ถ้าตอบไม่ได้ว่ากลัวอะไร ก็ทำไปเถอะ

20200429b

เพราะหลายครั้งความกลัวก็เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

พอกลัวอะไรก็ไม่รู้ เราก็มักเลือกที่จะไม่ไปต่อ เลือกที่จะอยู่เฉยๆ เลือกที่จะประวิงเวลา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย

ส่วนเพื่อนซี้ของคำว่ากลัวก็คือคำว่า “เกรงใจ” เกรงใจหัวหน้า เกรงใจลูกน้อง เกรงใจเพื่อน ทั้งๆ ที่ถ้าใครจะขอเรื่องเดียวกันนี้กับเรา เรากลับไม่เห็นรู้สึกว่าจะต้องมาเกรงใจเลย

ที่เราบอกว่าเกรงใจๆ นั้นจริงๆ แล้วเราแค่กลัวว่าเค้าจะมองเรายังไงต่างหาก

ถ้าจับตัวได้ว่าตัวเองกำลังผัดผ่อนเรื่องอะไรบางอย่าง ด้วยเหตุผล “กลัวแต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร” หรือ “เกรงใจแต่ไม่รู้จะเกรงใจไปทำไม” ลองใช้มันเป็นป้ายบอกทางให้เราลงมือนะครับ

ลงมือด้วยการยกหูโทรไปคุย ลงมือด้วยการเอ่ยปากถาม ลงมือด้วยการเดินหน้า

เลิกกลัวและเลิกเกรงใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชีวิตจะได้ไปต่อได้ครับ

คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า

20200228_AnontawongMusingSlides

นี่เป็นประโยคกินใจจากหนังสือ ความสุขปัจจุบันสุทธิ ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์แห่งพอดคาสท์และบล็อก Nopadol’s Story

ถ้าเราเรารักสิ่งใด เราจะมีเวลาให้สิ่งนั้น

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดกับผมตอนเรียนมหาลัย ตอนที่ผมบอกว่าไม่มีเวลาเล่นดนตรีเลย

“ถ้านายเห็นว่ามันสำคัญ นายจะมีเวลาให้มันเอง”

พูดถึงคำว่า “สำคัญ” สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังนอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง “ปรายฝน” ลูกสาวก็เปรยขึ้นว่าไม่อยากไปโรงเรียน

“ไม่ไปโรงเรียนไม่ได้นะลูก การไปโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญนะ”

“สำคัญแปลว่าอะไรอ่ะแด๊ดดี้”

งานเข้าละ จะอธิบายคำนี้กับเด็กสี่ขวบยังไงดี

“สำคัญก็แปลว่า…ก็เหมือนที่ปรายฝนเป็นคนสำคัญของแด๊ดดี้ไง เป็นคนสำคัญของมัมมี่ด้วย”

“คนสำคัญแปลว่าอะไรอ่ะ”

“ก็…แปลว่าเป็นคนที่แด๊ดดี้รัก เป็นคนที่แด๊ดดี้อยากใช้เวลาอยู่ด้วยเยอะๆ ไง!”

พูดจบก็รู้สึกกระดากปากตัวเองเพราะในมือยังถือมือถืออยู่ ผมเลยวางมือถือลงแล้วคว้าลูกมานอนกอดกลิ้งไปกลิ้งมา ปรายฝนหัวเราะชอบใจ

—–

เรากำลังให้เวลากับสิ่งใด ก็แสดงว่าเรากำลังให้ความสำคัญและความรักกับสิ่งนั้น

แม้ว่าบางทีมันจะเป็นเรื่องหน้าที่ก็ตาม น้อยคนนักที่จะให้เวลากับลูกมากกว่าให้เวลากับงาน เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็คงมีงานทำได้ไม่นาน

คำถามสำคัญก็คือ เมื่อเราทำงานเสร็จแล้ว (ซึ่งจริงๆ มันไม่มีวันเสร็จหรอกนะ) เราใช้เวลาที่เหลือทำอะไรบ้าง มันจะเป็นตัวบอกว่าแท้จริงแล้วเราให้ความสำคัญกับอะไร

ถ้าเราออกกำลังกาย กินดี นอนพอ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับสุขภาพ

