Sapiens ตอนที่ 19 – สุขสมบ่มิสม

20170430_sapiens19

500 ปีที่ผ่านมา การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้สร้างความก้าวหน้าให้มนุษย์ในอัตราเร่งยิ่งกว่ายุคใดๆ

เรามีเครื่องไม้เครื่องมือมากมาย เรามีแหล่งพลังงานที่ไม่จำกัด (นิวเคลียร์และแสงอาทิตย์) และชีวิตของพวกเราก็เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้

แต่ความก้าวหน้าเหล่านั้นมันได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นรึเปล่า?

นายนีล อาร์มสตรองที่ทิ้งรอยเท้าไว้บนดวงจันทร์ มีความสุขกว่าหญิงสาวนิรนามที่ทิ้งรอยฝ่ามือไว้ในถ้ำ Chauvet Cave เมื่อ 30,000 ปีที่แล้วหรือไม่?

หลายคนเชื่อว่า เมื่อมนุษย์เรามีความสามารถมากขึ้น เราก็มักจะความสามารถนั้นมาบรรเทาความทุกข์ร้อน ดังนั้นมนุษย์ควรจะมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่แนวคิดนี้ก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป เพราะแม้การพัฒนาจะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปข้างหน้าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตในระดับปัจเจกจะดีขึ้น เหมือนอย่างที่เราเห็นไปแล้วว่าชีวิตของชาวนาหลังการปฏิวัติเกษตรกรรมนั้นต้องตรากตรำและเหน็ดเหนื่อยกว่าชีวิตของเหล่าบรรพบุรุษในยุคเข้าป่าเก็บพืชผลมากมายนัก

แต่ถ้าจะมองในช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา ชีวิตของคนเราก็อาจจะดีขึ้นจริงๆ เพราะเรามีสงครามข้ามชาติน้อยลง ความรู้เรื่องการแพทย์ของเราก็พัฒนาไปมาก อัตราการตายของทารกก็ต่ำ และการล้มตายเพราะความหิวโหยนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

แต่มุมมองอย่างนี้ก็มีช่องโหว่อยู่อย่างน้อยสามประการ

ประการแรกคือ ข้อดีที่กล่าวมานั้นเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง มนุษย์เพิ่งได้รับประโยชน์จากความรู้ด้านยารักษาโรคจริงๆ เมื่อ 150 ปีที่แล้ว อัตราการตายของเด็กทารกเพิ่งลดลงในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ความอดอยากครั้งสุดท้ายก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เมื่อนโยบายก้าวกระโดด (Great Leap Forward) ของจีนทำให้คนล้มตายไปไปหลายสิบล้าน และสงครามระหว่างนานาประเทศเพิ่งจะยุติหลังการมาของอาวุธนิวเคลียร์เมื่อ 70 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง เมื่อเทียบปรากฎการณ์เหล่านี้กับระยะเวลาร่วม 70,000 ปีนับตั้งแต่ Homo Sapiens เดินทางออกจากแอฟริกา จึงถือเป็นการสุ่มตัวอย่างที่เข้าข้างตัวเองไปหน่อย

ประการที่สอง “ความรุ่งเรือง” ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงการจุดระเบิดเวลา ลัทธิบริโภคนิยมได้ทำให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมลงไปมากเสียจนธรรรมชาติอาจมีการปรับตัวครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้

ประการสุดท้าย หากจะวัดความสุข เราควรจะวัดความสุขของสัตว์อื่นๆ บนโลกใบนี้ด้วยรึเปล่า? แม้คุณภาพชีวิตของมนุษย์จะดีขึ้น แต่คุณภาพชีวิตของปศุสัตว์อย่างวัว ไก่ และหมู กลับตกต่ำอย่างน่าใจหาย ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมาปศุสัตว์นับหมื่นล้านตัวถูกทารุณกรรมในระดับที่บรรพบุรุษของมันไม่เคยพบเจอ สุดท้ายแล้วอุตสาหกรรมอาหารอาจเป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ได้

 

—– ดัชนีความสุข —–
เนื่องจากความสุขเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน นักวิจัยจึงวัดความสุขของคนด้วยการแจกแบบสอบถามที่มีคำถามอย่าง “ฉันพอใจกับชีวิตของฉันตอนนี้” หรือ “ฉันรู้สึกว่าอนาคตยังมีสิ่งดีๆ รออยู่” แล้วให้แต่ละคนช่วยให้คะแนนว่าเห็นด้วยกับประโยคเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่นักวิจัยค้นพบมีดังนี้

หนึ่ง คือเงินซื้อความสุขได้ แต่ก็ถึงแค่จุดหนึ่งเท่านั้น ถ้าสาวโรงงานลูกติดเงินเดือน 8000 บาทถูกล็อตเตอรี่ 5 ล้านบาทจนมีเงินชำระหนี้ ส่งค่าเทอมลูก และมีเงินทุนที่จะทำธุรกิจเองได้ ความสุขของเธอในระยะยาวย่อมเพิ่มขึ้นเช่นกัน

แต่สำหรับผู้บริหารระดับสูงที่เงินเดือน 300,000 บาทที่มีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว แม้จะถูกหวย 10 ล้านบาท ความสุขของเขาจะเพิ่มขึ้นแค่ชั่วคราว อย่างมากก็แค่ขับรถราคาแพงขึ้นหรือย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ขึ้น แต่สุดท้ายเขาก็จะเคยชินกับมันอยู่ดี

สอง คือความเจ็บป่วยจะทำให้ความสุขลดลงเพียงชั่วคราว เว้นเสียแต่ว่าอาการเจ็บป่วยนั้นจะแย่ลงเรื่อยๆ หรือนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางร่างกายอยู่ตลอดเวลา คนที่พบว่าตัวเองเป็นเบาหวาน (ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง) อาจจะรู้สึกหงุดหงิดในช่วงแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ไม่นานเขาก็จะปรับตัวได้และมีความสุขพอๆ กับคนสุขภาพดี

สาม นักวิจัยพบว่าความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวหรือในชุมชนมีความสำคัญต่อความสุขมากกว่าเงินหรือสุขภาพ คนพิการที่อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นและดูแลเขาเป็นอย่างดีอาจมีความสุขกว่าเศรษฐีพันล้านผู้โดดเดี่ยว

นั่นอาจหมายความว่า ความสุขที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงสองสามร้อยปีที่ผ่านมา อาจถูกคานด้วยความทุกข์อันเกิดจากสภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดเมื่อความเหนียวแน่นในครอบครัวถูกทำลายด้วยแรงขับแห่งทุนนิยมที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวไม่ได้อยู่ร่วมกัน นายสมศักดิ์ในวันนี้จึงอาจไม่ได้มีความสุขไปกว่าปู่ของปู่ของเขาที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 200 ปีที่แล้ว

สี่ – ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุด – คือจริงๆ แล้วความสุขนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความรวย ความแข็งแรง หรือแม้กระทั่งชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสภาพความเป็นจริงกับความคาดหวังของคนๆ นั้น (correlation between objective conditions and subjective expectations)

หากผมความฝันของผมคือได้ขี่มอเตอร์ไซค์ซูซูกิแล้วผมได้มันมาขี่จริงๆ ผมก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้าผมขับเบนซ์ผมอาจไม่มีความสุขก็ได้หากจริงๆ แล้วผมอยากขับเฟอรารี่มากกว่า

