน้ำใจกับเพื่อนฝูง ไม่มีเวลาให้ครอบครัว สุขภาพเสื่อมเสีย และบางทีก็ทรยศความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่อยู่ในมโนสำนึกของเรา

เราโฟกัสกับ What มากจนหลงลืม Why ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเราตั้งแต่แรก

กล่าวโดยสรุป การมุ่งมั่นกับเป้าหมายนั้นดีแน่ แต่หากเป้าหมายและวิธีการนั้นพาให้เราสูญเสียหลักการและจิตวิญญาณของตัวเองไป ก็ควรกลับมาทบทวนเป้าหมายใหม่นะครับ