มันจะไม่ยอมจากไปไหน

20170201_nothinggoesaway

จนกว่ามันจะได้สอนสิ่งที่เราต้องเรียนรู้

Nothing ever goes away until it teaches us what we need to know.

– Pema Chödrön


ปัญหาบางอย่าง ต่อให้เราวิ่งหนีมันมาไกลสุดขอบโลก เราก็ยังจะเจอมันอยู่ดี เพียงแต่อาจจะอยู่ในบริบทที่ต่างออกไปหรือมีชื่อเรียกที่ต่างออกไป

ถ้าเรารู้สึกว่าน้ำหนักเกินมานาน เราก็ต้องอยู่กับความรู้สึกนี้ไปจนกว่าเราจะเรียนรู้ว่าวิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้องเป็นอย่างไร หรือไม่ก็เรียนรู้ที่จะพอใจกับร่างกายของตัวเอง (ไม่ว่าจะหนักเท่าไร)

ถ้าเราชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ทุกเดือน ปัญหานั้นก็จะอยู่กับเราจนกว่าเราจะวางแผนการเงินได้ดีขึ้น หรือต้องการสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง

ถ้าเราผิดหวังเรื่องความรักมาโดยตลอด เราก็จะผิดหวังต่อไปจนกว่าเราจะมองออกว่าใครที่เหมาะกับเราจริงๆ และเราควรจะทำตัวอย่างไรเพื่อให้เหมาะกับเขาด้วย

ทุกปัญหาที่ค้างคา คือปริศนาให้เราขบคิด

ตีโจทย์แตกเมื่อไหร่ ปัญหาก็จบเมื่อนั้นครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ถ้าไม่มีเวลาห้านาที

20170130_fivemins

คุณก็ไม่มีชีวิตแล้วล่ะ

If you don’t have five minutes, you don’t have a life.

-Tony Robbins

ลองมาคิดเล่นๆ เวลาเพียงห้านาที สามารถเอาไปทำอะไรดีๆ ได้ไม่น้อย

เขียนไดอารี่ 

ทำแพลงก์ให้หุ่นเฟิร์ม

เก็บที่นอนให้เรียบร้อย

เรียนภาษาด้วย Duolingo

วางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง

ลุกไปเข้าห้องน้ำเวลาปวด

โทรศัพท์หาแม่

อ่านนิทานให้ลูกฟัง

สวดมนต์ก่อนนอน

ยังมีอีกหลายอย่างที่สามารถทำได้โดยใช้เวลาแค่ 5 นาที ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อชีวิตของเราและคนที่เรารัก

ถ้าแค่ 5 นาที เรายังจัดเวลาให้ไม่ได้

ก็คงต้องถามตัวเองแล้วล่ะ ว่าเราทำชีวิตหล่นหายไปตอนไหน


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ

20170129_inequality

ทำไมอินเดียถึงมีแบ่งชั้นวรรณะ?
ทำไมในอเมริกาคนผิวขาวถึงเหยียดคนผิวดำ?
ทำไมผู้ชายถึงเป็นใหญ่กว่าผู้หญิงในทุกสังคม?

บทความนี้จะอธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าวได้ (แม้จะแค่บางส่วนก็ตามที)

วรรณะในอินเดีย
เมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว ชาวอารยัน (ที่มาจากเปอร์เซีย-ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) ได้ย้ายถิ่นฐานลงมาทางบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ทำการสู้รบและเอาชนะคนท้องถิ่นได้ จึงยึดครองพื้นที่และทำการแบ่งชนชั้นให้เสร็จสรรพ โดยคนในท้องที่เดิมถูกจัดให้เป็นวรรณะศูทร (กรรมกร) ในขณะที่ชาวอารยันเองนั้นครอบครองวรรณะพราหมณ์ (นักบวช) กษัตริย์ (นักรบ) และแพศย์ (พ่อค้า)

และเพื่อป้องกันการแข็งขืนของคนท้องถิ่น (ซึ่งมีจำนวนมากกว่า) ชาวอารยันก็ได้แต่งคัมภีร์พระเวทมามาอธิบายการแบ่งชนชั้นวรรณะว่าเป็น “เรื่องธรรมชาติ” โดยคัมภีร์ระบุว่าโลกและทุกสิ่งในจักรวาลนี้ล้วนเกิดจากปฐมธาตุที่ชื่อ “ปุรุษะ” โดยพระอาทิตย์ถือกำเนิดจากตาของปุรุษะ พระจันทร์เกิดจากสมอง พราหมณ์เกิดจากปาก กษัตริย์เกิดจากแขน ส่วนพวกศูทรนั้นเกิดจากเท้าของปุรุษะ

Common Myth หรือเรื่องเล่านี้ทำให้ผู้คนเชื่อว่าพวกศูทรถูกสร้างมาให้เป็นเท้าที่คอยแบกรับวรรณะอื่นๆ อยู่แล้ว และทำให้การแบ่งชนชั้นวรรณะฝังรากลึกในวัฒนธรรมของคนอินเดียมาถึงปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้นการ “ผสมวรรณะ” ก็เป็นเรื่องต้องห้ามเพราะจะทำให้วรรณะนั้นๆ แปดเปื้อน ใครก็ตามที่ละเมิดกฎเหล็กข้อนี้ ลูกที่เกิดมาจะถือเป็นจัณฑาลที่ถูกทุกคนรังเกียจ (ภาษาอังกฤษเรียกจัณฑาลว่า Untouchables หรือคนที่ไม่มีใครอยากจะแตะต้องร่างกาย)

การเหยียดผิวในอเมริกา
ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 16-18 ชาวยุโรปที่ไปตั้งรกรากอยู่ในอเมริกาได้นำเข้าทาสจากแอฟริกาหลายล้านคนเพื่อมาช่วยทำเหมืองและทำไร่

