รีวิว 5 เป้าหมายปี 2019

20191231

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2019 ผมตั้งเป้าหมายประจำปีเอาไว้ 5 ข้อด้วยกัน

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

แล้วทำทุกวัน

ผมรีวิวเป้าหมายตอนครบ 3 เดือน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รีวิวอีกเลย วันนี้วันสิ้นปีแล้วเลยต้องสบตากับความจริงแล้วนำมาเล่าให้ฟังเสียหน่อย

เจริญสติ 1 นาที
ถือว่าปีนี้มีโอกาสเจริญสติมากกว่าปี 2018 อาจเป็นเพราะลูกโตขึ้น เลยมีเวลาส่วนตัวมากกว่าเดิมนิดหน่อย

รูปแบบการเจริญสติเปลี่ยนไป นั่งสมาธิน้อยลงแต่เน้นการเดินจงกรมและการขยับมือตามแนวหลวงพ่อเทียน รู้สึกว่าสมาธิแบบเคลื่อนไหวนั้นเหมาะกับจริตตนเองมากกว่า

ปีนี้ได้อ่านหนังสือธรรมะที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิตคือหนังสือดวงตาแห่งชีวิตของท่านเขมานันทะ และได้ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ผ่าน Spotify ตอนขับรถกลับบ้านเกือบทุกวันทำงาน

อ่านหนังสือ 1 นาที
ไม่ได้เก็บหลักฐานเอาไว้แต่เชื่อว่าปี 2019 น่าจะอ่านหนังสือจบได้มากกว่าปี 2018 หลักการคือให้เอาหนังสือเข้าห้องน้ำ ส่วนมือถือให้เอาไว้ที่อื่น หนังสือที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในปีนี้คือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ส่วนเล่มรองชนะเลิศคือ Brave New Work ของ Aaron Dignan

ผมเริ่มฟังหนังสือเสียงผ่าน Storytel ซึ่งถูกกว่า Audible ของ Amazaon เพราะจ่ายเหมาแค่เดือนละ 10 เหรียญแล้วจะฟังกี่เล่มก็ได้ แล้วก็ได้พบว่าการฟังหนังสือนี่ซึมซับอะไรไม่ค่อยได้มาก กลับไปรีวิวก็ไม่ได้ แต่ก็เหมาะกับหนังสือ Memoir เล่มหนาๆ ที่ถือไม่ไหวและอาจไม่มีกำลังใจอ่านจนจบ หนังสือสองเล่มหนาเตอะที่ผมฟังจบไปคือ Becoming ของ Michelle Obama และ Einstein ของ Walter Isaacson

ออกกำลังกาย 1 นาที
ช่วงครึ่งปีแรกสนุกสนานกับการออกกำลังกายวันละ 7 นาทีเกือบทุกเช้า ซึ่งเป็นไอเดียมากจากหนังสือ Make Time ของอดีตพนักงาน Google (แปลไทยชื่อหนังสือ “ยุ่งจริง! หรือแค่คิดไปเอง”) ส่วนครึ่งปีหลังใส่ใจการวิ่งมากขึ้นและจบมาราธอนแรกในชีวิตที่บางแสน

ได้ค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการวิ่งของผมคือการ “สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง” กับการวิ่งเสียก่อน วิ่งไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ต้องเร่งฝีเท้า ไม่ต้องเข้มงวดกับตารางซ้อม เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง มันจะอยากออกมาซ้อมวิ่งเองโดยธรรมชาติ เพราะการวิ่งจะเป็นเพื่อนเรา มิใช่ยอดเขาให้พิชิต

วางแผนประจำวัน 1 นาที
วันไหนวางแผน วันนั้นจะไม่สะเปะสะปะ เวลาจะถูกใช้ไปอย่างมีสัมปชัญญะ ไม่เลี้ยวเข้า social media บ่อยเสียจนเรารังเกียจตัวเอง อีกอันหนึ่งที่เริ่มทำคือการเขียนบันทึกประจำวันลง notepad แล้วนานๆ ทีก็ส่งเข้าเมลตัวเองเพื่อเป็นการแบ็คอัพ วิธีนี้น่าจะทำให้เราเขียนได้อย่างต่อเนื่องและเก็บไว้ได้หลายสิบปีเพราะ notepad และอีเมลคงไม่หายไปไหนง่ายๆ

เขียนบล็อก 1 นาที
ความรู้สึกว่าจะต้องเขียนบล็อกทุกวันนั้นคลี่คลายลง ตอนไปญี่ปุ่นผมก็ไม่ได้เขียนบล็อก วันไหนไม่สบายหรือเหนื่อยมาทั้งวันก็อาจไม่ได้เขียนบล็อกเพราะให้ความสำคัญกับการนอนมากกว่า มีบางคราวที่ไปเขียนชดเชยเอาวันหลัง สำหรับปีนี้ถ้านับรวมบทความนี้ก็เขียนได้ 350 บทความ ไม่เพอร์เฟกต์แต่ก็พอใจ

บทความบางตอนได้เข้ามาอยู่ในหนังสือช้างกูอยู่ไหนที่วางแผงไปตอนคริสต์มาส หนังสือเล่มนี้อ่านยากกว่า Thank God It’s Mondayฯ แต่ก็ชวนให้ผู้อ่านได้ถามคำถามที่ลึกซึ้งกว่าเดิม แอบลุ้นเหมือนกันว่าปีหน้าเราจะพาข้อเขียนและมุมมองไปได้ลึกกว่านี้มั้ย

ปี 2020 ผมคงจะไม่มีเป้าหมาย แต่น่าจะมี “ธีม” ประจำปี ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังในวันพรุ่งนี้ครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