ถ้าเราอ่านหนังสือ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการเรียนรู้

ถ้าเราเล่นมือถือ ดูเน็ตฟลิกซ์ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการผ่อนคลาย

ลองถามตัวเองเราให้ความสำคัญกับเรื่องใด แล้วมีเรื่องไหนบ้างไหมที่เราให้เวลากับมันน้อยเสียจนน่าละอาย

คำว่ารักสะกดว่า เ-ว-ล-า

สะกดคำว่ารักให้ถูก เค้าจะได้รู้ว่าเรารักเค้าจริงครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เมื่อเข้าใกล้จะรู้ว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

20200427

ใครที่เคยอาบน้ำในอ่างจาคุซซี่ หรือในใช้บริการสระว่ายน้ำในโรงแรมหรูๆ น่าจะคุ้นเคยกับ “น้ำพุใต้น้ำ” ที่วิ่งมาชนหลังและน่องของเราเพื่อ “นวด” ให้เราผ่อนคลาย

น้ำพุเหล่านี้เหมือนจะมีแรงดันมหาศาล ขนาดเราอยู่ไกลหลายฟุตยังรู้สึกถึงมันได้

แต่ถ้าลองเอามือเข้าไปใกล้ๆ ก๊อกที่ปล่อยน้ำออกมา เรากลับรู้สึกว่ามันไม่ได้แรงอย่างที่คิด เราสามารถเอานิ้วไปปิดรูปล่อยน้ำได้สบายๆ เลยด้วยซ้ำ

ผมไม่แน่ใจว่านี่คือการรู้สึกไปเองหรือเป็นกระบวนการทำงานทางฟิสิกส์ ที่ทำให้แรงดันน้อยๆ จากก๊อก กลายเป็นแรงดันที่ทรงพลังเมื่ออยู่ห่างออกมา

—-

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek และนักจัดพอดคาสต์อันดับต้นๆ ของโลก เคยเล่าว่า ทุกๆ ปี เขาจะใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้านเป็นเวลาหลายวัน ใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น กินอาหารกระป๋อง เพื่อจะได้ลิ้มรสว่า “จุดต่ำสุดของชีวิต” เป็นอย่างไร

แล้วทิมก็พบว่ายังอยู่ได้ ยังไม่ตาย ดังนั้น “ความล้มเหลว” ใดๆ ที่เขากลัวมาทั้งชีวิต กลัวว่าจะทำธุรกิจแล้วล้มละลาย กลัวจะไม่ดัง กลัวจะเสียชื่อเสียง อย่างเลวร้ายที่สุดมันก็คงไม่ได้ต่างจากชีวิตคนไร้บ้านที่เขาได้ลิ้มลองแล้วเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยกลัวเรื่องความล้มเหลวแล้ว

—-

จินตนาการของมนุษย์นั้นมักจะเกินเลยความจริงไปเสมอ ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย

คนที่เราคิดว่าเลวร้ายนัก เมื่อได้คุยกันจริงๆ อาจไม่ได้ร้ายขนาดนั้น

คนที่เป็นไอดอลของเรา เป็นยอดมนุษย์ที่เราไม่อาจเทียบได้ พอได้คุยกันจริงๆ เขาก็เป็นคนธรรมดาไม่ต่างอะไรกับเราเท่าไหร่นักหรอก

อะไรที่น่ากลัวน่าเกลียด ลองเข้าไปใกล้ๆ แล้วมันจะน่ารักขึ้น

อะไรที่เรารักเราลุ่มหลงเมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็อย่าไปเข้าใกล้เกินไป จะได้ไม่ต้องผิดหวังครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราชอบเอาของจริงไปแลกกับสิ่งสมมติ

20200426b

สองสัปดาห์ที่แล้วผมนึกครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรไม่รู้ ไปโหลดเกม Championship Manager 01/02 มาเล่น

เกม CM 01/02 เป็นเกมที่เราสวมบทบาทผู้จัดการทีมฟุตบอลอะไรก็ได้ แล้วทำหน้าที่ซื้อตัวนักเตะ สรรหาโค้ช วางแผนการเล่น แล้วจัดทีมลงแข่งจริง

เกม CM 01/02 เป็นเกมที่คนไม่เคยเล่นได้เห็นแล้วมักจะต้องถามว่า “มันสนุกตรงไหน มีแต่ตัวอักษรวิ่งไปมา”

ตัวผมเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกรวมๆ ที่เห็นทีมของเราอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ หรือการได้นักเตะคนโปรดในชีวิตจริงมาร่วมทีม (นี่คือยุคที่เบ็คแฮม ซีดาน ต็อตติกำลังโด่งดัง) หรือการที่เราซื้อนักเตะมาในราคาถูกแล้วปั้นจนขายได้แพงกว่าเดิมหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า

คะแนนในตาราง ประตูที่ยิงได้ ราคาของนักเตะ เหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้หลายคนติดเกมนี้งอมแงม สมัยผมเป็นนักศึกษาผมเคยเล่นเกมนี้ตั้งแต่บ่ายๆ ยันหกโมงเช้า!

แปลกดีมั้ยที่เราใช้เวลาวันละหลายชั่วโมง เดือนละเป็นร้อยชั่วโมงเพื่อสะสมความสำเร็จที่มีอยู่แต่เพียงในเกม

แต่กระนั้นแล้วชีวิตจริงของคนเราก็อาจไม่ได้ต่างกันนัก เรายอมแลก “ของจริง” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ของสมมติ” มากมาย

ยอมแลกเวลาเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและความมั่นคงในชีวิต

ยอมแลกสุขภาพเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ยอมแลกความสัมพันธ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความก้าวหน้าและชื่อเสียง

ถ้าใครได้อ่าน Sapiens จะเข้าใจว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่า “เป็นเรื่องจริง” นั้น โดยเนื้อแท้แล้วเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างในจินตนาการร่วมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ศาสนา บริษัท หรือประเทศชาติ ถ้าไม่มีมนุษย์ สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย

ในขณะที่เวลาคือของจริง สุขภาพคือของจริง ความสัมพันธ์คือของจริง

การมัวแต่เอาของจริงไปแลกสิ่งสมมตินั้น สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ติดเกมงอมแงม

แน่นอนในโลกสมัยนี้ คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเอาของจริงไปแลกกับสิ่งสมมติ แค่ต้องรู้เท่าทันและอย่าให้มันเกินพอดีเท่านั้นเองครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตรีโกณมิติของชีวิต

20200426

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมขาตั้งกล้องต้องมีสามขา

ในทางคณิตศาสตร์ จุดสามจุดจะสร้างพื้นที่ระนาบ (plane) ดังนั้นขาตั้งสามขาจึงจะสามารถวางอยู่บนพื้นแบบไหนก็ได้โดยไม่โคลงเคลง ผิดกับโต๊ะหรือเก้าอี้ที่มีสี่ขาที่พร้อมจะโคลงโคลงได้ตลอด

เมื่อเช้าผมออกไปวิ่ง ก็คิดได้ว่าชีวิตส่วนตัวผมน่าจะมี “สามขา” ที่ช่วยให้อะไรๆ มันโอเค

หนึ่งคือการเข้านอนก่อนห้าทุ่ม

สองคือการออกไปวิ่ง

สามคือการเขียนบล็อก

การเข้านอนเร็วจะทำให้ตื่นได้เช้า เมื่อตื่นเช้าก็ออกไปวิ่งได้ (ถ้าตื่นสายจะไม่อยากวิ่งเพราะแดดร้อน) พอได้วิ่ง สมองก็แล่น และจะคิดหัวข้อเขียนบล็อกได้หลายเรื่อง พอได้เขียนบล็อก ก็จะสบายใจ ไม่พะวักพะวงไปตลอดวัน ตกตอนกลางคืนหัวถึงหมอนก็หลับสบาย

นอน วิ่ง เขียนบล็อก เป็นตรีโกณมิติสำหรับชีวิตของผม

ตรีโกณมิติสำหรับชีวิตของคุณอาจจะเป็นเรื่องอื่น เพราะใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการวิ่ง และใช่ว่าทุกคนจะชอบเขียนบล็อก

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป การวิ่งก็คือการทำให้ร่างกายได้ออกเหงื่อ ซึ่งผมว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการมีความสุข ดังนั้นเราอาจจะออกเหงื่อด้วยวิธีการอย่างอื่น อาจจะทำงานบ้านหรือแค่ทำท่าแพลงค์ซัก 2-3 นาทีก็ได้เหงื่อแล้ว