เหตุผลที่แรงงานทาสส่วนใหญ่มาจากแอฟริกาก็เพราะว่าอยู่ใกล้กว่าเอเชีย แถมแอฟริกาก็มีตลาดซื้อขายแรงงานทาสรองรับอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ ในหลายพื้นที่ที่ทำไร่นั้นมีโรคมาเลเรียและไข้เหลืองระบาด โรคเหล่านี้ถือกำเนิดในแอฟริกา ชาวแอฟริกาจึงพอจะมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้างแล้ว ในขณะที่คนยุโรปไม่มีภูมิคุ้มกันโรคเหล่านี้เลย

และนี่คือตลกร้าย คนแอฟริกาที่มีภูมิคุ้มกันเหนือกว่าคนยุโรป (biological superiority) กลับถูกขายมาเป็นแรงงานชั้นต่ำที่ต้องคอยทำงานรับใช้คนยุโรป (social inferiority)

จากนั้นเป็นต้นมา คนผิวขาวก็รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนผิวดำอยู่เสมอ

ตอนที่มีการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ประโยคทองที่ว่า All men are created equal คนที่ลงชื่อท้ายคำประกาศอย่างจอร์จวอชิงตัน*หรือเบนจามินแฟรงคลินต่างก็ล้วนแล้วแต่มีทาสในครอบครอง และเขาก็ไม่ได้มองว่านี่เป็นเรื่องมือถือสากปากถือศีลด้วย เพราะสำหรับเขาแล้ว “มนุษย์” (men) กับ “คนดำ” (Negroes) เป็นคนละพวกกัน

ในสมัยนั้นมีความพยายามสร้างความชอบธรรมมากมายสำหรับการแบ่งแยกนี้ โดยนักเทววิทยาอ้างว่าชาวแอฟริกันนั้นสืบสายพันธุ์มาจากลูกของโนอาห์ (Noah) ที่ชื่อว่าแฮม (Ham) ซึ่งถูกพ่อตัวเองสาปแช่งเอาไว้ว่าลูกหลานที่เกิดมาจะเป็นทาส ส่วนนักชีววิทยาก็บอกว่าคนดำนั้นฉลาดน้อยกว่าและมีศีลธรรมน้อยกว่าคนขาว และแม้กระทั่งหมอก็บอกว่าคนดำนั้นสกปรกและเป็นพาหะนำโรค

แม้ว่าการค้าทาสจะถูกยกเลิกไปนานแล้ว แต่ความเชื่อที่ว่าคนดำนั้นต่ำต้อยกว่าคนขาวก็ยังฝังรากลึก แม้กระทั่งคนดำเองก็ถูกทำให้เชื่อไปแล้วว่าพวกของตัวเองขี้เกียจกว่าและสกปรกว่าคนขาว ยิ่งตำแหน่งหน้าที่การงานที่มีเกียรติต่างๆ ล้วนแล้วแต่ถูกครอบครองโดยคนผิวขาว คนก็ยิ่งเชื่อขึ้นไปอีกว่าคนผิวดำนั้นด้อยกว่า โดยใช้ตรรกะที่ว่า “ดูสิ นี่ขนาดเลิกทาสมาตั้งนานแล้ว คนดำก็ยังไม่เห็นจะเจริญขึ้นเลย” ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วกฎหมายและอคตินั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้โอกาสเจริญก้าวหน้าของคนดำนั้นต่ำกว่าคนขาวอย่างเทียบไม่ติด ยกตัวอย่างเช่นในปี 1938 ที่นาย Clennon King นักเรียนผิวดำถูกบังคับให้เข้ารับรักษาในโรงพยาบาลบ้า เหตุผลเพียงเพราะว่าไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัย University of Mississippi โดยผู้พิพากษาได้ตัดสินไว้ว่านักศึกษาผิวดำคนนี้ต้องวิกลจริตไปแล้วแน่ๆ ที่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เรียนมหาลัยชั้นนำแห่งนี้!

หญิงชายไม่เท่ากัน
ความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดจากเรื่องสีผิวหรือวรรณะนั้นเกิดแค่ในบางประเทศเท่านั้น แต่ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศนั้นมีให้เห็นในทุกสังคม โดยเกือบทั้งหมดนั้นผู้ชายจะได้เปรียบกว่าผู้หญิงเสมอ

ในหลายสังคมผู้หญิงยังถูกมองเป็นเพียงแค่ทรัพย์สมบัติของพ่อ ของสามี หรือของพี่ชาย การทำผิดอย่างการข่มขืนนั้นจึงถูกจัดว่าเป็นการ “ละเมิดทรัพย์สินส่วนบุคคล” โดย “ผู้เสียหาย” ไม่ใช่ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนแต่เป็นผู้ชายที่เป็นเจ้าของผู้หญิงคนนั้นต่างหาก ส่วนการข่มขืนผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นสมบัติของชายใดนั้นไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรมเลยด้วยซ้ำ อุปมาเหมือนการที่เราเก็บเหรียญที่ตกอยู่บนถนนได้ก็ไม่ถือว่าเป็นการลักทรัพย์

สังคมแต่ละสังคมได้สร้างวาทกรรม “ความเป็นชาย” (masculinity) และ “ความเป็นหญิง” (femininity) เพื่อเป็นกรอบในการประพฤติตนในสังคมนั้นๆ

ยกตัวอย่าง หนึ่งในคุณลักษณะความเป็นชายของหลายสังคม คือเขาจะต้องรู้สึกดึงดูดกับเพศตรงข้าม ถ้าชายคนนั้นชอบพอเพศเดียวกันถือเป็นเรื่อง “ผิดปกติ” หรือ “ผิดธรรมชาติ”แต่จริงๆ แล้วการที่คนๆ หนึ่งจะชอบเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติแต่อย่างใด เพราะอะไรก็ตามที่ชีววิทยาเปิดทางให้ เรื่องนั้นต้องถือเป็น “เรื่องธรรมชาติ” (natural) โดยตัวมันเอง