รอคอยเนิ่นนานเพื่อความสุขที่สั้นนิดเดียว

20191230

เมื่อครั้งที่ผมได้ไปเที่ยว เที่ยว Universal Studios Japan ที่ ที่โอซาก้า เครื่องเล่นหนึ่งที่คนต่อคิวยาวที่สุดคือ Flying Dinosaur

โชคดีผมถือบัตร Express Pass เลยได้เข้าคิวด่วนพิเศษ

เครื่องเล่นสนุกมาก หวาดเสียวมาก เวียนหัวมาก และใช้เวลาเล่นแค่ 2 นาทีเท่านั้น ถ้าเล่นยาวกว่านี้มีโอกาสอาเจียนได้ง่ายๆ

เดินลงมาจากเครื่องผมก็ยังเห็นคนต่อคิวยาวเป็นหางว่าว คนหลายร้อยต้องเข้าคิว 2 ชั่วโมงเพื่อความสนุกแค่ 2 นาที

อีกเครื่องเล่นหนึ่งที่คิวค่อนข้างยาวเหมือนกันคือ Jaws ที่พาเรานั่งเรือเผชิญปลาฉลาม ผมยกให้เป็นเครื่องเล่นที่น่าผิดหวังที่สุดของ USJ ขนาดผมไม่ต้องต่อคิวยังรู้สึกว่าเสียเวลา ไม่รู้ว่าคนที่รอคิวเป็นชั่วโมงจะรู้สึกอย่างไร

ผมว่าสิ่งที่เจอในสวนสนุกมันเป็นภาพสะท้อนที่ดีของชีวิตคนเรานะครับ

เราเรียนหลายสิบปีเพื่อจะได้ใบปริญญา

เราจีบหญิงเนิ่นนานเพื่อจะได้จับมือเธอครั้งแรก

เราทำงานจนผมหงอกกว่าเงินเดือนจะแตะหกหลัก

เรามียอดเขาที่เราอยากปีนขึ้นไปให้ถึง จินตนาการเอาไว้ว่าบนยอดต้องสวยน่าดู เราจึงบุกป่าฝ่าดงหกล้มเป็นแผล ใช้เวลาเดินทางข้ามวันข้ามคืนเพื่อจะได้ขึ้นไปชมวิว

บางครั้งวิวก็สวยจับตา แต่บางคราก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า “แค่นี้เองเหรอ”

ได้ชมวิวเพียงไม่นาน ก็ถึงเวลาต้องเดินลงเสียแล้ว

เมื่อการรอคอย+การเดินทางมันเนิ่นนาน ส่วนช่วงเวลาแห่งความยินดีปรีดานั้นแสนสั้น ผมจึงได้ข้อคิดสองอย่าง

หนึ่งคือเมคชัวร์ว่าเขาลูกนี้คือเขาที่เราอยากปีนจริงๆ เพราะเราไม่มีเวลามากพอที่จะปีนทุกเขา อย่าเฮโลขึ้นเขาลูกนี้เพียงเพราะคนขึ้นกันเยอะ

สองคือจงสนุกไปกับการเดินทาง จะดีหรือจะร้ายก็จงแนบแน่นและดื่มด่ำไปกับมัน

เพราะความสุขตอนพิชิตยอดเขานั้นสั้นเหลือเกิน

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

Top 10 New Year Resolutions ที่คนชอบตั้งแต่ทำไม่ได้

20191229

ณ ช่วงเวลานี้ของปีเป็นธรรมเนียมของใครหลายคนที่จะตั้งเป้าหมายสำหรับปีใหม่

แต่ปีแล้วปีเล่าเราก็จะมักจะตั้งเป้าเพื่อจะผิดคำพูดกับตัวเองอยู่ร่ำไป

นิตยสาร TIME เคยจัดอันดับ New Year Resolutions ที่แท้งกลางคัน 10 อันดับแรก

– ลดน้ำหนัก
– เลิกบุหรี่
– ลงเรียนอะไรใหม่ๆ
– กินของที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น
– ปลดหนี้และออมเงิน
– ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น
– ไปเที่ยวที่ใหม่ๆ
– เครียดให้น้อยลง
– ทำงานจิตอาสา
– ดื่มเหล้าให้น้อยลง

สมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่งอยากลดน้ำหนัก สิ่งที่เธอมักจะทำคือ

– เขียนเป้าหมายที่ชัดเจนลงในกระดาษ เช่นฉันจะลดน้ำหนักลงเหลือ 48 กิโลกรัมภายใน 31 ธันวาคม 2563!
– แปะกระดาษนั้นไว้ในบริเวณที่จะเห็นได้ทุกวัน
– สมัครสมาชิกฟิตเนส
– ซื้อชุดและอุปกรณ์
– เดือนแรกไปฟิตเนสสัปดาห์ละ 4 วัน และเริ่มสั่งอาหารคลีนมากิน งดของหวานทุกอย่าง
– เดือนถัดไปเหลือสัปดาห์ละ 2 วัน กินคลีนบ้างไม่คลีนบ้าง
– เดือนที่สามเข้าฟิตเนสสัปดาห์ละครั้ง ก็งานมันยุ่ง
– เดือนที่สี่ชีวิตกลับเข้าหลูปเดิมของปี 2562
– เดือนที่ 5 6 7 8 9 10…ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
– รู้ตัวอีกทีก็ใกล้จะสิ้นปี 2563 แล้ว
– ตั้งเป้าหมายปีใหม่ 2564 ว่าฉันจะลดน้ำหนัก!