เมื่อการวัดความสุขไม่ใช่เรื่องภาวะวิสัย (objective) แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องอัตวิสัย (subject) ด้วย การเปรียบเทียบความสุขของคนสมัยนี้กับคนสมัยก่อนจึงยากขึ้นไปอีก เพราะแม้ชีวิตความเป็นอยูของเราจะดีกว่าแต่ก่อนมาก แต่ความคาดหวังของเราก็สูงขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน

จะว่าไปแล้วคนเราสมัยนี้น่าจะมี “ภูมิต้านทานความยากลำบาก” น้อยกว่าคนรุ่นก่อนๆ มากมายนัก ดังนั้นคนรุ่นเราแค่เจอความไม่สะดวกนิดๆ หน่อยๆ ก็พร้อมจะทุกข์ได้แล้ว

ถ้าสมการความสุขนั้นมีความคาดหวังเป็นตัวแปรสำคัญ สองเสาหลักของโลกทุนนิยมอย่างสื่อสารมวลชนและโฆษณาก็อาจจะกำลังทำให้คนเรามีความสุขน้อยลงไปทุกที

ถ้าคุณเป็นเด็กหนุ่มนมแตกพานที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเมื่อ 5000 ปีที่แล้ว คุณอาจจะคิดว่าคุณเป็นคนหน้าตาดี เพราะคนอื่นๆ ในหมู่บ้านต่างก็หน้าตาธรรมดา หรือไม่ก็แก่ หรือไม่ก็เด็กเกินไป

แต่ถ้าคุณเป็นเด็กหนุ่มนมแตกพานในสมัยนี้ ต่อให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนจะหล่อสู้คุณไม่ได้ คุณก็อาจจะยังรู้สึกว่าตัวเองหน้าตาไม่หล่ออยู่ดี เพราะคุณเอาตัวเองไปเทียบกับดารานักร้องที่เห็นในทีวีและอินสตาแกรม

ความไม่พอใจของผู้คนในประเทศโลกที่ 3 จึงอาจไม่ได้เกิดจากความยากจนหรือการคอรัปชั่นแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เขาเทียบคุณภาพชีวิตของตัวเองกับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศโลกที่ 1 ด้วย คนชั้นกลางในประเทศอียิปต์ในปี 2011 มีชีวิตที่ดีกว่าแต่สมัยฟาโรห์หรือคลีโอพัตรามากแต่พวกเขาก็ยังลุกขึ้นโค่นอำนาจนาย Hosni Mubarak อยู่ดี เพราะว่าพวกเขาไม่ได้เปรียบเทียบตัวเองกับบรรพบุรุษ แต่เปรียบเทียบตัวเองกับชนชั้นกลางในอเมริกา

เมื่อคนเราช่างเปรียบเทียบเช่นนี้แล้ว แม้กระทั่งชีวิตที่อมตะก็อาจจะไม่ได้ทำให้โลกนี้มีความสุขมากขึ้นก็ได้

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะยากดีมีจนเท่าไหร่ อย่างน้อยทุกคนก็ยังรู้สึกว่าความตายนั้นเท่าเทียมเสมอ เพราะไม่ว่าคุณจะมีอำนาจหรือร่ำรวยมหาศาลเพียงใด สุดท้ายทุกคนก็ต้องตาย

แต่หากวันหนึ่งนักวิทยาศาสตร์คิดค้นวิธีการรักษาโรคได้ทุกชนิด และหาวิธีคงความหนุ่มสาวให้กับมนุษย์ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความโกรธแค้นของคนชั้นล่างที่ไม่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ เพราะมันคงไม่แฟร์สุดๆ ที่มนุษย์บางคนจะได้อยู่ตลอดไปเพียงเพราะเขามีเงิน ส่วนคนจนนั้นถูกปล่อยให้ป่วยหรือแก่ตาย

และสำหรับชนชั้นสูง ปัญหาก็ใช่ว่าจะจบ เพราะแม้จะไม่แก่และไม่เจ็บป่วย แต่คุณก็อาจจะยังตายจากอุบัติเหตุได้อยู่ดี คุณจะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรเลยเพราะเดิมพันสูงเกินไป และหากมีคนในครอบครัวต้องตายไปจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความเจ็บปวดก็ยิ่งทบเท่าทวีคูณ

—– ความสุขจากสารเคมี —–
นักสังคมศาสตร์อาจวัดความสุขโดยดูจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง แต่นักชีววิทยาจะดูปัจจัยจากอีกมุมหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายและสมอง

นักชีววิทยาจะบอกว่า อารมณ์ความรู้สึกของคนเรานั้นถูกกำกับด้วยชีวเคมีในร่างกายความสุขของคนเราจึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกนอกอย่างเงินเดือนหรือชื่อเสียง แต่เกิดจากกลไกการทำงานของนิวรอน (neurons) ช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาท (synapses) และสารชีวเคมีอย่างเซโรโทนิน โดพามีน และออกซิโทซิน (serotonin, dopamine, oxytocin) ต่างหาก

ในเชิงชีววิทยาแล้ว คนเราจึงไม่ได้มีความสุขจากการถูกล็อตเตอรี่หรือได้รับการเลื่อนขั้น ความสุขนั้นเกิดจากเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายเรา

เวลาที่คนเรากระโดดโลดเต้นเมื่อถูกหวย จริงๆ แล้วเราเพียงมีปฏิกิริยาตอบสนองการสูบฉีดของฮอร์โมนในร่างกายและพายุประจุไฟฟ้าในสมองต่างหาก แต่สภาวะเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น ไม่นานฮอร์โมนก็จะหยุดพลุ่งพล่านและประจุไฟฟ้าก็ย่อมสงบลง

นักวิจัยบางกลุ่มก็ตั้งสมมติฐานว่าระดับความสุขของคนเรานั้นถูกกำหนดมาโดยกำเนิด คนบางคนอาจเกิดมาพร้อมชีวเคมีที่ทำให้เขามีระดับความสุขอยู่ระหว่าง 6-10 คะแนนโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 8 เต็ม 10 ขณะที่คนบางคนอาจมีระดับความสุขอยู่ระหว่าง 3-7 คะแนนและมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5 เต็ม 10

ลองนึกภาพคนที่เรารู้จักก็ได้ คนบางคนหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา ต่อให้คนๆ นี้ถูกหวยหรือได้เลื่อนขั้น เขาก็มีความสุขได้แค่ 7 เต็ม 10 เท่านั้น ขณะที่บางคนดูเหมือนจะหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา แม้ว่าขายหุ้นขาดทุนเขาก็ดูไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรมาก

เมื่อระดับความสุขของคนเราถูกกำหนดโดยชีวเคมี ต่อให้เราสมปรารถนาเพียงใด ได้ซื้อรถใหม่ ได้แต่งงาน ได้มีลูก ขีดความสุขอาจเพิ่มขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว สุดท้ายระดับของความสุขจะกลับไปที่ค่าเฉลี่ยของเราอยู่ดี

แต่ก็ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีความหมายเสียทีเดียว เพราะถ้าตัวคุณมีระดับของความสุขอยู่ระหว่าง 3-7 คะแนน การมีคู่ครองที่ดีก็อาจทำให้คุณมีความสุขอยู่ที่ 6/10 ไปได้นานๆ แต่หากคุณได้คู่ครองที่ไม่เหมาะสม ระดับความสุขก็อาจจะอยู่ที่ 3/10 ไปอีกแสนนานเช่นกัน

ถ้าเรายึดทฤษฎีความสุขของนักชีววิทยา นั่นก็แสดงว่าการพัฒนาต่างๆ ที่ผ่านมาของนุษย์ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น เพราะแม้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็แทบไม่มีผลกับระดับชีวเคมีในตัวของแต่ละคนเลย ถ้าคุณอยากมีความสุขขึ้นจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิรูปหรือกระตุ้นเศรษฐกินอะไร แค่ให้กินยากระตุ้นฮอร์โมนหรือกระตุ้นการหลั่งสารอย่าเซโรโทนินก็พอแล้วรึเปล่า