เรื่องที่ “ผิดธรรมชาติ” อย่างแท้จริงย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้และไม่จำเป็นต้องให้ใครมาห้าม ไม่เคยมีสังคมไหนที่ห้ามผู้ชายสังเคราะห์แสง หรือห้ามผู้หญิงวิ่งเร็วกว่าแสง หรือห้ามอิเลคตรอนประจุลบดึงดูดกันเอง

เวลาที่สังคมฝรั่งบอกว่าเรื่องอะไรคือเรื่องธรรมชาติ เราจึงไม่ได้พูดถึงธรรมชาติในเชิงชีววิทยา แต่เรากำลังพูดถึงธรรมชาติในเชิงความเชื่อทางศาสนาคริสต์ที่ว่ามนุษย์ถูกสร้างจากพระเจ้า หากเราปฏิบัติตนสอดคล้องกับความต้องการของพระเจ้า เราก็จะบอกว่านั่นเป็นเรื่องที่ถูกธรรมชาติ แต่ถ้าเราทำอะไรไม่สอดคล้องกับความต้องการของพระองค์ เราก็กำลังทำอะไรที่ผิดธรรมชาติ

ทำไมผู้ชายถึงเป็นใหญ่กว่าเรื่อยไป
สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่หรือที่เรียกว่า patriarchy นั้นมีมาอย่างช้านาน

นักวิชาการพยายามจะอธิบายถึงเหตุผลที่อาจจะส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเพศในทุกยุคทุกสมัย แต่คำอธิบายเหล่านี้ก็มักจะมีหลักฐานอื่นมาหักล้างเสมอ

บางคนเชื่อว่าที่ผู้ชายเป็นใหญ่เพราะแข็งแรงกว่า เพราะสมัยก่อนการผลิตอาหารต้องใช้แรงงาน และเมื่อผู้ชายแข็งแรงกว่าจึงเป็นกำลังหลักในการผลิตอาหารให้กับสังคม ผู้ชายจึงเป็นกลุ่มคนที่กุมอำนาจมาที่สุดเสมอ

แต่ถ้าใช้ความแข็งแรงเป็นตัวตั้ง เราจะอธิบายได้อย่างไรว่าทำไมตำแหน่งอื่นๆ ที่แทบไม่ต้องใช้แรงอะไรเลยเช่นนักบวช นักกฎหมาย หรือนักการเมือง ถึงตกอยู่ในมือเพศชายแต่เพียงฝ่ายเดียว?

อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่าเพราะผู้ชายมีความก้าวร้าวกว่า จึงมักเป็นผู้เริ่มต้นสงครามและเป็นผู้คุมเกมสงคราม ทำให้ขึ้นมามีอำนาจมากกว่าผู้หญิง

แต่ก็มีคำถามหักล้างอีกว่า แม้ผู้ชายจะก้าวร้าวกว่า เป็นนักรบที่มีประสิทธิภาพกว่า แต่นั่นหมายความว่าคนที่กุมทัพต้องเป็นผู้ชายด้วยเหรอ? ถ้าคนที่ทำไร่ข้าวโพดเป็นคนผิวดำทั้งหมด คนที่คุมคนงานต้องเป็นคนผิวดำด้วยรึเปล่า? ก็เปล่าเสียหน่อย แล้วเหตุใดผู้หญิงจึงไม่เคยได้รับโอกาสกุมกองทัพบ้าง?

ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่าเพราะผู้หญิงต้องอุ้มท้องและดูแลลูก ผู้หญิงจึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายให้ช่วยดูแลลูก คอยปกป้องและหาอาหาร

แต่ทำไมผู้หญิงต้องพึ่งพาแต่เพศชายด้วย? ในสังคมอย่างช้างหรือชิมแปนซีโบโนโบ การพึ่งพาคนอื่นให้ช่วยเลี้ยงดูลูกนำพามาซึ่งสังคมที่เพศเมียเป็นใหญ่ด้วยซ้ำ (matriarchy) เพราะเมื่อตัวเมียรู้ตัวว่ามันจำเป็นต้องมีคน(ลิง)คอยช่วยเหลือ มันจึงพัฒนาทักษะในการเข้าสังคมและอยู่ร่วมกับลิงตัวอื่น ลิงกลุ่มนี้จึงสร้างเครือข่าย “มนุษย์แม่” ที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ลิงตัวผู้เอาแต่สู้กับตัวอื่นจนไม่มีเวลามาพัฒนาทักษะทางสังคมเลย

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เพศหญิงนั้นตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาโดยตลอด แม้ในศตวรรษที่ 21 สถานการณ์จะดีขึ้นกว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้วมาก แต่ในหลายสังคมก็นับว่ายังอยู่ห่างไกล “ความเท่าเทียมกัน”  อย่างที่เราฝันถึง


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

* เรื่องของจอร์จ วอชิงตันนั้น รุ่นน้องคนหนึ่งทักท้วงมาว่า “จากประวัติของ จอร์ช วอชิงตัน เค้ามีแนวคิดว่า Negros ไม่ควรได้รับการปฏิบัติเหมือนไม่ใช่คน นะครับ แต่ในสมัยของเค้า คือยุคเริ่มต้นอเมริกา ไม่สามารถทำอะไรได้ และทาสที่เค้ามีอยู่ก็ได้รับการกำชับให้ได้รับการปฎิบัติอย่างดี” อ่านประวัติใน Wikipedia ได้ที่นี่ครับ

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน

เมื่อเขาบอกว่าเราทำให้เขาเจ็บ

20170128_hurt

เราไม่มีสิทธิ์บอกว่าเราไม่ได้ทำ

When a person tells you that you hurt them, you don’t get to decide that you didn’t.
-Louis C.K.