ไอนสไตน์บอกว่าการทำอย่างเดิมแล้วคาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปนับเป็นความบ้าคลั่งอย่างหนึ่ง

ถ้ารอบนี้ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เราอาจต้องเปลี่ยนยุทธศาตร์นิดหน่อย

แทนที่จะโฟกัสไปที่ผล เราควรจะโฟกัสไปที่มรรค

เพราะจริงๆ แล้วเป้าหมายเปลี่ยนชีวิตเราไม่ได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ คืออุปนิสัยและวิธีการใช้ชีวิตต่างหาก

“New goals don’t deliver new results. New lifestyles do. And a lifestyle is not an outcome, it is a process. For this reason, all of your energy should go into building better habits, not chasing better results.”
-James Clear

แทนที่จะตั้งเป้าว่าอยากลดน้ำหนักเหลือเท่านั้นเท่านี้ ลองตั้งเป้าว่าเราจะปรับวิถีชีวิตและอุปนิสัยที่เอื้อให้เรามีหุ่นที่ดี โดยเดือนนึงจะโฟกัสแค่การเปลี่ยนนิสัยเพียง 1 อย่าง อาทิเช่น

เดือนที่ 1 ลดการดูเน็ตฟลิกซ์เพื่อจะได้นอนก่อน 5 ทุ่ม ตื่นก่อน 6 โมงเช้า

เดือนที่ 2 ดื่มน้ำให้มากขึ้น มีขวดน้ำวางไว้ที่โต๊ะให้จิบได้ตลอดวัน โละขนมชวนอ้วนออกจากตู้เย็น

เดือนที่ 3 นอนก่อน 4 ทุ่ม ตื่นตี 5 เพื่อจะได้มีเวลาวิ่งให้ได้ครั้งละ 1 กิโลเมตร สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ส่วนเน็ตฟลิกซ์คงต้องเก็บไว้ดูวันหยุด

เดือนที่ 4 วิ่ง 2 กิโล สัปดาห์ละ 3 ครั้ง วันที่ไม่ได้วิ่งอาจจะทำ 7-minute exercise

เดือนที่ 5 เปลี่ยนอาหารเย็นเป็นสลัดผัก ยังวิ่ง 2 กิโลเหมือนเดิม

เดือนที่ 6 วิ่ง 3 กิโล

เดือนที่ 7 เริ่มไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพราะเข้าหน้าฝนแล้ว อย่าให้ฝนเป็นข้ออ้างให้เราไม่ได้ออกกำลังกาย

เดือนที่เหลือน่าจะพอนึกภาพออกนะครับว่าควรทำอะไรบ้าง

สำคัญที่สุดคืออย่าใจร้อน อย่าพยายามเปลี่ยนนิสัยหลายอย่างพร้อมๆ กัน เพราถ้านิสัยใหม่แต่ละอย่างมีโอกาสทำสำเร็จแค่ 60% การเปลี่ยนนิสัย 4 อย่างพร้อมกันจะเหลือโอกาสสำเร็จเพียง 0.6^4 = 13% เท่านั้น

สำคัญที่สองคืออย่าหวังพึ่ง willpower หรือแรงใจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เราทำสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้น เช่นถ้าจะวิ่งตอนเช้า ก็ลองใส่ชุดวิ่งเป็นชุดนอนและขอให้เพื่อนที่วิ่งตอนเช้าอยู่แล้วโทร.มาปลุกเป็นต้น

สำคัญที่สามคือให้ระลึกเสมอว่านี่คือเกมยาว การมีน้ำหนัก 48 กิโลตอนสิ้นปีเป็นเพียงหมุดหมายแต่ไม่ใช่ปลายทาง การไปถึงปลายทางไม่ใช่ประเด็นหลัก การอยู่บนวิถีทางต่างหากที่สำคัญที่สุด

ขอเป็นกำลังใจให้ปี 2563 แตกต่างจากทุกๆ ปีที่ผ่านมาครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

63 ไอเดียและคำถามสำหรับปี 2563

20191228b

1. เช้าให้ทำงานใหญ่ บ่ายให้ทำงานเล็ก

2. งานทุกอย่างมี shit sandwich เสมอ ไม่มีใครได้ทำแต่งานที่ตัวเองชอบหรอก แม้กระทั่ง CEO

3. จงเป็นของหายากสำหรับหัวหน้า

4. หัวหน้าไม่ได้มีหูทิพย์-ตาทิพย์ เราทำอะไรดีๆ ก็แจ้งเขาหน่อย จะได้ไม่ต้องมานั่งน้อยใจทีหลัง

5. อย่าเป็นทัพพีไม่รู้รสแกง

6. ที่ว่างานสำคัญๆ นั้นมันสำคัญสำหรับเราหรือสำคัญสำหรับคนอื่น?

7. เค้าขอไม่ได้แปลว่าต้องให้

8. งานเป็นอนันต์ อย่าหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเราจะเอาชนะ infinity ทำงานให้พอดีแล้วกลับบ้านเถอะ

9. ถ้าอยากให้คนจดจำ จงทำในสิ่งที่เราไม่ต้องทำก็ได้

10. คนบางคนมีประสบการณ์ทำงาน 10 ปี ส่วนคนบางคนมีประสบการณ์ทำงาน 1 ปีซ้ำ 10 รอบ

11. อย่าให้หัวหน้าต้องเอ่ยปากซ้ำ

12. ถ้าอยากเติบโตในองค์กร จงเป็นคน underpaid เสมอ เพราะมันแสดงว่าเรากำลังสร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากกว่าที่เขาจ่ายให้เรา เมื่อใดก็ตามที่เรา overpaid ก็เริ่มนับถอยหลังได้เลย

13. ถ้ารู้สึกว่าหัวหน้าไม่ค่อยใส่ใจ ให้ระลึกว่าเขาเป็นดาวฤกษ์ของเราเพียงดวงเดียว ส่วนเราเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ของเขาหลายสิบดวง