 

—– ความหมายของชีวิต —–
แต่ถ้าความสุขเกิดจากเพียง “ความรู้สึกดีๆ ในร่างกาย” แต่เพียงอย่างเดียว ทำไมพ่อแม่ถึงยังอยากจะมีลูก? เพราะการเลี้ยงลูกนั้นต้องเจอแต่ความรู้สึกไม่ดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการอดหลับอดนอน การเปลี่ยนผ้าอ้อมที่เหม็นฉึ่ง การรับมือเวลาลูกงอแง แต่พอถามคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็มักจะตอบว่าลูกคือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุด

หรือจริงๆ แล้วความสุขไม่ใช่เพียงสมการง่ายๆ ที่เอาความการได้รู้สึกดีๆ ตั้งและลบด้วยความรู้สึกไม่ดี แต่เป็นการรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้มีคุณค่าและมีความหมาย

ความเชื่อและวิธีคิดจึงมีผลอย่างมากว่าเราจะมองการเลี้ยงลูกอย่างไร ระหว่างการ “เป็นทาสให้กับลูกจอมเผด็จการ” หรือ “การเลี้ยงดูชีวิตใหม่ด้วยความรัก”

เหมือนดังที่นิทเช่ นักปรัชญาชื่อดังได้กล่าวไว้ “ถ้าคุณเชื่อมั่นในเหตุผล คุณจะทนรับกับทุกสถานการณ์ได้” (if you have a why, you can bear almost any how) ชีวิตที่ลำบากแต่มีความหมายอาจนำพามาซึ่งความสุขได้ และชีวิตที่แสนสบายแต่ไร้คุณค่าก็อาจจะนำพาซึ่งความทุกข์ได้เช่นกัน

ดังนั้น แม้คนในยุคกลางไม่ได้มีสุขสบายเหมือนคนในสมัยนี้ แต่ถ้าเขาเชื่อในเรื่องความสุขนิรันดร์กาลในปรโลก คนๆ นั้นก็อาจจะมีความสุขกว่าคนยุคใหม่ที่ไม่ได้เชื่อว่าชีวิตมีแก่นสารอะไร แค่เกิดมาใช้ชีวิตเพื่อรอวันตายและรอวันถูกลืมเท่านั้น

เราอาจจะรู้สึกว่าคนในยุคกลางที่เชื่อในปรโลกกำลังหลอกตัวเองอยู่รึเปล่า? ซึ่งคำตอบก็คือใช่ และมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ตราบใดที่ความเชื่อนั้นทำให้ชีวิตเขามีความสุขและทำให้ชีวิตเขามีความหมาย

เพราะหากมองในเชิงชีววิทยาแล้ว สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์นั้นไม่ได้มีความหมายพิเศษใดๆ เลย ถ้าพรุ่งนี้โลกจะแตกไป จักรวาลก็จะยังคงอยู่ต่อไปโดยไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นยาใหม่ๆ หรือเป็นทหารที่ปกป้องแผ่นดินแม่ ต่างก็ต้องยึดมั่นกับความเชื่อหรือความหมายอะไรบางอย่างไม่ต่างอะไรกับคนยุคกลางที่เชื่อในเรื่องความสุขในปรโลก

ฟังแล้วก็เครียดเหมือนกัน สุดท้ายแล้วความสุขขึ้นอยู่กับการหลอกตัวเองว่าชีวิตมีความหมายอย่างนั้นหรือ?

—– รู้จักตัวเอง —–
ยุคนี้คือยุคที่ความคิดแนวเสรีนิยม (liberalism) กำลังเฟื่องฟู แนวคิดนี้บอกว่าเราเองเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่าอะไรนำความสุขมาให้ เราจึงได้ยินเสียงพร่ำสอนว่าให้ทำไปเลย! (Just do it!) หรือจงตามเสียงของหัวใจ (Follow your passion)

แต่แนวคิดนี้ขัดแย้งกับศาสนาหลักๆ หลายศาสนา ที่บอกว่าจักรวาลก็มีกฎเกณฑ์ด้านศีลธรรมอยู่ ดังนั้นเราจึงไม่ควรเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นไม้บรรทัด เพราะมนุษย์นั้นมีบาปติดตัวมาแต่กำเนิด จึงอาจตกเป็นทาสของซาตานเมื่อไหร่ก็ได้หากปล่อยตัวปล่อยใจทำตามทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการ

แม้กระทั่งดาร์วินก็ยังพูดถึงทฤษฏี “ยีนเห็นแก่ตัว” (selfish gene) ที่มีสมมติฐานว่าดีเอนเอจะกำกับให้มนุษย์ทำอะไรก็แล้วแต่เพื่อเพิ่มโอกาสในการสืบสายพันธุ์แม้ว่ามันอาจเป็นโทษต่อตัวคนๆ นั้นหรือคนอื่นๆ ก็ตามที

หลายศาสนาจึงมีแนวทางตรงกันข้ามกับแนวคิดเสรีนิยม โดยเฉพาะศาสนาพุทธที่ศึกษาเรื่องความสุขมากกว่าศาสนาใดในโลกนี้

พระพุทธเจ้ามีความเห็นตรงกับนักชีววิทยาที่ว่า ความสุขนั้นเกิดจากความรู้สึกในร่างกาย แต่บทสรุปของพระองค์นั้นกลับต่างออกไป

ศาสนาพุทธสอนว่าคนทั่วไปจะมองว่าความรู้สึกดีๆ ในร่างกายคือความสุข ส่วนความรู้สึกที่ไม่ดีคือความทุกข์ ดังนั้นคนเราจึงโหยหาความรู้สึกดี และวิ่งหนีความรู้สึกที่ไม่ดี

แต่ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกใดก็แล้วแต่ ก็ล้วนเกิดขึ้นชั่วคราวและหมดไปทั้งนั้น การวิ่งตามหาความรู้สึกสุขจึงเป็นเรื่องไม่มีวันจบ เพราะแม้ว่าจะสมหวังแต่ความสุขนั้นก็จะหมดไปในไม่ช้า ทำให้เราต้องวิ่งตามหาความสุขอยู่ร่ำไป

คนเราจะหมดทุกข์ได้ไม่ใช่เพราะว่ามีความรู้สึกดีๆ ตลอดเวลา แต่จะหมดทุกข์ก็ต่อเมื่อเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของความรู้สึกเหล่านี้ และการทำวิปัสสนาก็คือเทคนิคที่จะทำให้เข้าใจถึงความจริงข้อนี้ โดยผู้ปฏิบัติจะคอยสังเกตความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามร่างกาย เพื่อให้เห็นถึงการเกิดขึ้นและดับไปถึงความรู้สึกนั้นๆ และเข้าใจว่าการตามหาความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเรื่องไร้ความหมาย

เมื่อเราหยุดตามหา จิตใจก็จะหยุดดิ้นรน และผู้ปฏิบัติก็จะได้พบกับความสุขความสงบที่แท้จริง

ถ้าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นถูกต้อง ความเข้าใจเรื่องความสุขของนักสังคมศาสตร์หรือนักชีววิทยาก็อาจจะคลาดเคลื่อน เพราะความสุขไม่ได้มาจากการได้ในสิ่งที่หวังหรือการได้มีความรู้สึกดีๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจความจริงในตัวเรามากน้อยเพียงใดต่างหาก

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็แทบไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันเลยว่าคนเราในยุคนี้มีความสุขกว่ามนุษย์ยุคหินบ้างรึเปล่า

 


 

ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม
Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน
Sapiens ตอนที่ 18 – ครอบครัวล่มสลาย

นิทานฝนตกแดดออก

20170323_sunshine

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในระหว่างที่อาจารย์เซนออกจาริกธรรม ได้รับนิมนต์ไปพำนักยังบ้านของหญิงชราผู้หนึ่ง ทว่าเมื่อไปถึงพบว่าหญิงชราหน้าตาอมทุกข์ ทั้งยังร้องไห้ไม่หยุด อาจารย์เซนจึงกล่าวกับนางว่า

“ท่านมีความทุกข์ใจอันใดจึงร้องไห้ติดต่อกันไม่หยุดเช่นนี้?”