อ่านประโยคข้างบนนี้แล้วลองทบทวน ก็รู้ตัวว่าผมเองนี่ก็ทำร้ายคนอื่นมาไม่น้อย

ส่วนใหญ่เป็นการทำร้ายโดยไม่ได้เจตนา

เราอาจจะแค่พูดเล่นๆ แต่เขาเก็บเอาไปคิด

หรือเราอาจจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาตีความไปในทางนึง แต่เราเองก็ไม่ได้อธิบายการกระทำของเราเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ไม่เห็นต้องคิดมากเลย

เราอาจจะลืมไปว่า เรื่องเล็กของเราอาจเป็นเรื่องใหญ่ของเขาก็ได้

และเมื่อเขารู้สึกเจ็บขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยเฉพาะถ้าเรายังให้คุณค่าความสัมพันธ์นี้อยู่

เมื่อเราทำให้เขาเจ็บ ก็ควรขอโทษ และปรับตัว เพื่อให้ไม่เกิดอุบัติเหตุทางความรู้สึกซ้ำเดิมอีก


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

นิทานน้ำกับทิฐิ

20170127_water

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า ทิฐิ เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นไม่เปลี่ยน และจะไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมโดยเด็ดขาด

แม้ว่านี่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนเอาจริงเอาจัง และเคร่งครัดกับชีวิต แต่บางครั้งเขาก็ดื้อรั้นมากเกินไปจนขาดเหตุผล และทำให้สูญเสียสิ่งดี ๆ ในชีวิตไปมากมาย โดยที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน

กล่าวสำหรับทิฐิ เขาไม่ใช่คนร่ำรวย ดังนั้นจึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย กระทั่งมีฐานะขึ้นมาในระดับหนึ่ง ทิฐิจึงคิดที่จะหยุดพักตัวเองจากการงาน แล้วเดินทางไปเรื่อย ๆ เพื่อเที่ยวชมโลกกว้าง เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ทิฐิจึงจัดการฝากบ้านไว้กับญาติพี่น้อง แล้วเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที

ทิฐิเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ชมนั่นแลนี่ และพูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในที่เหล่านั้นมากมาย การท่องโลกกว้างของทิฐิน่าจะทำให้เขามีความรู้ดี ๆ หรือเกิดทัศนคติใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคนกล่าวคำซึ่งผิดไปจากความรู้หรือความเชื่อมั่นเดิมของเขา ทิฐิก็จะรีบกล่าวแก่คน ๆ นั้นทันทีว่า

“นั่นไม่ถูกเลยนะ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นดังที่ข้ารู้มาต่างหาก”

สิ่งนี้เองทำให้การเดินทางไปทั่วโลกของเขา แทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นในชีวิตของเขาเลย

กระทั่งวันหนึ่งทิฐิได้พลัดหลงเข้าไปในดินแดนแห่งทะเลทรายอันแสนแห้งแล้ง และไร้ผู้คนสัญจร เขาหลงทางอยู่ในดินแดนแห่งนั้นสามวันสามคืน จนกระทั่งอาหาร และน้ำดื่มร่อยหรอและหมดลงในที่สุด ทิฐิจึงเดินต่อไปไม่ไหว เขาล้มลงนอนบนผืนทรายอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง

แต่ทิฐิยังไม่อยากตายตอนนี้ ดังนั้นแม้ร่างกายจะอ่อนระโหยโรยแรงขนาดไหน แต่เขาก็รวบรวมพลังใจของตนเฝ้ากล่าวคำภาวนาขอความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเขาด้วย

“ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตาข้า ผู้ซึ่งไม่เคยเบียดเบียนใคร ขอทรงประทานน้ำมาให้ข้าได้รักษาชีวิตของตนเองไว้ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ยังดี” แล้วในตอนนั้นเอง ทิฐิก็เห็นชายแปลกหน้าชาวเยอรมันคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขา ทิฐิดีใจสุดจะกล่าว แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า

“โอ…ท่านผู้เป็นความหวังของข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าดื่มด้วยเถิด”

ชายคนนั้นยื่นถุงหนังสีน้ำตาลในมือให้แก่ทิฐิ แล้วกล่าวว่า

“นี่คือ วาสซ่าร์ จงดื่มเสียสิ”

แต่ทิฐิไม่อยากได้วาสซ่าร์ เขาอยากได้น้ำ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถุงหนังสีน้ำตาลจากชายแปลกหน้าคนนั้น ชายคนนั้นจึงเดินจากไป

ทิฐิภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง คราวนี้มีชายชาวจีนคนหนึ่งเดินถือถุงหนังสีแดงเข้ามายื่นให้แก่ทิฐิ

“นี่คือ น้ำ ใช่หรือไม่” ทิฐิถามชายชาวจีน

“นี่คือ ซือจุ้ย จงดื่มเสียสิ” ชายชาวจีนตอบ

ทิฐิรู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้เขากระหายน้ำมากเหลือเกินแล้ว แต่ทำไมชายผู้นี้จึงนำซือจุ้ย มามอบให้แก่เขาเล่า ทิฐิจึงปฏิเสธถุงหนังสีแดงของชายชาวจีน ชายชาวจีนจึงเดินจากไป

ทิฐิเริ่มภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก และครั้งนี้มีผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งมาปรากฏกายตรงหน้าของเขาในแทบจะทันที

“เธอผู้มีใจเมตตา ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อยเถิด” ทิฐิพึมพำคำอ้อนวอนออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก

“นี่คือ ปานี จงดื่มเสียสิ” หญิงชาวอินเดียกล่าวพร้อมกับยื่นถุงหนังสีเขียวให้กับทิฐิ แต่นั่นทำให้ทิฐิโกรธมาก เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ยกแขนปัดถุงหนังสีเขียวให้พ้นหน้า แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า

“ข้าไม่เอาของ ๆ เจ้า ข้าจะตายเพราะขาดน้ำอยู่แล้ว ข้าต้องการน้ำเท่านั้น!”

หญิงอินเดียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เดินจากไปอีกคน ทิฐิเฝ้าอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครนำอะไรมายื่นให้เขาอีกแล้ว

จิตของทิฐิกำลังหลุดลอยออกจากร่างที่ใกล้แตกดับ แล้วในตอนนั้นเอง เสียง ๆ หนึ่งก็ดังแว่ว ๆ ให้ได้ยินว่า

“ทิฐิคนถือดีเอ๋ย เราช่วยเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เคยให้โอกาสตนเองเลย หากเจ้าเปิดใจให้กว้าง และยอมรับในข้อดีของสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเสียบ้าง เจ้าก็คงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงหนังทั้งสามนั้น ต่างก็เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ทั้งสิ้น”

เมื่อสิ้นเสียงแว่วนั้น ทิฐิคนถือดีก็สิ้นลมหายใจทันที


ขอบคุณนิทานน้ำกับทิฐิจากหนังสือนิทานสีขาวโดยดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

อย่าติคนพาล

20170126_correct_the_wise

“Do not correct a fool or he will hate you.
Correct a wise man and he will appreciate you.”

“อย่าติคนพาล เพราะเขาจะเกลียดเธอ
จงติบัณฑิต แล้วเขาจะขอบใจเธอ”

Proverbs 9:8

คำติชมบางอย่าง แม้จะออกจากปากเราด้วยความหวังดี แต่ถ้าผู้รับไม่พร้อม ผลที่ออกมาอาจจะเป็นลบก็ได้

ในทางกลับกัน ถ้ามีใครตำหนิเรา แทนที่จะโกรธหรือรู้สึกเสียหน้า สิ่งที่ดีที่สุดคือกล่าวขอบคุณ (แม้จะแค่ในใจ) แล้วเอาคำพูดนั้นมาพิจารณาว่ามีความจริงแค่ไหน

คนที่กล้าเอ่ยปากเวลาเราบกพร่อง คือกัลยาณมิตรที่หาได้ยาก คำพูดของเขาคือของขวัญที่จะช่วยให้เราเป็นคนที่ดีกว่าเมื่อวาน จึงควรรักษาเพื่อนคนนี้ให้ดีๆ

เพราะหากเราฮึดฮัดทุกครั้งที่โดนตำหนิ เป็นคนที่ใครก็แตะไม่ได้ แล้วใครจะอยากบอกความจริงกับเราอีก?


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เก่งไม่พูด เก่งถาม

20170125_ask

วันก่อนผมได้อ่านบล็อกของอัม น้องคนนึงที่เคยเล่นดนตรีด้วยกันและตอนนี้กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่อเมริกา

อัมเล่าให้ฟังถึงการไปฝึกงานที่กูเกิ้ลเป็นครั้งที่สอง และได้เจอเด็กไทยอีกสามสี่คนที่มาสนิทกันที่นี่

ทุกคนนี่มีความโหดๆทั้งนั้น
ตั้งแต่เด็กคณิตศาสตร์โอลิมปิกเหรียญทอง
จนถึงคนที่เก่ง competitive programming ระดับต้นๆ ร้อยๆคนแรกของโลก

พวกนี้เด็กกว่าเรา 10 กว่าปี ก็มี

เราก็เลยเป็นคุณลุงโปรแกรมเมอร์ธรรมดาๆคนนึง
ที่ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ท่ามกลางเด็กๆเก่งๆหลายๆคน
สนุกดีนะ

พวกนี้น่าจะเก่งกว่าเราทุกคนอะนะ
แต่ที่น่ารักก็คือ เวลาเราพูดอะไร เค้าก็ฟังกันหมดนะ
แบบ เป็นเด็ก เนิร์ด ที่น่ารักๆอะ เลยทำให้เราสนิทกับกลุ่มนี้อยู่

…อย่างนีงที่เราชอบมากๆกับกลุ่มๆนี้
คือ ไม่มีใครวิชาการเลย
เวลานั่งคุยกัน จะเป็นเรื่องไร้สาระซะเยอะ
อะไรที่ไม่เป็น ก็จะไม่อวด เช่น เตะบอลไม่เป็น เค้าก็จะบอกว่า “โอ้ย ผมกากครับ”
ปล่อยมุกใส่เค้าก็ไม่ถือสา ช่วยหัวเราะ 5555 ให้อีกตะหาก
รู้สึกเป็นตัวของตัวเองมาก รอบนี้

แล้วหนึ่งในบทสรุปที่อัมได้จากการไปฝึกงานที่กูเกิ้ลคราวนี้ก็คือ “เก่งไม่พูด เก่งถาม”

เราถูกล้อมรอบด้วยคนที่เก่งกว่าเราเต็มไปหมด
สิ่งที่เราสังเกตได้ คือ เวลามีคำถามอะไรขึ้นมา
พวกนี้ไม่อวด ไม่รีบแย่งตอบ เค้าจะรอฟังคนอื่นตอบแล้วเค้าก็จะแซมๆขึ้นมา

เวลาเราเล่าอะไรให้ฟัง
พวกนี้จะค่อยๆให้เราเล่า ไม่แทรกด้วยอะไรที่เค้ารู้อยู่แล้ว
แล้วก็จะถามคำถามต่างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงใจ
ในสายตาเรา พวกเนี้ยะแหละเก่งจริง

อาจจะเพราะว่าคนที่เก่งจริงๆ นั้นเขารู้ดีว่าเขายังไม่รู้อะไรอีกมาก จึงมีความถ่อมตัวและพร้อมจะเรียนรู้จากคนอื่นอยู่เสมอ

หรือคนเก่งจริงบางคน อาจจะเคยชอบอวดเก่งก็ได้ แต่พอเวลาผ่านไปจึงรู้ดีว่ามันไม่จำเป็น เพราะความเก่งจะอวดตัวมันเองอยู่แล้ว

เก่งไม่พูด เก่งถาม

จำคำนี้ให้ขึ้นใจ

จะได้เป็นคนเก่งที่น่ารักครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คนที่หลอกง่ายที่สุด