14. หัวหน้าต้องทำให้ชีวิตลูกน้องดีขึ้น ถ้ามีเราแล้วชีวิตเค้าแย่ลง เราก็เป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้

15. หัวหน้าควรจะพูดเป็นคนสุดท้าย ถ้าหัวหน้าพูดเป็นคนแรก ลูกน้องจะไม่กล้าแสดงความเห็นต่าง

16. หัวหน้าควรรักษาสัญชาติญาณสัตว์ป่าของคนในทีมไว้ อย่าปล่อยให้เสือสบายจนกลายเป็นแมว

17. คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย อย่าเขียนกฎเพื่อคุมคนส่วนน้อยจนทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อนไปด้วย

18. หัวหน้าไม่ใช่เจ้าชีวิตของลูกน้อง เราเป็นพนักงานกินเงินเดือนเหมือนกัน แค่หน้าที่ต่างกันเท่านั้น

19. โดยธรรมชาติแล้วหัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว ถ้าอยากเป็นหัวหน้าก็ทำใจเรื่องนี้เอาไว้

20. ถ้าชีวิตไม่โอเคให้นอนเยอะๆ พอนอนมาเต็มอิ่มแล้วจะรู้สึกว่าเราจะทำอะไรก็ได้

21. ตื่นเช้าไม่ยากเท่านอนเร็ว ถ้าหาวิธีนอนเร็วได้ การตื่นเช้าจะง่ายมาก

22. คนบางคนก็ดูแลรถดีกว่าดูแลตัวเอง

23. กินให้น้อยไปนิดนึงแล้วมันจะพอดี

24. (มาราธอน) ถ้าซ้อมถึงมันก็วิ่งถึง ถ้าซ้อมไม่ถึงมันก็วิ่งไม่ถึง

25. การซ้อมวิ่งที่ดีไม่ต่างอะไรกับการทำบุญ เราควรจะรู้สึกดีก่อนวิ่ง รู้สึกดีระหว่างวิ่ง และรู้สึกดีหลังวิ่งเสร็จแล้ว

26. วิธีดูว่าเรามีเงินพอซื้อของชิ้นนี้รึเปล่า ก็คือถามตัวเองว่าเราซื้อสองชิ้นไหวรึเปล่า ถ้าซื้อสองชิ้นไม่ไหว ก็แสดงว่าซื้อของชิ้นนั้นไม่ไหว If you can’t afford two of it, you can’t afford it.

27. คนบางคนร่างกายเผาผลาญดี กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน คนบางคนกิเลสเผาผลาญดี ได้มาเท่าไหร่ก็ไม่พอ

28. เมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต ความสัมพันธ์กับเงินของเราจะเปลี่ยนไป แล้วความรู้สึกเวลาเงินไหลเข้าไหลออกจะคลี่คลายลงไปเยอะ

29. ไม้บรรทัดคนเราไม่เท่ากัน หนึ่งเซ็นของเราอาจเท่ากับหนึ่งนิ้วของเขาก็ได้

30. ผิดบวกผิดไม่เท่ากับถูก

31. เขาไม่ได้คิดร้าย เขาแค่คิดไม่ได้เฉยๆ

32. ถ้าเลือกได้เขาคงไม่อยากเป็นคนแบบนี้หรอก

33. คนฉลาดจะไม่หงายไพ่หมด

34. น้ำขุ่นอย่ารีบตัก

35. เราอยากได้แฟนที่ฉลาดหลักแหลม แต่ก็ต้องคิดเผื่อด้วยว่าถ้าเค้าฉลาดจริงๆ เค้าจะเลือกเรามั้ย?

36. พลาดคนที่ใช่ ดีกว่าได้คนที่ไม่ใช่

37. ผู้ชายมักตายด้วยความดื้อ ผู้หญิงมักตายด้วยอารมณ์

38. ใครขอโทษก่อนคนนั้นชนะ

39. ถ้าอยู่กับลูกแล้วเล่นมือถือมากกว่าเล่นกับลูกแสดงว่ามันคงต้องมีอะไรผิดซักอย่างแล้วล่ะ

40. ถ้ามีเวลามากกว่านี้เราจะทำอะไร? แล้วทำไมไม่ทำเลย? คิดเหรอว่าอนาคตจะมีเวลามากกว่านี้? Facebook/Instagram/Youtube/Netflix เขาไม่ยอมหรอกนะ

41. ถ้าจะเริ่มก็เริ่มตอนที่ยังไม่พร้อมนี่แหละ ถ้าจะรอให้พร้อมก็คงไม่ได้ทำเหมือนเคย

42. วิธีดูว่าคนๆ หนึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ไม่ต้องฟังสิ่งที่เขาพูด ให้ดูสิ่งที่เขาทำ – their actions are their real priorities.

43. สิบกิโลแรกยากกว่าแสนกิโลหลัง ตอนยานอะพอลโล 11 บินไปดวงจันทร์ เชื้อเพลิง 90% ถูกใช้หมดไปตั้งแต่ 9 นาทีแรก

44. เลือกทางยากชีวิตจะง่าย เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

45. ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

46. คนที่จะไปได้ไกลคือคนที่มีอารมณ์ก็ทำ ไม่มีอารมณ์ก็ทำ

47. หากเปลี่ยนตัวเองมันยากนัก ให้ลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมดู

48. อย่าชอบซื้อหนังสือมากกว่าชอบอ่านหนังสือ อย่าชอบซื้อรองเท้ามากกว่าชอบซ้อมวิ่ง

49. หนังสือ 500 บาทที่ได้อ่านคือหนังสือราคาถูก หนังสือ 50 บาทที่ไม่ได้อ่านคือหนังสือราคาแพง