หญิงชราตอบว่า “ข้ามีบุตรสาวอยู่สองคน คนโตแต่งออกไปให้กับพ่อค้าขายรองเท้าผ้า ส่วนคนเล็กแต่งให้กับพ่อค้าขายร่ม วันใดท้องฟ้าปลอดโปร่ง แดดจ้า ข้าก็เฝ้าแต่กังวลว่า ร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กต้องขายไม่ได้เป็นแน่ จึงอดไม่ได้ที่จะทุกข์เศร้าแทนนาง

แต่หากวันใดฟ้าครื้ม ฝนพรำ ข้าก็กังวลว่ากิจการร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตย่อมไม่ดีเป็นแน่ เพราะผู้คนไม่อยากใส่รองเท้าที่เปียกน้ำแฉะชื้น เมื่อทุกวันผ่านไปในลักษณะนี้ ข้าจึงได้แต่กังวลจนหลั่งน้ำตาออกมา”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟังจึงกล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านคิดแบบนี้ย่อมไม่ถูกต้องแล้ว”

หญิงชราสงสัยจึงถามว่า “มารดาวิตกกังวลแทนบุตร มีอันใดไม่ถูกต้อง? ข้ารู้ว่ากังวลไปก็แก้ไขอะไรมิได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดเป็นห่วงพวกนาง”

ยามนี้ อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า “มารดาวิตกกังวลเพราะบุตรมิใช่เรื่องผิด แต่มารดาเบิกบานใจเพราะบุตรย่อมดีกว่า ท่านลองคิดดู เมื่อวันแดดจ้าฟ้าใส ร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตของท่านย่อมขายดิบขายดีเป็นพิเศษ และเมื่อถึงวันฝนตก กิจการร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กก็ย่อมไปได้สวยเช่นกัน

หากคิดเช่นนี้ท่านก็สามารถเบิกบานใจไปกับบุตรสาวทั้งสองได้ในทุกๆ วัน ไม่ต้องทุกข์เศร้าแล้ว”

เมื่อหญิงชราได้ฟังคำแนะนำของอาจารย์เซน ก็กระจ่างแจ้ง จากนั้นเมื่อคิดได้จึงรู้สึกสบายใจ ทุกครั้งที่นึกถึงบุตรสาวทั้งสอง นางล้วนมีรอบยิ้มแห่งความสุขประดับบนใบหน้าเสมอ

ปัญญาเซน : ไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้คนเรามีความทุกข์ได้เท่ากับตัวของตัวเอง สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจ เมื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดก็เปลี่ยนได้แม้เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะอีกด้านของความทุกข์ก็คือความสุข ไม่ว่าเรื่องใด เมื่อมองให้ทุกข์ย่อมทุกข์ได้ มองให้สุขย่อมสุขได้ ดังนั้น จงหยุดสร้างทุกข์ให้กับตนเอง


ขอบคุณนิทานจาก ASTV Manager นิทานเซน : ความกังวลของหญิงชรา 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ตายทุกคืน

20170426_dieeverynight

เกิดใหม่ทุกเช้า

“Each night, when I go to sleep, I die. And the next morning, when I wake up, I am reborn.”
― Mahatma Gandhi

แต่ละปี คนเรามักจะมีหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่สองวัน

คือวันเกิด กับวันขึ้นปีใหม่

แต่ทำไมต้องรอให้ Happy New Year ถึงจะ Happy New You ได้?

ทำไมไม่ลองตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตอนขึ้นเดือนใหม่ ตอนขึ้นสัปดาห์ใหม่ หรือแม้กระทั่งตอนขึ้นวันใหม่

วันที่ 1 มกราคม 2560 ห่างจาก 31 ธันวาคม 2559 แค่หนึ่งวัน

วันนี้ วันที่ 27 เมษายน ก็ห่างจากเมื่อวานแค่หนึ่งวันเช่นกัน

ในทางศาสนาพุทธเราเกิดใหม่ทุกๆ ขณะอยู่แล้ว หากอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร จึงไม่จำเป็นต้องรอฤกษ์งามยามดี

ถ้าตอนนี้ยังไม่มีแรงเปลี่ยน คืนนี้เข้านอนให้เร็วขึ้นซักหน่อย แล้วทิ้งเมื่อวานไปซะ

พรุ่งนี้ เราก็จะพร้อมเป็นคนที่เราอยากเป็นได้มากขึ้นอีกนิดแล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ที่ใดมีซากปรักหักพัง

20170425_ruins

ที่นั่นอาจมีสมบัติซ่อนอยู่

“Where there is ruin, there is hope for a treasure.”
― Jalaluddin Rumi

เวลาเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ คำถามหนึ่งที่เราควรถามตัวเองอยู่เสมอคือ “จะทำยังไงเราถึงจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุด?”

เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ผมโดนคนในท้องถนนปารีสหลอกกินตังค์ไปร่วม 2000 พันบาท ผมจึงบอกตัวเองเลยว่าจะไม่การพนันอีกแล้ว การตัดสินใจครั้งนั้นน่าจะช่วยผมประหยัดเงินได้มากโขอยู่ เพราะมีโอกาสได้เล่นพนันอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยเล่นอีกเลย

หรือเวลาที่ทะเลาะกับแฟนแรงๆ ก็ทำให้สำนึกได้ว่า คำพูดบางคำนั้นไม่ควรพูด แม้ว่าตอนพูดเราจะขำๆ แต่เขาไม่ได้ขำด้วย หรือแม้ว่าสิ่งที่เราพูดจะถูกต้องตามตรรกะทุกอย่าง แต่ในบางสถานการณ์ความรู้สึกก็สำคัญกว่าเหตุผล

เมื่อเจอปัญหา แน่นอนว่าเราต้องหงุดหงิด แต่ถ้าดึงสติกลับมาได้ ก็ขอให้หงุดหงิดอย่างประหยัด แล้วหันมาใช้ประโยชน์จากมันดีกว่า

เพราะทุกปัญหา คือโอกาสที่เราจะเป็นคนที่ฉลาดขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น และเข้าใจตัวเองมากขึ้นครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

แค่เชื่อว่าทำได้

20170425_youcan

ก็สำเร็จไปครึ่งนึงแล้ว

“Believe you can and you’re halfway there.”
-Theodore Roosevelt

ในทางกลับกัน ถ้าเชื่อว่าทำไม่ได้ เราก็ล้มเหลวไปครึ่งนึงแล้วเช่นกัน เพราะเราจะหาข้ออ้างสารพันเพื่อจะมายืนยันความเชื่อนี้

อาจารย์วิพรรธ์ เริงพิทยา ผู้ก่อตั้งและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชี่ยนยูที่ผมเรียนจบมา บอกลูกศิษย์เสมอว่า

“People like to say it is impossible, so they won’t have to do it.”