20170127_fool

คือตัวเราเอง

The first principle is that you must not fool yourself – and you are the easiest person to fool.
-Richard Feynman


คนที่หลอกง่ายที่สุดคือตัวเราเอง

เราจึงกดนาฬิกาปลุกเพื่อนอนต่ออีกแค่ “5 นาที”

เราจึงไม่ใส่เข็มขัดเวลาขับรถ เพราะไปใกล้ๆ แค่นี้เอง

เราจึงสูบบุหรี่ เพราะถึงคนอื่นจะเป็นมะเร็ง แต่เราไม่เป็นหรอก

เราจึงทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เพราะเชื่อว่ายังไงบริษัทก็ไม่ปลดคนออก

เราจึงไม่เริ่มทำสิ่งที่อยากทำเสียที เพราะคิดว่าเรายังมีเวลา

ใช่ครับ เรามีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าตัวเองมีอะไรบางอย่างพิเศษกว่าคนอื่นเสมอ

จนเรื่องร้ายมันเกิดขึ้นกับเราแล้วนั่นแหละ เราถึงจะตระหนักและยอมรับได้ว่า เหตุการณ์บางอย่างมันเกิดขึ้นได้กับทุกคนจริงๆ

และคนที่รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังพาตัวเองไปอยู่บนความเสี่ยง ก็ไม่มีสิทธิ์ไปโทษใครได้เลย


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ตอบผิดไม่แย่เท่าถามผิด

20170122_wrongquestion

The most serious mistakes are not being made as a result of wrong answers. The truly dangerous thing is asking the wrong question.

ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดไม่ได้เกิดจากการได้คำตอบที่ผิด แต่เกิดจากการตั้งคำถามที่ผิดต่างหาก

– Peter F. Drucker


สมัยเรียนปริญญาตรี ผมมีโอกาสได้ทุน IAESTE ไปฝึกงานที่บริษัท ABB เมืองซูริค ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์

เป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก เพราะได้นั่งรถไฟไปเที่ยวแทบทุกสุดสัปดาห์

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ประหลาด ที่ผมไม่เคยเจอตอนอยู่เมืองไทย คือรองเท้ามีกลิ่นแรงมาก

อาจเป็นเพราะใช้รองเท้าที่ผมใส่เดินทางเป็นประจำ (หน้าตาคล้ายๆ ภาพด้านบน) นั้นผมใช้ลุยน้ำลุยฝนจนรองเท้าอาจจะอับชื้นจนส่งกลิ่น ซึ่งหนักหนาถึงขั้นที่ว่าถ้าผมเข้าไปนั่งในโรงหนังแล้วถอดรองเท้า คนที่นั่งข้างๆ จะต้องได้กลิ่นตุๆ แน่นอน

ผมหาทางแก้หลายวิธี ตอนแรกเอารองเท้าไปตากแดด อาการนี้ก็ยังไม่หาย ไปซื้อสเปรย์ดับกลิ่นรองเท้าฉีดทุกครั้งหลังใส่เสร็จ ปัญหาก็ยังอยู่ ไปซื้อผงแป้งดับกลิ่นเอามาโรยใส่ด้านในรองเท้า ก็พอช่วยได้บ้าง แต่ก็ยังมีกลิ่นอยู่ดี

จนค่ำวันหนึ่งตอนที่ผมอาบน้ำ ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดมองมาก่อน

คือเท้าทั้งสองข้างของผม

แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ที่ผ่านมาผมอาจแก้ปัญหาผิดจุดมาตลอด เอาแต่ไปแก้ที่รองเท้า แต่ไม่เคยคิดจะทำอะไรกับเท้าของตัวเอง

จำได้ว่าคืนนั้นผมใช้เวลาขัดสีฉวีวรรณเท้าของผมมากกว่าการอาบน้ำครั้งใดในชีวิต

ปัญหา “รองเท้าส่งกลิ่น” ไม่ได้หายไปในทันที แต่ก็ค่อยๆ ดีขึ้นโดยลำดับ จนถึงช่วงเดือนสุดท้ายของการฝึกงานปัญหานี้ก็หมดไปโดยสิ้นเชิง

ประสบการณ์คราวนั้นสอนผมอยู่สองเรื่อง

หนึ่ง การตั้งคำถามที่ผิดสามารถพาเราหลงทางไปไกล

สอง ถ้าปัญหาไหนมันแก้ไม่ตกซะที ก็เป็นไปได้ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเราเองนี่แหละ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน

20170121_writing

ชื่อมนุษย์คนแรกที่ถูกจารึก

ในสมัยที่ Sapiens ยังเป็นนักล่าสัตว์-เก็บพืชผลอยู่นั้น  พวกเราอยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ แค่ไม่กี่สิบหรือร้อยกว่าคน ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งต่อกันจึงมีปริมาณไม่มากนัก การถ่ายทอดข้อมูลกันด้วยปากนั้นก็เพียงพอแล้ว

แต่พอเข้ายุคปฏิวัติเกษตรกรรม ขนาดของเมืองมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นแสนหรือกระทั่งเป็นล้านคน ปริมาณข้อมูลก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนเกินกว่าใครจะจำและถ่ายทอดได้หมด

เช่นคนที่ดูแลยุ้งฉางอาจจะจำได้ว่าครอบครัวนาย A เคยเอาข้าวบาร์เลย่มาเก็บไว้ที่นี่เมื่อไหร่และมีปริมาณเท่าไหร่

ถ้าในเมืองมีแค่ 10-20 ครอบครัว นายคนนี้อาจจะจำได้ครบทุกครอบครัรว แต่ถ้าในเมืองมีเป็น 100 หรือ 1,000 ครอบครัว การพึ่งพาความจำนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เซเปี้ยนส์จึงต้องหาทางออกด้วยการ “ดาวน์โหลด” ข้อมูลในสมองลงสู่อะไรซักอย่าง