50. ความสำเร็จในที่ลับมาก่อนความสำเร็จในที่แจ้ง ชนะข้างในก่อนถึงจะชนะข้างนอก

51. ความสำเร็จมักมาช้ากว่าที่คิดเสมอ

52. ไม่ว่าชีวิตจะดีแค่ไหน คนเราก็หาเรื่องทุกข์ใจได้อยู่ดี

53. เมื่อหยุดบ่นความสุขก็จะโชยมา

54. มันยังไม่ช้าเกินไปที่จะเริ่ม

55. และบางทีมันก็ไม่มีครั้งต่อไป

56. Be in the moment เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว และความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน

57. เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

58. วิธีที่เรามองปัญหานั่นแหละคือตัวปัญหา

59. มากกว่าเงินคือเราอยากมีความสุข มากกว่าความสุขคือเราอยากมีประโยชน์ มากกว่าประโยชน์คือเราอยากมีความหมาย

60. เรากำลังปีนภูเขาที่เราอยากปีนจริงๆ รึเปล่า?

61. ถ้ามันง่ายแสดงว่าเราอาจจะมาผิดทาง

62. ที่เราฝันๆ เอาไว้มันไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอก และที่เราหวาดหวั่นมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่กลัวเช่นกัน

63. กล้าๆ หน่อย ปัญหาส่วนใหญ่แก้ได้ถ้าเรากล้าขึ้นอีกนิดเดียว


รวบรวมมาจาก Anontawong’s Musings Archive

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

นิทานลู่ลม

20191225

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในป่าแห่งหนึ่งมีต้นโอ๊กใหญ่ที่สมบูรณ์แข็งแรง แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นที่อาศัยของนกและให้ร่มเงาแก่สัตว์ต่างๆ

ใกล้ๆ นั้นยังมีต้นอ้อกอเล็กๆ ลมพัดมาเพียงแผ่วเบาก็โอนเอน

ต้นโอ๊กจึงกล่าวกับต้นอ้อว่า

“สหายเอ๋ย เจ้าช่างช่างอ่อนแอยิ่งนัก แค่ลมพัดมาเจ้าก็โอนเอนเสียแล้ว ดูข้าสิ ไม่ว่าจะเจออะไร ข้าก็สู้ไม่ถอยแม้แต่น้อย”

ค่ำวันนั้น เกิดฝนตกหนัก พายุกระหน่ำรุนแรง ต้นโอ๊กพยายามยืนลำต้นเพื่อต่อกรกับลมพายุอย่างสุดกำลัง

เช้าวันรุ่งขึ้น ต้นโอ๊กที่ยิ่งใหญ่หักโค่นลง คนผ่านมาเห็นจึงเอาไปทำฟืน

ส่วนต้นอ้อก็ยังโอนไปเอนมารับสายลมและแสงแดดยามเช้าอยู่ตรงนั้น

—–

ดัดแปลงจากนิทานต้นอ้อกับต้นโอ๊ก โดย Yuwadee Kingprompoo

2 ชั่วโมงแรกกับ 2 ชั่วโมงสุดท้ายของวันเราทำอะไร?

20191225b

2 ชั่วโมงแรกกับ 2 ชั่วโมงสุดท้ายของวันเราทำอะไร?

เพราะ 4 ชั่วโมงนี้มันจะกำหนดคุณภาพชีวิตของเราได้เลย

หากเราใช้เวลาสองชั่วโมงสุดท้ายไปกับเรื่องไร้ประโยชน์จนนอนตื่นสาย ส่งผลให้สองชั่วโมงแรกของวันเสียไปกับรถติดและความวุ่นวาย นั่นคือ 4 ชั่วโมงต่อวันหรือ 1000 ชั่วโมงต่อปี*

แต่ถ้าเราใช้มันอย่างชาญฉลาด 1000 ชั่วโมงนี้ก็มากพอที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น สร้างรายได้แหล่งที่สอง อ่านหนังสือจบได้หลายสิบเล่ม หรือวิ่งได้หลายร้อยกิโลเมตร

2 ชั่วโมงแรกกับ 2 ชั่วโมงสุดท้ายของวันเราทำอะไร?

เลือกให้ดี แล้วอีก 10 ปีตัวเราในวันนั้นจะขอบคุณตัวเราในวันนี้ครับ

—-

* นับเฉพาะวันทำงาน 5 วัน 50 สัปดาห์ = 250 วัน

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้ววันนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ http://bit.ly/eitrfacebook

ของสำคัญในชีวิตมันต่อรองราคาไม่ได้

201912233

สิ่งที่มาพร้อมกับยุคอินเตอร์เน็ต คือ Lifehacks หรือทางลัดในการดำเนินชีวิต

ทำอย่างไรถึงจะสำเร็จได้รวดเร็วโดยลงแรงให้น้อยที่สุด

เราจึงคุ้นเคยกับการเฟ้นหาทางลัดและการต่อรองราคากับความสำเร็จ

แต่ของสำคัญจริงๆ มันต่อรองราคาไม่ได้ ถ้าอยากได้จริงๆ ก็ต้องจ่ายราคาที่เหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกๆ สุขภาพที่แข็งแรง หรือความก้าวหน้า(อย่างยั่งยืน)ในหน้าที่การงาน