คนมักจะบอกว่าทำไม่ได้ เค้าจะได้ไม่ต้องทำ

แต่ถ้าเราเชื่อว่าทำได้ ต่อให้เจออุปสรรคอะไรก็แล้วแต่ ความเชื่อนั้นจะเป็นแรงผลักดันให้เราไม่หยุดที่จะหาทางออก

เหนื่อยกว่าแน่นอน แต่ก็สนุกกว่าเพราะได้ออกแรงสมองและแรงกายเพื่อทำให้เต็มที่

สุดท้ายจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้หรอก

ที่รู้ คือไกลกว่าคนที่ไม่เริ่มแน่ๆ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เราเปลี่ยนตอนแรกไม่ได้

20170424_newending

แต่เราเปลี่ยนตอนจบได้

“‎Though nobody can go back and make a new beginning… Anyone can start over and make a new ending.”
― Chico Xavier

พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า คนเรามี 4 เหล่า มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป และสว่างมาสว่างไป

ขามาเราจะมาแบบมืดหรือมาแบบสว่างก็กำหนดชะตาชีวิตเราได้ในระดับหนึ่ง

คนที่มาแบบมืดๆ อาจจะหมายถึงเกิดมาด้วยฐานะยากจน รูปร่างหน้าตาไม่ดี หรือไม่ได้มีสติปัญญาหลักแหลมนัก ซึ่งย่อมเสียบเปรียบคนที่ “สว่างมา” เห็นๆ

แต่ที่สำคัญกว่าคือ ไม่ว่าเราจะมืดมาหรือสว่างมา เราได้ลงมือทำอะไรเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าตอนจบมันจะดีกว่าตอนเริ่มได้รึเปล่า

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกตายก็ไม่ได้

แต่เราเลือกทำได้เสมอนะครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Sapiens ตอนที่ 18 – ครอบครัวล่มสลาย

20170423_sapiens18

ถ้าเอาคนทั้งโลกมาชั่งน้ำหนักรวมกัน พวกเราจะหนักประมาณ 300 ล้านตัน

ถ้าเอาสัตว์เลี้ยงและสัตว์ในฟาร์มทั้งโลกมาชั่งรวมกัน พวกมันจะหนัก 700 ล้านตัน

แต่ถ้าเอาสัตว์ป่าทั่วโลกมาชั่งรวมกัน จะหนักเพียง 100 ล้านตันเท่านั้น

ทั่วโลกมียีราฟอยู่ 80,000 ตัว แต่มีวัวถึง 1.5 พันล้านตัว

มีหมาป่า 200,000 ตัว แต่มีหมา 400 ล้านตัว

มีลิงชิมแปนซี 250,000 ตัว เทียบกับมนุษย์ 7 พันล้านคน

มนุษย์ได้ขึ้นมาครองโลกอย่างแท้จริง

ในบทที่แล้วเราพูดถึงความสามารถของมนุษย์ที่จะสรรหาวัตถุดิบและแหล่งพลังงานใหม่ๆ แต่สิ่งหนึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติที่มนุษย์ได้ก่อขึ้นไปทั่วหัวระแหง

เราชอบพูดกันว่ามนุษย์นั้นทำลายธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้วธรรมชาติไม่อาจถูกทำลายได้ มันแค่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง

เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว มีอุกกาบาตตกมายังโลกและทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เป็นการเปิดทางให้สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่าง Homo Sapiens ขึ้นมาลืมตาอ้าปากได้

ในวันนี้มนุษย์อาจจะกำลังทำให้สัตว์ป่าจำนวนมากสูญพันธุ์ รวมถึงเผ่าพันธุ์ของตัวเองด้วย แต่สัตว์ตระกูลอื่นๆ อย่างหนูกับแมลงสาบก็ยังอยู่ดีมีสุข หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น ก็เชื่อได้เลยว่าหนูจำนวนมากจะคลานออกมาจากซากปรักหักพังและขยายเผ่าพันธุ์ได้อยู่ดี

ใครจะรู้ อีก 65 ล้านปีต่อจากนี้ หนูอาจจะครองโลก และบรรดาหนูอัจฉริยะเหล่านั้นอาจรู้สึกขอบคุณที่เกิดสงครามนิวเคลียร์ เหมือนกับที่มนุษย์รู้สึกขอบคุณที่อุกกาบาตชนโลกและล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ให้พวกเรา
—– นาฬิกาตรงเวลาเรือนแรก —–

ก่อนจะเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมนั้น มนุษย์ไม่เคยต้องสนใจเรื่องเวลา เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือสภาพอากาศและแสงแดด

สมัยก่อนช่างทำรองเท้าหนึ่งคนจะทำทุกส่วนของรองเท้า ดังนั้น หากช่างทำรองเท้าคนหนึ่งนอนตื่นสาย ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับช่างทำรองเท้าคนอื่น

แต่เมื่อการผลิตรองเท้าถูกเปลี่ยนไปอยู่ในโรงงาน แต่ละคนจะรับหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในสายพานการผลิต หากมีพนักงานคนไหนมาสาย ย่อมหมายถึงการผลิตจะหยุดชะงัก

การมีตารางเวลาจึงสำคัญมาก ทุกคนต้องเข้างานพร้อมกัน กินข้าวเที่ยงพร้อมกัน (แม้จะยังไม่หิว) และเก็บของกลับบ้านเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งหมดเวลาโดยไม่สนว่างานเสร็จหรือไม่

การปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงทำให้ตารางเวลาและสายพานการผลิตเป็นตัวกำหนดกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ ไม่ช้าไม่นานโรงเรียน โรงพยาบาล และรัฐบาลก็เริ่มมีตารางเวลากับเขาบ้าง แม้กระทั่งสถานที่ๆ ไม่มีสายพานการผลิตอย่างผับก็ยังต้องให้ความสำคัญกับตารางเวลา เพราะถ้าคนเลิกงานตอน 5 โมงเย็น ผับก็ควรจะเปิดตอน 5 โมง 5 นาทีเป็นอย่างช้า

สมัยก่อนนั้นยังไม่มีเวลามาตรฐานของประเทศ แต่ละเมืองจึงมีเวลาเป็นของตัวเอง ถ้าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงในลอนดอน ที่ลิเวอร์พูลอาจจะเป็นเวลาเที่ยงยี่สิบ แต่ในเมื่อสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีโทรทัศน์ และไม่มีรถไฟ เวลาที่ต่างกันจึงไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

ในปี 1830 ขบวนรถไฟพาณิชย์เที่ยวแรกเริ่มให้บริการระหว่างแมนเชสเตอร์กับลิเวอร์พูล อีก 10 ปีต่อมาตารางเวลารถไฟฉบับแรกก็ถูกตีพิมพ์ และเวลาของแต่ละเมืองที่ไม่ตรงกันจึงเริ่มสร้างปัญหา ในปี 1847 บริษัทรถไฟต่างๆ จึงตกลงกันว่าตารางเวลาการเดินรถทั้งหมดจะอิงกับหอดูดาวกรีนิช (Greenwich Observatory) ในปี 1880 รัฐบาลอังกฤษจึงตัดสินใจบังคับให้ตารางต่างๆ ทั้งหมดอ้างอิงกับเวลากรีนิช นี่เป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศท้้งประเทศเลือกใช้เวลาเดียวกันหมด

—– ครอบครัวล่มสลาย —–
นอกจากการใช้เวลาสากลแล้ว อีกผลกระทบหนึ่งจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือการลดบทบาทครอบครัวและชุมชน และเพิ่มบทบาทให้กับรัฐและตลาด