และนั่นคือต้นกำเนิดของภาษาเขียนครับ

คนกลุ่มแรกที่คิดค้นภาษาเขียนคือชาวสุเมเรียนที่อาศัยอยู่ในเมโสโปเตเมีย (อิรัก-คูเวต ในปัจจุบัน)

ภาษาเขียนของชาวสุเมเรียนจะประกอบด้วยสัญลักษณ์สองชนิด

ชนิดแรกไว้บ่งบอกตัวเลข 1, 10, 60, 600, 3,600 และ 36,000 (ชาวสุเมเรียนใช้เลขฐาน 10 และเลขฐาน 6 ควบคู่กัน และการใช้เลขฐาน 6 ของชาวสุเมเรียนก็ได้ทิ้งมรดกมาให้เราจนถึงทุกวันนี้ เช่นการแบ่งเวลาหนึ่งวันเป็น 24 ชั่วโมง และการแบ่งวงกลมเป็น 360 องศา)

สัญลักษณ์ชนิดที่สองเอาไว้บ่งบอกผู้คน สัตว์ สินค้า อาณาเขต วันเดือนปี ฯลฯ

“ภาษาเขียน” ที่เก่าแก่ที่สุดที่เราเคยขุดพบนั้นถูกเขียนขึ้นบนกระดานดินเหนียวเมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว

อยากรู้มั้ยครับว่าเขาเขียนว่าอะไร?

29,086 Barley 37 months Kushim

29,086 บาร์ลีย์ 37 เดือน คูชิม

ซึ่งน่าจะพอแปลได้ว่า

ข้าวบาร์ลีย์ 29,086 หน่วยถูกนำมาส่งในช่วงเวลา 37 เดือน (ลงชื่อ) คูชิม

“คูชิม” อาจจะเป็นแค่ชื่อตำแหน่งหรือชื่อคนจริงๆ ก็ได้ แต่ผู้เขียนหนังสือให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นชื่อคน ซึ่งถ้าใช่จริงๆ นั่นก็แสดงว่า “คูชิม” คือชื่อเก่าที่สุดที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติได้บันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

แทนที่จะเป็นชื่อกษัตริย์ นักรบ หรือศาสดา ชื่อแรกในประวัติศาสตร์กลับดูเหมือนจะเป็นชื่อพนักงานบัญชีนะครับ!

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ นอกจากจะบันทึกข้อมูลลงเป็นสัญลักษณ์และอักขระแล้ว คนรุ่นโบราณยังมีวิธีบันทึกแบบอื่นอีก เช่นชาวอินคาที่จะ “จดบันทึก” ด้วยการเอา “เชือก” มามัดเป็นปมๆ เรียกว่า คิปู (Quipu) แทน



ความสมบูรณ์ของภาษา

ภาษาของชาวสุเมเรียนนั้นใช้ได้แค่เพียงจดบันทึกการค้าขายหรือการเก็บส่วย ยังไม่สามารถเอามาแต่งเป็นกลอนหรือนิยายได้ ภาษาของชาวสุเมเรียนยุคเดิมเลยเรียกว่าเป็น partial script หรือเป็นภาษาเขียนที่ยังไม่สามารถถ่ายทอดภาษาพูดได้อย่างสมบูรณ์

แต่เมื่อประมาณ 2500 ปีก่อนคริสตกาล ภาษาของชาวสุเมเรียนก็พัฒนาขึ้นมาจนเป็น full script จนได้ โดยมีชื่อเรียกว่า cuneiform (คิวนิฟอร์ม) พระราชาใช้คิวนิฟอร์มในการออกกฎหมาย นักบวชใช้มันเพื่อบันทึกคำทำนาย และคนธรรมดาใช้ภาษานี้ในการเขียนจดหมายหากัน

ในช่วงเวลาเดียวกันชาวอียิปต์ก็เริ่มมีภาษาที่สมบูรณ์ที่เรียกว่า hieroglyphics และกว่าประเทศจีนจะมีภาษาสมบูรณ์ใช้ ก็ราว 1200 ปีก่อนคริสตกาล



ระบบราชการ

เชื่อมั้ยว่าระบบราชการ หรือ bureaucracy นั้นถือกำเนิดเพราะภาษาเขียน!?

ลองคิดภาพว่าเมื่อ 1776 ปีก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนสองคนมีข้อพิพาทกันว่าใครเป็นเจ้าของที่นาผืนนี้ นายเจคอบอ้างว่าเขาซื้อนาจากชายชื่ออีโซตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว แต่อีโซบอกว่าจริงๆ แล้วเขาแค่ให้เจคอบเซ้งที่นาเป็นเวลา 30 ปีต่างหาก และนี่ก็ถึงเวลาที่เจคอบต้องคืนผืนนาให้เขาได้แล้ว

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ทั้งสองคนจึงไปที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่รับเรื่องแล้วก็เดินเข้าไปใน “ห้องเก็บเอกสาร” ที่มีแต่กระดานดินเหนียวเป็นหมื่นแผ่น คำถามคือเจ้าหน้าที่ผู้น่าสงสารคนนี้จะหากระดานดินเหนียวเจอได้ยังไง? และถ้าเจอจริงๆ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันคือเอกสารตัวล่าสุด? และถ้าไม่เจอแสดงว่าอีโซไม่เคยขายที่นาผืนนี้หรือเป็นเพียงเพราะว่ากระดานแผ่นนี้สูญหายหรือแตกสลายไปแล้ว?