ของเหล่านี้ไม่มีทางลัด มีแต่ทางตรงกับทางอ้อมเท่านั้น

เดินทางตรงเสียแต่ตอนนี้ จะได้ไม่เสียโอกาสและเสียดายเวลาทีหลังครับ

จะโทษคนอื่นก็ได้ แต่อย่าหวังว่ามันจะดีขึ้น

201912232

เรารักตัวเองมาก เราจึงไม่อยากเป็นคนผิด และไม่อยากเป็นคนรับผิดชอบ

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น เราจึงมองไปที่คนอื่นก่อนเสมอ และจะบอกตัวเองว่าเราทำดีแล้ว คนอื่นต่างหากที่ไม่เข้าใจ คนอื่นต่างหากที่ใช้ไม่ได้

ข้อดีคือเราได้ปกป้องตัวตนไปอีกหนึ่งวัน ข้อเสียคือเรื่องนี้มันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อเราคาดหวังในสิ่งที่คนอื่นทำให้ไม่ได้หรือไม่คิดจะทำ เราก็ต้องอกหักอยู่ร่ำไป

เมื่อเราได้เรียนรู้ชีวิตมากพอ เราจะเลิกคาดหวังให้คนอื่นเปลี่ยน เพราะถ้าเค้าจะเปลี่ยนเค้าคงเปลี่ยนไปนานแล้ว

การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จริงๆ เมื่อเรากลับมาสำรวจตัวเองก่อน ว่าเราเองจะทำอะไรให้มันดีขึ้นได้บ้าง หรือเราจะปรับใจของตัวเองอย่างไรได้บ้าง ทางออกมีมากกว่าหนึ่งเสมอถ้าใจเปิดกว้างพอ

จะโทษคนอื่นก็ได้ แต่อย่าหวังว่ามันจะดีขึ้น

อย่าจำกัดความเป็นไปได้ในชีวิตด้วยการโทษคนอื่นอยู่เลยนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ http://bit.ly/eitrfacebook

เมื่อซีอีโอ Nike โทรหาสตีฟ จอบส์

20191223

ในปี 2006 ที่มาร์ค พาร์คเกอร์ (Mark Parker) เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Nike คนแรกๆ ที่พาร์คเกอร์โทรหาคือสตีฟ จอบส์เพื่อขอคำแนะนำว่าจะรับมือกับ digital disruption ที่กำลังก่อเกิดได้อย่างไร

จอบส์ตอบว่าอย่างนี้ครับ

“อืม ก็แค่เรื่องเดียวนะ ไนกี้ผลิตของคุณภาพระดับโลกออกมามากมาย สินค้าหลายตัวของคุณมีแต่คนอยากครอบครอง แต่ไนกี้ก็ผลิตของห่วยๆ ออกมาเยอะเช่นกัน ดังนั้นคุณควรกำจัดของห่วยๆ ทิ้งและผลิตแต่ของดีๆ เท่านั้น”

พูดจบจอบส์ก็เงียบ…พาร์คเกอร์พยายามหัวเราะแก้เก้อแต่จอบส์ไม่หัวเราะตามด้วย พาร์คเกอร์จึงรู้ตัวว่าจอบส์จริงจังกับคำตอบนี้

จากนั้นมา แทนที่ไนกี้จะพยายามสร้างไลน์โปรดักท์ด้านดิจิทัล (ซึ่งพวกเขาไม่ถนัด) ด้วยตัวเอง ไนกี้เลือกที่จะพาร์ทเนอร์กับแอปเปิ้ลเพื่อสร้าง Nike+ ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของไนกี้

ถ้อยคำสั้นๆ ที่ออกจากปากคนเก๋าๆ นี่สร้างแรงกระเพื่อมได้มากมายจริงๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes และ QZ

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ http://bit.ly/eitrfacebook

Book Insights – Everything is F*cked – A Book about Hope by Mark Manson

20191222

สมมติว่าพนักงานสตาร์บัคส์ไม่ได้เขียนชื่อเราบนแก้วกาแฟ แต่เขียนไว้ว่าอย่างนี้

“วันหนึ่งคุณและทุกคนที่คุณรักก็จะตาย และนอกเหนือจากคนจำนวนเพียงน้อยนิดในเวลาอันแสนสั้น สิ่งที่คุณพูดหรือทำแทบจะไม่มีความหมายใดๆ นี่คือความจริงที่ยากจะยอมรับ (Uncomfortable Truth) และทุกสิ่งที่คุณคิดหรือทำก็เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้

เราเป็นแค่เพียงละอองฝุ่นในจักรวาลที่สาละวนกันอยู่บนจุดน้ำเงินจุดเล็กๆ นี้ เราจินตนาการไปเองว่าเรานั้นมีความสำคัญ เราคิดไปเองว่าเรามีความหมาย จริงๆ แล้วเราเป็นได้แค่ nothing

ดื่มกาแฟ %!$ ให้อร่อยนะ (Enjoy your fucking coffee)”

—–

สิ่งที่ตรงข้ามกับความสุขไม่ใช่ความทุกข์หรือความโกรธ เพราะถ้าเราโกรธแสดงว่าเรายังมีหวังอยู่ สิ่งที่ตรงข้ามกับความสุขคือความสิ้นหวัง (hopelessness) และนี่เป็นบ่อเกิดของการป่วยทางจิตแทบทุกโรค

—–

เราอยู่ในช่วงเวลาที่มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เรากลับรู้สึกสิ้นหวังกว่าที่เคย ยิ่งอะไรๆ ดีขึ้นเท่าไหร่เรายิ่งรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นเท่านั้น นี่คือปริศนาแห่งความเจริญ (paradox of progress) ยิ่งประเทศไหนมั่งคั่งมากเท่าไหร่ โอกาสที่คนในประเทศนั้นจะฆ่าตัวตายยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

—–

The Classic Assumption สมมติฐานคลาสสิคของเราก็คือ ถ้าคนๆ หนึ่งไม่มีวินัยหรือเป็นคนใช้ไม่ได้ นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือจิตใจไม่เข้มแข็งพอ