เป็นเวลานับหลายแสนปีที่มนุษย์และบรรพบุรุษอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ แม้การมาถึงของ Cognitive Revolution หรือ Agricultural Revolution ก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมนี้เปลี่ยนไป เพราะถึงหมู่บ้านจะใหญ่ขึ้นจนเป็นเมืองหรืออาณาจักร แต่มนุษย์ก็ยังเหนียวแน่นกับญาติพี่น้องที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขอยู่ดี

แต่ภายในเวลาเพียง 200 ปี การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบนี้ไปตลอดกาล

ในสมัยก่อน ครอบครัวของคุณจะดูแลคุณในทุกภาคส่วนของชีวิต ทั้งให้สวัสดิการ การศึกษา แหล่งเงินทุน ประกันภัย หรือแม้กระทั่งดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หากใครคนหนึ่งป่วย ครอบครัวจะคอยช่วยป้อนน้ำป้อนข้าว ถ้าใครแก่ชรา ลูกหลานก็จะดูแล หากใครอยากสร้างบ้าน ครอบครัวก็จะช่วยกันออกแรง ถ้าใครอยากทำธุรกิจ ครอบครัวก็จะช่วยหาเงินมาสนับสนุน ถ้าใครจะแต่งงาน ครอบครัวจะช่วยเลือกคู่ให้ ถ้าใครมีปัญหากับเพื่อนบ้าน ครอบครัวจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย แต่ถ้าปัญหาใดๆ ใหญ่เกินกว่าที่ครอบครัวจะรับมือได้ ชุมชนก็จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วยอีกแรง

พระราชาและรัฐของแต่ละเมืองนั้นมีบทบาทเป็นเพียง Godfather ของเมืองนั้นๆ หน้าที่หลักของท่านคือการปกป้องคุ้มครองพสกนิกรไม่ให้คนเมืองอื่นมารังแก

แต่รัฐไม่ได้ถูกคาดหวังให้ทำอะไรมากกว่านี้ เพราะการเกษตรสมัยก่อนไม่ได้มีผลผลิตมากมาย ส่วยและภาษีที่รัฐเก็บได้จึงเพียงพอแค่เลี้ยงกองทัพและคนแค่หยิบมือ ไม่อาจนำไปจ้างข้าราชการ ตำรวจ หรือนักสังคมสงเคราะห์ได้ ครอบครัวและชุมชนจึงต้องดูแลกันเอง

ในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน รัฐจะปล่อยให้แต่ละบ้านสะสางความยุติธรรมกันเอาเอง ถ้าคนอีกตระกูลหนึ่งมาฆ่าพี่ชายของผม ผมก็สามารถกลับไปฆ่าคนของตระกูลนั้นเพื่อเป็นการล้างแค้นได้โดยรัฐจะไม่เข้ามาขัดขวาง ตราบใดที่ความขัดแย้งนี้ไม่ลุกลามใหญ่โตจนเกินไป

ในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) จะมีระบบที่เรียกว่าเป๋าเจี่ย (baojia) ครอบครัว 10 ครอบครัวจะรวมตัวกันเป็น 1 เจี่ย และ 10 เจี่ย คือ 1 เป๋า ถ้าใครคนใดในเป๋าทำผิด สมาชิกอื่นๆ ในเป๋านั้น (โดยเฉพาะสมาชิกอาวุโส) ก็อาจโดนลงโทษไปด้วย และสมาชิกอาวุโสเหล่านี้ก็มีหน้าที่ประเมินว่าในเป๋าของตัวเองมีรายได้เท่าไหร่เพื่อเก็บภาษีในจำนวนที่เหมาะสมนำส่งรัฐ ระบบนี้มีประโยชน์อย่างมากเพราะรัฐไม่จำเป็นต้องเปลืองตังค์จ้างเจ้าหน้าที่รัฐมาคอยสังเกตการณ์และเก็บส่วยเลย

ข้อเสียอย่างหนึ่งของวิถีชีวิตแบบนี้ก็คือ หากใครสูญเสียครอบครัวหรือถูกขับออกจากครอบครัวก็จะเหมือนไร้แขนไร้ขา เพราะเขาจะกลายเป็นคนไม่มีบ้าน ไม่มีงานทำ ไม่ใครกล้ารับเข้าทำงาน ไม่มีใครให้ยืมเงิน ไม่มีใครดูแลยามป่วยไข้ คนที่ตกอยู่ในสภาวะนี้จึงต้องเร่งรีบหาครอบครัวใหม่โดยเร็วที่สุด

แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้มีเงินทุนในตลาดมากขึ้น เมื่อเกิดการเติบโต รัฐก็เก็บภาษีได้มากขึ้น และเพียงพอที่จะนำมาจ้างเจ้าหน้าที่รัฐได้มากขึ้น รัฐจึงเริ่มใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการลดทอนสายสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนลง การแก้แค้นกันระหว่างครอบครัวจึงถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลสถิตยุติธรรม ธุรกิจครอบครัวจึงถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมและแรงขับเคลื่อนของตลาด

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำลายสายสัมพันธ์ในครอบครัวลงก็คือทัศนติที่เปลี่ยนไป รัฐและตลาดจะบอกกับคนรุ่นใหม่ว่า

“คุณคือปัจเจกชน นี่คือชีวิตของคุณคนเดียว ดังนั้นอยากแต่งงานกับใครก็จงแต่งโดยไม่ต้องขออนุญาตจากครอบครัว อยากทำงานอะไรก็จงทำแม้ว่าครอบครัวจะไม่สนับสนุน อยากอยู่ที่ไหนก็จงอยู่ไป แม้ว่านั่นจะหมายความว่าคุณจะไม่ได้เจอหน้าครอบครัวทุกวัน คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครอบครัวเหมือนแต่ก่อนแล้ว จากนี้เราจะดูแลคุณเอง ทั้งอาหาร ที่พัก การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ และการจ้างงาน”

สรรพากรและศาลจึงปฏิบัติกับเราเป็นปัจเจกชน และไม่ได้คาดหวังให้เราถูกลงโทษหรือถูกเก็บภาษีแทนคนในครอบครัวอีกต่อไป

 

—– ชุมชนในจินตนาการ —–

ชุมชนในจินตนาการหรือ Imagined Communities นั้นมีมานานแล้ว ในแผ่นดินจีนสมัยก่อน ผสกนิกรนับล้านต่างเชื่อว่าทุกคนต่างอยู่ในครอบครัวเดียวกันโดยมีองค์จักรพรรดิเป็นพ่อของแผ่นดิน คนมุสลิมก็เชื่อว่ามุสลิมทั้งผองเป็นพี่น้องกัน แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังมีบทบาทเป็นรองเมื่อเทียบกับความเป็นกลุ่มก้อนในชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่

ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ชุมชนในจินตนาการที่มีบทบาทมากที่สุดคือ คือรัฐชาติ (nation state) และ กลุ่มผู้บริโภค (consumer tribe)

รัฐชาตินั้นอาจมีมานานแล้วก็จริง แต่คนสมัยก่อนไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นชาติขนาดนั้นเพราะครอบครัวมีบทบาทในชีวิตเขามากกว่าเยอะ รัฐชาติที่เรารู้จักส่วนใหญ่ในปัจจุบันเพิ่งจะเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมมานี่เอง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในตะวันออกกลาง ที่ประเทศซีเรีย เลบานอน จอร์แดนและอิรักนั้นเกิดจากการขีดเส้นแบ่งอาณาเขตเอาเองของพวกฑูตฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของพื้นที่เลย ในปี 1918 ฑูตเหล่านี้ตัดสินใจเองว่าคนในเคอร์ดิสถาน แบกแดด และ บาซราจะถูกเรียกว่าชาวอิรัก ส่วนคนอีกพื้นที่นึงจะเรียกว่าชาวซีเรีย