การจดบันทึกเป็นเรื่องง่าย แต่การจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบและการเรียกหาข้อมูล (retrieval) เป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก สิ่งที่ทำให้ชาวสุเมเรียน ชาวอินคา หรือชาวจีนโดดเด่นกว่าชนกลุ่มอื่นจึงไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาคิดค้นภาษาเขียนได้เท่านั้น แต่พวกเขายังคิดค้นระบบที่จะช่วยในการจัดเก็บข้อมูลและเรียกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังลงทุนสอนคนให้เป็น เสมียน นักบัญชีและอาลักษณ์ (ผู้คัดลอก) อีกด้วย

มีการขุดค้นพบ “การบ้าน” ของนักเรียนวิชา Writing ในสมัยเมโสโปเตเมียที่แสดงให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนสมัยนั้นได้ดีทีเดียว

ผมเข้าไปในห้องและนั่งลง อาจารย์อ่านกระดาน แล้วก็พูดว่า “เขียนคำตกหล่นนะ!”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดว่า “ทำไมเจ้าอ้าปากก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

เจ้าหน้าที่ที่ดูแลกฎระเบียบพูดว่า “ทำไมลุกขึ้นก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ทำไมเดินออกไปก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

คนดูแลเหยือกเบียร์พูดว่า “ทำไมเอาเบียร์ไปก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

อาจารย์วิชาสุเมเรียนพูดว่า “ทำไมเจ้าพูดภาษาอัคคาเดียน”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

อาจารย์พูดว่า “ลายมือเจ้าแย่มาก”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

โดยธรรมชาติ สมองของคนเรานั้นจะเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นอิสระ (free association) เช่น ขณะที่ผมนั่งเขียนบล็อกนี้ก็ได้ยินเสียงนกร้อง ทำให้นึกถึง Twitter ที่มีโลโก้เป็นรูปนก แล้วก็ทำให้นึกถึงทวิตเตอร์ของ Peter Thiel ที่มีคนตามนับแสนคนทั้งๆ ที่มีแค่ทวีตเดียว  แล้วก็นึกถึง Elon Musk ที่เคยทำ Paypal กับ Peter Thiel แล้วก็นึกถึงดาวอังคารเพราะ Elon เป็นเจ้าของ SpaceX ที่มีเป้าหมายอพยพคนไปดาวอังคาร ฯลฯ

สมองของคนเราถูกออกแบบให้การเก็บและเรียกข้อมูลนั้นเป็นไปอย่างอิสระและไร้ระเบียบ

แต่คนที่เรียนเป็นอาลักษณ์หรือนักบัญชีนั้น ต้องรู้วิธีจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบ มีแบบแผนที่ชัดเจน ทำให้เขามีกระบวนการคิดที่แตกต่างจากคนปกติไปโดยปริยาย เพราะในระบบราชการนั้น แต่ละเรื่องต้องถูกจัดเก็บแยกกัน ลิ้นชักนี้สำหรับสัญญากู้บ้าน อีกลิ้นชักนึงสำหรับทะเบียนสมรส อีกลิ้นชักนึงสำหรับคดีความ ฯลฯ

ผู้เขียนบอกว่า ผลกระทบสำคัญที่สุดที่ภาษาเขียนทิ้งไว้ให้เรา คือมันได้สร้างกระบวนการคิดแบบใหม่ (ซึ่งขัดกับการทำงานโดยธรรมชาติของสมอง) จากการมองทุกอย่างเป็นองค์รวมและเชื่อมโยงกันหมด กลายเป็นการมองแบบแยกส่วนและกระบวนการทำงานแบบราชการ


ภาษาคณิตศาสตร์

เวลาผ่านไปหลายศตวรรษ วิธีการจัดการข้อมูลแบบราชการก็มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ และห่างไกลวิธีคิดของมนุษย์ตามธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปีค.ศ.900 partial script ชนิดใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น และทำให้การจัดการข้อมูลเชิงปริมาณมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า โดย partial script ชนิดนี้ประกอบไปด้วยสัญลักษณ์สิบแบบตั้งแต่ 0 ถึง 9 และมันถูกเรียกขานว่าตัวเลขอารบิก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันถูกคิดค้นโดยชาวฮินดู แต่ที่มันได้รับชื่อนี้เพราะว่าตอนที่ชาวอาหรับบุกอินเดียแล้วได้รู้จักกับระบบเลขชนิดนี้ พวกเขาก็ได้นำไปพัฒนาและเผยแพร่มันออกไปทั่วตะวันออกกลางและยุโรปนั่นเอง

ในเวลาเพียงไม่นาน ภาษาคณิตศาสตร์ก็ถูกใช้งานไปทั่วโลกและเข้ามามีบทบาทสำคัญในแทบทุกศาสตร์ ยิ่งในสาขาฟิสิกส์และวิศวกรรมด้วยแล้ว ตัวเลขอารบิกและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ได้เข้ามาจับจองพื้นที่เกือบหมดจนแทบไม่หลงเหลือภาษามนุษย์ full script อยู่เลย

ใครก็ตามที่อยากจะโน้มน้าวคนมีอำนาจในบริษัทหรือในรัฐบาลล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาภาษาคณิตศาสตร์ แม้กระทั่งสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่าง “ความยากจน” “ความสุข” หรือ “ความน่าเชื่อถือ” ก็ยังถูกตีค่าออกมาให้เป็นตัวเลข (poverty line, wellbeing levels, credit rating)

และในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ภาษาที่มาแรงที่สุดก็มีสัญลักษณ์เพียงสองตัวเท่านั้น

นั่นคือสัญลักษณ์ 0 กับ 1

ทุกคำที่ผมพิมพ์อยู่ในคอมพิวเตอร์ตอนนี้ และข้อความที่คุณอ่านอยู่บนจอล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่ถูกใส่รหัสด้วยเลข 0 และ 1

มันทำให้คนทั้งโลกได้เชื่อมต่อกันและเปิดทางให้เราเข้าถึงข้อมูลขนาดมหาศาลมากกว่ายุคใด

คงไม่มีชาวสุเมเรียนคนไหนคาดคิดว่า ภาษาเขียนที่เอาไว้นับจำนวนข้าวบาร์เลย์จะพาเรามาได้ไกลขนาดนี้


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น