และในอีกมุมหนึ่ง การวิ่งคือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง ได้อยู่กับความคิดของตัวเอง ซึ่งมีอีกหลายวิธีที่จะเข้าถึงประสบการณ์นั้นได้ เช่นการไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านโดยไม่พกมือถือ หรือการเดินหรือนั่งเจริญสติสัก 15-20 นาที

ส่วนการเขียนบล็อก ก็คือการ “ผลิต” หรือ “สร้างสรรค์” อะไรบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์

เพราะหลายคนที่มีโอกาสนอนดูเน็ตฟลิกซ์อยู่กับบ้านติดต่อกันหลายชั่วโมงหรือหลายวันน่าจะพอรู้แล้วว่าการเสพเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืนได้ การได้ทำงาน การได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการสร้างความสุขความพอใจของคนเรา

วิธีสร้างสรรค์ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน บางคนอาจจะทำอาหาร บางคนอาจจะวาดรูป บางคนอาจจะเล่นดนตรี ส่วนการทำงานก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง คนไหนไม่ได้ทำงานนี่เฉาจะตายไป

แน่นอนว่ายังมีเรื่องสำคัญอีกหลายอย่างที่ผมไม่ได้พูดถึง เช่นการได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

ลองหาดูนะครับว่าอะไรคือตรีโกณมิติของชีวิตเรา อะไรที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และอะไรที่ทำได้ครบแล้ววันรู้สึกว่าชีวิตมันช่างลงตัวครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

The Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า

20200424

เป็นเวลา 3 เดือนแล้วที่ประเทศไทยและทั่วโลกต้องโกลาหลไปกับสถานการณ์ COVID-19

จากไข้หวัดประหลาดในตลาดสดของเมืองอู่ฮั่นประเทศจีนเมื่อปลายปี 2562 ไม่มีใครคาดคิดว่าตอนนี้มันจะทำให้คนทั่วโลกป่วยไปแล้วเกือบ 3 ล้านคน ตายไปแล้วเกือบ 2 แสนคน และส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราในแทบทุกมิติ

คำหนึ่งที่ผมมักจะได้ยินจากคนใกล้ตัวและตามสื่อต่างๆ ก็คือการที่สถานการณ์โควิดนี้ถูกเรียกว่า “Black Swan”

Black Swan เป็นศัพท์ที่โด่งดังมาจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable ที่เขียนโดย Nassim Nicolas Taleb (นาซิม นิโคลาส ทาเหล็บ) อาจารย์และเทรดเดอร์ชาวเลบานอนที่เขียนหนังสือดังๆ ออกมาแล้วหลายเล่ม

ผมมีหนังสือ The Black Swan อยู่บนชั้นมาสักพักแล้ว แต่ไม่เคยหยิบมาอ่านเสียที

เมื่อเจอสถานการณ์โควิด เลยคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่จะทำความรู้จักกับ Black Swan แบบจริงๆ จังๆ เสียที จะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร COVID-19 คือ Black Swan จริงหรือไม่ และเราควรจะเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรบ้างเพื่อรับมือกับหงส์ดำตัวนี้ และอีกหลายตัวที่อาจจะตามมาอีกในอนาคต

โดยผมจะใช้แนวทางเดียวกับตอนที่เขียนสรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind และหนังสือ Brave New Work ด้วยการทยอยเขียนลงบล็อก Anontawong’s Musings ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ครับ

มาเริ่มกันเลย!

 

เมื่อหงส์ดำถูกค้นพบ

ชาวยุโรปเคยเชื่อมาตลอดว่าหงส์ทุกตัวในโลกนี้ล้วนสีขาว

แต่เมื่อพวกเขาได้ค้นพบทวีปออสเตรเลีย จึงได้เรียนรู้ว่าโลกนี้มีหงส์สีดำอยู่ด้วย

ซึ่งแน่นอนว่ามันสร้างความแปลกใจให้กับคนจำนวนหนึ่ง แต่จุดประสงค์ของหนังสือ The Black Swan ไม่ได้ต้องการจะพูดถึงเรื่องที่ไม่คาดฝันมากเท่ากับความจริงที่ว่า ความรู้ของคนเรานั้นเปราะบ้างและมีข้อจำกัดมากกว่าที่เราคิด