อีกหนึ่งชุมชนในจินตนาการนั้นคือ Consumer Tribe ที่อ้างอิงจากสิ่งที่เราเสพหรือบริโภคร่วมกัน เราจึงเรียกตัวเองว่าแฟนคลับของมาดอนน่า หรือกองเชียร์แมนยู เราทุกคนมองว่าตัวเองเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้เพราะเราซื้อของหรือบริการจากแหล่งเดียวกัน

—– สันติภาพอันยืนยง —–
พวกเราส่วนใหญ่อาจยังไม่สำเหนียกว่ายุคที่เราอยู่ตอนนี้มีความสงบสุขแค่ไหน

ในปี 2002 มีคนตาย 57 ล้านคน คนที่ตายในสงครามหรือการฆาตกรรมมี 741,000 แต่คนที่ฆ่าตัวตายมีถึง 873,000 คน ดังนั้นในโลกยุคใหม่คุณมีโอกาสจะตายจากน้ำมือตนเองมากกว่าน้ำมือคนอื่นเสียอีก

ยุโรปในช่วงยุคกลาง (ศตวรรษ 5-15) 20-40 คนในประชากร 100,000 คนจะตายเพราะความรุนแรงที่มนุษย์ก่อขึ้น แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เหลือเพียง 1 ใน 100,000 คนเท่านั้น

เหตุผลหลักที่ความรุนแรงที่ลดลงนั้นเกิดจากความเข้มแข็งของรัฐที่มีกำลังตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลบ้านเมืองให้สงบสุข

อีกเหตุผลหนึ่งที่ความรุนแรงระดับนานาชาติลดลงก็คือการสิ้นสุดของยุคล่าอาณานิคม เมื่อ 70 ปีที่แล้วอังกฤษปกครองพื้นที่ถึง 1/4 ของโลก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอังกฤษได้ถอนตัวออกจากประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมโดยมีการเสียเลือดเสียเนื้อน้อยมาก

การถอนตัวของจักรวรรดิฝรั่งเศสมีความรุนแรงมากกว่า และคนนับแสนคนในเวียดนามและอัลจีเรียต้องสังเวยชีวิตในช่วงถ่ายเทอำนาจ แต่หลังจากฝรั่งเศสคืนอำนาจอธิปไตยเสร็จเรียบร้อย ประเทศเหล่านี้ก็อยู่กันอย่างสงบสุข

สหภาพโซเวียตก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการคืนอำนาจให้กับผู้คนในพื้นที่โดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ ทั้งๆ ที่รัฐมีกำลังทหารและอาวุธร้ายแรงอยู่มากมาย แต่ก็ไม่เคยคิดนำมันมาใช้ทำร้ายประชาชน ในวันที่ผู้มีอำนาจเห็นแล้วว่าการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ไม่เวิร์ค พวกเขาก็พร้อมลงจากอำนาจโดยดุษณีย์

—– ระเบิดนิวเคลียร์สันติภาพ —–
นับตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา ไม่เคยมีประเทศใดถูกยึดครองหรือล่มสลายอีกเลย แม้จะยังมีสงครามและได้มีคนตายในสงครามไปนับล้านคน แต่สงครามกลับไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป

สันติภาพไม่ใช่แค่เพียงสภาวะที่ไร้สงคราม แต่เป็นสภาวะที่สงครามยากที่จะเกิดขึ้นด้วย (implausibility of war) ก่อนปี 1900 มีกฎแห่งป่าดงดิบ (Law of the Jungle) ที่กล่าวไว้ว่า หากมีรัฐสองรัฐที่อยู่ติดกัน มันจะมีสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่จะทำให้สองประเทศนี้สู้รบกันภายใน 1 ปีข้างหน้าได้ ยุโรปในยุคนั้นจึงมีโอกาสเกิดสงครามได้ตลอดเวลา กองทัพ นักการเมือง และประชาชนต่างก็เตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของสงครามอยู่เสมอ

แต่ในสมัยนี้ โอกาสที่ประเทศที่มีชายแดนติดกันจะประกาศสงครามนั้นเป็นไปได้ยากมาก เราจะนึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่จะทำให้เยอรมันนียกกองทัพรุกรานฝรั่งเศส หรือทำให้ประเทศจีนประกาศศึกกับญี่ปุ่น

มีเหตุผลสามสี่ข้อที่ทำให้โลกสงบสุขอย่างทุกวันนี้

อย่างแรกคือระเบิดนิวเคลียร์ จริงๆ แล้วนายโรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์และทีมงานที่สร้างระเบิดนิวเคลียร์นั้นควรจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาได้สร้างเทคโนโลยีที่ทำให้การเอาชนะกันด้วยอาวุธกลายมาเป็นการฆ่าตัวตายหมู่ (collective suicide) ประเทศมหาอำนาจล้วนแล้วแต่มีอาวุธนิวเคลียร์ การยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่กันย่อมนำไปสู่การสูญเสียมากเกินไป ทุกๆ ฝ่ายจึงต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

เหตุผลที่สองก็คือการทำสงครามนั้นไม่ได้ “สร้างกำไร” เหมือนเก่า ในสมัยก่อนประเทศหนึ่งจะรุกรานอีกประเทศหนึ่งเพราะต้องการนำทรัพยากรธรรมชาติของประเทศนั้นมาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง แต่สมัยนี้ความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ในทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป

ยกตัวอย่างแคลิฟอร์เนีย ที่เคยสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นเหมืองทอง แต่ในสมัยนี้กลับกำลังอู้ฟู่จากซิลิคอนและเซลลูลอยด์ – Silicon Valley และ Celluloid ในฮอลลีวู้ด ถ้าวันนี้จีนตัดสินใจส่งกองทัพนับแสนไปรุกรานแคลิฟอร์เนีย จีนย่อมกลับบ้านมือเปล่า ไม่มีเหมืองซิลิคอนอยู่ในแคลิฟอร์เนีย เพราะ “ขุมทอง” ที่แท้จริงอยู่ในหัวของโปรแกรมเมอร์ของกูเกิ้ลและผู้กำกับฮอลลีวู้ด ซึ่งคนเหล่านี้คงขึ้นเครื่องบินไปอยู่ที่อื่นก่อนกองทัพจีนจะมาถึงเสียอีก

สังเกตได้ว่าสงครามระดับประเทศที่ยังเกิดขึ้นในยุคนี้มักจะเกิดในดินแดนที่ความมั่งคั่งยังขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่นตอนที่อิรักรุกรานคูเวตเพื่อครอบครองแหล่งน้ำมันเป็นต้น

เหตุผลข้อที่สามคือ ในขณะที่สงครามสร้างกำไรน้อยลง ความสงบสุขนั้นกลับสร้างกำไรได้มากขึ้น เมื่อทุนนิยมเฟื่องฟู การขนส่งและระบบโลจิสติกส์ได้พัฒนาขึ้นมาในระดับที่ทำให้การนำเข้า-ส่งออกสินค้ากลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศคู่ค้าย่อมส่งผลดีกว่าการทะเลาะกัน ตราบใดที่จีนและอเมริกายังเป็นมิตรต่อกัน จีนย่อมได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าไปอเมริกาและลงทุนในวอลสตรีทมากกว่าการไปยึดแคลิฟอร์เนียเป็นไหนๆ