แต่ความเป็นจริงก็คือเราต้องใช้มากกว่า willpower ในการควบคุมตัวเอง จริงๆ แล้วอารมณ์เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจและในการกระทำเพียงแต่เรามักไม่รู้ตัว

—–

เรามีสมองอยู่สองส่วนคือ Thinking Brain และ Feeling Brain เรามักจะคิดว่า Thinking Brain ของเราเป็นใหญ่ เป็นคนขับรถชีวิตคันนี้ แต่จริงๆ แล้วคนขับรถคือ Feeling Brain ต่างหาก เพราะทุกการกระทำของเราถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก ไม่ใช่ด้วยเหตุผล

หลายครั้งที่รู้ทั้งรู้ว่านี่คือสิ่งที่เราควรทำ แต่เราก็ไม่ทำ เพราะ I don’t feel like it. (Feeling Brain เป็นตัวนำ)

Feeling Brain นั้นแข็งแรงกว่า Thinking Brain หลายสิบเท่า บางครั้ง Thinking Brain เลยมักจะเออออห่อหมกตาม Feeling Brain เช่นเรากำลังลดน้ำหนักแต่เกิดอยากกินไอติมขึ้นมา Feeling Brain ตัดสินใจแล้วว่ากูจะกินไอติมแท่งนี้ Thinking Brain สู้ไม่ไหวเลยพยายามเข้าข้างตัวเองว่า “เออ วันนี้ฉันทำงานหนักมาทั้งวันแล้วนะ ดังนั้นต้องให้รางวัลตัวเองหน่อย”

Feeling Brain ไม่ชอบให้ใครมาบอกว่าต้องทำอะไร และยิ่ง Thinking Brain จะใช้เหตุผลกับ Feeling Brain ยิ่งเป็นไปไม่ได้ การโน้มน้าวด้วยข้อมูลนั้นไม่ได้ช่วยอะไร

วิธีที่จะโน้มน้าว Feeling Brain ได้คือการโน้มน้าวด้วยอารมณ์ ถ้าอยากออกกำลังกาย ก็ต้องทำให้มันนึกถึงหุ่นดีๆ ที่จะได้มา หรือความรู้สึกเซ็กซี่ตอนใส่ชุดว่ายน้ำลงทะเล รวมถึงความชื่นชมจากคนรอบข้าง

Thinking Brain จะคิดแนวราบ ว่าอะไรเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ส่วน Feeling Brain จะคิดแนวดิ่งว่าอะไรดีกว่ากัน

—–

วิธีเดียวที่จะเปลี่ยนคุณค่าที่เรายึดถือ (values) ได้คือต้องเจอประสบการณ์ที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เรายึดมั่น และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องเปลี่ยนความเชื่อ เราก็ต้องพานพบกับความเจ็บปวดเสมอ ไม่มีการเติบโตใดที่ไม่เจ็บปวด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่ไม่ลำบาก

เหตุผลที่โลกนี้ต้องมีศาสนาเพราะสมัยก่อนตอนที่เทคโนโลยีไม่ก้าวหน้า การพัฒนาไม่มี ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นถ้าคุณเกิดมาจน คุณก็ไม่มีความหวังว่าชีวิตคุณจะดีขึ้น ถ้าคุณเกิดมาเป็นทาส คุณก็จะเป็นทาสไปตลอดชีวิต ศาสนามอบความหวังด้วยการสัญญาว่า ถ้าคุณเชื่อในพระเจ้า ชีวิตหลังความตายของคุณจะดีกว่าชีวิตนี้

นิทเช่บอกว่าคนเราจะยิ่งใหญ่ได้ ต้องมองไปไกลกว่าความหวัง ไกลกว่าดีหรือชั่ว แต่จง amor fati ซึ่งแปลว่า love one’s fate เจออะไรมาก็จงรับมันไว้ด้วยความปรีดา

—-

Child -> Pleasures
“เด็กเล็ก” จะวิ่งเข้าหาความสุขโดยไม่สนใจอย่างอื่น ไม่สนใจสายตาใคร

Adolescents -> Principles -> Pleasures
“เด็กวัยรุ่น” จะเริ่มคิดถึงหลักการที่จะนำไปสู่ความสุข เช่นถ้าใส่แว่นนี้จะดูเท่รึเปล่า ถ้าฟังเพลงนี้จะอินเทรนด์รึเปล่า

ทั้งเด็กเล็กและเด็กวัยรุ่นก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี เพียงแต่วัยรุ่นมีความเนียนกว่าหน่อย แต่สุดท้ายก็ยังมุ่งหาความสุขหรือ pleasures ไม่ต่างกัน

Adult -> Principles
“ผู้ใหญ่ (ที่แท้จริง)” จะยึดมั่นในหลักการ โดยไม่สนใจว่ามันจะนำไปสู่ความสุขหรือไม่

Emmanuel Kant บอกว่าสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากทุกสิ่งในจักรวาลนี้ก็คือ “Consciousness” หรือความรู้สึกตัว เราเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวที่คิดอย่างมีเหตุมีผลและใช้ชีวิตอย่างมีสติได้

—–

Hope หรือความหวังนั้นมันมีจุดอ่อนตรงที่มันยังเป็นการ “แลกเปลี่ยน” (transactional) อยู่ เช่นไม่กินสิ่งนี้ แล้วคุณจะได้ไปสวรรค์ อย่าฆ่าคนๆ นี้ ไม่อย่างนั้นคุณจะตกนรก ทำงานหนักและอดออม คุณจะได้มีความสุข