การได้เห็นหงส์สีขาวมานับร้อยนับพันตัว ทำให้มนุษย์มั่นใจเหลือเกินว่าหงส์ทุกตัวในโลกต้องสีขาวแน่ๆ แต่เมื่อเจอหงส์ดำแค่ตัวเดียว ก็มากเกินพอที่จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราเคยเชื่อมาตลอดนั้นผิดพลาด

 

หน้าตาของหงส์ดำ

Taleb บอกว่า Black Swan นั้นมีคุณลักษณะ 3 อย่าง

หนึ่ง มันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่เคยสอนหรือแม้แต่จะบอกใบ้ให้เราคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปได้

สอง มันสร้างผลกระทบมหาศาล

สาม แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มนุษย์ก็จะสรรหาข้อมูลต่างๆ นานาเพื่อมาอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและทำไมมันจึงเกิดขึ้น จึงทำให้หงส์ดำตัวนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องที่ทำนายได้ (ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วทำนายไม่ได้) ซึ่งทำให้เราเชื่อมั่นตัวเองเรื่องการทำนายอนาคตมากจนเกินเหตุ

Rarity, Extreme Impact, และ Retrospective Predictability คือคุณสมบัติของ Black Swan

แม้ปรากฎการณ์หงส์ดำจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันส่งผลกระทบอย่างฝังลึก ยาวนาน และกว้างไกล

ถ้ามองไปรอบๆ ตัวเราทุกวันนี้ เกือบทุกสิ่งอย่างในชีวิตของเราล้วนถูกขับเคลื่อนด้วย Black Swans เพียงไม่กี่ตัว

ศาสนา, สงครามโลก, การล่มสลายของสหภาพโซเวียต, อินเตอร์เน็ต เหล่านี้ล้วนแต่เป็นหงส์ดำที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์นับพันล้านคน

การค้นพบครั้งสำคัญส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการทำตามแผนที่วางเอาไว้ แต่เป็นการค้นพบโดยบังเอิญ สิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลกมากมายล้วนแล้วแต่เป็น Black Swans เช่นกัน

แต่แม้ผลกระทบของ Black Swans จะมากมายมหาศาล แต่พวกเรากลับทำตัวราวกับว่ามันไม่มีอยู่จริง

นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ล้วนแต่คิดว่าตัวเองมีวิชาที่จะสามารถประเมินความไม่แน่นอนและทำนายอนาคตได้ หากเราให้เจ้าหน้าที่วางแผนการลงทุนทำตัวเลขมาให้เราดูและประเมินความเสี่ยงให้เราฟัง เขาจะไม่ใส่ Black Swan ลงมาในการคำนวณแน่ๆ และเมื่อไม่ได้คำนึงถึง Black Swan การประเมินนั้นย่อมไม่ได้ช่วยให้เราทำนายอนาคตได้ดีกว่าวิชาโหราศาสตร์เลยด้วยซ้ำ

หนังสือเล่มนี้ต้องการอธิบายว่าทำไมเราถึงเพิกเฉยกับเรื่องใหญ่ เพราะมัวแต่เอาเวลาไปสนใจเรื่องยิบย่อยที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร

และจะมีของแถมให้ด้วยว่า ทำไมยิ่งอ่านหนังสือพิมพ์มากเท่าไหร่ ความรู้ความเข้าใจของเรายิ่งน้อยลง!

 

ที่เกิดขึ้นได้เพราะว่ามันไม่ควรเกิด

ลองคิดถึงเหตุการณ์ 9/11 ที่ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในวันที่ 11 กันยายนปี 2001

ถ้าก่อนหน้านั้นมีใครสักคนประเมินว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ รัฐบาลย่อมจะส่งเครื่องบินรบไปอารักขาตึกเวิลด์เทรด บริษัทเครื่องบินย่อมสร้างประตูกันกระสุนสำหรับห้องกัปตัน แล้วการบินชนตึกเวิลด์เทรดย่อมไม่เกิดขึ้น

แปลกดีมั้ยที่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น? (Isn’t it strange to see an event happening precisely because it was not supposed to happen?)