เหตุผลข้อสุดท้ายก็คือความเชื่อของผู้นำที่เปลี่ยนไป ในยุคก่อนเก่า ไม่ว่าจะเป็นขุนนางในราชวงศ์ฮั่นหรือนักบวชในอาณาจักรแอซเทคต่างก็มองว่าสงครามเป็นเรื่องดี ส่วนหากจะมีใครมองว่าสงครามเป็นเรื่องไม่ดีก็จะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้มันให้เปิดประโยชน์กับตัวเองให้มากที่สุด

แต่ยุคนี้เป็นยุคแรกในประวัติศาสตร์ที่เหล่าผู้นำประเทศเกือบทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่าสงครามเป็นเรื่องเลวร้ายและหลีกเลี่ยงได้

นี่คือยุคที่ทุกประเทศต้องพึ่งพากันและกัน จึงไม่มีประเทศไหนทำอะไรตามอำเภอใจได้ เมื่อโลกได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันจนกลายเป็นจักรวรรดิโลก สันติภาพโลกจึงอาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เช่นกัน

แต่สันติภาพจะคงอยู่อย่างนี้ได้นานเท่าใด? มนุษยชาติอาจกำลังยืนอยู่หน้าประตูสองบาน บานหนึ่งพาเราไปสวรรค์และบานหนึ่งพาเราไปนรก

ยังไม่มีใครตอบได้ว่า สุดท้ายแล้วเราจะเลือกเปิดประตูบานไหน

 


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม
Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน

ใช้ชีวิตให้ช้า

20170523_livefastsแต่ทำงานให้เร็ว

พวกเราส่วนใหญ่มักจะมองตัวเองว่าเป็น “คนช้า” หรือ “คนเร็ว”

คือถ้าช้าก็ช้าทุกอย่าง ทำงานก็ช้า กินข้าวก็ช้า ขับรถก็ช้า

ถ้ามองตัวเองว่าเป็นคนเร็ว ก็เร็วเกือบทุกอย่าง ทำงานก็เร็ว  กินข้าวก็เร็ว ขับรถก็เร็ว

แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือเป็นคนทำงานเร็ว และใช้ชีวิตช้า ซึ่งมีประโยชน์ถึงสองเด้ง

เมื่อเราทำงานเร็ว สร้างผลงานได้ต่อเนื่อง เพื่อนร่วมงานก็ชื่นชม เจ้านายก็ยิ่งอยากให้ความรับผิดชอบเยอะขึ้น เพราะยิ่งเราทำงานดี เขาก็ยิ่งสบายและยิ่งดูดี โอกาสในการก้าวหน้าจึงมีสูง

ที่สำคัญเมื่อเราทำงานเร็ว เราก็จะไม่ต้องอยู่ดึก และติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่จำนวนชั่วโมงทำงานเยอะแต่ประสิทธิภาพต่ำเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ

เมื่อทำงานเสร็จเร็ว เราจึงมีเวลาเพียงพอสำหรับ “เรื่องธรรมดาๆ” อย่างการกินกับข้าวคนในครอบครัว ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องธรรมดาๆ นี่แหละคือเรื่องใหญ่ในชีวิต

ทำงานให้เร็ว ใช้ชีวิตให้ช้า

ผมว่าน่าจะเป็นเทคนิคที่ดีนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ เส้นทางแห่งความเพียร ทำอย่างไรถึงจะเป็นคนที่ยอดเยี่ยม โดยไฉ่ถง

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานอรหันต์ทองคำ

20170323_goldenbudhha

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีชายยากไร้ผู้หนึ่ง ดำรงชีพอยู่ด้วยการตัดฟืนหาเลี้ยงครอบครัว ผ่านชีวิตไปวันๆ ด้วยความยากระกำลำบาก

เขาได้แต่จุดธูปไหว้พระ ภาวนาขอให้โชคชะตาของตนเองดีขึ้น จะได้ปลดเปลื้องความทุกข์ยากของกายและใจนี้ไปบ้าง

แล้ววันหนึ่ง.. โชคก็มาถึง ชายผู้นี้บังเอิญขุดพบรูปปั้นอรหันต์ทองคำ มูลค่ามหาศาลองค์หนึ่ง เขาจึงรีบนำอรหันต์ทองคำกลับมาที่บ้านด้วยความยินดี

หลังจากนั้นชีวิตของชายผู้ยากจนก็เปลี่ยนไป เขานำอรหันต์ทองคำไปขาย ได้เงินมามากมาย กลายเป็นมหาเศรษฐีในพริบตา

เขาสวมใส่อาภรณ์หรูหรา สร้างบ้านใหญ่โต ครอบครัวอยู่ดีกินดี เพื่อนฝูงญาติมิตรล้วนยกย่องชื่นชม และยินดีในโชคลาภครั้งนี้ของเขา

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวของชายผู้โชคดี เพราะยิ่งผ่านเวลาไปนานเท่าใด เขากลับเอาแต่นั่งหน้าเศร้าอมทุกข์ยิ่งขึ้น วันๆไม่พูดจากับใคร ได้แต่ถอนหายใจ

จนกระทั่งคนรอบข้างอดรนทนไม่ได้ จึงเอ่ยถามเขาว่า “บัดนี้ท่านก็กลายเป็นมหาเศรษฐีแล้ว ยังมีเหตุอันใดให้กลัดกลุ้มอีกหรือ?”

มิคาด ชาวนาผู้นั้นกลับตอบว่า “ย่อมกลัดกลุ้ม.. ย่อมกลัดกลุ้ม.. เพราะข้ากำลังขบคิดว่า ในเมื่อ 18 อรหันต์ทองคำ ข้าขุดพบเพียงองค์เดียว เช่นนั้นแล้ว อรหันต์ทองคำที่เหลืออีก 17 องค์ ถูกฝังไว้ที่ไหนกันแน่ หากได้มาทั้งหมดก็คงหายกลัดกลุ้มได้!”


ขอบคุณนิทานจาก ASTV ผู้จัดการ นิทานเซน : อรหันต์ทองคำ

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ชีวิตไม่มีรีโมต

20170420_remote

ถ้าอยากจะเปลี่ยน ก็ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนเอง

“Life has no remote….get up and change it yourself!”
― Mark A. Cooper

ไม่รู้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกับผมรึเปล่า ว่าชีวิตหลังจบมหาวิทยาลัยนั้นมันผ่านไปเร็วมาก

เราอาจจะเริ่มมีผมหงอกแล้ว ตีนกาขึ้นชัดจนครีมดีๆ ก็ปิดบังไม่ได้ เดินขึ้นบันไดนิดหน่อยก็หอบ ทั้งๆ ที่ตัวตนข้างในเรายังรู้สึกเหมือนเด็กอายุ 21 อยู่เลย

ยิ่งตอนนี้มีอุปกรณ์ฆ่าเวลาอย่างโทรศัพท์มือถือ เราไม่เหลือเวลาให้เบื่อ เวลาแต่ละวันจึงผ่านไปเร็วมาก กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืน

แล้วชีวิตก็เหลือน้อยลงไปอีก 1 วัน

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นทีวี ก็คงเป็นทีวีรุ่นเก่าที่ไม่มีรีโมตคอนโทรล เราจึงไม่อาจ “เปลี่ยนช่อง” ได้ด้วยการกดรีโมตจากโซฟาหรือบนเตียง

ถ้าชีวิตในตอนนี้ไม่ใช่ช่องที่เราอยากดู ก็คงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างแล้ว

อย่าทนดูช่องที่เราไม่ชอบจนถึงรายการสุดท้ายประจำวันเลยนะครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/