แต่ถ้าอยากจะก้าวข้าม Hope ไป เราต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีข้อแม้ (act unconditionally) รักโดยไม่หวังให้เขารักตอบ เคารพเขาโดยไม่หวังให้เขาต้องเคารพเรา เป็นคนซื่อสัตย์แม้จะไม่มีใครชื่นชม หากเรายังแอบหวังผลตอบแทน นั่นก็แปลว่าเรายังไม่ได้รักเขาจริงๆ ไม่ได้เคารพเขาจริงๆ ไม่ได้มีความซื่อสัตย์อย่างแท้จริง

Humanity (มนุษยธรรม) คือเป้าหมายในตัวมันเอง ไม่ใช่ช่องทางที่นำพาเราไปสู่เป้าหมาย (use humanity as an end in and of itself, not as a means to an end)

วิธีเดียวที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้คือการทำตัวเองให้ดีขึ้น

—–

จากงานวิจัยหลายสิบปี ไม่ว่ากลุ่มตัวอย่างจะรวยจนแค่ไหนหรือเคยผ่านประสบการณ์ดีหรือร้ายอะไรมา ความสุขเฉลี่ยของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 7 เต็ม 10 เสมอ แล้วเราก็จะมีภาพในจินตนาการว่า “10” มีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งคะแนนสิบเต็มในจินตนาการนี่แหละที่มันนำพาให้เราต้องดิ้นรนอยู่ไม่สุขอยู่ร่ำไป

เรารู้จักสูตร E = mc^2 โดย c คือความเร็วแสงซึ่งไอน์สไตน์บอกว่ามันเป็น universal constant ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนได้คือ space-time

เราคิดว่า “ตัวเรา” คือ “ค่าคงที่สากล” (universal constant) เช่นกัน เราวันนี้ก็คือเราคนเดิมในเมื่อวานและจะเป็นเราคนเดิมในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือประสบการณ์และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา

แต่ในความเป็นจริงก็คือ “ตัวเรา” ไม่ใช่ universal constant สิ่งเดียวที่เป็น universal constant คือ pain หรือ ทุกข์ แล้วเราเองต่างหากที่ปรับตัวไปเรื่อยๆ เพื่อให้รับมือกับทุกข์ระดับต่างๆ ได้ (ความสุขของเราจึงอยู่ที่ประมาณ 7/10 เสมอ)

เนื่องจาก pain เป็นค่าคงที่สากล เราจึงไม่มีทางหลุดพ้นจากมันได้ การทำอะไรก็แล้วแต่เพื่อจะหลีกหนีความทุกข์จึงไร้ประโยชน์และมีแต่จะทำให้ปัญหาแย่ลง

The pursuit of happiness หรือการตามหาความสุขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของอเมริกานั้นจะพาเราไปผิดทาง การมีชีวิตที่ดีไม่ใช่การหลบหลีกความทุกข์ ชีวิตที่ดีคือการยอมทนทุกข์ด้วยเหตุผลที่เราเลือกแล้ว (Living well doesn’t mean avoding suffering; it means suffering for the right reasons)

เทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้เราเชื่อว่าคนเราควรจะทุกข์น้อยลงแต่จริงๆ แล้วความทุกข์ไม่เคยหายไปไหน มันแค่เป็นความทุกข์ที่พัฒนาแล้วเท่านั้นเอง (improvement of pain is not an elimination of pain) มันแค่แปรรูปจากความทุกข์ทางร่างกายมาเป็นความทุกข์ทางจิตใจเท่านั้นเอง

เราต้องไม่สับสนระหว่าง Freedom กับ Variety สมมติว่าไมค์มีช้อยส์ขนมปังให้เลือก 20 ช้อยส์ แต่เจนมีให้เลือกแค่ 2 ช้อยส์ ไมค์ไม่ได้มีอิสรภาพ (freedom) มากกว่าเจน เขาแค่มีความหลากหลายมากกว่าเจนเท่านั้น

อิสรภาพจะเกิดขึ้นได้โดยแท้จริงผ่านการ self-elimination เท่านั้น เลือกว่าจะตัดอะไรออกไปในชีวิต

ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่บอกว่าจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นนั้น แท้จริงเป็นเพียง “Modern diversions” หรือการเบี่ยงเบนความสนใจ มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอแต่อย่างใด

—–

เมื่อถึงวันที่ AI สามารถเขียน AI ได้ดีกว่าที่เราเขียน วิถีชีวิตของเราอาจไม่ต่างกับยุคหลายพันปีก่อนที่มนุษย์บูชาและปฏิบัติตามพลังที่เราไม่อาจหยั่งถึงและไม่อาจต่อกรด้วยได้

สุดท้ายแล้ว AI อาจจะเป็น The Final Religion ที่นิทเช่เคยพูดถึง และเราไม่ควรตัดสิน AI ไปล่วงหน้า เพราะสิ่งแย่ๆ ที่เราคิดว่า AI จะทำนั้นล้วนแล้วแต่ขับมาจากความคิดความเชื่อของมนุษย์ที่ยังกิเลสหนาปัญญาด้อย ซึ่ง AI คงไม่ทำอะไรโง่ๆ อย่างนั้น

คำแนะนำก็คือ อย่าหวัง – Don’t hope

แล้วก็อย่าสิ้นหวังด้วย – Don’t despair either

อย่าคิดว่าเรารู้อะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว เพราะไอ้ความเชื่อที่เราว่าเรารู้แล้วนี่แหละที่ทำให้เรามีปัญหาอยู่ทุกวันนี้

อย่าหวังว่าอะไรจะดีขึ้น แค่เป็นคนที่ดีขึ้นก็พอ Don’t hope for better. Be better.


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ  Everything is F*cked – A Book about Hope by Mark Manson

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดี หรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ fb.com/anontawongblog/posts/1529356450556797