หากเรารู้ว่า New York ตกเป็นเป้าของผู้ก่อการร้าย แล้วผู้ก่อการร้ายรู้ว่าเรารู้ พวกเขาย่อมไม่ก่อเหตุที่นิวยอร์ค

สิ่งที่เรารู้อยู่แล้วจึงแทบไม่มีความหมายอะไรเลย

 

คุณค่าของหนังสือที่ไม่ได้อ่าน

นักเขียนชื่อ Umberto Eco มีห้องสมุดส่วนตัวที่มีหนังสือถึง 30,000 เล่ม

แขกที่ได้มาเยือนห้องสมุดของ Eco จะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งจะอุทานว่า “ว้าว ท่านศาสตราจารย์ ห้องสมุดอาจารย์นี่หนังสือเยอะสุดยอดเลย อาจารย์อ่านจบไปกี่เล่มแล้วครับเนี่ย?”

ส่วนอีกกลุ่มที่ฉลาดกว่าจะไม่ถามคำถามแบบนั้น แต่จะเข้าใจว่าห้องเก็บหนังสือไม่ได้มีเอาไว้โอ้อวดหรือสร้างความประทับใจ แต่มีเอาไว้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าและศึกษา (research tool)

เพราะหนังสือที่อ่านแล้วนั้นมีคุณค่าน้อยกว่าหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านมากมายนัก ชั้นหนังสือของคุณจึงควรจะมี “สิ่งที่คุณยังไม่รู้” (หนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน) ให้มากเท่าที่คุณจะมีกำลังหาซื้อมาได้ ยิ่งคุณรู้มากเท่าไหร่ หนังสือที่คุณยังไม่ได้อ่านยิ่งควรมีมากเท่านั้น เพื่อให้มันคอยเตือนใจไม่ให้เราทะนงตนในความรู้ของเรามากจนเกินไป

 

หงส์ดำเป็น subjective

ตรงนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก Black Swans เป็นเรื่อง subjective (อัตตวิสัย) ไม่ใช่ objective (ภววิสัย)

มัน subjective เพราะว่า Black Swans เกิดจากข้อจำกัดในสิ่งที่เรารู้และความมั่นใจเกินไปในความรู้ที่ตัวเองมี

เหตุการณ์ 9/11 นั้นเป็น Black Swans สำหรับผู้ประสบเหตุและประชาชนทั่วไป แต่มันไม่ใช่ Black Swans สำหรับผู้ก่อการร้ายที่ร่วมขบวนการนี้

ดังนั้น คำถามที่ผมมีตอนต้นบทความว่า COVID-19 เป็น Black Swan มั้ย ก็ต้องบอกว่ามันเป็น Black Swan สำหรับคนทั่วไป แต่ไม่ใช่ Black Swan สำหรับคนอย่างบิล เกตส์ ที่เคยเตือนเรื่อง pandemic ไว้ใน TED เมื่อปี 2015 ไม่ใช่ Black Swan สำหรับนักระบาดวิทยาอย่าง Michael Osterholm ที่พยายามพูดเรื่องนี้ตลอดสิบปีที่ผ่านมา

และไม่ใช่ Black Swan สำหรับ Taleb ที่เขียนเอาไว้ในหน้า 317 ของหนังสือเล่มนี้ว่า

“As we travel more on this planet, epidemics will be more acute – we will have a germ population dominated by a few numbers, and the successful killer will spread vastly more effectively…I see the risks of a very strange acute virus spreading throughout the planet”.

“เมื่อโลกใบนี้มีผู้คนเดินทางมากขึ้น โรคระบาดจะมีความรุนแรงและฉับพลันกว่าเดิม ประชากรของเชื้อโรคจะถูกครอบครองโดยเชื้อโรคเพียงไม่กี่สายพันธุ์ และเชื้อโรคที่เป็นนักฆ่าที่ดีจะแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและกว้างไกลกว่าที่เคย ผมเห็นถึงความเสี่ยงที่จะเกิดไวรัสที่รุนแรงและแพร่กระจายไปทั่วโลก”

อ้อ Taleb เขียน The Black Swan ไว้ตั้งแต่ปี 2007 นะครับ

 

หงส์ดำขยายเผ่าพันธุ์

นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา โลกก็มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และหงส์ดำก็มีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ

และจากนี้ไป ยิ่งเรามี “ความก้าวหน้า” มากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมั่นใจในสิ่งที่เรารู้มากขึ้นเท่านั้น

พื้นที่ว่างระหว่าง “สิ่งที่เรามั่นใจว่ารู้” กับ “สิ่งที่เรารู้จริงๆ” คือแหล่งเพาะพันธุ์ของ Black Swan และพื้นที่นี้มีแนวโน้มว่าจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ

และนี่คือเหตุผลที่อนาคตของเราจะคาดเดาไม่ได้มากกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา

แล้วเราจะประคองตัวในโลกที่เต็มไปด้วย Black Swans นี้ได้อย่างไร

โปรดติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้าครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

นิทานสามีผู้เชื่อฟังภรรยา

20200422

ศุกร์ที่แล้วฟังนิทานภรรยาผู้รักษาคำพูดไปแล้ว  วันนี้มาฟังเรื่องของสามีบ้างนะครับ

สมศรีเป็นคน “เยอะ” มาแต่ไหนแต่ไร สมศักดิ์ หนุ่มใหญ่วิศวกรผู้เป็นสามีก็เอือมระอาแต่ก็ชินซะแล้ว

วันหนึ่งสมศรีมีเหตุให้ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศสองสัปดาห์ เธอจะโทรมาหาสมศักดิ์ทุกวันเพื่อเล่าเรื่องราวและถามโน่นถามนี่

ช่วงหนึ่งในบทสนทนา

“แล้วน้องแมวของชั้นเป็นยังไงบ้าง?”

“อ้อ มันตายแล้วล่ะ” สมศักดิ์ตอบ

“อะไรนะ!? ไม่ๆๆ!! คุณพูดอย่างนี้ได้ไง ไม่เห็นอกเห็นใจชั้นบ้างเลย”

“…ก็มันตายแล้วจริงๆ นี่ จะให้ทำยังไง”

“แต่คุณก็ค่อยๆ เล่าก็ได้นี่หน่า มาบอกกันอย่างนี้ชั้นรับไม่ทันรู้มั้ย”

“เอ่อ…แล้วจะให้เล่ายังไงเหรอ”

“เมื่อวานนี้คุณก็อาจจะเล่าว่า เจ้านวลมันเดินเล่นอยู่บนหลังคา ส่วนวันนี้คุณก็ค่อยเล่าวันนี้มันพลัดตกลงมาขาหัก พรุ่งนี้คุณค่อยเล่าว่าอาการมันแย่ลง แล้วมะรืนนี้คุณค่อยบอกว่ามันจากไปแล้วอย่างสงบ เล่าแบบนี้ชั้นจะได้มีเวลาทำใจหน่อย”

“โอเค…เข้าใจละ”

“เฮ่อคุณนี่ อยู่ด้วยกันมาตั้งนานยังไม่รู้ใจชั้นอีก ว่าแต่ว่าแม่ชั้นสบายดีมั้ย?”

“แม่คุณเดินเล่นอยู่บนหลังคาน่ะ”

เราเห็นเขาแต่เขาไม่เห็นเรา

20200421b

ผมว่าการที่เราเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” นั้นมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง

คือเราจะเห็นคนอื่นมาก ในขณะที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็นเรา

เราคนไทยเห็นอะไรดีๆ ของฝรั่งก็เอามา ของจีนก็เอามา ของญี่ปุ่นก็เอามา

ในขณะที่ฝรั่งไม่ค่อยได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนไทยเท่าไหร่

หนังสือฝรั่งแปลไทยมีเป็นร้อยเป็นพันเล่ม หนังสือไทยแปลเป็นฝรั่งมีนับนิ้วได้

บางคนอาจจะบอกว่าก็แหงอยู่แล้ว ฝรั่งเขาล้ำหน้ากว่าไทยตั้งเยอะ ทำไมเขาต้องมาสนใจเราด้วย

แต่เมื่อมองดูสถานการณ์โควิดในขณะนี้ ผมก็ชักไม่แน่ใจว่าเขา “ล้ำหน้า” กว่าเรามากอย่างที่เราเคยคิดรึเปล่า

ทุนนิยมและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่กำเนิดมาจากตะวันตก เมื่อเขาเป็นคนกำหนดเกมนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะตามเขาทัน แต่ไม่เป็นไร ในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ เราสามารถนำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ภูมิปัญญาตะวันออกเป็นสิ่งที่ฝรั่งแทบไม่เคยสัมผัสหรือมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์

ฝรั่งต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัยและแวะพักบ่อยๆ

คนไทยต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัย แวะพักบ่อยๆ ไหว้พระก่อนออกจากบ้าน ไหว้แม่ย่านางก่อนเหยียบคันเร่ง

ฝรั่งเป็นมะเร็ง ฉายคีโมได้

คนไทยเป็นมะเร็ง ฉายคีโมและทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรได้

ฝรั่งจิตใจดีและเชื่อในพระเจ้า เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์

คนไทยจิตใจดี เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์ และเพียรภาวนาเพื่อให้ถึงนิพพาน

ใครที่คิดว่าแม่ย่านาง เจ้ากรรมนายเวร เป็นเรื่องเหลวไหล ก็เป็นไปได้ว่าเขากำลังเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์เกินไป

มีคำศัพท์สำหรับอาการนี้ด้วยนะครับ เขาเรียกว่า “scientism” : excessive belief in the power of scientific knowledge and techniques.

วิทยาศาสตร์นั้นดีอยู่แล้ว และคนไทยเราก็รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ประเด็นของผมก็ยังเหมือนเดิมคือฝรั่งเขามีโอกาสน้อยกว่าเราเยอะที่จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์

สุดท้ายแล้วเราเลือกที่จะเชื่ออะไรนั้นเป็นสิทธิ์ของเรา แต่การที่เรามีทางเลือกมากกว่าตั้งแต่ต้น ผมมองว่ามันเป็นความโชคดีของเราครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

คนทำงานช้าไม่ได้ช้าตอนทำ

20200421

เราช้าตอนกลัว

พอเรากลัวก็เลยเอาแต่คิด เอาแต่หาข้อมูล เอาแต่วางแผน จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ลงมือทำเสียที

พอเรากลัว เปิดคอมขึ้นมาแทนที่จะได้ทำงาน เรากลับแวะเข้าโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค เช็คอีเมล ตอบแชท ทำงานง่ายๆ สุดท้ายงานยากๆ ก็เลยไม่ได้ทำ

พอเรากลัว แทนที่เราจะเอ่ยปากถามตอนที่เราติดปัญหา เราก็เลือกที่จะนิ่งๆ ไป จนเขามาตามงาน หรือไม่ก็ทำแบบคิดเอาเองว่าอย่างนี้ถูก สุดท้ายก็ต้องกลับมาแก้

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนทำงานช้าก็อย่าไปกังวล มันช้ากว่าคนทำงานเร็วไม่มากนักหรอก

สิ่งที่เราควรใส่ใจคือความกลัวของเรามากกว่า มองให้เห็นว่าเรากำลังกลัวอะไรอยู่ แล้วกล้าให้มากขึ้นอีกหน่อย

แล้วเราจะทำงานเสร็จเร็วขึ้นเยอะเลยครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

อวัยวะที่สำคัญที่สุดของนักร้อง

20200420

คือหู

เพราะถ้าสักแต่จะร้องโดยไม่ตั้งใจฟังว่าร้องอะไรออกไป เสียงจะเพี้ยนได้ง่ายมาก

อวัยวะที่สำคัญที่สุดของหัวหน้าก็คือหู

หัวหน้าต้องฟังข้างบน ฟังข้างล่าง ฟังเสียงตัวเอง แล้วหาจุดตรงกลางให้เจอ

ต่อให้ทำงานเก่งแค่ไหน ถ้าฟังไม่เป็นก็เป็นหัวหน้าที่ดีไม่ได้

และอวัยวะที่สำคัญที่สุดของสามีภรรยาก็คือหูอีกเช่นกัน

เพราะเราต่างอยากพูดสิ่งที่เราคิดสิ่งที่เรารู้กับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดเรามากที่สุด

ถ้าต่างฝ่ายต่างพูดมากกว่าฟัง ความสัมพันธ์ก็ไปต่อลำบาก

ใช้หูให้มาก ใช้ปากให้น้อยครับ